ศบค.แถลงไทยพบติดโควิดรายใหม่ 795 ราย ติดเชื้อในประเทศ 783 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550047

ศบค.แถลงไทยพบติดโควิดรายใหม่ 795  ราย ติดเชื้อในประเทศ 783 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต

ศบค.แถลงไทยพบติดโควิดรายใหม่ 795 ราย ติดเชื้อในประเทศ 783 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 11.30 น.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค.แถลงสถานการณ์ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 795 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 783 ราย ติดเชื้อจากต่างประเทศ 12 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 24 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกชุมชน 759 ราย  นอกจากนี้ มาจากต่างประเทศและอยู่ในสถานกักตัวของรัฐ 12 ราย

ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 21,249 ราย หายป่วยสะสม 14,001 ราย อยู่ระหว่างรักษา 7,169 ราย ใไม่มีรายงานเสียชีวิตเพิ่มเติม ยอดสะสมคงที่ 79 ราย 

‘บิ๊กบี้’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารที่บาดเจ็บ จากการปฏิบัติราชการสนาม เนื่องในวัน ‘ทหารผ่านศึก’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550049

'บิ๊กบี้'เยี่ยมให้กำลังใจทหารที่บาดเจ็บ จากการปฏิบัติราชการสนาม เนื่องในวัน'ทหารผ่านศึก'

‘บิ๊กบี้’เยี่ยมให้กำลังใจทหารที่บาดเจ็บ จากการปฏิบัติราชการสนาม เนื่องในวัน’ทหารผ่านศึก’

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 11.09 น.

3 กุมภาพันธ์ 2564 พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก เข้าเยี่ยมกำลังพลของกองทัพบกที่ได้รับเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามและพักรักษาอาการที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  เนื่องในโอกาส “วันทหารผ่านศึก” วันที่3 กุมภาพันธ์ 

โดยผู้บัญชาการทหารบก ระบุว่าในโอกาสวันทหารผ่านศึก ตั้งใจที่จะมาให้กำลังใจกับผู้ได้รับบาดเจ็บในระหว่างพักรักษาตนเอง พร้อมชื่นชมในความเสียสละ ทุ่มเท ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพบกมีความห่วงใยไม่ทอดทิ้งกำลังพลไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่หรือผู้ที่เสียชีวิตรวมถึงญาติของผู้ที่เสียชีวิต ที่กองทัพบกได้ให้การดูแลอย่างต่อเนื่องล่าสุดคือกรณีของยายบวน  โล่ห์สุวรรณ มารดาของกำลังพลที่เสียชีวิต ทาง มณฑลทหารบกที่ 21 ก็เข้าไปช่วยเหลือและวันนี้กรณีนายเอี้ยง นาคสิงห์ อดีตทหารผ่านศึก กองทัพภาคที่ 3 ก็จะไปช่วยเหลือเรื่องที่พักอาศัย ซึ่งก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ให้หน่วยทหารในทุกพื้นที่เข้าไปดูแลกำลังพลหรือทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างต่อเนื่อง

ในการนี้ผู้บัญชาการทหารบกเข้าเยี่ยมกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการสู้รบในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จชต. 4 รายคือ สิบเอกวัชรา ไชยแก้ว ถูกยิงที่ใบหน้าด้ายซ้ายกระดูกใบหน้าแตก ได้รับการผ่าตัดแล้ว, สิบโทอนุชา ดาลาด ถูกยิงบริเวณกระดูกต้นคอทับเส้นประสาทไม่สามารถขยับร่างกายได้ , สิบโทสุพจน์ เจริญสุข บาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะไม่รู้สึกตัว อยู่ระหว่างการบำบัดฟื้นฟู , จ่าสิบเอกชัยวัตน์ จันทร์เอ้ย กระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขาอ่อนแรงอยู่ระหว่างกายภาพบำบัด 

โดยอาการบาดเจ็บที่เป็นอยู่ ทางทีมแพทย์จะให้การรักษาพยาบาลให้ทุเลาหรือสามารถกลับมาเป็นปกติและดูแลอย่างเต็มที่ ซึ่งในระหว่างพักรักษาอาการในโรงพยาบาลได้รับเงิน ช่วยเหลือบำรุงขวัญเป็นรายเดือน และผู้บังคับบัญชาหมุนเวียนกันเข้าเยี่ยมเยียนรวมถึงสมาคมแม่บ้านทหารบก โดยหากแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นทหารผ่านศึกที่ปลดพิการ นอกเหนือจากจะได้รับสิทธิเงินช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการและจากมูลนิธิต่างๆ แล้วยังจะได้รับการบรรจุทายาททดแทนเข้ารับราชการอีกด้วย 

