ป้อง ‘ตรีนุช’ ! โฆษกศธ.มั่นใจนำกระทรวงมุ่งไปข้างหน้า ฉะนักเรียนเลวใครมาก็ด่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561588

ป้อง‘ตรีนุช’! โฆษกศธ.มั่นใจนำกระทรวงมุ่งไปข้างหน้า ฉะนักเรียนเลวใครมาก็ด่า

ป้อง‘ตรีนุช’! โฆษกศธ.มั่นใจนำกระทรวงมุ่งไปข้างหน้า ฉะนักเรียนเลวใครมาก็ด่า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 10.02 น.

ป้อง‘ตรีนุช’! โฆษกศธ.มั่นใจนำกระทรวงมุ่งไปข้างหน้า ฉะนักเรียนเลวใครมาก็ด่า

25 มีนาคม 2564 ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วิระ แข็งกสิการ” ระบุว่า “หน้าที่โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ดร.วีระ แข็งกสิการ ในฐานะ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังกลุ่มนักเรียนเลวได้แสดงความคิดเห็นในเชิงลบ กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง ทั้งยังกล่าวว่า อนาคตนักเรียนไทย คือเค้กก้อนใหญ่ นั้น ว่า ไม่แปลกใจที่กลุ่มนักเรียนเลว ซึ่งมีความเห็นต่างทางการเมืองจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในตัวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะถึงแม้จะเป็นใครมา คนเห็นต่างก็สามารถหาถ้อยคำมาด้อยค่าได้ทุกคน”

“โดยส่วนตัวเห็นว่าด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีประวัติการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ ด้วยความเป็นนักการเมืองที่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชนมายาวนาน ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านประสบการณ์การบริหารงานมาหลากหลายด้าน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะสามารถนำพากระทรวงศึกษาธิการไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน”

“และในวันนี้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้เรียกผู้รับผิดชอบในการจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ ของทุกส่วนราชการ ทั้งจากสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานการอาชีวศึกษา สำนักงานสภาการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันยกร่างนโยบายเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา เพื่อพิจารณาต่อไป โดยให้นำนโยบายที่ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนโยบายของรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รวมทั้งนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ เพื่อประมวลเป็นภาพกระทรวงศึกษาธิการต่อไป”

“โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยังได้กล่าวอีกว่า การแต่งตั้ง “นางสาวตรีนุช เทียนทอง” ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่สตรีได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นหน้าประวัติศาสตร์ครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง 3 ท่านเป็นสตรี จึงเป็นมิติใหม่ที่น่าติดตามผลงานอย่างยิ่ง ช่วยให้กำลังใจท่านรัฐมนตรีสตรีทั้งสามท่านด้วยการ ช่วยไลน์  ช่วยแชร์  ช่วยสนับสนุนท่านด้วยนะครับ”

ไม่มีอะไรเกินกำลังของคนใจสู้ การศึกษากับความต้องการทำเพื่อแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561426

ไม่มีอะไรเกินกำลังของคนใจสู้  การศึกษากับความต้องการทำเพื่อแผ่นดิน

ไม่มีอะไรเกินกำลังของคนใจสู้ การศึกษากับความต้องการทำเพื่อแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ผม” จำได้ว่า คุณศตายุ วาดพิมาย เป็นนักประชาสัมพันธ์ สพป.ตาก เขต 2 เคยมาอบรมเรื่องการเขียนข่าว บทความ และสารคดี โดยมี “ผม” เป็นวิทยากรคนหนึ่งในห้าวิทยากร จากหนังสือพิมพ์ชื่อดังๆ หลายเล่ม อาทิ ไทยรัฐ ข่าวสด คม ชัด ลึก แนวหน้า และสยามรัฐ เป็นต้น

ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งแรกๆ คุณศตายุเขียนคำถามขึ้นมาถามผม บ่นว่าเขาเป็นครูโรงเรียนกันดาร เป็นครูในท้องถิ่นห่างไกลความเจริญ โชคไม่ดี ไม่ค่อยมีผู้หลักผู้ใหญ่มาสนใจจึงไม่ค่อยมีข่าวที่จะเขียน ทำให้ขาดทักษะในด้าน “งานเขียน”ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่เขามีข่าวมาป้อนให้เขียนทุกวัน

