นักวิชาการ ม.มหิดลแนะฝึกบอกรักตัวเอง สร้างสติ-เสริมปัญญาพาชีวิตผ่านทุกวิกฤติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552640

นักวิชาการม.มหิดลแนะฝึกบอกรักตัวเอง สร้างสติ-เสริมปัญญาพาชีวิตผ่านทุกวิกฤติ

นักวิชาการม.มหิดลแนะฝึกบอกรักตัวเอง สร้างสติ-เสริมปัญญาพาชีวิตผ่านทุกวิกฤติ

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง อาจารย์คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงสถานการณ์ความเครียดจากสาเหตุต่างๆ เช่น การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลทั้งในเรื่องสุขภาพกาย และจิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงสภาพสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนในสังคมควรอยู่ร่วมกันด้วยความรักความเข้าใจ การฝึกคิดบวกจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม ขอให้เราคิดบวก รักตัวเอง ดูแลตัวเอง และหากฝึกคิดบวกให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น และรักผู้อื่นได้ด้วย สังคมจึงจะอยู่รอด

ซึ่งการบอกรักตัวเองและฝึกคิดบวกเพื่อชีวิตที่ดีมีความสุขสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ตื่นนอนจากการได้สงบนิ่งอยู่กับตัวเองโดยไม่คิดอะไรสักพัก ก่อนลุกขึ้นทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ หรืออาจลองหาเวลาเพียง 20 นาที นั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ให้ตัวเองได้สัมผัสกับความร่มรื่นและสงบสบายไปกับธรรมชาติรอบตัวโดยที่ไม่คิดอะไร จะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นจากการที่สมองได้พักจากการหยุดคิด แม้เพียงครู่เดียวก็สามารถส่งผลทำให้คลื่นสมองของเราสงบและคลายกังวลลงได้

โดยการลองฝึกพูดกับตัวเอง แล้วฟังเสียงตัวเอง เพื่อให้เกิดสติและคิดบวก ในทางกิจกรรมบำบัด ถือเป็นการฝึกการสื่อสารความคิดดีภายในใจ หรือ Meta-Skill เพื่อการวางแผนชีวิตให้สามารถปรับตัวได้ในสถานการณ์วิกฤติ โดยสามารถเริ่มฝึกได้ง่ายๆ จากแอพพลิเคชั่น “4voices” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งในระบบ Android และ iOS ทั้งนี้ ไม่ว่าโควิด-19 หรือวิกฤติใดๆ จะกลับมาอีกสักกี่ครั้ง ขอเพียงมีสติจะทำให้เกิดปัญญา ซึ่งจะทำให้สังคมอยู่ด้วยกันได้ด้วยความรักและความเข้าใจ

ผศ.ดร.ศุภลักษณ์ ยังกล่าวอีกว่า ตนมีแนวคิดที่จะร่วมกับสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล (iNT) ริเริ่มโครงการพัฒนาบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยการตรวจสุขภาพสมอง เพื่อส่งเสริมการคิดเห็นใจกัน หรือ Empathy ที่จะทำให้บุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดล สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความเข้าใจในสถานที่ทำงานแห่งความสุขต่อไป

‘ครูตั้น’ แจงดราม่าเพิ่ม 1 บาท ‘ค่าอาหารกลางวันเด็ก’ แย้มอนาคตปรับถึง 30 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552593

‘ครูตั้น’แจงดราม่าเพิ่ม 1 บาท‘ค่าอาหารกลางวันเด็ก’ แย้มอนาคตปรับถึง 30 บาท

‘ครูตั้น’แจงดราม่าเพิ่ม 1 บาท‘ค่าอาหารกลางวันเด็ก’ แย้มอนาคตปรับถึง 30 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 13.27 น.

