‘ตรีนุช’ ลงนามประกาศ ศธ. เลื่อนเปิดเทอมเป็นวันที่ 14 มิ.ย.64 หลังโควิดยังระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574177

'ตรีนุช'ลงนามประกาศ ศธ. เลื่อนเปิดเทอมเป็นวันที่ 14 มิ.ย.64  หลังโควิดยังระบาด

‘ตรีนุช’ลงนามประกาศ ศธ. เลื่อนเปิดเทอมเป็นวันที่ 14 มิ.ย.64 หลังโควิดยังระบาด

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 16.52 น.

วันที่  19 พฤษภาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ลงนามใน ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเลื่อนเวลาเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ของกระทรวงศึกษาธิการ  ว่า 

ตามที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมประชุมหารือเรื่องการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อาจจะมีความรุนแรงมากขึ้นและจะกระทบต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จึงมีมติให้เลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จากวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นั้น

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ทั่วประเทศ มีความรุนแรงอยู่ในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยความปลอดภัยทางสุขภาพและระวังป้องกันนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบกับศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เห็นชอบการเลื่อนเวลาเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงประกาศกำหนดแนวปฏิบัติการเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ดังนี้

ข้อ 1 ให้โรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1ประจำปีการศึกษา 2564 เป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2564 

ข้อ 2 โรงเรียนหรือสถานศึกษาแห่งใดมีความพร้อม และประสงค์จะเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ก่อนวันที่กำหนดตามข้อ 1 ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาแห่งนั้นดำเนินการ ดังนี้

(๑) โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม ให้จัดการเรียนการสอนเฉพาะรูปแบบการจัดการศึกษาทางไกล (On Air, Online, On Demand, On Hand ผ่านทางไปรษณีย์) เท่านั้น

(๒) โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) หรือพื้นที่ควบคุม (สีส้ม)สามารถจัดการเรียนการสอนได้ทั้ง 5 รูปแบบ (On Site, On Air, Online, On Hand, On Demand) โดยรูปแบบ On Site นั้น โรงเรียนหรือสถานศึกษาต้องผ่านเกณฑ์การประเมินความพร้อมของระบ  Thai Stop Covid + (TSC +) และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดก่อน

ทั้งนี้ โรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขโดยเคร่งครัด
                        

ฉีดวัคซีนเพื่อชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573947

ฉีดวัคซีนเพื่อชาติ

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จะเรียกว่าเป็นโชคดีที่เกิดบนเรื่องร้ายก็คงจะพอได้

เป็นที่ทราบกันดีว่า การที่ประเทศไทย จะเอาชนะโรคระบาดร้ายแรงโควิด-19 ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก สิ่งแรกที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันทำคือการสร้างวินัยในการใช้ชีวิตแนววิถีใหม่โดยเฉพาะในส่วนของการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคร้ายเข้าสู่ตัวเองได้ง่ายนัก คือเรื่องของการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างจากผู้คนทั่วไป รวมทั้งการล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบ่อยๆ ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคซึ่งอาจติดอยู่ตามสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ นั้น ไม่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินลมหายใจของเรา

ส่วนเรื่องที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไปว่า สามารถจะทำให้การถูกคุกคามโดยเชื้อโรคร้ายตัวนี้ลดน้อยลง หรือหากเกิดขึ้นก็จะไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ คือการฉีดวัคซีนให้กับประชากรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ซึ่งตามทฤษฎีกล่าวไว้ว่า ควรจะต้องได้รับการฉีดเกินกว่า 70% ของจำนวนประชากร ซึ่งจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคลและของกลุ่มประชากรขึ้นได้ด้วย

วัคซีนป้องกันโรคโควิดได้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยวิธีการผลิตมีอยู่ 3 วิธีคือ การผลิตจากเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว เช่น วัคซีน
ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม การผลิตโดยใช้ส่วนหนึ่งของไวรัสชนิดหนึ่งเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น เช่นวัคซีนของแอสตราเซเนกา สปุตนิก และอีกวิธีหนึ่งคือการที่ผลิตโดยการใช้สารพันธุกรรมของเชื้อเป็นให้เข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น เช่น วัคซีนไฟเซอร์โมเดอร์นา เป็นต้น

แต่วัคซีนทุกตัวที่ใช้อยู่ในขณะนี้นั้น องค์การอนามัยโลกให้รับการยอมรับว่าเป็นการใช้ในภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากผลการวิจัยอย่างแท้จริงยังไม่จบกระบวนการ
วิจัยมาตรฐาน แต่ถึงอย่างไรก็พบว่าเมื่อมีการใช้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากของทุกๆ ตัวแล้ว วัคซีนแต่ละชนิดและวิธีการผลิตมีผลในการสร้างภูมิคุ้มกัน ที่ไม่แตกต่างกันมากนักรวมทั้งผลเสียที่เรียกว่าอาการไม่พึงประสงค์ ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และได้ข้อสรุปว่า เมื่อต้องแลกกับผลดีที่จะเกิดในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายแล้ว ถือว่ามีประโยชน์กว่ากันมากมายนัก

