ผ้าไทย อัตลักษณ์ที่ควรอนุรักษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573627

ผ้าไทย อัตลักษณ์ที่ควรอนุรักษ์

ผ้าไทย อัตลักษณ์ที่ควรอนุรักษ์

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การแต่งกายด้วยผ้าไทย ถือเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของคนไทยที่สร้างความภาคภูมิให้คนไทยมาช้านาน สะท้อนถึงมรดกภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย หากย้อนหลังกลับไปยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จะเห็นได้ว่า การแต่งกายของคนไทยมีวิวัฒนาการ จากแค่เครื่องห่มกาย จนนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับผ้าไทย
สู่สากล

สมัยรัชกาลที่ ๑ การใช้ผ้าเป็นไปตามฐานะและตำแหน่งหน้าที่การงานเช่นเดียวกับในสมัยอยุธยา ร.๑ โปรดเกล้าฯ ให้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการแต่งกายของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ขุนนางชั้นผู้น้อย และราษฎรทั่วไป มีรายละเอียดของเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับที่อนุญาต และไม่อนุญาตให้สวมใส่

สมัยรัชกาลที่ ๒ ปรากฏว่ามีผ้าเพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า ผ้าโหมด หรือ ผ้าโหมดเทศ เป็นผ้าทอจากอินเดีย ทำด้วยกระดาษเงินและกระดาษทองพันเส้นไหมทอกับไหมสีต่างๆ เช่น สีม่วง สีน้ำเงิน เป็นลายริ้วหรือเป็นลายดอก ผ้าชนิดนี้ใช้ตัดเสื้อ ตอนแรกๆใช้สำหรับเจ้านาย แต่ต่อมาสามัญชนนำมาใช้ได้ และเป็นผ้าพระราชทานแก่แม่ทัพนายกองที่มีความชอบ

สมัยรัชกาลที่ ๓-๔ มีการกล่าวถึงการแต่งกายของสามัญชนบ้าง ผ้าบางชนิดนิยมใช้กับคนบางกลุ่ม เช่น คนมีเงินนิยมใช้แพรจีนสีต่างๆ โดยห่มหรือเย็บซ้อนกัน ๒ ชั้นใช้ผ้าสีนวลอยู่ข้างใน ริมผ้าขลิบลูกไม้ส่วนมุมผ้าติดพู่ ข้าราชการนิยมนุ่งผ้าปูม แต่เวลาเข้าเฝ้าจะนุ่งผ้าสมปัก ส่วนเจ้านายทรงผ้าลายเขียนทอง ผ้าปักทองแล่ง ผ้าเข้มขาบ

สมัยรัชกาลที่ ๕ มีจุดเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมงานผ้ามากขึ้น โดย ร.๕ โปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการที่เข้าเฝ้าเลิกนุ่งผ้าสมปัก เปลี่ยนมานุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงินแก่แทน และใส่เสื้อสีต่างๆ ตามกระทรวง เช่น ข้าราชการกระทรวงกลาโหมใช้สีลูกหว้า กระทรวงมหาดไทยใช้สีเขียวแก่ กระทรวงการต่างประเทศใช้สีน้ำเงินแก่ อาลักษณ์และโหรใช้สีขาว

ได้ทรงสถาปนา “กรมช่างไหม” ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒ มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมเป็นอธิบดีกรม และโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนช่างไหมขึ้นที่วังใหม่สระปทุม โดยจ้างชาวญี่ปุ่นมาเป็นครูสอน ส่งผลให้มีการจัดทำเครื่องสาวไหมแบบญี่ปุ่น ซึ่งทำงานได้รวดเร็วและเส้นไหมเรียบสม่ำเสมอใช้แทนเครื่องสาวไหมของไทยที่ใช้กันมาแต่เดิม รวมทั้งได้แจกจ่ายเครื่องสาวไหมแบบใหม่นี้ไปให้แก่โรงเรียนช่างไหมที่ตั้งขึ้นในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย รวมทั้งหมดถึง ๔๐๘ เครื่อง เป็นที่น่าเสียดายว่า เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมสิ้นพระชนม์แล้ว ไม่มีผู้ใดดำเนินงานต่อ โรงเรียนช่างไหมจึงล้มเลิกไป

สมัยรัชกาลที่ ๖ เริ่มมีการแต่งกายอย่างชาวตะวันตก เช่น ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบนหรือผ้าจีบหน้านาง เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงสำเร็จ ส่วนสไบนั้นมิได้เลิกใช้เสียทีเดียว แต่ใส่เสื้อผ้าลูกไม้แขนยาว แล้วใช้ผ้าสไบพาดทับเสื้ออีกทีหนึ่ง ผู้ชายก็นิยมนุ่งกางเกงและสวมเสื้ออย่างชาวตะวันตก มีการบัญญัติ คำว่า “ราชปะแตน” ขึ้น โดยนำเอาคำบาลีว่า “ราช” ผสมกับคำว่า “แพตเทิร์น” (pattern=แบบ) ในภาษาอังกฤษและออกเสียงเพี้ยนไปเป็นราชปะแตน มีความหมายว่า “แบบหลวง” เป็นการแต่งกายของข้าราชการในสมัยนั้น โดย เสื้อราชปะแตน เป็นเสื้อนอกสีขาวคอปิด มีรังดุม ๕ เม็ด ซึ่งปัจจุบันข้าราชการพลเรือนใช้แต่งเป็นเครื่องแบบขาว