การเข้าเยี่ยมทหารบาดเจ็บเนื่องในโอกาส”วันทหารผ่านศึก”ในวันนี้นี้เป็นไปตามนโยบายของกองทัพบก ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลทหารผ่านศึก ที่ถือว่าเป็นผู้ที่เสียสละประโยชน์สุขส่วนตนปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวมและประเทศชาติจนได้รับบาดเจ็บ พิการหรือเสียชีวิต จึงนับเป็นวาระสำคัญที่คนไทยจะได้ร่วมกันระลึกวีรกรรมของทหารกล้าจากทุกสมรภูมิรบและร่วมกันเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกในคุณความดีที่ยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยไว้ให้เราได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมาจนทุกวันนี้

‘ราชภัฏโพลล์’ ชี้สัญญาณเน็ต-ความเมื่อยล้าคือปัญหาใหญ่การเรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550028

'ราชภัฏโพลล์'ชี้สัญญาณเน็ต-ความเมื่อยล้าคือปัญหาใหญ่การเรียนออนไลน์

‘ราชภัฏโพลล์’ชี้สัญญาณเน็ต-ความเมื่อยล้าคือปัญหาใหญ่การเรียนออนไลน์

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 09.18 น.

“ราชภัฏโพลล์” ระบุสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนลดความเสี่ยงโควิด-19 เน้นการเรียนการสอนออนไลน์ ชี้สัญญาณเน็ต-ความเมื่อยล้าคือปัญหาใหญ่การเรียนออนไลน์ ระบุชัดโทรศัพท์มือถือยืนหนึ่งอุปกรณ์จำเป็นสำหรับระบบออนไลน์ 

เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง เผยการสำรวจความคิดเห็นต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หัวข้อ “การเรียนการสอนออนไลน์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19” โดยเก็บข้อมูลนักเรียน นักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาถึงปริญญาตรี จำนวน 72,626 คน ระหว่างวันที่ 24 – 29 มกราคม 2564 พบว่า สถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ 78.18% โดยเฉพาะในเขตควบคุมสูงสุด 28 จังหวัด มีการเรียนกรสอนแบบออนไลน์ 88.06% 

ทั้งนี้ อุปกรณ์หลักในการเรียนการสอนออนไลน์ อันดับหนึ่งคือโทรศัพท์มือถือ 71.32% รองลงมาคือ โน้ตบุ๊ก 30.31% ส่วนปัญหาการเรียนการสอนออนไลน์ อันดับหนึ่งคือความเร็วของสัญญาณอินเทอร์เน็ต 41.15% และปัญหารองลงมาคือความเมื่อยล้าสายตาจากการใช้มือถือ คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สำหรับใช้เรียน 31.81% 

ติดตามผลงานของเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38  แห่ง เพิ่มเติม ได้ที่ https://register.kpru.ac.th/rajabhatPoll/?nu=20200007_report_poll

‘หัวเว่ย’ หนุนมหา’ลัยไทย บ่มเพาะบุคลากรด้าน ‘ไอซีที’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549848

‘หัวเว่ย’หนุนมหา’ลัยไทย บ่มเพาะบุคลากรด้าน‘ไอซีที’

‘หัวเว่ย’หนุนมหา’ลัยไทย บ่มเพาะบุคลากรด้าน‘ไอซีที’

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หัวเว่ย (Huawei)” ผู้นำด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมของจีน ผลักดันโครงการ “TECH4ALL” ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดย นายเคน หู รองประธานกรรมการบริหารของหัวเว่ย กล่าวว่า หัวเว่ยเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ควรมีสิทธิเข้าถึงการศึกษา และได้รับโอกาสที่เกิดจากการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งในประเทศจีน หัวเว่ยได้มีโครงการความร่วมมือกับสำนักงานการศึกษา วิทยาศาสตร์และกีฬาของอำเภอเผิงอัน (Peng’an County Education, Science, and Sports Bureau; PESSB) เพื่อมุ่งสร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษา

โดยการพัฒนาโครงข่ายการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่ง รวมไปถึงเปิดคอร์สการเรียนออนไลน์เพื่อทำให้เด็กๆ ในอำเภอเผิงอันสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเท่าเทียมกับเด็กๆ ในเมืองใหญ่ ขณะที่ในประเทศไทย หัวเว่ยมุ่งมั่นในการพัฒนาแวดวงการศึกษาภายใต้บรรยากาศการเปลี่ยนแปลงสู่การเรียนการสอนออนไลน์ โดยได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่งในการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาโครงสร้าง รวมไปถึงแบ่งปันองค์ความรู้จากหัวเว่ยเพื่อบ่มเพาะบุคลากรด้านสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที-ICT) ในประเทศไทย

อาทิ ในปี 2563 ที่ผ่านมา มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการใช้โซลูชั่นคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการวิจัยและประเมินผลการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน ภายใต้“RMUTI NEXT GEN DIGITAL UNIVERSITY” โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อปฏิรูปและปรับปรุงระบบการศึกษา

รวมถึงการจัดแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีบนคลาวด์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในชื่อว่า HUAWEI CLOUD Developer Contest เพื่อค้นหาและสนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีศักยภาพของไทยโดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา นอกจากนี้ ยังมีโครงการของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่หัวเว่ยได้รับเกิยรติให้สนับสนุนการจัดตั้ง ICT Academy แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นหนึ่งในการเสริมสร้างพลังแห่งการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีของประเทศต่อไป

‘สหรัฐอเมริกา’ ยุค ‘โจ ไบเดน’ พญาอินทรีหวนคืนจัดระเบียบโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549853

‘สหรัฐอเมริกา’ยุค‘โจ ไบเดน’  พญาอินทรีหวนคืนจัดระเบียบโลก

‘สหรัฐอเมริกา’ยุค‘โจ ไบเดน’ พญาอินทรีหวนคืนจัดระเบียบโลก

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 02.00 น.

หากนับจากวันที่ 20 ม.ค. 2564 ซึ่ง สหรัฐอเมริกา มีผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการ เมื่อ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันดังกล่าว ก็ผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์ แต่บรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศยังคงไม่คลายความตึงเครียดลงไปจากสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าจากพรรครีบพับลิกันแต่อย่างใด โดยเฉพาะการขับเคี่ยวกับ จีน ชาติมหาอำนาจคู่แข่งสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “สหรัฐอเมริกากับอินโด-แปซิฟิกในยุคของโจ ไบเดน” โดยสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง รศ.ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไล่เลียงเหตุการณ์ที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวใส่กัน ระหว่างวันที่ 20-29 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา

ไล่ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2564 ขณะที่สหรัฐฯ มีพิธีสาบานตนของโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ จีนก็ออกคำสั่งคว่ำบาตร (Sanction) คณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รวม 28 คนซึ่งบุคคลเหล่านี้จะถูกห้ามเดินทางเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและมาเก๊า รวมถึงห้ามทำธุรกิจในดินแดนดังกล่าวด้วย เป็นการส่งสัญญาณเตือนไบเดนว่า ในช่วง4 ปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของทรัมป์ จีนไม่พอใจสหรัฐฯ และหวังว่าไบเดนจะไม่ทำอะไรแบบเดียวกันนั้นอีก,

วันที่ 22 ม.ค. 2564 จีนออกแนวปฏิบัติให้ทหารที่ดูแลอาณาเขตทางทะเลของจีนสามารถยิงเรือต่างชาติที่ล้ำเข้ามาได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชา, วันที่ 23-24 ม.ค. 2564 มีรายงานว่า จีนส่งเครื่องบินรบเข้าไปเหนือน่านฟ้า ไต้หวัน และสหรัฐฯก็ตอบโต้ด้วยการส่งเรือรบเข้าไปในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ที่จีนถือว่าแป็นอาณาเขตของจีน, วันที่ 25 ม.ค. 2564 ที่มีการประชุม World Economic Forum ทางออนไลน์ สี จิ้น ผิง ผู้นำสูงสุดของจีน เรียกร้องให้สหรัฐฯ ภายใต้การนำของไบเดน หยุดดำเนินนโยบายกับจีนโดยใช้มุมมองแบบสงครามเย็น (Cold War),