‘ครูตั้น’แจงดราม่าเพิ่ม 1 บาท‘ค่าอาหารกลางวันเด็ก’ แย้มอนาคตปรับถึง 30 บาท

14 กุมภาพันธ์ 2564 ที่โรงแรมแบงค็อกแมริออท นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมติ ครม.เห็นชอบปรับค่าอาหารกลางวันนักเรียน จาก 20 บาท เป็น 21 บาทต่อคนต่อวัน ที่บางฝ่ายมองว่าน้อยเกินไป ว่า เบื้องต้นอาจจะดูเหมือนน้อย ที่ขยับจาก 20 บาทเป็น 21 บาท แต่หากไปดูเนื้อในการบริหารจัดการ ได้มีการพูดคุยกับสำนักงบประมาณว่าเงินค่าบริหารซึ่งอยู่ใน 20 บาทนั้น จาก 4 บาทลดลงเหลือ 2 บาท เพราะหลังจากคำนวณแล้ว ค่าบริหาร 2 บาทก็เพียงพอ ฉะนั้นเงินค่าอาหารหรือตัววัตถุดิบถึงเด็กๆแน่นอน และจำนวนมากกว่า ซึ่งก็เหมือนกับเพิ่มขึ้นมา 3 บาท หรือเกือบ 20%

เมื่อถามว่า มีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นกว่านี้หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า มีแน่นอนหลังจากที่มีการวางแผนบูรณาการของโรงเรียนทั่วทั้งประเทศ โดยในช่วงของการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเห็นข้อมูลมากขึ้น จะทำให้เราเห็นภาพรวมของโรงเรียนทั่วประเทศ สามารถเห็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความจำเป็นพี่จะได้งบประมาณค่าอาหารกลางวันอาจถึง 30 กว่าบาท ซึ่งเป็นการบริหารจัดการภายในของกระทรวง ที่เป็นแบบขั้นบันได แต่ทั้งนี้ต้องรอให้ได้ข้อมูลครบถ้วนก่อน

เมื่อถามว่า กังวลว่าจะมีการทุจริตค่าอาหารกลางวันหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาในช่วง 1 ปีหลัง เรื่องเหล่านี้ก็น้อยลง ซึ่งในการบริหารจัดการก็มีความเข้มงวด ทุกโรงเรียนที่ตนลงไปตรวจสอบและสัมผัส มีการให้อาหารกลางวันเด็กอย่างเพียงพอ แต่หากเราสามารถเพิ่มเติมได้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมในอนาคต อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเราต้องดูค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนเล็กๆ มีความจำเป็นที่เงินค่าอาหารกลางวันต้องมากขึ้นในระดับ 30 กว่าบาท ส่วนในปัจจุบันโรงเรียนที่มีนักเรียน 300 คนขึ้นไป ค่าอาหารอยู่ที่ 20 บาท ถึง 20 ต้นๆ ถือว่าเพียงพอถ้าหารเฉลี่ยถ้าบริหารอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ เราต้องทำให้เด็กๆได้รับโภชนาการมากขึ้น เท่าที่จะทำได้ เป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อไป หลังจากได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าเรามีกี่โรงเรียนในประเทศไทย

‘กสศ. จับมือ สมุทรสาคร’ เดินหน้าวิกฤตการศึกษาหลุดนอกระบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552474

‘กสศ. จับมือ สมุทรสาคร’ เดินหน้าวิกฤตการศึกษาหลุดนอกระบบ

‘กสศ. จับมือ สมุทรสาคร’ เดินหน้าวิกฤตการศึกษาหลุดนอกระบบ

วันเสาร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.11 น.

กสศ.จับมือ “สมุทรสาคร” เดินหน้า “ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษาหรือ Smart Refer”รับมือวิกฤตการเรียนรู้ถดถอย-หลุดนอกระบบ  พัฒนาสู่สมุทรสาครโมเดล

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) เปิดเผยว่า จากการประเมินผลกระทบการปิดโรงเรียนที่ยาวนานในจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า กลุ่มเด็กนักเรียนยากจนด้อยโอกาสกำลังเผชิญวิกฤตทางการศึกษา 2 ด้าน คือ 1.การไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในช่วงล็อคดาวน์ เพราะขาดอุปกรณ์จึงส่งผลให้เกิดภาวะความรู้ถดถอย (learning loss)  2.มีแนวโน้มที่เด็กและเยาวชนยากจนด้อยโอกาสเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น  เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว

“กสศ.ได้ประสานจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อนำกลไกศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษาหรือ smart refer ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานต่างๆที่อยู่ในคณะกรรมการบริหารกสศ. เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมุนษย์ กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงสาธารณสุข  ทั้งนี้สามารถแจ้งความช่วยเหลือได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 079 5475 ต่อ 8” นพ.สุภกร กล่าว

ขณะที่ ดร.รัฐวิทย์ ทองนวรัตน์ ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร ระบุว่า COVID-19 ส่งผลกระทบถึงระบบการศึกษาในจ.สมุทรสาคร อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เบื้องต้นการปิดเรียนทำให้การนำเทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบช่วยให้การศึกษาเดินต่อไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่จำเป็นต้องได้รับการเข้าถึงและช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ คือกลุ่มที่ขาดปัจจัยพื้นฐาน ไม่มีความพร้อมทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่หรือเครื่องมือสื่อสาร ก็จะส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้จะค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และหลุดออกจากระบบการศึกษาไปในที่สุด

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวถึงสถานการณ์การปิดเรียนของจังหวัดว่า สมุทรสาคร ยังคงเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด จึงจำเป็นต้องปิดโรงเรียนมาตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2563  และจัดให้มีการเรียนการสอนออนไลน์ จึงนับว่าเป็นเรื่องดีที่ กสศ. ได้เข้ามาร่วมช่วยจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจะได้ช่วยเด็กนักเรียนยากจนพิเศษให้ได้มีสิทธิและความเท่าเทียมกับเด็กคนอื่น ๆ

ม็อบ 3 นิ้วจั่วลม! วัดสระเกศฯประกาศปิดวัดชั่วคราวทำความสะอาดใหญ่ 14 ก.พ.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552457

ม็อบ 3 นิ้วจั่วลม! วัดสระเกศฯประกาศปิดวัดชั่วคราวทำความสะอาดใหญ่ 14 ก.พ.นี้

ม็อบ 3 นิ้วจั่วลม! วัดสระเกศฯประกาศปิดวัดชั่วคราวทำความสะอาดใหญ่ 14 ก.พ.นี้

วันเสาร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.47 น.

13 ก.พ.64 เพจเฟชบุ๊ก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ประกาศเมื่อวานนี้ ( 12 ก.พ.) เรื่อง ปิดวัดชั่วคราว เพื่อทำความสะอาดใหญ่ (Big Cleaning) โดยระบุว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยังมีการแพร่ระบาดและมีความเสี่ยงสูง และได้มีพุทธศาสนิกชน นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดนั้น คณะสงฆ์วัดสระเกศ จึงปิดวัดชั่วคราว เพื่อทำความสะอาดใหญ่ (Big Cleaning) ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ. 2564

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้(12 ก.พ.)เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ราษฎร” ของม็อบคณะราษฎร ได้โพสต์ภาพและข้อความจากเพจ “ราษฎรมูเตลู”ขอเชิญราษฎรร่วมทำบุญแด่บรรดาวีรชนเดือนตุลาในงานรฤกคุณคนดีมีค่า แห่งประชาธิปไตยครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 15.00-17.00 น. พบกันอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา จากนั้นเคลื่อนขบวนผ้าแดงไปยังบรมบรรพต วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) เพื่อห่มเจดีย์ด้วยผ้าแดงและรฤกถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ออกมาเพื่อเรียกร้องปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม รัฐบาลทหาร ชนชั้นศักดินา ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อความเป็นคน 

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ลามปามหนักข้อ! ม็อบราษฏร นัดเคลื่อนขบวนไปห่มผ้าแดงภูเขาทอง)

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fwatsraket%2Fposts%2F5036157236425921&width=500&show_text=true&height=614&appId

แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ‘โค้ดดิ้ง’ เพื่อการปฏิรูปประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552365

แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ'โค้ดดิ้ง' เพื่อการปฏิรูปประเทศ

แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ’โค้ดดิ้ง’ เพื่อการปฏิรูปประเทศ

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 18.59 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 นายนิธิ มหานนท์ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ได้ลงนามคำสั่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ 6/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ Coding เพื่อการปฏิรูปประเทศภายใต้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ว่า

ตามที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ และดำเนินการให้เป็นไปตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรมการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 นั้น

เพื่อให้การดำเนิงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศค้นวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นไปด้วความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 และมาตรา 18 (3) แห่งพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ Coding เพื่อการปฏิรูปประเทศ ภายใต้คณะกรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมีองค์ประกอบ อำนาจและหน้าที่ ดังนี้

1. องค์ประกอบ
(1) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชประธานอนุกรรมการ

(2) นายศุภชัย เจียรวนนท์อนุกรรมการ

(3) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์อนุกรรมการ

(4) นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยาอนุกรรมการ

(5) นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์อนุกรรมการและเลขานุการ

(6) นายศรเทพ วรรณรัตน์อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

(7) นางสาวภัทรพร เล้าวงค์อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

(8) นายอธิป ฉายากุลผู้ช่วยเลขานุการ

(9) นางสาวนัชชา จิตต์กูลสัมพันธ์ผู้ช่วยเลขานุการ

2. อำนาจและหน้าที่

2.1 สนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬาแรงงาน และการพัฒนาทรัพยากมนุษย์ในการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในด้าน Coding รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

2.2 รายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒ นธรรมกีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

2.3 ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬาแรงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

อย่าประมาท! ‘รมว.วัฒนธรรม’ ชี้ปชช.แห่ไหว้ ‘พระตรีมูรติ’ ขอปฏิบัติตามมาตรการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552233

อย่าประมาท!‘รมว.วัฒนธรรม’ชี้ปชช.แห่ไหว้‘พระตรีมูรติ’ ขอปฏิบัติตามมาตรการ

อย่าประมาท!‘รมว.วัฒนธรรม’ชี้ปชช.แห่ไหว้‘พระตรีมูรติ’ ขอปฏิบัติตามมาตรการ

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 12.28 น.

อย่าประมาท!‘รมว.วัฒนธรรม’ชี้ปชช.แห่ไหว้‘พระตรีมูรติ’ ขอปฏิบัติตามมาตรการ

12 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงกรณีประชาชนแห่ขอพรความรักจากพระตรีมูรติ เนื่องในเทศกาลวาเลนไทน์ เต็มด้านหน้าลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : คนโสดแน่นลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมพิธีบวงสรวง’พระตรีมูรติ’ขอรักครั้งใหญ่) ว่า สำหรับกิจกรรมต่างๆที่เป็นการรวมกลุ่มจำนวนมาก ก็ขอให้ผู้จัดดูตามความเหมาะสม และประสานมายังจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปให้คำแนะนำ โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ ทางรัฐบาลได้เน้นย้ำทุกจังหวัดให้ร่วมกันรณรงค์ พร้อมเฝ้าระวังการทำกิจกรรมร่วมกัน และเท่าที่ตนทราบ พบว่าประชาชนให้ความร่วมมือในช่วงเทศกาลเป็นอย่างดี ซึ่งทางกระทรวงฯได้มีขอแนะนำไปยังศาสนสถาน รวมถึงเครือข่ายให้ปฏิบัติตามมาตรการ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม​ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้นับว่าเบาบางลง อันเป็นผลจากปฏิบัติการเชิงรุก โดยรวมถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ต้องไม่ประมาท ทั้งนี้กระทรวงฯห่วงใยทุกกิจกรรมไม่เว้นกระทั่งกิจกรรมการเมือง ที่ห่วงใยมาตลอด เพราะถึงแม้จะมีการสวมหน้ากากอนามัย แต่ก็ไม่สามารถคัดกรองได้ทุกคน ส่วนตัวอยากให้สถานการณ์สงบภายในเดือนมีนาคมนี้ เพราะจะมีวัคซีนล็อตแรกเข้ามาก่อนจะกระจายไปยังกลุ่มมีความจำเป็นถัดจากบุคลากรทางการแพทย์