สมัยรัชกาลที่ ๗ และรัชกาลต่อๆ มา ความนิยมแต่งกายแบบตะวันตกมีมาขึ้นตามลำดับ เช่น ให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เปลี่ยนมานุ่งกางเกงขายาวแทน เมื่อหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ รวมทั้งการแต่งกายของสตรีชั้นสูงก็เปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยมด้วย ส่งผลให้มีการซื้อผ้าจากต่างประเทศมากขึ้น และมีผลกระทบต่อการผลิตผ้าพื้นเมืองภายในประเทศ ซึ่งมักใช้กันเฉพาะในบางโอกาส หรือใช้กันในระดับชาวบ้าน และชนพื้นเมืองในบางท้องถิ่นเท่านั้น

ใน พ.ศ. ๒๔๗๘ มีการพัฒนาการทอผ้าโดยใช้เครื่องจักรขึ้นเป็นครั้งแรกโดยกระทรวงกลาโหมได้จัดตั้งโรงงานทอผ้าสำหรับใช้ในราชการทหารขึ้น เรียกว่า “โรงงานฝ้ายสยาม” เพื่อผลิตผ้าและสำลีใช้ในกิจการทหาร มีการสั่งซื้อเครื่องจักรทอผ้าและฝ้ายจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินงาน นับเป็นการเริ่มต้นอุตสาหกรรมทอผ้าด้วยเครื่องจักรแห่งแรกในประเทศไทย โดยผลิตผ้าสีขาวหรือสีพื้น ไม่มีลวดลายและสีสันงดงามเหมือนผ้าพื้นเมือง สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี มีการจัดตั้งกระทรวงอุตสาหกรรมขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ และได้จัดตั้งโรงงานทอผ้าของรัฐบาลจวบจนเข้าสู่แผนพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้นเรื่อยมา

จะเห็นได้ว่าการเดินทางของผ้าไทย นอกจากจะบ่งชี้ภูมิปัญญา ฝีมือ ความชำนาญ ยังสามารถเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจก่อเกิดเม็ดเงินทั้งภายในและภายนอกประเทศ จึงไม่อาจปฏิเสธในการคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของผ้าไทยในแต่ละท้องถิ่น หากได้ศึกษาประวัติ จะทราบถึงความน่าทึ่งที่เรามีไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบหมายให้ สวจ.จัดทำอินโฟกราฟิกรณรงค์การแต่งกายผ้าไทยในระยะที่ ๒ ขึ้น หลังจากที่ระยะแรกได้รับกระแสตอบรับดีมาก โดยมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงวัฒนธรรม รวมไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือช่วยกันรณรงค์การสวมใส่ผ้าไทย ผ้าท้องถิ่นพร้อมกับสวมใส่เป็นแบบอย่างเพื่อจัดทำเป็นสื่ออินโฟกราฟิก (Infographic) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทางสื่อออนไลน์และสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

โดยระยะที่ ๒ นี้ จะเพิ่มเติมข้อความรายละเอียด ชื่อและแหล่งที่มาของผ้าไทย เพื่อสื่อให้เห็นถึงคุณค่าและความเป็นอัตลักษณ์ของผ้าไทยในแต่ละท้องถิ่น รวมทั้งให้ประสานความร่วมมือหน่วยงานราชการภายในจังหวัดแต่งกายด้วยผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒ วัน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าผ้าไทยสามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้จริง สามารถพัฒนาต่อยอดด้านการผลิตและแปรรูปผ้าไทยให้ทันสมัย ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบาย เศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกมิติหนึ่งของกระทรวงวัฒนธรรม

‘จุฬาฯ’ ออกประกาศขยายเวลาปิดถึง 23 พ.ค. 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573607

'จุฬาฯ'ออกประกาศขยายเวลาปิดถึง 23 พ.ค.64

‘จุฬาฯ’ออกประกาศขยายเวลาปิดถึง 23 พ.ค.64

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 14.43 น.

“จุฬาฯ” ออกประกาศ ขยายเวลาการปิดสถานที่ปฏิบัติงาน การจัดการเรียนการสอน ออกไปถึงวันที่ 13 มิ.ย. นี้ 

17 พ.ค. 64 ศาสตราจารย์ ตร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ลงนาม ประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ฉบับที่  2 ความว่า 

ตามที่มหาวิทยาลัยได้มีประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ลงวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564 โดยขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราวทั้งที่ตั้งในเขตกรุงเทพมหานครและนอกเขตกรุงเทพมหานคร ออกไปจนถึง  วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 รวมทั้งให้นักเรียน นิสิต และบุคลากรปฏิบัติตามประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เรื่อง การปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงานในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19  ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564 ต่อไปนั้น

