เช็คเลย! มาตรการรับจัดการเรียน ศบค.ย้ำ ‘4 จว.สีแดงเข้ม’ เน้นเรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574631

เช็คเลย!มาตรการรับจัดการเรียน ศบค.ย้ำ‘4 จว.สีแดงเข้ม’เน้นเรียนออนไลน์

เช็คเลย!มาตรการรับจัดการเรียน ศบค.ย้ำ‘4 จว.สีแดงเข้ม’เน้นเรียนออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 14.40 น.

เช็คเลย!มาตรการรับจัดการเรียน ศบค.ย้ำ‘4 จว.สีแดงเข้ม’เน้นเรียนออนไลน์

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 21 พฤษภาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์รายวันช่วงหนึ่ง ว่า ที่ประชุม ศบค.ได้รับทราบตามที่ ศปก.ศบค. อนุมัติเรื่องการเลื่อนการเปิดเทอมออกไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการ และกทม.เสนอเป็นกรณีไปในบางพื้นที่ แล้วจัดให้มีการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์

“ศบค.ยังมีมติด้วยว่าให้พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด  4 จังหวัด คือ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ยังคงไม่อนุญาตให้จัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์ ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุด 17 จังหวัด ให้ใช้อาคารได้แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และให้จัดการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ ออนไซต์ได้ ทั้งนี้ ให้ทางโรงเรียนประเมินความพร้อม ส่วนพื้นที่ควบคุม 56 จังหวัดให้จัดการเรียนการสอนได้ ให้มีการรวมกลุ่มคนแต่จะต้องมีการกำหนดมาตรการ หรือจัดให้มีการเรียนการสอนผ่านออนไลน์ได้” โฆษก ศบค. กล่าว

โฆษก ศบค. กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม รมว.ศึกษาธิการ ได้นำเสนอการวางแผนมาตรการแนวปฏิบัติของสถานศึกษาเพื่อดำเนินการเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 14 มิ.ย. โดยย้ำให้สถานศึกษาต้องปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขโดยเคร่งครัด ขณะเดียวกันโรงเรียนจะต้องมีการประเมินความพร้อม ไทยสตอปโควิด ที่เป็นแบบประเมินตนเองเพื่อให้โรงเรียนต่างๆ มั่นใจต่อผู้ปกครองและนักเรียนว่าจะดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลและส่วนภาพรวมได้ และหลังจากประเมินแล้วขอให้ทางโรงเรียนขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดเพื่อเปิดเรียนอย่างเต็มรูปแบบขึ้นมา

‘ตรีนุช’ ปลื้มปีติ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานอนุญาตให้เผยแพร่สื่อ 65 พรรษาฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574591

'ตรีนุช'ปลื้มปีติ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'พระราชทานอนุญาตให้เผยแพร่สื่อ 65 พรรษาฯ

‘ตรีนุช’ปลื้มปีติ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานอนุญาตให้เผยแพร่สื่อ 65 พรรษาฯ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 12.05 น.

“ตรีนุช” ปลื้มปิติ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” พระราชทานอนุญาตให้เผยแพร่สื่อ 65 พรรษาฯ ชั้น ม.1-ม.3 ในคลังสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สพฐ. พร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดไฟล์สื่อฯได้แล้ว

21 พ.ค.64 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19 ทำให้การเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 ต้องเลื่อนออกไป ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (สพฐ.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงได้ขอพระราชทานพระราชานุญาต สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เผยแพร่สื่อ 65 พรรษาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ดำเนินการตามพระราชดำริของพระองค์ท่าน ลงในคลังสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สพฐ. (OBEC Content Center) เป็นคลังความรู้ ให้แก่ครูผู้สอน และนักเรียน ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์ปัจจุบัน 

โดยขณะนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้พระราชทานพระราชานุญาตแล้ว ดังนั้น ครูผู้สอน นักเรียน ศึกษานิเทศก์ ทุกสังกัดทั่วประเทศ และผู้สนใจ จึงสามารถดาวน์โหลดไฟล์สื่อ 65 พรรษาฯ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ได้แล้ว โดยดาวน์โหลดทาง  https://contentcenter.obec.go.th/

“สื่อ 65 พรรษาฯ เป็นสื่อที่พัฒนาขึ้นตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 ในวโรกาสทรงมีพระชนมายุ 65 พรรษา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยได้จัดทำสื่อการเรียนรู้ เป็นชุดการเรียนรู้สมบูรณ์แบบ (Comprehensive Learning Package) สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด สพฐ.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งสื่อ 65 พรรษาฯนี้ เน้นการใช้บริบทชีวิตจริงของผู้เรียนและชุมชนเป็นฐานในการเรียน ทำการบูรณาการสาระตามหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตทั้งปัจจุบันและอนาคต ตามแนวพระราชดำริที่ทรงแนะนำให้ใช้โครงการศึกษาทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ และสอดคล้องกับหลักสูตรที่อิงมาตรฐานและเชื่อมโยงไปสู่สมรรถนะ รวมถึงเน้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมผู้เรียนรอบด้าน ทั้งยังส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถค้นคว้าต่อเนื่องในลักษณะการเรียนรู้ตามความสนใจได้” รมว.ศธ.กล่าว

เปิดรายชื่อครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 64 สุดยอดครู 11 ประเทศอาเซียนและติมอร์- เลสเต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574500

เปิดรายชื่อครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 64 สุดยอดครู 11 ประเทศอาเซียนและติมอร์- เลสเต

เปิดรายชื่อครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 64 สุดยอดครู 11 ประเทศอาเซียนและติมอร์- เลสเต

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 19.30 น.

