สทศ.เผยข้อมูลผู้ยืนยันเข้าสอบ ‘O-NET’ ป.6,ม.3 ปี’63 กว่า 9 แสนคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551664

สทศ.เผยข้อมูลผู้ยืนยันเข้าสอบ'O-NET'ป.6,ม.3 ปี'63 กว่า 9 แสนคน

สทศ.เผยข้อมูลผู้ยืนยันเข้าสอบ’O-NET’ป.6,ม.3 ปี’63 กว่า 9 แสนคน

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 09.51 น.

สทศ.เผยข้อมูลผู้ยืนยันเข้าสอบ O-NET ป.6,ม.3 ปีการศึกษา 63 กว่า 9 แสนคน พร้อมเปิดรับสมัครสอบเพิ่มถึง 15 ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.) ได้เปิดระบบรับสมัครและยืนยันการเข้าสอบ O-NET ป.6 ม.3 และ V-NET ปวช.3 ปีการศึกษา 2563 ให้แก่สถานศึกษาและนักเรียนที่ประสงค์จะเข้าสอบ O-NET และ V-NET โดยเปิดระบบตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2564 ทางเว็บไซต์ สทศ. (www.niets.or.th) โดยไม่เสียค่าสมัครสอบแล้วนั้น ภายหลังจากปิดระบบการรับสมัครและยืนยันการเข้าสอบดังกล่าว สทศ.ได้สรุปข้อมูลจำนวนผู้สมัครและยืนยันการเข้าสอบ O-NET ป.6 และ ม.3 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 949,141 คน (สรุปข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 23.59 น.) ดังนี้

O-NET ป.6 การสอบ จำนวนผู้ยืนยัน 548,345 เข้าสอบ (คน) จำนวนนักเรียน 775,363 ทั้งหมด (คน) คิดเป็นร้อยละ 70.72

O-NET ม.3 การสอบ จำนวนผู้ยืนยัน 400,496 เข้าสอบ (คน) จำนวนนักเรียน 719,022 ทั้งหมด (คน) คิดเป็นร้อยละ 55.74

รวม จำนวนผู้ยืนยัน 949,141 จำนวนนักเรียน 1,494,385 คิดเป็นร้อยละ 63.51

สำหรับการสอบ V-NET ปวช.3 มีผู้สมัครและยืนยันการเข้าสอบ V-NET จำนวน 33,416 คน (จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 163,758 คน) คิดเป็นร้อยละ 20.41

ทั้งนี้ จำนวนผู้ยืนยันการเข้าสอบดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากยังมีผู้ปกครอง นักเรียน และโรงเรียนยื่นคำร้องขอยืนยันการเข้าสอบเพิ่มเติมหลังจาก สทศ.ได้ปิดระบบการรับสมัครและยืนยันการเข้าสอบฯ แล้ว เนื่องจากผู้ปกครองและนักเรียนบางส่วนไม่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ตที่ใช้ในการเข้าระบบดังกล่าว จึงได้ประสานงานและส่งคำร้องมาที่ สทศ.เพื่อขอยืนยันการเข้าสอบ ซึ่ง สทศ.อยู่ระหว่างการพิจารณาและดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม หากโรงเรียนมีความประสงค์ที่จะยืนยันการเข้าสอบให้แก่นักเรียน ขอให้โรงเรียนติดต่อประสานงานเพื่อเพิ่มจำนวนนักเรียนไปยังศูนย์สอบของท่าน  หรือ หากผู้ปกครองหรือนักเรียนมีความประสงค์ให้ สทศ.อำนวยการความสะดวกในการยืนยันการเข้าสอบให้ ขอให้ส่งใบคำร้องพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของนักเรียน แล้วส่งมาที่ สทศ.ทางอีเมล์ testing@niets.or.th ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สทศ.ได้คำนึงถึงประโยชน์ และตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้เข้าสอบเป็นสำคัญ จึงได้ออกประกาศสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เรื่อง มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ในการทดสอบทางการศึกษา ประจำปี พ.ศ.2564 ดังนี้

1.กรณีผู้เข้าสอบที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการที่อยู่ในข่ายที่ต้องสงสัยต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังต่อไปนี้

1.1 ผู้เข้าสอบหรือที่มีบุคคลในครอบครัวซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่มีประวัติการเดินทางมาจากจังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร หรือจังหวัดอื่นที่อาจจะประกาศเพิ่มเติมภายหลัง หรือตามประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (ศบค.)

1.2 ผู้เข้าสอบที่มีประวัติใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ COVID-19 หรือได้กักตัวครบ 14 วันแล้ว หรือได้รับการตรวจเชื้อ COVID-19 และมีผลการตรวจว่าไม่พบเชื้อ

1.3 ผู้เข้าสอบที่มีอาการไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอให้ปฏิบัติตามมาตรการหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐอย่างเคร่งครัด และต้องแจ้งข้อมูลประวัติการเดินทาง ชื่อ สกุล เลขที่นั่งสอบ ณ กองอำนวยการประจำสนามสอบ เพื่อที่สนามสอบจะได้จัดเตรียมห้องสอบให้เหมาะสม

2.ให้ผู้เข้าสอบ และบุคลากรประจำสนามสอบสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และทำความสะอาดมืออย่างสม่ำเสมอด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือล้างมือด้วยสบู่

3.ให้สนามสอบตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้เข้าสอบก่อนเข้าห้องสอบ

4.ขอความร่วมมือผู้ปกครองสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลหรือสบู่ล้างมือ ในช่วงที่อยู่ในสนามสอบ