เนื่องจากปรากฏว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19 ยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดและลดโอกาสติดเชื้อโรค COVID-19 แก่นักเรียน นิสิตและบุคลากร รวมทั้ง ให้การดำเนินงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗ และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการดังนี้

(1) ให้ขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการที่ตั้งทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและนอกเขตกรุงเทพมหานครออกไปตั้งแต่วันที่ 24  พฤษภาคม พ.ศ. 2564 จนถึงวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564 

(2) ขอให้นักเรียน นิสิต และบุคลากรปฏิบัติตามประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงานในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564 ต่อไปอย่างเคร่งครัด

หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเป็นประการใด มหาวิทยาลัยจะประกาศให้ทราบโดยเร็วต่อไป

‘ตรีนุช’ หารือ ‘ชัยวุฒิ’ หนุนเรียนออนไลน์ ‘นักเรียน-ครู’ ช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573588

'ตรีนุช'หารือ'ชัยวุฒิ'หนุนเรียนออนไลน์'นักเรียน-ครู'ช่วงโควิด

‘ตรีนุช’หารือ’ชัยวุฒิ’หนุนเรียนออนไลน์’นักเรียน-ครู’ช่วงโควิด

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 14.02 น.

“ตรีนุช”หารือ”ชัยวุฒิ”หนุนเรียนออนไลน์”นักเรียน-ครู”ช่วงโควิด เปิดแล้วเว็บไซต์”ครูพร้อม”วันแรก เข้าดูหลายหมื่นคน

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกาาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอีเอส) และคณะผู้บริหาร ดีอีเอส ว่า จากการสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ ศธ.ได้ออกแบบการเรียนการสอนไว้ 5 รูปแบบ คือ On-site เรียนที่โรงเรียน โดยมีมาตรการเฝ้าระวังตามประกาศของ ศบค., On-air เรียนผ่าน DLTV, On-demand เรียนผ่านแอพพลิเคชันต่างๆ, On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต, On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร  ซึ่งในรูปแบบการสอนที่ ศธ.คิดมานั้น คำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นหลัก  ซึ่งการเรียน On-line และ On-air จำเป็นอย่างมากที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตในการเรียนการสอน ศธ.จึงได้ประสานกับ ดีอีเอส เพื่อหารือถึงแนวทางในการจัดการเรียนการสอน เพื่อจะช่วยเหลือนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ในบางโรงเรียนและบางพื้นที่ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ โดยทางดีอีเอสก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยจะไปปรับปรุงและติดตั้งอินเตอร์เน็ต/ไวไฟ ผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง (ไฟเบอร์ออฟติก) ให้กับสถานศึกษากว่า 1,000 แห่ง ในทุกสังกัดของ ศธ.เพื่อให้นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงอินเตอร์เน็ต พร้อมกับสร้างศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อให้นักเรียน ครู และประชาชน สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจากชุมชนของตนได้ด้วย

ด้าน นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จากการหารือถึงปัญหาในการจัดเรียนการสอนท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในเบื้องต้นทราบว่ามีสถานศึกษากว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ต้องเรียนออนไลน์และต้องใช้ระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งทางดีอีเอสก็รับเรื่องนี้ไปดำเนินการโดยจะติดตั้งอินเตอร์เน็ตผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง ให้กับสถานศึกษาเหล่านี้ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเพื่อให้สถานศึกษาจะมีอินเตอร์เน็ตใช้ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ส่วนค่าบริการอินเตอร์เน็ตของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ทางดีอีเอส ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที  และผู้ประกอบการเครือข่ายมือถือที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตค่ายต่าง ๆ ซึ่งได้ข้อสรุปร่วมกับว่า จะมีแพ็กเกจให้กับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้ใช้อินเตอร์เน็ตฟรี และไม่จำกัดปริมาณการใช้งาน  โดย ศธ.และดีอีเอส จะตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อศึกษารายละเอียดในการช่วยเหลือสนับสนุนค่าอินเตอร์เน็ตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ว่ามีผู้ที่จำเป็นต้องใช้จำนวนเท่าใด  และจะมีค่าใช้จ่ายรวมจำนวนเท่าใด เพื่อนำเสนอของบประมาณจากกองทุนดิจิทัลต่อไป โดยทางรัฐบาลจะจะดูแลเรื่องนี้ให้  ซึ่งศธ.และดีอีเอสจะเร่งผลักดันเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อให้นักเรียนและครู มีอินเตอร์เน็ตทันใช้ก่อนเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 มิถุนายน นี้

นอกจากนี้ ดีอีเอส จะผลักดันศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยจัดทำห้องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนใช้หาความรู้  ซึ่งศูนย์นี้จะมีทั้งศูนย์เล็กและศูนย์ใหญ่ โดนศูนย์ดิจิทัลชุมชนขนาดใหญ่ จะมีคอมพิวเตอร์ 30 เครื่อง และมีอุปกรณ์ใช้ในการเรียนออนไลน์ด้วย  ส่วนศูนย์ดิจิทัลชุมชนขนาดเล็ก จะมีคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง โดยศูนย์ดิจิทัลชุมชนนี้ จะกระจายไปยังชุมชนและโรงเรียนตามที่ ศธ.เสนอ เพื่อให้ประชาชน นักเรียนใช้พัฒนาทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์และสามารถเรียนออนไลน์ได้” นายชัยวุฒิ กล่าว

