สอวช. จับมือ UNEP จัดประชุม CELP Summit 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560954

สอวช. จับมือ UNEP จัดประชุม CELP Summit 2021

สอวช. จับมือ UNEP จัดประชุม CELP Summit 2021

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 17.24 น.

สอวช. จับมือ UNEP จัดประชุม CELP Summit 2021 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เชิญผู้นำภาครัฐ –  ภาคการศึกษา – ภาคเอกชนไทยและต่างชาติ แชร์แนวทางขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติการ เพื่อการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดการประชุม The Circular Economy Leadership & Partnership Summit หรือ CELP Summit 2021 ระหว่างวันที่ 17 – 18 มีนาคม 2564 โดยเป็นงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ สอวช. กับ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อเป็นเวทีสำหรับผู้นำในอุตสาหกรรมที่จะมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนแนวทางด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นเวทีสำหรับนักวิจัยในการจัดลำดับความสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้กำหนดนโยบายเพื่อให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนเพื่อเป็นเวทีที่จะพูดคุยเพื่อสร้างความตระหนักให้พลเมืองของโลกในการปรับพฤติกรรมการบริโภคไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศให้ บีซีจี โมเดล เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ รวมถึงไทยได้ตั้งมั่นเพื่อนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ไม่เพียงแต่ใช้การรีไซเคิลหรือการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่เป็นการขับเคลื่อนการหมุนเวียนที่เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ “Circularity By Design” ซึ่งผลิตภัณฑ์จะต้องถูกออกแบบให้เข้ากับแนวคิด 6R คือ Reuse, Repairs, Refurbish, Remanufacture, Recycle, Recovery ทำให้เกิดขยะน้อยที่สุด และยังนำไปสู่โอกาสสำหรับการพัฒนาให้เกิดธุรกิจแนวใหม่อีกด้วย ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน มีความเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับนโยบาย ระเบียบข้อบังคับ เทคโนโลยี นวัตกรรม รูปแบบธุรกิจ และการเงิน การลงทุน การจัดการประชุมในครั้งนี้จึงได้รวมผู้นำทั้งในไทยและต่างประเทศมาร่วมแบ่งปัน ให้แรงบันดาลใจในการสร้างการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ไปจนถึงระดับโลก เปิดการประชุมด้วยปาฐกถาพิเศษนำเสนอภาพรวมของ บีซีจี โมเดล โดยมุ่งเน้นไปที่กรอบแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนของ UNEP ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ Mr. Mushtaq Memon ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคเพื่อการใช้งานทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในเอเชียและแปซิฟิก, UNEP

ดร.กิติพงค์ กล่าวถึงการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงมาจากเศรษฐกิจชีวภาพ มีหัวใจสำคัญคือการขยายระยะเวลาการใช้งานทรัพยากรให้ได้นานที่สุด ใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ผ่านกระบวนการที่ต่างกันออกไป เช่น การรีไซเคิล, ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือการแบ่งปันกันใช้งาน ซึ่งในปัจจุบันการดำเนินงานตาม บีซีจี โมเดล สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 21% ของ GDP หรือคิดเป็น 3.5 ล้านล้านบาท และมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าให้เป็น 4.5 ล้านล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า

“ในปีที่แล้วเราได้ทำสมุดปกขาวด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปปฏิบัติ ส่วนหนึ่งคือการร่วมกันแก้ไขปัญหาเดิมที่มีอยู่ในเรื่องการจัดการปัญหาขยะ ของเสีย และอีกส่วนหนึ่งคือการสร้างโอกาสในธุรกิจใหม่ สร้างกิจกรรมทางธุรกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ออกแบบโปรแกรมปักหมุดเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยี (CE Anchor Programs) ประกอบด้วย CE Champions สนับสนุนข้อริเริ่มที่มีผลกระทบสูงด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของภาคเอกชน,  CE Platforms พัฒนาช่องทางในการแก้ปัญหา เพื่อรองรับกลุ่มผู้เล่นต่างๆ ที่หลากหลาย, CE R&D ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม, และ CE Citizen สร้างคนและตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน และในปีนี้จะดำเนินการต่อเนื่องตามโมเดลการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการแลกเปลี่ยนของเสีย/วัสดุเหลือใช้ซึ่งกันและกัน, การขนส่งสินค้าคืนสู่ผู้ผลิตและรีไซเคิล, การหมุนเวียนอาหารเหลือทิ้ง, แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสมาร์ทซิตี้ เป็นต้น” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ด้าน Mr. Mushtaq Memon ให้ข้อมูลว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มการเติบโตของจำนวนประชากร โดยภายในปี 2030 สัดส่วน 2 ใน 3 ของประชากรชนชั้นกลางของโลกจะอาศัยอยู่ในเอเชียแปซิฟิก และจะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นจาก 7 พันล้านคนในปัจจุบันเป็น 9 พันล้านคนภายในปี 2050 ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาของเศรษฐกิจและการค้าระดับโลก การเพิ่มขึ้นของคนชนชั้นกลางยังส่งผลต่อรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป และการเพิ่มขึ้นของการอุปโภคบริโภคสินค้า เมื่อปริมาณการบริโภคสูงขึ้น จะทำให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากร เกิดความผันผวนของราคาสินค้า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงสร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ทั้งมลภาวะทางน้ำ ทางอากาศ เราจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production: SCP) ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน

“เริ่มจากการเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดการใช้และการบริโภคทรัพยากรทางธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการดำเนินการต้องมีการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ มีกรอบการกำกับดูแล การออกแบบทางภาษีที่เกี่ยวข้อง, ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ในการสนับสนุนด้านการลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้, และประชาชนในสังคม ที่ต้องตระหนักในการร่วมกันขับเคลื่อน ร่วมปฏิบัติ สร้างวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมา UNEP ได้จัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อผลักดันในด้านนี้ เช่น การจัดคอร์สสอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน, การจัดเวิร์คช้อปการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะอย่างยั่งยืน, การจัดระบบสัมมนาออนไลน์ด้านนวัตกรรม และสตาร์ทอัพสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น” Mr. Mushtaq กล่าว

ในการประชุมครั้งนี้ยังได้จัดเวทีพูดคุยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนครอบคลุมในหลายหัวข้อร่วมกับตัวแทนผู้นำจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ แพลตฟอร์มระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย, แพลตฟอร์มเศรษฐกิจหมุนเวียนในต่างประเทศ, บทบาทของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ พร้อมกรณีศึกษาในต่างประเทศ ทั้งจากออสเตรเลีย จีน เกาหลี อินเดีย และเนเธอแลนด์ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การนำแนวทางไปปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ความท้าทายในการดำเนินงาน รวมถึงการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและพัฒนาความร่วมมือระดับโลกในบทบาทของรัฐบาล

ต่อเนื่องในวันที่ 2 เป็นการพูดคุยร่วมกับภาคเอกชนที่เป็นผู้นำในระบบนิเวศธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทย เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ครอบคลุมในหลายธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่ สิ่งทอ, การท่องเที่ยว/การบริการ, การเกษตร/อาหาร, บรรจุภัณฑ์ และการก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงโครงการหลักด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของ UNEP ทั้งแพลตฟอร์มการหมุนเวียน แนวโน้มสิ่งแวดล้อมของโลกสำหรับการทำธุรกิจ สนับสนุนการพัฒนาแผน พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจ แนวทางการใช้เทคโนโลยี กลไกขับเคลื่อนเพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น

ในช่วงท้ายมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาของธุรกิจ ที่เน้นบทบาทของเทคโนโลยี นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ ที่พูดถึงบทบาทการสนับสนุนของรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย และภาคเอกชนในการพัฒนาและการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม โมเดลธุรกิจมาใช้ ปิดการประชุมด้วยการพูดคุยถึงเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนกับความยั่งยืนทางการเงิน โดยได้มีการพูดคุยและให้ความสำคัญกับแนวทางการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชน ในการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการแก้ปัญหาด้านแหล่งเงินทุน

ดร.กาญจนา วานิชกร รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวปิดท้ายงานประชุมครั้งนี้ว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดระยะเวลาการประชุม 2 วันที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน จากนี้ สอวช. จะสานต่อในเรื่องการทำแพลตฟอร์ม สร้างให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และทำนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย ซึ่งจากการพูดคุยหลายภาคส่วนต้องการนโยบายในการสนับสนุนที่ชัดเจน แต่นอกเหนือจากนโยบายแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ความร่วมมือทั้งจากภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความตระหนัก และการสร้างตลาด ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะร่วมทำงานขับเคลื่อนในเรื่องนี้ต่อไปด้วยกัน

‘ในหลวง’ ทรงรับ ‘ตร.-ปชช.-นักข่าว’ เหตุปะทะม็อบ 20 มีนา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560889

'ในหลวง'ทรงรับ'ตร.-ปชช.-นักข่าว'เหตุปะทะม็อบ20มีนา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘ในหลวง’ทรงรับ’ตร.-ปชช.-นักข่าว’เหตุปะทะม็อบ20มีนา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.57 น.

