กมว.เล็งถอนตั๋ว ‘บิ๊ก รร.-ครู’ หากพบประมาทเลินเล่อปล่อยเด็กจมน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563586

กมว.เล็งถอนตั๋ว'บิ๊ก รร.-ครู'หากพบประมาทเลินเล่อปล่อยเด็กจมน้ำ

กมว.เล็งถอนตั๋ว’บิ๊ก รร.-ครู’หากพบประมาทเลินเล่อปล่อยเด็กจมน้ำ

วันศุกร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564, 18.09 น.

กมว.เล็งถอนตั๋ว”บิ๊ก รร.-ครู”หากพบประมาทเลินเล่อปล่อยเด็ก ม.3 จมน้ำขณะเข้าค่ายลูกเสือ

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2564 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ครั้งที่ 3/2564 ว่า ที่ประชุมมีมติตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและตั้งกรรมการสอบสวนทางจรรยาบรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครู โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ ที่เกิดกรณีมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จมน้ำเสียชีวิต ขณะเข้าค่ายลูกเสือ ซึ่งกรณีนี้ยังบอกไม่ได้ว่าโทษจะถึงขั้นใด เพราะต้องดูข้อมูลการสอบสวน หากพบว่าเกิดจากการประมาทเลินเล่อ ก็จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก ตั้งแต่พักใช้จนถึงเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่หากเป็นอุบัติเหตุไม่ได้ตั้งใจก็ต้องว่ากันไปตามระเบียบ

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังตั้งกรรมการสืบสวนกรณีครู โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา ทีทลงโทษเด็กด้วยการให้ตั้งแถวและให้เด็กนักเรียนด้วยกันตบหน้าเพื่อนนักเรียนชั้น ป.2 ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบว่าครูที่ให้เด็กตบหน้ากันนั้น มีใบอนุญาตหรือไม่ หากมีก็ต้องพักใช้ใบอนุญาต ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี เพราะถือเป็นการกระทำที่ส่งเสริมความรุนแรง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบพักใช้ใบอนุญาต กรณีครูมีเรื่องชู้สาวกับครูด้วยกัน จำนวน 2 ราย เพราะถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เป็นเวลา 1 ปี โดยเพิกถอนใบอนุญาตครู และผู้บริหารสถานศึกษา กระทำการอนาจาร 2 ราย และถอนใบอนุญาตครูที่กระทำการเรียกรับเงิน โดยอ้างว่าสามารถฝากบุตรหลานเข้าเรียนได้ เพราะถือว่าทำเสียหาย ซึ่งเด็กก็เข้าเรียนไม่ได้ด้วย แต่ไม่ยอมคืนเงินผู้ปกครอง

พสกนิกรพร้อมใจถวายพระพร ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563496

พสกนิกรพร้อมใจถวายพระพร'กรมสมเด็จพระเทพฯ' ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ

พสกนิกรพร้อมใจถวายพระพร’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ

วันศุกร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564, 14.16 น.

พสกนิกรจำนวนมากพร้อมใจถวายพระพร “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ

2 เมษายน 2564 สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2564 ณ ศาลาสหทัยสมาคม และเต็นท์สนามหญ้าหน้ากองแพทย์หลวง ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.30 -16.30 น. 

โดยมีราชสกุลต่างๆ บุคคลสำคัญและคณะบุคคล จากหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน มูลนิธิ คณะครูและนักเรียน รวมถึงประชาชนทั่วไป พร้อมใจใส่เสื้อสีม่วงนำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าฯถวายเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมลงนามถวายพระพรให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งๆขึ้น เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน

อาทิ  นายประเสริฐ กตัญญู ประจำสำนักพระราชวัง ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองรักษาเขตพระราชฐานพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วยข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ 904, นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา, นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี, นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมข้าราชการ,  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางกนกวรรณ วิลาวัลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ศธ., นายขัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมผู้บริหาร ข้าราชการ,  นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  นางนฤมณ ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมผู้บริหาร ข้าราชการ,  คณะผู้บริหาร ครู โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, นางสาวมานิดา ภู่เจริญ, คณะผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุข, ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, นายจาตุรนต์ ฉายแสง พร้อมภริยา, คณะผู้บริหาร กรมทางหลวงชนบท, 

ราชสกุลสายสนั่น, ราชสกุลวรวรรณ, ราชสกุลไชยันต์, ราชสกุลจิตรพงศ์, สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, กรมศุลกากร, สมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน, บริษัทบางกอกแอร์เวย์ จำกัด , บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนากกลางและขนาดย่อม(สสว.), ปลัดกระทรวงคมนาคม,  ชมรมกรีฑาผู้สูงอายุ ทีมกรุงเทพมหานคร, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, ตัวแทนนายทักษิณ ชินวัตร และนางพจมาน  ดามาพงศ์, นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ และครอบครัว, 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายประภัทร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมข้าราชการ, กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, นายอิทธิพล คุณเปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมข้าราชการ, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน พร้อมข้าราชการ, ดร.วรรณดี กุลชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์,  มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชนก, สำนักงานอัยการสูงสุด, สมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์, คณะผู้บริหารและครูโรงเรียนราชินีบน,  นางสายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมคณะกรรมการ, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เป็นต้น 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ได้มีการตรวจวัดอุณหภูมิและผู้ที่เดินทางมาได้มีการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัดด้วย 

ส่ง ‘ทับหลัง’ สำคัญ 2 ชิ้นคืนไทย สหรัฐไฟเขียวเสร็จขั้นตอนคดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563399

ส่ง‘ทับหลัง’สำคัญ2ชิ้นคืนไทย  สหรัฐไฟเขียวเสร็จขั้นตอนคดี

ส่ง‘ทับหลัง’สำคัญ2ชิ้นคืนไทย สหรัฐไฟเขียวเสร็จขั้นตอนคดี

วันศุกร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมส่งคืนทับหลังสำคัญ 2 ชิ้น ให้ทางการไทย หลังจากถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ ผิดกม.จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ในสหรัฐฯ พร้อมรับวัตถุโบราณอีก 13 รายการ

เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามทวงคืนทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว และโบราณวัตถุอื่นๆ กลับคืนสู่ประเทศไทย ว่ากรณีการติดตามทวงคืนทับหลังทั้งสองแห่ง ที่ถูกลักลอบนำออกจากประเทศไทย และถูกจัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รัฐบาลได้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ประสานกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อขอรับข้อมูลการศึกษาทางวิชาการพร้อมกับหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานการสำรวจของกรมศิลปากร ภาพถ่ายของทับหลัง ตัวอย่างเอกสารอนุญาตในการส่งออกโบราณวัตถุ เป็นต้น เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวนจนสามารถพิสูจน์ได้ว่าโบราณวัตถุทั้ง 2 รายการมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และได้ถูกลักลอบนำออกไปโดยผิดกฎหมาย