ประเทศไทยในขณะนี้ มีวัคซีนที่ถูกนำมาใช้แล้ว 2 ตัวคือซิโนแวคและแอสตราเซเนกาโดยประชากรกลุ่มแรก ที่ได้รับการฉีดคือบุคลากรด้านการแพทย์และผู้ที่ทำงานด่านหน้า ส่วนกลุ่มต่อไปที่จะได้รับการฉีด ซึ่งตามกำหนดการเดิมจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนเป็นต้นไปนั้น คือประชากรที่อายุเกินกว่า 60 ปีและประชากรที่มีโรคประจำตัว 7 โรค ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่มีความเสี่ยง เพราะหากมีการติดเชื้ออาการจะรุนแรง ซึ่งโรคเหล่านั้น ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวานหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบโรคปอดและทางเดินหายใจโรคไต และผู้ที่มีร่างกายอ้วนผิดปกติ หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคมก็จะกระจายการฉีดให้กับประชาชนทุกกลุ่มที่ไม่มีข้อห้าม รวมทั้งจะยังไม่ฉีดให้กับเด็กและกลุ่มประชากรที่อายุต่ำกว่า 18 ปี

การฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรด้านการแพทย์และด่านหน้าผ่านพ้นไปได้ดีพอสมควรในระดับหนึ่ง แต่ยังมีปัญหาในเรื่องของจำนวนวัคซีนที่ได้รับอาจจะยังไม่ครบถ้วน
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงบุคลากรอื่นๆ ที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลซึ่งยังไม่ได้รับการพิจารณาให้ได้รับการฉีดให้ครบถ้วน ทั้งที่บุคลากรเหล่านี้ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ต้องถูกหมุนเวียนออกมาช่วยงานของบุคลากรด้านการแพทย์อยู่ตลอด เนื่องจากภาระงานในโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งลำพังบุคลากรทางด้านการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือพยาบาล ต้องรับภาระงานหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น ถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากพอสมควรและควรจะได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบด้วย

การกลับมาระบาดใหม่ของโรคโควิด 19 ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอีกรอบหนึ่งซึ่งถือเป็นระลอกที่ 3 นั้น เกิดจากการติดเชื้อในคลัสเตอร์ต่างๆทั้งสถานบันเทิง ร้านอาหารและชุมชนต่างๆ ตลอดจนการระบาดใหญ่ในเรือนจำ ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่องรัฐบาลจึงได้ตั้งเป้าของการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มและทุกพื้นที่ทั่วประเทศให้ได้มากและรวดเร็วที่สุด โดยเชื่อว่าจะสามารถจัดหาวัคซีนให้ได้อย่างรวดเร็วและมากเพียงพอซึ่งรวมถึงการจัดหาวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เพื่อระดมฉีดให้กับประชาชนให้ครอบคลุมมากกว่า 70% ของประชากรดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ตลอดจนจะได้แรงเสริมจากภาคเอกชนในการจัดหาวัคซีนผ่านองค์การอาหารและยาตามระเบียบเข้ามาด้วย เป็นการเปิดทางเลือกให้กับกลุ่มประชากรที่อยากจะเลือกชนิดของวัคซีนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฉีดเองได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดภาระรัฐบาลของได้บางส่วนถึงแม้จะไม่มากนัก

การตั้งเป้าของรัฐบาลดังกล่าวเริ่มทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการจัดการ เพราะจากเดิมซึ่งประชาชนจำนวนไม่น้อยยังปฏิเสธที่จะได้รับวัคซีน เพราะไม่แน่ใจในเรื่องสรรพคุณของวัคซีน แต่เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เรื่องร้ายดังกล่าวเป็นตัวสร้างกระแสของความต้องการในการฉีดวัคซีนของประชาชนเกือบจะทุกภาคส่วน นอกจากการให้กลุ่มประชากรที่อายุเกิน 60 ปีและมีโรคประจำตัวซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม โดยจะเริ่มฉีดให้ตั้งแต่7 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป

ปรากฏว่าในส่วนของกรุงเทพมหานคร ได้มีการระดมฉีดยาวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงในชุมชนเป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องนี้มาก่อนในระยะต้น ทำให้ประชากรในส่วนอื่นๆ เรียกร้องให้ได้รับการฉีดวัคซีนด้วยเช่นเดียวกัน รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ให้มีการกระจายการฉีดวัคซีนไปยังที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล และส่วนอื่นๆ ของประเทศ โดยตั้งจุดฉีดวัคซีนตามศูนย์การค้าใหญ่ๆ สนามกีฬา ห้องประชุมขนาดใหญ่ทั้งของรัฐบาลและของเอกชน ตั้งเป้าให้แต่ละแห่งฉีดวัคซีนวันละเป็นพันราย โดยไม่ได้คิดถึงปัญหาในแง่ปฏิบัติที่อาจจะตามมา อาทิการเข้ารับบริการที่เรียกว่า Walk Inคือเดินเข้าไปแล้วขอรับการฉีดวัคซีนได้เลยโดยยังไม่แน่ชัดว่าจะต้องมีการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อมซึ่งก็ยังต้องมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาหรือไม่อย่างไร