ดูเหมือนผมจะไม่ได้ตอบให้เขาสบายใจกับความวิตกกังวลของเขา เพียงแต่บอกว่าเมื่อไม่มีใคร “พาคุณไปเดิน”คุณก็ไปเดินดูด้วยตนเองสิ คือ แทนที่คุณจะเป็นคนทำข่าวเชิงรับคุณเปลี่ยนเป็นทำข่าวเชิงรุกที่มีอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่เอาแต่เดินตามข่าว แต่เรากลับรุกไปหาข่าว ซึ่งในสถานที่เขาอยู่นั้นทุกอย่างเป็นข่าวได้ทั้งนั้น เพราะมันเต็มไปด้วยปัญหา หากคุณนำเอามาบอกให้คนภายนอกรับรู้ ใครๆ ก็อยากจะเห็นอยากจะติดตาม อยากจะแก้ไขปรับปรุง ขออย่าคิดว่า “เป็นคนโชคร้ายแต่เขาคือคนโชคดีที่สุดเป็นหนึ่งในหลายๆ พันคนที่ไม่มีโอกาสเยี่ยงนี้”

เห็นหน้าเขายิ้มแห้งๆ แต่ดูเหมือนจะมีแววตาบางอย่างที่แผ่รัศมีออกมา วันนี้ข่าวของคุณศตายุมีแต่คนอยากรู้ อยากเห็นของจริง จนโรงเรียนกันดารหลายแห่งได้รับการช่วยเหลือ จนคนที่เคยดูแคลนเริ่มอิจฉา

มันทำให้ผมนึกถึงประกายจากแววตาในวันนั้นของเขาได้ว่า“หมายถึงอะไร” วันนี้ เขาเริ่มมองเห็นแสงสว่างโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ โดยผมคงขอร้องว่า “นักบริหาร” ส่วนกลางอย่าเพิ่งย้ายเขาไปทำงานในที่เจริญเพื่อเป็นการให้รางวัลในการทำงานของเขานะครับ เพราะเขาเกิดมาเพื่อลุย ขอให้ข้าราชการไทยสร้างคนแบบนี้เอาไว้มากๆ ดีกว่า จับขึ้นมา นั่งอยู่บนหอยคอยงาช้าง แล้วก็เที่ยวนินทาคนอื่น หรือค้นคิดวิธีกลโกงที่แนบเนียน โดยไม่สร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดินไทยเลยนะครับ

วันนี้ผมขอนำเอาบทความของเขาล้วนๆ มาลงให้อ่านกันตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ตัดตอนเลย ลองอ่านดูนะครับ

รำพึงถึงโดย ชนิตร ภู่กาญจน์

…………………………………..

“ห้องเรียน มิใช่เพียงแค่จำกัดอยู่ภายห้องสี่เหลี่ยมที่มีกำแพงมาโอบล้อมไว้ เราในฐานะ “ครู” สามารถนำเทคโนโลยีมาทลายกำแพงทางการเรียนรู้และเปิดโลกกว้างให้เด็กนักเรียนบนพื้นที่สูงและทุรกันดาร ได้เรียนรู้…อย่างไร้พรมแดน”

จารุพร จะนะ หรือชื่อที่นักเรียนเรียกกันสั้นๆ ว่า“ครูนู” เธอสอนอยู่โรงเรียนบ้านแม่ระเมิง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่เมย ตำบลแม่สอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดใหญ่ เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 6 และมีโรงเรียนสาขาที่อยู่ในความรับผิดชอบอีก 1 แห่ง คือ โรงเรียนสาขาบ้านตะพิเดอ และห้องเรียนสาขาที่กระจายอยู่ตามหย่อมบ้านอีกจำนวน12 แห่ง บริบทของโรงเรียนอยู่ในพื้นที่สูง ทุรกันดารและตั้งอยู่กลางหุบเขา ไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้กระแสไฟฟ้าผ่านพลังงานทดแทน รวมถึงการใช้สัญญาณอินเตอร์เนตผ่านดาวเทียม นักเรียนเป็นชนเผ่าปกาเกอะญอร้อยเปอร์เซ็นต์

จารุพร ได้นำนวัตกรรม KRUDOIS Model (ครูดอย โมเดล) เข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียน เพื่อพัฒนาทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่มีการบูรณาการระหว่างรายวิชาในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้เข้าด้วยกัน ประกอบไปด้วย รายวิชาชีววิทยา ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคมศึกษา และคอมพิวเตอร์ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางในการประสานอย่างสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนกิจกรรม สร้างนวัตกรรมผ่านเทคโนโลยีใกล้ตัว และยังถือเป็นการร่วมมือกันในการพัฒนาการเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอนด้วยกระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ PLC (Professional Learning Community) ที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันของครูและผู้บริหาร ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ในการเรียนรู้รูปแบบใหม่ นักเรียนมีทัศนคติและแรงจูงใจในการเรียนที่ดี จนนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบห้องเรียนไร้พรมแดน โดยมีครูจากต่างประเทศเป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ หนึ่งในนั้นคือ คุณครูไซนุดดิน ซึ่งเป็น ครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรี (ประเทศมาเลเซีย)

การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนไร้พรมแดนโดยใช้นวัตกรรม KRUDOIS Model เพื่อพัฒนาทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยมีกระบวนการเป็นลำดับขั้นตอน 6 ขั้นตอน คือ

K : Knowledge Construction สร้างความรู้ความเข้าใจ ICT

ขั้นตอนนี้เป็นการสอนเสริมโปรแกรมพื้นฐานต่างๆรวมถึงเทคนิค การใช้ ICT การสร้างชิ้นงานการพัฒนาผลงาน ของนักเรียน เพิ่มเติมนอกเหนือจากในชั่วโมงเรียน เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยอาศัยความร่วมมือจากครูในรายวิชาคอมพิวเตอร์ และครูที่มีความถนัดในการใช้ ICTเป็นผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้

R : Related Information Work Shop จัดว่าดีมี Work Shop ก่อนหรรษา

ขั้นตอนนี้เป็นการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้าน ICTในหัวข้อต่าง ๆ เช่น การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร, เทคนิคการถ่ายภาพ ตัดต่อวีดีโอ ด้วย Smart Phone, การปลูกฝังการใช้ ICT ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง

U : Union For Development ชวนมาเลย์ อินโด ร่วมพัฒนา

เข้าร่วมโครงการห้องเรียนไร้พรมแดน ร่วมกับประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้รับเกียรติจาก คุณครูไซนุดดิน ซึ่งเป็นครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นผู้ก่อตั้งและร่วมประสานงาน โดยผ่านช่องทาง FaceBook กลุ่ม และทางสื่อ Social Media ต่างๆ

D : Design By OneNote ใช้ OneNoteให้มาติดต่อกัน

ครูผู้ประสานงานประชุม Conference เพื่อคิด Mission ต่างๆ เพื่อท้าทายความสามารถของนักเรียน โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม 19 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน 1 กลุ่มมีนักเรียนจากทั้ง 3 ประเทศ ทำความรู้จักกันผ่านสื่อ Social Media มอบหมายงานและตรวจชิ้นงานจาก OneNote

O : Our Team Our Group พี่สอนน้อง เพื่อนสอนเพื่อน ช่างสุขสันต์

คนที่สามารถใช้โปรแกรมต่างๆ ได้อย่างคล่อง จะทำหน้าที่ช่วยสอนและแนะนำเพื่อน นอกเหนือจากเพื่อนในห้องแล้ว สร้างเป็นเครือข่ายขยายผลในโรงเรียน ให้นักเรียนในระดับชั้นอื่นๆ สามารถใช้ ICT ให้เกิดประโยชน์ คนที่สอนคนอื่นได้จะเห็นคุณค่าและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ในโรงเรียนลดภาระงาน โดยการบูรณาการให้เข้ากับรายวิชาในกลุ่มสาระต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคมศึกษา และคอมพิวเตอร์ จะใช้ชิ้นงานของหลังเรียน 1 ชิ้นงานเพื่อประเมินในหลายสาระวิชา

IS : Interactive & Skillful Communication สร้างสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนไกล ไร้พรมแดน

ขั้นตอนนี้เป็นการ Up level โดยการนำชิ้นงานที่ได้รับมอบหมายแบ่งปัน เรียนรู้ซึ่งกันและกันกับเพื่อนต่างชาติ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เผยแพร่ความรู้ และผลงานระหว่างกัน โดยผ่านเทคโนโลยี ซึ่งเพื่อนนักเรียน ครู และผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาร่วมศึกษา ติชม ให้คำแนะนำ และร่วมแสดงความคิดเห็น โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ในการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากแนวคิดและผลงานของผู้อื่น ซึ่งจะส่งเสริมลักษณะแห่งการแบ่งปันความรู้

KRUDOIS Model (ครูดอย โมเดล) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการเรียนรู้ของโรงเรียนในพื้นที่สูงถิ่นทุรกันดาร สู่โลกภายนอก เพื่อทลายกำแพงการเรียนรู้ที่ปิดกั้นคนในพื้นที่สูง และก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ สู่ห้องเรียนไร้พรมแดนดังที่กล่าวมา

เขียนโดย….ศตายุ วาดพิมาย เรื่อง/ภาพ

‘วิชา มหาคุณ’ นำทีมมูลนิธิต่อต้านการทุจริต รับประกาศเชิดชูเกียรติองค์กรยอดเยี่ยมด้านคุณธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561503

'วิชา มหาคุณ'นำทีมมูลนิธิต่อต้านการทุจริต รับประกาศเชิดชูเกียรติองค์กรยอดเยี่ยมด้านคุณธรรม

‘วิชา มหาคุณ’นำทีมมูลนิธิต่อต้านการทุจริต รับประกาศเชิดชูเกียรติองค์กรยอดเยี่ยมด้านคุณธรรม

วันพุธ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.00 น.