เปิดรายชื่อครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2564 สุดยอดครู 11 ประเทศอาเซียนและติมอร์- เลสเต ‘ตรีนุช’ ยินดีครูผู้ได้รับรางวัล พร้อมฝากความห่วงใย 4 ข้อ ภายใต้หลักความปลอดภัย-โรงเรียนต้องมีอิสรภาพออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น

วันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ในงานแถลงข่าวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2564 บทบาทความเป็น ‘ครู’ ในยุคโควิด-19 โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร  ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมแสดงความยินดีแก่ครูผู้ได้รับรางวัล  

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์  และมีคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในประเทศอาเซียนและติมอร์ เลสเต รวม 11 ประเทศ ประเทศละ 1 รางวัล โดยจัดมอบรางวัลในทุก 2 ปี และเพื่อถวายเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักการศึกษา โดยความร่วมมือของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง  

สำหรับครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี มาจากการคัดเลือกของกระทรวงศึกษาธิการในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ทั้ง 11 ประเทศ โดยมีคุณสมบัติเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา ประเทศละ 1 คน ซึ่งจะมีการคัดเลือกสุดยอดครู 2 ปีครั้ง เพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัล ประกอบด้วย เหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร โล่ เข็มเชิดชูเกียรติทองคำ และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยมีกำหนดพิธีพระราชทานรางวัล ในวันที่ 29 ตุลาคม นี้ ซึ่งครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ปี 2564 มีประวัติที่น่าสนใจ ดังนี้

1. บรูไน ดารุสซาลาม เปองีรัน ฮาจี โมฮัมหมัด วาฮับ บิน เปองีรัน ฮาจี อับดุลละฮ์ สอนวิชาศิลปะการประกอบอาหาร ที่ School of Hospitality and Tourism, IBTE Sultan Saiful Rijal Campus สายอาชีพ มีประสบการณ์และทักษะการสอนกว่า 20 ปี  เป็นผู้นำในการจัดหลักสูตรการปรุงอาหารและการบริการแบบมืออาชีพ จัดทำหลักสูตรการบริหารจัดการอาหารแบบครบวงจร

2. กัมพูชา นายณอน ดารี สอนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียน Quach Mengly Toulbeng, จังหวัด Kampong Cham เริ่มใช้การบูรณาการการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางและทำวิจัยในชั้นเรียนโดยให้ความสำคัญกับทักษะและการแก้ปัญหาของนักเรียนเป็นสำคัญ

3. อินโดนีเซีย  น.ส.คอรีอิยะฮ์ สอนวิชาวิทยาศาสตร์โรงเรียนประถมศึกษา SMP Negeri 32 Bandar Lampung จังหวัด Lampung นับเป็น“Resource Person”ในการเรียนการสอนโดยใช้โปรแกรม “Webinar”จากกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรม

4. สปป ลาว นางแสงเพ็ด คูนปะเสิด หัวหน้าวิชาฟิสิกส์ โรงเรียนมัธยมศึกษาอุดมไซ (Oudomxay) สอนวิชาฟิสิกส์และพัฒนาหลักสูตรการสอนในระดับ ม.ปลาย และเผยแพร่ให้กับโรงเรียนอีก 14 แห่งที่เมืองไซ (Xay) เป็นวิทยากรระดับจังหวัดในวิชาวิทยาศาสตร์และมีงานเขียนเอกสารทางวิชาการ

5. มาเลเซีย นายโนร์ฮาอิลมี อับดุล มูตาลิบ สอนวิชาวิทยาศาสตร์โรงเรียนมัธยมศึกษา SMK Jerlun รัฐเคดาห์ ครูต้นแบบการสอน STEM ศึกษาระดับประเทศ ได้รับการเสนอให้เป็น “Master Trainers for Inquiry-Based Science” ในระดับประเทศและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการสอนแบบบูรณาการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

6. เมียนมา นายจอร์ ซิน ออง ครูผู้ช่วยสอนอาวุโส (Senior Assistant Teacher) และสอนภาษาอังกฤษที่  No.8 Basic Education Middle School เมืองลาโชว์ รัฐฉาน ได้รับรางวัลครูดีเด่นระดับโรงเรียน และรางวัล Outstanding Teacher Award ระดับรัฐ

7. ฟิลิปปินส์ นายมาเซโล ที โอทินเควท หัวหน้าครูในระดับพื้นที่ 5 โรงเรียน Governor Bado Dangwa Agro-Industrial, Kapangan, Benguet ผู้ประสานงานเก็บรวบรวมเอกสารคลังข้อมูลชนพื้นเมือง และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนในหลายบริบท

8. สิงคโปร์  นายหยก จูน เม็ง หัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษและสังคม โรงเรียนประถมศึกษา Yu Neng นำ ICT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ บูรณาการการคิดและวิเคราะห์ การใช้ Coding และมีการทำแผนภาพการใช้ ICT บูรณาการกับโครงการต่าง ๆ ของโรงเรียน

9. ติมอร์-เลสเต นายวีเซ็นเต มาร์กัล ดา ซิลวา ผู้อำนวยการและสอนภาษาอังกฤษ–โปรตุเกส โรงเรียน Ensino Central Tirilolo Baucau (The Central Basic School of Tirilolo Baucau Vila) มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน การกีฬาในโรงเรียน และการฝึกอบรมครูและนักเรียนของประเทศ

10. เวียดนาม  น.ส.ฮ่า หัน เฟื่อง สอนวิชาภาษาอังกฤษที่โรงเรียนมัธยมศึกษา Huong Can จังหวัด Phu Tho พัฒนาการเรียนการสอนแบบห้องเรียนไร้พรมแดนให้เด็กนักเรียนบนพื้นที่สูงและเด็กชนเผ่า และบูรณาการวิชาภาษาอังกฤษเข้าไปในการเรียนการสอน เชื่อมโยงกับสังคมยุคใหม่ด้วยแนวคิดการเป็นพลเมืองโลก