การจัดให้มีการฉีดยานอกโรงพยาบาลนั้น จะมีปัญหาในการจัดการมากอยู่พอควร เพราะต้องมีการระดมทรัพยากรทั้งทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง อุปกรณ์สำหรับการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน การเตรียมรถพยาบาลฉุกเฉินเพื่อลำเลียงผู้ป่วยกรณีที่เกิดปัญหาในระหว่างการฉีด ซึ่งโรงพยาบาลต่างๆ ต้องช่วยกันแบกรับภาระ นอกจากนี้การลงทะเบียนหน้างานเพื่อเข้ารับการฉีดเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ เพราะจะมีประชาชนส่วนหนึ่งไปถึงจุดที่ให้มีการฉีดวัคซีนแล้วโดยที่ยังไม่ได้มีการลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อมล่วงหน้า รวมทั้งประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถจะลงทะเบียนได้ด้วยตัวเอง ก็อาจจะทำให้การบันทึกข้อมูลของประเทศในเรื่องของประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

และต้องไม่ลืมว่าการฉีดวัคซีนนั้น จะต้องมีการฉีดเข็มที่ 2ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเชื่อว่าจะมีประชาชนจำนวนหนึ่ง จะไม่สามารถเข้ารับบริการตามกำหนดนัดหมายได้ ซึ่งจะทำให้แอปพลิเคชั่นที่ออกแบบไว้โดยค่อนข้างจะมีข้อจำกัด ไม่สามารถจะบันทึกข้อมูลของผู้เข้ารับการฉีด รวมทั้งการตรวจเช็คสต๊อกยาที่ใช้อย่างถูกต้องแท้จริงได้ ซึ่งจะเกิดปัญหากับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านหลังเป็นอย่างมาก จึงเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนจัดการในเรื่องนี้ล่วงหน้าให้ดีถึงจะทำให้รัฐบาลเดินไปสู่ความสำเร็จได้

นโยบายของรัฐบาลในการที่จะให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็วและครบถ้วนมากที่สุดนั้นถือเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะแก่ประชาชนผู้ได้รับการฉีดเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศชาติด้วย เพราะหลังจากที่ประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันแล้วย่อมจะทำให้เกิดลักษณะของภูมิคุ้มกันกลุ่มด้วย กิจกรรมสาธารณะต่างๆ ของประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ การขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นและจะนำไปสู่ความรุ่งเรืองของประเทศได้อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน

นายแพทย์ปิยะ เนตรวิเชียร

ผอ.รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น

‘สสส.’ ห่วงเด็กติดโควิดจากครอบครัว แพทย์แนะผู้ปกครองฉีดวัคซีนลดเสี่ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573949

‘สสส.’ห่วงเด็กติดโควิดจากครอบครัว  แพทย์แนะผู้ปกครองฉีดวัคซีนลดเสี่ยง

‘สสส.’ห่วงเด็กติดโควิดจากครอบครัว แพทย์แนะผู้ปกครองฉีดวัคซีนลดเสี่ยง

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พญ.วรรษมน จันทรเบญจกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อเด็กและวัคซีน คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบเด็กติดเชื้อโควิด-19 กระจายอยู่ทุกช่วงอายุ เป็นเด็กโตร้อยละ 84 และเด็กเล็กร้อยละ 16 ซึ่งกลุ่มเด็กที่ติดเชื้อมีทั้งเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคระบบทางเดินหายใจ โรคอ้วนและโรคปอด ซึ่งจะมีอาการติดเชื้อคล้ายกับผู้ใหญ่ และเด็กที่ไม่มีโรคประจำตัวแต่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยช่วงอายุเด็กที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดคือ กลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากร่างกายยังอยู่ในช่วงการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์

“ส่วนเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไปที่ติดเชื้อโควิด-19 แม้ร่างกายจะสมบูรณ์กว่าเด็กเล็ก แต่เมื่อรับเชื้อเข้าไปก็มีความเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตเช่นกันหากอยู่ในกลุ่มเป็นผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการหรือเข้ารับการรักษาช้าจนเชื้อลามลงไปที่ปอดจนทำภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ขณะที่ทางการแพทย์ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็ก โดยยังอยู่ระหว่างศึกษาวิจัย ส่วนผู้ใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง เพราะจะเป็นด่านแรกในการลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19กับเด็ก คนในครอบครัวและสังคม” พญ.วรรษมนกล่าว