‘ณัฏฐพล’ ลงนามใช้ผลโอเน็ตเป็นองค์ประกอบในการตัดสินผลการเรียนผู้เรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551999

'ณัฏฐพล'ลงนามใช้ผลโอเน็ตเป็นองค์ประกอบในการตัดสินผลการเรียนผู้เรียน

‘ณัฏฐพล’ลงนามใช้ผลโอเน็ตเป็นองค์ประกอบในการตัดสินผลการเรียนผู้เรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.27 น.

“ณัฏฐพล” ลงนามในประกาศ ศธ.การใช้ผล โอเน็ต เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนผู้เรียน

11 ก.พ.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระบุว่า ตามที่ ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สัดส่วนการใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานเป็นองศ์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นั้น

เนื่องจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ที่กำหมดให้ยกเลิกการทดสอบเฉพาะชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และการดำเนินการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติชั้นพื้นฐาน (O -NET) ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่ชาติ (องค์การมหาชน) ให้ถือเป็นสิทธิส่วนตัวโดยเฉพาะของนักเรียนที่จะเข้ารับการทดลอบตามความสมัครใจ ดังนั้น เพื่อไห้การใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สัตส่วนการใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติชั้นพื้นฐานเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัตสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ลงวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559 เฉพาะระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น โดยในส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ใช้สัดส่วนคงเดิม

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา2563 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564

ศธ.จับมือ สคช. ยกระดับมาตรฐานเกษตรกร พัฒนาอาชีพ ‘ชลกร’ สู่ระดับสากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551865

ศธ.จับมือสคช.ยกระดับมาตรฐานเกษตรกร  พัฒนาอาชีพ'ชลกร'สู่ระดับสากล

ศธ.จับมือสคช.ยกระดับมาตรฐานเกษตรกร พัฒนาอาชีพ’ชลกร’สู่ระดับสากล

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 19.09 น.

ศธ.จับมือ สคช.ยกระดับมาตรฐานเกษตรกรสู่มืออาชีพผ่านวิทยาลัยเกษตรฯ พัฒนาอาชีพ “ชลกร”สู่ระดับสากล

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ระหว่างสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน)และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร(สอก.)4 ภาค  โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแลวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการกาอาชีวศึกษา(สอศ.) พร้อมด้วยนายนคร ศิลปอาชา ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(สคช.) ในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ร่วมเป็นประธานการลงนาม และมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายนพดล ปิยะตระภูมิ ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ  นายทองอาบ บุญอาจ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาเกษตรภาคกลาง, นายประจักษ์ ทาสี ผอ.สถาบันอาชีวเกษตรภาคเหนือ, นายพรณรงค์ วรศิลป์ ผอ.สถาบันการอาชีวเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, นายวิศวะ คงแก้ว ผอ.สถาบันการอาชีวเกษตรภาคใต้ เข้าร่วมในพิธี

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะยกระดับมาตรฐานบุคลากรด้านการเกษตรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพเพื่อสร้างผู้ประกอบการภาคการเกษตรที่สอดคล้องกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการเตรียมผลักดันและพัฒนาอาชีพ “ชลกร” ให้มีมาตรฐานในระดับสากล โดยใช้เกณฑ์การประเมินสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ภายใต้เป้าหมายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีอาชีพ รายได้ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากการอาชีวศึกษาเกษตรและประมงจะทำให้การเรียนการสอนที่ทันสมัย ใช้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัลในการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติแล้ว ผู้เรียนยังจะได้การรับรองมาตรฐานคุณวุฒิ จากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ที่ได้รับความเชื่อถือระดับนานาชาติ จบออกไปประกอบวิชาชีพได้อย่างมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เป็นเกษตกรมืออาชีพอย่างแท้จริง 