11. ไทย น.ส.ประทิน เลี่ยนจำรูญ สอนวิชาการตลาดและเศรษฐศาสตร์ ระดับ ปวช.วิทยาลัยเทคนิคพังงา จังหวัดพังงา มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการเขียนแผนธุรกิจ เป็นที่ปรึกษาธุรกิจของผู้เรียนอาชีวศึกษาได้รับรางวัลระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการ “บางพัฒน์โฮมสเตย์” ที่ดำเนินการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีการมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ โดยครูที่ได้รับรางวัลคุณากร ปี 2564 จำนวน 3 ราย คือ น.ส.กล่อมจิต ดอนภิรมย์ ร.ร.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ครูผู้เติมเต็มศักยภาพให้แก่ลูกศิษย์ที่หลากหลายวิธี โดยเชื่อว่าทุกคนเป็นดาวเด่นในตัวเอง นางสุมิตรา กลิ่นบุบผา ร.ร.บ้านหนองแดน สาขาบ้านโละโคะ จ.กำแพงเพชร แม่ครูที่ทำให้เด็กกลุ่มชาติพันธุ์อ่านออกเขียนได้ และไม่เคยทอดทิ้งนักเรียนและชุมชน  และนายสิทธิชัย จันทร์คลาย ร.ร.บ้านไทยสามัคคี จ.สระแก้ว ครูผู้ใช้ศิลปะเพื่อปลุกความคิดสร้างสรรค์สู่การพัฒนาความถนัดของผู้เรียน ทั้งนี้ สามารถดูรายชื่อครูที่ได้รับการคัดเลือกได้ที่ เว็บไซด์ http://www.PMCA.or.th

ด้าน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.  กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับครูที่ได้รับรางวัล รู้สึกประทับใจในความทุ่มเท เสียสละ ไม่ว่าลูกศิษย์จะมีต้นทุนชีวิตที่ต่างกันอย่างไรแต่ครูมองเห็นถึงศักยภาพที่มีอยู่ภายในลูกศิษย์ สามารถสร้างให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพได้ บทบาทของความเป็นครูในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดระลอกที่ 3 เป็นโจทย์ท้าทายที่นอกจากจะต้องคำนึงถึงการเรียนรู้ของลูกศิษย์ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ สุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ และความปลอดภัยของผู้เรียนแล้ว ก็ต้องดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเพื่อนครูด้วยกันอีกด้วย สิ่งที่ตนห่วงใยคือ ปรากฎการณ์ความรู้ถดถอยของผู้เรียน หรือ learning loss ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย อันเป็นผลมาจากการใช้มาตรการการจัดการศึกษาเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการปิดโรงเรียน และใช้วิธีการเรียนแบบผสมผสานระหว่างการเรียนทางไกลควบคู่กับการเรียนในสถานที่ สิ่งนี้อาจทำให้นักเรียนเกิดภาวะ Learning Loss หรือความรู้ที่หายไป ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก

“ฝากความห่วงใยและแนวคิดการจัดการศึกษาภายใต้หลักความปลอดภัยของครูในยุคโควิด-19 ไว้ 4 ประการ คือ 1. ครูต้องหมั่นสำรวจความพร้อมของผู้เรียน เพื่อวัด Learning loss และดำเนินการเติมเต็มช่องว่างการเรียนรู้ที่หายไป ไม่ว่ารูปแบบใด ๆ เพื่อเติมการเรียนรู้ของผู้เรียน 2. การหมั่นสำรวจสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของผู้เรียนและเพื่อนครู 3. การติดตามข้อมูลผลกรทบทางเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ และ 4. การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและการเดินทางเพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อความปลอดภัยจากการระบาดของเชื้อ และเพื่อให้โรงเรียนรู้ข้อมูลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อออกแบบแนวทางแก้ปัญหาได้ตรงจุด ทั้ง 4 ประการนี้จะเกิดขึ้นได้ โรงเรียนต้องมีอิสรภาพในการบริหารจัดการภายในโรงเรียน เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามบริบทสถานการณ์ในพื้นที่” รมว.ศธ. กล่าว

สำหรับบทบาทของครูในยุคโควิด-19 น.ส.ประทิน กล่าวว่า จากประสบการณ์ระบาดเมื่อปีที่แล้วทำให้ครูต้องเปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน การศึกษาต้องมีความยืดหยุ่น โดยการเรียนออนไลน์ไม่เกิน 2 วิชาต่อ 1 วัน ซึ่งต้องบูรณาการวิชาต่างๆเข้าด้วยกัน ครูต้องกระชับหลักสูตรสอนเนื้อหาที่ต้องรู้ ส่วนเนื้อหาที่ควรรู้ก็ปรับรูปแบบเป็นใบงานให้ค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อฝึกปฏิบัติจากสิ่งใกล้ตัว อย่างไรก็ตามสถานการณ์สึนามิเกิดขึ้นครั้งเดียวแต่การระบาดของโควิดส่งผลกระทบถึง 3 ระลอก ซึ่ง จ.พังงา เป็นเมืองท่องเที่ยวและได้ผลกระทบทำให้ลูกศิษย์ที่ยากจนที่สุดที่ได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพและเรียนสาขาการท่องเที่ยวกังวลเรื่องการมีงานทำเมื่อจบมา ครูจึงต้องสร้างความมั่นใจและสอนให้ติดตามข่าวสารเพื่อให้ปรับตัวได้เร็ว

นางสุมิตรา กล่าวว่า บ้านโละโคะเป็นพื้นที่ 2 ชนเผ่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้พูดภาษาไทย การปิดเทอมที่ยาวนานทำให้การรู้ภาษาไทยหายไป คณะครูจึงต้องออกมาสอนตามบ้านและให้ใบงานเพื่อการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ซึ่งการเข้าหมู่บ้านได้ครูก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในหมู่บ้าน ทำตัวให้ปลอดเชื้อเป็นตัวอย่าง เก็บตัว สวมหน้ากากอยู่ตลอดเวลา

น.ส.กล่อมจิต กล่าวว่า การสอนผ่านออนไลน์ที่ผ่านมาเกิดช่องว่างการเรียนรู้ พบว่าเด็ก 60% เข้าห้องเรียน อีก 40 % ไม่สามารถเข้าห้องเรียนได้ เพราะบางคนเรียนออนไลน์ผ่านมือถือ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ขาดอุปกรณ์ สถานที่ไม่เอื้อต่อการเรียน และอีกกลุ่มคือขาดความรับผิดชอบ ในขณะที่ผู้ปกครองบางส่วนก็ขาดความเข้าใจ ซึ่งการแก้ปัญหาเด็ก 40 % ที่หายไป จึงพัฒนา“ศูนย์เรียนรู้ประจำชุมชน” โดยมีอาสาสมัครและครูเข้าไปจัดการสอนในชุมชน