น.ส.ตรีนุช เปิดเผยอีกว่า วันนี้ ศธ.เปิดให้นักเรียน ครู และประชาชนทั่วไป เข้าใช้งานในเว็บไซต์ “ครูพร้อม” เป็นวันแรก ซึ่งพบว่ามีผู้สนใจเข้าใช้งานหลายหมื่นคนแล้ว ทั้งนี้ เว็บครูพร้อม เกิดขึ้นมาจากความตั้งใจของ ศธ.ที่ต้องการให้นักเรียน ประชาชนโดยเฉพาะผู้ปกครอง ที่อาจจะห่วงบุตรหลานว่าก่อนเปิดเทอมวันที่ 1 มิถุนายน นี้ ไม่มีกิจกรรมเสริมความรู้ เว็บไซต์ “ครูพร้อม” จึงเป็นเว็บที่เปิดขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนเข้ามาหาความรู้เพิ่มเติมในช่วงก่อนเปิดภาคเรียน นอกจากนี้ ประชาชนที่อยากได้ความรู้ ก็สามารถเข้ามาดูในเว็บไซต์ได้ ขณะเดียวกันครู ก็สามารถเข้ามาในเว็บไซต์ ”ครูพร้อม”เพื่อเตรียมการเรียนการสอนได้

“เว็บไซต์ครูพร้อม เป็นเว็บกลาง ที่รวบรวมความรู้จาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามตามอัธยาศัย (กศน.) ได้นำความรู้กิจกรรมต่าง ๆมาไว้ให้นักเรียน ครู บุคลลากรทางการศึกษา และประชาชนเข้าถึงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ศธ.มีคณะทำงานกลั่นกรองเนื้อหาเพื่อคัดสรร เลือกเนื้อหาที่จะเข้าสู่เว็บไซต์อย่างเหมาะสม โดยมีทั้งเนื้องานวิชาการ และทักษะชีวิต เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน เยาวชน และครู เข้ามาเรียนรู้ ดิฉัน ขอเน้นย้ำว่าการใช้งานเว็บไซต์ “ครูพร้อม” ไม่ได้เป็นการบังคับ ไม่ได้เก็บหน่วยกิต ไม่ได้นำมาประเมินครูในเรื่องต่าง ๆ แต่อยากให้ทุกคนเข้าถึงกิจกรรมดีๆ ทางการศึกษาเท่านั้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ทยอยฉีดวัคซีน! ‘ปลัด ศธ.’ ส่งจำนวนครู-บุคลากรพื้นที่สีแดงเข้มถึงมือกทม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573585

ทยอยฉีดวัคซีน! 'ปลัด ศธ.'ส่งจำนวนครู-บุคลากรพื้นที่สีแดงเข้มถึงมือกทม.

ทยอยฉีดวัคซีน! ‘ปลัด ศธ.’ส่งจำนวนครู-บุคลากรพื้นที่สีแดงเข้มถึงมือกทม.

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 13.56 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการฉัดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัดของ ศธ.ว่า ขณะนี้ ศธ.ได้ส่งจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษา ประมาณ 3.9 หมื่นคน ให้กับกรุงเทพมหานครแล้ว ซึ่งครูและบุคลลากรทางการศึกษาในเขตกรุงเทพฯต้องได้ฉีดวัคซีนก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม และทางจังหวัด (กทม.)จะเป็นผู้พิจารณาในการฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้ก็มีครูและบุคลากรทางการศึกษาทยอบเข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว

ปลัด ศธ.กล่าว่อว่า ส่วนการฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดอื่นๆ นั้น อยู่ในขั้นตอนที่ ศธ.กำลังเร่งส่งจำนวนไปให้กับทางกรมควบคุมโรคเพื่อส่งต่อไปยังสาธารณสุขจังหวัดต่างๆ จัดทำแผนการฉีดกระจายไปในแต่ละอำเภอและแต่เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป

‘บิ๊กป้อม’ เห็นชอบพัฒนา ‘ตึกโดม ท่าพระจันทร์’ พร้อมอนุรักษ์เมืองเก่าปัตตานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573562

'บิ๊กป้อม'เห็นชอบพัฒนา'ตึกโดม ท่าพระจันทร์' พร้อมอนุรักษ์เมืองเก่าปัตตานี

‘บิ๊กป้อม’เห็นชอบพัฒนา’ตึกโดม ท่าพระจันทร์’ พร้อมอนุรักษ์เมืองเก่าปัตตานี

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 11.50 น.