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต รับมอบเกียรติบัตรจากนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม โดยเป็นประกาศนียบัตรยกย่อง มูลนิธิต่อต้านการทุจริต เป็นองค์กรที่ใช้หลักคุณธรรมในการบริหารจัดการองค์กรจนเกิดผลเป็นที่ประจักษ์ของสังคม

คณะกรรมการศูนย์คุณธรรม นำโดย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหารศูนย์คุณธรรม มอบใบประกาศนียบัตรยกย่อง มูลนิธิต่อต้านการทุจริต เป็นองค์กรที่ใช้หลักคุณธรรมในการบริหารจัดการองค์กรจนเกิดผลเป็นที่ประจักษ์ของสังคม ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต พลเอกธีระเดช ฉัตรเสถียรพงศ์ รองประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต พลเอกจิระ โกมุทพงศ์ ที่ปรึกษามูลนิธิต่อต้านการทุจริต นางศิริรัตน์ วสุวัต กรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต พลอากาศโทกิตติทัศน์ ภาเจริญ กรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต และนายรัชพล สุวรรณโชติ ที่ปรึกษามูลนิธิต่อต้านการทุจริต เป็นตัวแทนรับมอบ

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ศูนย์คุณธรรม ได้มอบเกียรติบัตรแก่มูลนิธิต่อต้านการทุจริตที่ได้ดำเนินการปลูกจิตสำนึกในการต่อต้านทุจริตมาอย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง และมีปณิธานแน่วแน่ในการสร้างสังคมไทยให้มีคุณธรรม โดยมีท่านศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นผู้นำในการดำเนินการจนเกิดผลสำเร็จมากมายในระดับประเทศจึงควรแก่การยกย่องและเชิดชูเกียรติในครั้งนี้”

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต กล่าวว่า “ในนามมูลนิธิต่อต้านการทุจริต รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่งานของมูลนิธิได้เกิดผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าเราได้ช่วยกันส่งเสริมในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ทำให้เกิดการต่อต้านการทุจริตอย่างเข้มแข็ง เช่นโครงการจัดตั้งหมู่บ้านช่อสะอาดใน 76 จังหวัด ซึ่งปีนี้จะขยายเป็นโครงการ ตำบลช่อสะอาด การดำเนินการต่างๆจำเป็นต้องมีพันธมิตรในการขับเคลื่อนการต่อต้านการทุจริตที่เป็นงานยากมาก การที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับศูนย์คุณธรรมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมไทยให้เกิดการสุจริตได้อย่างรวดเร็วและทั่วประเทศต่อไป ต้องขอขอบคุณศูนย์คุณธรรมที่เล็งเห็นความสำคัญและร่วมมือเป็นพันธมิตรที่ดีในการทำงานเพื่อประเทศชาติร่วมกันต่อไป”

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “ศูนย์คุณธรรมมีแนวคิดในการประกาศคุณยกย่องคนที่ทำความดีให้กับแผ่นดิน ดังนั้นการมอบเกียรติบัตรและยกย่องการทำงานของท่านศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ซึ่งท่านมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งด้านคุณธรรมและการทำงานต่อต้านทุจริตเพื่อประเทศชาติ นอกจากจะเชิดชูเกียรติแล้วยังเป็นโอกาสที่สองหน่วยงานจะได้มาบูรณาการทำงานร่วมกันต่อไป”  

มูลนิธิต่อต้านการทุจริต ดำเนินการด้านการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมในการปลูกฝังค่านิยมคุณธรรมและจริยธรรมให้กับคนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนให้เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ บนหลักการส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พร้อมทั้งยกย่องและเผยแพร่เกียรติคุณของหน่วยงานและบุคคลที่ดีเด่นในด้านการป้องกัน ปราบปรามการทุจริต และมีความซื่อสัตย์ สุจริต รวมถึงให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศลต่าง ๆ

‘ครูกัลยา’ เผย ครม.เห็นชอบผลิตครูวิทย์ฯ-คณิตฯ-ศึกษาศาสตร์ ทดแทนครูเกษียณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561174

'ครูกัลยา'เผย ครม.เห็นชอบผลิตครูวิทย์ฯ-คณิตฯ-ศึกษาศาสตร์ ทดแทนครูเกษียณ

‘ครูกัลยา’เผย ครม.เห็นชอบผลิตครูวิทย์ฯ-คณิตฯ-ศึกษาศาสตร์ ทดแทนครูเกษียณ

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.03 น.