ด้านนายนคร กล่าวว่า อาชีพด้านการเกษตร เป็นอาชีพเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ จะสามารถนำไปสู่การพัฒนากำลังคนด้านการเกษตรได้พร้อมกันทั้ง 4 ภาค ซึ่งสถาบันฯ พร้อมผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาคน ผลิตนวัตกรรมด้านการเกษตรใหม่ ๆ หรือ สมาร์ทฟาร์ม สอดรับการปรับเปลี่ยนของโลกอนาคต และยังเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายอาชีวะเกษตรสร้างชาติด้วย 

ขณะที่ ดร.นพดล ปิยะตระภูมิ ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า สคช. ไม่เพียงให้การการันตียกระดับบุคคลด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ แต่ยังหาช่องทางในการต่อยอดในอาชีพให้กับคน ทั้งการอบรม สอนแนวทางการทำการตลาด รวมทั้งส่งเสริมแหล่งเงินทุนด้วยความร่วมมือกับธนาคารออมสิน และ SME D Bank ที่พร้อมพิจารณาให้สินเชื่อเพื่อมืออาชีพ ช่วยให้เกษตรกรตัวเล็กให้มีโอกาสเติบโตในธุรกิจ สำหรับบันทึกข้อตกลงทั้ง 5 ฝ่ายในวันนี้ มีหัวใจสำคัญคือ การร่วมมือกันยกระดับมาตรฐานอาชีพของบุคลากรผู้ประกอบอาชีพด้านการเกษตรที่เข้ามาศึกษาและฝึกอบรม ผลักดันให้มีการประเมินสมรรถนะของบุคคลตามมาตฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ รวมไปถึงการผลักดันให้มีการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น Upskill และ Reskill จากเกษตรกร สู่ผู้ประกอบการเกษตรตามมาตรฐานอาชีพ เพื่อสร้างโอกาสและขีดความสามารถในการเป็นเกษตรกรมืออาชีพสามารถพัฒนาตัวเองเป็นเกษตรกรตัวใหญ่ได้ 

‘คุรุสภา’ เร่งแก้ปัญหา! หลังแม่พิมพ์กว่า 1 แสนถูกหั่นงบคูปองครู-ขาดโอกาสเลื่อน ’วิทยฐานะ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551863

'คุรุสภา'เร่งแก้ปัญหา! หลังแม่พิมพ์กว่า 1 แสนถูกหั่นงบคูปองครู-ขาดโอกาสเลื่อน’วิทยฐานะ’

‘คุรุสภา’เร่งแก้ปัญหา! หลังแม่พิมพ์กว่า 1 แสนถูกหั่นงบคูปองครู-ขาดโอกาสเลื่อน’วิทยฐานะ’

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 19.04 น.

‘คุรุสภา’ เร่งแก้ปัญหา หลังแม่พิมพ์กว่า 1 แสนคน โอด ขาดโอกาสเลื่อนวิทยฐานะ เหตุ ศธ.ยกเลิกโครงการคูปองครู

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะเปิดให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา โหลดแอพพลิเคชั่น “Khuru On Mobile” เพื่อให้ครูรับข้อมูลข่าวสารการศึกษา การพัฒนาครู และแจ้งเตือนข้อมูลใบอนุญาตใกล้ที่จะหมดอายุ เป็นต้น ทั้งนี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบหมายให้คุรุสภาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาครูทั้งระบบ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถาบันใช้ครู และสถานบันผลิตครู ว่าแต่ละปีควรจะพัฒนาและผลิตครูจำนวนเท่าใดเพื่อให้ตรงกับความต้องการตลาด เป็นต้น แต่ขณะนี้ทางคุรุสภาพบปัญหาเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานใน ศธ. เพราะแต่ละหน่วยงานยังไม่อัพเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ทำให้ยากต่อการเชื่อมต่อข้อมูล รมว.ศธ.จึงเรียกทุกหน่วยงานมากประชุมเพื่อบรูณาการข้อมูลร่วมกัน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ของศธ. ที่จะต้องเร่งแก้ไข โดยทางคุรุสภาจะเร่งพัฒนาฐานข้อมูลของตน และประชาสัมพันธ์ให้ครูทุกสังกัดมาใช้งานแอพพิเคชั่น Khuru On Mobile มากขึ้น พร้อมกับทำการเก็บข้อมูลของครูมาสร้างประโยชน์ในอนาคต เช่น สร้างโพลถามความเห็นเรื่องต่าง ๆจากครู เป็นต้น