ขณะที่ นายสิทธิชัย กล่าวว่า การสอนออนไลน์ที่ผ่านมาไม่ได้ผล เพราะเด็กที่มีโทรศัพท์ไม่ถึง 20% และผู้ปกครองขาดรายได้ จึงปรับรูปแบบการสอนด้วยการบูรณาการวิชาเรียนในรูปแบบโครงงาน เช่น การเรียนเรื่องสี่เหลี่ยมที่เชื่อมโยงระหว่างวิชาคณิตศาสตร์ ศิลปะ และภาษาไทย โดยสอน 2 รูปแบบทั้งออนไลน์และการแจกใบงานสำหรับเด็กที่เข้าไม่ถึงออนไลน์  

สายครูหูผึ่ง! ก.ค.ศ.ประกาศใช้หลักเกณฑ์การประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะใหม่ 4 สายงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574497

สายครูหูผึ่ง! ก.ค.ศ.ประกาศใช้หลักเกณฑ์การประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะใหม่ 4 สายงาน

สายครูหูผึ่ง! ก.ค.ศ.ประกาศใช้หลักเกณฑ์การประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะใหม่ 4 สายงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 19.23 น.

ก.ค.ศ. ประกาศใช้หลักเกณฑ์การประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ (ใหม่) 4 สายงาน

วันที่ 20 พฤษภาคม 2564 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ลงนามในหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. แจ้งหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ใหม่) หรือเกณฑ์ PA ทั้ง 4 สายงาน ได้แก่ สายงานการสอน (ว 9/2564) สายงานบริหารสถานศึกษา (ว 10/2564) สายงานนิเทศการศึกษา (ว 11/2564) และสายงานบริหารการศึกษา(ว 12/2564) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติ โดยจะเริ่มใช้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า การจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินฯ ทั้ง 4 สายงานนี้ สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทุกสายงาน ทุกตำแหน่ง และทุกวิทยฐานะ ใหม่ ซึ่งเป็นการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงกับการจัดการศึกษาในปัจจุบัน  และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงเป็นที่มาของการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่ง  และวิทยฐานะใหม่ทั้ง 4 สายงานด้วย

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้เรียน สถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครู ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ให้ได้มีการพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพสูงขึ้นตามระดับวิทยฐานะ และทำให้กระบวนการพัฒนาผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ การจัดการศึกษา มีแนวทางในการพัฒนาที่ชัดเจน สามารถนำมากำหนดแผนพัฒนาการนิเทศการศึกษา หรือแผนพัฒนาสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่สำคัญเป็นการลดกระบวนการและขั้นตอนโดยนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัล (ระบบ Digital Performance Appraisal : DPA) มาใช้เพื่อเป็นการลดภาระในการจัดทำเอกสารและงบประมาณ รวมถึงเกิดการเชื่อมโยง บูรณาการในระบบการประเมินวิทยฐานะ  การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนเงินเดือน และการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ ไปในคราวเดียวกัน  ซึ่งจะทำให้ลดความซ้ำซ้อนในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล และเป็นไปตามนโยบาย ของกระทรวงศึกษาธิการ

“หลังจากนี้ จนถึงเดือนตุลาคม 2564 สำนักงาน ก.ค.ศ. จะได้มีการสื่อสาร  และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินฯดังกล่าว ให้กับข้าราชการครู  บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านช่องทางการสื่อสารของสำนักงาน ก.ค.ศ. ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับข้าราชการครู บุคลากรศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ใช้เป็นแหล่งข้อมูลกลาง ในการเข้าศึกษารายละเอียดของหลักเกณฑ์ดังกล่าวต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

อาชีวะอุบลฯ มั่นใจ ‘อาชีวะอุบลฯ 4.0 ยุคใหม่ ใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เน้น IT-Online ใส่ใจผู้เรียน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574385

อาชีวะอุบลฯ มั่นใจ 'อาชีวะอุบลฯ 4.0 ยุคใหม่ ใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เน้น IT-Online ใส่ใจผู้เรียน'

อาชีวะอุบลฯ มั่นใจ ‘อาชีวะอุบลฯ 4.0 ยุคใหม่ ใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เน้น IT-Online ใส่ใจผู้เรียน’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.17 น.

อาชีวะอุบลฯ ปฐมนิเทศนักเรียน นักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2564 ผ่านระบบออนไลน์ มั่นใจ “อาชีวะอุบล 4.0 ยุคใหม่ ใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เน้น IT และ Online ใส่ใจผู้เรียน”

20 พฤษภาคม 2564 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำคณะผู้บริหาร และหัวงานหน้าที่เกี่ยวข้อง ปฐมนิเทศนักเรียน นักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2564 ผ่านระบบออนไลน์

โดยปีนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มีนักเรียน นักศึกษาใหม่ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช.1 จำนวน 488 คน และในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวส1. จำนวน 669 คน รวมทั้งสิ้น 1,157 คน และเพื่อปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งกำหนดการเดิมจัดปฐมนิเทศที่สถานศึกษา ในระหว่างวันที่ 18-21 พฤษภาคม 2564 จึงได้ปรับเปลี่ยนระบบการปฐมนิเทศใหม่ในระบบออนไลน์ โดยช่องทางการติดต่อสื่อสารทางเพจ facebook วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ช่องทาง Youtube Chanel วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และระบบอนไลน์ True Vroom

พร้อมจัดตั้งกลุ่มไลน์สื่อสารไปยังนักเรียน นักศึกษา ในแต่ละสาขาวิชาเรียน เพื่อสื่อสารกับครูที่ปรึกษา ครูประจำสาขาวิชาและครูผู้สอนในรายวิชานั้นๆ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากนักเรียน นักศึกษาใหม่ รวมทั้งผู้ปกครองได้เข้ารับฟังนโยบายในการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1/2564 ผ่านระบบออนไลน์เป็นอย่างดี พร้อมตอบคำถามข้อสงสัยในเรื่องต่างๆผ่านระบบ ก่อนที่สถานศึกษาจะเปิดภาคเรียนใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ในวันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2564 ในรูปแบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ที่บ้าน ทุกระดับชั้น ทุกสาขาวิชา ในสัปดาห์ที่ 1-4 (24 พฤษภาคม – 18 มิถุนายน 2564)