“ครูกัลยา” เผย ครม.เห็นชอบผลิตครูวิทย์ฯ-คณิตฯ-ศึกษาศาสตร์ ทดแทนครูเกษียณ 1.2 พันอัตรา

23 มี.ค.64 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งที่ประชุม ครม. ทราบถึงผลการหารือกับเอกอัครราชทูตประเทศฟิลแลนด์ ถึงความร่วมมือกับประเทศฟินแลนด์ทางด้านการศึกษาและด้านการเกษตรไทย-ฟินแลนด์ 

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้  ครม.เห็นของการส่งเสริมการผลิตครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และปริญญาโท สาขาศึกษาศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการระยะที่ 4 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ ระหว่างปี 2564-2567 วงเงินงบประมาณกว่าหนึ่งพันล้านบาท แบ่งเป็น ระดับปริญญาตรี และปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ 600  อัตรา และปริญญาโท สาขาศึกษาศาสตร์ 600 อัตรา รวมเป็น 1,200 อัตรา

“เราต้องมีครูสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และครูศึกษาศาสตร์เพิ่มขึ้น เพื่อมาทดแทนครูที่เกษียณอายุราชการออกไป ซึ่ง2 ปีที่ผ่านมา โครงการผลิตครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์และศึกษาศาสตร์สะดุจไป เนื่องจากช่วงนั้นมีการเปลี่ยนรัฐบาล จึงทำให้ครูทั้งสามสาขาวิชาขาดแคลน ดังนั้น จึงต้องผลิตมาทดแทนครูที่เกษียณ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

ข่าวดีเยาวชน! ‘ทิพานัน’ เผยรัฐบาลจัดให้ เงินกู้ ‘กยศ.’ 3.8 หมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561103

ข่าวดีเยาวชน! 'ทิพานัน'เผยรัฐบาลจัดให้ เงินกู้'กยศ.' 3.8 หมื่นล้าน

ข่าวดีเยาวชน! ‘ทิพานัน’เผยรัฐบาลจัดให้ เงินกู้’กยศ.’ 3.8 หมื่นล้าน

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.07 น.

“ทิพานัน”แจ้งข่าวดีเยาวชน รัฐบาลจัดให้ เงินกู้”กยศ.” 3.8 หมื่นล้านบาท ยื่นเรื่องกู้ผ่านแอปฯได้ ขยายโอกาสระดับ ป.โท เป็นปีแรก ยันรัฐบาลให้ความสำคัญแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แม้เผชิญวิกฤติโควิด

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้ความสำคัญ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เยาวชนได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง เพื่อนำความสามารถมาพัฒนาสังคมและประเทศชาติ โดยในปีการศึกษา 2564 นี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ.ได้มีความพร้อมในการเปิดให้กู้ยืมได้แล้ว โดยนักเรียน นักศึกษา สามารถยื่นกู้ผ่านแอปพลิเคชัน “กยศ. Connect” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 นี้เป็นต้นไป

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า รัฐบาลได้สนับสนุนกองทุน กยศ.โดยเตรียมงบประมาณให้กู้ยืมจำนวน 38,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนักเรียน นักศึกษา จำนวนกว่า 624,000 ราย สามารถกู้ยืมได้สูงสุดถึง 200,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับหลักสูตรสาขาวิชาหรือประเภทวิชาที่เลือกเรียน ที่สำคัญยังขยายโอกาสให้กู้ยืมเงินแก่นักศึกษาระดับปริญญาโทเป็นปีแรกด้วย โดยมีเงื่อนไขการกู้ยืมแบ่งเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้ ลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

ลักษณะที่ 2 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกำลังคนและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ลักษณะที่ 3 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลน หรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ และลักษณะที่ 4 นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศ โดยให้กู้ในระดับปริญญาโท สามารติดตามรายละเอียดสาขาวิชา และเงื่อนไขการให้กู้ยืมทั้ง 4 ลักษณะ ในเว็บไซต์กองทุน http://www.studentloan.or.th

“เห็นได้ว่ารัฐบาลมีความจริงใจ ห่วงใยการศึกษาของเยาวชน แม้ในยามที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ไม่ให้กระทบต่อโอกาสในการศึกษา ทั้งยังขยายโอกาสให้กับนักศึกษาระดับปริญญาโทได้กู้ยืมด้วย” น.ส.ทิพานัน กล่าว

ครม.ไฟเขียว ‘ต้มยำกุ้ง’ เป็นมรดกวัฒนธรรม จ่อส่ง ‘ยูเนสโก’ พิจารณา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561099

ครม.ไฟเขียว'ต้มยำกุ้ง'เป็นมรดกวัฒนธรรม จ่อส่ง'ยูเนสโก'พิจารณา

ครม.ไฟเขียว’ต้มยำกุ้ง’เป็นมรดกวัฒนธรรม จ่อส่ง’ยูเนสโก’พิจารณา

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 12.49 น.