ทั้งนี้ ขอให้ผู้เข้าสอบติดตามข่าวสารทางเว็บไซต์ สทศ. (www.niets.or.th) และประกาศของ ศบค.รวมถึงมาตรการป้องกันของจังหวัดที่เป็นสนามสอบ

ผู้ปกครองขึ้นป้ายค้านไม่เอา ผอ.คนใหม่ที่ถูกร้องเรียนสารพัด​หวั่นซ้ำรอยคนเดิม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551454

ผู้ปกครองขึ้นป้ายค้านไม่เอา ผอ.คนใหม่ที่ถูกร้องเรียนสารพัด​หวั่นซ้ำรอยคนเดิม

ผู้ปกครองขึ้นป้ายค้านไม่เอา ผอ.คนใหม่ที่ถูกร้องเรียนสารพัด​หวั่นซ้ำรอยคนเดิม

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 13.59 น.

ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน 3 หมู่บ้านในอำเภอชำนิ ถือป้ายและปิดป้ายแสดงจุดยืนคัดค้านมาเอา ผอ.โรงเรียนคนใหม่ ที่ถูกร้องเรียนกล่าวหาสารพัดทั้งสร้างความแตกแยก ใช้อำนาจกดขี่ครู นร.และบริหารไม่โปร่งใส ทั้งหวั่นซ้ำรอย ผอ.คนเดิมที่เพิ่งถูกประท้วงขับไล่เพราะดื่มเหล้าเมา ไม่พัฒนา ร.ร.ปล่อยให้ผู้ปกครองต้องจัดทำผ้าป่ารายได้พัฒนาโรงเรียนกันเอง

วันที่ 9 ก.พ.64 ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน 3 หมู่บ้าน มีบ้านโนนน้ำอ้อม, บ้าน​โคกสะอาด และบ้านหนองม่วง ต.ชำนิ อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ได้ร่วมกันออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เอา ผอ.โรงเรียนคนใหม่ ด้วยการถือป้ายที่มีข้อความว่า “เราไม่เอา ผอ.คนนี้, ออกไปเราไม่ต้องการ, ทำไมโรงเรียนต้องได้แต่ ผอ.ที่ถูกร้องเรียน และชาวบ้านไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่า ผอ.คนนี้ประวัติเป็นไง เราไม่เอา..ออกไป” ที่บริเวณหน้าโรงเรียน  

พร้อมทั้งติดป้ายที่ประตูทางเข้า-ออกโรงเรียนด้วยว่า “ชุมชนโรงเรียนบ้านโคกสะอาด ไม่เอา ผอ.ที่ถูกร้องเรียนมา เพราะเราเคยได้ ผอ.ที่ถูกร้องเรียนมาแล้ว ก็เกิดปัญหาสร้างภาพลักษณ์ไม่ดีแก่โรงเรียน ทั้งส่งผลกระทบกับต่อการเรียนการสอนของลูกหลานด้วย โดยตัวแทนชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านในครั้งนี้ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผอ.คนใหม่ที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งที่โรงเรียนบ้านโคกสะอาด ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายเรื่อง และมีพฤติกรรมบริหารงานไม่โปร่งใสด้วย จึงเกรงว่าหากย้ายมาดำรงตำแหน่งที่นี่ก็จะมีพฤติกรรมเหมือนเดิมอีก จึงอยากให้ทางผู้บังคับบัญชาได้พิจารณายกเลิกคำสั่งย้าย ผอ.คนดังกล่าว มาดำรงตำแหน่งที่โรงเรียนบ้านโคกสะอาดด้วย แต่หากไม่สามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ ชาวบ้านก็จะรวมตัวกันคัดค้านต่อไปเรื่อยๆ

ตัวแทนชาวบ้าน บอกว่า ที่ตัวแทนชาวบ้านและผู้ปกครอง ร่วมกันออกมาแสดงจุดยืนถือป้ายคัดค้านว่าไม่เอา ผอ.คนนี้ ย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็น ผอ.โรงเรียนคนใหม่ที่โรงเรียนบ้านโคกสะอาด เนื่องจากเคยถูกร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมหลายอย่าง ทั้งสร้างความแตกแยกในชุมชน และการบริหารที่ไม่โปร่งใส จนถูกประท้วงขับไล่ออกจากโรงเรียนเดิม เกรงว่าหากย้ายมาที่นี่ก็จะมีพฤติกรรมเหมือนเดิม ทั้งกลัวจะซ้ำรอยกับ ผอ.คนเดิม ที่เพิ่งถูกประท้วงขับไล่ออกไป เพราะมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมชอบเอาเวลาราชการไปดื่มสุรามึนเมา เข้ากับชุมชนไม่ได้ ไม่พัฒนาโรงเรียนปล่อยให้ชาวบ้าน ผู้ปกครองต้องทำผ้าป่าเพื่อหาเงินมาพัฒนาโรงเรียนกันเอง  

คนไทยเก่ง! สั่งไทยโชตหนีวัตถุอวกาศเฉียดใกล้สุด100เมตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551422

คนไทยเก่ง! สั่งไทยโชตหนีวัตถุอวกาศเฉียดใกล้สุด100เมตร

คนไทยเก่ง! สั่งไทยโชตหนีวัตถุอวกาศเฉียดใกล้สุด100เมตร

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 12.01 น.