“บิ๊กป้อม”ประชุมคกก.อนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า เห็นชอบพัฒนา”ตึกโดม ท่าพระจันทร์” พร้อมอนุรักษ์เมืองเก่าปัตตานี

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 10.00 น.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า โดยที่ประชุมได้เห็นชอบขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า และแนวทางการอนุรักษ์พัฒนา เมืองเก่าอุทัยธานี,เมืองเก่าตรัง และเมืองเก่าฉะเชิงเทรา โดยให้ ทส. , มท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการทำงานร่วมกัน พร้อมสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการกำหนดเขตพื้นที่เมืองเก่า อย่างทั่วถึง

จากนั้นที่ประชุมได้เห็นชอบเรื่องสำคัญ ได้แก่โครงการพัฒนา ตึกโดม มธ. ท่าพระจันทร์ ซึ่งเดิมอาคารมีสภาพทรุดเอียง และทรุดโทรม สมควรบูรณะให้กลับมามีความสง่างาม และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญของบ้านเมือง พร้อมทั้งให้สามารถใช้ประโยชน์สาธารณะ ได้อย่างกว้างขวาง และเห็นชอบแผนแม่บท และผังแม่บทการอนุรักษ์ และพัฒนาบริเวณ เมืองเก่าปัตตานี โดยมุ่งเน้นให้สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ “เมืองเก่าปัตตานี ศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีและวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม ที่สำคัญของภาคใต้” รวมทั้งได้เห็นชอบ ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับ เจ้าของอาคารและที่ดิน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับเจ้าของที่ดินและอาคาร ในพื้นที่เขตเมืองเก่า และกรุงรัตนโกสินทร์

“พล.อ.ประวิตร เน้นย้ำให้ ทส.,มท.,กทม.,กรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนแผนงาน โครงการ ที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว และนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรม มุ่งให้กรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า ได้สืบสานมรดกทางศิลปะ และวัฒนธรรม อันทรงคุณค่า เพื่อให้คนไทยมีความภาคภูมิใจ และเก็บไว้ให้ลูกหลานไทย สืบไป”

จนทิพย์เป็นเหตุ! ‘คณะแพทย์ มมส.’ ไม่ให้ทุน ‘น้องโวลต์’ พร้อมชี้แจง 10 ข้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573557

จนทิพย์เป็นเหตุ! 'คณะแพทย์ มมส.'ไม่ให้ทุน'น้องโวลต์' พร้อมชี้แจง10ข้อ

จนทิพย์เป็นเหตุ! ‘คณะแพทย์ มมส.’ไม่ให้ทุน’น้องโวลต์’ พร้อมชี้แจง10ข้อ

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 11.20 น.

ฝ่ายกิจการนิสิต คณะแพทยศาสตร์ มมส.  โพสต์ข้อความระบุว่า คำชี้แจง จากคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ผศ.นพ.เทพลักษ์ ศิริธนะวุฒิชัย) ถึงคณาจารย์ บุคลากร และนิสิตคณะแพทยศาสตร์ทุกท่าน กรณี นางสาวณัฐวดี เหล่าบุบผา (น้องโวลต์) 

จากกรณีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อและสังคมออนไลน์ของ นางสาวณัฐวดี เหล่าบุบผา (น้องโวลต์) ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีการศึกษา 2564 ที่ครอบครัวประสบปัญหาความเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษา เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ตามที่สื่อนำเสนอไปแล้วนั้น ผมจะขอลำดับเหตุการณ์ให้ทุกคนได้ทราบดังนี้

ข้อ 1  วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 (ช่วงบ่าย) คณะฯ ดำเนินการสอบสัมภาษณ์ผู้ผ่านการคัดเลือกที่มีสิทธิ์เข้ารับการสอบสัมภาษณ์ ผ่านระบบออนไลน์

ข้อ 2 วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 (ช่วงเย็น) คณะฯ ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต บนเว็บไซต์ของคณะฯ 

ข้อ 3 วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 สื่อท้องถิ่นนำเสนอข่าวการสอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามของนางสาวณัฐวดี เพื่อขอรับความช่วยเหลือเบื้องต้นจากผู้มีจิตเมตตา ทั้งนี้ “คณะแพทยศาสตร์ไม่ทราบเรื่องการขอรับความช่วยเหลือดังกล่าว” แต่อย่างใด

ข้อ 4  วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 คณะแพทยศาสตร์ ได้รับการติดต่อจากองค์กร มูลนิธิ และผู้มีจิตเมตตาหลายท่าน แสดงความประสงค์บริจาคทุนการศึกษาให้นางสาวณัฐวดี ซึ่งทางคณะฯ ได้ตอบปฏิเสธผู้มีจิตเมตตาทุกท่านในขณะนั้น เนื่องจากยังไม่ถึงวันยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษา (10-11 พ.ค. 64) และยังไม่ได้มีการสัมภาษณ์นิสิตเพื่อพิจารณาทุน

ข้อ 5  วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 มหาวิทยาลัยมหาสารคามประสานคณะแพทยศาสตร์ ขอพบนางสาวณัฐวดี เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของครอบครัวและจะได้พิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสม เนื่องจากมีกระแสคำถามบนสังคมออนไลน์เกี่ยวกับทุนการศึกษาสำหรับเด็กเรียนดีแต่ยากจน ของคณะแพทยศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