วันที่ 27 ม.ค. 2564 กองทัพจีนประกาศซ้อมรบในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ในวันเดียวกัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ชี้แจงว่าแม้สหรัฐฯ อยากร่วมมือกับจีนไม่ว่าเรื่องแก้ไขปัญหาโรคระบาดโควิด-19 หรือโลกร้อน แต่สหรัฐฯ ก็กังวลเรื่องสิทธิมนุษยชน และวันที่ 28 ม.ค. 2564 มีรายงานว่า ไบเดน ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ โยชิฮิเดะ ซูงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ว่า สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนญี่ปุ่นในประเด็นข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู ที่ญี่ปุ่นมีปัญหาอยู่กับจีน และมีรายงานอีกว่า ญี่ปุ่นพร้อมช่วยฟิลิปปินส์ที่มีข้อพิพาทด้านอาณาเขตทะเลจีนใต้กับจีน

ดังนั้นแล้ว “4 ปีของสหรัฐฯ ยุคไบเดน คงดุเดือดพอสมควร แม้วิธีการตอบโต้จีนจะไม่ออกแนวนักเลงแบบยุคของทรัมป์ก็ตาม” แต่อีกด้านหนึ่งสี จิ้น ผิง ก็ต้องแสดงความเป็นผู้นำเช่นกัน เพื่อให้สามารถดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้อีกสมัย เพราะจะมีการประชุมใหญ่ของพรรคในปี 2565 ซึ่งหาก สี จิ้น ผิง ยังได้ตำรงตำแหน่งต่อไป ก็จะมากกว่าธรรมเนียมเดิมที่ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคจะอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 10 ปีเท่านั้น

ขณะที่ ผศ. ดร.จิตติภัทร พูนขำอาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวถึงบทความ Why America Must Lead Again ซึ่ง ไบเดน เคยเขียนเผยแพร่ทางนิตยสาร Foreign Affairs เมื่อช่วงต้นปี 2563 ว่า บทความดังกล่าวสะท้อนตัวตนของไบเดน นับตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นคณะกรรมาธิการการต่างประเทศประจำวุฒิสภา รวมถึงเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี

โดยบทความนี้มีแง่มุมที่น่าสนใจ1.การฟื้นฟูประชาธิปไตยภายในประเทศพร้อมไปกับส่งเสริมพันธมิตรระหว่างประเทศบนพื้นฐานคุณค่าเสรีประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน 2.ออกแบบนโยบายต่างประเทศสำหรับชนชั้นกลาง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชาวอเมริกันประสบความสำเร็จในระบบเศรษฐกิจโลก แม้ด้านหนึ่งจะออกนโยบายสนับสนุนให้ชาวอเมริกันซื้อสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ แต่อีกด้านหนึ่งก็พาสหรัฐฯ ไปเป็นผู้นำในการออกแบบและรักษาสถาบันองค์การระหว่างประเทศ เพื่อให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำชัดเจนขึ้น

3.สหรัฐฯ ต้องทวงตำแหน่งหัวโต๊ะในการเจรจาระหว่างประเทศและการจัดระเบียบโลกในมิติต่างๆ พร้อมกับทำงานร่วมกับหุ้นส่วนพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในการรับมือกับภัยคุกคาม เช่น โลกร้อน การระบาดของไวรัสโควิด-19 บทสรุปของบทความนี้อาจเรียกว่าเป็น “หลักนิยมไบเดน (Biden Doctrine)” ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ จะกลับมาเป็นผู้นำของโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นการนำแบบอาศัยพันธมิตรมากขึ้น อนึ่ง การที่ไบเดนให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน อาจกระทบผลประโยชน์ของจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยม

“ความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศ อันดับที่หนึ่งเลยคือสหรัฐฯ ยังจะพยายามเป็นมหาอำนาจนำของโลกในการจัดระเบียบ โดยการใช้พหุภาคีและระบบพันธมิตร สหรัฐฯ ต้องธำรงรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ได้ ไม่ให้จีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจนำในการจัดระเบียบโลกที่ไม่เป็นเสรีนิยม ผมคิดว่าแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติซึ่งคงจะออกมาในเร็วๆ นี้ ก็จะเป็นไป
ในทิศทางนั้น สองคือท่าทีต่อจีนถ้าเราวิเคราะห์จากสุนทรพจน์ของไบเดน วิเคราะห์จากทีมที่ปรึกษาของไบเดน ทุกฝ่ายต่างบอกว่าจีนเป็น Strategic Competitor (คู่แข่งทางยุทธศาสตร์)