นายธานี กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรื่องคดีความเสร็จสิ้นแล้ว โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ถอดถอนรายการทับหลังทั้ง 2 รายการออกจากบัญชีของพิพิธภัณฑ์แล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา จากนั้นในวันที่ 2 เมษายนนี้ รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะนำทับหลังทั้ง 2 รายการ ส่งคืนให้แก่ผู้แทนรัฐบาลไทย ผ่านกรอบการดำเนินงาน Victim Remission Program ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ โดยจะมีพิธีส่งมอบโบราณวัตถุทั้ง 2 รายการให้แก่ฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมอบโบราณวัตถุดังกล่าว โดยประสานบริษัทขนส่งที่มีความเชี่ยวชาญในการขนส่งวัตถุโบราณกลับคืนสู่ประเทศไทย

นายธานี กล่าวต่อว่า ต้องขอบคุณสำนักงานอัยการสหรัฐฯ สำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครลอสแอนเจลิส และกรมศิลปากร ที่ผลักดันติดตามทวงคืนโบราณวัตถุสำคัญทั้ง 2 รายการกลับคืนสู่ประเทศไทยจนประสบความสำเร็จ ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างในการติดตามทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆ ของไทย ที่อยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในสหรัฐฯ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่ายินดีอีกประการ คือประเทศไทยจะได้รับพระพุทธรูปเก่าแก่ที่เป็นงานโลหะสำริด ศิลปะยุคสุโขทัยและอยุธยา คืนจากสหรัฐฯ13 รายการ รวมถึงรูปเคารพศิลปะสมัยศรีวิชัย ซึ่งทั้งหมดถูกลักลอบนำออกจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย และถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในนครนิวยอร์กสหรัฐฯ โดยการดำเนินคดีเกี่ยวกับการครอบครองวัตถุโบราณส่วนนี้สิ้นสุดแล้ว ฝ่ายสหรัฐฯ อยู่ระหว่างดำเนินการส่งมอบคืนให้แก่ผู้แทนรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือถึงกรมศิลปากร เพื่อขอให้พิจารณาตรวจสอบเนื้อหาในเอกสารที่เกี่ยวข้อง และมอบอำนาจให้กงสุลใหญ่ไทย ณ นครนิวยอร์ก เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยลงนามในเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมอบโบราณวัตถุทั้ง 13 รายการนี้ กลับคืนสู่ประเทศไทยต่อไป

นร.-นศ. รีบเช็คเงื่อนไข! เริ่มแล้ววันนี้ กู้ยืมเงินกยศ.ปี 64 ผ่านแอปฯ ‘กยศ. Connect’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563279

นร.-นศ.รีบเช็คเงื่อนไข! เริ่มแล้ววันนี้ กู้ยืมเงินกยศ.ปี 64 ผ่านแอปฯ'กยศ. Connect'

นร.-นศ.รีบเช็คเงื่อนไข! เริ่มแล้ววันนี้ กู้ยืมเงินกยศ.ปี 64 ผ่านแอปฯ’กยศ. Connect’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 15.22 น.

1 เมษายน 2564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้นักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึงระดับปริญญาโท สามารถยื่นกู้ผ่านแอปพลิเคชั่น “กยศ. Connect” บนมือถือได้ ตั้งแต่วันนี้ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นไป โดยเตรียมงบประมาณสำหรับให้กู้ยืมปีการศึกษา 2564 จำนวนทั้งสิ้น 38,000 ล้านบาท สามารถรองรับผู้กู้ได้กว่า 624,000 ราย กู้ยืมได้สูงสุดถึง 200,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับหลักสูตรสาขาวิชาหรือประเภทวิชาที่เลือกเรียน

สำหรับเงื่อนไขการให้กู้ยืมมี 4 ลักษณะ คือ
1.นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
2.นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกําลังคนและมีความจําเป็นต่อการพัฒนาประเทศ
3.นักเรียนหรือนักศึกษา ที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลน หรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ
4.นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนดี เพื่อสร้างความเป็นเลิศ โดยให้กู้ในระดับปริญญาโท
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.studentloan.or.th สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-016-4888

อนุชาจับตา-กางข้อกฎหมาย ไล่ปราบ ‘ลัทธิ’ เพี้ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563257

อนุชาจับตา-กางข้อกฎหมาย ไล่ปราบ‘ลัทธิ’เพี้ยน

อนุชาจับตา-กางข้อกฎหมาย ไล่ปราบ‘ลัทธิ’เพี้ยน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 14.48 น.

อนุชาจับตา-กางข้อกฎหมาย ไล่ปราบ‘ลัทธิ’เพี้ยน

1 เมษายน 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเผยแพร่ลัทธิต่างๆในประเทศ ว่า ตนพยายามดูว่าเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือไม่ ทำให้ศาสนาเราเสื่อมเสียอย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังเป็นเพียงลัทธิที่กลุ่มตัวเองอวดอ้าง จึงต้องดูกฎหมายอื่นๆเข้ามาประกอบ เช่น มีการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ มีการทำผิดในกฎหมายอื่นหรือไม่ แต่ตอนนี้เท่าที่ติดตามดู ถ้าเป็นพระสงฆ์เราก็จะเข้าไปดำเนินการ เช่น กรณีพระภิกษุที่ จ.ศรีสะเกษ มีการสอนปฏิบัติธรรมแบบแปลกๆ เราก็จับให้ลาสิกขา

“แต่ถ้าเพียงแต่นุ่งขาวห่มขาวยังไม่ถือว่ามีความผิดอะไร เพราะเขาไม่ใช่พระ ถือเป็นสิทธิ ซึ่งก็ยังเป็นเพียงแค่ลัทธิหนึ่งๆเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ากลุ่มลัทธิเหล่านี้ยังมีแอบแฝงอยู่บ้าง เป็นวงแคบแต่ไม่เป็นข่าว ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าความเชื่อของบุคคลยังมีอยู่ในสังคมเรา” นายอนุชา กล่าว

‘ตรีนุช’ ควง2 รมช.ศธ.-ผู้บริหารศธ. ร่วมตักบาตร วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 129 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563179

'ตรีนุช'ควง2 รมช.ศธ.-ผู้บริหารศธ. ร่วมตักบาตร วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 129 ปี

‘ตรีนุช’ควง2 รมช.ศธ.-ผู้บริหารศธ. ร่วมตักบาตร วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 129 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 09.29 น.