จากนั้น สัปดาห์ที่ 5 เป็นต้นไป เริ่มจากวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ทุกระดับชั้น จะจัดการเรียนการสอนสลับกลุ่มมาเรียน โดยเรียนที่สถานศึกษาและอีกกลุ่มเรียนออนไลน์ที่บ้านด้วยรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลายช่องตามที่ครูผู้สอนแต่ละรายวิชากำหนด จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและสถานศึกษาจะประเมินสถานการณ์รวมทั้งแจ้งแนวปฏิบัติเป็นระยะ

ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสถานศึกษามีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ เพราะได้มีการเตรียมความพร้อมในช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา และนักเรียน นักศึกษา ก็มีประสบการณ์จากการเรียนออนไลน์จากสถานศึกษาเดิม อีกทั้งสถานศึกษามีมาตรการในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย 7 มาตรการอย่างเคร่งครัด ได้แก่ มาตราการจุดตรวจ จุดวัด จุดคัดกรองทางเข้าออกวิทยาลัยทุกๆจุด , มาตรการให้สวมแมส หน้ากากผ้าหน้ากากอนามัย ปลอดภัย 100% , มาตราการการล้างมือบ่อยๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ ที่จัดไว้บริการอย่างทั่วถึง เรามีมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และจุดการให้บริการต่างๆ , มาตรการทำความสะอาดอาคารสถานที่ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ , มาตรการลดความแออัด ทั้งในการจัดการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่มีการรวมกลุ่มกัน , มาตรการในการควบคุมและดำเนินการอย่างรัดกุมและรวดเร็ว ในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น เชื่อมั่นว่าคณะครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง จะร่วมกันฝ่าวิกฤตการณ์เหล่านี้ไปด้วยกันได้ ด้วยนโยบาย “อาชีวะอุบล 4.0 ยุคใหม่ ใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เน้น IT และ Online ใส่ใจผู้เรียน”และอยากให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยทุกคนร่วมมือ – ร่วมใจ ห่างไกลCOVIC ชีวิตปลอดภัย – ด้วยรักและห่วงใย จากใจชาว UVC ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี กล่าว

ครูสารพัดช่างธนบุรีเปิดสอน ‘วิชาส่องพระเครื่อง’ กิจกรรมยามว่างขณะ ‘กักตัว’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574345

ครูสารพัดช่างธนบุรีเปิดสอน‘วิชาส่องพระเครื่อง’ กิจกรรมยามว่างขณะ‘กักตัว’

ครูสารพัดช่างธนบุรีเปิดสอน‘วิชาส่องพระเครื่อง’ กิจกรรมยามว่างขณะ‘กักตัว’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 12.31 น.

ครูสารพัดช่างธนบุรีเปิดสอน‘วิชาส่องพระเครื่อง’ เพื่อเป็นกิจกรรมสันทนาการยามว่าง ขณะกักตัวอยู่บ้านในยุค New Normal

พระเครื่อง หมายถึง พระพุทธรูปขนาดเล็ก สร้างสำหรับบรรจุไว้ในเจดีย์ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า อาจจะรวมถึงรูปสมมติขนาดเล็กของพระสงฆ์อริยบุคคล พระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าด้วย ซึ่งส่วนใหญ่สร้างขึ้นตามความนิยมของบุคคลที่มีความเชื่อในเมตตามหานิยม อิทธิฤิทธิ์ ปาฏิหารย์ เช่น ความแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน และการนำโชค

อาจารย์พุทธิ  ต้อยสำราญ ครูชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยสารพัดช่างธนบุรี เล่าว่า ผมเป็นครูสอนในวิชาถ่ายภาพและธุรกิจออนไลน์ มีงานอดิเรกที่ชื่นชอบคือ การดูพระเครื่อง สะสมความรู้และประสบการณ์มาเกือบ 30 ปี จนได้รับรางวัลมามากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศ การประกวดพระเครื่อง ประเภท พระเบญจภาคี ประเภทพระนางพญา ประเภทพระรอดมหาวัน ประเภทพระสมเด็จวัดระฆัง จัดโดยสถาบันศาสตร์พระเครื่องสยาม รางวัลชนะเลิศการประกวดพระเครื่อง จากสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย โดยพระเครื่อง คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่โบราณท่านสร้างไว้เป็นเครื่องบูชาเตือนสติให้คนทำความดี แม้ในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ก็ยังมีความเชื่อและศรัทธาว่าสามารถช่วยเหลือสนับสนุนผู้ที่บูชาให้พ้นเคราะห์กรรม หากเคราะห์ร้ายก็อาจเบาบางลงไปได้ ประกอบกับกิจกรรมส่องพระยังมีประโยชน์

นอกจากจะได้ศึกษาพุทธศิลปในองค์พระยุคสมัยต่างๆ ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการสร้างพระในสมัยต่างๆและกุศโลบายของคนรุ่นเก่าแล้ว ยังเป็นกิจกรรมสันทนาการยามว่างที่ทำให้เกิดสมาธิ มีความสุข สงบ ผ่อนคลาย ไม่เหงายามที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ เหมาะกับยุคชีวิตวิถีใหม่ New Normal นี้ 

ทั้งนี้ วิทยาลัยสารพัดช่างธนบุรี ได้เปิดสอนวิชาส่องพระเครื่องขั้นต้น ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น 30 ชั่วโมงโดย  ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติของพระเครื่องไทย การแบ่งแยกพระเครื่องในยุคต่าง ๆ การแบ่งแยกพระสมเด็จพิมพ์ต่าง ๆของพระสมเด็จ ส่วนประกอบสำคัญของมวลสารในพระสมเด็จ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของมวลสารตามธรรมชาติในพระสมเด็จอีกด้วย รับนักศึกษาจำนวนจำกัด  (25 คน) สามารถสมัครเรียนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เปิดเรียน 14 มิถุนายน 2564 สนใจติดต่อได้ที่วิทยาลัยสารพัดช่างธนบุรี โทร. 0-2437-5371

‘ตรีนุช’ ร่วมอภิปรายการจัดการศึกษาเพื่อคนรุ่นใหม่ในเวทีโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574328

