‘องค์กรครู’ เข้าพบ ‘ตรีนุช’ ค้าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ชี้กระทบคุณภาพต้องยกเครื่องใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575244

‘องค์กรครู’ เข้าพบ ‘ตรีนุช’ ค้าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ชี้กระทบคุณภาพต้องยกเครื่องใหม่

‘องค์กรครู’ เข้าพบ ‘ตรีนุช’ ค้าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ชี้กระทบคุณภาพต้องยกเครื่องใหม่

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.08 น.

วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือกับเครือข่ายองค์กรครูไทย (ค.อ.ท.) และตัวแทนองค์กรครูทั่วประเทศ ว่า ทางตัวแทนองค์กรครูเข้ามาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เช่น ทางองค์กรครูไม่เห็นด้วยในการเปลี่ยนคำเรียกผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นหัวหน้าสถานศึกษา เป็นต้น ซึ่งตนขอรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน เพราะทุกคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ตนจะทำการวิเคราะห์ไปด้วย ว่าจะมีแนวทางไหนที่จะแก้ไข หรือปรับเปลี่ยนกฎหมายให้เหมาะสมกับทุกภาคส่วน

ด้านนายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูไทย (ค.อ.ท.) และ 247 องค์กรครูทั่วประเทศ ร่วมกันคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. ซึ่งขณะนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาตามลำดับ โดยองค์กรครูทั่วประเทศ เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…… มีประเด็นที่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาและกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ดังนี้ 1.คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้  ไม่เคยนำเสนอปัญหาด้านการศึกษาให้สังคมทราบว่ามีปัญหาอะไร  และมาตราใดของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เป็นต้นเหตุของปัญหา รวมถึงแนวทางในการแก้ปัญหาและการดำเนินการเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพ การศึกษาแต่อย่างใด 2.ครูไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  3.ขณะนี้ไม่มีกอปศ.แล้วและร่างกฎหมายนี้ ก็ไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนและบุคลากรในวงการศึกษา ดังนั้น ควรตั้งคณะกรรมการร่างกฎหมายขึ้นใหม่และดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป 4. ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลดทอนคุณค่าของผู้ประกอบวิชาชีพครูที่เคยได้รับการยกย่องและ คาดหวังจากสังคมมาเป็นเวลานานว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง เพื่อเป็นหลักประกันให้สังคมมีความมั่นใจ และเป็นการกำหนดเพื่อให้ครูได้ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อนักเรียน เสมือนเป็นพ่อแม่คนที่สอง แต่ร่างกฎหมายได้ตัดความสาคัญนี้ออกไป ทั้งที่ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา 52

นายรัชชัยย์ กล่าวต่อว่า 5.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กำหนดให้ใช้ “หัวหน้าสถานศึกษา” แทนคำว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” โดยไม่มีเหตุผลอันควรและไม่เป็นที่ยอมรับของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกจากนี้ ยังกำหนดให้เปลี่ยน “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” เป็น “ใบรับรองความเป็นครู” โดยไม่มีเหตุผลในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อการพัฒนา คุณภาพการศึกษาแต่อย่างใด และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลให้ครูเสียสิทธิในเรื่องการได้รับเงินวิทยฐานะ  6.ไม่มีการกำหนดตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นต้น ทำให้เห็นแนวโน้มว่าจะมีการยุบเขตพื้นที่ฯ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาที่ต้องแก้ไขต่อไป 7. ในมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.การศึกษแห่งชาติฉบับใหม่ กำหนดให้รัฐสามารถมอบหมายให้เอกชนเข้าบริหารจัดการศึกษาโดยใช้ทรัพยากรของรัฐได้ การบัญญัติไว้เช่นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการให้ผู้มีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์จากเอกชนเกี่ยวกับเรื่องนี้

“และ 8. ร่างกฎหมายนี้มีเจตนารมณ์ไม่ให้มีข้าราชการครูอีกต่อไป โดยครูที่เข้าปฏิบัติหน้าที่หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่จะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐ เหมือนพนักงานมหาวิทยาลัยเท่านั้น  ซึ่งถือว่าไม่เป็นการจูงใจให้คนดีและคนเก่งมาทำหน้าที่ครู นอกจากนี้ ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ยังมีประเด็นที่น่าจะขัดกับหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เช่น รัฐธรรมนูญ มาตรา 54 กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคน ได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… มาตรา 12 กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเป็นเวลาสิบแปดปี ดังนั้น เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูทั้ง 247 องค์กร ขอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ซึ่งเป็น ผู้รับผิดชอบการศึกษาของชาติ ดำเนินการให้มีการถอนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ก่อนเข้า พิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีการแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหา หรืออาจจะให้มีการยกร่างใหม่ทั้งหมดโดยทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายฉบับใหม่ด้วย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.รับทราบเรื่องแล้ว และจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับ นายวิษณุ เครืองาน รองนายกรัฐมนตรี ต่อไป” นายรัชชัยย์ กล่าว 

ขณะที่ นายไพศาล ปันแสน นายกสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ประธาน ค.อ.ท.  กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรครูทั่วประเทศได้รวมตัวกันเพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … โดยร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลัษณ์ พร้อมกับกระจายตัวยื่นข้อเสนอของเครือข่ายผ่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในแต่ละพื้นที่ให้ครบ 77 จังหวัด

‘หมอยง’ ตอบชัดๆ คนแพ้วัคซีนเข็มแรก ฉีดเข็มสองได้หรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575131

'หมอยง'ตอบชัดๆ  คนแพ้วัคซีนเข็มแรก ฉีดเข็มสองได้หรือไม่?

‘หมอยง’ตอบชัดๆ คนแพ้วัคซีนเข็มแรก ฉีดเข็มสองได้หรือไม่?

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.16 น.

วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ระบุว่า.

โควิต 19 วัคซีน ข้อห้ามหรือใครไม่ควรรับวัคซีน และการเตรียมตัว
ยง ภู่วรวรรณ

มีคำถามเข้ามามากจริงๆ จะรับวัคซีนได้ไหม

ขอชี้แจงเลยว่าข้อห้ามสำหรับผู้ที่ไม่ควรรับวัคซีน

1 ผู้ที่รับวัคซีนแล้วเกิดแพ้วัคซีนอย่างรุนแรง ถึงขั้นช็อก (Anaphylaxis) วัคซีนนี้เป็นวัคซีนใหม่ถ้าให้เข็มแรกก็คงไม่มีใครรู้ ทุกคนจึงไม่อยู่ในข้อนี้ แต่ถ้าให้เข็มแรกแล้วแพ้รุนแรง เข็ม 2 ให้ไม่ได้แน่นอน ต้องเปลี่ยนชนิดวัคซีน ผู้ที่รู้ว่าแพ้ส่วนประกอบในวัคซีน ก็ไม่สมควรให้