ข้อ 6 วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 (ภาคเช้า) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ ได้พบนิสิต มารดา และคณาจารย์โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อมูล จึงได้ทราบว่ามียอดเงินบริจาคในขณะนั้น จำนวน 2.7 ล้านบาท (ซึ่งนางสาวณัฐวดีมีความตั้งใจที่จะปิดบัญชีรับบริจาคตั้งแต่วันจันทร์ แต่เป็นวันหยุดราชการ) ทางคณะแพทยศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหาสารคามจึงไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมใด ๆ แต่ได้ให้คำแนะนำในการวางแผนการใช้จ่ายตลอดการศึกษา ซึ่งทางคณะฯ ได้รายงานข้อมูลให้ผู้มีจิตเมตตาที่แสดงความประสงค์บริจาคทุนไว้ก่อนหน้านี้เพื่อทราบ ท่านได้พิจารณาและแสดงความจำนงบริจาคทุนให้แก่นางสาวณัฐวดีเป็นค่าธรรมเนียมการศึกษา จำนวนแปดหมื่นบาท ผ่านกองทุนการศึกษาและพัฒนานิสิตคณะแพทยศาสตร์ 

ข้อ 7 วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 (ภาคบ่าย) คณะแพทยศาสตร์ทราบว่า นางสาวณัฐวดีเดินทางไปปิดบัญชีที่ธนาคาร

ข้อ 8 วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 คณะฯ ได้ทราบกระแสข่าวบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปิดรับบริจาคเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 64 ทางคณะฯ ติดตามและรวบรวมข้อมูล

ข้อ 9 วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 คณะฯ ประชุมเพื่อหาแนวทางตรวจสอบข้อเท็จจริง 

ข้อ 10 วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 (ภาคบ่าย) ตัวแทนคณะแพทยศาสตร์ ได้เดินทางไปเยี่ยมบ้านนางสาวณัฐวดี อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ พบสภาพบ้านพักอาศัยมีขนาดเล็ก ไม่เป็นสัดส่วน ไม่มีประตูบ้าน สภาพบ้านไม่ปลอดภัย 

สำหรับการวางแผนการใช้เงินบริจาค ทราบว่านางสาวณัฐวดีจะเขียนแผนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาตลอดหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต นำเสนอให้คณะกรรมการซึ่งนายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์จะเป็นผู้แต่งตั้ง เพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ “คณะแพทยศาสตร์ไม่มีแผนให้ทุนการศึกษาแก่นางสาวณัฐวดีเพิ่มเติม” แต่อย่างใด เนื่องจากเงินบริจาคมีจำนวนเพียงพอ อนึ่ง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีแนวทางการพิจารณาช่วยเหลือนิสิตระดับปริญญาตรีที่ประสบปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ทุกหลักสูตร 

อย่างไรก็ตาม บนสื่อสังคมออนไลน์ยังคงมีข้อสงสัยในประเด็นอื่น “ทางคณะแพทยศาสตร์ จะดำเนินการสำรวจข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและประชุมพิจารณากันต่อไป” 

ทั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ มีความเป็นห่วงต่อปัญหาการระรานทางไซเบอร์ (Cyberbullying) เพื่อเป็นการลดปัญหาดังกล่าว เสนอให้ผู้ติดตามข่าวสารไตร่ตรองข้อมูล/ข้อความต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบ ไม่ส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ รับฟังความคิดเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างของผู้อื่น วิเคราะห์วิจารณ์ด้วยเหตุผล และหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง

ห้ามรวมกลุ่ม! ‘ตรีนุช’ กำชับ ‘สพฐ.’ คุมเข้มสกัดโควิดวันสอบ ม.1, ม.4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573547

ห้ามรวมกลุ่ม! 'ตรีนุช'กำชับ'สพฐ.'คุมเข้มสกัดโควิดวันสอบ ม.1, ม.4

ห้ามรวมกลุ่ม! ‘ตรีนุช’กำชับ’สพฐ.’คุมเข้มสกัดโควิดวันสอบ ม.1, ม.4

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 09.42 น.

“ตรีนุช”กำชับ”สพฐ.”คุมเข้มสกัดโควิดวันสอบ ม.1, ม.4 ห้าม”นักเรียน-ผู้ปกครอง”รวมกลุ่มกันทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่โรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ กำหนดสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วันที่ 22 พ.ค.2564 ส่วนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สอบวันที่ 23 พ.ค.2564 โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) แล้วนั้น เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกสาม ยังมีความรุนแรงในหลายพื้นที่

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ขอให้สถานศึกษาที่จัดสอบคัดเลือก ดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่ทาง สพฐ.ได้แจ้งไว้อย่างเคร่งครัด ดังนี้

ในวันสอบ ขอความร่วมมือผู้ปกครองมาส่งและมารับเพียงคนเดียว กรณีโรงเรียนมีพื้นที่คับแคบไม่อนุญาตให้พักคอย หากมีพื้นที่สามารถจัดที่พักคอยได้ ผู้ปกครองต้องผ่านการคัดกรองและพักคอย ณ จุดที่โรงเรียนกำหนด โดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1.5 เมตร และให้ดำเนินการสอบให้แล้วเสร็จภายในครึ่งวัน ระหว่างเวลา 09.00 – 12.00 น.เท่านั้น โดยให้โรงเรียนกำหนดวิชาและเวลาสอบในแต่ละวิชาตามบริบทของโรงเรียน ไม่ให้มีการรวมกลุ่มกันของผู้ปกครองและนักเรียน ทั้งภายในโรงเรียนและภายนอกโรงเรียน ที่สำคัญโรงเรียนต้องดำเนินการตามมาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และมาตรการของจังหวัดในพื้นที่กำหนด