'ตรีนุช'ร่วมอภิปรายการจัดการศึกษาเพื่อคนรุ่นใหม่ในเวทีโลก

‘ตรีนุช’ร่วมอภิปรายการจัดการศึกษาเพื่อคนรุ่นใหม่ในเวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 11.28 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนได้เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี ในระหว่างการประชุมระดับโลกว่าด้วยการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (UNESCO World Conference on Education for Sustainable Development (ESD) ซึ่งองค์การยูเนสโก ร่วมกับ รัฐบาลสหพันธรัฐเยอรมนี ได้จัดการประชุมขึ้นในรูปแบบทางไกล ถ่ายทอดสดจาก Berlin Congress Center กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 17 – 19 พ.ค.ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ตนได้นำเสนอข้อริเริ่มของไทยด้านการส่งเสริม ESD ผ่านวิดิทัศน์ โดยได้กล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในฐานะที่เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ให้บรรลุผลภายในปี 2573 ว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในปัจจุบันและจะเร็วขึ้นไปอีกในอนาคต ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั่วโลกต้องมีพันธกรณีในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

“ดิฉันได้ยังเชิญชวนให้โลกตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้แก่คนรุ่นใหม่ให้มีทักษะที่จำเป็นเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก และประเด็นปัญหาระดับโลกต่างๆ ที่เกิดขึ้น สำหรับประเทศไทย ได้มีการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งปัจจุบัน ประเทศไทยได้พัฒนากิจกรรมนอกหลักสูตร ซึ่งมุ่งเน้นประเด็นปัญหาระดับโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดภัยพิบัติ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม การส่งเสริมสมรรถนะของนักเรียนให้มีความรู้ความเข้าใจแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก และค่านิยมต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ทั้งนี้ การประชุมระดับโลกว่าด้วยการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการประชุมเพื่อสร้างความตระหนักต่อข้อท้าทายของการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนบทบาทสำคัญของการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ESD) ในการส่งเสริมให้เกิดการบรรลุเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะในสภาวะการแพร่ระบาดของ โควิด-19 และผลักดันการดำเนินการตามกรอบการดำเนินงานด้าน ESD ฉบับใหม่ (The new global framework ESD for 2030 for the period of 2020-2030) รวมถึงแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงาน โดยการให้ข้อตกลงร่วมกันด้านนโยบายการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในรูปแบบแถลงการณ์กรุงเบอร์ลิน (Berlin Declaration)

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยรัฐมนตรีศึกษา ผู้ปฏิบัติงานด้านการกำหนดนโยบายการศึกษา และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ SDGs ผู้แทนหน่วยงานภาคประชาสังคม หน่วยงานภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวนกว่า 2,500 คน จากทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยพิธีเปิดการประชุมจัดขึ้นในวันที่ 17 พ.ค. 2564 โดยมี นางสาวออเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก และนางสาวอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ร่วมเปิดการประชุม จากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การบรรยายสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อการก้าวข้ามข้อท้าทายในการส่งเสริมเรื่อง ESD และแนวทางการดำเนินงานในอนาคต การประชุมเต็มคณะ ว่าด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤต และการเปิดเวทีเพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างกัน เป็นต้น

คณบดี CIBA DPU แนะเตรียมความพร้อม รับมือธุรกิจใหม่รองรับสังคม Automation #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574144

คณบดี CIBA DPU แนะเตรียมความพร้อม รับมือธุรกิจใหม่รองรับสังคม Automation

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กินเวลานานส่งผลให้คนตกงานเป็นจำนวนมาก โดยจากรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวม ปี 2563 ของสภาพัฒน์ ระบุว่าผลกระทบของ COVID-19 ทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาก โดยมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ1.69 เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2562 ที่ร้อยละ 0.98 หรือมีจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 6.5 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้เชื่อว่าส่วนหนึ่งยังไม่ได้วางแผนการว่างงานในอนาคตไว้ ดังนั้น เมื่อว่างงานจึงต้องรีบหาอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันงานใหม่ที่ทำส่วนใหญ่มักจะเหมือนๆ กัน และแย่งตลาดแรงงานกันเอง สำหรับสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากหลายคนถูกปลูกฝังให้ทำงานและสร้างความก้าวหน้าในองค์กรตามสาขาที่เรียนเท่านั้น ซึ่งสวนทางกับภาพความเป็นจริงในปัจจุบันที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้อยู่รอดได้ในวิกฤตินี้ส่วนใหญ่ คือ ผู้ที่สามารถปรับตัวได้ในทุกการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวเพิ่มเติมว่าในศตวรรษที่ 21 คน มีแนวโน้มตกงานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (IndustrialRevolution) ครั้งที่ 4  ธุรกิจส่วนใหญ่จะเน้นความเป็น Automation หรือใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติเข้ามาแทนที่คน เกิดการดิสรัปชันในวงกว้าง ส่งผลให้วิถีชีวิตผู้คน รวมถึงอาชีพและทักษะในการทำงานเปลี่ยนแปลงไป ส่วนการดำรงชีพให้อยู่รอดในยุคนี้ได้นั้น ต้องอาศัยการยกระดับรายได้ปานกลางไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น  ทั้งนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นนั้น มาจากการสร้างนวัตกรรมและจากการเป็นเจ้าของธุรกิจ สอดรับกับนโยบายThailand 4.0 ของรัฐบาลที่ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการสมัยใหม่มากขึ้น หรือ  SME และ Startup ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมตัวตั้งรับในเรื่องดังกล่าว ด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่และการคิดเชิงนวัตกรรมมากขึ้น