ในทางปฏิบัติก็คงเป็นการยากพอสมควรที่แพ้ส่วนผสมในวัคซีน วัคซีนทั้งหลายขณะนี้ไม่มียาปฏิชีวนะ ไม่มีส่วนผสมของไข่ ดังนั้นผู้ที่แพ้ยา อาหาร หรือภูมิแพ้ต่างๆไม่ได้เป็นข้อห้ามแต่อย่างใด แต่ผู้ที่เคยแพ้อย่างรุนแรง หลังฉีดก็เฝ้าดูอาการอาจจะนานกว่าคนธรรมดาสักหน่อยก็ได้

2 ผู้ที่เจ็บป่วย มีไข้ หรือเป็นโรคปัจจุบันที่ต้องการการรักษา ผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะสุดท้ายของโรค และผู้ป่วยที่รักษา โดยเฉพาะนอนในโรงพยาบาล ก็ให้เลื่อนไปก่อน จนกว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพคงที่แล้ว และกลับบ้านแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจะเห็นว่าจะมีข้อห้ามเด็ดขาดน้อยมาก

ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัว และดูแลรักษาอยู่มีภาวะคงที่ ถึงจะกินยาประจำ ก็สามารถให้วัคซีนได้ เช่นเดียวกับการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ถ้าทุกปีเราสามารถให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ ก็ไม่ได้มีข้อห้าม
เบาหวาน ความดัน ก็สามารถฉีดวัคซีนได้ ถ้ารักษาและดูแลอยู่ตลอดอยู่แล้ว ยกเว้นเสียแต่ความดันที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือเบาหวานที่ยังควบคุมไม่ได้มีน้ำตาลสูงมาก ขนาดมีอาการที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลก็ให้เลื่อนไปก่อน

โรคประจำตัว โรคพันธุกรรมต่างๆ เช่นธาลัสซีเมีย ก็ไม่ได้เป็นข้อห้าม

ยาที่รับประทานประจำ ก็ให้คงรับประทานยานั้นเหมือนปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องงดยาก่อนฉีดวัคซีน

การกินยากดภูมิต้านทาน ก็ไม่ได้เป็นข้อห้าม แต่ให้รู้ว่าถ้าฉีดวัคซีนภูมิต้านทานจะขึ้นได้ไม่ดี ถ้าจะหยุดยาก่อนควรปรึกษาแพทย์เพราะในบางครั้งถ้าหยุดยาแล้วโรคกำเริบก็ไม่ควรหยุด ฉีดไปดีกว่าไม่ฉีดถึงแม้ภูมิจะต่ำ ก็สามารถไปฉีดเพิ่มทีหลังได้ วัคซีนที่ฉีดทุกตัวเป็นเชื้อตายหรือแบ่งตัวไม่ได้อยู่แล้ว

ผู้ป่วย HIV ก็สามารถฉีดได้ ยกเว้นเสียแต่ว่ากำลังมีอาการ หรือ cd4 น้อยกว่า 200 ก็ควรจะรักษาเสียก่อน ให้ทุกอย่างดีขึ้นแล้วรีบฉีดวัคซีน

ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด ก็ให้กินต่อไป แต่หลังฉีดวัคซีน จะต้องกดรอยฉีดให้นาน 5-10 นาทีเพื่อป้องกันเลือดออกง่าย

ใครทานกาแฟอยู่เป็นประจำทุกวัน ก็ทานไป ถ้าใครทานนานๆครั้ง ก็ไม่ควรทานกาแฟวันที่ฉีดวัคซีน หรือใครไม่ทานก็ไม่ควรทานวันฉีดวัคซีน เพราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว และบีบเส้นเลือด ความดันจะขึ้นสูง
คนที่ทานประจำ ร่างกายปรับตัวได้อยู่แล้ว ถ้าหยุดทานกาแฟ จะรู้สึกหงุดหงิด และปวดหัวเอาได้ง่ายๆ ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่า ผู้ที่ทานกาแฟเป็นประจำทุกวันต้องหยุดกาแฟ

ผู้ที่ทานยาบีบเส้นเลือดเช่นยารักษาปวดหัวไมเกรน ถ้าหยุดได้ก็ควรจะต้องหยุด ถ้าปวดหัววันนั้นและหยุดไม่ได้ ก็เลื่อนวันฉีดออกไป

วันฉีดวัคซีนไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ รับประทานอาหารให้เต็มที่แบบปกติ แต่ก็ไม่ต้องถึงกับกินน้ำหลายๆ ลิตรอย่างที่มีการพูดกัน ให้มั่นใจว่าร่างกายเราไม่ได้ขาดน้ำ ถ้าอย่างที่ส่งต่อกันให้กินวันละ 5 – 6 ลิตร ไม่แน่ใจว่าสถานที่ฉีด จะมีห้องน้ำให้เข้าเพียงพอหรือเปล่า ดูก็แล้วกันว่าถ้าสถานที่ไม่มีที่ปรับอากาศอากาศร้อนก็ทานน้ำให้มาก ถ้าอยู่ในห้องแอร์ที่เย็น ก็อย่าให้ขาดน้ำก็แล้วกันคงไม่ต้องถึงกับกินมากอย่างที่บอกในสื่อต่างๆ

การเตรียมตัวฉีดวัคซีน ก็เหมือนอย่างที่เราไปฉีดวัคซีนกันทุกปีป้องกันไข้หวัดใหญ่ พักผ่อนให้พอ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ผ่อนคลาย เพราะสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ หลายคนเดินเข้ามาก็เกิดความกลัว วัดความดันก็พุ่งสูงกันหมด และหลังฉีดก็มีการเป็นลมได้ เหมือนกับที่เราพบบ่อยกับการเจาะเลือด แล้วหลายคนเป็นลม การเป็นลมดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการแพ้ยาฉีดแต่อย่างใด หน้าซีดจนหลายคนกลัว ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่เราเห็นกันบ่อยๆ ไม่มีอันตรายอย่างใดเลย

ชีวิตทุกคนต้องเดินหน้า การฉีดวัคซีนก็ให้คิดว่าเหมือนอยู่ในภาวะปกติ ที่เราให้วัคซีนกันในชีวิตประจำวัน แล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี
#หมอยง

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานดอกไม้ตะกร้าสิ่งของ แก่ทหารพรานบาดเจ็บชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575055

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานดอกไม้ตะกร้าสิ่งของ แก่ทหารพรานบาดเจ็บชายแดนใต้

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานดอกไม้ตะกร้าสิ่งของ แก่ทหารพรานบาดเจ็บชายแดนใต้

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 21.00 น.