“ตรีนุช” พร้อม 2 รมช.ศธ. และผู้บริหารศธ. ร่วมทำบุญตักบาตร วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 129 ปี 

วันที่ 1 เมษายน 2564  เวลา 07.00 น.  นส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 129 ปี ที่บริเวณสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ  โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารองค์กรหลักศธ. และบุคลากรในสังกัดศธ.ร่วมในพิธีจำนวนมาก

ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล  ประธานในพิธี จุดเครื่องทองน้อย  ทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์ 10 รูป  บังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ที่ล่วงลับไปแล้ว  ประธานในพิธี กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล  เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา อาราธนาพระปริตรพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์  ประธานในพิธี และผู้บริหารระดับสูงจำนวน 10 ท่าน ประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานในพิธี กรวดน้ำ เสร็จ กราบลาพระรัตนตรัย  ต่อจากนั้น ประธานในพิธี  ผู้บริหาร และบุคลากร ตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 130 รูป เป็นอันเสร็จพิธี 
 

วัฒนธรรม กับ อารมณ์ขันของคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563055

วัฒนธรรม กับ อารมณ์ขันของคนไทย

วัฒนธรรม กับ อารมณ์ขันของคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ว่ากันโดยธรรมชาติแล้วต้องบอกว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้ทุกคนต้องมีอารมณ์ขันอยู่ในตัว เพียงแต่ว่าแต่ละชนชาติจะมีอารมณ์ขันมากน้อยแตกต่างกันมากแค่ไหน ขึ้นอยู่ พลังเคมีในร่างกาย และสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของเผ่าพันธุ์แต่ละเผ่า

เพราะมนุษย์เกิดมาใช้กรรม ธรรมชาติจึงคงใส่อารมณ์ขันให้ไว้ในตัวคนแต่ละคนเพื่อเป็นการผ่อนคลายความทุกข์ เนื่องจาก อารมณ์ขันเป็นความสุข หากไม่มีเจ้าต่อมแห่งความสุขแล้ว อายุมนุษย์คงไม่ยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้ หรือ อาจจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปแล้วก็ได้

วัฒนธรรมเป็นความเจริญงอกงามที่ได้รับการยอมรับและการพัฒนาให้มีคุณค่าขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา โดยจะเน้นการพัฒนา หรือความเจริญงอกงามของวัฒนธรรม ออกมาใช้เชิงบวกกล่าวคือพัฒนาและส่งเสริมแต่วัฒนธรรม ในส่วนที่งอกงามออกมาที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมเป็นหลัก บางอย่างที่มีผลลัพธ์ปรากฏออกมาในด้านลบสร้างความเสียหาย หรือสร้างความหายนะก็จะถูกพยายามกีดกันออกไป ไม่ให้เกิดการแพร่หลาย อารมณ์ขันจะยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น หากสังคมยิ่งมีความสุขมากขึ้น ความสุขกับอารมณ์ขันจึงเชื่อมโยงเป็นพันธะถึงกันละกัน

เมื่อวันสองวัน จนกระทั่งถึงวันนี้ดูเหมือนว่าความสุขของคนในสังคมน่าจะอยู่ในยุคที่มีไม่มากนัก อารมณ์ขันของคนในสังคมจึงค่อนข้างจะหายไปจนน่าเป็นห่วง เมื่อมีข่าวออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันว่าการนำเอาข้อมูลในเรื่องคุณค่าของ ผ้าขาวม้าออกมาตีแผ่กันว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร เหมือนกับสังคมจะวายวอด ฉิบหายไปกับวัฒนธรรมผ้าขาวม้าของคนไทยในไม่ช้านี้ เมื่อค้นพบว่ากระทรวงวัฒนธรรมนำเอาข้อมูลมาบอกกล่าวไว้ใน บิ๊กดาต้าของกระทรวงว่าคุณประโยชน์อย่างหนึ่งของผ้าขาวม้า คือ การนำไปใช้ผูกคอตาย (ฆ่าตัวตาย) ซึ่งผู้วิตกกังวลคงกลัวว่าคนจะเอาไปทำตามแล้วเจ้าผ้าขาวม้าของดีของคนไทยจะกลายเป็นฆาตรกรตัวฉกาจฉกรรจ์ของคนไทยทั้งประเทศและอาจจะขยายไปทั้งโลกก็ได้…เรื่องนี้ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าสังคมไทย กำลังขาดความสุขในระดับรุนแรงแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเอามาคิดวิเคราะห์มากกว่าจะไปกล่าวหาว่าข้อมูลเหล่านั้นบิดเบือนหรือส่งเสริมสิ่งไม่ดีมาชี้นำสังคม

จากการสืบค้นได้ความว่าการบันทึกข้อมูลเรื่องนี้ ถูกบันทึกเอาไว้เมื่อปี พ.ศ.2556 หากจะย้อนอดีตไปดูในช่วงเวลานั้น พบว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทย บริหารประเทศโดยนายกรัฐมนตรีชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมชื่อนายสนธยา คุณปลื้ม ส่วนปลัดกระทรวงวัฒนธรรมมีสองท่าน คือ นางปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล เริ่มดำรงตำแน่งตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2555-30 กันยายน 2556 และอีกคน ดร.ปรีชา กันธิยะ เริ่ม 1 ตุลาคม 2556-26 มิถุนายน 2557

ย้อนอดีตไปในช่วงนั้น ตอนต้นๆของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นไปด้วยความสุขมาก เพราะผู้นำรัฐบาลเป็นพรรคการเมืองที่เป็นขวัญใจของประชาชน ดังนั้น การทำงานทุกอย่างจึงราบรื่น ผู้บริหารกระทรวงก็คงจะมีความสุขเช่นเดียวกัน สรุปความได้ว่าช่วงปี พ.ศ.นั้น สังคมเป็นสุข เข้าประเด็นที่ว่า เมื่อสังคมมีความสุข วัฒนธรรมก็พลอยมีความสุขสนุกสนานไปด้วย หากจำกันไม่ผิด ดาวตลกผุดขึ้นมาในวงการอย่างกับดอกเห็ดและต่างร่ำรวยมหาศาลกันจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรกันดี

เมื่อสังคมเต็มไปด้วยความสุข อะไรๆ ที่มันเกิดขึ้นจึงเต็มไปด้วยอารมณ์แห่งความสุขไปด้วย และการที่ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมสั่งให้มีการรวมรวบคุณค่าของวัฒนธรรมออกมาก็คงทำไปด้วยความสุข สนุกสนาน บางอย่างอาจจะมีผลกระทบกับเด็กและคนบางคนก็ลืมนึกถึง จึงปล่อยให้งานบางอย่างถูกบันทึกเอาไว้ในสังคมยุคนั้น ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่ใช่เรื่องเท็จ เหมือนข้อมูลมากมายในเวลานี้ ที่สังคมขาดความสุข อะไรๆ มันก็มีแต่เรื่องเลวร้ายไปหมด

ยิ่งหากพิจารณาจากคำสั่งในครั้งกระนั้น ที่สั่งให้ข้าราชการหรือภูมิปัญญาชาวบ้านเก็บข้อมูลอันเป็นประโยชน์ทางด้านของวัฒนธรรมไทยในจังหวัดต่างๆ ข้อมูลที่ว่าทำให้เกิดการบันทึกเอาไว้ใน คลังข้อมูลของกระทรวงวัฒนธรรมว่าผ้าขาวม้าเอาไว้ผู้คอคอตายได้ จึงเป็นเรื่องจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเชื่อกันว่าคนที่อยู่ในภาคชนบทหรือคนต่างจังหวัด ไม่มีที่จะไม่รู้ประโยชน์ทางด้านนี้ของผ้าขาวม้า เพียงแต่ว่ามันไม่จำเป็นต้องเอามาส่งเสริม เพราะสิ่งที่ส่งเสริมแล้วมีคุณค่าน้อยกว่าคุณค่าด้านอื่นๆ ก็ควรละเว้นไปบ้างก็ได้ แต่คงเนื่องจากผู้บันทึกกำลังอยู่ในอารมณ์ขันอารมณ์แห่งความสุข จึงมองไม่เห็นความเสียหายมากนัก เพราะความเป็นจริงมันก็ไม่มีความเสียหายมากมายอะไรเหมือนกัน

แต่จากผลของการบันทึกและถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ ผมกลับได้พบกับประโยชน์อย่างหนึ่งของสังคมไทยโดยเฉพาะทางด้านวัฒนธรรมที่ควรจัดทำเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือการจัดตั้งหน่วยงาน ผู้ทรงคุณวุฒิคอยตรวจสอบ แล้วส่งให้ให้ทางศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รับรู้อีกครั้งเหมือนเป็นการสกรีนข้อมูลบางอย่างที่ยังอาจจะมีปัญหาให้ทางศูนย์นำไปพิจารณาแก้ไขให้เหมาะสมที่สุด ก่อนที่จะนำออกเสนอทางสื่อสาธารณะต่อไป

ซึ่งมันอาจจะเหมือนกับครั้งหนึ่งที่กระทรวงศึกษา มีกรมวิชาการคอยตรวจสอบพิจารณาข้อมูลทางวิชาการ ก่อนจะพิมพ์ออกเผยแพร่ แต่แล้วต่อมาอยู่ๆก็ยกเลิกไปเสียเฉยๆ อย่างนั้นแหละจึงไม่น่าแปลกเลยที่ข้อมูลทางวิชาการ ด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาดูแปร่งๆออกไป จนไม่รู้ว่าชิ้นไหนถูกชิ้นไหนผิดกันแน่ จนทุกวันนี้ผมไม่กล้าพูดแล้วว่าพ่อขุนรามจารึกอักษรไทยไว้ให้คนไทยได้มีไว้เป็นมรดกของชาติ เพราะ ถูกบรรดาดอกเตอร์หัวร้อนที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ รู้เกล็ดหรือกระพี้ออกมานิดหน่อยก็เอามาปรุงแต่ง หาโคลน หาทรายมาผสมปนเปให้กระพี้กลายเป็นผลึก เพื่อจะเอาไปอ้างอิงว่าของจริงต้องเป็นอย่างนี้ของที่เคยรู้ๆ กันมาก่อนไม่ใช่ของจริงแท้แน่นอน อะไรต่ออะไรในประวัติศาสตร์ไทย มันจึงแปรเปลี่ยนเลื่อนไหล หาจนจบที่แท้จริงไม่ได้เสียที

คนไทยวันนี้ ขาดอารมณ์ขันไปอย่างมาก จนถึงกับนักแสดงตลก คลัง หรือแหล่งผลิตความสุขให้กับสังคมยังบ่นว่าไม่มีอารมณ์ขันจะเค้นออกมาแล้วเพราะหันไปทางไหน ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก นานัปการที่ประเดประดังเข้ามา ไม่มีคลื่นลูกไหนที่ถูกคลี่คลายให้สลายไปได้เลยสักลูกเดียวหากสังคมไทยยังดำเนินการบริหารปกครองที่สร้างแต่ความเคียดแค้น ชิงชัง สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับสังคมมากขึ้นๆ วันหนึ่งเมื่ออารมณ์ขัน อารมณ์แห่งความสุขหมดไปจากสังคมไทย ระวังกลียุค สงครามกลางเมือง และอะไรต่ออะไรที่มันเป็นแรงอัดของสิ่งที่ถูกกดดันระเบิดออกมา คนไทยจะหมดความเป็นไทยใครที่มีลุง มีป้า มีพี่ มีน้อง เป็นผู้นำของประเทศ เตือนกันได้ก็ช่วยเตือนกันบ้างนะครับเพราะดูเหมือนว่าคนพวกนี้ไม่มีใครฟังเสียงตะโกนจากภาคสังคมกันไปแล้ว

ก่อนจะอ่านผ่านหน้านี้ไป ลองเหลือบมองผลผลิตจากผ้าขาวม้า จากภูมิปัญหาชาวบ้านกันดูนะครับ สวย และน่าใช้ น่าส่งเสริมมากๆ ทีเดียว แต่คนในสังคมไม่มีอารมณ์ที่จะหันมาสนใจกันมากนักเพราะมันสิ้นความสุขกันเสียแล้ว

โดย…ชนิตร ภู่กาญจน์

คณบดี CMMU รับโจทย์ท้าทายครั้งใหญ่ ชูจุดแข็งคณาจารย์คุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562968

คณบดี CMMU รับโจทย์ท้าทายครั้งใหญ่ ชูจุดแข็งคณาจารย์คุณภาพ

คณบดี CMMU รับโจทย์ท้าทายครั้งใหญ่ ชูจุดแข็งคณาจารย์คุณภาพ

วันพุธ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.09 น.