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวด้วยว่า หลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีการปรับหลักสูตร ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของตลาดแรงงานอยู่เสมอ และยังสามารถตอบโจทย์ความเป็นผู้ประกอบการแห่งอนาคตได้ เนื่องจากหลักสูตรนี้ ไม่ได้เรียนเพื่อสร้างผู้บริหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นการสร้างผู้ประกอบการ พร้อมทั้งมุ่งมั่นสร้างคนให้เป็นมืออาชีพในทุกศาสตร์ของการทำงานยุคใหม่ ตามปรัชญาของมหาวิทยาลัย ที่ว่า “สร้างธุรกิจ สร้างมืออาชีพ”  ดังนั้น คนที่จบหลักสูตรนี้แม้จะถูกเลย์ออฟหรือตกงาน ก็จะสามารถปรับตัวและมองหางานที่ 2 รองรับได้ เนื่องจากมีการเรียนรู้และมีทักษะแรงงานแห่งอนาคตที่ได้รับการฝึกฝนจากหลักสูตรอย่างเข้มข้น อาทิ การตลาดออนไลน์ ทักษะการวางแผนวางเงิน การคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น ที่สำคัญมหาวิทยาลัยยังเน้นสอนให้คนรู้จักคิดนอกกรอบ หรือนำไอเดียเดิมมาเสริมนวัตกรรมใหม่ ให้ตอบโจทย์เพนพอยท์ของคนได้ในทุกยุคสมัยอีกด้วย

ไทย-ยูเค จับมือยกระดับการศึกษาร่วมกัน รองรับวิกฤติที่กระทบการศึกษาในประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574146

ไทย-ยูเค จับมือยกระดับการศึกษาร่วมกัน  รองรับวิกฤติที่กระทบการศึกษาในประเทศไทย

ไทย-ยูเค จับมือยกระดับการศึกษาร่วมกัน รองรับวิกฤติที่กระทบการศึกษาในประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วิกฤติสังคมไทยที่กำลังเกิดขึ้นและยังคงเป็นอยู่ คือการระบาดของโควิด-19 และวิกฤติที่กำลังสะสมซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอันดับต่อไป คือการเกิดสังคมของผู้สูงอายุ ที่ประเทศไทยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็กำลังตามมาอย่างใกล้ชิด แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อหลายๆ ด้าน และหนึ่งในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการศึกษา

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยซึ่งปัจจุบันมีประชากรมากกว่า 11 ล้านคน ที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี และจะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 ในปี พ.ศ.2578 ทำให้ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเดินหน้าโครงสร้างในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งการพัฒนาโครงการด้านการศึกษาเป็นหนึ่งในหนทางการสร้างสังคมที่ดีและมีประสิทธิผล

ส่วนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงต้นปี พ.ศ.2563 ส่งผลถึงการตัดสินใจศึกษาต่อต่างประเทศของคนไทยให้ชะลอตัวลง หลายคนที่มีความฝันอยากศึกษาต่อต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจ ด้วยข้อจำกัดของการเดินทางข้ามประเทศ และการปรับเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนสู่รูปแบบออนไลน์ ทั้งที่โดยปกติในแต่ละปีมีจำนวนผู้เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักสูงกว่าปีละ 15,000 คน ด้วยเหตุผลหลากหลายปัจจัย หนึ่งในเหตุผลหลักก็คือความต้องการแสวงหามหาวิทยาลัย และสาขาวิชาที่มีชื่อเสียงเฉพาะด้านติดอันดับโลกซึ่งโดยส่วนใหญ่มักอยู่ในแถบยุโรปและอเมริกา การศึกษาไทยจึงต้องจับตามองในระยะยาวว่า จะดีแค่ไหนหากคนไทยไม่ต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ แต่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไทยซึ่งมีชื่อเสียงติดอันดับโลกได้ ด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยและสหราชอาณาจักรที่กำลังจะเกิดขึ้น

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จึงจัดทำ “โครงการความร่วมมือระดับอุดมศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร” หรือ “Thai-UK World-class University Consortium” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างบริติช เคานซิล และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(สป.อว.) ผ่านการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและสหราชอาณาจักร เพื่อสร้างกลไกและสนับสนุนความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาไทยในด้านการเรียนการสอน การวิจัย ระบบโครงสร้างและการบริหารงาน และระบบนิเวศของสถาบันอุดมศึกษาในด้านต่างๆ ผ่านการพัฒนากำลังคนและการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญร่วมกับสหราชอาณาจักร โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะมีส่วนผลักดันความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไทยไปสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 100 อันดับแรก และได้รับการยอมรับในสถาบันในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกตามยุทธศาสตร์ “ยกระดับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย” ของประเทศไทยโดยการสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกของไทยและสหราชอาณาจักรขึ้นในรูปแบบโครงการพัฒนาศักยภาพและการประสานให้เกิดความร่วมมือในขั้นต้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและสหราชอาณาจักร เช่น โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร โครงการวิจัยร่วมโครงการสนับสนุนหลักสูตรการศึกษาร่วมโดยเฉพาะหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก โครงการอบรมนักวิชาการ นักวิจัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัย เพื่อกระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมเสริมสร้างคุณภาพงานวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี

นางเฮลก้า สเตลมาเกอร์ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า บริติช เคานซิล ในฐานะองค์กรนานาชาติเพื่อการสนับสนุนความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและโอกาสทางการศึกษาระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร ตั้งเป้าสนับสนุนยุทธศาสตร์ “พลิกโฉมมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย” ของกระทรวง อว. ผ่านการเปิดตัว “โครงการความร่วมมือระดับอุดมศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร” (Thai-UK World-class University Consortium) เพื่อผลักดันการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทยสู่ความเป็นสากลผ่านการพัฒนาใน 3 ด้าน ได้แก่ สร้างความเป็นเลิศทางการเรียนการสอน สร้างความร่วมมือในสาขาวิชา และสร้างการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร

นางเฮลก้ากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถาบันหรือมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการความร่วมมือระดับอุดมศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร (Thai-UK World-class University Consortium) จะได้รับโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาขีดความสามารถของนักเรียนและบุคลากร โครงการวิจัยร่วม การศึกษาข้ามชาติ หรือการพัฒนาวิชาชีพ โดยเรามุ่งมั่นให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใน 8 สาขาวิชาเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ของกระทรวง อว. ได้แก่ สถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์ วิศวกรรมเคมี วิทยาศาสตร์ชีวภาพ การเกษตรและป่าไม้ การแพทย์ ภูมิศาสตร์ หลักสูตรพัฒนศึกษา และรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจากความร่วมมือนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคอุดมศึกษาของไทยและสหราชอาณาจักรได้สร้างพันธมิตรทางการศึกษาที่แข็งแกร่งได้แบ่งปันแนวทางการทำงานที่เป็นประโยชน์ และบทเรียนเรียนที่ผ่านมาเพื่อนำไปสู่การยกระดับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้มีความเข้มแข็ง ครอบคลุมยิ่งขึ้น และเกิดการเชื่อมโยงกันทั่วโลก

