เปิดตัว ‘กยศ. Connect’ ยื่นกู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านสมาร์ทโฟน 1 เม.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562440

เปิดตัว‘กยศ. Connect’ ยื่นกู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านสมาร์ทโฟน1เม.ย.นี้

เปิดตัว‘กยศ. Connect’ ยื่นกู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านสมาร์ทโฟน1เม.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564, 09.54 น.

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสู่รัฐบาลดิจิทัล ดึงระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้ ประชาชนเข้าถึงการบริการ ภาครัฐที่สะดวกและรวดเร็ว  โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน “กยศ. Connect” เป็นช่องทางดิจิทัลสำหรับการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมเงินแล้ว ยังเป็นช่องทางใหม่ในการเข้าถึงโอกาสการศึกษา โดยนักเรียน นักศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึงระดับปริญญาโทสามารถยื่นขอกู้ยืมผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ในระบบ IOS / Android  ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มียอดดาวน์โหลดแล้ว  2.3 ล้านครั้ง

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “กยศ. Connect” กู้ยืมผ่านระบบการจัดการให้กู้ยืม LOS  ภายใต้ระบบกองทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล  (Digital Student Loan  Fund System  DSL) สำหรับสถานศึกษาทั่วไปและการศึกษาอาเซียน  โดยเตรียมเงินงบประมาณ 38,000 ล้านบาท สำหรับการกู้ยืมในปีการศึกษา 2564 รองรับนักเรียน นักศึกษากว่า 624,000 ราย   กู้ยืมสูงสุดถึง 200,000 บาทต่อปี  โดยขึ้นอยู่กับหลักสูตรสาขาวิชาหรือประเภทวิชาและเป็นปีแรกที่นักศึกษาระดับปริญญาโท สามารถยื่นขอกู้ได้ด้วย ทั้งนี่  เงื่อนไขการกู้ยืมยังคงแบ่งเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่ 1)นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์  2)นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกําลังคนและมีความจําเป็นต่อการพัฒนาประเทศ  3)นักเรียนหรือนักศึกษา ที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลน หรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ  และ 4)นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนดี เพื่อสร้างความเป็นเลิศ โดยให้กู้ในระดับปริญญาโท

โฆษกรัฐบาล ยังเผยว่า “กยศ. Connect”  เป็นการดำเนินงานตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ผลักดันให้ทุกส่วนราชการเร่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ทั้งในการจัดเก็บข้อมูลในระบบ Big Data รวมทั้งพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐอีกด้วย

‘รัฐ’ ผนึกกำลัง ‘เอกชน-วิชาการ’ ต่อยอดงานวิจัยสู่สินค้านวัตกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562331

‘รัฐ’ผนึกกำลัง‘เอกชน-วิชาการ’  ต่อยอดงานวิจัยสู่สินค้านวัตกรรม

‘รัฐ’ผนึกกำลัง‘เอกชน-วิชาการ’ ต่อยอดงานวิจัยสู่สินค้านวัตกรรม

วันจันทร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“นวัตกรรม-เทคโนโลยี” ตัวชี้วัดสำคัญอย่างหนึ่งที่บอกว่าประเทศใดเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือไม่ เห็นได้จากบรรดาชาติมหาอำนาจต่างๆ ทั้งซีกโลกตะวันตกและตะวันออกล้วนมีสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีจำนวนมาก ชาติเหล่านั้นนอกจากจะลดการสูญเสียเงินตราออกจากประเทศเพราะสามารถผลิตสิ่งของจำเป็นพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังมีรายได้เพิ่มเติมจากส่งออกสินค้าไฮเทคนี้ไปอย่างประเทศอื่นๆ ด้วย

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้บรรดาประเทศพัฒนาแล้วมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องคือ “ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการและภาคเอกชน” ซึ่งประเทศไทยก็กำลังเริ่มต้นเช่นกัน ดังเมื่อช่วงต้นเดือนมี.ค. 2564 มีการเปิดตัวทั้งอาวุธปืนที่คาดหวังว่าจะได้รับการบรรจุเข้าประจำการในกองทัพหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย และชุดตรวจหาการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ถูกนำไปใช้งานแล้วในการระบาดระลอก 2

“DTI7” เป็นชื่อของอาวุธปืนเล็กยาวใช้กระสุนขนาด 5.56 มม. ผลงานการพัฒนาร่วมกันของ KHT Firearms บริษัทอาวุธปืนสัญชาติไทย และ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) สามารถยิงได้ทั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi Auto) และอัตโนมัติ (Full Auto) ความยาวปืนเมื่อพานท้ายยืดสุดอยู่ที่ 657 มม. ความยาวลำกล้อง 7.5 นิ้ว สั้นกว่าปืนเล็กยาวทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 14-20 นิ้ว น้ำหนักปืนกรณีไม่ติดตั้งซองกระสุนและอุปกรณ์เสริมใดๆ อยู่ที่ 2.86 กก.