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกระทรวงวัฒนธรรมเสนอ “ต้มยำกุ้ง” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมของมนุษยชาติต่อยูเนสโก

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้กระทรวงวัฒนธรรม เสนอ “ต้มยำกุ้ง” (Tomyum Kung) เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อยูเนสโก ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมรดกภูมิปัญญาฯ ได้รับการขึ้นทะเบียนของยูเนสโกแล้ว 2 รายการ คือ โขนและนวดไทย เมื่อปี พ.ศ.2561 และ พ.ศ.2562 โดยมีรายการ “โนรา” และ “สงกรานต์ในประเทศไทย” ที่เสนอไปแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของยูเนสโก

โดยในปี 2564 นี้ ประเทศไทยจะได้เสนอรายการ “ต้มยำกุ้ง” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก เป็นลำดับต่อไป

นายอิทธิพล เปิดเผยต่อว่า วธ.โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเห็นความสำคัญของ “ต้มยำกุ้ง” อาหารประจำชาติที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ด้วยเป็นอาหารที่มีคุณค่าสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชุมชนเกษตรกรรมริมแม่น้ำลำคลองในภาคกลางของไทย ที่มีวัฒนธรรมการบริโภคอาหารอย่างเรียบง่าย พึ่งพิงธรรมชาติและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีการสืบทอดการทำต้มยำกุ้งในครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง มีผู้ประกอบวิชาชีพด้านอาหาร ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ บุคคล หน่วยงานต่างๆ ที่เป็นเจ้าขององค์ความรู้ ซึ่งภูมิปัญญาการทำต้มยำกุ้งนอกจากจะมีการสืบทอดอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังแพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์สูตรต้มยำกุ้งที่แปลกใหม่มากมาย ที่ตอบสนองต่อสภาพทางภูมิศาสตร์ วิถีชีวิตและรสนิยมทางอาหารที่แตกต่างกันไปของคนกลุ่มต่างๆ

การเสนอ “ต้มยำกุ้ง” เพื่อขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมฯ ของมนุษยชาติกับยูเนสโก นอกจากจะสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยแล้ว ยังกระตุ้นให้ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของตน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ในความหลากหลายของอาหารไทย สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่ออาหารของไทยในระดับนานาชาติ  ทั้งยังสร้างโอกาสทางการตลาดให้ธุรกิจอาหารไทย เกิดการสร้างงานและรายได้ให้แก่ผู้ผลิตวัตถุดิบ อันได้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการร้านอาหารไทย ทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

“โดยสิ่งที่ประเทศไทยต้องดำเนินการหาก “ต้มยำกุ้ง” ได้รับการขึ้นทะเบียน คือ การจัดทำรายงานสถานะปัจจุบันของมรดกวัฒนธรรมฯ ที่แสดงถึงผลสำเร็จ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการสงวนรักษา และดำเนินการตามมาตรการการสงวนรักษา “ต้มยำกุ้ง” อย่างเคร่งครัด เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและความมั่นคงด้านอาหาร และส่งเสริมการศึกษาวิจัยการพัฒนานวัตกรรมอันเกี่ยวกับภูมิปัญญาด้านอาหาร ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ เช่น เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกี่ยวกับการถนอมอาหาร คุณภาพของวัตถุดิบ และการรักษาความสดใหม่และคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงการส่งเสริมการตลาดเพื่อเพิ่มความต้องการการบริโภคอาหารไทยให้ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง อันจะส่งผลดีอุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ” นายอิทธิพล กล่าว

‘ในหลวง’ พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบแก่ญาติทหารพรานเสียชีวิตชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561095

'ในหลวง'พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบแก่ญาติทหารพรานเสียชีวิตชายแดนใต้

‘ในหลวง’พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบแก่ญาติทหารพรานเสียชีวิตชายแดนใต้

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 12.31 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ญาติอาสาสมัครทหารพราน สกล ปัญญา ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้

23 มีนาคม 2564 เมื่อเวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ญาติอาสาสมัครทหารพราน สกล ปัญญา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ณ บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 12 บ้านโพนทอง ตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัด สกลนคร

ซึ่งอาสาสมัครทหารพราน สกล ปัญญา อายุ 30 ปี ตำแหน่ง พลปืนเล็ก กองร้อยทหารพรานที่ 4906 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 ได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่หน้าฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานกองหนุน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 49 บริเวณบ้านไอร์กือเนาะ หมู่ที่ 5 ตำบลศรีบรรพต อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา

เป็นเหตุให้อาสาสมัครทหารพราน สกล ปัญญา ได้รับบาดเจ็บสาหัส และได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ญาติอาสาสมัครทหารพราน สกล ปัญญา ที่ได้รับตะกร้าสิ่งของพระราชทานในครั้งนี้ ต่างรู้สึกปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยมีกำหนดการพิธีพระราชทานเพลิงศพอาสาสมัครทหารพราน สกล ปัญญา ในวันที่ 25 มีนาคม 2564 ณ วัดป่าโพนทอง ตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

กระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่กระบี่ตรวจโรงเรียน ผู้แทนการศึกษาทุกหน่วยงานแจงปัญหาและพัฒนาถี่ยิบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560924

กระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่กระบี่ตรวจโรงเรียน  ผู้แทนการศึกษาทุกหน่วยงานแจงปัญหาและพัฒนาถี่ยิบ

กระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่กระบี่ตรวจโรงเรียน ผู้แทนการศึกษาทุกหน่วยงานแจงปัญหาและพัฒนาถี่ยิบ

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวัลลพ สงวนนาม ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมนางกนกรัตน์ ทังสมบัติผู้ช่วยผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (เขตตรวจราชการที่ 6) และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ติดตามรับฟังสรุปรายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ และ Best Practice นวัตกรรมจากหน่วยงานทางการศึกษาจังหวัดกระบี่ โดยมีนางสาวสุภัคกมล ชินวงค์ รองศึกษาธิการจังหวัดกระบี่ พร้อมคณะนายสายัณห์ ไกรนรา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ พร้อมคณะนายธีรพล จริงจิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรังกระบี่ พร้อมคณะนายธีร์ สังขสัญญา นายธีรเดชสายเส็น จากสมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดกระบี่ ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดกระบี่ ผู้แทนสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดกระบี่ร่วมต้อนรับ และรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบาย

โดยช่วงเช้าลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนคุณภาพชุมชน ณ โรงเรียนบ้านในช่องมิตรภาพที่ 123 อำเภอเมืองกระบี่ มีนายพิทักษ์ บุณยเกียรติ ผู้อำนวยการโรงเรียนในช่องมิตรภาพที่ 123 พร้อมผู้บริหารโรงเรียนอำเภอเมืองกระบี่ คณะครู นักเรียนผู้ปกครองและชุมชนร่วมต้อนรับและในช่วงบ่ายลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน (Stand Alone) ณ โรงเรียนบ้านเกาะศรีบอยาอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่มีนางพิสมัย เอ่งฉ้วน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเกาะศรีบอยา พร้อมผู้บริหารโรงเรียนอำเภอเหนือคลองคณะครู นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนร่วมต้อนรับ

‘คุณหญิงกัลยา’ ถอดรหัสการศึกษา 3-5-7 ก้าวใหม่นักเรียนไทย ผ่าน 3 กลไก 5 นโยบาย 7 โครงการ สร้างคนรองรับศตวรรษที่ 21 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560918

‘คุณหญิงกัลยา’ ถอดรหัสการศึกษา 3-5-7 ก้าวใหม่นักเรียนไทย ผ่าน 3 กลไก 5 นโยบาย 7 โครงการ สร้างคนรองรับศตวรรษที่ 21