ด้าน น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกนี้พบเด็กเล็กและเด็กโตติดเชื้อจากคนในครอบครัวจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เพราะบางอาชีพไม่สามารถใช้มาตรการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ได้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนแนวทางการบริหารจัดการองค์กรในอนาคตว่า จำเป็นต้องปรับทิศทางการทำงานของพนักงานให้สอดรับกับสถานการณ์โควิด-19 เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหรือคนในครอบครัวต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางสุขภาพในชีวิตจากวงจรระบาดโควิด-19 จากพฤติกรรมเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ในลักษณะนี้ โดยในทางปฏิบัติสามารถทำได้คือ บริษัทต้องวางกลยุทธ์บริหารจัดการให้พนักงานตำแหน่งต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรการ Work from Home ให้ได้มากที่สุด โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน

ส่วนอาชีพที่จำเป็นต้องเข้าที่ทำงานหรือออกนอกพื้นที่ บริษัทต้องเน้นย้ำให้พนักงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่างรับประทานอาหารที่ปรุงสุกแบบจานเดียว และสื่อสารให้พนักงาน “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” กับวงจรระบาดที่เกิดขึ้น และหากมีสวัสดิการคัดกรองและการทำประกันโควิด-19 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางสร้างคุณภาพชีวิตให้พนักงานและคนในครอบครัว

“ขณะที่ผู้ปกครองที่กลับมาจากทำงานและไปในพื้นที่เสี่ยงจำเป็นต้องปฏิบัติตามแนวทางที่ สสส. แนะนำ เช่น ล้างมือก่อนเข้าบ้านและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีที่ถึงบ้าน รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นในบ้านก็นับเป็นความจำเป็นของชีวิตวิถีใหม่ด้วยเช่นกัน” ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวสสส. กล่าว

3 หนุ่มนศ.ไอซีทีมหิดลพัฒนา ‘เอไอ’ วิเคราะห์สุขภาพจิตด้วยข้อมูลสังคมออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573948

3หนุ่มนศ.ไอซีทีมหิดลพัฒนา‘เอไอ’  วิเคราะห์สุขภาพจิตด้วยข้อมูลสังคมออนไลน์

3หนุ่มนศ.ไอซีทีมหิดลพัฒนา‘เอไอ’ วิเคราะห์สุขภาพจิตด้วยข้อมูลสังคมออนไลน์

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

3 หนุ่มนักศึกษาปี 4 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที-ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบด้วย นายกฤติน ชาตรีนันท์ นายอนนต์ กังพานิช และนายธนวินท์วิจิตร ร่วมกันพัฒนาโปรแกรม “สิมิลัน(PSIMILAN) : ระบบประมวลผลและแสดงข้อมูลผลกระทบทางจิตวิทยาและสุขภาพจิตระดับประชากร โดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่” คว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยครั้งที่ 23 (NSC 2021) หมวดโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial IntelligenceApplication) จาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อเร็วๆ นี้

ซึ่ง นายกฤติน ในฐานะหัวหน้าทีมอธิบายว่า ชื่อของโปรแกรมมาจาก PSIMILANเป็นตัวย่อของชื่อผลงาน “A data processingand visualization system for PSychologicalIMpact In mental health using LArge-scalesocial Networks” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)เพื่อประมวลผลสื่อสังคมออนไลน์ภาษาไทยและแสดงข้อมูลผลกระทบทางจิตวิทยาและสุขภาพจิตระดับประชากรในประเทศไทย

สามารถใช้งานโดยการเพิ่มนโยบายที่ต้องการศึกษาเข้าไปในระบบแล้วโปรแกรมจะประมวลผลด้วย BERT และ LaBERT ซึ่งเป็นAI ประเภทการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning)ที่ล้ำสมัยสำหรับประมวลผลภาษา โดยใช้ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ โดยโปรแกรมจะตรวจจับภาษาไทยซึ่งเป็นคำที่แสดงถึงภาวะซึมเศร้า หรือความคิดฆ่าตัวตาย อาทิ เครียด เศร้า หดหู่ อยากตาย ฯลฯ

จากนั้นโปรแกรม “สิมิลัน” จะแสดงผลออกมาเป็นกราฟแสดงความถี่ของข้อความที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับนโยบายสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงสุขภาวะทางจิต สรุปผลแยกแยะในเชิงลึก 4 ด้าน ได้แก่ อารมณ์ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึก และความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย ซึ่งสามารถดูได้ทั้งแบบรายวัน รายเดือน และรายปี นอกจากนี้ยังสามารถดูสรุปผลที่เป็นความรู้สึกในทางบวกและลบ ผ่านทางเว็บแอปพลิเคชันได้อีกด้วย