ผลการทดสอบเบื้องต้น แรงที่ใช้เหนี่ยวไกเฉลี่ย 35.6 นิวตัน ความเร็วต้นเฉลี่ยของปืนในระยะ 5 เมตรจากปากลำกล้องอยู่ที่ 671.74 เมตรต่อวินาที แรงสะท้อนเฉลี่ย 123.07 นิวตันเมตร อัตราการยิงแบบอัตโนมัติ 866 นัด/นาที ระยะยิงหวังผลอยู่ที่ 100 เมตร เพียงพอกับการใช้งานในเขตเมือง ส่วนการทดสอบยิงจริงซึ่งสาธิตกันที่สนามยิงปืนมณฑลทหารบกที่ 14 ค่ายนวมินทราชินี อ.เมือง จ.ชลบุรี ใน 4 หัวข้อ ได้แก่ 1.ความแม่นยำระยะ 15-25 เมตร 2.การยิงกึ่งอัตโนมัติ 3.การยิงต่อเนื่อง (30 นัด) และ 4.ทดสอบเชิงยุทธวิธี ผลการทดสอบทั้งหมดเป็นไปอย่างน่าพอใจ

DTI7 ถูกพัฒนาเพื่อการใช้งานสำหรับปฏิบัติการต่อสู้ในเขตเมือง เช่น การเข้าจู่โจมอาคาร ไปจนถึงการใช้งานร่วมกับยานพาหนะ โดยหนึ่งในทีมพัฒนา ยกตัวอย่างพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส) ที่บ่อยครั้งเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองครูต้องออกปฏิบัติหน้าที่ด้วยรถกระบะบ้าง มอเตอร์ไซค์บ้างการที่ DTI7 มีขนาดกะทัดรัดกว่าปืนเล็กยาวอีกหลายยี่ห้อ จึงลดปัญหาในการใช้งานในสถานการณ์ที่มีพื้นที่จำกัดลงได้

กรณรงค์ ถึงฝั่ง รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เคเอชที ไฟร์อาร์มส์ จำกัด (KHT Firearms) เล่าถึงการเปิดตัวอาวุธปืน DTI7 เป็นคลิปวีดีโอผ่านช่องทางออนไลน์ ก่อนหน้าวันแถลงข่าวและทดสอบปืนต่อหน้าสื่อมวลชนพบว่า แม้จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างหน้าตาของปืนรุ่นนี้ในแง่ลบอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ยังเป็นการให้กำลังใจและชื่นชมที่มีภาคเอกชนไทยสามารถผลิตอาวุธปืนได้จริง และหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาถึงขั้นวางจำหน่ายในอนาคต

“ในเรื่องการออกแบบ เราเลือกที่จะใช้ Material (วัตถุดิบ) ที่มีความแข็งแรงทนทานมากกว่า หนึ่งในเหตุผลของเรื่องนั้นคือบ้านเราเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ มีโลหะทุกประเภทเท่าที่หาได้ Advance (ขั้นสูง) แค่ไหนก็ได้ เราก็ลองเอาโลหะที่คุณภาพสูงมาทดลองใช้ดู เลยได้ปืนที่ทนทาน ผ่านการทดสอบไม่ว่าจะจุ่มน้ำ จุ่มดิน จุ่มโคลน จุ่มทรายแม้แต่กระทั่ง Block Barrel ก็คือการเอาจารบีเหนียวไปอุดลำกล้องแล้วก็ยิงดูว่าปืนจะระเบิดไหม ปรากฏว่าไม่ระเบิด ก็ถือว่าเหนือกว่ามาตรฐาน” กรณรงค์ ระบุ

ขณะที่ พล.อ.พอพล มณีรินทร์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ซึ่งได้ร่วมทดสอบปืน DTI7 ด้วย เปิดเผยว่า DTI7 ใช้ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของปืนทั่วไป แต่ก็ยังต้องพัฒนาปรับแก้ในจุดที่ต้องแก้กันต่อ ทั้งนี้ ที่ผ่านมากองทัพไทยซื้อปืนลักษณะนี้มาใช้เป็นจำนวนมาก ในขณะที่หลายประเทศแม้กระทั่งเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีการพัฒนาปืนของตนเองเพื่อทั้งใช้เองและส่งขาย ดังนั้นหากวันหนึ่งเมื่อปืนเล็กยาวของไทยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของกองทัพแล้ว ก็น่าจะส่งออกไปยังต่างประเทศได้ด้วย

“เราก็พัฒนาไป ตอนนี้ 4 กระบอกเราทดสอบทดลองได้ เดี๋ยวเราก็จะปรับปรุงข้อดี-ข้อเสีย เสร็จแล้วเราจะทดลองผลิตสักไม่น้อยกว่า 50 กระบอกแล้วก็ส่งให้เหล่าทัพเขาใช้ เขาจะได้ดูว่าขีดความสามารถเป็นอย่างไร เป็นที่ยอมรับไหม ตรงนั้นก็เรียกว่าเป็นการทดสอบภาคสนามโดยหน่วยผู้ใช้ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของงานวิจัยแล้วเขาก็จะมาทดสอบ” พล.อ.พอพล กล่าว

ไม่เพียงแต่เฉพาะอาวุธปืนเท่านั้น สทป. ยังทำงานสนับสนุนบริษัทเอกชนอื่นๆ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น ยานเกราะทั้งแบบ 4×4 และ 8×8 สำหรับกองทัพบกและนาวิกโยธิน รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งเป็นไปตามภารกิจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ.2562 เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างยั่งยืน ลดการสูญเสียเงินตราจากการนำเข้า และเพิ่มรายได้จากการส่งออก

อีกด้านหนึ่ง ในงาน “จิบน้ำชา…กับ บพข.#EP1 การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย:ด้านสุขภาพและ
การแพทย์” จัดโดย หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) มีการเปิดตัว “ชุดตรวจ โควิด-19 แบบ RT-PCR” ซึ่ง ศ.ดร.ศันสนีย์ ไชยโรจน์ ประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มสุขภาพและการแพทย์ บพข. เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา มาจากการที่นักวิจัยของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ค้นพบวิธีตรวจหาเชื้อตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่เริ่มมีการระบาดขึ้น