สิ่งนี้อยากย้ำว่ามันเป็นฉันทามติของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ แล้วก็ระบบการเมืองของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่มองจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ ฉะนั้นอันนี้ผมคิดว่าคงจะเป็นแบบนี้ไปอีกสักพักหนึ่งแต่มันก็จะมีกลุ่มจำนวนหนึ่งที่มองว่าจีนไม่ใช่แค่คู่แข่งทางยุทธศาสตร์ แต่เป็นภัยคุกคามที่จะยิ่งใหญ่มากที่สุดต่อสหรัฐฯโดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงด้านกลาโหมของสหรัฐฯ” ผศ.ดร.จิตติภัทร ระบุ

ผศ.ดร.จิตติภัทร ยังกล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้มีกรณีอดีตประธานคณะเสนาธิการทหารของสหรัฐฯ เคยกล่าวว่า จีนจะกลายแป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุด (Greatest Treat) ของสหรัฐฯ ภายในปี 2568 เมื่อจีนสามารถพัฒนาขีดความสามารถทางการทหารขึ้นมาอย่างเต็มที่ ซึ่งวาทกรรมนี้ก็จะอยู่กับผู้กำหนดนโยบายที่ใกล้ชิดกับไบเดน ดังนั้นคาดว่าจะเห็นความขัดแย้งและตึงเครียดใน 3 ระนาบใหญ่ๆ คือ

1.สงครามการค้า (Trade War) ยังดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่งพร้อมกับสร้างกระบวนการเจรจากับจีน ซึ่งหลายครั้งไบเดนก็ให้ความเห็นไม่ต่างจากทรัมป์ เช่น จีนให้การสนับสนุนบริษัทของจีนอย่างไม่เป็นธรรม หรือจีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ 2.สงครามเทคโนโลยี (Tech War) ตัวแปรสำคัญอยู่ที่ใครจะได้ครอบครองเทคโนโลยีหรือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในด้านนี้ คือชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งปัจจุบันจีนยังไม่สามารถผลิตชิปขนาดเล็กได้ แต่ดินแดนที่โดดเด่นเรื่องนี้ที่สุดคือไต้หวัน ที่ผ่านมาผลิตส่งออกให้กับบริษัทชั้นนำทั่วโลก

ดังนั้นไต้หวันจึงมีความสำคัญกับจีนไม่เพียงเรื่องนโยบายจีนเดียว แต่ยังรวมถึงเรื่องการผลิตชิปด้วย และ 3.สงครามคุณค่า (Value War) ซึ่งไบเดนและคณะให้ความสำคัญอย่างชัดเจน และจะนำไปสู่การเผชิญหน้าของ 2 ระเบียบ เช่น แสดงท่าทีเห็นด้วยกับกรณีที่ ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ เรียกนโยบายในเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีนโดยใช้คำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) หรือใช้กลไกการประชุมในกลุ่มประเทศประชาธิปไตย (Summit Democracy) ที่อาจนำไปสู่ความร่วมมือด้านอื่นๆ เช่น ข่าวกรอง

ด้าน ทรงศัก สายเชื้อ อดีตอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิก กล่าวว่า นโยบายของไบเดนแตกต่างจากทรัมป์อย่างมาก โดยไบเดนจะพาสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ภาคีระหว่างประเทศ เช่น ความตกลงปารีส (Paris Agreement) องค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงรับฟังชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ มากขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เห็นได้จากการตั้งคณะที่ปรึกษาที่หลายท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิภาคนี้

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐฯ เริ่มเจรจากับบรรดาพันธมิตร 3 กลุ่ม 1.ประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ตลอดจนประเทศที่เข้าร่วมสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) 2.ประเทศอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาต่างๆ ซึ่งหลายประเทศอยู่ในทวีปเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ไทย และ 3.ประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือ คือแคนาดากับเม็กซิโก ซึ่งอยู่ร่วมกับสหรัฐฯ ในเขตการค้าเสรี USMCA