23 พฤษภาคม 2564 เวลา 13.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายวรณัฏฐ์ หนูรอต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบแก่ อาสาสมัครทหารพราน ฉัตรพงศ์ เพชรตีบ เจ้าหน้าที่ทหารพราน 4804 ชุดลาดตระเวนจรยุทธ์  ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

ขณะลาดตระเวนพิสูจน์ทราบบริเวณเนินเขาบูเก๊ะซามาเลีย พื้นที่บ้านตะโล๊ะบูเก๊ะ หมู่ที่ 2 ตำบลริโก๋ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส  เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม​2564​ และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสงขลา​นครินทร์​ อำเภอหาดใหญ่​ จังหวัดสงขลา​

และที่จังหวัดนราธิวาส​  เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ อาสาสมัครทหารพราน อนัส บินซา จ่าสิบเอกหญิง วิลาวัลย์ ภัทรศรีพรม สิบตรี อุสมัน สมาแห และสิบเอก อนันต์ มณีโชติ เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์​เดียวกัน ณ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

ส่วนที่จังหวัดยะลา เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ ร้อยเอก วีระศักดิ์ จันทร์แก้วเดช  เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน  และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ เจ้าหน้าที่ทหารพรานทั้ง 6 นายอย่างหาที่สุดมิได้

‘ในหลวง’ ส่งพระราชสาส์น แสดงความเสียพระราชหฤทัย ไปยังปธน.สาธารณรัฐอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575080

'ในหลวง'ส่งพระราชสาส์น แสดงความเสียพระราชหฤทัย ไปยังปธน.สาธารณรัฐอินเดีย

‘ในหลวง’ส่งพระราชสาส์น แสดงความเสียพระราชหฤทัย ไปยังปธน.สาธารณรัฐอินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 20.01 น.

23 พฤษภาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินเดีย กรณีเกิดพายุไซโคลนเตาะแต่ (Tauktae) พัดเข้ารัฐทางภาคตะวันตกของสาธารณรัฐอินเดีย เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 ความว่า

ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินเดีย กรุงนิวเดลี ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า ทางภาคตะวันตกของประเทศอินเดียได้เกิดอุทกภัยและความเสียหายอย่างร้ายแรงจากพายุไซโคลนเตาะแต่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก ในนามของประชาชนชาวไทย ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจด้วยใจจริงมายังท่านประธานาธิบดีและประชาชนชาวอินเดีย ต่อความสูญเสียอันน่าเศร้าจากภัยพิบัติครั้งนี้

ขณะที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาซึ่งกำลังส่งผลร้ายแรงในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ยังคงไม่ปรากฏว่าจะบรรเทาลงแต่อย่างใด ประเทศไทยจะมั่นคงในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประชาชนชาวอินเดีย ทั้งมีความยินดีที่ได้มีส่วนบ้างในการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่ประเทศอินเดีย เราเชื่อว่า ประชาคมระหว่างประเทศซึ่งร่วมมือกันด้วยความประสานสอดคล้องจะสามารถต่อสู้และควบคุมสถานการณ์อันร้ายแรงนี้ได้อย่างแน่นอน ทั้งจะสามารถนำความเป็นปรกติสุขคืนกลับมาสู่ชีวิตของเราทั้งหลายได้ในที่สุด ในอนาคตอันใกล้นี้

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1.6 พันล้านโดส อาเซียน 44.83 ล้านโดส เฉพาะไทย 2.811 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574939

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1.6 พันล้านโดส อาเซียน 44.83 ล้านโดส เฉพาะไทย 2.811 ล้านโดส

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1.6 พันล้านโดส อาเซียน 44.83 ล้านโดส เฉพาะไทย 2.811 ล้านโดส

วันเสาร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 21.50 น.

ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,607 ล้านโดส ใน 197 ประเทศ/เขตปกครอง ส่วนอาเซียนฉีดแล้วทุกประเทศ รวมกว่า 44.83 ล้านโดส ไทยฉีดแล้วมากกว่า 2.811 ล้านโดส”

วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว 1,607 ล้านโดส ใน 197 ประเทศ/เขตปกครอง โดยขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 28 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณารายประเทศพบว่าอิสราเอลได้ฉีดวัคซีนครอบคลุมเกินครึ่งของประชากรแล้ว ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีจำนวนการฉีดวัคซีนสูงที่สุดที่ 282 ล้านโดส โดยมีชาวอเมริกันกว่า 128 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว”

ด้านอาเซียนขณะนี้ทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว มียอดรวมกันที่ประมาณ 44.83 ล้านโดส โดยสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนประชากรมากที่สุดในภูมิภาค (29.9% ของประชากร) ในขณะที่อินโดนีเซียฉีดวัคซีนในจำนวนมากที่สุดที่ 24.641 ล้านโดส สำหรับประเทศไทยข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ได้ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 2,811,549 โดส โดยฉีดให้กับบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 40.5%

ในการฉีดวัคซีน จำนวน 1,607 ล้านโดสนี้ อว. ขอรายงานสถิติที่สำคัญ คือ

1. ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วมากที่สุด 4 ประเทศลำดับแรกที่ฉีดวัคซีนมากกว่า 100 ล้านโดส รวมกันเกือบ 90% ของปริมาณการฉีดวัคซีนทั่วโลก

1. จีน จำนวน 466.70 ล้านโดส (16.7% ของจำนวนการฉีดทั่วโลก)

2. สหรัฐอเมริกา จำนวน 281.60 ล้านโดส (43.9%)

3. สหภาพยุโรป จำนวน 216.11 ล้านโดส (24.4%)

4. อินเดีย จำนวน 193.30 ล้านโดส (7.1%)

2. ประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุด มี 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชากรอย่างน้อย 25% แล้ว ได้แก่ (เฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน)

1. มัลดีฟส์ (61.3%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech และ Sinopharm )

2. อิสราเอล (58.3% ของประชากร) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Moderna)

3. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (55.6%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Sputnik V)

4. บาห์เรน (51.6%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Sputnik V)

5. ชิลี (45.2%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Sinovac)

6. สหรัฐอเมริกา (44.3%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Moderna และ Pfizer/BioNTech)

7. สหราชอาณาจักร (43.9%) (ฉีดวัคซีนของ J&J, Moderna และ Pfizer/BioNTech)

8. กาตาร์ (40.0%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech)

9. ฮังการี (39.8%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Moderna, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Sputnik V)

10. อุรุกวัย (35.9%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech และSinovac)

3. จำนวนการฉีดวัคซีนแยกตามภูมิภาค

1. เอเชียและตะวันออกกลาง 52.62%

2. อเมริกาเหนือ 20.8%

3. ยุโรป 17.99%

4. ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 6.66%

5. แอฟริกา 1.67%

6. โอเชียเนีย 0.26%

4. ในภูมิภาคอาเซียน ได้ฉีดวัคซีนแล้วครบ 10 ประเทศ รวมจำนวน 44,830,394 โดส ได้แก่

1. สิงคโปร์ จำนวน 3,407,068 โดส (29.9%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer และ Moderna