จากนั้นจึงได้ร่วมมือกับ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งถือครองสิทธิบัตรเอนไซม์ที่ต้องใช้ในการตรวจหาเชื้อ พัฒนาชุดตรวจจนได้มาตรฐานของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นอกจากนั้นยังมี “ชุดตรวจโควิด-19 แบบ LAMP Test” ซึ่ง บพข. ให้ทุนสนับสนุน บริษัท เซโนสติกส์ จำกัด สตาร์ทอัพไทยที่ทำงานร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล ชุดตรวจแบบนี้แม้จะไม่ไวต่อเชื้อเท่าแบบ RT-PCR แต่ข้อดีคือราคาถูกกว่าและใช้เวลาน้อยกว่า เหมาะกับการคัดกรองคนจำนวนมาก หากตรวจแล้วพบผลบวก จึงค่อยตรวจด้วย RT-PCR เพื่อยืนยันอีกครั้ง

“เราต้องมีการนำเข้าสินค้าที่จะใช้ ครุภัณฑ์ ยาที่ใช้ในการแพทย์ ปีหนึ่งเป็นแสนๆ ล้านบาท ในเรื่องของยาเป็นแสนล้าน ในเรื่องของเครื่องมือแพทย์ 6.5 หมื่นล้านฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเราขาดดุลการค้าค่อนข้างมากสิ่งที่เราเก่งคือการที่เราเป็น Medical Service(ผู้ให้บริการทางการแพทย์) เราทำเรื่องบริการได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม เรายังขาดในเรื่องผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ในเรื่องของการแพทย์” ศ.ดร.ศันสนีย์ กล่าวถึงที่มาที่ไปของการที่ประเทศไทยต้องส่งเสริมการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์

ด้าน รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า ที่ผ่านมาการที่งานวิจัยไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพราะ
ในขณะที่ภาครัฐให้ทุนวิจัยแบบพื้นฐาน (Basic Research) แล้วก็ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการต่อยอด ส่วนภาคเอกชนก็รอแต่จะใช้งานวิจัยที่สมบูรณ์แล้ว แต่ตรงกลางระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ยังไม่มีใครสนับสนุน ซึ่งงานวิจัยต้องมีการนำมาพัฒนาก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ และนั่นคือภารกิจของ บพข. โดยเน้นไปที่การให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยที่มีภาคเอกชนร่วมลงทุนด้วยอย่างน้อยร้อยละ 20 เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเอกชนลงทุนนั่นหมายถึงต้องการงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงๆ และเมื่อสิ้นสุดโครงการก็จะได้นวัตกรรมเพิ่มขึ้น

“ภาคเอกชนปีแรกที่ทำเขาก็ไม่อยากเข้าร่วมเท่าไร แต่ก่อนเขาเห็นรัฐบาลลงทุน 100% พอบอกให้เขาลงทุนด้วยปีแรกๆ เขาก็ลังเลพอเริ่มเห็นผลงาน ปีที่ 2 มีเอกชนมา Matching (จับคู่) ปริมาณเงินสูงขึ้น ก็ประทับใจที่เห็นเอกชนปรับแนวคิดเรื่องการวิจัยมากขึ้น” รศ.ดร.สิรี กล่าว

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ประทานนามพระพุทธรูป ครบรอบ 60 ปี สถาปนากรมการพัฒนาชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562313

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานนามพระพุทธรูป ครบรอบ 60 ปี สถาปนากรมการพัฒนาชุมชน

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานนามพระพุทธรูป ครบรอบ 60 ปี สถาปนากรมการพัฒนาชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.39 น.

“สมเด็จพระสังฆราช”ประทานนามพระพุทธรูปปางประทานพร”พระพุทธพัฒนปชานาถ” ในโอกาสครบรอบ 60 ปี สถาปนากรมการพัฒนาชุมชน เพื่อเป็นการสักการบูชาและเป็นสิริมงคลแก่ชาว พช.สืบไป

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2564 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายนามพระพุทธรูป ปางประทานพร โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหารกรม เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับลิขิตประทานชื่อพระพุทธรูปปางประทานพร เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี กรมการพัฒนาชุมชนว่า “พระพุทธพัฒนปชานาถ” อ่านว่า พระ-พุด-ทะ-พัด-ทะ-นะ-ปะ-ชา-นาด แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งของประชาชนให้ประสบความเจริญ และขอประทานพระอนุญาตเชิญอักษรพระนามย่อ ออป. ประดิษฐานบริเวณด้านหน้าฐานของพระพุทธรูป และเหรียญพระพุทธรูปปางประทานพร เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี กรมการพัฒนาชุมชนว่า ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร

กรมการพัฒนาชุมชน ได้ถือเอาวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันก่อตั้งกรม นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2505 ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ฉบับที่ 10 พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนครบรอบ 60 ปี จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร อันเป็นพระพุทธรูปประจำวันจันทร์จากการออกแบบของคุณสุรเดช ลิ้มพานิช (หมึก ท่าพระจันทร์) โดยมีการสร้างองค์พระจำนวน 2 ขนาด คือ 1) ขนาดสูง 75 นิ้ว จำนวน 13 องค์ เพื่อประจำกรมการพัฒนาชุมชน 1 องค์ ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน 11 แห่ง และวิทยาลัยการพัฒนาชุมชน 1 แห่ง และ 2) ขนาดสูง 32 นิ้ว สำหรับบูชาบนสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และอำเภอ รวม 955 องค์ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้บูชาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติราชการกรมการพัฒนาชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” ได้แก่โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 11,414 หมู่บ้าน โดยมีกิจกรรมดังนี้ การอบรมครัวเรือนต้นแบบศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ “โคก หนอง นา” จำนวน 11,414 คน การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ “โคก หนอง นา” จำนวน 11,414 แห่ง แบ่งเป็น พื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 8,780 แห่ง และพื้นที่ 3 ไร่ จำนวน 2,634 แห่ง เพื่อใช้ในกระบวนการเรียนรู้ให้กับครัวเรือนต้นแบบหมู่บ้านละ 30 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 342,420 คน นอกจากนี้ ได้สนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ในการจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นจำนวน 168 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ กาญจนบุรี กระบี่ สุรินทร์ และสุโขทัย โครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย ผู้นำชุมชน 1,000 ตำบล 878 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 15,000 คน โดยการฝึกปฏิบัติในพื้นที่แปลง CLM, HLM เพื่อสร้างทีมขับเคลื่อนการพัฒนาตำบลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการปฏิบัติบูชา “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อพัฒนาชุมชนดำเนินการร่วมกับสำนักงาน กปร. นอกจากนี้ได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่“โคก หนอง นา” มากำหนดเป็นชุดวิชาสำหรับฝึกอบรม  พัฒนากรก่อนประจำการ

นอกจากนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน ซึ่งความสำเร็จในระยะที่ 1 และต่อในระยะที่ 2 ด้วยการทำอย่างต่อเนื่อง จนเป็นวัฒนธรรมการปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง การรณรงค์ส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทย ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จนนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คนไทยช่วยสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ถือเป็นการกระตุ้นยอดขายผ้าไทย สร้างรายได้สู่ชุมชน การดำเนินการส่งเสริมการจ้างงาน นักการตลาดรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ สร้างงาน และเป็นการส่งเสริม ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าถึง การตลาดออนไลน์ได้ ช่วยสร้างและกระจายรายได้ให้แก่ชุมชน ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนยากจน ให้ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพึ่งตนเองได้ โดยใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูลจากระบบการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform : TPMAP) แก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ สร้างความมั่นคงให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

อีกทั้ง การส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้านคนรักษ์ช้าง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตามพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” แนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า รวมทั้งการอนุรักษ์ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วยจังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และสระแก้ว ซึ่งต่อมาได้เกิดชุมชนนำร่อง ภายใต้ชื่อ “หมู่บ้านคชานุรักษ์” โดยการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) หรือ GIS เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บสารสนเทศชุมชน หมู่บ้านคชานุรักษ์ หมู่บ้านขยายผล และหมู่บ้านได้รับผลกระทบ เชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ทั้งพิกัดชุมชน ข้อมูลชุมชน ผู้นำชุมชน แหล่งท่องเที่ยว สถานการณ์ช้าง การป้องกัน เฝ้าระวัง องค์ความรู้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับภารกิจกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงคงเข้มแข็งในชีวิตให้กับประชาชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565”

ในการนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนากรมการพัฒนาชุมชน นับเป็นโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่ง ที่กรมการพัฒนาชุมชนได้สำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งยังความเป็นสิริมงคลมาสู่ข้าราชการ พนักงานราชการและเจ้าหน้าที่ กรมการพัฒนาชุมชนทุกคนได้มีกำลังใจในการทุ่มเททำงานอย่างอดทน และเสียสละเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน ให้มากยิ่งขึ้นสืบไป อธิบดี พช.กล่าวในตอนท้าย

‘สทศ.’ จัดสอบ O-NET ม.6 ปีการศึกษา 2563 วันแรกฉลุยไร้ปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562155

‘สทศ.’ จัดสอบ O-NET ม.6 ปีการศึกษา 2563 วันแรกฉลุยไร้ปัญหา

‘สทศ.’ จัดสอบ O-NET ม.6 ปีการศึกษา 2563 วันแรกฉลุยไร้ปัญหา

วันเสาร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.11 น.

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม2564 ผศ.ดร.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สทศ. ได้ดำเนินการจัดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) ประจำปีการศึกษา 2563 ในวันที่ 27 และ 29 มีนาคม 2564 มีสนามสอบทั่วประเทศ 395 แห่ง มีผู้มีสิทธิ์สอบ 387,137 คน ซึ่งในวันนี้ เป็นการสอบจัดวันแรก สอบ 3 วิชา ได้แก่ สังคมศึกษาฯ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ  สำหรับภาพรวมการจัดสอบในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี แต่ละสนามสอบมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด โดยมีจุดคัดกรองก่อนเข้าสนามสอบ ตรวจวัดอุณหภูมิ มีเจลแอลกอฮอลล์ล้างมือ ทำความสะอาดห้องสอบ สนามสอบ และบริเวณที่มีการสัมผัสร่วมกัน รวมถึงจัดสถานที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการเว้นระยะห่าง (Social Distancing) เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าสอบ

สำหรับการทดสอบ O-NET ม.6 ในวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 สอบ 2 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ ขอให้ผู้เข้าสอบปฏิบัติตามระเบียบการสอบ อย่าลืมหลักฐานแสดงตนในวันสอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน บัตรนักเรียนที่มีรูปถ่าย หรือ บัตรที่ทางราชการออกให้ (ที่มีรูปถ่ายและยังไม่หมดอายุ) รวมทั้งไปถึงสนามสอบก่อนเวลา ทั้งนี้ สทศ. มีกำหนดการประกาศผลสอบในวันที่ 27 เมษายน 2564 ทางเว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th

‘บอร์ดคุรุสภา’ เห็นชอบเร่งประกาศผลสอบตั๋วครูก่อน 31 มี.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562055

'บอร์ดคุรุสภา'เห็นชอบเร่งประกาศผลสอบตั๋วครูก่อน 31 มี.ค.

‘บอร์ดคุรุสภา’เห็นชอบเร่งประกาศผลสอบตั๋วครูก่อน 31 มี.ค.

วันศุกร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2564, 19.00 น.