คนไทยเก่ง! สั่งไทยโชตหนีวัตถุอวกาศเฉียดใกล้สุด 100 เมตร

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดยศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอวกาศด้านกลศาสตร์วงโคจรของประเทศไทย หรือ Astrolab ใช้ระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON ที่พัฒนาโดยนักวิจัยและวิศวกรจาก Astrolab คำนวณความเป็นไปได้ที่วัตถุอวกาศ (Fengyun 1C DEB)  ซึ่งมี NORAD (North American Aerospace Defense) Catalog Numbe: 31199 จะมีโอกาสชนกับดาวเทียมไทยโชต (NORAD: 33396) ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564  เวลา 19.03 น. (ตามเวลาประเทศไทย) โดยมีระยะใกล้ที่สุด 101 เมตร 
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ทิศทางและระยะของวงโคจร รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ พบว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการชนกันของดาวเทียมไทยโชตและวัตถุอวกาศ นั้น GISTDA ได้ทำการปรับวงโคจรของไทยโชต โดยลดระดับความสูงของวงโคจรให้ต่ำลง 60 เมตร  ซึ่งภายหลังการปรับวงโคจรแล้ว พบว่าดาวเทียมสามารถทำงานได้ตามปกติ และเมื่อตรวจสอบข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ ด้วยระบบ ZIRCON อีกครั้งพบว่าดาวเทียมอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยและไม่เสี่ยงต่อการชนกับวัตถุอวกาศ และปฏิบัติงานได้เป็นปกติเช่นเดิม

ระบบ ZIRCON เป็นระบบการจัดการจราจรอวกาศ ที่ทำหน้าที่ในการแจ้งเตือนการชนระหว่างดาวเทียมไทยโชตกับวัตถุอวกาศ (ดาวเทียมที่ปฏิบัติภารกิจ หรือ ขยะอวกาศ) ระบบนี้ได้พัฒนาตั้งแต่ ปี 2562 ซึ่งเดิม GISTDA ใช้บริการแจ้งเตือนจากหน่วยงานต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และต้องรอจากการแจ้งเตือน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการตัดสินใจและวางแผนการหลบเลี่ยงได้ล่าช้า GISTDA จึงได้พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีอวกาศนี้ขี้นมา  และเริ่มใช้กับภารกิจดาวเทียมไทยโชตเต็มรูปแบบต้นเดือนธันวาคม 2563 โดยภารกิจถัดจากนี้คือการให้บริการการจัดการจราจรอวกาศให้กับดาวเทียมอื่นๆที่เป็นสัญชาติไทยและในระดับนานาชาติต่อไป

มรส.พบความสำเร็จโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล ให้เกิดการพัฒนาตามปัญหาและความต้องการของชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551244

มรส.พบความสำเร็จโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล  ให้เกิดการพัฒนาตามปัญหาและความต้องการของชุมชน

มรส.พบความสำเร็จโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล ให้เกิดการพัฒนาตามปัญหาและความต้องการของชุมชน

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) รับรายงานตัวและทำสัญญาผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือกบุคคลให้ปฏิบัติงานโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการในโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ  หรือ 1 ตำบล1 มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 4-5กุมภาพันธ์ 2564 ณ หอประชุมวชิราลงกรณมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยการรายงานตัวเป็นไปตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างเคร่งครัด

ดร.พลกฤต แสงอาวุธ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีกล่าวว่า ในการรายงานตัวและทำสัญญาผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือกบุคคลให้ปฏิบัติงานโครงการฯ จะต้องมารายงานตัวและทำสัญญาทุกคน ตามวันเวลาที่นัดหมายในแต่ละอำเภอ ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการในการทำสัญญา มหาวิทยาลัยจะนัดหมายวันเวลาเพื่ออบรมทักษะการเป็นวิศวกรสังคมและเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานตลอดโครงการอีกครั้ง

  โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตําบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) มหาวิทยาลัยมีหน้าที่เป็นSystem Integrator ให้เกิดการพัฒนาตามปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยมีการจ้างงานประชาชนทั่วไป บัณฑิตจบใหม่ และนักศึกษา กว่า 1,600 อัตราให้มีงานทําและฟื้นฟูเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นการจัดทําข้อมูลขนาดใหญ่ของชุมชน (Community Big Data) เป็นระยะเวลา 1 ปี ในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จํานวน 82 ตําบล ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 63 ตำบลจังหวัดชุมพร 7 ตำบล และจังหวัดระนอง12 ตำบล

จุฬาฯ จดสิทธิบัตร เทคโนโลยีโภชนาการแห่งอนาคต ‘หุ่นยนต์ชีวภาพนำส่งสารสกัดจากสมุนไพรไทย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551243

จุฬาฯ จดสิทธิบัตร เทคโนโลยีโภชนาการแห่งอนาคต  ‘หุ่นยนต์ชีวภาพนำส่งสารสกัดจากสมุนไพรไทย’

จุฬาฯ จดสิทธิบัตร เทคโนโลยีโภชนาการแห่งอนาคต ‘หุ่นยนต์ชีวภาพนำส่งสารสกัดจากสมุนไพรไทย’

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาจารย์ ดร.ธีรพงศ์ยะทา นักวิชาการประจำหน่วยชีวเคมี ภาควิชาสรีรวิทยาคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าอาหาร ยา อาหารเสริม ไม่ว่าจะอวดสรรพคุณว่าดีแค่ไหน หากเข้าสู่ร่างกายแล้วถูกย่อยก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารดีๆ เหล่านั้นเข้าไปก็ไร้ประโยชน์ แถมกลายเป็นความสิ้นเปลืองด้วยซ้ำไป ดังนั้น ตนจึงได้ทำงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เป็นการวิจัย“หุ่นยนต์ชีวภาพนำส่งสารสกัดจากสมุนไพรไทยไปสู่ร่างกายของมนุษย์ เพื่อมนุษย์จะได้รับ อาหารดีๆที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยจะเน้นในเรื่องของการ สกัดจากสมุนไพร ปลอดภัยและได้ผล เพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย

อาจารย์สัตวแพทย์ จุฬาฯกล่าวต่อไปว่า “เราเรียกนวัตกรรมด้านโภชนาการนี้ว่าหุ่นยนต์ เนื่องจากกลไกอันชาญฉลาดของมันที่สามารถกำหนดเวลาปลดล็อกโพลิเมอร์ที่ห่อหุ้มผิวนอกของอาหารได้ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ผนังลำไส้ดูดซึมสารอาหารหรือตัวยาสำคัญที่ต้องการให้ร่างกายได้รับ ลดการสูญเสียคุณค่าทางอาหารระหว่างกระบวนการย่อยที่สารอาหารบางตัวอาจถูกทำลายด้วยกรดในกระเพาะอาหาร” หุ่นยนต์ที่ว่านี้มีขนาดเล็กมาก เทคโนโลยีสำคัญที่ใช้คือการเคลือบหรือห่อหุ้มสารอาหารระดับอนุภาคนาโนทั้งไมโครเอนแคปซูเลชัน (Microencapsulation) และนาโนเอนแคปซูเลชัน (Nanoencapsulation)ซึ่งป้องกันมิให้สารอาหารถูกทำลายระหว่างกระบวนการย่อยอาหารในกระเพาะสำหรับวัสดุที่ใช้ในการแปรรูปเป็นหุ่นยนต์ชีวภาพผลิตจากโพลิเมอร์ธรรมชาติได้แก่ สาหร่ายทะเล เปลือกกุ้งปู ซึ่งราคาไม่แพง ปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์และสัตว์ รวมถึงสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติส่วนผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้ในการห่อหุ้ม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากขมิ้นชัน ใบบัวบก งาดำ และถั่งเช่า ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมส่วนเคลือบสมุนไพรนาโนนี้เข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตได้เช่นเดียวกับสารอาหารทั่วไป โดยไม่มีอันตรายแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีการนำหุ่นยนต์ชีวภาพไปใช้กับอาหารสัตว์ด้วย อย่างกรณีสัตว์ดื้อยาปฏิชีวนะ ก็จะใช้เคลือบสมุนไพรนาโนทดแทน เช่น น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ที่กำหนดให้สารสำคัญออกฤทธิ์ตรงลำไส้ส่วนปลายของสัตว์ซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อก่อโรค

อาจารย์ ดร.ธีรพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หุ่นยนต์ชีวภาพยังเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการสมุนไพรไทยที่ต้องการหาจุดแข็งและจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาด ถือเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สมุนไพรทั้งในและนอกประเทศอีกด้วย”

‘ซีพี ออลล์’ ผนึกมหาวิทยาลัยดังไต้หวัน-สิงคโปร์-จีน-ไทย ยกระดับติวเข้มเยาวชนค่าย Creative AI Camp เข้มข้น 3 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551241

‘ซีพี ออลล์’ ผนึกมหาวิทยาลัยดังไต้หวัน-สิงคโปร์-จีน-ไทย  ยกระดับติวเข้มเยาวชนค่าย Creative AI Camp เข้มข้น 3 เดือน

‘ซีพี ออลล์’ ผนึกมหาวิทยาลัยดังไต้หวัน-สิงคโปร์-จีน-ไทย ยกระดับติวเข้มเยาวชนค่าย Creative AI Camp เข้มข้น 3 เดือน

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ซีพี ออลล์” จับมือพันธมิตรนานาชาติด้านเทคโนโลยี อาทิ มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง ไต้หวัน, มหาวิทยาลัยปักกิ่ง จีน,มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์, สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์เดินหน้าค่ายเยาวชน Creative AI Camp ปีที่ 3 จากทั่วประเทศผ่านแพลตฟอร์ม PhenomenaWork-based Education Learning ต่อเนื่อง 3 เดือน เพิ่มความเข้มข้นการเรียนรู้ด้วยการฝึกทักษะเทคโนโลยีกลุ่ม ABCD ควบคู่ทักษะการออกแบบนวัตกรรม, Design Thinking, และจริยธรรม AI พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนสร้างสรรค์โปรเจกท์ต้นแบบ ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนและ Next Normal