2. กัมพูชา จำนวน 3,673,639 โดส (10.9%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, AstraZeneca และ Sinovac

3. ลาว จำนวน 728,918 โดส (5.0%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm และ Sputnik V

4. อินโดนีเซีย จำนวน 24,641,165 โดส (4.6%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca

5. มาเลเซีย จำนวน 2,236,695 โดส (3.4%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer และ Sinovac

6. พม่า จำนวน 2,994,900 โดส (2.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca

7. ไทย จำนวน 2,811,549 โดส (2.1%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca

8. บรูไน จำนวน 15,905 โดส (1.8%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinopharm

9. ฟิลิปปินส์ จำนวน 3,407,068 โดส (1.5%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca

10. เวียดนาม จำนวน 1,021,085 โดส (0.5%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca

* คำนวณจากจำนวนฉีด/จำนวนประชากร/2 เหมือนกันทุกประเทศ

5. ข้อมูลการฉีดวัคซีนล่าสุดของประเทศไทย ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2564

จัดสรรวัคซีนแล้วทั้งหมด 3,448,618 โดส

จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 2,811,549 คน ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น

-เข็มแรก 1,849,393 โดส

-เข็มสอง 962,156 โดส

ครูอาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัล ‘ครูยิ่งคุณ’ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574760

ครูอาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัล 'ครูยิ่งคุณ' มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี  ครั้งที่ 4

ครูอาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัล ‘ครูยิ่งคุณ’ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 19.22 น.

ภูมิใจ!ครูอาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัล ‘ครูยิ่งคุณ’ จากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ปี 2564 ศิลปินครูมีคุณูปการต่อการศึกษา ครูผู้ให้ ผู้สร้าง เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์ อุทิศตนเพื่องานศิลปะทั้งชีวิต

21 พฤษภาคม 2564 ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มีความภาคภูมิใจและแสดงความยินดีกับ ครูโชคชัย ตักโพธิ์ ข้าราชการบำนาญวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ตัวแทนจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับ “รางวัลครูยิ่งคุณ” มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ปี 2564 เป็น 1 ใน 16 คนทั่วประเทศ ที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าในครั้งนี้ จากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งรางวัลที่ได้รับ ได้แก่ เหรียญทองแดงมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี พร้อมด้วยเข็มเชิดชูเกียรติพระราชทาน และ เกียรติบัตรจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นความปลาบปลื้มใจอย่างหาที่สุดมิได้

ครูโชคชัย ตักโพธิ์ เป็นศิลปินผู้มีผลงานสร้างสรรค์ โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ที่สะท้อนแง่มุมทางสังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติและศาสนา มีองค์ความรู้ เกิดเป็นนวัตกรรม หรือผลงานที่มีคุณภาพมากมาย ได้สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดอุบลราชธานีและประเทศไทยนานัปการ อีกทั้ง เป็นครูผู้สร้าง ครูผู้ให้ ครูผู้นำทางชีวิตลูกศิษย์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างแท้จริง พร้อมอุทิศตนเพื่องานศิลปะอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันเปิดพื้นที่นำผลงานศิลปะที่ได้รังสรรค์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันให้เยาวชนได้เรียนรู้และสืบสานผลงาน ใช้ชื่อว่า “ศิลปะสถาน โชคชัย ตักโพธิ์และคอกควาย” แหล่งศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานศิลปกรรม ทัศนศิลป์ ที่เกิดจากการศึกษาของตนเองตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี อันเป็นความสุขเล็กๆ ในวัยเกษียณที่สร้างคุณค่าให้กับสังคมและประเทศชาติจนกว่าชีวิตจะหาไม่

สำหรับ “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” นี้ ถือเป็นรางวัลเกียรติยศแห่งความเป็นครูที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีที่มาจากความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาเรื่อยมา โดยพระราชทานรางวัลแก่สุดยอดครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา ประเทศละ 1 รางวัล จาก 11 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนและติมอร์-เลสเต ซึ่งทำการคัดเลือกเป็นประจำทุก 2 ปี โดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัลตามลำดับ ดังนี้ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ปี 2564 (ประเทศไทย) จำนวน 1 รางวัล , รางวัล “คุณากร” ปี 2564 จำนวน 3 รางวัล , รางวัล “ครูยิ่งคุณ” ปี 2564 จำนวน 16 รางวัล และรางวัล “ครูขวัญศิษย์” ปี 2564 จำนวน 156 รางวัล

ในส่วนของจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากครูโชคชัย ตักโพธิ์ ที่ได้รับรางวัล “ครูยิ่งคุณ” ครั้งที่ 4 ปี 2564 ซึ่งมีคะแนนเป็นอันดับ 2 ของรางวัลครูยิ่งคุณ และมีคะแนนเป็นอันดับ 6 ทั่วประเทศจาก 4 ประเภทรางวัลแล้ว

นอกจากนี้ มีรางวัลระดับ “ครูขวัญศิษย์” ปี 2564 มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่ได้รับในปีนี้ จากตัวแทนของจังหวัดอุบลราชธานี อีกจำนวน 4 คน ได้แก่ นางระเบียบ ลำงาม หน่วยงานต้นสังกัด ครูวิทยาลัยเทคนิคตระการพืชผล , นางเพ็ญวดี ค้าสุวรรณ หน่วยงานต้นสังกัด ครูโรงเรียนนารีนุกูล , นางมลิวรรณ ใชญัน หน่วยงานต้นสังกัด ครูโรงเรียนบ้านขุมคำดงตาหวาน และ นางชวัลกร วิทยพานิช หน่วยงานต้นสังกัด ครูโรงเรียนอุบลวิทยาคม โดยจะได้รับรางวัล เข็มเชิดชูเกียรติพระราชทาน และ เกียรติบัตร จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีด้วย

‘น้องโวลต์’ ส่งต่อเงินบริจาค 1.2 ล้าน เข้ากองทุนช่วยรุ่นน้องเรียนดีแต่ยากจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574743

‘น้องโวลต์’ ส่งต่อเงินบริจาค 1.2 ล้าน เข้ากองทุนช่วยรุ่นน้องเรียนดีแต่ยากจน

‘น้องโวลต์’ ส่งต่อเงินบริจาค 1.2 ล้าน เข้ากองทุนช่วยรุ่นน้องเรียนดีแต่ยากจน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 18.32 น.