ขณะที่ นายอนนต์กล่าวว่า ข้อดีของการใช้ระบบประมวลผลสุขภาวะทางจิตโดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ คือสามารถดึงข้อมูลออกมาใช้ได้แบบเรียลไทม์ หรือในทันที แทนที่จะต้องรอการสรุปผลรายงานประจำปีอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระบบสามารถแสดงเทรนด์ (Trend) หรือแนวโน้มความสนใจของผู้คนในช่วงเวลาต่างๆ ได้ตามจริง

ด้าน นายธนวินท์ กล่าวเสริมว่า กลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย นอกจากจะได้แก่ ผู้วางแผนจัดทำนโยบาย (Policy Makers) แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการรักษาสุขภาวะทางจิต และนักวิจัยทางการแพทย์ และสาธารณสุขโดยทั่วไปที่จะใช้เป็นแพลตฟอร์มต่อยอดเพื่อการทำนายพยากรณ์ผู้ป่วยโรคอื่นๆ ได้ต่อไปอีกด้วย

ผศ.ดร.ศุภวงศ์ ทั่วรอบ อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาโปรแกรมของนักศึกษาทั้ง 3 กล่าวว่า ข้อมูลสื่อสังคมออนไลน์นั้นถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)ที่สามารถสกัดข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณประโยชน์ได้มาก แต่ยังมีการนำไปใช้งานน้อยในประเทศไทย โดยโปรแกรม“สิมิลัน” ที่ทีมนักศึกษาของคณะ ICT มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนาขึ้นนี้ อาจประยุกต์ใช้กับช่วงวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 เพื่อดูแนวโน้มการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในระดับชุมชนได้อย่างตามเวลาจริง (Real Time) เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวังต่อไปได้อีกด้วย

“ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาทีมสิมิลัน ผู้ทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจ และสนับสนุนให้นักศึกษาได้สร้างสรรค์พัฒนาโปรแกรมเอไอ (AI-ปัญญาประดิษฐ์) เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสุขภาวะทางจิตของประชาชนนี้ รู้สึกภาคภูมิใจที่นักศึกษาได้ยึดผลประโยชน์ของสังคมไทยเป็นหลัก และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนชาวไทยได้อย่างสร้างสรรค์ต่อไป” ผศ.ดร.ศุภวงศ์ กล่าว

นายพัฒนศักดิ์ มงคลวัฒน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะฯ ได้มีนโยบายมุ่งส่งเสริมให้นักศึกษาได้นำความรู้ทางด้าน ICT ที่เรียนมาไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งการใช้ AI สามารถใช้แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ครอบคลุมสูงกว่าการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป โดยจะมีอัลกอริทึมแบบจำลองเชิงลึกที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงบางอย่างคล้ายสมองของมนุษย์ในการช่วยวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ตอบโจทย์สังคม หรือผลักดันสู่การวางแผนจัดทำนโยบาย(policy maker) ต่อไป

เครื่องออกซิเจน ไฮ โฟลว์ พระราชทาน ถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลอีก 4 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574013

เครื่องออกซิเจน ไฮ โฟลว์ พระราชทาน ถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลอีก 4 แห่ง

เครื่องออกซิเจน ไฮ โฟลว์ พระราชทาน ถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลอีก 4 แห่ง

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 20.54 น.

ตามที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้พระราชทานงบประมาณจาก “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ )” จัดซื้อ “เครื่องออกซิเจน ไฮ โฟลว์” (Oxygen High Flow) เพิ่มเป็นจำนวน 530 เครื่อง และมีพระราชานุมัติพระราชทานแก่โรงพยาบาลแล้ว 490 เครื่อง ในกว่า 80 โรงพยาบาล ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ 

ในวันนี้ 18 พฤษภาคม 2564 ผู้แทนจากมูลนิธิชัยพัฒนา ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อมอบเครื่อง Oxygen High Flow พระราชทาน ดังนี้ 

หม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เดินทางไปยังโรงพยาบาลกลาง เพื่อมอบเครื่อง Oxygen High Flow พระราชทาน จำนวน 10 เครื่อง

พลเอก เจษฎา ศรีสุภาพ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เดินทางไปยังโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เพื่อมอบเครื่อง Oxygen High Flow พระราชทาน จำนวน 7 เครื่อง 

นายเตชพล ฐิตยารักษ์ รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เดินทางไปยังโรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร เพื่อมอบเครื่อง Oxygen High Flow พระราชทาน จำนวน 7 เครื่อง 

รวมถึงโรงพยาบาลแม่สอด จังหวัดตาก ได้รับเครื่อง Oxygen High Flow พระราชทาน จำนวน 10 เครื่อง ในวันนี้ด้วยเช่นกัน

โควิดยังไม่คลาย! เลื่อน ‘เปิดเทอม’ ใหม่อีกรอบ จากเดิม 1 มิ.ย.เป็นวันที่ 14 มิ.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573901

โควิดยังไม่คลาย! เลื่อน'เปิดเทอม'ใหม่อีกรอบ จากเดิม 1 มิ.ย.เป็นวันที่ 14 มิ.ย.