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 แต่บริษัทยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง จึงได้ร่วมมือกับหลายพันธมิตรทั้งไทยและนานาชาติ จัดค่าย CreativeAI Camp ปีที่ 3 ขึ้นภายใต้แนวคิด “The Future of AI : The Future of the World” เพื่อให้เยาวชนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา ได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์และมีอิทธิพลต่ออนาคตของโลกอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรูปแบบการจัดค่ายในปีนี้ จะยังคงเน้นการจัดการเรียนรู้ต่อเนื่อง 3 เดือนในรูปแบบPhenomena Work-based Education Learning ผสมผสานการเรียนรู้ผ่าน VDO Conferenceบนแพลตฟอร์มออนไลน์กับวิทยากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมถึงจะได้เรียนรู้ด้าน Innovationกับ Professor Che-Wei LIN (Department of BiomedicalEngineering) มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง มหาวิทยาลัยระดับท็อปด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวัน ซึ่งเป็นพันธมิตรใหม่ของค่ายในปีนี้ ซึ่งProfessor Che-Wei LIN ยังเป็นLeader ของทีมที่ขับเคลื่อน AI Talent Incubation ของรัฐบาลไต้หวันประกอบกับ มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกงเน้นการทำ AIInnovation อย่างง่ายที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เห็นผลได้เร็วนอกเหนือจากนี้น้องๆ จะได้รับความรู้ทางด้าน Robotic AIระดับโลกจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ Associate ProfessorDr. Marcelo H. ANG Jr(Department of MechanicalEngineering : Ag Director, Advanced Robotics Centre) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์(NUS) และความรู้ทางด้าน AIและ Digital Transformationจาก Associate Professor HANShenglong (Department of Information Management) มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (PKU), สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM), บริษัท ไอโนว์พลัส จำกัด, บริษัท แอมเบี้ยน ซอฟท์ จำกัด, บริษัท แอดวานซ์เทค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เดอะซันเพล็กซ์เอ็นจิเนียร์ริ่งแอนด์ซอฟต์แวร์ จำกัด และ นายโสภณะประจงแสงศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านAI โซลูชั่น อาคิเทค, นางสาวปาลิตาลาภานุพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์วิทัศน์ และ นายรัชชยุตภูวัชร์เตชากร ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทยโดยแต่ละองค์กรจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ความรู้ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 เดือนแก่เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

‘อัมพร’ ชี้ครูฉ้อโกงประชาชน หากติดคุกถือขาดคุณสมบัติต้องออกจากราชการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551213

'อัมพร'ชี้ครูฉ้อโกงประชาชน หากติดคุกถือขาดคุณสมบัติต้องออกจากราชการ

‘อัมพร’ชี้ครูฉ้อโกงประชาชน หากติดคุกถือขาดคุณสมบัติต้องออกจากราชการ

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 15.07 น.

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณี ครู จ.ขอนแก่น ออกอุบายขอถ่ายรูปบัตรประชาชนของชาวบ้าน พร้อมกับจ่ายเงินให้คนละ 200 บาท ก่อนที่จะนำข้อมูลบัตรประชาชนของชาวบ้านไปทำการสวมสิทธิโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ว่า 

เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม พฤติกรรมของครูรายดังกล่าวถือเป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตนทราบว่าทางตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีกับครูรายดังกล่าวแล้ว เมื่อตำรวจฝากขังผู้ต้องหา ก็ต้องรอดูว่าศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ ถ้าศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก็ต้องถูกจำคุก ก็ถือขาดคุณสมบัติการเป็นข้าราชการ และจะต้องออกจากราชการโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว           
“สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงขึ้นมาสืบสวนแล้ว และหากพบว่าครูรายดังกล่าวกระทำผิดจริง ก็จะดำเนินการทางวินัยต่อไป”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

‘กองทุนสื่อ’ เปิดแถลงข่าวการเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรม ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551155

'กองทุนสื่อ'เปิดแถลงข่าวการเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรม ประจำปี 2564

‘กองทุนสื่อ’เปิดแถลงข่าวการเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรม ประจำปี 2564

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 12.35 น.

“กองทุนสื่อ”เปิดแถลงข่าวการเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรม ประจำปี 2564 ปลื้ม! ภาคีเครือข่ายขยาย-ผู้ขอรับทุนมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้จัดงานแถลงข่าวการเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรม ประจำปี 2564 โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รองประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว

นายอิทธิพล คุณปลื้ม กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ดำเนินการจัดสรรทุนเพื่อรณรงค์ส่งเสริมการพัฒนาให้มีสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์มาตั้งแต่ ปี 2560 และได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 5 ซึ่งกองทุนได้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการการจัดสรรทุนโดยแบ่งประเภทของทุนออกเป็น 3 ประเภท คือ ทุนประเภทเปิดรับทั่วไป ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับทุกกลุ่มทั้งผู้ผลิตรายเก่า รายใหม่ และเปิดกว้างสำหรับการผลิตเนื้อหา รวมถึงรูปแบบในการนำเสนอที่ให้เป็นไปตามความคิดสร้างสรรค์ของผู้ขอทุน โดยกำหนดให้มีกลุ่มเป้าหมาย 4 เป็นเป้าหมาย ทุนประเภทยุทธศาสตร์ กำหนดประเด็นเนื้อหาการผลิตเป็นเป้าหมายสำคัญ ประกอบด้วยโครงการขนาดเล็ก จำนวน 5 ประเด็น โครงการขนาดกลาง จำนวน 4 ประเด็น และโครงการขนาดใหญ่ จำนวน 1 ประเด็น ถือเป็นยุทธศาสตร์การผลิตสื่อที่กองทุนต้องการให้เกิดขึ้น และทุนประเภทความร่วมมือ ที่ต้องการให้ภาคีเครือข่ายมาร่วมทำงานกับกองทุน

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และประธานอนุกรรมการบริหาร กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  แถลงว่าการประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในแต่ละปี คณะกรรมการกองทุนมีการกำหนดกรอบแนวทางหรือลักษณะโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุนตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ.2558 และข้อบังคับคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินแก่โครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ.2560 ซึ่งในปีนี้ยอมรับว่าดีใจที่มีเสียงชื่นชมการทำงานทั้งของเจ้าหน้าที่สำนักงานกองทุน ภาคีเครือข่ายขยายเพิ่มมากขึ้นรวมถึงผู้ขอรับทุนมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ การประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินแต่ละปีนั้น จะมีกระบวนการพิจารณาประกอบด้วยกลไกหลัก 3 ส่วนด้วยกัน คือ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพัฒนาโครงการ ซึ่งคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จะแต่งตั้งขึ้น  โดยในปีนี้มีนายสมชาย เจริญอำนวยสุข เป็นประธานอนุกรรมการกลั่นกรองและพัฒนาโครงการ และมีอนุกรรมการเป็นองค์ประกอบทำหน้าที่ในการพิจารณาหรือกลั่นกรองโครงการและกิจกรรม