“น้องโวลต์”ส่งมอบเงิน 1.2 ล้านบาทให้กับทางจังหวัด คืนความดีสู่สังคม เข้ากองทุนช่วยเหลือรุ่นน้องเรียนดีแต่ยากจนต่อไป

21 พ.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีของ นางสาวณัฐวดี เหล่าบุบผา หรือน้องโวลต์ อายุ 18 ปี ศิษย์เก่านักเรียนโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ ชาว ต.โพนทอง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ที่สอบติดแพทย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แต่ฐานะทางบ้านยากจน พ่อปลูกพืชผักขาย โดยมีการเปิดรับบริจาค กระทั่งนายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบ พบมีผู้ใจบุญบริจาครวมจำนวนเงินกว่า 3.7 ล้านบาท และได้ปิดรับบริจาคไปแล้ว เนื่องจากเพียงพอสำหรับการเรียนแพทย์แล้วนั้น แต่ในโลกออนไลน์มีการจับผิดภาพน้องโวลต์ที่มีการใช้ของแพง กระทั่งมีข้อความฮิต “จนทิพย์” ก่อนที่น้องโวลต์จะออกมาชี้แจงว่าสิ่งของเครื่องใช้ที่เห็นทุกอย่างได้มาจากการทำงานตั้งแต่เรียนม.3เก็บเงินซื้อ และไม่ได้เป็นของแพง พร้อมยืนยันที่จะตั้งใจเรียน อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สยบดราม่า’จนทิพย์’! เปิดใจ’น้องโวลต์’นร.สอบติดแพทย์ เผยตนเองทำงานเก็บเงินตั้งแต่ม.3

ล่าสุดวันนี้ ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเมือง จ.กาฬสินธุ์ ดร.เทอดเกียรติ ขันธ์พิมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาและกลั่นกรองการใช้ทุนการศึกษา พร้อมด้วยคณะกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ และ นางสาวณัฐวดี เหล่าบุบผา หรือน้องโวลต์ และนางพรหมจันทร์ เหล่าบุบผา มารดา ร่วมประชุม โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อสรุปการใช้จ่ายเงินที่ได้รับจากการบริจาค  อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จนทิพย์เป็นเหตุ! ‘คณะแพทย์ มมส.’ไม่ให้ทุน’น้องโวลต์’ พร้อมชี้แจง10ข้อ 

หลังจากที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกัน นายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย ดร.เทอดเกียรติ ขันธ์พิมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ น้องโวลต์ รวมทั้งคณะกรรมการ ได้ร่วมกันลงนามและเป็นสักขีพยาน ในการนำเงินที่ได้จากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา ที่ร่วมกันโอนเงินเข้าบัญชีน้องโวลต์จำนวน 3.7 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนการศึกษาของน้องโวลต์ พร้อมชี้แจงรายละเอียดต่างๆ และเตรียมส่งมอบเงิน 1.2 ล้านบาท ให้กับทางจังหวัด เข้ากองทุนช่วยเหลือรุ่นน้องเรียนดีแต่ยากจน

นายเทอดเกียรติ ขันธ์พิมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาและกลั่นกรองการใช้ทุนการศึกษา กล่าวว่า ตามที่น้องโวลต์สอบติดนักเรียนแพทย์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาจารย์ที่ปรึกษาน้องโวลต์ ได้แนะนำให้น้องโวลต์เปิดบัญชีรับบริจาค เนื่องจากทุนที่ใช้ในการเรียนแพทย์สูงมากถึงปีการศึกษาละประมาณ 8 หมื่นบาท ขณะที่ฐานะทางบ้านของน้องโวลต์ยากจน ทั้งนี้หลังจากเปิดบัญชีและมีสื่อโซเชียลนำเสนอข่าวออกไป ทำให้มีเงินบริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมากถึง 3.7 ล้านบาท ขณะเดียวก็เกิดมีกระแสดรามา  ส่งผลกระทบต่อจิตใจน้องโวลต์และคนในครอบครัว ในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนต้นสังกัดเดิมของน้องโวลต์ จึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหาทางออกร่วมกัน โดยจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาและกลั่นกรองการใช้ทุนการศึกษา และมีการประชุมเพื่อลงมติเห็นชอบกันในวันนี้

ด้านนายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า หลังจากมีการแต่งตั้ง โดยมีนายอำเภอลงนามแต่งตั้งแล้ว คณะกรรมการทุกฝ่ายที่เป็นบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทั้งการศึกษา สาธารณสุข ปกครอง ก็ได้ร่วมกันประชุมปรึกษาหารือร่วมกับน้องโวลต์และนางพรหมจันทร์ มารดาน้องโวลต์ ก่อนที่จะมีมติร่วมกันคือการจัดสรรจำนวนเงิน 3.7 ล้านบาทที่ได้จากการบริจาค เป็นดังนี้ 1. ค่าใช้จ่ายในการศึกษาตลอดหลักสูตรการเรียน 6 ปี จำนวน 1.7 ล้านบาท, 2. ค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายอันอาจเกิดขึ้นระหว่างการศึกษา จำนวน  8 แสนบาท ซึ่งเพียงพอแล้วกับการเรียนแล้ว และ 3.มอบให้กับทางจังหวัด เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 1.2 ล้านบาท ตามความตั้งใจของน้องโวลต์ ทั้งนี้หลังจากคณะกรรมการมีมติเห็นพ้อง จึงได้ร่วมลงนามไว้เป็นหลักฐาน

ขณะที่น้องโวลต์ นางสาวณัฐวดี เหล่าบุบผา กล่าวว่า ความตั้งใจเดิมของตนเดิมที่เปิดบัญชีรับบริจาคนั้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการศึกษาตลอดระยะเวลา 6 ปีสูงมาก หลังจากได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาจึงลองเปิดบัญชีรับบริจาคดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่าน ที่ให้ความเมตตา บริจาคเงินเข้ามาที่บัญชีตน จนได้จำนวนเกินความคาดหมายดังกล่าว สำหรับตน ยังยืนยันที่จะใช้เงินเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้คาดหวังว่าจะใช้ส่วนตัวด้านอื่นๆ หรือนำไปปรับปรุงที่พักอาศัยให้กับพ่อแม่ประการใดเลย

“ต้องขอกราบขอบพระคุณอีกครั้ง สำหรับเงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ และขอกราบของพระคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอเมือง ตลอดจนคณะกรรมการทุกท่าน อาจารย์ที่ปรึกษา ที่มอบสิ่งดีๆและให้โอกาสดีๆกับตน ซึ่งล้วนเป็นพลังใจให้มุ่งมั่น ตั้งใจศึกษาให้จบ และจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์หญิง รักษาสุขภาพพี่น้องชาวกาฬสินธุ์ในอนาคต ดังที่ตั้งความหวังเอาไว้ ซึ่งเงินนั้นก็เพียงพอแล้ว จึงอยากมอบเงินจำนวนนี้ให้กับทางจังหวัด เพื่อเข้ากองทุนช่วยเหลือรุ่นน้องเรียนดีแต่ยากจนต่อไป ” น้องโวลต์ กล่าว

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานเครื่องช่วยหายใจ-เอกซเรย์ แก่รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า-รพ.บางนา-รพ.ตำรวจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574727