กระทรวงศึกษาธิการ-กวดวิชา ‘แอดโฮม’ ติวฟรีออนไลน์ชั้นประถม-มัธยมปลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573423

กระทรวงศึกษาธิการ-กวดวิชา‘แอดโฮม’  ติวฟรีออนไลน์ชั้นประถม-มัธยมปลาย

กระทรวงศึกษาธิการ-กวดวิชา‘แอดโฮม’ ติวฟรีออนไลน์ชั้นประถม-มัธยมปลาย

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ระหว่างรอเปิดภาคเรียนใหม่ สถาบันกวดวิชาออนไลน์ AT HOME (แอทโฮม) ขอเชิญชวนน้องๆ ในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น- ตอนปลาย ร่วมทดลองหลักสูตรการเรียนนอกห้องเรียนและเรียนล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในโครงการ “AT HOME ติวฟรีออนไลน์ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ” ไม่ว่าจะเป็นวิชาทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคมศึกษา

สอนโดยติวเตอร์ชื่อดังที่ได้รับการยอมรับระดับประเทศกว่า 30 ท่านเพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น ค้นหาคำว่า “AT HOME กวดวิชาออนไลน์” นอกจากนี้ ยังสามารถปรึกษาและวางแผนการเรียนได้ผ่านทาง line official และเฟซบุ๊คแฟนเพจได้ฟรีอีกด้วย ทั้งนี้ น้องๆ ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ line : @athometh เว็บไซต์ : http://www.athometh.com และเบอร์โทรศัพท์ : 02-8215669

‘ม.มหิดล’ คิดค้น-พัฒนา นวัตกรรม ‘เครื่องนวดเท้าช่วยเลิกบุหรี่’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573454

'ม.มหิดล'คิดค้น-พัฒนา นวัตกรรม'เครื่องนวดเท้าช่วยเลิกบุหรี่'

‘ม.มหิดล’คิดค้น-พัฒนา นวัตกรรม’เครื่องนวดเท้าช่วยเลิกบุหรี่’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 21.30 น.

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้คาดการณ์ไว้ว่าภายในปีพ.ศ.2573 จะมีประชากรโลกเสียชีวิตเนื่องจากการสูบบุหรี่ถึงปีละ 8 ล้านคน นอกจากนี้แผนควบคุมยาสูบแห่งชาติได้มีการตั้งเป้าหมายลดอัตราการสูบบุหรี่ทุกชนิดให้เหลือร้อยละ 15 ในปี พ.ศ.2568 ทั้งนี้เพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรัง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดสมอง

รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑา เก่งการพานิช ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ในปี 2560 – 2563 ในโครงการ 3 ล้าน 3 ปีเลิกบุหรี่ทั่วไทยเทิดไท้องค์ราชัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ให้เหลือร้อยละ 15 โดยแพทย์ทางเลือกไทยได้ถูกนำมาเผยแพร่นานาวิธีธรรมชาติที่ช่วยเลิกบุหรี่โดยไม่ใช้ยา ทั้งการใช้ผลไม้รสเปรี้ยว และสมุนไพรไทยต่างๆ รวมทั้งการนวดกดจุดเท้าเพื่อช่วยเลิกบุหรี่ ซึ่งได้มีการจัดอบรมนวดกดจุดเท้าช่วยเลิกบุหรี่ให้ทุกเขตสุขภาพ และแกนนำ หรือวิทยากรกลุ่มแรก ให้ทุกจังหวัดๆ ละ 10 คนเพื่อให้นำไปอบรมขยายผลเผยแพร่ต่อไป  ซึ่งพบว่ามีการนำไปใช้ที่ยังไม่แพร่หลายด้วยอุปสรรคนานาประการ อาทิ ความพร้อมของบุคลากรความแตกต่างของการนวด ดังนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑา เก่งการพานิช และทีมวิจัยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำงานควบคุมยาสูบในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้พัฒนาเครื่องนวดเท้าช่วยเลิกบุหรี่ขึ้น ทั้งนี้หวังให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่าง