“บอร์ดคุรุสภา” เห็นชอบผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู  จำนวน 7,080 คน

วันที่ 26 มีนาคม 2564 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทน รมว.ศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 3/2564  ว่า ที่ประชุมเห็นชอบรับรองผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2564 ที่กำหนดสอบวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ และประกาศผลวันที่ และประกาศผลสอบวันที่ 31 มีนาคม แต่มีหน่วยงานผู้ใช้ครู จำนวน 2 หน่วยงาน ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้าเป็นข้าราชการครูในสังกัด ภายในเดือนมีนาคม นี้คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่กำหนดการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ กำหนดรับสมัครระหว่างวันที่ 24-30มีนาคม และสังกัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่ประกาศสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2564  ที่กำหนดวันรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 9-31 มีนาคม คุรุสภาจึงต้องประกาศผลทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูให้เร็วขึ้น เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการทดสอบ สามารถนำผลการทดสอบไปสมัครเข้าเป็นข้าราชการครูในสังกัดต่างๆ ได้

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า ที่ประชุมจึงให้ความเห็นชอบรับรองผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2564 และประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินฯ ตามร่าง ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเสนอ จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้ ร่าง ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง ผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู จำนวน 34 วิชา, ร่างประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง ผู้ผ่านเกณฑ์การเทียบเคียงผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู และร่างประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง ผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู  จำนวน 7,080 คน

“สำหรับผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินฯ สามารถใช้ผลการทดสอบและประเมินฯ ประกอบการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับคุรุสภาต่อไปได้ และหากปรากฏภายหลังว่า ผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินฯ ผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา หรือผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะฯ ไม่ถูกต้องคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู สามารถยกเลิกผลการทดสอบและประเมินฯ ของผู้นั้นได้ ทั้งนี้ คุรุสภา จะเร่งประกาศผลให้ทราบภายในวันที่ 26 มีนาคม นี้”คุณหญิงกัลยา กล่าว 

‘ครูกัลยา’ ห่วงนักเรียนถูกราดซีม่า เตรียมส่งทีมลงพื้นที่เยี่ยมเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561954

'ครูกัลยา'ห่วงนักเรียนถูกราดซีม่า เตรียมส่งทีมลงพื้นที่เยี่ยมเด็ก

‘ครูกัลยา’ห่วงนักเรียนถูกราดซีม่า เตรียมส่งทีมลงพื้นที่เยี่ยมเด็ก

วันศุกร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.28 น.

“ครูกัลยา” ห่วงนักเรียนถูกราดซีม่า สั่งเร่งสอบข้อเท็จจริง เตรียมส่งคณะทำงานลงพื้นที่เยี่ยมเด็กพร้อมให้กำลังใจครอบครัว

26 มี.ค.64 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อมูลปรากฏเป็นข่าวกรณีที่นักเรียนพี่เลี้ยงชั้น ป.5 และชั้น ม.4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ แห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เขาพนม จังหวัดกระบี่  ได้ใช้ยาซีม่าราดตามตัวเด็กชายภูผา บุตรชายนางจินตนา มาชะอุ้ม วัย 9 ขวบ ชั้น ป.2 ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยผิวหนังเกิดรอยไหม้ และมารดาของเด็กได้มารับตัวไปรักษาตัวที่ รพ.เขาพนม ในวันที่ 23 มี.ค. 2564 หลังจากเหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ รักษาการแทนรมว.ศึกษาธิการ  ได้รับทราบเรื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้แสดงความห่วงใยมายังเด็กชายภูผาและครอบครัว และสั่งให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย และรายงานผลการสอบสวนมายังหน่วยงานต้นสังกัดโดยเร็ว พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปยังจังหวัดกระบี่ เพื่อไปเยี่ยมนักเรียนคนดังกล่าว พร้อมให้กำลังใจกับครอบครัวที่ประสบเหตุ

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อว่าตนเองได้มีโอกาสพูดคุยกับนายศักดิ์ชัย สุวรรณคต ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 เพื่อสอบถามเบื้องต้นถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ทราบว่าโรงเรียนอยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง และจะมีบทลงโทษไปตามกฎระเบียบของโรงเรียนต่อไป ทั้งนี้ คุณหญิงกัลยาได้กำชับให้โรงเรียนทุกแห่งเพิ่มมาตรการในการดูแลให้เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความรัดกุมในการตรวจตรา ตรวจสอบ โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีลักษณะเป็นโรงเรียนกินอยู่ประจำที่มีนักเรียนพักค้างในโรงเรียนอยู่ร่วมกันทุกชั้นปี ที่สำคัญคือต้องไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก 

“ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ขอส่งกำลังใจให้น้องภูผาและครอบครัว และขอให้น้องหายป่วยโดยเร็ว และอยากเรียนทุกท่านให้ทราบว่าคุณหญิงกัลยา ในฐานะที่กำกับดูแลโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ มีความห่วงใยในปัญหาที่เกิดขึ้น และกำชับผู้เกี่ยวข้องให้เร่งสอบสวนข้อเท็จจริง โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงต้องไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นอีกในสถานศึกษาทุกแห่งภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ หากผลการสอบข้อเท็จจริงพบว่าคุณครู หรือนักเรียนพี่เลี้ยงมีข้อบกพร่อง หรือมีความผิดพลาดในการดูแล ก็ให้โรงเรียนใช้มาตรการในการตักเตือนหรือลงโทษตามระเบียบ ข้อบังคับของทางโรงเรียน หรือทางราชการต่อไป ส่วนในกรณีของคดีความหากผู้ปกครองต้องการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ถือเป็นสิทธิ และสามารถดำเนินการได้ภายใต้กระบวนการทางกฎหมาย” นางดรุณวรรณ กล่าว