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานเครื่องช่วยหายใจ-เอกซเรย์ แก่รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า-รพ.บางนา-รพ.ตำรวจ

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานเครื่องช่วยหายใจ-เอกซเรย์ แก่รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า-รพ.บางนา-รพ.ตำรวจ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.45 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 256 เวลา 10.00 น. ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กลับมาแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์  เพื่อนำไปจัดหาเครื่องช่วยหายใจชนิดอัตราไหลสูง hi flow nasal cannula ( HFNC)  NeoHif – i7  จำนวน  10  เครื่อง พระราชทานแก่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ เพื่อนำไปใช้รักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคโควิด 19 

ที่มีปัญหาระบบการหายใจเพิ่มขึ้นจำนวนมากในขณะนี้ ซึ่งเครื่องช่วยหายใจที่ได้รับพระราชทานนี้ จะช่วยเสริมในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด 19  โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาล  คณะแพทย์ และผู้บริหาร เข้าร่วมพิธีรับพระราชทานหน้าพระบรมฉายาลักษณ์   ยังความปลื้มปีติ แก่ผู้ป่วย แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ต่างล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

วันเดียวกัน เวลา 10.30 น. ที่โรงพยาบาลบางนา กรุงเทพมหานคร  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กลับมาแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์  เพื่อนำไปจัดหาเครื่องเอกซเรย์เคลือนที่พระราชทาน แก่โรงพยาบาลบางนากรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปใช้รักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่กลับมาแพร่ระบาดอยู่ขณะนี้ 

โดยเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนพระราชทานที่ได้รับพระราชทานนี้ สามารถเคลื่อนย้ายไปใช้ในพื้นที่ต่างๆได้สะดวก ซึ่งทำให้การวินิจฉัยของแพทย์ถูกต้อง รวดเร็วและแม่นยำ ช่วยลดการอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด 19  โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาล  คณะแพทย์ และผู้บริหาร เข้าร่วมพิธีรับพระราชทานหน้าพระบรมฉายาลักษณ์   ยังความปลื้มปีติ แก่ผู้ป่วย แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ต่างล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้พระราชทานพระมหากรุณา

ต่อมา  เวลา 13.30 น. ที่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ติดเชื้อจาก การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กลับมาแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์  เพื่อนำไปจัดหาเครื่องช่วยหายใจชนิดอัตราไหลสูง hi flow nasal cannula ( HFNC)  NeoHif – i7  จำนวน  10  เครื่อง พระราชทานแก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำไปใช้รักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่มีปัญหาระบบการหายใจเพิ่มขึ้นจำนวนมากในขณะนี้ ซึ่งเครื่องช่วยหายใจที่ได้รับพระราชทานนี้ จะช่วยเสริมในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด 19  

โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาล  คณะแพทย์ และผู้บริหาร เข้าร่วมพิธีรับพระราชทานหน้าพระบรมฉายาลักษณ์   ยังความปลื้มปีติ แก่ผู้ป่วย แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ต่างล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น


โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า


โรงพยาบาลบางนา

‘เอนก’ ชมคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก มั่นใจก้าวทันแม้ชะงักงันช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574725

‘เอนก’ชมคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก มั่นใจก้าวทันแม้ชะงักงันช่วงโควิด

‘เอนก’ชมคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก มั่นใจก้าวทันแม้ชะงักงันช่วงโควิด

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.41 น.

บพค. เผยความคืบหน้าพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนประเทศ “ดร.เอนก” ชม คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก มั่นใจก้าวทันแม้จะชะงักงันช่วงโควิด-19

21 พฤษภาคม 2564 ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวรายงานผลการดำเนินงานของ บพค. ต่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยมี ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน ว่า บพค. เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการพัฒนาคนให้มีความสามารถและทักษะสำคัญเพื่อสนับสนุนขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยใช้งบประมาณในปี 2563 จำนวน 877.11 ล้านบาท สนับสนุน 5 โปรแกรมหลัก

สำหรับ 5 โปรแกรม ประกอบด้วย การสร้างและผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านการสร้างให้เกิดระบบการบ่มเพาะนักวิจัยหลังปริญญาเอก หลังปริญญาโท และนักศึกษาระดับปริญญาโท ที่พร้อมทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม โดยมีมหาวิทยาลัยและสถาบันการวิจัยจำนวนหนึ่ง ได้รับเป็นแหล่งบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่และนักศึกษาให้ทำวิจัยด้วยโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมสาขาที่สำคัญของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน/ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร รวมทั้งได้รับการ mentor จากทั้งอาจารย์ นักวิจัยภาครัฐ และภาคเอกชน ทำให้นักวิจัยรุ่นใหม่และนักศึกษาที่ผ่านการบ่มเพราะนี้มีทักษะในการทำงานกับภาคอุตสาหกรรม การทำวิจัยแบบทีมเวิร์ค ฝึกการสื่อสาร เข้าใจกระบวนการทำงานจริงของอุตสาหกรรมเกิดระบบการสร้างนักวิจัยคุณภาพสูงเพื่ออุตสาหกรรม รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการจะได้ประโยชน์จากงานวิจัย การส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานขับเคลื่อนประเทศในอนาคต (AI for All) สนับสนุนระบบและกลไกในการสร้างความตระหนัก แรงบันดาลใจให้คนทุกระดับ และสนับสนุนระบบการพัฒนากำลังคนที่สามารถพัฒนาและใช้เครื่องมือทางปัญญาประดิษฐ์ในงานที่ทำอยู่ ผ่าน 5 กลุ่มเป้าหมาย คือ

1) สร้างความรู้ ความเข้าใจและกระแสความสนใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์สำหรับทุกคน (AI Thai Smart) มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความสนใจและการตระหนักรู้เรื่อง AI ในชีวิตประจำวัน ให้เห็นประโยชน์และรู้เท่าทันถึงความเกี่ยวข้องและผลกระทบของ AI ที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งประโยชน์ที่ได้และข้อพึงระวัง

2) พัฒนาครูและสร้างความเข้าใจและพื้นฐานการศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ให้กับเด็กและเยาวชน (AI@School) เพื่อส่งเสริมการเรียนปัญญาประดิษฐ์ในโรงเรียน โดยการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ปีที่ 4-6) ทั่วประเทศ ให้เข้าใจพื้นฐานเรื่องวิทยาศาสตร์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ใช้กลไกการเรียนรู้แบบมีประสบการณ์ปฏิบัติจริง ผ่านการแนะนำของคุณครูที่มีความสามารถ

3) สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความสามารถ ต้องการเป็นนวัตกร การเข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer จะได้รับการอบรมเพื่อเพิ่มความรู้ทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุดทางด้าน AI และมีโอกาสทดลองประยุกต์ใช้กับโจทย์จริง รวมทั้งได้รับโอกาสให้ฝึกงานกับบริษัทที่ใช้ AI