โควิดยังไม่คลาย! เลื่อน’เปิดเทอม’ใหม่อีกรอบ จากเดิม 1 มิ.ย.เป็นวันที่ 14 มิ.ย.

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.47 น.

ศธ.เลื่อนวันเปิดเทอมจากวันนที่ 1 มิ.ย.เป็นวันที่ 14 มิ.ย.64 เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง  ย้ำโรงเรียนพื้นที่สีแดงเข้ม 4 จ. กรุงเทพฯ-นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ สอนออนไลน์-ออนแอร์เท่านั้น

วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศปก.ศบค.) ได้รับทราบให้สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564  จากวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ออกไปอีก เป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ตามที่ ศธ.เสนอ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ทั่วประเทศ นังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงต้องเลื่อนการเปิดเทอมออกไป เพื่อความปลอดภัยและระวังป้องกันนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ไม่ต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อโควิด 19  และเพื่อให้มีระยะเวลารับการฉีดวัคซีนของครูและบุคลากรทางการศึกษา และรองรับการย้ายสถานศึกษาของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้น

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ การเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 หากมีโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดในพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือ พื้นที่สีแดง และพื้นที่ควบคุม หรือ พื้นที่สีส้ม ประสงค์จะดำเนินการเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาแห่งนั้น ประเมินความพร้อมตามระบบ Thai Stop COVID Plus ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่มี 44 ข้อ โดยต้องผ่านทุกข้อ และต้องเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด  และศบค.จังหวัด เพื่อขออนุญาตให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาแห่งนั้นสามารถจัดการเรียนการสอนได้ก่อนวันที่ 14 มิถุนายน 2564  ส่วนโรงเรียนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือ พื้นที่สีแดงเข้ม 4 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพฯ ,นนทบุรี,ปทุมธานี,สมุทรปราการ  หากต้องการเปิดสอนก่อน ก็สามารถจัดการเรียนได้ในรูปแบบการสอนออนไลน์ และ ออนแอร์เท่านั้น  ทั้งนี้ ถึงแม้โรงเรียนจะเปิดไม่พร้อมกัน แต่ต้องปิดเทอมพร้อมกันในวันที่ 15 ตุลาคม 2564 เพื่อไม่กระทบกับปฏิทินการสอบต่าง ๆ

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า ล่าสุด ศบค.ยังได้ผ่อนคลายมาตรการการใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอน กิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก ตามระดับสถานการณ์ของพื้นที่ โดยพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือ พื้นที่สีแดงเข้ม 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ , นนทบุรี ,ปทุมธานี และสมุทรปราการ  ห้ามใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอน กิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก ยังเปิดเรียนที่โรงเรียนไม่ได้  สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือ พื้นที่สีแดง มี 17 จังหวัด  ได้แก่ กาญจนบุรี, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ตาก, นครปฐม, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ประจวบคีรีขันธ์, พระนครศรีอยุธยา, เพชรบุรี, ยะลา, ระนอง, ระยอง, ราชบุรี, สมุทรสาคร, สงขลา และ สุราษฎร์ธานี  ให้ใช้อาคารสถานที่ฯเปิดเรียนได้ โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด  ส่วนพื้นที่สีเหลือ 56 จังหวัด เป็นพื้นที่ควบคุม หรือ พื้นที่สีส้ม เปิดเรียนได้ตามมาตรการ ศบค. อย่างไรก็ตาม ขอให้สถานศึกษาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พิจารณารูปแบบการเรียนการสอน โดยยึดหลักความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองเป็นที่ตั้ง 

“ศธ.ไม่ต้องการให้นักเรียนพลาดโอกาสในการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่ขณะนี้เราเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ สาเหตุการเลื่อนก็เพราะความปลอดภัยของนักเรียน และยังมีครูอีกมากที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ดังนั้น ศธ.ต้องเร่งผลักดันให้ครูฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง ทั้งนี้ ศธ.จะทำการประเมินสถานการณ์สถานการณ์ทุกวัน โดยตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด​ศธ. เป็นหัวหน้า เพื่อดูแลและรวบรวมข้อมูลและคอยช่วยเหลือสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเรื่องการจัดการเรียนการสอนต่างๆ” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ในการเรียนรู้ ไม่บังคับว่าเด็กทุกคนในโรงเรียนเดียวกันต้องเรียนเหมือนกัน การตัดสินใจใช้รูปแบบใดในการจัดการเรียนการสอน  รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียน ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ และต้องขออนุญาตกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดให้ถูกต้อง และปฏิบัติตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับการรับนักเรียบนระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ที่จะสอบคัดเลือกในวันที่ 22-23 พฤษภาคม นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สำรวจพบว่ามีโรงเรียนที่จะดำเนินการสอบคัดเลือกมจำนวน 278 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ สพฐ.ได้เน้นย้ำให้โรงเรียนปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค.อย่างเคร่งครัด และหากนักเรียนสอบไม่ติดในโรงเรียนแข่งขันสูง ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ก็ได้ตั้งศูนย์ประสานงานการรับนักเรียนไว้แล้วผู้ปกครองสามารถมายื่นเรื่องเพื่อให้ สพท.จัดหาที่เรียนให้นักเรียนได้มีที่เรียนทักคนอย่างแน่นอน