‘เอนก’ โดดป้องคณบดีวิจิตรศิลป์ มช. ทำตามหน้าที่ เผยวิจารณ์ใครไม่ว่าแต่อย่าแตะ ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561797

‘เอนก’โดดป้องคณบดีวิจิตรศิลป์ มช. ทำตามหน้าที่ เผยวิจารณ์ใครไม่ว่าแต่อย่าแตะ ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’

‘เอนก’โดดป้องคณบดีวิจิตรศิลป์ มช. ทำตามหน้าที่ เผยวิจารณ์ใครไม่ว่าแต่อย่าแตะ ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.43 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยกรณี รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยรองคณบดีและเจ้าหน้าที่ เข้าไปเก็บผลงานศิลปะของนักศึกษา สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ที่กำลังจัดแสดงอยู่ จนเกิดการเผชิญหน้าโต้เถียงกันรุนแรง และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมอย่างกว้างขวาง ว่า ตนเห็นว่า รศ.อัศวิณีย์ และผู้บริหารคณะวิจิตรศิลป์ ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบใน การกำกับ ดูแลสถานที่และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย อีกทั้งเป็นการปกป้องชื่อเสียงของนักศึกษา บุคลากร และมหาวิทยาลัยโดยรวม เป็นการกระทำโดยชอบแล้ว และขอให้กำลังใจผู้บริหารทุกระดับของทุกมหาวิทยาลัย ที่ยืนหยัดรักษากฏหมาย 

“ขอย้ำ ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรหรือใคร ก็ไม่ว่า รับได้ แต่ถ้าแตะ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถ้าไม่ฟัง  เราไม่มีทางอื่น นอกจากต้องดำเนินการ เพราะทำผิดกฏหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ และผิดจรรยาบรรณความเป็นอาจารย์ ผมเข้าใจดีเรื่องเสรีภาพ แต่เสรีภาพนั้น ไม่ว่าที่ไหนในโลก  ต้องมีขอบเขต ใครที่ต้องการเสรีภาพที่สุดขั้ว ที่มากล้นกว่านี้ ก็ไม่ควรอยู่ในชุมชนมหาวิทยาลัย  เพราะไม่มีใครบังคับให้อยู่ที่นี่”  ดร.เอนก กล่าว

รมว.อว.กล่าวอีกว่า อาจารย์ส่วนใหญ่พอใจในเสรีภาพวิชาการ แต่อาจารย์ส่วนน้อยนิด ถ้าไม่เชื่ออยากจะรุกล้ำอะไรมากกว่านี้ ตนก็เสียใจที่จะบอกว่าขอให้เตรียมตัวรับผลที่จะตามมาก็แล้วกัน

‘ฟีโบ้’ เปิดบ้านโชว์เทคโนโลยีหุ่นยนต์สุดล้ำผ่านระบบภาพเสมือนจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561764

‘ฟีโบ้’เปิดบ้านโชว์เทคโนโลยีหุ่นยนต์สุดล้ำผ่านระบบภาพเสมือนจริง

‘ฟีโบ้’เปิดบ้านโชว์เทคโนโลยีหุ่นยนต์สุดล้ำผ่านระบบภาพเสมือนจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 17.06 น.

‘ฟีโบ้’เปิดบ้านโชว์เทคโนโลยีหุ่นยนต์สุดล้ำผ่านระบบภาพเสมือนจริง พร้อมเชิญกูรูระดับประเทศอัพเดทการพัฒนาวิทยาการหุ่นยนต์ของไทย ทันสมัยไม่แพ้ชาติใดในโลก 

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดนิทรรศการ “เปิดบ้าน ฟีโบ้ระบบภาพเสมือน FIBO Virtual Open House 2021” โดยถือเป็นการจัดอีเวนท์ทางออนไลน์เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2564  ซึ่งภายในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีหุ่นยนต์แบบบูรณาการ สาธิตผลงานวิจัยและพัฒนาที่ก้าวหน้า และผลงานต้นแบบที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ

นอกจากนี้ยังมีการสาธิตแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยฟีโบ้และพันธมิตร เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีความพร้อมให้กับ ภาคเอกชน และภาครัฐที่สนใจ ให้เลือกนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง ในราคาที่เหมาะสมกับภาคธุรกิจไทย รวมทั้งมีการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ การอบรมเชิงปฏิบัติการ และแสดงการแข่งขันการออกแบบชิ้นงานสามมิติเชิงวิศวกรรมสำหรับ 3-D printing โดยผู้เข้าแข่งจากโรงเรียนต่าง ๆ

นิทรรศการเปิดบ้านในครั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมได้จากทุกที่ ผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือได้โดยง่าย หลังจากลงทะเบียนผ่านระบบก็สามารถเยี่ยมชมโซนนิทรรศการที่มีการจัดแสดงผลงาน พร้อมข้อมูลความรู้ที่น่าสนใจจำนวน 20 บูธ สามารถรับฟังการบรรยาย หรือเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการได้แบบฟรี ๆ กับวิทยากรและกูรูในหัวข้อที่จัดไว้กว่า 20 หัวข้อ และสามารถ chat ถามคำถามได้ทันทีสำหรับเรื่องที่สนใจตลอดช่วงการจัดงานทั้ง 3 วัน ตัวอย่างงานที่แสดงไว้ในนิทรรศการเสมือนจริง ได้แก่ การควบคุมระบบ Smart Factory และระบบ 3d Printing จากระยะไกล การวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อการวินิจฉัยโรคจากภาพถ่ายทางการแพทย์ การวิจัยและพัฒนาแขนเทียมสำหรับหยิบจับวัตถุด้วยกล้องสามมิติและสัญญาณกล้ามเนื้อ และตัวอย่างการอบรมเชิงปฏิบัติการ ได้แก่  “Machine Learning Workshop” ภายใต้ทีมวิจัยของ รศ.ดร. สยาม เจริญเสียง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมสถาบันหุ่นยนต์ระดับประเทศ ผ่านมือถือของได้ที่  http://bit.ly/3ewzL2h ตั้งแต่วันที่ 25 – 27 มีนาคม 2564 เวลา 10:00 – 18:00 น. ของแต่ละวัน