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถอดรหัสนโยบายการศึกษาก้าวใหม่นักเรียนไทย ผ่าน 3 กลไก5 นโยบาย 7 โครงการ เร่งเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียน วางรากฐานการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 และในอนาคตเน้นต้องมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน โดยกล่าวว่าในฐานะที่ตนเองกำกับดูแลงานในกระทรวงศึกษาธิการตามที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่เมื่อครั้งมาทำหน้าที่รัฐมนตรีช่วยฯ เป็นเวลากว่า 2 ปี ได้ทำงานอย่างเต็มที่เต็มความรู้ ความสามารถในการเร่งเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทำงานคืบหน้าไปมากอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามการปฏิรูปการศึกษาต้องใช้เวลา เพราะต้องทำควบคู่กันทั้งทางด้านโครงสร้าง และการปฏิรูปไปสู่ตัวผู้เรียนโดยตรง เพื่อวางรากฐานการศึกษาไทย ให้สอดรับกับโลกในศตวรรษที่ 21และในอนาคต ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง แต่ไม่เคยท้อถอยและมั่นคงในแนวทางที่จะนำไปสู่เป้าหมาย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมากมายจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เป็นตัวเร่งให้ทุกคนต้องปรับตัวในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้โดยในปี 2564 จะขับเคลื่อนนโยบายผ่าน 3 กลไกหลักนั่นก็คือความทันสมัย- เท่าเทียม- และยั่งยืน เพราะถือเป็นหัวใจในการพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวต่อไป ว่า ส่วนการจะไปสู่การปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษ 21 อย่างแท้จริงนั้นจะต้องเร่งผลักดัน 5 นโยบายสำคัญ คือ1.เรื่องโค้ดดิ้ง ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ ในการวางรากฐานการปฏิรูปโดยตรงถึงเยาวชนและการพัฒนามนุษย์ ผ่านคณะกรรมการโค้ดดิ้งแห่งชาติ และปัจจุบันได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการ Coding เพื่อการปฏิรูปประเทศ ภายใต้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2.เรื่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการการเรียนการสอน : STI (Science /Technology/Innovation) 3.เรื่องการอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อร่วมสมัย ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการสอน และกระบวนการเรียนการสอนด้วยนวัตกรรมและสื่อการสอนที่ทันสมัย จัดทำคลังข้อมูลดิจิทัล เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับครู 4.อาชีวะเกษตรและประมง ด้วยการยกระดับอาชีวศึกษาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งระบบ พัฒนาสถานศึกษาให้เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีเกษตรถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรให้กับเยาวชนและชุมชน และ 5.นโยบายการศึกษาพิเศษเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินโครงการต่างๆ ไว้มากมาย โดยเฉพาะ7 โครงการเพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพ ซึ่งจะยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ประกอบไปด้วย 1.โครงการ “Coding for All ” เด็กไทยต้องได้เรียนโค้ดดิ้ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะมุ่งเน้นการเรียนการสอนโค้ดดิ้งไปที่ครูและนักเรียนเท่านั้น แต่จะกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัยรวมไปถึงขยายไปกระทรวงต่างๆ ภายใต้คณะกรรมการโค้ดดิ้งแห่งชาติและร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้โค้ดดิ้งครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพมากยิ่งขึ้น 2.โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ซึ่งได้ขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ STI อย่างกว้างขวาง โดยจะเน้นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน3.โครงการการขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ โดยให้การสนับสนุนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่งทั่วประเทศเพื่อขยายโอกาสให้นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้สูงทัดเทียมกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก 4.โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จะเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรทางการเกษตร ที่พร้อมจะพัฒนาให้เป็น ผู้ประกอบการ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำในอนาคต ภายใต้ หลักสูตร“ชลกร” โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือการช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน รวมถึงการน้อมนำศาสตร์พระราชามาสู่สถานศึกษาในการจัดทำเนื้อหาหลักสูตรที่เหมาะสม 5.โครงการที่นำเอานวัตกรรมมาใช้กับการเกษตรและประมง อาทิ โครงการเกษตรประณีต 1 ไร่ 1 แสน ให้ทุกตารางเมตรของพื้นที่สามารถทำเงินได้ เป็นการจัดการพื้นที่ตามทฤษฎีใหม่ วางแผนปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อให้มีรายได้ทุกวัน ตลอดปี ช่วยแก้จน รวมไปถึงโครงการสร้างบรรยากาศห้องเรียนธรรมชาติเพื่อให้นักเรียนอาชีวะเกษตรได้เรียนรู้ ฝึกฝนฝึกตน ฝึกทักษะชีวิตกับธรรมชาติ 6.โครงการด้านการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย โดยจัดทำ AR เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านธนบัตรมีการอบรมกระบวนการสอนโดยใช้คลิปประวัติศาสตร์น่ารู้จำนวน 10 คลิป ที่ได้จัดทำเป็นคลังข้อมูลดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงความสนใจของเด็กในยุคปัจจุบัน และ 7.โครงการการศึกษาพิเศษ การศึกษาไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ผ่านการให้บริการในรูปแบบที่หลากหลายและมีคุณภาพ มีทักษะชีวิตที่ดี สามารถพึ่งตนเองได้ อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้พร้อมขับเคลื่อนงานตามนโยบายที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการบูรณาการการศึกษาจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียน 3 กลุ่ม คือ 1.โรงเรียนคุณภาพของชุมชน 2.โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง และ 3.โรงเรียน Stand Alone รวมทั้งนโยบายการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อีกด้วย

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สารสกัดจากสับปะรดมาเป็นเครื่องสำอางคุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560920

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์  สารสกัดจากสับปะรดมาเป็นเครื่องสำอางคุณภาพ

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สารสกัดจากสับปะรดมาเป็นเครื่องสำอางคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มทร.รัตนโกสินทร์ โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ จัดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดจากสับปะรด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระความเข้มข้นสูงจากสับปะรด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดจากสับปะรด โดยมี ผศ.ดร.อาคีราราชเวียง รองอธิการบดี เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ และ ผศ.ดร.พรสวรรค์อมรศักดิ์ชัย จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, อ.อภิเสฏฐ์ สุวรรณสะอาดผู้อำนวยการกองพัฒนานักศึกษา เป็นวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ณ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น 6 มทร.รัตนโกสินทร์ พื้นที่ศาลายา จังหวัดนครปฐม