‘ตรีนุช’ ยันเปิดภาคเรียน ’14 มิ.ย. เป็นหลัก’ เปิดโอกาส ‘พร้อมก่อน เปิดก่อนได้’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574225

'ตรีนุช'ยันเปิดภาคเรียน '14 มิ.ย. เป็นหลัก' เปิดโอกาส ‘พร้อมก่อน เปิดก่อนได้’

‘ตรีนุช’ยันเปิดภาคเรียน ’14 มิ.ย. เป็นหลัก’ เปิดโอกาส ‘พร้อมก่อน เปิดก่อนได้’

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 19.02 น.

วันที่ 19 พฤษภาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค “ตรีนุช เทียนทอง”  ว่า  หลังจากประกาศให้กำหนดวันเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 ขึ้นใหม่ เป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2564 นั้น ดิฉันพบว่า หลายท่านยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงที่เกิดจากการนำเสนอข้อมูลของหลายแห่ง ซึ่งดิฉันขอเรียนแจ้งทุกท่านให้มีความมั่นใจตรงนี้ว่า ในขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้มีการตั้ง ‘ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.)’ โดยจะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารและประเด็นปัญหาจากการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดฯ รวมทั้งจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเสนอ ศบค. ชุดเล็ก เพื่อพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งจะสนับสนุนให้การดำเนินงานของเรามีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นค่ะ ทั้งนี้ การพิจารณาเลื่อนเปิดเทอมของสถานศึกษาเป็นไปตามมาตรการป้องกันการควบคุมโรคตามระดับพื้นที่สำหรับสถานศึกษา ซึ่งแบ่งเขตพื้นที่ตามระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดฯ 3 ระดับ ได้แก่ พื้นที่สีแดงเข้ม พื้นที่สีแดง และพื้นที่สีส้ม 

ส่วนประเด็นเรื่องวันเปิดภาคเรียนเป็นวันที่เท่าไหร่นั้น ดิฉันขอแจ้งให้ทุกท่านทราบตรงกันเลยนะคะว่า ‘สถานศึกษาทุกแห่งจะต้องเปิดภาคเรียนในวันที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นหลัก’ 

อย่างไรก็ตาม เฉพาะสำหรับสถานศึกษาที่มีความพร้อมและมีความประสงค์ที่จะเปิดให้มีการเรียนการสอนก่อนวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ก็สามารถเปิดทำการได้ โดยจะต้องปฏิบัติตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่กระทรวงกำหนดและมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่ดครัด

ดิฉันเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ทุกท่านมีความห่วงใยเกี่ยวกับการเปิดภาคเรียนไม่ตรงกัน แต่ดิฉันอยากเรียนชี้แจงว่า สถานศึกษาแต่ละแห่งมีความพร้อมและความจำเป็นในการเปิดภาคเรียนแตกต่างกัน ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องคำนึงถึงบริบทและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปิดภาคเรียนในทุกมิติให้ครบถ้วนรอบด้านเช่นกัน โดยสถานศึกษาที่อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงสูง เราจะต้องพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยเป็นสำคัญ แต่สถานศึกษาที่อาจอยู่ในเขตพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบหรือมีความพร้อมในการเปิดภาคเรียน เราจะพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเข้าถึงอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนในพื้นที่ชนบท โอกาสในการเรียนรู้ ความพร้อมของผู้ปกครองในการดูแลเลี้ยงดูบุตรหลานหากต้องพาไปสถานที่ทำงาน ฯลฯ ซึ่งการพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องนี้ ทำให้เราเปิด ‘ทางเลือก’ สำหรับสถานศึกษาที่อยู่ในบริบทดังกล่าว

นอกจากนี้ เมื่อมีการเปิดภาคเรียนแล้ว ทางกระทรวงได้จัดเตรียมแนวปฏิบัติของสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับข้อจำกัดด้านความปลอดภัยไว้ด้วยเช่นกัน โดย ‘สถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้ม’ จะสามารถดำเนินการได้เพียง 4 รูปแบบเท่านั้น ห้ามให้มี On Site อย่างเด็ดขาดตามมติของ ศบค. และในกรณี On Hand ต้องส่งทางไปรษณีย์ และ ‘สถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่สีแดงและสีส้ม’ จะสามารถเลือกรูปแบบได้ 5 รูปแบบตามความเหมาะสม โดยอาจจัดให้มีการผสมผสานรูปแบบได้ ทั้งนี้ หากต้องการใช้รูปแบบ On Site นั้น สถานศึกษาดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านเงื่อนไขการอนุญาตดำเนินการ ดังนี้

1. สถานศึกษาจะต้องผ่านการประเมินความพร้อมของระบบ Thai Stop Covid Plus (TSC+) ใน 6 มิติ จำนวน 44 ข้อ (ตามลิ้งก์ https://tsc.anamai.moph.go.th/public/workflow.php?wfp=WNzNrMmw0ZTR3NDA1ZzRhNHI0bzRmM3E1aTRwNHEzdzNiMjg0dzJ6Mm8zaTNvMw==)

2. หลังจากผ่านการประเมินครบ 44 ข้อแล้ว สถานศึกษาจะต้องขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเพื่อขอใช้พื้นที่ของสถานศึกษาสำหรับจัดการเรียนการสอน

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าสถานการณ์ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ดิฉันจะคอยติดตามและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานอย่างเต็มที่ โดยพิจารณาหา ‘จุดร่วม’ ของทุกฝ่ายอย่างเหมาะสมที่สุด และขอยืนยันกับทุกท่านว่า จะมีการประเมินความพร้อมของการจัดการเรียนการสอนอยู่เป็นระยะ หากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของเพื่อนครู ผู้เรียน และผู้ปกครอง เราจะต้องหาแนวทางใหม่ที่เหมาะสมสำหรับทุกคนอย่างแน่นอน