สอศ.ร่วมเว็บ ‘ครูพร้อม’ จัดเต็มหลักสูตรออนไลน์ ‪ถ่ายทอดความรู้‬ก่อนเปิดเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573787

สอศ.ร่วมเว็บ'ครูพร้อม'จัดเต็มหลักสูตรออนไลน์ ‪ถ่ายทอดความรู้‬ก่อนเปิดเทอม

สอศ.ร่วมเว็บ’ครูพร้อม’จัดเต็มหลักสูตรออนไลน์ ‪ถ่ายทอดความรู้‬ก่อนเปิดเทอม

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 12.22 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาของ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานในสังกัดจึงได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่านทางเว็บไซต์ ‪www.ครูพร้อม.com เพื่อสร้างการเรียนรู้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังไม่สามารถจัดการเรียนการสอนตามปกติได้ ซึ่งการเข้าถึงการเรียนรู้เป็นการเตรียมความพร้อมตามความสมัครใจของครู โดยไม่มีผลต่อการนับชั่วโมงเรียนหรือประเมิน และไม่ต้องรายงานผลการเรียนรู้ของครูแต่อย่างใด ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ดำเนินการอบรมพัฒนาครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ด้วยเนื้อหาที่ทันสมัย โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ มาช่วยสนับสนุนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนได้นำไปประกอบอาชีพต่อไปได้

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)สนับสนุนรูปแบบการจัดการศึกษาให้เข้าถึงกลุ่มอาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการให้เท่าทันสภาวการณ์ปัจจุบัน และครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย โดยในระยะที่ 1 ‪ตั้งแต่วันที่ 17 – 31 พฤษภาคม 2564‬ ก่อนเปิดภาคเรียน 11 วันทำการ สอศ.ได้เตรียมเปิดหลักสูตร โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน นักศึกษา ครู และประชาชนทั่วไป สำหรับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา มีหลักสูตร 4 ประเภทการเรียนรู้ ได้แก่ การเรียนรู้ในห้องเรียนออนไลน์ผ่าน Youtube Live ตามหลักสูตรของ Google การเรียนรู้ออนไลน์ผ่านสื่อการสอน Digital Literacy หลักสูตรรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ การเรียนรู้ออนไลน์หลักสูตรการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ระดับ Beginner และการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านสื่อการเรียนการสอนด้านอาชีพ 11 อาชีพ

กลุ่มครูอาชีวศึกษา มีจำนวน 3 ประเภทการเรียนรู้ ได้แก่ การเรียนรู้ในห้องเรียนออนไลน์ผ่าน youtube live ตามหลักสูตรของ Google การเรียนรู้ออนไลน์ผ่านสื่อการสอน Digital Literacy หลักสูตร แอปเสริมประสิทธิภาพการทำงานด้วย Microsoft Form และ Planner และการเรียนรู้ออนไลน์หลักสูตร การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ระดับ Intermediate และกลุ่มประชาชนทั่วไป สอศ.ได้จัดเตรียมการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านสื่อการเรียนการสอนด้านอาชีพ จำนวน 11 หมวดหมู่ ได้แก่ อาหารไทย อาหารนานาชาติ ขนมไทย เบเกอรี่ เครื่องดื่ม ศิลปะ การจัดดอกไม้ กฎหมาย เกษตรกรรม ท่องเที่ยวและบริการ และภาษาต่างประเทศ สำหรับการเรียนรู้ด้านอาชีพ 11 วัน 11 อาชีพ จะจัดอยู่ ในหมวด อยากทำ ในขณะที่การเรียนรู้ออนไลน์ผ่าน youtube live จะอยู่ในหมวด อยากดู บนเว็บไซต์ ‪www.ครูพร้อม.com‬

นอกจากนี้ ยังมีการเรียนรู้แบบ Offline จัดอบรมอาชีพในวิทยาลัยสารพัดช่าง จำนวน 52 แห่ง และการบริการประชาชนจากสถานศึกษาในสังกัด สอศ.115 แห่ง ได้แก่ การทำเจลแอลกอฮอล์ หน้ากากผ้า การทำอุปกรณ์ป้องกันการกระจายเชื้อโรค และการซ่อมระบบสัญญาณ DLTV โดยจะต้องได้รับการอนุญาตจาก ศบค ก่อนถึงจะดำเนินการได้ และในขณะนี้ สอศ.ได้แจกจ่ายขวดบรรจุแอลกอฮอล์ให้กับวิทยาลัยในสังกัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนอกจากประชาชนจะสามารถเข้าอบรมอาชีพแล้ว ยังสามารถขอรับเจลแอลกอฮอล์ และหน้ากากผ้า ได้อีกด้วย