นายดิศกุล กล่าวต่อว่า จากที่คุรุสภารับฟังปัญหาพบครูกว่า 1 แสนราย ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรืออยู่ตามจังหวัดต่างๆ ร้องเรียนว่าขาดโอกาสไม่ได้รับการอบรมและพัฒนาตนเอง เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด เพราะแต่เดิมมีโครงการคูปองพัฒนาครู (คูปองครู) ที่จัดสรรเงินให้ครูเลือกช็อปปิ้งหลักสูตรได้ตามความถนัดและสนใจ เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะได้ แต่เมื่อโครงการคูปองครูยกเลิกไป ประกอบกับไม่มีสถาบันมาพัฒนาครูและต้นสังกัดดูแลไม่ไหว ทำให้ครูขาดโอกาสที่จะพัฒนาตนเองเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ คุรุสภาจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ขยายจุดบริการอบรมพัฒนาครูให้มากขึ้น

“สิ่งที่คุรุสภาจะต้องเร่งแก้ไขอีกอย่างหนึ่งคือ แก้ไขฎหมายให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น เช่น กระบวนการสอบสวนทางจรรยาบรรณที่ปัจจุบันใช้เวลานาน จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม เป็นต้น ซึ่งผมมอบให้ฝ่ายกฎหมายของคุรุสภาไปปรับแก้เรื่องเหล่านี้แล้ว โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการสอบสวนเรื่องต่างๆต้องรวดเร็วทันสมัยมากขึ้น ทั้งนี้ ยังมีกฎหมายจำนวนมากที่ต้องแก้ไข เพราะจากที่ผมพบคุรุสภามีกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับจำนวนมากที่อาจจะขัดแย้งกันเอง ดังนั้น ต้องเร่งแก้ไขสิ่งเหล่านี้เพื่อให้การดำเนินการของคุรุสภารวดเร็วมากยิ่งขึ้น” นายดิศกุล กล่าว

ประกาศด่วน! รร.มัธยมวัดเบญฯ หยุดเรียน10-11ก.พ.เสี่ยงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551779

ประกาศด่วน! รร.มัธยมวัดเบญฯ หยุดเรียน10-11ก.พ.เสี่ยงโควิด

ประกาศด่วน! รร.มัธยมวัดเบญฯ หยุดเรียน10-11ก.พ.เสี่ยงโควิด

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 15.31 น.

ผอ.โรงเรียนมัธยมวัดเบญฯ สั่งปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ 10 ก.พ.เปิด15 ก.พ. พบเหตุมีบุคลากรอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

10 กุมภาพันธ์ 2564  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพงศ์ไท คีรีวงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ลงนามในประกาศโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร เรื่องการปิดสถานศึกษาด้วยเหตุพิเศษ (ฉบับที่ 5 ) โดยระบุว่า ตามที่โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ได้เปิดการเรียนการสอนปกติ (on site) ตั้งแต่วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ไปแล้วนั้น แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) ในกรุงเทพมหานคร ยังพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง และพบว่ามีบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง จึงทำให้โรงเรียนต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดและตระหนักถึงความปลอดภัยของนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดดังกล่าว อีกทั้งเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและลดโอกาสการแพร่ระบาดใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อาศัยอำนาจตามความในข้อ 9 วรรคหนึ่ง (4) ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยปีการศึกษาการเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ.2549 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 นั้น จึงประกาศ ปิดสถานศึกษาด้วยเหตุพิเศษ ตั้งแต่วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 13.00 น. ถึงวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 และเปิดการเรียนการสอนปกติในวันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ในระหว่างปิดสถานศึกษาให้ปฏิบัติตามมาตรการปฏิบัติงานในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)