4) สำหรับภาคธุรกิจ จะได้ทำงานกับนักวิจัยและพัฒนาขั้นสูง เพื่อประยุกต์ AI เข้ากับวิทยาการหุ่นยนต์ ตอบโจทย์ภาคการผลิตและบริการ ผ่านการค้นคว้าวิจัย พร้อมกับพัฒนาบุคลากรในระดับนักศึกษา นักวิจัย และผู้ที่ทำงานอยู่แล้ว

5) สำหรับนักเรียนที่สนใจนักศึกษาและที่มีใจรักและมีทักษะด้านการประดิษฐ์ การแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อการเกษตร Smart Agricultural Robot Contest  เป็นเวทีที่ท้าทายสำหรับนิสิตนักศึกษาและนักเรียนอาชีวะที่จะใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติและระบบปัญญาประดิษฐ์มาช่วยการทำเกษตร ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และส่งเสริมสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรืออาชีวศึกษาในท้องถิ่นหลากหลาย โดยในระยะเวลาการดำเนินงาน 6 เดือน ได้พัฒนาทักษะความรู้ความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายกว่าสามหมื่นคน

การส่งเสริมการวิจัยขั้นแนวหน้าและการวิจัยพื้นฐานที่ประเทศมีศักยภาพ ประกอบด้วย 4 แผนงานสำคัญ คือ 1) ข้อริเริ่มการวิจัยขั้นแนวหน้าประเทศไทย โดยในปี 2563 สามารถผลิตทีมวิจัยที่เข้มแข็ง ทางด้านชีวการแพทย์ ด้านวัสดุศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์กายภาพและวิศวกรรมศาสตร์ ด้านคณิตศาสตร์ และด้านชีววิวทยา ส่งเสริมการทำงานเป็น consortium ทำโจทย์ขนาดใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรขั้นสูง โดยจะใช้เวลา 3 ปี ในการสร้างดาวเทียมโคจรรอบโลก ตั้งแต่การออบแบบ สร้างและส่งขึ้นวงโคจร ผ่านการทำงานร่วมกับนานาชาติที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดการดูดซับเทคโนโลยี พัฒนานักวิจัยและวิศวกรขั้นสูง รวมทั้งสร้างเทคโนโลยีด้าน Optics สำหรับ Earth Observation Telescope ที่จะได้รับการติดตั้งบนดาวเทียมโคจรรอบโลกเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นผิวโลกที่เป็นประโยชน์ และจะนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรม  อีกสาขาหนึ่งที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการทำวิจัยคู่ขนานไปได้กับระดับนานาชาติคือ เทคโนโลยีควอนตัม ซึ่ง บพค. สนับสนุนทั้ง กลุ่มวิจัยควอนตัมเชิงลึก ที่ดำเนินการวิจัยตามแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศ  ซึ่งประกอบด้วยงานวิจัยควอนตัม 3 ด้าน ได้แก่ 1) มาตรวิทยาและการวัดเชิงควอนตัม 2) การสื่อสารเชิงควอนตัม และ 3) การคำนวณและการจำลองเชิงควอนตัม โดยในระยะแรก (3 ปี) มีวัตถุประสงค์พัฒนาต้นแบบ quantum devices/algorithms

ทั้งนี้ คาดว่าจะพัฒนาให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อีกใน 6 – 10 ปี ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มควอนตัมประยุกต์ ที่นำเสนอโครงการนำร่องในการพัฒนาวัสดุและอุปกรณ์เซ็นเซอร์โดยอาศัยหลักการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ควอนตัม เช่น อุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิด อุปกรณ์ตรวจจับสารชีวภาพโฟโตนิกส์ซิลิคอน  อุปกรณ์ตรวจจับแสง สัญญาณไฟฟ้าและแม่เหล็กความไวสูง  การสนับสนุนงานวิจัยของทั้งสองกลุ่มนี้ เป็นการสร้างเครือข่ายวิจัยเทคโนโลยีควอนตัมเพื่อทำงานร่วมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเกิดนักวิจัยรุ่นใหม่ที่สามารถรองรับการวิจัยด้านควอนตัมของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น บพค.ตระหนักว่าในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โจทย์ใหม่ ๆ และโจทย์สหสาขาทางด้านที่เกี่ยวกับมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับตัวทางสังคมและการอยู่ร่วมกัน โดยในปี 2563 ส่งเสริมทีมวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ที่เกี่ยวกับสังคมดิจิทัล ด้านพหุสังคม ด้านศิลปกรรม และด้านประวัติศาสตร์  โดยการพัฒนาบุคลากรข้างต้นจะสามารถช่วยสร้างองค์ความรู้และความรู้เชิงประยุกต์ทางด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ที่สามารถใช้ในการพัฒนามนุษย์และแก้ไขปัญหาสังคมได้ และเชื่อว่าจะนำไปสู่แนวความคิดเชิงนโยบายให้ประเทศมีความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของอนาคต

ในช่วงของสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) อว.ได้กำหนดนโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเป็นการระบาดยืดเยื้อยาวนานทำให้ต้องมีการวางแผนรับมือในระยะยาว บพค. จึงได้สนับสนุน การแก้ปัญหาวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ ผ่านการวิจัย Frontier Research และการพัฒนาระบบการสร้างความสามารถเพื่อรองรับสถานการณ์โรค COVID-19 โดยดำเนินการวิจัยอย่างเร่งด่วนในลักษณะ consortium เพื่อประเมินแบบจำลอง (model) สำหรับการวางแผนในการรับมือการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ COVID-19 และแบบจำลองทางด้านผลกระทบสำหรับการวางแผนของนโยบายของประเทศ ซึ่งคณะผู้วิจัยนำเสนอรายงานผลการวิจัยดังกล่าวต่อที่ประชุมของผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุขทั้งในและต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์ในวางแผนรับมือการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 หรือโรคระบาดอื่น ๆ ในอนาคต รวมทั้งวางแผนนโยบายของประเทศให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อประชากรต่อไป

บพค. สนับสนุนการสร้างพันธมิตรระหว่างนักวิจัยไทยกับต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างไร้ขอบเขตผ่านโครงการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ  เพื่อสร้างความเป็นเลิศทางการวิจัยและงานวิจัยที่มีผลกระทบสูงของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน ซึ่งถึงแม้ในช่วงปีที่ผ่านมามีการระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไปต่างประเทศและเข้าประเทศไทย แต่นักวิจัยทั้งไทยและต่างประเทศก็ปรับตัวมาเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางออนไลน์ มีการประชุมและจัดสัมมนาร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