วันที่ 22 มีนาคม 2564 พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดฯรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 20มีนาคม 2654 ที่บริเวณท้องสนามหลวงโดยมีข้าราชการตำรวจ 50 นาย ในจำนวนนี้ 1 นาย กระโหลกแตก รวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกลูกหลง ตลอดจนผู้สื่อข่าวที่ได้รับบาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทุกคน นำความปลาบปลื้มมาสู่ข้าราชตำรวจ และคนไข้อย่างหาที่สุดไม่ได้ ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้กำชับให้ดูแลคนเจ็บทุกรายและกำชับการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เป็นไปตามยุทธวิธี ขณะเดียวกันได้แสดงความเสียใจกรณี มีผู้สื่อข่าวช่อง8ได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนยางเข้าที่ศรีษะจาก การปฎิบัติหน้าที่ควบคุมผู้ชุมนุมบริเวณแยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน แต่ยังยืนยันว่าการปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นไปตามยุทธวิธีหลักสากล มีการประกาศแจ้งเตือนให้ทราบเป็นระยะ แต่จังหวะที่ยิงเป็นช่วงที่ผู้สื่อข่าวก้มลงทำให้กระสุนยางพลาดไปโดนศรีษะ ขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่าในวันดังกล่าวมีการจับกุมผู้ชุมนุมได้รวม 20 นาย ส่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดำเนินคดีฝากขังตามขั้นตอนกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ส่วนชายสวมเสื้อลายสก๊อตที่ปรากฎภาพใช้วัตถุระเบิดตำรวจรู้ตัวแล้วโดยมีอาชีพเป็น รปภ.และเข้าร่วมการชุมนุมบ่อยครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัว ส่วนการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่นั้นมีการทบทวนยุทธวิธีการปฎิบัติอยู่ตลอดอยู่แล้ว และจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่มีผู้สื่อข่าวบาดเจ็บ ในอนาคตอาจจะมีการพิจารณาจัดฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

สั่งลบแล้ว! รมว.วธ.กำชับกรองข้อมูล หลังหลุดสรรพคุณ ‘ผ้าขาวม้า’ ใช้ผูกคอตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560821

สั่งลบแล้ว! รมว.วธ.กำชับกรองข้อมูล หลังหลุดสรรพคุณ'ผ้าขาวม้า'ใช้ผูกคอตาย

สั่งลบแล้ว! รมว.วธ.กำชับกรองข้อมูล หลังหลุดสรรพคุณ’ผ้าขาวม้า’ใช้ผูกคอตาย

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 10.21 น.

“อิทธิพล”สั่งลบข้อมูลสรรพคุณ”ผ้าขาวม้า”ใช้ผูกคอตายแล้ว แต่ไม่ถึงขั้นตั้ง คกก.สอบ กำชับต้องกรองข้อมูลจากภูมิภาค

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์กระทรวงวัฒนธรรม มีการเผยแพร่สรรพคุณผ้าขาวม้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือไว้ผูกคอตาย ว่า ขณะนี้ได้มีการประสานในส่วนข้อมูลกลาง และหน่วยงานอื่นๆ ที่มีการอัพโหลดข้อมูลชุดเดียวกันลงไปแล้ว ซึ่งขณะนี้มีการลบและแก้ไขแล้ว

เมื่อถามว่า ข้อมูลเหล่านี้ก่อนเข้าสู่กระทรวงได้มีการตรวจสอบใช่หรือไม่ นายอิทธิพล กล่าวว่า ตรงนี้เป็นการดาวน์โหลดจากภูมิภาคเข้ามา แต่ถ้าของส่วนกลางจะมีการตรวจสอบข้อมูล​ อย่างไรก็ดี​ ขอขอบคุณประชาชนที่เมื่อพบข้อมูลใดที่ไม่เหมาะสมก็แจ้งมาให้เราแก้ไข และในส่วนนี้คงไม่ถึงขั้นตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ​ เพราะเป็นข้อมูลเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี 2556 แต่ได้สั่งการศูนย์ข้อมูลทุกจังหวัดตรวจสอบข้อมูล​ หากพบว่าข้อมูลใดไม่เหมาะสมก็ให้ทำการลบหรือแก้ไข รวมถึงหน่วยงานที่ดาวน์โหลดข้อมูลลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม​ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีข้อมูลที่ไม่เหมาะสมอย่างอื่น แต่กรณีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาว่าองค์ความรู้อื่นที่มาจากภูมิภาค ส่วนกลางจะต้องเปิดอ่านทั้งหมด

‘ในหลวง’ ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐนามิเบีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560782

'ในหลวง'ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐนามิเบีย

‘ในหลวง’ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐนามิเบีย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 19.50 น.

21 มีนาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐนามิเบีย ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐนามิเบีย ซึ่งตรงกับวันที่ 21 มีนาคม 2564 ความว่า 

ฯพณฯ นายฮาเก กอตต์ฟรีด เกนโกบ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐนามิเบีย กรุงวินด์ฮุก ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐนามิเบีย ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดี เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวนามิเบีย ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐ นามิเบียจะเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปในภายภาคหน้า 
          
(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สหรัฐจ่อส่งคืน 2 ทับหลัง ปราสาทหนองหงส์-เขาโล้น พร้อมวัตถุโบราณ 32 ชิ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560652

สหรัฐจ่อส่งคืน2ทับหลัง ปราสาทหนองหงส์-เขาโล้น พร้อมวัตถุโบราณ32ชิ้น

สหรัฐจ่อส่งคืน2ทับหลัง ปราสาทหนองหงส์-เขาโล้น พร้อมวัตถุโบราณ32ชิ้น

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหรัฐจ่อส่งคืน2ทับหลังปราสาทหนองหงส์-เขาโล้น

พร้อมวัตถุโบราณ32ชิ้น ประยุทธ์เล็งนำไปจัดโชว์

ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เตรียมส่งคืน 2 ทับหลัง“ปราสาทหนองหงส์-เขาโล้น” ที่จัดแสดงอยู่ที่Asian Art Museum เมืองซานฟรานซิสโกให้กับประเทศไทย นายกฯแย้มจะนำไปโชว์ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

