‘ครูกัลยา’ สั่งอาชีวะเกษตรฯ-ประมงทั่วประเทศ จัดทำข้าวกล่องเดลิเวอร์รี่กว่า 4 แสนกล่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573433

'ครูกัลยา'สั่งอาชีวะเกษตรฯ-ประมงทั่วประเทศ จัดทำข้าวกล่องเดลิเวอร์รี่กว่า 4 แสนกล่อง

‘ครูกัลยา’สั่งอาชีวะเกษตรฯ-ประมงทั่วประเทศ จัดทำข้าวกล่องเดลิเวอร์รี่กว่า 4 แสนกล่อง

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 16.14 น.

“ครูกัลยา” สั่งอาชีวะเกษตรฯและประมงทั่วประเทศ จัดทำข้าวกล่อง เดลิเวอร์รี่กว่า 4 แสนกล่องช่วยเหลือบุคลากรทางการเเพทย์ และประชาชนที่เดือดร้อนจากโควิด

16 พ.ค.64 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า คุณหญิงกัลยาเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก จึงได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้กับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการอาชีวะเกษตรและประมงทั่วประเทศ 47 แห่ง เข้าช่วยเหลือและมอบอาหารปรุงสำเร็จแก่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 บุคลากรทางการเเพทย์ และประชาชนที่เดือดร้อนทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 17-31 พฤษภาคม 2564 นี้ โดยมีเป้าหมายมอบอาหารปรุงสำเร็จให้ประชาชนที่เดือดร้อน วิทยาลัยละ 500 กล่องต่อวัน โดยคาดว่าจะสามารถมอบอาหารปรุงสำเร็จช่วยประชาชนที่เดือดร้อนได้ไม่ต่ำกว่า 400,000 กล่องตลอดระยะเวลา 15 วันที่ได้ดำเนินโครงการ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้กับพี่น้องประชาชน

“คุณหญิงกัลยาให้ความสำคัญกับเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากและถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องช่วยเหลือในทันที ซึ่งในฐานะที่รับผิดชอบดูแลสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กำกับงานด้านอาชีวะเกษตร ได้เห็นถึงขีดความสามารถ ความพร้อมของคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักศึกษาของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ ซึ่งในแต่ละวิทยาลัยนั้น มีความสามารถในการผลิตพืชผักทางการเกษตรฯ ปลอดสารพิษ เลี้ยงสัตว์ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และผลผลิตอื่น ๆ อีกมากมาย และมีคุณภาพ จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ “อาชีวะเกษตรและประมง ห่วงใยประชาชน” ขึ้น เพื่อดูแล ช่วยเหลือ และเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้แก่ ผู้ติดเชื้อโควิด-19, บุคลากรทางการเเพทย์ และประชาชนที่เดือดร้อนทั่วประเทศ”นางดรุณวรรณ กล่าว

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า โครงการ “อาชีวะเกษตรและประมง ห่วงใยประชาชน” นี้ ได้มอบให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ จัดทำอาหารปรุงสำเร็จ และข้าวกล่องเดลิเวอรี่ เพื่อมอบตามกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้ 1.ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในโรงพยาบาลสนามในพื้นที่จังหวัดที่ตั้งของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงนั้น ๆ  2.บุคลากรทางการเเพทย์ของโรงพยาบาลที่ดูเเลผู้ป่วยโควิด-19   ที่ใกล้เคียงวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงตามบริบทที่เหมาะสม  และ 3.ประชาชนที่ได้รับผลกระทบการการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเบื้องต้นจะเน้นชุมชนในเมืองใน จากนั้นจะประสานผ่านเทศบาล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อมอบความช่วยเหลือต่อไป

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้คุณหญิงกัลยาก็ได้สั่งการให้สถานศึกษาในกำกับทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และให้สถานศึกษาในกำกับจัดเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับเป็นโรงพยาบาลสนามได้หากมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และโรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ เพื่อเป็นที่พักสำหรับการสังเกตอาการผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย เพื่อป้องกันการระบาดสู่บุคคลภายนอกและชุมชน รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มให้มีการฉีดวัคซีนครู และได้เสนอ ครม.เมื่อครั้งรักษาราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอีกด้วย

‘ม.รังสิต’ มอบยาฟ้าทะลายโจร 5 หมื่นแคปซูล ให้เรือนจำช่วยผู้ป่วยติดเชื้อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573302

'ม.รังสิต'มอบยาฟ้าทะลายโจร 5 หมื่นแคปซูล ให้เรือนจำช่วยผู้ป่วยติดเชื้อโควิด

‘ม.รังสิต’มอบยาฟ้าทะลายโจร 5 หมื่นแคปซูล ให้เรือนจำช่วยผู้ป่วยติดเชื้อโควิด

วันเสาร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 19.25 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2564 เวลา 14.00 น. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มหาวิทยาลัยรังสิต โดย ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ได้เป็นตัวแทนนำยาฟ้าทะลายโจรจำนวน 50,000 แคปซูล พร้อมทั้งคำแนะนำการใช้ยาฟ้าทะลายโจรที่ถูกวิธี มอบให้กับนายนัสที ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ภายหลังรับมอบยาดังกล่าว นายนัสที ได้กล่าวขอบคุณทางมหาวิทยาลัยรังสิตที่มอบยาฟ้าทะลายโจรให้กับทางเรือนจำฯ เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องการในขณะนี้ และถือเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ต้องขัง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้คุมในเรือนจำด้วย 

ด้านนายสุริยะใส กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้นำยาฟ้าทะลายโจรไปให้กับจังหวัดสมุทรสาครก่อนหน้านี้ รวมทั้งโรงพยาบาลสนามอีกหลายแห่งรวมหลายแสนแคปซูลด้วยกัน และอธิการบดี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้ให้นโยบายกับทางคณะเภสัชศาสตร์ เดินหน้าเร่งผลิตและนำยาดังกล่าวมอบให้กับผู้ป่วยโควิดให้มากที่สุดต่อไป

อว.รายงานผลฉีดวัคซีนโควิดในคนไทย กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีทั้ง ‘ซิโนแวก’ – ‘แอสตราซิเนกา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573250

อว.รายงานผลฉีดวัคซีนโควิดในคนไทย กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีทั้ง'ซิโนแวก'-'แอสตราซิเนกา'

อว.รายงานผลฉีดวัคซีนโควิดในคนไทย กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีทั้ง’ซิโนแวก’-‘แอสตราซิเนกา’

วันเสาร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 14.34 น.

14 พฤษภาคม 2564 ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยผลการศึกษาประสิทธิผลการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีนโรคโควิด-19 ทั้งสองชนิดที่ฉีดในคนไทย ของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า “ทั้งวัคซีนของซิโนแวก และวัคซีนของแอสตราซิเนกา สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมาก ผู้ได้รับวัคซีนเกือบทุกรายสามารถสร้างแอนติบอดีในระดับสูง โดย 97.26% ของผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตราซิเนกาเข็มแรกแล้ว 4 สัปดาห์ และ 99.49% ของผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวกสองเข็มแล้ว 4 สัปดาห์ สามารถสร้างแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้”

ในการศึกษานี้ ได้ทำการตรวจวัดระดับแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเลือด ด้วยวิธี  Roche Elecsys Electrochemiluminescence lmmunoassay (ECLIA) ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ เป็นกลุ่มต่างๆ ได้แก่ 

-กลุ่มผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อโควิด โดยเจาะเลือดหลังจากนั้น 4-8 สัปดาห์ เพื่อดูว่าการติดเชื้อโดยธรรมชาติจะสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่

-กลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน

-กลุ่มที่ฉีดวัคซีนแอสตราซิเนกา โดยเจาะเลือดก่อนฉีด และหลังฉีดเข็มที่หนึ่งแล้ว 4 สัปดาห์

-กลุ่มที่ฉีดวัคซีนซิโนแวก โดยเจาะเลือดก่อนฉีด, หลังฉีดเข็มที่หนึ่งแล้ว 3 สัปดาห์ และหลังฉีดเข็มที่สองแล้ว 4 สัปดาห์

ผลการตรวจวัดระดับแอนติบอดี และ % ตรวจพบแอนติบอดีในกลุ่มต่างๆ ซึ่งบ่งถึงการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เป็นดังนี้

(crying)กรณีที่การติดเชื้อโดยธรรมชาติ

-กลุ่มผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อและไม่ได้ฉีดวัคซีน     0% (ทุกรายตรวจไม่พบแอนติบอดีต่อเชื้อ)

-กลุ่มผู้เคยมีการติดเชื้อโดยธรรมชาติ  ตรวจพบแอนติบอดี 92.40% (243 ใน 263 ราย) และมีปริมาณเฉลี่ย 60.9 unit/ml

(syringe)วัคซีนของแอสตราซิเนกา

-ก่อนฉีดวัคซีน    0% (ทุกรายตรวจไม่พบแอนติบอดีต่อเชื้อ)

-หลังฉีดเข็มแรก 4 สัปดาห์  ตรวจพบแอนติบอดี 97.26% (71 ใน 73 ราย) และมีปริมาณเฉลี่ย 47.5 unit/ml

-ยังไม่มีผลการตรวจหลังฉีดเข็มที่สอง เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดเวลาฉีดเข็มที่สอง

เมื่อวิเคราะห์ตามกลุ่มอายุและตามเพศของผู้ฉีดวัคซีนแอสตราซิเนกาโดยละเอียดแล้ว พบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตราซิเนกาเข็มแรก เป็นเวลา 4 สัปดาห์นั้น

 (men)-เพศชาย  ตรวจพบแอนติบอดี 93.55% (29 ใน 31 ราย) และมีปริมาณเฉลี่ย 32.9 unit/ml

 (women)-เพศหญิง ตรวจพบแอนติบอดี 100% (42 ใน 42 ราย) และมีปริมาณเฉลี่ย 62.3 unit/ml

-กลุ่มอายุ 18-59 ปี ตรวจพบแอนติบอดี 100% (44 ใน 44 ราย) และมีปริมาณเฉลี่ย 67.2 unit/ml

-กลุ่มอายุมากกว่า 60 ปี ตรวจพบแอนติบอดี  93.11 % (27 ใน 29 ราย) และมีปริมาณเฉลี่ย 28.1 unit/ml

(syringe)(syringe)วัคซีนของซิโนแวก

-ก่อนฉีดวัคซีน       0% (ทุกรายตรวจไม่พบแอนติบอดีต่อเชื้อ)

-หลังฉีดเข็มแรก 3 สัปดาห์  ตรวจพบแอนติบอดี 65.96% (124 ใน 188 ราย) และมีปริมาณเฉลี่ย 1.9 unit/ml

-หลังฉีดเข็มที่สอง 4 สัปดาห์  ตรวจพบแอนติบอดี 99.49% (196 ใน 197 ราย) และมีปริมาณเฉลี่ย 85.9 unit/ml

ดังนั้น วัคซีนซิโนแวก สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมาก โดยเริ่มสร้างแอนติบอดีหลังฉีดเข็มแรก (ระดับยังต่ำ) และเพิ่มมากขึ้นหลังฉีดครบสองเข็ม ซึ่ง 99.49% ของผู้ที่ฉีดครบสองเข็มแล้วสามารถสร้างแอนติบอดีในระดับสูงมาก

สรุปว่า วัคซีนทั้งสองชนิดสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมาก ผู้ได้รับวัคซีนเกือบทุกรายสามารถสร้างแอนติบอดีในระดับสูง โดย 97.26% ของผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตราซิเนกาเข็มแรกแล้ว 4 สัปดาห์ และ 99.49% ของผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวกสองเข็มแล้ว 4 สัปดาห์ สามารถสร้างแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

แหล่งข้อมูล: ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สนับสนุนการวิจัยโดย: สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์

ประมวลข้อมูลโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ฉีดวัคซีนแล้ว! ‘ครูพื้นที่สีแดงเข้ม’ ‘ตรีนุช’ มั่นใจ 1 มิ.ย.นี้ ทุกพื้นที่พร้อมเปิดเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573169

ฉีดวัคซีนแล้ว!'ครูพื้นที่สีแดงเข้ม' 'ตรีนุช'มั่นใจ 1 มิ.ย.นี้ ทุกพื้นที่พร้อมเปิดเทอม

ฉีดวัคซีนแล้ว!’ครูพื้นที่สีแดงเข้ม’ ‘ตรีนุช’มั่นใจ 1 มิ.ย.นี้ ทุกพื้นที่พร้อมเปิดเทอม

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 19.27 น.

“ตรีนุช”ให้กำลังใจครูฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ย้ำไม่ต้องกังวล”เสมา 1″ฉีดแล้วไม่มีผลข้างเคียง กำชับจัดการเรียนรู้ควบคู่ความปลอดภัย มั่นใจ 1 มิ.ย.นี้ ทุกพื้นที่พร้อมเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 ที่หน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพฯ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เยี่ยมชมการฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า อาสาสมัคร และกลุ่มอาชีพเสี่ยง โดยมีครูจากโรงเรียนพญาไท ร่วมรับการฉีดวัคซีนด้วย

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ตนมาให้กำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความห่วงใยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อนครู เนื่องจากใกล้ถึงวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 หรือวันที่ 1 มิถุนายน นี้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้อนุมัติหลักการฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง นักเรียน และตัวครูเอง ว่า เราทำการเรียนการสอนภายใต้ความปลอดภัย โดยเริ่มฉีดวัคซีนให้ครูในพื้นที่สีแดงเข้มก่อน จากนั้นจะกระจายครอบคลุมทุกภูมิภาคเป็นลำดับต่อไป ซึ่งคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างการจัดสรรวัคซีน คาดว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะได้รับการฉีดวัคซีนครบทุกพื้นที่ ทั้งนี้ ยืนยันว่า การฉีดวัคซีนไม่ได้น่ากลัว เพราะตนฉีดมาแล้วและไม่ได้มีผลข้างเคียงอะไร

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า การเปิดเทอมในวันที่ 1 มิ.ย.ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 นี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกโรงเรียนจะต้องให้ครูและนักเรียนไปโรงเรียนพร้อมกันทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพราะแต่ละโรงเรียนสามารถเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่และความพร้อมของสถานศึกษา โดย ศธ.มีการเตรียมการเรียนการสอนไว้ 5 รูปแบบ คือ เรียนที่โรงเรียน โดยมีมาตรการเฝ้าระวังตามประกาศของ ศบค. , เรียนผ่าน DLTV, เรียนผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ , เรียนผ่านอินเทอร์เน็ต , เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร เช่น หนังสือ แบบฝึกหัดใบงาน และในรูปแบบผสมผสาน หรือ อาจใช้วิธีอื่นๆ ซึ่งตนมั่นใจว่าในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ เราสามารถขับเคลื่อนเรื่องการเรียนรู้ของเยาวชนได้ในรูปแบบที่เหมาะสมและเน้นในเรื่องของความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง โดยได้กำชับให้ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน ประเมินว่าในพื้นที่นั้นๆ สามารถจัดการเรียนการสอนได้ในรูปแบบไหน ครูสามารถออกแบบการจัดการศึกษาให้เหมาะสมโดยอาจผสมผสานทั้ง 5 รูปแบบได้ และที่สำคัญ ไม่ว่าโรงเรียนจะเลือกรูปแบบใดก็ตามจะได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดก่อน

‘ครูกัลยา’ โชว์ผลงานนโยบายโค้ดดิ้งครบ 2 ปี สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573144

'ครูกัลยา'โชว์ผลงานนโยบายโค้ดดิ้งครบ 2 ปี สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจประเทศ

‘ครูกัลยา’โชว์ผลงานนโยบายโค้ดดิ้งครบ 2 ปี สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจประเทศ

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 19.05 น.

“ครูกัลยา”โชว์ผลงานนโยบายโค้ดดิ้งครบ 2 ปี สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจประเทศ จับมือ”ดร.เอ้”ปูพรมต่อยอด”Plugged Coding”สู่”Super AI”เคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนนโยบาย Coding ได้ดำเนินการมาครบ 2 ปี แล้ว นับว่าประสบความสำเร็จมีความคืบหน้าไปอย่างมาก ได้มีการตั้งคณะทำงานและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนของตัวผู้สอนและผู้เรียนซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน กระทรวงศึกษาฯได้วางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วย Unplugged Coding เพื่อปูทางสร้างฐานความรู้ ความเข้าใจให้แข็งแกร่งจนได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันถือว่ามีความพร้อมที่จะต่อยอดไปสู่ Plugged Coding ต่อไป ซึ่ง Coding จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับคนไทยและเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาฯได้มีการจัดอบรมคุณครู และบุคลากรการศึกษาไปแล้วมากมาย ซึ่งล่าสุดได้มีการจัดการอบรมออนไลน์สื่อสารสองทางครั้งประวัติศาสตร์ “Coding Core Trainer 2.1” เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคุณครู และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ซึ่งประกอบไปด้วย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 10 – 16 พฤษภาคม 2564 ซึ่งวิทยากรทุกท่านมีความทุ่มเทและผู้เข้ารับการอบรมมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก เพื่อนำเอาความรู้นี้ไปถ่ายทอดให้กับเด็กนักเรียน

นอกจากนี้ ได้มีการออกแบบการเรียน Unplugged Coding ฉบับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลมาแล้ว เพื่อเป็นคู่มือให้ครูผู้สอนสามรถนำไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม โดยจะเน้นการปูพื้นฐานกระบวนการคิดของนักเรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กนักเรียนทุกคนควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ซึ่งสิ่งที่ได้ดำเนินการมาถือเป็นการปฏิรูปการศึกษา และประเทศโดยตรงสู่ตัวผู้เรียนและประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งต้องขอขอบคุณ คุณครู บุคลากรการศึกษา ตลอดจนหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกๆท่านเป็นอย่างยิ่งที่ให้ความสนใจและสนับสนุนอย่างเต็มที่

“ที่ผ่านมาเราได้อบรมครูเรื่อง Coding ไปแล้วมากกว่า 2 แสนคน และขณะนี้เรากำลังมีการอบรม Coding Core Trainer 2.1 ซึ่งเป็นการอบรมครูผู้สอนโค้ดดิ้งหลักอีกประมาณ 800 คน เมื่ออบรมแล้วจะทำให้ทั้งประเทศมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ Coding ในหลาย ๆระดับ ในทุกองค์กรการศึกษา สิ่งนี้ถือเป็นความคืบหน้าของ Coding ของกระทรวงศึกษาธิการ” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ทั้งนี้ การเรียนการสอน Coding จะมีทั้งที่เป็น Unplugged Coding และ Plugged Coding ซึ่งทั้งหมดจะไม่มุ่งเน้นไปที่ครูและนักเรียนเพียงเท่านั้น แต่จะกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “Coding for All” เพราะไม่ว่าใครก็ตามจะต้องเรียนรู้และเข้าใจการคิดอย่างเป็นระบบ และนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุมีผล คิดเป็นขั้นเป็นตอน เเก้ปัญหาเป็น สามารถนำหลักคิด มาใช้ในการเรียน การทำงาน การทำธุรกิจ ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจของประเทศ

ด้าน ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์  อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการ Coding เพื่อการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า Unplugged Coding และ Plugged Coding ถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก การปลูกฝัง หรือสอนให้เด็กเรียน Coding ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องและมีความจำเป็น ซึ่งการคิดเชิงวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล หรือ Coding ถือเป็นรากฐานของการเรียนรู้ในทุกสาขาวิชาชีพ โดย สจล. มีความยินดี และพร้อมให้ความร่วมมือในการร่วมผลักดันนโยบาย Coding แห่งชาติที่ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ผู้นำนโยบาย Coding เป็นนโยบายรัฐบาล และผลักดันให้ Coding เป็นวาระแห่งชาติ ให้ประสบความสำเร็จ

“ปัจจุบัน สจล.ได้มีการพัฒนา Supercomputer AI ซึ่งใช้พื้นฐานองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงจากแนวคิด Unplugged Coding และต่อยอดไปจนถึง Plugged Coding จนนำไปสู่การพัฒนา Supercomputer AI Apex Goliath ภายใต้ความร่วมมือระหว่างพระจอมเกล้าลาดกระบัง ร่วมกับ มหาวิทยาลัย CMKL หรือ Carnegie Mellon University (Thailand) เพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการคมนาคมขนส่ง การแพทย์สาธารณสุข รวมไปถึงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคดิจิทัลด้วย Coding อย่างแท้จริง” ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ชวนส่งผลงาน ‘สื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด ปี’63’ สร้างแรงบันดาลใจทำดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573146

ชวนส่งผลงาน 'สื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด ปี'63' สร้างแรงบันดาลใจทำดี

ชวนส่งผลงาน ‘สื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด ปี’63’ สร้างแรงบันดาลใจทำดี

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 18.44 น.

ชวนส่งผลงาน “สื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด ปี’63” สร้างแรงบันดาลใจทำดี

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยฯ และ กระทรวงวัฒนธรรม เชิญชวนส่งผลงาน สื่อสร้างสรรค์ 9 ประเภท โครงการสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563 (Moral Media Awards 2020) สร้างสังคมดีมีคุณธรรม วันนี้-15 มิ.ย.64 

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จัดงานแถลงข่าว โครงการสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด ปี  2563 (Moral Media Awards 2020) จะดำเนินการคัดเลือกผลงาน “สื่อสร้างสรรค์คุณธรรม” หมายถึงสื่อที่มีแนวคิด เนื้อหา รูปแบบการถ่ายทอด นำเสนอสู่สาธารณะที่แสดงถึงการส่งเสริมคุณธรรม ที่มุ่งเน้นให้ผู้รับรู้สื่อมีพฤติกรรมด้านคุณธรรม หรือวิถีวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทย แบ่งเป็น 9 ประเภทดังนี้ 1.ละคร 2.ภาพยนตร์ 3.คลิปวิดีโอสั้นที่เผยแพร่ทางโซเซียลมีเดีย 4.โฆษณา 5.บทเพลง  6.รายการวิทยุ  7.รายการโทรทัศน์  8.สื่อสิ่งพิมพ์ และ 9.สื่อดิจิทัล ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องหรือสื่อสารถึงพฤติกรรมด้านคุณธรรม เพื่อประกาศยกย่อง บุคคล องค์กร หน่วยงานที่ผลิต และนำแง่มุมที่เกี่ยวข้องด้านคุณธรรม  

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดทำโครงการคัดเลือกสื่อสร้างสรรค์คุณธรรม อวอร์ด ปี 2563 ครั้งนี้เป็นการดำเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ เป็นประธานฯ และศูนย์คุณธรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักโครงการ และกิจกรรม Big Rock ในแผนปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรมฯ ถือเป็นโครงการหนึ่งที่คณะปฏิรูปให้ความสำคัญเร่งด่วน เพื่อให้มีการค้นหา ยกย่อง ให้รางวัลบุคคล หน่วยงานที่ผลิตสื่อหรือรายการสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมที่เกี่ยวข้องด้านคุณธรรมที่ส่งผลกระทบต่อจิตสำนึกและเกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมอย่างกว้างขวาง  เพื่อเผยแพร่ ขยายผลสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมในรูปแบบต่างๆ ให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้รับรู้  เข้าใจ และเกิดแรงบันดาลใจในการทำความดีด้านต่างๆ เป็นการยกย่องสื่อสร้างสรรค์ 9 ประเภท โดยคุณสมบัติต้องเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่มีการผลิตและเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ ในช่วงปี 2562 – 2563 (ม.ค.62 – ธ.ค.63) มีเนื้อหา บท เรื่องราว ที่สื่อความหมายสื่อสะท้อนด้านคุณธรรมต่างๆ ที่เป็นการกระตุ้นจิตสำนึกด้านคุณธรรม

“เกณฑ์การตัดสินเราจะคัดเลือกผลงานที่เกิดขึ้นในปี 62-63 ที่เผยแพร่ไปแล้ว เพื่อสะท้อนเรื่องราวคุณธรรมไม่ว่าจะเป็นพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู เสียสละ เป็นผู้ให้ หรือมิติคุณธรรมรูปแบบอื่น ๆ ถ้าสื่อสะท้อนสิ่งเหล่านี้ได้ก็เป็นสื่อสร้างสรรค์คุณธรรม สร้างพลังบวกให้กับสังคมทั้งสิ้น” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

ด้าน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสื่อฯ มีบทบาทในการสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิด “สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” รวมถึงการสร้างนวัตกรรมสื่อแบบต่างๆ เพื่อทลายกรอบการผลิตเนื้อหาแบบเดิมๆ เพิ่มเนื้อหาที่เป็นทางเลือกในการรับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น และนำเสนอข้อมูลที่จำเป็นต้องรู้ในมิติที่คนต้องการเพื่อการเล่าเรื่องที่รอบด้าน หลากหลายแง่มุม และขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นประโยชน์สู่การมีส่วนร่วมของคนในสังคมได้ พร้อมทั้งสร้างฐานความรู้ด้านต่างๆ ในการสนับสนุนการสร้างสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สร้าง “การมีส่วนร่วม” ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนโดยสร้างรูปแบบการประสานงานให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืน สร้าง “การรู้เท่าทันสื่อ” และ “การเฝ้าระวังสื่อ” ระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในประเทศไทย

“โครงการนี้เพื่อให้เกิดต้นแบบที่ดี เป็นตัวอย่างและเป็นพลังให้สำหรับคนที่ต้องการสร้างสรรค์ พัฒนาตนเอง ที่ี่จะสร้างสรรค์สื่อดีสื่อใหม่ ๆ ขึ้น เราส่งเสริมสนับสนุนสื่อที่ปลอดภัย ชอบธรรม สังคมจะได้มีทางเลือกที่จะรับสื่อได้มากขึ้น ถ้าสื่อดีก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมดีขึ้น เราช่วยให้สังคมมีทางออกในภาวะที่สังคมมีความขัดแย้ง มีข่าวลวง ข่าวปลอม มี Hate Speech มีการกลั่นแกล้งกันทางออนไลน์เต็มไปหมด ถ้าเรามีคุณธรรม มีสื่อที่มีคุณธรรมก็จะหยุดทุกอย่าง มันจะเกิดการพลิกเปลี่ยนสังคมเป็นอีกมิติหนึ่งได้ อยากให้ทุกคนสนับสนุนโครงการนี้ครับ” ดร.ธนกร กล่าว

โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกแต่ละประเภทจะได้รับโล่เกียรติคุณ พร้อมรวบรวมเรื่องราวจัดทำเป็นสื่อ เพื่อการเผยแพร่ขยายผลต่อสาธารณะผ่านช่องทางต่าง ๆ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 15 มิถุนายน 2564 สามารถส่งผลงาน หรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มทีและสอบถามข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ศูนย์คุณธรรมฯ http://www.moralcenter.or.th โทร. 02 644 9900 รวมทั้งเว็บไซต์ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ http://www.thaimediafund.or.th กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานความร่วมมืออื่น ๆ

‘บอร์ด กพฐ.’ ขานรับนโยบาย เตรียมพร้อมทุกมาตรการรับ ‘เปิดเทอม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573017

'บอร์ด กพฐ.'ขานรับนโยบาย เตรียมพร้อมทุกมาตรการรับ'เปิดเทอม'

‘บอร์ด กพฐ.’ขานรับนโยบาย เตรียมพร้อมทุกมาตรการรับ’เปิดเทอม’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.02 น.

“บอร์ด กพฐ.”ขานรับนโยบาย เตรียมพร้อมทุกมาตรการรับ”เปิดเทอม” “สพฐ.”เปิดทางผู้ปกครองถูกพิษโควิด ย้ายลูกเข้าเรียนรร.รัฐ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม กพฐ.ว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบนโยบายให้กับที่ประชุม โดย รมว.ศธ.เป็นห่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 และการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นี้ จึงเน้นย้ำในการสร้างคุณภาพและสร้างความปลอดภัยให้กับสถานศึกษา และเร่งพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ พร้อมกับการพัฒนาครูควบคู่กันไปให้ครูปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนเพื่อให้สามารถสอนตามหลักสูตรใหม่ได้ รวมถึงผลักดันเรื่องจริยธรรและให้นักเรียนเข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติ ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ประธาน กพฐ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบมาตรการการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่ง สพฐ.ได้รับการอนุมัติจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ให้ดำเนินการจัดสอบและคัดเลือกนักเรียนทั่วประเทศได้แล้ว โดยให้ปฏิบัติตามมาตการของ ศบค.

สำหรับการรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ป.1) ใช้วิธีจับฉลาก ให้ผู้ปกครองมาจับฉลากแทน โดยไม่ต้องนำเด็กนักเรียนมาจับฉลาก และให้โรงเรียนจัดผู้เข้าจับฉลาก ชุดละ 20 คน ขณะรอการเข้าจับฉลากให้นั่งเว้นระยะห่าง 1.5 เมตร

ส่วนการสอบและคัดเลือก นักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ให้มีการเว้นระยะห่าง 1.5 เมตร จำกัดการใช้ห้องเรียนไม่เกินห้องละ 20 คน และจัดเตรียมห้องสอบสำรอง กรณีมีผู้เข้าสอบอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือมีอุณหภูมิร่างกายมากกว่าหรือเท่ากับ 37.5 องศาเซลเซียส เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนการจับฉลาก การสอบ และหลังจับฉลาก และหลังการสอบเสร็จสิ้น ไม่ให้มีการรวมตัวหรือรวมกลุ่มกันของผู้ปกครอง ภายในและภายนอกโรงเรียน ทั้งนี้ เพื่อลดความหนาแน่น

สำหรับการจับฉลากของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ป.1) จะจับฉลากในวันที่ 15 พ.ค.2564  ชั้น ม.1 สอบ/คัดเลือก (ความสามารถพิเศษ) วันที่ 19 พ.ค.2564 – วันที่ 22 พ.ค. สอบ/คัดเลือก (ประเภททั่วไป/เงื่อนไขพิเศษ) วันที่ 24 พ.ค. จับฉลาก (ถ้ามี) วันที่ 29 พ.ค.2564 รายงานตัว ส่วนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) สอบ/คัดเลือก (ความสามารถพิเศษ) วันที่ 19 พ.ค.2564 วันที่ 23 พ.ค.2564 สอบ/คัดเลือก (ประเภททั่วไปและเงื่อนไขพิเศษ) ประกาศผลภายในวันที่ 25 พ.ค.2564 รายงานตัวและมอบตัว วันที่ 30 พ.ค.2564

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ที่ประชุมห่วงเรื่องระยะเวลาการเตรียมตัวของนักเรียนชั้น ม.1 ม.4 เมื่อสอบเสร็จแล้ว โรงเรียนจะประกาศผลในวันที่ 24 – 25 พ.ค.และให้นักเรียนรายงานตัว วันที่ 29 – 30 พ.ค.ซึ่งใกล้กับวันเปิดภาคเรียน ในวันที่ 1 มิ.ย.มาก ถ้านักเรียนไม่มีที่เรียน ผู้ปกครองจะมีเวลาหาที่เรียนให้บุตรหลานหรือไม่  ซึ่งนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ.ก็ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบว่า ผู้ปกครองสามารถหาที่เรียนให้นักเรียนได้ทันแน่นอน เพราะผู้ปกครองจะมีที่เรียนในลำดับรองลงมาให้กับนักเรียนถ้าสอบไม่ติดอยู่แล้ว และให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ตั้งศูนย์ประสานงานการรับนักเรียนไว้ ดังนั้น ผู้ปกครองสามารถไปยื่นเรื่องเพื่อให้ สพท.จัดหาที่เรียนให้นักเรียนได้ทันก่อนเปิดเทอมแน่นอน

ประธาน กพฐ.กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันเปิดเรียน 1 มิ.ย.หากพื้นที่ใดยังมีการระบาดของโควิด-19 อยู่ ตนมองว่าควรจะให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการเรียนการสอนได้ตามบริบทของพื้นที่ ในการปรับรูปแบบการสอน ตามที่ สพฐ.กำหนดไว้ 5 รูปแบบ คือ On-site เรียนที่โรงเรียน โดยมีมาตรการเฝ้าระวังตามประกาศของ ศบค. , On-air เรียนผ่าน DLTV , On-demand เรียนผ่านแอพพลิเคชันต่างๆ , On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต , On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

“นอกจากนี้ ที่ประชุมเป็นห่วงผู้ปกครองที่ลูกเรียนในโรงเรียนเอกชน แต่เนื่องจากผู้ปกครองได้รับผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 จึงอยากย้ายนักเรียนเข้ามาเรียนในโรงเรียนรัฐบาลจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่ง สพฐ.ชี้แจงว่า ถ้าโรงเรียนของรัฐที่ผู้ปกครองทำเรื่องขอย้ายไปมีที่ว่างอยู่ และโปรแกรมการเรียนเทียบเคียงกันได้ ก็ให้โรงเรียนและ สพท.พิจารณารับนักเรียนเข้ามาเรียนได้ เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจการเงิน

สำหรับการเรียนออนไลน์ในช่วงเปิดเทอม ที่ประชุมมีความเป็นห่วงการเรียนออนไลน์ โดยเฉพาะนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ที่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงานนอกบ้าน จะดูแลนักเรียนอย่างไร  ซึ่งที่ประชุมเสนอว่าในระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนอาจจะให้นักเรียนเข้ามาเรียนที่โรงเรียนได้ โดยอาจจะจัดสลับวันกันมาเรียน เพื่อลดภาระให้กับผู้ปกครอง ส่วนนักเรียนระดับมัธยมฯ ซึ่งโตพอที่สามารถเรียนออนไลน์ที่บ้านได้” นายเอกชัย กล่าว

‘เอนก’ เผยยังไม่มีใครเสียชีวิตจากวัคซีนโควิด เล็งฉีดวัคซีนให้นิสิต นักศึกษา ทุกชั้นทุกระดับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572818

'เอนก' เผยยังไม่มีใครเสียชีวิตจากวัคซีนโควิด เล็งฉีดวัคซีนให้นิสิต นักศึกษา ทุกชั้นทุกระดับ

‘เอนก’ เผยยังไม่มีใครเสียชีวิตจากวัคซีนโควิด เล็งฉีดวัคซีนให้นิสิต นักศึกษา ทุกชั้นทุกระดับ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.44 น.

13 พฤษภาคม 2564 ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้มารับการฉีดวัคซีนซิโนแวค ว่า วัคซีนที่ดีที่สุดไม่ใช่อยู่ที่ยี่ห้ออะไร แต่คือชนิดที่มีอยู่และฉีดได้เร็วที่สุด ตนขอยืนยันว่าวัคซีนทุกชนิดที่มีในประเทศไทยเวลานี้ ดีหมด ใช้ได้หมด ประสิทธิผลสูงเท่าๆ กัน และผลข้างเคียงมีน้อยมาก ขณะนี้ ฉีดมาร่วม 2 ล้านโดส ยังไม่มีใครเสียชีวิต แต่ทุกวันนี้มีคนตายจากโควิด -19 วันละหลายสิบคน แม้ว่าผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ยังมีอัตราคงที่ทุกวัน แต่ก็มีคลัสเตอร์ใหม่เกิดขึ้นที่โน่นที่นั่นบ่อยๆ ดังนั้น ในภาวะที่ไทยเริ่มจะมีวัคซีนแล้ว วิธีการหยุดยั้งการระบาดที่ดีที่สุด คือการระดมฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด ดังนั้น “วัคซีนที่ดีที่สุด” ไม่ใช่มามัวเลือกยี่ห้อวัคซีน แต่อยู่ที่รีบไปฉีดวัคซีนยี่ห้อไหนก็ได้ให้เร็วที่สุด

ดร.เอนก กล่าวต่อว่า ส่วนวัคซีนแอสตราเซเนก้าที่ไทยมีอยู่ 60 กว่าล้านโดสนั้น ถึงได้ไปเพียงเข็มเดียวก็มีฤทธิ์น้อยกว่าสองเข็มไม่เท่าไร ฉีดเข็มเดียวฤทธิ์แรงเกือบเท่าสองเข็ม ถ้าเป็นตนและเลือกได้ ก็จะรับวัคซีนตัวนี้แหละ แต่ที่ดีกว่าคือเขามีวัคซีนอะไรที่ฉีดให้เราได้ก่อนเป็นเข็มแรก ก็รับชนิดนั้นไปเลย ดีที่สุด

รมว.อว. กล่าวยืนยันอีกว่า อว. พร้อมฉีดวัคซีนให้คนของตนซึ่งทั่วประเทศมีกว่าสองล้านคน นับรวม นิสิต นักศึกษา ทุกชั้นทุกระดับ และรวมถึงนักเรียนโรงเรียนสาธิตทุกแห่ง และพร้อมที่จะช่วยฉีดให้คนนอกมหาวิทยาลัยด้วย

โปรดทราบ! อว.ประกาศให้ ‘มหาวิทยาลัย’ เปิดเทอม 14 มิ.ย.64 เป็นต้นไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572803

โปรดทราบ! อว.ประกาศให้‘มหาวิทยาลัย’เปิดเทอม 14 มิ.ย.64 เป็นต้นไป

โปรดทราบ! อว.ประกาศให้‘มหาวิทยาลัย’เปิดเทอม 14 มิ.ย.64 เป็นต้นไป

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.19 น.

โปรดทราบ! อว.ประกาศให้‘มหาวิทยาลัย’เปิดเทอม 14 มิ.ย.64 เป็นต้นไป

13 พฤษภาคม 2564 ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า อว. มีนโยบายให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเริ่มเปิดเทอมตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ตามความพร้อมของแต่มหาวิทยาลัย เพื่อป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 โดยให้ใช้การสอนแบบผสมผสาน ทั้งออนไลน์และออนไซต์ตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยหากสามารถเปิดการสอนในสถานที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด และขณะนี้ทาง อว. โดยคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) กำลังดำเนินการจัดทำมาตรฐานการศึกษาออนไลน์ เพื่อช่วยสนับสนุนให้การเรียนออนไลน์ มีมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ ไม่แตกต่างจากการเรียนในห้องเรียนอีกด้วย

โฆษก อว. กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่จะทำให้ทุกมหาวิทยาลัยสามารถเริ่มดำเนินการเรียนการสอนได้เร็วขึ้น คือ การที่บุคลากรต่างๆได้รับวัคซีน ซึ่งอธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย ได้ลงความเห็นว่า หากอาจารย์ บุคลากร และนิสิตนักศึกษา ได้รับวัคซีนก่อนการเปิดเทอม จะสามารถสร้างความมั่นใจได้มากขึ้น และจะทำให้ประชาชนกลุ่มอื่นๆเกิดความมั่นใจในการใช้วัคซีนด้วย ซึ่งในส่วนของนิสิต นักศึกษานั้น ถึงแม้ว่าอายุยังไม่มากนักและมีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรงได้น้อยกว่าผู้สูงอายุ แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีกิจกรรมมาก และมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อและแพร่เชื้อต่อไปในสังคมได้สูง ดังนั้น จึงควรได้รับวัคซีน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่ที่ความสมัครใจของแต่ละคน

เช็กที่นี่! มาตรการเข้มป้องโควิด ‘จับฉลาก สอบ มอบตัว’ ชั้นป.1-ม.1-ม.4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/572741

เช็กที่นี่! มาตรการเข้มป้องโควิด‘จับฉลาก สอบ มอบตัว’ชั้นป.1-ม.1-ม.4

เช็กที่นี่! มาตรการเข้มป้องโควิด‘จับฉลาก สอบ มอบตัว’ชั้นป.1-ม.1-ม.4

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.19 น.

เช็กที่นี่! มาตรการเข้มป้องโควิด‘จับฉลาก สอบ มอบตัว’ชั้นป.1-ม.1-ม.4

ไฟเขียวใช้สถานศึกษาสอบคัดเลือกป.1- ม.1- ม.4 เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันช่วงหนึ่ง (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นายกฯสั่งเข้มชายแดนสกัดต่างด้าวทะลัก แฉจนท.มีเอี่ยวผู้มีอิทธิพล) ว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการศึกษาธิการ เสนออนุญาตใช้อาคารสถานที่ของสถานศึกษาในการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน โดยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ขอใช้อาคารสถานที่ในการจับสลากเข้าเรียน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ขอใช้อาคารสถานที่ในการสอบคัดเลือกและจับสลาก และเห็นชอบให้มีการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีมากกว่า 20 คนในสถานศึกษาที่มีการจับสลากและการสอบคัดเลือกนักเรียน แต่ต้องดำเนินการตามมาตรที่ ศบค.กำหนดและมาตรการของพื้นที่