“เนื่องจากโครงการที่เสนอเข้ามาในแต่ละปีมีจำนวนมาก คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพัฒนาโครงการ จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเบื้องต้น โดยคณะทำงานจะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับของสังคม เมื่อคณะทำงานพิจารณาเบื้องต้นแล้ว ก็จะเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพัฒนาโครงการ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองในรอบสุดท้าย จากนั้นจึงเสนอให้คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์พิจารณาอนุมัติ และนำเสนอให้คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์รับทราบ”

นายสมชาย เจริญอำนวยสุข ประธานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพัฒนาโครงการ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ให้ผู้ยื่นข้อเสนอโครงการสบายใจได้ว่า กระบวนการพิจารณาข้อเสนอโครงการจะเป็นไปด้วยความเปิดเผย โปร่งใสชัดเจน ผ่านกลไกทั้งคณะทำงานและคณะอนุกรรมการ สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเรื่องหนังรักชาตินั้น ขอเรียนให้ทุกท่านสบายใจว่าคณะกรรมการกองทุนฯ กำหนดประเด็นนี้ขึ้นมา โดยไม่มีนัยยะทางการเมืองใดๆ แอบแฝง เพียงแต่เห็นว่าประเด็นดังกล่าว มีความสำคัญกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สังคมไทยมีความแตกต่างทางความคิดค่อนข้างสูง

“สิ่งที่กองทุนต้องการคือ ต้องการคนที่เป็นมืออาชีพ คนที่มีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ หรือมีทักษะในการสร้างภาพยนตร์ที่ทำให้คนไทยทุกกลุ่มมีความรู้สึกร่วมกันได้ และทำให้คนเกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำให้คนทะเลาะกัน เราจึงขอเชิญชวนบรรดานักคิดนักสร้างสรรค์ทั้งหลายมาขอทุนในประเด็นที่มีความท้าทาย ดังกล่าวนี้”

ด้าน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ต่อจากนี้หลังจากปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรม ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ภายในเวลา 16.30 น.แล้ว ทางกองทุนจะใช้เวลาในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร  เพื่อส่งต่อให้คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการ ก่อนที่อนุกรรมการฯ จะส่งต่อให้คณะทำงานพิจารณาข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมก่อนนำเสนอเพื่อให้คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนฯ พิจารณาอนุมัติ และรายงานต่อคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อทราบ และจะประกาศผลการอนุมัติโครงการ และทำสัญญาให้ทุนสนับสนุนซึ่งคาดว่าไม่น่าเกินเดือนพฤษภาคม 2564

‘จุฬาฯ’ พบติดโควิดเพิ่ม 3 ราย ประกาศข้อปฏิบัติ- ‘จุฬานิวาส’ เขตดูแลพิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551097

‘จุฬาฯ’พบติดโควิดเพิ่ม 3 ราย ประกาศข้อปฏิบัติ-‘จุฬานิวาส’เขตดูแลพิเศษ

‘จุฬาฯ’พบติดโควิดเพิ่ม 3 ราย ประกาศข้อปฏิบัติ-‘จุฬานิวาส’เขตดูแลพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 08.20 น.

‘จุฬาฯ’พบติดโควิดเพิ่ม 3 ราย ประกาศข้อปฏิบัติ-‘จุฬานิวาส’เขตดูแลพิเศษ

8 กุมภาพันธ์ 2564 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกประกาศเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 เรื่องประกาศมาตรการของคณะกรรมการโควิด-19 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) ฉบับที่ 3/2564 ระบุว่า ตามที่ได้ประกาศมาตรการของคณะกรรมการโควิด-19 จุฬาฯ หลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) ฉบับที่ 1 และ 2/2564 ลงวันที่ 5 และ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ตามลำดับ และขณะนี้ผู้ป่วยทั้งหมดได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

คณะกรรมการโควิด-19 จุฬาฯ ได้ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับบุคลากรกลุ่มดังกล่าวให้เข้ามารับการตรวจคัดกรองที่ศูนย์บริการสุขภาพแห่งจุฬาฯ และพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) เพิ่มเติมอีก 3 คน ซึ่งพักอยู่ห้องตรงข้ามและห้องเยื้องกับผู้ป่วยกลุ่มเดิมและมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกัน

คณะกรรมการจึงกำหนดมาตรการในดำเนินการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

1. สอบสวนโรคผู้ป่วย 3 คนใหม่โดยเร็วที่สุด

2. ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยดังกล่าวให้เข้ามารับการตรวจคัดกรองที่ศูนย์บริการสุขภาพแห่งจุฬาฯ โดยทันที

3. ให้ปฏิบัติตามประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ผู้พักอาศัยในอาคารจุฬานิวาสปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัยของตนเองในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 สำหรับกรณีอื่น ๆ ให้หัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแลพิจารณาตามความเหมาะสม

4. ให้จุฬานิวาสเป็นเขตต้องดูแลเป็นพิเศษโดยดำเนินการตรวจคัดกรองเชิงรุกแก่ผู้พักอาศัยในหอพักจุฬานิวาสให้ครบทุกคนในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ศูนย์บริการสุขภาพแห่งจุฬาฯ ได้ตรวจคัดกรองผู้พักอาศัยในหอพักจุฬานิวาส จำนวนทั้งสิ้น 230 คน และจะยังติดตามประเมินอย่างใกล้ชิด จึงขอให้ความมั่นใจว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่มหาวิทยาลัยควบคุมดูแลได้ และขอให้ผู้ที่เข้ามาภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยเคร่งครัด

หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม คณะกรรมการโควิด-19 จุฬาฯ จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไปผ่านทาง https://www.chula.ac.th/covid-19/ หัวข้อ “ข่าวสาร COVID-19” ประกาศ ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2564

ต่อมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังได้ออกประกาศ เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับผู้พักอาศัยในอาคารจุฬานิวาส กรณีมีผู้ติดเชื้อโรค COVID-19 ระบุว่า ด้วยปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา มีบุคลากรผู้พักอาศัยในอาคารจุฬานิวาสติดเชื้อโรค COVID-19 โดยอาคารจุฬานิวาสเป็นอาคารพักอาศัยสำหรับผู้ปฏิบัติงานให้บริการของส่วนงานและหน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดโอกาสติดเชื้อโรคดังกล่าวของผู้พักอาศัยในอาคารจุฬานิวาสรายอื่น รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในส่วนงานและหน่วยงานต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 จึงเห็นสมควรให้มีประกาศดังนี้

ข้อ 1 ให้บุคลากรผู้พักอาศัยในอาคารจุฬานิวาสทุกรายปฏิบัติงาน ณ สถานที่พักอาศัยของตนเอง พร้อมรับการติดต่อหรือสั่งการจากผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ปฏิบัติ เป็นเวลา 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 โดยให้แจ้งหัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแลหน่วยงานต้นสังกัดของบุคลากรนั้นทราบ เพื่อพิจารณาสั่งการหรือดำเนินการตามที่เห็นสมควร

ข้อ 2 ห้ามมิให้ผู้พักอาศัยในอาคารจุฬานิวาสเข้าไปในอาคารตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น.ของวันถัดไป เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานสำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

ข้อ 3 มหาวิทยาลัยขอความร่วมมือให้ผู้พักอาศัยในอาคารจุฬานิวาสทุกรายปฏิบัติดังต่อไปนี้

(1) เข้าหรือออกจากที่พักอาศัยเฉพาะกรณีจำเป็นเท่านั้น

(2) ลงทะเบียนเข้า-ออกผ่านแอปพลิเคชันหมอชนะหรือวิธีการอื่นที่ตามที่กำหนด

(3) ปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19 รวมทั้งประกาศและคำสั่งของทางราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

‘กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์’ เปิดโอกาสเสนอโครงการผลิตเนื้อหาเพื่อสังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551116

‘กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์’ เปิดโอกาสเสนอโครงการผลิตเนื้อหาเพื่อสังคม

‘กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์’ เปิดโอกาสเสนอโครงการผลิตเนื้อหาเพื่อสังคม

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ที่ผ่านมาเราก็เห็นว่า การผลิตสื่อมันอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดของธุรกิจเป็นหลัก คนเวลาจะผลิตสื่อก็ต้องตั้งโจทย์แรกที่เขาตอบ มันจะขายได้ไหม? จะมีคนดูไหม? เรตติ้งจะมีไหม? โฆษณาจะเข้าไหม? ซึ่งสื่อที่มันถูกขับเคลื่อนในระบบตลาดอยู่ทุกวันนี้มันก็ขับเคลื่อนอยู่ด้วยเม็ดเงินโฆษณาปีละ 1 แสนล้านบาท ปีไหนเศรษฐกิจไม่ดีอาจจะลดลงมาเหลือ 8 หมื่นล้านบาท กองทุนที่มันเกิดก็เพราะเห็นว่าสื่อดีมันต้องสร้าง”

ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงความเป็นไปในแวดวงสื่อสารมวลชน ที่ด้านหนึ่งสื่อมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คนในสังคม แต่อีกด้านหนึ่งคนทำงานด้านสื่อกลับต้องมุ่งเน้นผลิตเนื้อหาต้องมุ่งตอบโจทย์ด้านธุรกิจเพื่อความอยู่รอด จึงเป็นที่มาของ พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ.2558 กฎหมายที่ออกมาเพื่อจัดตั้งแหล่งทุนที่ไม่ขึ้นอยู่กับระบบธุรกิจ เป็นช่องทางสำหรับหนุนเสริมบุคคลหรือองค์กรที่ต้องการผลิตสื่อที่มีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อสังคม

โดยการให้ทุนสนับสนุนของกองทุนฯ นั้นแบ่งได้ 3 ประเภท คือ 1.ประเภทเปิดรับทั่วไป (Open Grant) จะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เนื้อหาที่นำเสนอเข้าถึง เช่น เด็กและเยาวชน เพราะปัจจุบันถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงมาก , ผู้สูงอายุ เนื่องด้วยกระแสโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย , คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสื่อ และสุดท้ายคือประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ ผู้ผลิตสื่ออาจไม่ต้องเป็นคนกลุ่มเดียวกับกลุ่มเป้าหมายก็ได้ อาทิ เยาวชนอาจผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับผู้สูงอายุ หรือผู้ใหญ่อาจทำเนื้อหาที่เกี่ยวกับเด็ก เป็นต้น