ส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยและพัฒนาและการพัฒนาบุคลากรที่นำมาแสดงครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการ AI for All ซึ่งได้รับทุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อพัฒนาบุคลากรด้าน AI ในทุกระดับ

สทน. ผนึก 3มรภ. ลงนามMOU สร้างมูลค่า ‘อาหารพื้นถิ่น’ ด้วยนวัตกรรมฉายรังสี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561753

สทน. ผนึก 3มรภ. ลงนามMOU สร้างมูลค่า'อาหารพื้นถิ่น'ด้วยนวัตกรรมฉายรังสี

สทน. ผนึก 3มรภ. ลงนามMOU สร้างมูลค่า’อาหารพื้นถิ่น’ด้วยนวัตกรรมฉายรังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.55 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทน. ร่วมกับ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารฉายรังสีสู่ผู้ประกอบการ SME กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตั้งเป้า 5 ปี ยกระดับคุณภาพ “อาหารพื้นถิ่น” ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สร้างโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์ สู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

25 มี.ค.64 รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานใน “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการวิจัยและพัฒนา เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการและบูรณาการ ด้านการวิจัยและพัฒนา สร้างนวัตกรรมใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนิวเคลียร์” ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) จัดขึ้น ภายใต้โครงการ “การสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่นด้วยการฉายรังสี” และ “โครงการคูปองยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมฉายรังสี” โดยมี รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. และอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 3 แห่ง ได้แก่ มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.พระนครศรีอยุธยา และมรภ.ธนบุรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มรภ. และ สทน. ร่วมงาน ณ อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงฯ

รศ.ดร.พาสิทธิ์ เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสินค้าโอทอป รู้จักปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาและยกระดับสินค้า แต่ยังคงคุณค่าและรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลก พิธีลงนามครั้งนี้ จึงถือได้ว่ามีความสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวง อว. ในยุทธศาสตร์ด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เรื่องการพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ เรื่องการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การส่งเสริมความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งตรงกับยุทธศาสตร์เรื่องการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ของประเทศ และสร้างระบบนิเวศการวิจัย

ด้าน รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ความร่วมมือในวันนี้ เกิดขึ้นเพื่อยกระดับการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้วยวิธีการฉายรังสีให้เป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับและมีการใช้ประโยชน์แพร่หลายมากขึ้น มีโครงการที่ได้ดำเนินการร่วมกัน ได้แก่ โครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่นด้วยการฉายรังสี และ โครงการคูปองยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมฉายรังสี เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการและผู้บริโภคบางส่วน ยังไม่ทราบถึงข้อมูลอาหารฉายรังสีที่ถูกต้อง จนเกิดความกังวลและเข้าใจผิด ทำให้อาหารฉายรังสีไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร

ดังนั้น สทน.จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชน และคุ้นเคยกับผู้ประกอบการ เพื่อร่วมมือกันยกระดับการรับรู้เรื่องการฉายรังสีอาหารอย่างถูกต้องให้กับคนไทย โดยในปี 2564 นี้ สทน.ได้ร่วมกับ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ประกอบด้วย มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.พระนครศรีอยุธยา และ มรภ.ธนบุรี  โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ สร้างการยอมรับ และสนับสนุนให้นำผลิตภัณฑ์อาหารที่มีศักยภาพของชุมชน และอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากเชื้อโรคต่างๆ มาฉายรังสี รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้มีศูนย์ประสานงาน ในการส่งผลิตภัณฑ์เพื่อมาฉายรังสี  เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค มีอายุการจัดจำหน่ายที่ยาวนานขึ้น และช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การขยายตัวของธุรกิจชุมชน รวมทั้งนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาตัวสินค้า จนสามารถขยายไปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะนำไปจำหน่ายทั้งในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศในอนาคต

“ในฐานะนักวิจัยที่ทำงานทางด้านนี้มาตลอด และมีผลการวิจัยที่ยืนยันเป็นที่ยอมรับมากว่า 40 ปีแล้วว่า อาหารที่ผ่านการฉายรังสีนั้นไม่มีอันตรายและไม่เกิดผลกระทบกับร่างกายแต่อย่างใด วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ของการฉายรังสีในอาหารคือ การลดปริมาณจุลินทรีย์ การฆ่าเชื้อปรสิต ฉะนั้น อยากขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SME กลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง และสมุนไพร สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ฉายรังสีกับ สทน. ได้นะครับ ผมมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ท่านจะมีทางเลือก มีโอกาสในการทำตลาดเพิ่มมากขึ้น” ผอ.สทน.กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมรภ.ราชนครินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง มีพื้นที่บริการแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว อย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์เราดูแล 3 จังหวัดในพื้นที่ EEC คือ ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี โดยการทำงานต้องสร้าง train the trainer ให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ได้จาก สทน.  และสร้างให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยดึงศักยภาพของชุมชนผ่านอาหารพื้นถิ่นหรือวัฒนธรรมพื้นถิ่น มาต่อยอดองค์ความรู้ที่สทน.มีคือการฉายรังสี เพื่อให้เป็นสินค้า Premium grade เน้นถึงความคุ้มค่า ความปลอดภัยในการรับประทานของผู้บริโภค แล้วส่งต่อถึง SME หรือผู้ประกอบการเพื่อยกระดับสินค้าให้สามารถตอบโจทย์

อาชีวะอุบลฯคว้าชัยทักษะระดับภาค 20 รายการ เตรียมไปต่อในระดับชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561645

อาชีวะอุบลฯคว้าชัยทักษะระดับภาค 20 รายการ เตรียมไปต่อในระดับชาติ

อาชีวะอุบลฯคว้าชัยทักษะระดับภาค 20 รายการ เตรียมไปต่อในระดับชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.25 น.