เมื่อเช้าวันที่ 20 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในรายการ นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง ผ่าน PM PODCAST ทางเพจไทยคู่ฟ้า ถึงการส่งคืนโบราณวัตถุจากต่างประเทศว่า ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับประเทศไทยที่เร็วๆนี้เราจะได้โบราณวัตถุอันล้ำค่า 2 รายการกลับคืนมา คือทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว ที่จัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการจัดแสดงที่นั่นมาหลายสิบปีแล้ว ขณะนี้ทับหลังทั้ง 2 รายการอยู่ในกระบวนการส่งคืนให้ไทยโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ คาดว่าจะมีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการในเดือนพ.ค.นี้ หลังจากนั้นกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จะนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมและศึกษาหาความรู้

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนั้นตนได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า สหรัฐอเมริกาต้องการส่งคืนโบราณวัตถุเพิ่มเติมอีก 13 รายการ ซึ่งมีทั้งพระบรมรูป และรูปเคารพต่างๆ โดยจะส่งกลับมาพร้อมทับหลัง 2 รายการนี้ ไม่เพียงเท่านั้นเรายังประสานขอรับโบราณวัตถุคืนอีก 32 รายการ เช่น ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมหิน และประติมากรรมสัมฤทธิ์ สมัยลพบุรี หากมีความคืบหน้าจะแจ้งอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้ไทยได้รับทับหลังทั้ง 2 รายการกลับคืนมา ถือว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการทำงานบูรณาการระดับชาติ และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับสหรัฐฯที่มีมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ประเทศไทยได้รับมอบโบราณวัตถุและศิลปวัตถุจากต่างประเทศ ทั้งสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ออสเตรเลีย ทั้งหมด 25 ครั้ง รวม 1,090 รายการ ในจำนวนนี้มีการส่งคืนในช่วงที่ตนเข้ามาทำหน้าที่นายกฯตั้งแต่ปี 2557 จำนวน 10 ครั้ง รวม 759 รายการ เกือบทั้งหมดเป็นโบราณวัตถุและศิลปวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดจากความร่วมมือของคนไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมิตรไมตรีของนานาประเทศที่มีส่วนสนับสนุนการดูแลและอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรม เพื่อสืบทอดไปสู่ชนรุ่นหลังต่อไป

‘เอนก’ ลุยลำปาง นำผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่โครงการ U2T ยกระดับเกษตรอินทรีย์ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560568

'เอนก' ลุยลำปาง นำผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่โครงการ U2T ยกระดับเกษตรอินทรีย์ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

‘เอนก’ ลุยลำปาง นำผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่โครงการ U2T ยกระดับเกษตรอินทรีย์ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันเสาร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.23 น.

“เอนก เหล่าธรรมทัศน์ “รมว.การอุดมศึกษาฯ นำผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่โครงการ U2T จ.ลำปาง เตรียมยกระดับเกษตรอินทรีย์ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงพร้อมพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยว มีทั้งป่าสงวนแม่วังและอุทยานขุนตาล ชูพักโฮมสเตย์ ทำเกษตรอินทรีย์ ปลื้มมีเงินไหลเวียนเข้าตำบลช่วยเศรษฐกิจชุมชน

20 มีนาคม 2564 ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการหรือมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ(U2T) ที่ศูนย์การเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้าน หล่ายทุ่ง ต.วอแก้ว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง เพื่อติดตามนักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานโครงการ U2T และเยี่ยมชมโครงการเกษตรอินทรีย์วอแก้ว ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ทำการเกษตรของทุกหมู่บ้าน

รมว.อว. กล่าวว่า ต้องขอบคุณโควิด-19 วิกฤตินี้ ทำให้รัฐบาล ต้องจ้างงานนักศึกษาเพื่อบรรเทาการว่างงานด้วยความเป็นห่วงประชาชน ขณะที่ อว.เองได้นำมาคิดต่อว่าการจ้างงานของเราค้องไม่เพียงแต่ทำให้หายจากความทุกข์เท่านั้น แต่ต้องทำมากกว่านั้นคือให้ทั้งวิขาการความรู้ การเพิ่มและพัฒนาทักษะ ให้ประสบการณ์การทำงานในพื้นที่กับชุมชนและการทำงานแบบเป็นทีม มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยงพร้อมจัดกิจกรรมเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รู้ตักพูดคุยกับคนมากหน้าหลายตา จึงอยากให้ผู้ได้รับการจ้างงานรักษาโอกาศนี้ไว้ การจ้างงานครั้งนี้ จะให้อนาคตใหม่เพื่อให้ทุกคนนำไปต่อยอดอาชีพในอนาคตได้

“อย่างไรก็ตาม เท่าที่มีการประเมินเบื้องต้น พบว่าโครงการ U2T มีผลตอบรับดีมาก แต่ละเดือนทำให้มีเงินไหลเข้าตำบลดีมาก ผมได้กำชับตำบล อบต. เทศบาล ให้มีเงินไหลเวียนอยู่ในชุมชนให้มากที่สุดเพื่อช่วยเศรษฐกิจชุมชน”รมว.อว.กล่าว

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวอีกว่า สำหรับในพื้นที่ที่ศูนย์การเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้าน หล่ายทุ่ง ต.วอแก้ว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง นักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานโครงการ U2T จะร่วมกับ มหาวิท ยา ลัยราชภัฏลำปาง พัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ตราสินค้า สลากสินค้า บรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการตลาดและช่องทางการตลาด ได้แก่ อบรมพัฒนาตลาดออนไลน์ อบรมการคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์ อบรมการจัดทำบัญชี อบรมการจัดการของเสียจากการผลิต นอกจากนั้น จะมีการยกระดับอาชีพเกษตรกรรม เช่น การส่งเสริมการทำปุ๋ยหมัก ที่ชุมชนยังขาดความรู้ในเรื่องการตรวจสอบสารอาหารในปุ๋ย และจากการสำรวจพื้นที่ในชุมชนและจากการค้นหาข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับการทำปุ๋ยพบว่า กระถินป่าที่มีอยู่ในชุมชนจำนวนมากสามารถนำมาทำปุ๋ยหมักได้ ผลการวิจัยพบว่ากระถินมีสารอาหารที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากมีปริมาณธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ที่สำคัญจะมีการพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยว เพราะวอแก้วเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขา และเนินเขา มีความสวยงาม มีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แม่วังฝั่งขวา อุทยานขุนตาล และมีวัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญ ได้แก่ ประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุ วัดม่อนป๋อปอดอยแล รวมทั้งมีแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ห้วยแม่ไพร ห้วยแม่เปิ๊บ ห้วยแม่ติว ห้วยบก ห้วยซ้อน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและการเกษตร ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวสนใจทำกิจกรรมในชุมชนจำนวนมาก เช่น นักปันจักรยาน ผู้สนใจเข้ามาอบรมการทำการเกษตรอินทรีย์ และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักโฮมสเตย์ เป็นต้น โดยจะต้องมีการพัฒนาภูมิทัศน์ชุมชน เช่น การใช้ต้นพืชผักที่เพาะปลูกในการจัดสถานที่ การปรับปรุงภูมิทัศน์โดยใช้ภูมิปัญญาชุมชนและสอดรับกับวิถีชุมชน

‘คณะพยาบาล​ศาสตร์​ มช.’ เปิดอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุสำหรับมัคคุเทศก์ ที่ได้รับผลกระทบโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560562

‘คณะพยาบาล​ศาสตร์​ มช.’เปิดอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุสำหรับมัคคุเทศก์ ที่ได้รับผลกระทบโควิด

‘คณะพยาบาล​ศาสตร์​ มช.’เปิดอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุสำหรับมัคคุเทศก์ ที่ได้รับผลกระทบโควิด

วันเสาร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.50 น.

‘คณะพยาบาล​ศาสตร์​ มช.’เปิดอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุสำหรับมัคคุเทศก์ ที่ได้รับผลกระทบโควิด

20 มีนาคม 2564 มหาวิทยาลัย​เชียงใหม่​ คณะพยาบาล​ศาสตร์​ จัดพิธีเปิดโครงการ พัฒนาและฝึกอบรมหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุสำหรับมัคคุเทศก์ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) รุ่นที่ 1  ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2564  ณ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในวันที่ 20 มีนาคม 2564 ได้จัดพิธีเปิดโครงการฯขึ้น ณ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ชรินทร์ เตชะพันธ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมด้วย  แขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานผู้สนับสนุนโครงการ และเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ ผศ. สุรพงษ์ เลิศทัศนีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสโครงการเมดิโคโพลิสเชียงใหม่ ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน), นายมานพ แซ่เจีย นายกสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ , นายพัลลภ แซ่จิว ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชียงใหม่ , พล.ต.ต ปชา รัตนพันธ์ นายกสมาคมสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่  และหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

สืบเนื่องจากการบาดของโรคติดต่อทางเดินหายใจของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ที่ระบาดไปทั่วโลก องค์การอนามัยโลกจึงได้ประกาศให้โรคติดเชื้อดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินระดับนานาชาติ (Public health emergency of international concern – PHEIC) ทำให้หลายประเทศออกมาตรการห้ามการเดินทางเข้า – ออกประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเทียวจีนซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนสูงสุดที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมากเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นตัวแปรสำคัญในโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ในปี พ.ศ. 2563 พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ถึง 83.21% ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ในเมืองท่องเที่ยว เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับผลกระทบและว่างงานเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าปัญหาการว่างงานเป็นปัญหาที่สำคัญ และควรบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์อย่างเร่งด่วน เพื่ออุดหนุนให้ผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขณะเดียวกันนี้ ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2564 โดยจะมีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป เกินกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวพบเช่นเดียวกันเกือบทุกประเทศทั่วโลก

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับความไว้วางใจจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย (Thailand Center of Excellence for Life Sciences – TCELS) , สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่, สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชียงใหม่และเครือข่ายพันธมิตร ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดโครงการพัฒนาและฝึกอบรมหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุสำหรับมัคคุเทศก์ที่ได้รับผลกระทบจากการะบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) รุ่นที่ 1 ขึ้น เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ใหม่ด้านการดูแลผู้สูงอายุให้แก่มัคคุเทศก์ เพื่อแก้ไขปัญหามัคคุเทศก์ผู้ว่างงานอันเนื่องมากจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา-19 และเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุโดยบูรณาการความรู้ร่วมกับการให้บริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนทั้งภาคทฤษฎี/ภาคปฏิบัติ รวมถึงฝึกปฏิบัติภาคสนาม

สำหรับการจัดโครงการพัฒนาและฝึกอบรมในครั้งนี้ มีมัคคุเทศก์เข้าร่วมการอบรมทั้งสิ้น จำนวน 50 คน จากจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลผู้สูงอายุของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผศ.สุรพงษ์ เลิศทัศนีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสโครงการเมดิโคโพลิสเชียงใหม่ ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดโครงการในครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่

GAT/PAT สอบวันแรก ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวัง-ป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560556

GAT/PAT สอบวันแรก ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวัง-ป้องกันโควิด-19

GAT/PAT สอบวันแรก ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวัง-ป้องกันโควิด-19

วันเสาร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.13 น.

GAT/PAT สอบวันแรก ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวัง-ป้องกันโควิด-19

20 มีนาคม 2564 ผศ.ดร.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (ผอ.สทศ.) กล่าวว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการจัดการทดสอบ GAT/PAT ประจำปีการศึกษา 2564 ซึ่งจัดสอบระหว่างวันที่ 20-23 มีนาคม 2564 ณ สนามสอบ 209 แห่งทั่วประเทศ ผู้มีสิทธิ์สอบ 257,274 คน สำหรับการจัดสอบวันเสาร์ที่ 20 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นการสอบวันแรกของการจัดการทดสอบ GAT/PAT ในช่วงเช้า สอบวิชา GAT ความถนัดทั่วไป ผู้มีสิทธิ์สอบ 254,214 คน ภาพรวมการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สำหรับในช่วงบ่าย เป็นการสอบวิชา PAT1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ ผู้มีสิทธิ์สอบ 196,519 คน ซึ่งในการจัดสอบ GAT/PAT ศูนย์สอบและสนามสอบได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และตามมาตรการป้องกันฯของแต่ละจังหวัดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ในกลุ่มผู้เข้าสอบที่มีไข้ ไอ จาม ฯลฯ สนามสอบได้มีการคัดกรองและจัดแยกผู้เข้าสอบกลุ่มดังกล่าวออกจากห้องสอบปกติ โดยจัดให้สอบในห้องพิเศษ เพื่อดูแลและเฝ้าระวัง

“กลุ่มผู้เข้าสอบที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สทศ. ได้รับการประสานงานจากศูนย์สอบและโรงเรียน โดยในวันสอบ ทาง สทศ. ศูนย์สอบ และสนามสอบ ได้คัดแยกผู้เข้าสอบในกลุ่มดังกล่าวให้มาสอบในสถานที่และห้องสอบที่จัดเตรียมไว้ให้พิเศษ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขกำกับดูแลการสอบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นไปตามมาตรฐานการทดสอบ สำหรับโรงเรียนที่เป็นสนามสอบและอยู่ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด สทศ. ได้มีมาตรการป้องกันที่เข้มข้น มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำสนามสอบ เพื่อร่วมคัดกรอง วัดอุณหภูมิ และดำเนินการตามมาตรการป้องกันฯ อย่างเคร่งครัด ซึ่งการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย” ผศ.ดร.ศิริดา กล่าว

นายกฯเผยไทยได้ ‘ทับหลัง’ คืน พ.ค.นี้ เดินหน้าขอรับโบราณวัตถุคืนอีก 32 รายการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560514

นายกฯเผยไทยได้‘ทับหลัง’คืนพ.ค.นี้ เดินหน้าขอรับโบราณวัตถุคืนอีก 32 รายการ

นายกฯเผยไทยได้‘ทับหลัง’คืนพ.ค.นี้ เดินหน้าขอรับโบราณวัตถุคืนอีก 32 รายการ

วันเสาร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564, 10.02 น.

นายกฯเผยไทยได้‘ทับหลัง’คืนพ.ค.นี้ เดินหน้าขอรับโบราณวัตถุคืนอีก 32 รายการ

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 20 มีนาคม 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในรายการ นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง ผ่าน PM PODCAST ทางเพจไทยคู่ฟ้า ถึงการส่งคืนโบราณวัตถุจากต่างประเทศ ว่า ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับประเทศไทยที่เร็วๆนี้เราจะได้โบราณวัตถุอันล้ำค่า 2 รายการกลับคืนมา คือ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์  และทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว ที่จัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการจัดแสดงที่นั่นมาหลายสิบปีแล้ว ขณะนี้ทับหลังทั้ง 2 รายการอยู่ในกระบวนการส่งคืนให้ไทยโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ คาดว่าจะมีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากนั้นกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จะนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมและศึกษาหาความรู้

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนั้นตนได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า สหรัฐอเมริกาต้องการส่งคืนโบราณวัตถุเพิ่มเติมอีก 13 รายการ ซึ่งมีทั้งพระบรมรูป และรูปเคารพต่างๆ โดยจะส่งกลับมาพร้อมทับหลัง 2 รายการนี้ ไม่เพียงเท่านั้นเรายังประสานขอรับโบราณวัตถุคืนอีก 32 รายการ เช่น ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมหิน และประติมากรรมสัมฤทธิ์ สมัยลพบุรี หากมีความคืบหน้าจะแจ้งอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้ไทยได้รับทับหลังทั้ง 2 รายการกลับคืนมา ถือว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการทำงานบูรณาการระดับชาติ และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับสหรัฐฯที่มีมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับมอบโบราณวัตถุและศิลปวัตถุจากต่างประเทศ ทั้งสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ออสเตรเลีย ทั้งหมด 25 ครั้ง รวม 1,090 รายการ ในจำนวนนี้มีการส่งคืนในช่วงที่ตนเข้ามาทำหน้าที่นายกฯตั้งแต่ปี 2557 จำนวน 10 ครั้ง รวม 759 รายการ เกือบทั้งหมดเป็นโบราณวัตถุและศิลปวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดจากความร่วมมือของคนไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมิตรไมตรีของนานาประเทศที่มีส่วนสนับสนุนการดูแลและอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรม เพื่อสืบทอดไปสู่ชนรุ่นหลังต่อไป

บทความพิเศษ : ชำแหละ! ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับทุกคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560419

บทความพิเศษ : ชำแหละ!ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับทุกคน

บทความพิเศษ : ชำแหละ!ระบบการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับทุกคน

วันเสาร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.กว่า 60 ปีแล้วที่ระบบการศึกษาของประเทศไทย ให้ความสำคัญไปกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มากกว่าคุณภาพของการเรียนรู้ที่นักเรียนควรต้องได้รับเพราะนักเรียนทุกคนได้รับการปลูกฝังเอาไว้ว่า การได้เรียนมหาวิทยาลัย ในคณะสาขาวิชาที่ต้องการ คือ การวางเป้าหมายให้กับอนาคตของตัวเอง ทั้งเรื่องของหน้าที่การงาน รายได้ และการยอมรับของสังคม ดังนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันที่จะสอบให้ได้ ทำคะแนนให้ดีกว่าคู่แข่งขัน (นักเรียนคนอื่น) จึงกลายเป็นเกณฑ์หลักที่ถูกกำหนดเอาไว้สำหรับนักเรียนทุกคน

สำหรับผม กระบวนการเช่นนี้ เป็นเงื่อนไขที่ขัดขวางการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเป็นอย่างมาก และส่งผลในการสร้างความกดดันต่อจิตใจของนักเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ “การเรียนรู้” ซึ่งเป็นหมุดหมายหลักถูกวางอันดับความสำคัญอยู่หลังการเป็นผู้ชนะ หรือสอบแข่งขันสำเร็จ ส่งผลให้ระบบการเรียนการสอนของนักเรียนผิดเพี้ยน และหลงทาง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมจึงอยากชวนให้เรากลับมาทบทวนและช่วยกันคิดเรื่องระบบและกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยกันเสียใหม่ เพื่อจัดวางนโยบายทางการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนต่อไปในอนาคตได้

2.คงต้องเริ่มกันที่ การนำเสนอระบบและกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยในปัจจุบันกันก่อน เพื่อให้มองเห็นภาพอย่างชัดเจน
ซึ่งระบบและกระบวนการดังกล่าวนั้น ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ คือ หนึ่ง คัดเลือกคนเก่งวิชาการ และสอง การคัดเลือกต้องโปร่งใส ไม่มีทุจริต หลักการสำคัญทั้ง 2 ข้อนี้ นำไปสู่การทดสอบที่หลากหลาย และกระบวนการคัดเลือกที่มีการตรวจสอบ และควบคุมอันเข้มข้น

สำหรับการคัดเลือกคนเก่งวิชาการ ถูกออกแบบให้นักเรียนต้องสอบถึง 3 ประเภท คือ 1.การสอบ O-Net 2.การสอบ GAT และ PAT และ 3.การสอบวิชาสามัญ9 วิชา ซึ่งการสอบ O-Net เป็นการสอบเพื่อวัดมาตรฐานนักเรียน จากการเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยเป็นการสอบทั้งประเทศ ดังนั้น คะแนนของนักเรียนและค่าเฉลี่ยคะแนนของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน จะสามารถสะท้อนว่า นักเรียนและโรงเรียนอยู่ในระดับตรงไหน สูง หรือปานกลาง หรือต่ำ