โจทย์ของการพัฒนานวัตกรรมเครื่องนวดเท้าช่วยเลิกบุหรี่ คือ ทำอย่างไรจึงจะได้เครื่องนวดเท้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ใช้งานง่าย เข้าถึงได้ง่าย และราคาถูก ซึ่งจากการลงพื้นที่ชุมชนเพื่ออบรมเผยแพร่วิธีการนวดเท้าช่วยเลิกบุหรี่ ให้แก่บุคลากรสาธารณสุข แพทย์แผนไทยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) แกนนำ ตลอดจนผู้สนใจตามชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถทำได้ครอบคลุมพื้นที่ หากแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์และการวิจัยเพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมเครื่องนวดเท้าช่วยเลิกบุหรี่ โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายภายในท้องถิ่น มาทำเป็นรองเท้านวดติดเซนเซอร์ เพื่อช่วยในการนวดกดจุดบริเวณนิ้งโป้งเท้าและได้มีการทดลองออกแบบตัวอย่างผลิตภัณฑ์เครื่องนวดกดจุดเท้าเพื่อเลิกบุหรี่ถึง 4 รุ่น และพัฒนามาเป็นลำดับ จากการใช้วัสดุที่เป็นรองเท้านวดจากรองเท้าปกติที่เป็นยางและผ้าที่ใส่กันอยู่ทั่วไป รองเท้านวดจากรองเท้าไม้แกะสลัก รองเท้านวดจากรองเท้าสาน มาจนถึงการใช้ตัวนวดเฉพาะนิ้วโป้ง ซึ่งสามารถควบคุมการใช้งานด้วยระบบสายและต่อไปจะพัฒนาต่อยอดเป็นแผ่นนวดที่สะดวกต่อการใช้งาน และการพกพา และใช้ระบบไร้สายในการควบคุมการทำงาน

ซึ่งนวัตกรรมเครื่องนวดกดจุดเท้าเพื่อเลิกบุหรี่นี้ไม่ถือเป็นเครื่องมือแพทย์ โดยอุปกรณ์เสริมที่ใช้ตัวนำไฟฟ้ามาติดกับตัวรองเท้าในบริเวณนิ้วโป้งเท้า หรือแผ่นนวด ใช้กระแสไฟฟ้าเพียง 3 โวลต์ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ โดยกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น เกิดการผ่อนคลาย และกระตุ้นจุดรับรสชาติและความรู้สึกที่ทำให้รสชาติบุหรี่เปลี่ยนมีการมึนงง คลื่นไส้เวลาที่สูบบุหรี่ ซึ่งอาจต่อยอดนำไปประยุกต์ใช้ในการบำบัดการเสพติดอื่นๆ ได้ เช่น การเสพติดสุรา นวัตกรรมนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการช่วยเลิกบุหรี่ให้แก่ผู้สูบบุหรี่ที่อยากเลิกและต้องการตัวช่วย

นวัตกรรมนี้ได้เสนอเป็นโครงการพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยมหิดลกับสังคม เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และจะนำไปบูรณาการเพื่อใช้ในการส่งเสริมสุขภาวะของคนไทยในระดับนโยบายต่อไป ซึ่งจากการพัฒนานวัตกรรมโดยเอาประโยชน์ของปวงชนเป็นตัวตั้งนี้ ถือเป็นพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดลตามปณิธานแห่งการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ที่สร้างสรรค์องค์ความรู้เพื่อสังคมและประเทศชาติ

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่www.mahidol.ac.th

‘ศิษย์เก่าช่างกลปทุมวัน’ เข้าขอบคุณ ‘อุปนายกสภาสถาบันฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573504

'ศิษย์เก่าช่างกลปทุมวัน'เข้าขอบคุณ'อุปนายกสภาสถาบันฯ'

‘ศิษย์เก่าช่างกลปทุมวัน’เข้าขอบคุณ’อุปนายกสภาสถาบันฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 20.33 น.

“วันชัย โชติวินิจกุล”ตัวแทนคณะศิษย์เก่าช่างกลปทุมวัน เข้าขอบคุณ”ว่าที่ร้อยตรี พงษ์เพ็ชร์ พิทยาพละ”อุปนายกสภาสถาบันฯ

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เวลา 12.30 น. นายวันชัย โชติวินิจดุล ตัวแทนคณะศิษย์เก่าช่างกลปทุมวัน และคณะ ได้ร่วมกันเข้าพบแสดงความยินดีและขอบคุณ ว่าที่ร้อยตรี พงษ์เพ็ชร์ พิทยาพละ อุปนายกสภาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เพื่อแสดงความขอบคุณ ที่อุปนายกสภาสถาบันฯ และ สภาสถาบันฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายทุกประการ โดยได้ทำการประชุมสภาสถาบันฯ ตามที่กฎหมายกำหนด อันมีผลทำให้การบริหารงานของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่เกิดความเสียหายต่างๆ อันอาจจะส่งผลกระทบกับการเรียนการสอน

และในโอกาสเดียวกันนี้ก็ขอแสดงความยินดีต่อ รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ (เป็นผู้ที่ได้รับการสรรหาและอยู่ระหว่างเสนอการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี) ซึ่งสภาสถาบันฯ ได้มีมติแต่งตั้งให้กลับมาทำหน้าที่รักษาการแทนอธิการบดี ดังเดิมรวมทั้งขอขอบคุณ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่กรุณาให้คำแนะนำอันเป็นประโยชน์ทำให้สามารถดำเนินการประชุมสภาสถาบันเทคโนโลยี ได้อย่างเรียบร้อยและถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ โดยมี นายพสุพัฒน์ สัมมา กสิพงศ์ ประธานสภาคณาจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์มนัส ศรีสวัสดิ์ กรรมการสภาและประธานพนักงาน ร่วมรับมอบในโอกาสนี้ด้วย