คณบดี CMMU รับโจทย์ท้าทายครั้งใหญ่ ชูจุดแข็งคณาจารย์คุณภาพ เล็งปรับกลยุทธ์การศึกษา เพิ่มทักษะผู้เรียน “Cognitive Flexibility”มองหาโอกาสและปรับความคิดตามสภาพแวดล้อมใหม่ 

รศ.ดร.วิชิตา รักธรรม คณบดี CMMU กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาคที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โครงสร้างทางอำนาจในโลกกำลังเปลี่ยนไป รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นการทำธุรกิจจึงต้องใช้กลยุทธ์ใหม่ การเรียนรู้เพื่อสร้างธุรกิจใน Business School จึงต้องปรับตาม  ซึ่ง CMMU มีการเปลี่ยนแปลง เพราะผลกระทบที่เกิดกับธุรกิจทำให้เกิดทักษะใหม่ ที่ผ่านมามีการกล่าวถึงการพัฒนาทักษะการรู้คิด (Cognitive Skills) หมายถึง ความสามารถในการคิดและการเรียนรู้ แต่ในโลกใบใหม่นี้ ทักษะนี้เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น สิ่งสำคัญคือต้องเพิ่มเติม Cognitive Flexibility หรือ ทักษะในการหาโอกาสและปรับเปลี่ยนความคิดไปตามบริบทหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยต้องมี Self Management เพื่อเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจตัวเอง และปรับตัวเองตามได้

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษามีส่วนสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ผู้เรียนได้ปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่ ต่างจากในอดีตที่บางครั้งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการศึกษาไทยไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจหรือไม่เท่าทันโลกภายนอก ผ่านกลยุทธ์ 2 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์ “Inside Out”  สร้างบรรยากาศภายในวิทยาลัยให้มีความหลากหลาย เนื่องจากมีอาจารย์และนักศึกษาทั้งไทยและต่างชาติ แต่ละคนมีเส้นทางการเรียน (Learning Journey) ไม่เหมือนกัน หน้าที่ของสถาบันการศึกษา คือ สร้างการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Customization) ให้ผู้เรียนพัฒนาศักยภาพของตนเอง และกลยุทธ์ “Outside In” คือเราอยู่คนเดียวไม่ได้  ต้องร่วมกันมองจากมุมมองคนภายนอกทุกภาคส่วนหรือ Stakeholders  โดยเฉพาะผู้เรียน สามารถรับฟังความต้องการ และเสริมสร้างพันธมิตรจากทั้งในและต่างประเทศ 

“วงการการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเป็นจุดเริ่มต้นของคนที่ทำงานในภาคธุรกิจ เราต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง”

รศ.ดร.วิชิตา กล่าวถึง คุณภาพการศึกษาของ CMMU ที่ผสมผสาน 3 ส่วนเข้าด้วยกัน ได้แก่ การเรียนการสอน (Education) การทำวิจัย (Research) และ การบริการวิชาการ (Academic Services) โดยคณาจารย์ใน CMMU มีโอกาสในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอตามความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล  

อย่างไรก็ตามในปี 2564 นี้ CMMU มีหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 4 หลักสูตร หลากหลายสาขา แบ่งเป็นปริญญาโทหลักสูตรไทยและนานาชาติ หลักสูตรปริญญาเอก 2 หลักสูตร ทั้งนี้ CMMU ยังมีความร่วมมือกับสถาบันระดับนานาชาติ อาทิ โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับมหาวิทยาลัยทั่วโลก, Double Degree ร่วมกับ Macquarie University ประเทศออสเตรเลีย, หลักสูตร Strategy and Innovation for Businesses in Asia (SIBA) สำหรับผู้บริหารระดับสูง โดยความร่วมมือกับ MIT, Sloan School of Management ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

บพค. หนุน ม.เกษตรฯ แข่งขันผลิตหุ่นยนต์สร้างเกษตรอัจฉริยะต่อยอดเชิงพาณิชย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562929

บพค. หนุน ม.เกษตรฯ แข่งขันผลิตหุ่นยนต์สร้างเกษตรอัจฉริยะต่อยอดเชิงพาณิชย์

บพค. หนุน ม.เกษตรฯ แข่งขันผลิตหุ่นยนต์สร้างเกษตรอัจฉริยะต่อยอดเชิงพาณิชย์

วันพุธ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564, 10.47 น.

บพค. หนุน ม.เกษตรฯ โค้ชทีมเยาวชนให้แข่งขันผลิตหุ่นยนต์สร้างเกษตรอัจฉริยะต่อยอดเชิงพาณิชย์ ชี้ไทยจะเป็นครัวโลกด้วยแรงงานอย่างเดียวไม่พอ เกษตรไทยต้องใช้เทคโนโลยีแม่นยำช่วย มั่นใจใน 1 ปี มีนวัตกรรมออกมาใช้ และหากทำต่อเนื่องพลิกมิติประเทศไทยได้

31 มีนาคม 2564 สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ ฟีโบ้ (FIBO) จัดเสวนา FIBO Talk Series ผ่านทางเฟซบุคไลฟ์เพจ FIBO AI/Robotics for All ในหัวข้อ “การแข่งขันหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ สร้างระบบเกษตรอัจฉริยะต่อยอดเชิงพาณิชย์” โดยมี ผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการพัฒนานวัตกร วิศวกรด้านวิทยาการหุ่นยนต์เพื่อการเกษตรกรรม (Smart Agricultural Robot Contest) ภายใต้โครงการ AI for All ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) มาร่วมพูดคุย

ผศ.ปัญญา กล่าวว่า โครงการส่งเสริมวิทยาการหุ่นยนต์ฯ มีเป้าหมายเพื่อใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และเอไอเข้ามาช่วยในภาคการเกษตร เนื่องจากที่ผ่านมาเทคโนโลยีดังกล่าวมีการรับรู้และใช้เป็นประโยชน์แล้วในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น  การที่ประเทศไทยมีการผลิตวัตถุดิบจากภาคเกษตรมากมาย แต่ในขณะเดียวกันเริ่มประสบปัญหาสังคมผู้สูงอายุและแรงงานภาคการเกษตรไม่เพียงพอ  เทคโนโลยีหุ่นยนต์จะสามารถลดปัญหาดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม มักจะมีคำถามว่า ราคาจะแพงไหม เทคโนโลยีล้ำไปจนเกษตรกรเข้าไม่ถึงหรือเปล่า ซึ่งเรามองว่าทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น ประเทศชั้นนำอย่าง จีน อเมริกา ญี่ปุ่น เริ่มกันมาแล้ว  ถ้าเรามาเริ่มทำนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาซึ่งเป็นบริบทของบ้านเราและเราจำเป็นต้องแก้ไขเองให้ได้ถูกจุด เมื่อเก่งขึ้นเราก็จะสามารถเปิดตลาดใหม่ได้ด้วย  ส่วนเครื่องจักรกลทางการเกษตรแบบเดิมก็จะค่อย ๆ หายไป วันนี้เรารู้จักเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการเกษตรที่ได้เปิดตัวมาได้ระยะหนึ่งแล้วคือ โดรน ถือเป็นเทคโนโลยีแม่นยำที่มีประสิทธิภาพ