อาชีวะอุบลฯ ภูมิใจคว้าชัยทักษะระดับภาค 20 รายการ เตรียมไปต่อในระดับชาติ  มั่นใจยังคงรักษามาตรฐานเดิม เพิ่มเติมปริมาณและคุณภาพสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง

จากการที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำคณะครู นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมแข่งขันในงานการประชุมทางวิชาการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทยการแข่งขันทักษะวิชาชีพ และทักษะพื้นฐานระดับภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 30 ประจำปีการศึกษา 2563 ณ อาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 22 – 24 มีนาคม โดยปีนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นตัวแทนอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี เข้าร่วมแข่งขันในระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 42รายการ ผลการแข่งขัน ปรากฏว่า นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี สร้างผลงานยอดเยี่ยม ด้วยการคว้ารางวัลในการแข่งขัน ทั้งสิ้น  จำนวน 20 รายการ ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ จำนวน 9 รายการ 

ได้แก่ 1. การประกวดพูดในที่สาธารณะเป็นภาษาอังกฤษ (English Public Speaking Contest)  ระดับ ปวช. หรือ ปวส. 2. ทักษะพิมพ์อังกฤษด้วยคอมพิวเตอร์ (สาขาวิชาการเลขานุการ, สาขาวิชาการจัดการสำนักงาน) ระดับ ปวช. 3. ทักษะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ผลิตหนังสือราชการภายนอก ระดับ ปวส.  4. ทักษะประติมากรรม ระดับ ปวช. 5. ทักษะการประกวดการพูดสาธิตเป็นภาษาอังกฤษ (English Demonstration C0ntest) 6. การประกวดดนตรีพื้นเมือง (เดี่ยวแคน) 7. การประกวดดนตรีไทย (เดี่ยวซออู้) 8. ทักษะการประยุกต์ออกแบบตัดเย็บเครื่องแต่งกายสู่สากลระดับ ปวส. 9. ทักษะการประกอบอาหารไทยเชิงธุรกิจ ระดับ ปวช.

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน  6  รายการ  ได้แก่ 1. ทักษะการวาดภาพสีน้ำหุ่นนิ่ง ระดับ ปวช. 2. ทักษะการประกวดเล่านิทานพื้นบ้าน ระดับ ปวช./ปวส. 3. ทักษะการออกแบบ 3D แอนนิเมชั่น 4. ทักษะออกแบบเขียนแบบเฟอร์นิเจอร์ 5. การแข่งขัน STEM Education ระดับ ปวส. 6. การประกวดดนตรีไทย (เดี่ยวขิม)

และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 5 รายการ ได้แก่ 1. ทักษะพิมพ์ไทยด้วยคอมพิวเตอร์ (สาขาวิชาการเลขานุการ, สาขาวิชาการจัดการสำนักงาน) ระดับ ปวช. 2. ทักษะการออกแบบ 2D แอนนิเมชั่น 3. ทักษะออกแบบเขียนแบบผลิตภัณฑ์ 4. การประกวดวงดนตรีสากล 5. การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง หญิง ระดับ ปวช. หรือ ปวส. 

นอกจากนี้ ยังมีรายการที่ได้รับรางวัล ด้วยสร้างผลงานอยู่ในเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด อีก 10 รายการ ได้แก่ รางวัล รองชนะเลิศอันดับ 4 -5 และรางวัลชมเชย 

ทั้งนี้ทักษะที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดัน 1 และรองชนะเลิศอันดับ 2 รวม  20 รายการ  ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว จะเป็นตัวแทน อาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมแข่งขันทักษะวิชาชีพ และทักษะพื้นฐานระดับชาติ ณ อาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก ในระหว่างวันที่  19-23 เมษายน 2564 

ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า รู้สึกภูมิใจที่คณะครู และนักเรียน นักศึกษา สร้างผลงานยอดเยี่ยม คว้ารางวัลจากการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีที่ผ่านมา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นตัวแทนของอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 36 รายการ สามารถสร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้าชัยจำนวน 21 รายการแข่งขัน โดยได้รับรางวัลชนะเลิศ จำนวน 8 รายการ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 7 รายการ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 6 รายการ มีผลคะแนนรวม เป็นอันดับ 1 ใน 20 จังหวัด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันมากที่สุด และเป็นตัวแทนภาคอีสานเข้าร่วมแข่งขันในระดับอาชีวศึกษาชาติ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด คว้ารางวัลจากการแข่งขันจำนวน  13 รายการ ได้แก่  รางวัลชนะเลิศ 2 รายการ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ1 จำนวน 2 รายการ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 4 รายการ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 จำนวน 2 รายการ และรางวัลชมเชยอีก 3 รายการ  มีคะแนนรวมเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

ในส่วนปีนี้ ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว กล่าวต่อไปว่า มีความเชื่อมั่นว่าตัวแทนนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จะสามารถสร้างผลงานยอดเยี่ยม นำชัยชนะและชื่อเสียง มาสู่จังหวัดอุบลราชธานี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ที่ยังคงรักษามาตรฐานเดิม และมุ่งพัฒนาเพิ่มเติมปริมาณและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง