‘ม.ขอนแก่น’ ประชุมร่วมเอกชน เตรียมระบบ ‘ใบรับรองฉีดวัคซีนโควิด’ นำร่องในมหา’ลัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553058

‘ม.ขอนแก่น’ประชุมร่วมเอกชน เตรียมระบบ‘ใบรับรองฉีดวัคซีนโควิด’นำร่องในมหา’ลัย

‘ม.ขอนแก่น’ประชุมร่วมเอกชน เตรียมระบบ‘ใบรับรองฉีดวัคซีนโควิด’นำร่องในมหา’ลัย

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 13.04 น.

16 ก.พ. 2564 รศ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงการประชุมร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ บริษัท เมดิเซนส์ อินเทลลิเจนซ์ จำกัด ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา ว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลรูปแบบแผนงานการพัฒนาระบบข้อมูลภูมิคุ้มกันและหนังสือเดินทางสุขภาพด้วยเทคโนโลยีบล็อกเซน รวมไปถึงการหาแนวทางความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปสู่การทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน 

โดยการดำเนินการของระบบข้อมูลภูมิคุ้มกันและหนังสือเดินทางสุขภาพ จะเชื่อมโยงกับด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว รวมไปถึงการเปิดประเทศ ซึ่งสถานการณ์โควิด-19 มีส่วนอย่างยิ่งที่เร่งให้การดำเนินการเรื่องนี้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยในการจัดการโครงการนี้จะมีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นคณะทำงานหลัก ตั้งคณะทำงานมาชุดหนึ่งมีอธิการบดี รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล เป็นที่ปรึกษา ต่อจากนั้นจะลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในลำดับถัดไป

“แผนการพัฒนาระบบข้อมูลภูมิคุ้มกันแบ่งเป็นทั้งหมด 2 ระยะหลัก ระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาระบบข้อมูลภูมิคุ้มกันเพื่อใช้ในบุคลากรทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ระยะที่ 2 ขยายระบบข้อมูลภูมิคุ้มกันเพื่อใช้สำหรับบุคลากรทั้งหมดของมหาวิทยาลัยขอนแก่น อย่างไรก็ตาม ระบบข้อมูลภูมิคุ้มกันเมื่อพัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้วสามารถขยายผลเพื่อใช้สำหรับนักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้” รศ.ชาญชัย กล่าว

ขณะที่ นพ.ธนภพ ณ นครพนม นักวิชาการด้านสารสนเทศสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เป็นระบบดิจิทัลที่ต้องการพัฒนาให้บุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยระบบจะบันทึก จัดเก็บ และตรวจสอบข้อมูลการให้วัคซีน ซึ่งจะมีประโยชน์กับทั้งผู้ได้รับวัคซีนและผู้ให้บริการวัคซีน โดยมีฟังก์ชันการทำงานที่สำคัญ อาทิ 1.ระบบจัดเก็บและบันทึกข้อมูลของภูมิคุมกัน โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งผู้ได้รับวัคซีนและผู้ให้บริการวัคซีน

2.ระบบช่วยวิเคราะห์ประเภทวัคซีนที่จำเป็นและเหมาะสมรายบุคคล โดยพิจารณาจากข้อมูลของผู้รับวัคซีน เช่น วัคซีนที่จำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารคัดหลั่งที่อาจก่อให้เกิดโรคติดเชื้อ รวมไปถึงการแจ้งเตือนการรับวัคซีน วันและเวลาในการรับวัคซีนครั้งถัดไป 3.ระบบออกใบรับรองการได้รับวัคซีน (Vaccination Certificate) 4.ระบบติดตามเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังการได้รับวัคซีน 

และ 5.การให้ความรู้เกี่ยวกับวัคซีน เช่น ความเสี่ยงและประโยชน์ของการรับวัคซีน ซึ่ง ระบบข้อมูลภูมิคุ้มกันนี้จะพัฒนาโดยอ้างอิงแนวทางขององค์การอนามัยโลก Centers for Disease Control and Prevention ประเทศสหรัฐอเมริกา และ European Centre for Disease Prevention and Control สหภาพยุโรป และพัฒนาบนมาตรฐานข้อมูลสุขภาพ HL7 FHIR มาตรฐาน W3C Verifiable Credential

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เดนมาร์ก’เอาแน่‘วัคซีนพาสปอร์ต’เริ่มสิ้นกุมภา64 ให้ภาคธุรกิจก่อน-เชื่อฟื้นศก.ได้

ธรรมศาสตร์ ชู3โครงการปั๊มศก.ฐานรากรับมือโควิดสังคมสูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553050

ธรรมศาสตร์ ชู3โครงการปั๊มศก.ฐานรากรับมือโควิดสังคมสูงวัย

ธรรมศาสตร์ ชู3โครงการปั๊มศก.ฐานรากรับมือโควิดสังคมสูงวัย

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 12.31 น.

มธ. ตอกย้ำความสำเร็จการคิดค้น-พัฒนานวัตกรรม ด้วย 3 โครงการระดับประเทศ-นานาชาติ สร้างเศรษฐกิจฐานราก รับมือสังคมสูงวัย – โควิด-19 ระบาด “รศ.เกศินี” ยืนยัน คลี่คลายความทุกข์ร่วมของสังคม คือภารกิจของชาวธรรมศาสตร์

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า มธ.มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมผ่านการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม ทั้งในแง่ของนวัตกรรมการเรียนรู้ นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ โดยล่าสุด มธ. ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการพัฒนา 3 นวัตกรรม ที่มีส่วนช่วยเศรษฐกิจฐานราก รับมือสังคมผู้สูงอายุ และการต่อสู้กับโรคระบาดโควิด-19

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1. ผลงาน “ธรรมศาสตร์โมเดล” การเรียนรู้ผ่านการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับธุรกิจฐานราก โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ซึ่งได้รับรางวัลรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตระดับนานาชาติ รางวัล Silver Award ในหัวข้อ “Best Lifelong Learning Initiative 2021” ที่มอบให้โดย Association of MBAs (AMBA) และ Business Graduates Association (BGA) องค์กรรับรองคุณภาพหลักสูตรบริหารธุรกิจระดับสากลและองค์กรรับรองคุณภาพ Business School สหราชอาณาจักร ถือเป็นรางวัลแรกและรางวัลเดียวในไทยและอาเซียน

2. ผลงาน “Space Walker” อุปกรณ์ฝึกเดินสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วยกายภาพบำบัด โดยคณะวิศวรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ให้เป็นนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เนื่องจากเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ ลดการนำเข้า ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและเวลเนสในสังคม โดยสามารถทดแทนการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท มีการนำไปใช้แล้วกว่า 200 เครื่องทั่วประเทศ

3. ผลงาน “นวัตกรรมการวิเคราะห์และรายงานการใช้หน้ากากอนามัยเป็นรายพื้นที่แบบทันท่วงที (real-time) ด้วยเทคโนโลยี AI” จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีประมวลผลภาพและวิดีโอที่สามารถตรวจนับได้ว่ามีผู้สวมใส่หน้ากากอนามัยกี่คน สวมใส่อย่างถูกต้องหรือไม่ และมีผู้ไม่สวมใส่จำนวนเท่าใด ซึ่งจะนำไปสู่การประเมินพฤติกรรมและประเมินว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง และจำเป็นต้องได้รับส่งเสริมความรู้เรื่องการใช้หน้ากากอนามัย โดยล่าสุดได้รับคัดเลือกจาก อว. และศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ให้เป็นนวัตกรรมในการสนับสนุนภารกิจยับยั้งการแพร่ระบาดโควิด-19

รศ.เกศินี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มธ.ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้เกิดการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สอดคล้องและเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย รวมถึงช่วยคลี่คลายปัญหาและความทุกข์ร่วมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะหน้าอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับรากฐานและการพัฒนาประเทศอย่างการสร้างเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการทำงานภายใต้บทบาทและอุดมการณ์ของประชาคมธรรมศาสตร์ และ มธ. ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

ม.มหิดลเร่งยกระดับความรู้รับมือ “ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ” สู่อนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553045

ม.มหิดลเร่งยกระดับความรู้รับมือ“ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ”สู่อนาคต

ม.มหิดลเร่งยกระดับความรู้รับมือ“ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ”สู่อนาคต

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 11.59 น.

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจระดับนานาชาติ แต่งตั้ง รศ.ดร.วิชิตา รักธรรม ดำรงตำแหน่ง คณบดีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รศ.ดร.วิชิตา นับเป็นผู้บริหารและนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากองค์กรภาครัฐ – ภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เป็นผู้ร่วมผลักดันวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ก้าวขึ้นสู่สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน Top 5% Business School จากทั่วโลก นอกจากนั้น รศ.ดร.วิชิตา ยังเคยดำรงตำแหน่งรองคณบดี และ คณะกรรมการบริหาร วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล อีกด้วย

ภายหลังการรับตำแหน่ง รศ.ดร.วิชิตา เปิดเผยว่า เป้าหมายของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล คือการเป็นผู้นำการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจ ทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอก พัฒนาการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจใหม่และเศรษฐกิจโลกที่มีพลวัตสูง โดยผู้ที่จบจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จะปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นหนึ่งเดียวกับสังคม พร้อมก้าวเป็นผู้นำองค์กรอย่างมืออาชีพ

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนหลายสาขา สร้างงานวิจัยที่ส่งผลเชิงบวกกับภาคธุรกิจและสังคม บนภาวะแข่งขันและท้าทายขีดความสามารถของทุกเจเนอเรชั่น ซึ่งในอนาคตไม่มีใครทราบว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่การศึกษาที่ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จะตอบโจทย์การทำธุรกิจในโลกอนาคตได้อย่างแน่นอน

“วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งมั่นวางรากฐานการบริหารธุรกิจที่ดี สร้างการเติบโตให้สังคมไทยและนานาชาติ เรามีคณาจารย์ที่ดีที่สุด มีประสบการณ์จากมหาวิทยาลัย ธุรกิจ และองค์กรภาครัฐที่มีชื่อเสียงระดับโลก พร้อมทั้งมีนักธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ร่วมในพันธกิจถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงกลยุทธ์บริหารจัดการ” รศ.ดร.วิชิตา กล่าว

นักวิจัย ม.สุรนารี ต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์จริง ใช้คลื่นความถี่วิทยุทำให้มอดข้าวและไข่มอดตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552892

นักวิจัย ม.สุรนารี ต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์จริง ใช้คลื่นความถี่วิทยุทำให้มอดข้าวและไข่มอดตาย

นักวิจัย ม.สุรนารี ต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์จริง ใช้คลื่นความถี่วิทยุทำให้มอดข้าวและไข่มอดตาย

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชานนท์ ศรีสุมา หนึ่งในคณะนักวิจัยที่พัฒนาและผลิต “เครื่องฆ่ามอดข้าวด้วยคลื่นความถี่วิทยุ” เปิดเผยว่าคณะนักวิจัยร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีนำเทคโนโลยีกำจัดมอดข้าว โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุทำให้มอดข้าวและไข่มอดตาย ซึ่งสามารถเก็บข้าวได้นานถึง 6 เดือน-1 ปี โดยไม่ใช้สารเคมี และไม่มีผลกระทบกับคุณภาพข้าว นับเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยตั้งแต่โรงสีข้าว รวมทั้งเกษตรกรข้าวออร์แกนิค อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมอาหารและอื่นๆ ได้อีกด้วย

โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเมื่อปี 2560 และดำเนินการทำธุรกิจภายใต้โครงการผลิตผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Startup) เมื่อปี 2561 ปัจจุบันได้มีการขยายผลใช้งานในเชิงพาณิชย์แล้วในหลายโรงสี ซึ่งเป็นที่ยอมรับต่อกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีข้าวของไทย อีกทั้งตัวเครื่องสามารถใช้งานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพต่อการแข่งขันในระดับนานาชาติได้

นายชานนท์ ศรีสุมา เล่าว่า “จุดเริ่มต้นเกิดจากสนใจศึกษาเรื่องเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่วิทยุ จึงเริ่มวิจัยตั้งแต่เรียนปริญญาโท ต่อมาได้มีโอกาสสมัครเข้าโครงการบ่มเพาะกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อที่จะเรียนรู้เป็นผู้ประกอบการ มีการแข่งขันและนำเสนอโครงการเครื่องกำจัดมอด ซึ่งอุทยานวิทย์ มองเห็นว่าเป็นไปได้จึงได้รับการสนับสนุนทุน อุทยานวิทย์ เป็นหน่วยงานที่พบปะ กับภาคเอกชนเยอะ จึงสามารถหาแหล่งทุนให้กับนักวิจัยให้ต่อยอดไปได้ ทำให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ หรือภาคอุตสาหกรรมได้”

สพม.38 ทำบันทึกข้อตกลงการปฏิบัตราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด 2 องค์ประกอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552890

สพม.38 ทำบันทึกข้อตกลงการปฏิบัตราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด 2 องค์ประกอบ

สพม.38 ทำบันทึกข้อตกลงการปฏิบัตราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด 2 องค์ประกอบ

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38จัดทำบันทึกข้อตกลงการปฏิบัติราชการสำหรับการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายงานบริหารสถานศึกษากับผู้บริหารสถานศึกษาที่บรรจุแต่งตั้งและย้ายมายังสถานศึกษาแห่งใหม่ จำนวน3 ราย คือ 1.นางสาวปิยะมาศ แซ่โค้วผู้อำนวยการโรงเรียนหนองตูมวิทยา,2.นายธีระวัฒน์ คำชุ่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนตลิ่งชันวิทยานุสรณ์, 3.นายสุทินธ์ คำน่าน  ผู้อำนวยการโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา 2

สำหรับรายละเอียดในบันทึกข้อตกลงการปฏิบัติราชการ ประกอบด้วยองค์ประกอบที่ 1 การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงาน ด้านที่ 1 ด้านการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสถานศึกษาด้านที่ 2 ด้านการบริหารการจัดการเรียนรู้ด้านที่ 3 ด้านการบริหารจัดการงานทั่วไปของสถานศึกษา ด้านที่ 4 ด้านการพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพ ด้านที่ 5 งานอื่นที่ได้รับมอบหมาย และองค์ประกอบที่ 2 การประเมินการปฏิบัติตนในการรักษาวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ

UniRank 2021 ประกาศผลมหา’ลัยเด่นทุกประเภท มหิดล, ศรีปทุม, สวนสุนันทา, ราชมงคลธัญบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552889

UniRank 2021 ประกาศผลมหา’ลัยเด่นทุกประเภท มหิดล,ศรีปทุม,สวนสุนันทา,ราชมงคลธัญบุรี

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

UniRank 2021 เว็บไซต์จัดอันดับสถาบันการศึกษา 4Icu หรือ “Unirank”ประกาศการจัดอันดับสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ปี 2021 (“Unirank” Top Universities in Thailand 2021 Thai University Ranking ) ผลปรากฏว่า อันดับปี 2021 ช่วงต้นปีนี้ ประเภท มหาวิทยาลัยเอกชน “มหาวิทยาลัยศรีปทุม” ยังครองที่ 1ซึ่งอยู่อันดับที่ 16 ของประเทศ ตามลำดับ ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยศรีปทุม 2.มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 3.มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 4.มหาวิทยาลัยรังสิต 5.มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 6.มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ 7.มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 8.มหาวิทยาลัยสยาม 9.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และ 10.มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

สำหรับประเภทมหาวิทยาลัยของรัฐ อันดับที่ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล, ประเภท มหาวิทยาลัยราชภัฏ อันดับที่ 1ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ประเภทมหาวิทยาลัยราชมงคล อันดับที่ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

การจัดอันดับเว็บไซต์ ด้วยระบบ 4 International Colleges & Universities (4icu.org) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระมีสำนักงานอยู่ที่ไพร์มอนท์,นิวเซาท์เวลส์, ประเทศออสเตรเลีย ดำเนินการจัดอันดับความนิยมเว็บไซต์ ของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆในประเทศและทั่วโลก เริ่มมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ.2005 โดยรายงานผลปีละ 2 ครั้ง คือ เดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ และเดือนกรกฎาคม เหมือนกับ Webometrics ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดอันดับความนิยมของมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยนานาชาติ บนพื้นฐานของความนิยมในการเข้าติดตามชมเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะเป็นเว็บไซต์ที่ช่วยให้นักศึกษานานาชาติได้เข้าใจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยนานาชาติมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การที่เว็บไซต์ที่มีข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน และมีการ Updateข้อมูลข่าวสารที่สม่ำเสมอจะถูกนำมาใช้ในการพิจารณาจัดอันดับอีกด้วย

สสส.ส่งจังหวะสนุกปลุกคนไทยสุขภาพดี แจกฟรีวีดิทัศน์สอนเต้น ‘จังหวะไทย จังหวะหัวใจ’ ผนึกภาคี ตอกย้ำนโยบายส่งเสริมสุขภาพ 20 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552894

สสส.ส่งจังหวะสนุกปลุกคนไทยสุขภาพดี  แจกฟรีวีดิทัศน์สอนเต้น‘จังหวะไทย จังหวะหัวใจ’  ผนึกภาคี ตอกย้ำนโยบายส่งเสริมสุขภาพ 20 ปี

สสส.ส่งจังหวะสนุกปลุกคนไทยสุขภาพดี แจกฟรีวีดิทัศน์สอนเต้น‘จังหวะไทย จังหวะหัวใจ’ ผนึกภาคี ตอกย้ำนโยบายส่งเสริมสุขภาพ 20 ปี

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ในปี 2564 สสส. จะมีอายุครบรอบ 20 ปี ในการดำเนินงานด้านการรณรงค์สร้างเสริมให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี ห่างไกลโรคผ่านกิจกรรมต่างๆ การสร้างนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านนโยบาย สิ่งแวดล้อม สร้างความเข้มแข็งของชุมชน จนสามารถผลักดันปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมคนไทยให้หันมาสนใจการมีกิจกรรมทางกายเพิ่มมากขึ้นจนส่งผลให้เกิดนโยบายการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (พ.ศ.2561- 2573) ขึ้นในระดับชาติ และล่าสุดสสส.ได้รับรางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion ในการเป็นองค์กรส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งมอบเป็นครั้งที่ 2 ของโลก จากองค์การอนามัยโลก

ทั้งนี้ในปี 2564 สสส. จะมีการแนะนำประชาชนเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายด้วยวีดิทัศน์ชุดความรู้ จังหวะไทย จังหวะหัวใจ ซึ่งเป็นวีดิทัศน์สอนการมีกิจกรรมทางกายด้วยเพลงไทยประกอบท่าเต้น ซึ่งสนุกสนานและได้สุขภาพดีโดย สสส.เห็นถึงคุณค่าความเป็นไทย“จังหวะไทย จังหวะหัวใจ” ที่มีทั้งทำนองเนื้อร้อง และท่าเต้นที่ง่าย ทำให้คนรู้สึกสนุกที่จะออกมาเต้นเพื่อสุขภาพดี โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่หลายคนยัง Work form Home

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รักษาการผู้อำนวยการ สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า วีดิทัศน์สอนเต้นจังหวะไทยจังหวะหัวใจ ถูกออกแบบมาจากวิถีชีวิตคนไทยทุกกลุ่ม ภายใต้
งานวิจัยด้านสุขภาพของภาคีเครือข่ายสสส. เพื่อชวนคนทุกเพศทุกวัยให้ออกมาเต้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพ เป็นการเพิ่มทางเลือกของการมีกิจกรรมทางกาย เพราะเป็นการผสานแนวคิดทั้งวิทยาศาสตร์การกีฬาและศิลปะ ด้วยการออกแบบเพลงให้มีจังหวะความเร็วที่เหมาะสม ใช้เสียงกระตุ้นให้ผู้ฟังรู้สึกอยากขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเต้นตามวีดิทัศน์จนจบเท่ากับการมีกิจกรรมทางกายในระดับปานกลาง ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)บทเพลง “จังหวะไทย จังหวะหัวใจ” ได้รับการประพันธ์ขึ้นมาใหม่โดยผสมผสานทำนองเพลงไทยโบราณ เต้ยโขง ที่หลายคนคุ้นเคย กับทำนองเพลงสมัยใหม่ รวมทั้งแต่งเนื้อร้อง การออกแบบท่าเต้น และถ่ายทอดเป็นวีดิทัศน์โดยผู้กำกับภาพยนตร์และโฆษณาชื่อดัง ทำให้คนไม่เคยเต้นสามารถเต้นตามได้

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า พฤติกรรมการขาดการออกกำลังกาย และการเนือยนิ่งโดยเฉพาะช่วงที่ต้องทำงานที่บ้าน ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะเป็นสาเหตุหลักของอัตราการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ การเสียชีวิตจากโรคความดันโลหิตสูง มะเร็งเฉพาะจุด เบาหวานประเภท 2 สุขภาพจิต (อาการวิตกกังวลและหดหู่ที่ลดลง) สุขภาพและการนอนหลับ ดังนั้น การเต้นตามวีดิทัศน์จังหวะไทย จังหวะหัวใจ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง ซึ่งควรทำเป็นประจำอย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ ตามข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลก เพื่อให้ผลดี ต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ รวมทั้งยังมีความสนุกกับจังหวะเพลง โดยผู้ที่ต้องการวีดิทัศน์ หรือเพลงไปเต้น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงกรอกแบบฟอร์มขอรับได้ที่ https://forms.gle/M4f6SMNDt64oNhB28 หรือรับชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=CwgnFsErhY8&t=21s

สสส.จับมือเครือข่ายการ์ตูนไทยจัดกิจกรรม ‘บอกรักด้วยหนังสือ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552976

สสส.จับมือเครือข่ายการ์ตูนไทยจัดกิจกรรม'บอกรักด้วยหนังสือ'

สสส.จับมือเครือข่ายการ์ตูนไทยจัดกิจกรรม’บอกรักด้วยหนังสือ’

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 20.59 น.

ที่โอลด์ทาวน์แกลเลอรี่ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ร่วมกับ เครือข่ายการ์ตูนไทยสร้างสรรค์สังคม Old Town Gallery และสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ ( สอช.) จัดกิจกรรมเนื่องในเทศกาลเดือนแห่งความรัก “บอกรักด้วยหนังสือ” โดยเชิญชวนคู่รักมาเก็บภาพหวานร่วมส่งต่อความรัก พร้อมจัดตั้ง “ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยในชุมชนคนจนเมือง สอช.” เพื่อระดมหนังสือและสื่อสร้างสรรค์ให้มีความหลากหลายและพอเพียงกับเด็กๆ มากขึ้น โดยภายในงานมีนิทรรศการภาพเขียน ของนักการ์ตูนชั้นครูมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย เพื่อระดมทุนจัดตั้งธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยด้วย

นางสุดใจ  พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 ได้กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง แต่ภาคีเครือข่ายชุมชนคนจนเมือง ที่ทำงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถรับมือได้มากขึ้น โดยพบว่า หนังสือและการอ่านเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสร้างทักษะชีวิต เสริมศักยภาพ ทำให้เกิดกิจกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาเด็ก ทำให้ครอบครัวอยู่กับหน้าจอ อยู่กับสื่อดิจิทัลลดลง รวมถึงมีทักษะป้องกันตนเองในช่วงโควิด-19 และมีพฤติกรรมสุขภาวะด้านต่างๆ ฯลฯ แต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณทำให้ไม่สามารถขยายพื้นที่เรียนรู้ได้ครอบคลุมกลุ่มที่ต้องการได้

“การอ่านหนังสือไม่ว่าจะอ่านบนแพลตฟอร์มไหน ก็สามารถสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ให้เกิดกับเด็กได้ โดยพ่อแม่ต้องสร้างสัมพันธภาพให้เกิดขึ้นภายในครอบครัวด้วยการส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือและการ์ตูนแทนการเล่นโทรศัพท์มือถือ เพราะเด็กช่วงวัย 8-12 ปี เป็นเด็กวัยการ์ตูน หากบ่มเพาะให้ดีเด็กจะมีพลังใจที่แข็งแกร่ง ดังนั้นแนวทางการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เครือข่ายจะพยายามผลักดันครอบครัวจำนวน 1.1 ล้านครัวเรือนที่มีเด็กแรกเกิดถึงสามขวบให้มีหนังสือบ้านละ 3 เล่ม สำหรับใช้ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก” นางสุดใจ กล่าว

ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า  ภายในงานมีกิจกรรมและนิทรรศการภาพเขียนของนักการ์ตูนชั้นครู นักการ์ตูนจิตอาสาแวะเวียนมาเขียนภาพให้คู่รักเพื่อระดมทุนจัดตั้งธนาคารเพื่อเด็กปฐมวัย, มีเสวนาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการร่วมหาแนวทางผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ พัฒนาเด็กๆ และเป็นพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์แก่ชุมชน พบตัวแทนนักการ์ตูนที่ร่วมบุกเบิกจัดงาน คือ โอม รัชเวทย์ , สมบัติ  คิ้วฮก , เซีย ไทยรัฐ, เอ๊าะ  ขายหัวเราะ , สละ นาคบำรุง  และฟู  เรืองศักดิ์  มาร่วมต้อนรับ เขียนภาพให้คู่รักที่เกี่ยวก้อยมาในงาน แม้ไม่มีคู่รักมาด้วย แต่ก็สามารถมาสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารหนังสือกันได้ เชิญชวนนำหนังสือนิทานดีๆ มามอบให้เด็กๆ 

สำหรับเทศกาลแห่งความรัก “บอกรักด้วยหนังสือ” จะจัดขึ้น ตั้งแต่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ และวันที่ 16- 28 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา  13.00 -17.00 น.ณ  Old Town  Gallery สี่แยกแม้นศรี

นางอังคณา  ขาวเผือก ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาหัวใจของบ้าน อ่านยกกำลัง สอช. กล่าวว่า ปีแรกที่เริ่มเข้ามาเป็นภาคี สสส. ได้ทำกิจกรรมการอ่านพัฒนาเด็กเล็ก มีชุมชนเข้าร่วม 2-3 ชุม ผ่านมาปีนี้มีเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 8 ชุมชนแล้ว เกิดปรากฏการณ์เหมือนที่ได้ตั้งชื่อไว้ คนจนอย่างเรา กว่าจะมีบ้าน ต้องอดทน ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง แต่หัวใจของบ้าน ไม่ใช่เป็นเพียงที่อยู่อาศัย เด็กๆ คือหัวใจสำคัญ ที่ต้องฟูมฟักให้เขาแข็งแรง มีสุขภาพดีทั้งกาย ใจ สมอง สติปัญญา จึงจะนำพาอนาคตได้  และการทำงานเพียงปีเดียว ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปมาก เด็กเก่งขึ้น ชุมชนเข้ามาร่วมมือกันมากขึ้น ได้เครื่องมือการทำงานที่ทั้งคนทำมีความสุข เด็กๆ ได้รับการพัฒนา ขอขอบคุณนักการ์ตูน ที่จะมาช่วยสนับสนุนลูกหลานของเราอีกแรง

ขณะที่ โอม รัชเวทย์ นักวาดการ์ตูนชื่อดัง กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นทั้งนักวาดการ์ตูน มองว่าการจัดงานครั้งนี้ให้ประโยชน์กับสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ การวาดการ์ตูนเป็นสิ่งที่ต้องให้ทั้งความรู้และความบันเทิงควบคู่กันไป เพราะในความรู้สึกของผู้เสพงาน เราก็จะเป็นฮีโร่เสมอ ดังนั้นทุกครั้งที่ทำงานต้องคำนึงถึงผู้เสพเป็นหลัก เพราะงานที่ออกไปมีอิทธพลทางสังคม มันสะท้อนการทำงานอย่างมาก ทั้งแง่บวกและแง่ลบ ท้ายนี้ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้ามาดูงานทิทรรศการได้จนถึงสิ้นเดือนนี้

GISTDA โชว์ภาพเกาะสัญญารัก หัวใจแลนด์มาร์กแห่งอำนาจเจริญ ต้อนรับวาเลนไทน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552821

GISTDA โชว์ภาพเกาะสัญญารัก หัวใจแลนด์มาร์กแห่งอำนาจเจริญ ต้อนรับวาเลนไทน์

GISTDA โชว์ภาพเกาะสัญญารัก หัวใจแลนด์มาร์กแห่งอำนาจเจริญ ต้อนรับวาเลนไทน์

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.53 น.

GISTDA โชว์ภาพเกาะสัญญารัก หัวใจแลนด์มาร์กแห่งอำนาจเจริญ ต้อนรับวาเลนไทน์

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เปิดภาพจากดาวเทียมไทยโชตโชว์หัวใจแลนด์มาร์กแห่งอำนาจเจริญ ที่มีชื่อว่า “เกาะจิตรกูฏ” หรือ “เกาะสัญญารัก” ส่งมอบความหวานโรแมนติกจากห้วงอวกาศสู่สายตาคนไทยต้อนรับวันวาเลนไทน์

“เกาะจิตรกูฏ” หรือ “เกาะสัญญารัก” ตั้งอยู่ในตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ บนเนื้อที่ 32 ไร่ เป็นเกาะขนาดเล็กที่อยู่กลาง “อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน” หรือ “อ่างห้วยปลาแดก” ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร ประมง และยังเป็นแหล่งน้ำดิบที่ผลิตน้ำประปา ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจในการหล่อเลี้ยงผู้คนในจังหวัดอำนาจเจริญ “เกาะจิตรกูฏ” แห่งนี้ได้มีการพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแลนด์มาร์กของจังหวัดอำนาจเจริญ มีการปรับพื้นที่เป็นรูปหัวใจผุดขึ้นกลางน้ำได้อย่างสวยงาม จนทำให้มีชื่อเรียกเล่นเก๋ๆ ว่า “เกาะสัญญารัก” นอกจากนี้ ภายในเกาะจิตรกูฏ ยังมีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า “สระน้ำติยัคคฟ้า” ซึ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จากที่นี่ได้อัญเชิญไปร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2562 อีกด้วย

*** ทั้งนี้ จากภาพดาวเทียมดังกล่าวถูกนำมาใช้กับสีผสมเท็จ เพื่อให้สามารถแยกแยะวัตถุที่ต้องการ ทำให้มองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  และทำให้สามารถมองเห็นเกาะเป็นรูปหัวใจสีแดงเข้ากับช่วงเทศกาลวาเลนไทน์***

#GISTDA #ก้าวสู่ปีที่21 #จิสด้า #ดาวเทียมไทยโชต #ไทยโชต #ดวงตาของชาติ #สีผสมเท็จ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #อว #mhesi #วันแห่งความรัก #วันวาเลนไทน์ #เกาะจิตรกูฏ #เกาะสัญญารัก #อำนาจเจริญ #อ่างเก็บน้ำ #พุทธอุทยาน #อ่างห้วยปลาแดก #หัวใจ #แหล่งท่องเที่ยว

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ www.เที่ยวอีสาน.com

เปิดสูตรเคาะ ‘ค่าอาหารกลางวันเด็ก’ ณัฏฐพลแย้มมีโอกาสหวนใช้แบบ ‘ขั้นบันได’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552808

เปิดสูตรเคาะ‘ค่าอาหารกลางวันเด็ก’ ณัฏฐพลแย้มมีโอกาสหวนใช้แบบ‘ขั้นบันได’

เปิดสูตรเคาะ‘ค่าอาหารกลางวันเด็ก’ ณัฏฐพลแย้มมีโอกาสหวนใช้แบบ‘ขั้นบันได’

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.31 น.

เปิดสูตรเคาะ‘ค่าอาหารกลางวันเด็ก’ ณัฏฐพลแย้มมีโอกาสหวนใช้แบบ‘ขั้นบันได’

15 กุมภาพันธ์ 2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันนักเรียนจากเดิม 20 บาทต่อคนต่อวัน เป็น 21 บาทต่อคนต่อวันนั้น ทางนักวิชาการด้านการศึกษาให้ความเห็นว่าการเพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็ก เพียง 1 บาทต่อคนต่อวัน น้อยเกินไป โดยเสนอให้ทบทวน และเพิ่มแบบขั้นบันได โดยโรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน จะได้รับเงินค่าอาหารกลางวัน 36 บาทต่อคนต่อวัน โรงเรียนที่มีนักเรียน 21-40 คน จะได้รับค่าอาหารกลางวัน 31 บาทต่อคนต่อวัน โรงเรียนที่มีนักเรียน 41-60 คน จะได้รับค่าอาหาร 27 บาทต่อคนต่อวัน และโรงเรียนที่มีนักเรียน 80 คนขึ้นไปจะได้รับค่าอาหารกลางวัน 24 บาทต่อคนต่อวัน

นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า การปรับเพิ่มดังกล่าวเป็นการพูดคุยระหว่าง ศธ. กับสำนักงบประมาณ โดยทางสำนักงบฯ ชี้แจงว่าในอดีตช่วงภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณ มีค่าบริหารจัดการ 4 บาท แต่ในช่วงนี้สถานการณ์ดีขึ้นและทางสำนักงบฯพิจารณาแล้วว่า สามารถลดค่าบริหารจัดการลงได้เหลือเพียง 2 บาท เพราะฉะนั้นการเพิ่มค่าอาหารกลางวันครั้งนี้ จึงไม่ได้เพิ่มเพียง 1 บาท แต่เพิ่มขึ้น 3 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งได้เน้นให้ไปเพิ่มในส่วนของวัตถุดินที่นำมาประกอบอาหารโดยตรง ในอนาคตค่าอาหารกลางวันเด็กจะไปผูกกับแผนบูรณาการการศึกษาของแต่ละจังหวัด หากมีข้อมูลครบถ้วน มั่นใจว่าการจัดงบประมาณเป็นขั้นบันไดจะสามารถให้โภชนาการที่เหมาะสมกับเด็กได้ทั่วประเทศ โดยที่ไม่ต้องเพิ่มงบประมาณมาก อย่างไรก็ตามในส่วนของข้อมูลที่ต้องเข้าสู่ระบบ จะเป็นตัวชี้วัด ที่สำคัญ

“มีความเป็นไปได้ที่จะกลับไปทบทวนการจัดสรรงบอาหารกลางวันแบบขั้นบันได ตัวเลขงบในส่วนนี้ต้องปรับตามสภาพความเป็นจริงที่เหมาะสม โดยในสภาวะเงินเฟ้อ 6-7ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลเพิ่มค่าอาหารกลางวันอยู่ที่ 8% วันนี้หากคิดว่าเพิ่มค่าอาหารกลางวันให้เด็ก 3 บาทต่อคนต่อวัน เท่ากับว่าขึ้นไป 19.75% หรือถ้าจะคิดตรงๆจาก 20 บาท เป็น 21 บาท ก็เท่ากับขึ้นมา 5% เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้เหมาะสม โดยได้พิจารณาแล้วว่า เงิน 900 ล้านบาทที่ใช้เพิ่มขึ้นจากเดิม ก็เป็นเงินที่มากพอสมควร ศธ. จะพยายามต่อไป เพื่อทำให้ค่าอาหารกลางวันได้รับการอนุมัติแบบขั้นบันได้ แต่ก็เข้าใจข้อกังวลของสำนักงบฯ และไม่ใช่เรื่องนำเงินไปใช้ในโครงการประชานิยม จนไม่มีเงินให้ค่าอาหารกลางวันเด็กแน่นอน ยืนยันว่า รัฐบาลมีเงินในส่วนนี้เพียงพอ” นายณัฏฐพล กล่าว