ผศ.ปัญญา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญของโครงการคือ การโค้ชทีมต่าง ๆ ให้พร้อมเข้าแข่งขันการพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ  เราต้องสร้าง Creator ซึ่งหมายถึงนักประดิษฐ์ การจัดการแข่งขันครั้งนี้เพื่อให้เห็นการพัฒนาแบบทะลุขีดจำกัด เราจะเห็นไอเดียต่าง ๆ เยอะแยะมากมายจากคนรุ่นใหม่ เยาวชนที่แข่งขัน มี 50 ทีม ทีมละ 10 คน รวมทั้งสิ้นเราจะผลิตคนได้ 500 คน จากทั่วประเทศ ทั้งระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวะ โดยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในแต่ละภาคของการเกษตร ด้วยโจทย์ 11 เรื่อง   โดยเราจะใช้การแข่งขันของเยาวชนเป็นตัวนำอาศัยเครือข่ายของมหาวิทยาลัย เชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนได้เร็วกว่าอดีต ที่เราเคยสร้างเยาวชนที่แข่งจนได้แชมป์โลก ทั้งนี้ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 50 ทีมจะต้องรายงานความก้าวหน้าต่อคณะกรรมการในทุกสัปดาห์

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาอบรมเรื่องที่จำเป็นต้องรู้ให้แก่ทีมเหล่านี้ด้วย เช่น การคอนโทรล การเกษตร เอไอ เนื่องจากนักเรียนอาชีวะและนักศึกษาวิศวกรรมฯ ไม่ถนัดเรื่องเกษตร  ทำให้เรามองเห็นว่าในการจัดครั้งต่อไปนั้น ยังสามารถปรับปรุงให้การสร้างทีมแข่งขันสมบูรณ์ขึ้น เช่น จะต้องมีการดึงเด็กเกษตร ประมง วนศาสตร์ เพื่อเชื่อมทุกศาสตร์มาเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะเทคโนโลยีเอไอและโรโบติกส์ต้องทำงานข้ามสาขา จึงจะแก้ปัญหาได้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก ในขณะนี้การปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญบางตัว ยังใช้เทคโนโลยีการปลูกเหมือนเมื่อ 20 – 30 ปีที่แล้ว ยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้าไปช่วย จึงคิดว่าหากเมืองไทยจะเป็นครัวโลกและยังใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียว โดยไม่นำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเข้าไปใช้ โอกาสที่จะขึ้นไปถึงจุดที่คาดหวังคงไม่ง่าย

ทั้งนี้ การสร้างคนกลุ่มที่สอง คือ Dreamer เมื่อเราคัดเลือกจาก 50 ทีมเหลือ 10 ทีม เราก็จะมี 10 โครงการวิจัย และสามารถนำไปขอทุนเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไปได้ เป็นการสร้างนักวิจัยพัฒนาที่เก่งขึ้น ขณะเดียวกันตลอดการแข่งขันมีการจับตามองจากภาคเอกชน หากสนใจในโครงการของผู้เข้าแข่งขันก็จะสามารถขยายผลได้ในอนาคต เชื่อว่าภายในปี 2565 เราจะมีนวัตกรรมออกมาใช้ได้ เพราะในปีถัดไปเราก็จะปั้นทีมใหม่มาเติมซึ่งจะมีนวัตกรรมเพิ่มขึ้นดันเป็นฐานปิรามิดที่แข็งแกร่ง เมื่อครบวงจรก็จะสามารถผลิตคน ผลิตงาน และมีนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ออกมาใช้ในภาคการเกษตรมากขึ้น และกลุ่มสุดท้ายคือการสร้างผู้ประกอบการ Enterprise คือการส่งเสริมการไปใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือโอท็อปด้านการเกษตร ตอนนี้เรามีการวิจัย หากทำให้เกิดผลิต และต่อไปคือการใช้งานจริง ปีแรกมีครีเอเตอร์ 500 คน ปีที่สอง ก็จะมีพันคน ถ้ามีการดำเนินการลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ จะสามารถพลิกมิติภาคการเกษตรของประเทศไทยได้ ด้วยการสร้างคน 3 กลุ่ม C D E ไปพร้อม ๆ กัน

โจทย์ที่ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้ได้มาจากความต้องการของเกษตรกรจริง ๆ และน่าจะนำไปสู่การพัฒนาสตาร์ทอัพ ด้านเอไอ และสำหรับการเกษตรเขตร้อนได้   โจทย์ 11 เรื่องในการแข่งขันในครั้งนี้ ได้แก่ หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช  หุ่นยนต์อารักขาพืช  หุ่นยนต์ปลูกผัก  หุ่นยนต์เก็บเกี่ยว  Phenotyping Robot  หุ่นยนต์ปรับระดับพื้นแปลงเกษตร  หุ่นยนต์เก็บตัวอย่างดินตรวจวิเคราะห์โครงสร้างค่าธาตุอาหารและค่าความกรดด่างในดิน  หุ่นยนต์ตรวจวัดสารตกค้างหรือตรวจหาสารสำคัญในพืชผักผลไม้  หุ่นยนต์กรีดยาง  หุ่นยนต์คัดแยกผลผลิตทางการเกษตร และหุ่นยนต์สีกะเทาะเปลือก ปลอกเปลือก แกะเปลือก คว้านเม็ด ซึ่งเป็นที่ต้องการของเกษตรกรทั้งสิ้น

“ต่อไปเราจะป้อนเด็กรุ่นน้องเข้าสู่บริษัทของรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จจนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งจะทำให้บริษัทแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างเป็นฐานปิรามิดดันไปเรื่อย ๆ อย่างครบวงจร จากปีนี้ 11 ประเภทการแข่งขันก็จะเพิ่มเป็น  17 ประเภทการแข่งขันในปีหน้า โจทย์ที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นสำหรับกระบวนการกลางน้ำมากขึ้น ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่อการจัดการด้านปศุสัตว์  หุ่นยนต์เพื่อการจัดการด้านการประมง  หุ่นยนต์เพื่อการจัดการด้านป่าไม้  หุ่นยนต์สำหรับโรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากผลิตผลทางการเกษตร ปศุสัตว์ ประมง และวนผลิตภัณฑ์  หุ่นยนต์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม และหุ่นยนต์จัดการด้าน Warehouse นอกจากนี้ ในปีถัดไปก็จะเพิ่มเชิงพาณิชย์มากขึ้น เราต้องเปิดมุมมองของเหล่านักวิจัยด้านเอไอ วิศวกร ที่จะมาร่วมกันค้นพบความลับของบ้านเราว่าปัญหาของเกษตรกรคืออะไร ต่อยอดไปถึงการขายพืชผลทางการเกษตรอย่างครบวงจร เราจะสู้ต่างประเทศได้ ที่ผ่านมาจีนก็ใช้วิธีนี้และประกาศว่าบ้านเขาจะพ้นความยากจนภายใน 7 ปี  ดังนั้นการเอาเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาประเทศเราต้องเล่นครบรอบด้าน” ผศ. ปัญญา กล่าว