ในการเปรียบเทียบนักเรียนและโรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการสอบ O-Net นั้น จะนำมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดมาเป็นเกณฑ์ คือ ถ้าการเรียนการสอนในชั้นเรียนมีคุณภาพ นักเรียนจะต้องสอบO-Net ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์คะแนนมาตรฐาน หรือร้อยละ 50 ซึ่งผลคะแนน O-Net จะเป็นตัวบอกกับผู้บริหารการศึกษาในระดับกระทรวงว่า กลุ่มโรงเรียนที่ได้คะแนนสูงกว่าเกณฑ์ หรือต่ำกว่าเกณฑ์เหล่านั้น อยู่ตรงไหนกันบ้าง พูดให้ชัดก็คือ ผลลัพธ์การสอบที่ออกมาจะเป็นตัวชี้เป้า เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาหรือความสำเร็จ แล้วนำไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบายต่อไปในระดับกระทรวง ส่วนในระดับสถานศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา ก็จะได้นำคะแนน O-Net ของนักเรียนในโรงเรียนที่รับผิดชอบ ไปสังเคราะห์เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ดีมากยิ่งขึ้นต่อไป

3.ส่วนการสอบ GAT และ PAT คือการวัดความรู้ทั่วไป และความรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งนักเรียนต้องแสดงคะแนนให้กับมหาวิทยาลัย ตามรายคณะวิชาที่ต้องการสมัครเข้าไป ทำให้คะแนน GAT และ PAT จึงสำคัญต่อการคัดเลือกนักเรียน เพราะเป็นการประเมินว่า นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถที่จะเรียนในสาขาวิชานั้นได้มากน้อยเพียงใด จะสำเร็จหรือไม่

เท่าที่ผมทราบ แต่ละคณะวิชาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ได้นำผลคะแนน GAT และ PAT ไปเทียบเคียง หรือเชื่อมโยงกับผลสำเร็จของการเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วรายงานให้กับสำนักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) ของประเทศ (ตามที่ควรจะเป็น) จึงทำให้ไม่สามารถยืนยันได้จากฐานข้อมูลจริง ว่าคะแนน GAT และ PAT สัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของการเรียนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ เพียงใด แต่อย่างไรก็ตาม คะแนน GAT และ PAT ก็ยังคงเป็นผลคะแนนสำคัญ ที่ทางมหาวิทยาลัยใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ดี  

สำหรับคะแนนผลสอบวิชาสามัญ 9 วิชา เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ ฯลฯก็เป็นการวัดความรู้พื้นฐานรายวิชา เพื่อประกอบกับคะแนน GAT และ PAT โดยข้อสอบวิชาสามัญ 9 วิชา มุ่งไปที่การช่วยแยกแยะความสามารถทางวิชาการ ในแต่ละวิชาของนักเรียน เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยสามารถรับทราบได้ว่า นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถทางวิชาการที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าทางมหาวิทยาลัยก็จะคัดเลือกนักเรียนที่ได้คะแนนวิชาสามัญสูงเอาไว้ก่อน

4.จะเห็นว่า การสอบทั้ง 3 ส่วนนี้ คือ ใบผ่านทางสำหรับการเข้าสู่มหาวิทยาลัยของนักเรียน โดยมีการให้ความสำคัญอันลดหลั่นกันมา ตั้งแต่การสอบ O-Net(วัดมาตรฐานการเรียนการสอนของโรงเรียน) ที่ไม่ต่ำกว่า60% ก็ถือว่า ผ่านขั้นต้นแล้ว จากนั้นมหาวิทยาลัยจะไปพิจารณาจากคะแนน GAT PAT และวิชาสามัญ ที่มีความชัดเจนในแง่เจตนารมณ์มากกว่า

ทั้งหมดนี้ บอกกับเราว่า การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย “ความสามารถทางวิชาการ” คือคำตอบ นั่นหมายถึง คะแนนสอบเป็นความสำคัญ ด้วยเหตุผลของความจริงในประเด็นนี้ จึงส่งผลให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (โดยเฉพาะ ม.5 และ ม.6) จะไม่สนใจเรียนในชั้นเรียนของโรงเรียนอีกต่อไป แต่ไปให้ความสำคัญกับการเรียนติวกับครูที่มีชื่อเสียงเป็นรายวิชา และนำไปสู่การเสียค่าใช้จ่ายสูงตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น สำหรับโรงเรียนในช่วงเวลา 2 ปีสุดท้ายของชั้นเรียนมัธยมปลาย ก็แทบไม่สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพได้ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ไปให้ความสำคัญกับการติวรายวิชากันหมด ทำให้นักเรียนที่อยู่ฐานราก (ครอบครัวที่มีเงินไม่มาก) เกิดความเสียเปรียบด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นผู้แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำการแข่งขัน

คำถามสำคัญก็คือ ระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยควรเป็นอย่างไร เพื่อเปิดให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ด้วยระบบการเรียนในชั้นเรียนปกติ ภายใต้ข้อจำกัดอันแตกต่างของแต่ละคน–โอกาสหน้าผมจะมาให้คำตอบของคำถามนี้

กนก วงษ์ตระหง่าน