ดร.กัญญวิมว์ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2564 บพค. ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 1,475.25 ล้านบาท ดำเนินงานใน 8 โปรแกรม 16 แผนงาน โดยเพิ่มเติมการดำเนินงานจากปี 2563 อีก 3 โปรแกรม คือ การผลิตกำลังคนระดับสูงรองรับ EEC และระบบเศรษฐกิจสังคมของประเทศ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยที่สำคัญ

ด้าน รมว.อว. กล่าวชมเชยแผนการดำเนินงานและการดำเนินงานตามแผนของ บพค. โดยระบุว่า เป็นแผนที่สร้างคนตอบโจทย์ใหม่ของประเทศที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าคนไทยไม่เป็นรองใครทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ผมชอบให้มีการคิดแบบบายพาสคือแบบทางลัด ไม่จำเป็นต้องตามคนอื่นเสมอไป เราต้องคิดแบบก้าวหน้า มันอาจจะไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ขอให้เรากล้าที่จะก้าวกระโดด เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คิดถึงประเทศชั้นนำ ทั้งเกาหลี จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เขาก็เริ่มต้นด้วยความไม่พร้อมแบบเรา แต่ในที่สุดเขาก็ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และประสบความสำเร็จอย่างมากมาย” รมว.อว. กล่าว

นอกจากนี้ ศ.พิเศษ ดร.เอนก ยังแสดงความชื่นชมที่ บพค. ได้ดำเนินการโดยรวมทั้ง วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม เข้าด้วยกัน ซึ่งแสดงถึงการพัฒนาแบบองค์รวมอย่างแท้จริง เพราะการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องพัฒนาด้านจิตวิญญาณด้วยถึงจะเรียกว่าการปฏิวัติระบบสังคมอย่างแท้จริง

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) อีเมล : pmu.b@nxpo.or.th

สกศ. เสนอวิธีการรับมือโควิด-19 และการฟื้นฟูการศึกษาให้ทันการเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574662

สกศ. เสนอวิธีการรับมือโควิด-19 และการฟื้นฟูการศึกษาให้ทันการเปลี่ยนแปลง

สกศ. เสนอวิธีการรับมือโควิด-19 และการฟื้นฟูการศึกษาให้ทันการเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.11 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2564 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาธิการ กกศ.) กล่าวว่า การศึกษาของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด– 19 ค่อนข้างมาก เพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้และลดการสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ของผู้เรียน สกศ. จึงขอเสนอแนวทางการรับมือและฟื้นฟูการศึกษาให้ตอบสนองการเปลี่ยนแปลง มีสาระสำคัญ อาทิ เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยี เร่งรัดพัฒนาครูและผลิตครูให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เร่งรัดการพัฒนาหลักสูตร วิธีการเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรม สื่อ และการวัดประเมินผลให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤติ จัดให้มีศูนย์สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาในระดับพื้นที่ และจัดให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยแก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เช่น อุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรค วัคซีน เป็นต้น 

“ซึ่งข้อเสนอดังกล่าว จะเป็นแนวทางฟื้นฟูและพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อลดผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ต่อการจัดการศึกษาในด้านคุณภาพผู้เรียน อินเทอร์เน็ต และภาระผู้ปกครอง

นอกจากนี้ สภาการศึกษา (สกศ.) ยังได้ศึกษาแนวทางของต่างประเทศในการจัดการศึกษาช่วงโควิด-19 พบว่า หลายประเทศจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์พร้อมแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ พร้อมทั้งการศึกษาทางโทรทัศน์ วิทยุ หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีที่มี และให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้จากทุกที่ เช่น ฟินแลนด์ ได้เปิดให้บริการทรัพยากรทางการศึกษา/แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ต่างๆ โดยครูที่มีชื่อเสียง ฝรั่งเศส ขยายโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ดิจิทัลที่มีอยู่และสนับสนุนให้มีที่ปรึกษาด้านดิจิทัลแก่ครู เกาหลี จัดหาอุปกรณ์ดิจิทัลและค่าอินเทอร์เน็ตให้กับผู้เรียนที่ด้อยโอกาส สหรัฐอเมริกา จัดทำแหล่งข้อมูลและทรัพยากรในการเรียนรู้สำหรับนักการศึกษาและครอบครัว และพบว่าบางประเทศมีการจ้างบุคลากรและอาสาสมัครเพื่อช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น อังกฤษ สนับสนุนให้โรงเรียนจ้างพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษาด้านวิชาการ เพื่อช่วยผู้เรียนให้เรียนทันและเรียนทดแทนในช่วงที่การเรียนรู้ขาดหายไป และ ญี่ปุ่น จ้างครูที่เกษียณ นักศึกษาในมหาวิทยาลัย และคนในชุมชนเข้ามาช่วยในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนที่ไม่ได้เข้าเรียน” เลขาธิการ กกศ.กล่าว  

นายอำนาจ กล่าวต่อว่า จากการศึกษาแนวทางการดำเนินงานของต่างประเทศ พบว่ามียุทธศาสตร์สำคัญ คือ การระดมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน NGOs ชุมชน ครูเกษียณ และอาสาสมัคร เข้ามาช่วยออกแบบและจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน รวมทั้งร่วมมือพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ สื่อ อุปกรณ์ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

เลขาธิการ กกศ. กล่าวด้วยว่า  สำหรับแนวทางการฟื้นฟูการศึกษาหลังโควิด-19 นั้น OECD ร่วมกับ EI (Education International) ได้เสนอหลักการเพื่อการฟื้นตัวทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกัน เช่น การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ทางไกลที่ออกแบบเพื่อให้นักเรียนทุกคนเข้าถึงได้ การสนับสนุนครูให้สามารถทำงานได้ในสถานการณ์วิกฤติ การส่งเสริมผู้ปกครองให้ทำงานร่วมกันในการสนับสนุนผู้เรียน การส่งเสริมผู้เรียนให้ตรงตามความต้องการด้านการเรียนรู้ สังคมและอารมณ์ การส่งเสริมให้ครูและผู้เกี่ยวข้องร่วมออกแบบและสร้างความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ด้วยดิจิทัล และการส่งเสริมครูให้ได้รับการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

“ข้อมูลดังกล่าว ยังชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์สนับสนุนการศึกษาในสถานการณ์วิกฤติ อาทิ การมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน การจัดบุคลากรและอาสาสมัครเข้ามาช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียน การมีที่ปรึกษาให้แก่ครูในด้านเทคโนโลยีการศึกษา ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ ควรระดมความร่วมมืออย่างจริงจังจากหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกกระทรวง ภาคเอกชน ภาคประชาชน พ่อแม่ผู้ปกครอง และอาสาสมัคร เพื่อระดมพลังและทรัพยากรทางการศึกษาต่าง ๆ ช่วยกันพัฒนาการศึกษายุค New Normal ให้มีคุณภาพที่ดีทั้งในช่วงสถานการณ์วิกฤติและในอนาคตระยะยาว“ นายอำนาจ กล่าว