ผวาคุมเข้ม ‘เอ็นจีโอ’ หวั่นไร้ผู้คานอำนาจ ‘รัฐ-ทุน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562849

ผวาคุมเข้ม‘เอ็นจีโอ’ หวั่นไร้ผู้คานอำนาจ‘รัฐ-ทุน’

วันพุธ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เอ็นจีโอ” เป็นคำในภาษาอังกฤษคือ NGO (Non Governmental Organizations) หมายถึงองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานภาครัฐ แต่ก็ไม่ได้ทำธุรกิจแบบบริษัทเอกชน เอ็นจีโอจึงถูกเรียกว่าเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนไม่แสวงหาผลกำไรบ้าง องค์กรสาธารณประโยชน์บ้าง ภารกิจของเอ็นจีโอนั้นแบ่งได้ 2 ด้านคือ 1.เติมเต็มส่วนที่ภาครัฐขาด เนื่องจากงานบางอย่างหน่วยงานรัฐมีข้อจำกัดด้านระเบียบราชการ กับ 2.ตรวจสอบและเสนอแนะต่อรัฐ เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนคนเล็กคนน้อยโดยเฉพาะเมื่อคนเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาต่างๆ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีประเด็นร้อนๆ เกี่ยวกับเอ็นจีโอ กรณีรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการ “จัดระเบียบเอ็นจีโอ” ด้วยการเสนอร่างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง อย่างน้อยๆ ก็มีการตั้งโต๊ะแสดงจุดยืนคัดค้านถึง 2 เวที คือ 1.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ประชาสังคมจังหวัด หุ้นส่วนการพัฒนาอย่างยั่งยืน” วันที่ 25 มี.ค. 2564 ณ รร.อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ เวทีนี้น่าสนใจที่นักการเมืองหรืออดีตนักการเมืองแม้จะอยู่ต่างขั้วกันแต่ก็คัดค้านกฎหมายคุมเข้มเอ็นจีโอเหมือนกัน

อาทิ สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนรราษฎร (สส.) จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการออก “(ร่าง) พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งกัน พ.ศ. ….” ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น พ.ร.บ.ควบคุมเอ็นจีโอ ว่า ร่างดังกล่าวมีฐานคิดแบบอำนาจนิยม เพราะหากมีฐานคิดแบบประชาธิปไตย จะเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม

“การที่รัฐคิดจะออกกฎหมายควบคุมการทำงานของภาคประชาชน ทำให้ประชาชนถูกลดบทบาทการมีส่วนร่วม ซึ่งการบริหารขับเคลื่อนประเทศไม่ได้มีเฉพาะรัฐจะกลายเป็นรัฐราชการอย่างเดียว ภาคประชาชนจะเสียประโยชน์ การรวมเป็นกลุ่มก้อนหายไป การบริหารประเทศจะถูกกำหนดโดยรัฐเพียงลำพัง ทั้งที่รัฐบาลประกาศว่าขับเคลื่อนประเทศด้วยการเป็นประชารัฐ จะต้องมีทั้งรัฐและประชาชนร่วมกันทำงานแบบหุ้นส่วน ซึ่ง NGO ช่วยให้รัฐทำงานอย่างรอบคอบ คำนึงถึงเสียงของประชาชนมากขึ้น” สุทิน กล่าว

เช่นเดียวกับ รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กรุงเทพฯ กล่าวว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะ มาตรา 42 ที่ระบุว่า ที่บุคคล มีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่นจะจำกัดเสรีภาพไม่ได้ และมาตรา 26 ที่ระบุถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ

“การออกกฎหมายควบคุมไปถึงองค์กรที่รวมตัวกันในรูปแบบคณะบุคคล การรวมตัวของบุคคลที่รวมกันในลักษณะองค์กรชุมชน ถือเป็นเรื่องเกิดกว่าเหตุไปมาก เพราะหากรวมตัวกัน 3-4 คน ทำกิจกรรมทางสังคม จะต้องจดแจ้งตรวจสอบบัญชี แสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีเจตจำนงต้องการควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชน เหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้ รมต.กระทรวงมหาดไทย เปิดช่องให้เขียนหลักเกณฑ์ลงไป โดยที่ไม่มีใครเห็นว่ามีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง เป็นการตั้งใจ จำกัดการเคลื่อนไหวประชาชนที่จะคัดค้านนโยบายของภาครัฐ” รสนา ระบุ

รวมถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้ความเห็นไว้ 5 ประการ คือ 1.สิ่งที่ภาคประชาสังคมจะขับเคลื่อนได้มีประสิทธิภาพ คือ หัวใจการเข้าถึงข้อมูล อาทิ กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540) ซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นกฎหมายก้าวหน้า แต่ใช้มา 20 กว่าปี ก็ยังไม่ตอบโจทย์ และปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก กฎหมายนี้ จึงควรต้องมีการอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคประชาสังคมในการใช้ข้อมูลของทางราชการ

2.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ต้องจัดระบบการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายที่ผู้มีส่วนได้เสียควรต้องเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่การแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์หน่วยงานรัฐ เพราะตนไม่แน่ใจว่า เมื่อแสดงความคิดเห็นแล้วมีการอธิบายหรือมีการนำไปใช้อย่างไรต่อ3.ระบบเงินอุดหนุนที่เป็นอิสระ ซึ่งก็มีต้นแบบจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือกองทุนความเท่าเทียมการศึกษา แต่ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าอะไรเหมาะสมอะไรเป็นไปได้

4.หากเห็นว่ามีหน่วยงานไหนบ้างที่ไปทำงานกับโครงการใดและมีผลกระทบต่อพื้นที่ต่อชุมชน จะทำอย่างไรให้หน่วยงานเหล่านั้นสามารถที่จะดึงภาคประชาสังคมไปทำงานร่วมกันได้โดยไม่ผิดกฎหมายไม่ขัดกฎระเบียบ ซึ่งจริงๆ องค์กรที่น่าจะทำลักษณะนี้ได้ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องหาทางปรับกฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาทำงานกับภาคประชาสังคมได้ และ 5.ต้องมีกระบวนการเปิดให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม โดยควรทำเป็นระบบมากขึ้น

กับอีกเวทีคือ 2.การจัดเสวนาเรื่อง “คัดค้าน กม.ควบคุมองค์กรไม่แสวงกำไร : เมื่อบ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตย” วันที่ 27 มี.ค. 2564 มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 แขวง/เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ไพโรจน์ พลเพชร อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า ในสังคมประกอบด้วย 3 ส่วน คือภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคสังคม “ในอดีคที่ผ่านมาภาครัฐกับภาคธุรกิจจะมีบทบาทกำหนดนโยบายสาธารณะทั้งหมดเพื่อใช้ในการพัฒนาหรือปกครองประเทศ” โดยที่ภาคสังคมไม่ค่อยมีบทบาท

กระทั่งเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคสังคมมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดนโยบาย ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ จึงเกิดองค์การในชื่อเรียกต่างๆ ทั้งเอ็นจีโอ องค์กรภาคชุมชน กลุ่ม มูลนิธิ ฯลฯ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่กระทบกับวิถีชีวิตหรือทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการแสดงออกหลากหลายวิธีการ เช่น การชุมนุม การรณรงค์ การไปยื่นหนังสือถึงผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

ไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า “ภาคประชาสังคมอาจเห็นว่าภาครัฐลำเอียงเข้าข้างภาคธุรกิจมากเกินไปจึงเกิดการตรวจสอบขึ้น” เช่น แผนพัฒนาต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ซึ่งเมื่อรัฐมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมก็อาจจะกริ่งเกรงกับบทบาทเหล่านี้ ทำให้รัฐโดยเฉพาะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างหวาดกลัว จึงเกิดคความคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อควบคุมองค์กรเหล่านี้ให้อยู่ในกรอบที่ตนเองคิดว่ามันควรจะเป็น

“มีบางองค์กรที่ทำหน้าที่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินโดยเฉพาะ เช่น พี-มูฟ (P-Move : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม) ขับเคลื่อนเรื่องที่ดินโดยเฉพาะ แก้ปัญหาที่ดินคนยากไร้โดยเฉพาะ เครือข่ายสลัม 4 ภาค แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของพี่น้องสลัมโดยเฉพาะ หรือองค์การสิ่งแวดล้อมชุมชนทั้งหลาย องค์กรป่าชุมชนก็ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการป่าชุมชน องค์กรที่เป็นประมงพื้นบ้านก็ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทะเลหน้าบ้าน” ไพโรจน์ ยกตัวอย่าง

ด้าน ไพศาล ลิ้มสถิตย์ อนุกรรมการด้านการศึกษาและพัฒนากฎหมายฯ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) และกรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากแนวคิดการออกกฎหมายดังกล่าวจะขัดรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เช่น มาตรา 77 เรื่องการจัดทำกฎหมายต้องจัดทำเท่าที่จำเป็น ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และมีประเมินผลกระทบการมีกฎหมาย รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในการรวมกลุ่มของประชาชนแล้ว

ยังมีเรื่องของ “การเลือกประเทศอ้างอิงในการศึกษาของคณะกรรมการกฤษฎีกา” ที่เลือกมา 9 ประเทศ คือ จีน อินเดีย อิหร่าน เคนยา กัมพูชา รัสเซีย อังกฤษ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส “ส่วนใหญ่เป็นประเทศเผด็จการหรืออำนาจนิยม มีไม่กี่ประเทศที่เป็นเสรีนิยม” และยังกล่าวอีกว่า “แนวคิดควบคุมเอ็นจีโอมีมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 แล้ว” โดยในเวลานั้น มีคณะทำงานของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอกระทั่งให้ควบคุมไปถึงสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพราะเป็นแหล่งทุนสำคัญแหล่งหนึ่งของภาคประชาสังคม

สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ที่ยืนยันว่า ปัจจุบันเอ็นจีโอมีกฎหมายควบคุมให้ต้องทำงานอย่างโปร่งใสอยู่แล้ว เช่น ทำงานมูลนิธิต้องส่งรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทุกปี ต้องแจ้งรายงานการเงิน มีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบบัญชี ยิ่งหากรับเงินจากต่างประเทศ ผู้ตรวจสอบบัญชีก็ต้องมาจากองค์กรระดับโลกซึ่งค่าจ้างแพงมากเพราะมีมาตรฐานสูง หรือหากมีเอ็นจีโอที่ไปฉ้อโกงประชาชน ก็มีกฎหมายในการจัดการเช่นกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีอกฎหมายนี้เพิ่มอีกให้สิ้นเปลือง

รวมถึง สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยลงนามในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องอนุญาตให้กลุ่มต่างๆ สามารถหา รับและใช้เงินทุนจากต่างชาติได้ โดยถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่จะใช้ประโยชน์จากแหล่งทุนที่มีอยู่ในสังคมทั้งในและนอกประเทศ และรัฐควรลดเว้นการจำกัดวิธีหามาขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ในทางกลับกันรัฐต้องอนุญาตให้อำนวยความสะดวกในการหามาซึ่งเงินทุนเหล่านั้นด้วย

ซึ่งสิ่งที่เป็นห่วงคือแนวคิดของรัฐบาลที่ 1.กำหนดให้ภาคประชาสังคมต้องจดแจ้ง หากไม่จดแจ้งจะมีโทษ 2.การดำเนินกิจกรรมขององค์กรต่างๆ ต้องทำตามที่รัฐมนตรีกำหนด เรื่องการดำเนินการอย่างโปร่งใส ปัจจุบันมีกฎหมายอื่นอยู่แล้ว เช่น กำหนดให้เปิดเผยว่าองค์กรรับทุนจากแหล่งใด ดำเนินกิจกรรมอย่างไร แต่ส่วนสำคัญในการควบคุมสิทธิเสรีภาพในการทำกิจกรรมคือการแทรกแซงโดยชัดเจน โดยเฉพาะการทำสำเนาการจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรเรื่องนี้ถือว่ามากเกินไป

“แทนที่เราจะมีกฎหมายควบคุมกำกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้เกิดผลกระทบ มีมาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดขึ้นและส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนหรือหลักการประชาธิปไตย แต่กลับมีกฏหมายหลายฉบับที่มาควบคุมเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุน แล้วก็มากำกับเรื่องหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” สุภาภรณ์กล่าว