ดร.คุณหญิงกัลยา เร่งช่วยผู้ติดเชื้อโควิด-19 47 อาชีวะเกษตรและประมง ทำอาหารแจก 4 แสนกล่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573625

ดร.คุณหญิงกัลยา เร่งช่วยผู้ติดเชื้อโควิด-19 47 อาชีวะเกษตรและประมง ทำอาหารแจก 4 แสนกล่อง

ดร.คุณหญิงกัลยา เร่งช่วยผู้ติดเชื้อโควิด-19 47 อาชีวะเกษตรและประมง ทำอาหารแจก 4 แสนกล่อง

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าโครงการ “อาชีวะเกษตรและประมง ห่วงใยประชาชน” จัดทำข้าวกล่องเดลิเวอรี่ กว่า 400,000 กล่องแจกจ่ายพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมอบนโยบายเร่งด่วนให้กับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการอาชีวะเกษตร และประมงทั่วประเทศ 47 แห่ง เข้าช่วยเหลือและมอบอาหารปรุงสำเร็จแก่ผู้ติดเชื้อโควิด-19บุคลากรทางการเเพทย์ และประชาชนที่เดือดร้อนทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 17-31 พฤษภาคม 2564 นี้ ให้ประชาชนที่เดือดร้อนวิทยาลัยละ 500 กล่องต่อวันโดยคาดว่าจะสามารถมอบอาหารปรุงสำเร็จช่วยประชาชนที่เดือดร้อน ได้ไม่ต่ำกว่า 400,000 กล่องตลอดระยะเวลา 15 วัน ที่ได้ดำเนินโครงการเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน โดยคาดว่าจากความพร้อมและขีดความสามารถ งานด้านอาชีวะเกษตรของคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรและนักศึกษาของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ มีความสามารถในการผลิตพืชผักทางการเกษตรฯ ปลอดสารพิษ เลี้ยงสัตว์ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และผลผลิตอื่นๆ อีกมากมายและมีคุณภาพขับเคลื่อนโครงการ“อาชีวะเกษตรและประมง ห่วงใยประชาชน” เพื่อดูแลช่วยเหลือ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี

สพฐ.รวมพลัง ผอ.ป้ายแดง ผนึกสมองพัฒนาการศึกษา ให้เป็นไปตามคู่มือการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573626

สพฐ.รวมพลัง ผอ.ป้ายแดง ผนึกสมองพัฒนาการศึกษา  ให้เป็นไปตามคู่มือการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงาน

สพฐ.รวมพลัง ผอ.ป้ายแดง ผนึกสมองพัฒนาการศึกษา ให้เป็นไปตามคู่มือการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงาน

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอุดม  อินทา  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย)  พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต.ธีระวัฒน์ คำชุ่มผู้อำนวยการโรงเรียนตลิ่งชันวิทยานุสรณ์ และนายสุทิน คำน่านผู้อำนวยการโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา 2  ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานให้สูงขึ้น   

โดยมีหลักการในการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากับสถานศึกษา  ให้ดำเนินการบริหารให้เป็นไปตามคู่มือการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยผู้อำนวยการที่เพิ่งเข้ารับการบรรจุใหม่เหล่านี้ในระยะเวลา 1 ปี   จะต้องจัดทำข้อตกลงในการปฏิบัติงานในหน้าที่ เพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกันในการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกรอบภารกิจของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของ
สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการ  

ศิษย์เก่า-ใหม่ศรีอยุธยา ช่วยกันฝ่าวิกฤติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573622

ศิษย์เก่า-ใหม่ศรีอยุธยา ช่วยกันฝ่าวิกฤติ

ศิษย์เก่า-ใหม่ศรีอยุธยา ช่วยกันฝ่าวิกฤติ

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เสาวภาคย์ ถนอมศักดิ์กุล นายกศรีอยุธยาสมาคม โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ พร้อมคณะกรรมการ ศิษย์เก่า-ใหม่ และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเงินสมทบทุซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ ได้แก่ เปล PETEเปลปกป้อง เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ, เครื่อง PAPRชุดอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ, ชุด PPE, กล่องอะคริลิกตรวจผู้ป่วย, หน้ากาก 3M 8210 (N95) พร้อมทั้งอาหารกล่องและน้ำดื่มกว่า 1,500 ชุดให้แก่ โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลบางพลี โรงพยาบาลวชิระ เป็นต้นรวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท และจะยังคงเดินหน้าร่วมด้วยช่วยกันสนับสนุนต่อไปจนกว่าวิกฤตินี้จะผ่านพ้นไป