2.ประเภทเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Grant) จะมีการตั้งประเด็นประจำปีโดยพิจารณาจากสถานการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเวลานั้น เช่น ในปี 2563 ที่ผ่านมา กองทุนฯ ให้ความสำคัญกับปัญหาข่าวปลอม (Fake News) กับการกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ (Cyber Bullying) โดยให้ผู้สนใจผลิตสื่อสร้างความตระหนักรู้กับสังคมในประเด็นดังกล่าวเขียนโครงการเสนอเข้ามาขอรับการสนับสนุนทุน ขณะที่ในปี 2564 “ความเห็นต่างของผู้คนโดยเฉพาะมุมมองทางการเมือง จนนำไปสู่ความขัดแย้งและแตกแยกในสังคม” เป็นประเด็นที่กองทุนฯ ให้ความสำคัญ

“แท้จริงแล้วมนุษย์ไมได้เห็นต่างกันไปทุกเรื่อง และเรื่องราวในโลกนี้มันก็มีมากมายมหาศาล ถามว่าเรื่องที่ไม่ทำให้คนทะเลาะกันมีไหม? มี! หลายเรื่องมันอยู่เหนือพ้นความเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง มันอยู่เหนือพ้นจากองค์ความรู้ที่แต่ละคนมี มันอาจจะเป็นเรื่องของรสนิยม อาจจะเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ อาจจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม หรืออาจเป็นเรื่องสำนึกบางอย่างที่เราเองเชื่อว่าคนในสังคมมีจุดร่วมได้ ใน Content (เนื้อหา) เหล่านั้น ทำไมเราไม่หยิบประเด็นที่คนไม่ต้องทะเลาะกันมาพูดคุยกัน มาผลิตเป็นเนื้อหาสาระของสื่อ” ธนกร กล่าว

ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ยังกล่าวถึงอีกประเด็นที่กองทุนฯ ให้ความสำคัญในปีนี้คือ “สิทธิและหน้าที่พลเมือง ตลอดจนจิตสำนึกผ่านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย” อาทิ การสร้างความตระหนักรู้ว่าการใช้สิทธิของตนเองบางครั้งเกินขอบเขตจนไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ หรือการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย จะใช้ข้อมูลชุดใด จะเรียนรู้อย่างไรเพื่อให้คนในสังคมมีจุดร่วมกัน ไม่เป็นการใช้ประวัติศาสตร์หรือกำหนดนิยามความรักชาติในลักษณะเอนเอียงไปในมุมมองทางการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง

การสนับสนุนทุนผลิตสื่อประเภทเชิงยุทธศ่าสตร์ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจประเด็นอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เช่น การส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม การใช้วัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การผลิตสื่อเพื่อยกย่องและสนับสนุนคนทำความดี การสร้างความตระหนักรู้ผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์ เป็นต้น และสุดท้ายคือ 3.ประเภทความร่วมมือ (Collaborative Grant) เป็นการให้ทุนเพื่อสนับสนุนหน่วยงานหรือองค์กรที่ขับเคลื่อนภารกิจภายใต้วัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

“ภาพรวมของการให้ทุนจึงเป็นภาพรวมที่จะ Cover (ครอบคลุม) ทั้ง 3 กลุ่มหลัก สำหรับเวทีของนักคิดนักสร้างสรรค์ที่ต้องการผลิตสื่อ โดยเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง กลุ่มที่ 1 ประเด็นปัญหาสังคมที่กองทุนเห็นว่าสื่อควรจะมาทำหน้าที่ผลักดันหรือการสร้างความตระหนักรู้หรือแก้ไขปัญหาที่สังคมเผชิญอยู่ ก็เป็นกลุ่มที่ 2 เชิงยุทธศาสตร์ กลุ่มของภาคีเครือข่ายองค์กรที่มีภารกิจร่วมกัน ก็เป็นทุนประเภทที่ 3” ธนกร ระบุ

นับตั้งแต่ปี 2560-2563 กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้การสนับสนุนเงินทุนไปแล้ว 446 โครงการ คิดเป็นเงินรวม 1,100 ล้านบาท ทำให้กองทุนฯ เห็นว่าหลายผลงานสามารถขยายผลได้ จนนำมาสู่การต่อยอดเป็นรายการ “เล่าสื่อกันฟัง” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 99 (ช่องสาระดี) ผ่านระบบจานดาวเทียม PSI ซึ่งใช้ต้นทุนไม่สูงนักเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่จำกัด โดยเริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 7 ก.พ. 2564 เวลา เวลา 08:30-08:55 น เพื่อเป็นอีกช่องทางที่ทำให้ผลงานดีๆ เหล่านี้ได้เผยแพร่ในวงกว้าง

สำหรับการขอรับการสนับสนุนทุนผลิตสื่อจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและยื่นข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaimediafund.or.th หรือสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-273-0116-9 หรือที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ตั้งแต่วันนี้-19 ก.พ. 2564 เวลา 16.30 น.

“ผมจะพูดเสมอว่า บางทีคลิปวีดีโอเพียงคลิปเดียวมันเปลี่ยนโลกเปลี่ยนชีวิต หนึ่งงานสร้างสรรค์ก็สร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างมหาศาล ซึ่งอันอื่นอาจจะทำยากแต่สื่อทำง่าย แล้วมันมีโอกาสเกิดมาแล้วด้วย โลกยุคใหม่สื่อใหม่เราจะเห็นทุกคนมีโอกาสเป็นสื่อ หน้าที่ของกองทุนก็คือทำให้ทุกคนที่จะเป็นสื่อต้องเป็นสื่อที่มีคุณภาพ นำเสนอสิ่งที่มันปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่สร้างผลกระทบในเชิงลบต่อสังคม” ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวในท้ายที่สุด