อนึ่ง รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของไบเดน จะยังคงแข่งขันอย่างเข้มข้นทั้งด้านเทคโนโลยีและการค้ากับจีนต่อไป แต่การกดดันจะหันไปใช้องค์การการค้าโลก (WTO) และพันธมิตรมากขึ้นขณะเดียวกันต้องติดตามดูกันต่อไปว่านโยบายกีดกันทางภาษีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยุคทรัมป์ดำเนินการกับจีนจะผ่อนคลายลงอย่างไร และการเจรจาการค้าของทั้ง 2 ประเทศจะเป็นอย่างไร รวมถึงการคว่ำบาตรบริษัทของจีนโดยรัฐบาลสหรัฐฯในยุคของทรัมป์ วันนี้ ไบเดน ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

ส่วนการเข้าร่วมข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแปซิฟิก (CPTPP) พรรคเดโมแครต ต้นสังกัดของไบเดน ให้ความสำคัญกับประเด็นแรงงาน สิ่งแวดล้อม ค่าเงินกฎระเบียบด้านดิจิทัล นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคในลักษณะเดียวกับที่จีนทำ รวมถึงสหรัฐฯ อาจร่วมมือกับ ญี่ปุ่น ดึงพันธมิตรอื่นๆ ของสหรัฐฯ เช่น อังกฤษ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เข้าร่วม CPTPP ด้วย

“สหรัฐฯ กลับเข้าสู่ Strategic Line (สายกลยุทธ์) คือให้ความสำคัญกับพันธมิตรสนธิสัญญา ซึ่งในสมัยทรัมป์ไมได้สนใจ เอาผลประโยชน์เฉพาะหน้าทางเศรษฐกิจเรื่องการค้าเป็นหลัก เรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะเห็นว่าทรัมป์จะสนใจเวียดนาม สนใจสิงคโปร์ แต่ขณะนี้กลุ่มแรกมีไทยกับฟิลิปปินส์ด้วย เพราะฉะนั้นไทยกลับเข้ามาสู่ Radar Stream (ความสนใจ) ของนโยบายต่างประเทศภายใต้สิ่งที่ผมเรียกว่า Main Stream Strategic Line (สายกลยุทธ์กระแสหลัก) ของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และรวมทั้งต่อภูมิภาคเอเชียด้วย” ทรงศัก กล่าว

ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า ปัญหาแรกที่ ไบเดน ในฐานะประธานาธิบดี ต้องแก้ไขให้สำเร็จก่อนคือวิกฤติไวรัสโควิด-19ในสหรัฐฯ ซึ่งหากทำได้นอกจากจะเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจในบ้านตนเองแล้ว ยังจะทำให้ชาวโลกเห็นถึงการกลับมาเป็นผู้นำของสหรัฐฯ อีกครั้งด้วย ส่วนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก แม้วิธีการของไบเดนจะต่างกับทรัมป์ แต่เป้าหมายไม่ต่างกันมากนัก และเอาเข้าจริงๆ แล้วสิ่งที่ทรัมป์ทำก็ต่อเนื่องมาจากสมัยประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่วางยุทธศาสตร์สกัดกั้นจีนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมาจากพรรคเดโมแครตเหมือนกัน แต่นโยบายของไบเดนคงไม่เหมือนสมัยโอบามา ที่ถูกมองว่าอ่อนแอเนื่องจากมีการถอนทหารออกจากที่นั่นที่นี่จนทำให้กลุ่มก่อการร้ายได้โอกาสขยายตัว ดังนั้นการเข้าไปมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นับจากนี้เป็นต้นไป สหรัฐฯ จะต้องตั้งกรอบต่างๆ ไว้ รวมถึงคำว่า “ประชาธิปไตย-เสรีภาพ-สิทธิมนุษยชน” อาจกลายเป็น “ข้อบังคับเบื้องต้น” สำหรับชาติที่อยากมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ด้วย

“ที่ผ่านมาสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ มันเหมือนเราถูกกดดันให้ต้องเลือกข้าง แต่ ณ เวลานี้ ถ้าประเทศไทยเราจะต้องติดต่อกับสหรัฐอเมริกา ในการวางตัวของเราก็ยังคงต้องระมัดระวังในการที่เข้าหาเขา ตอนนี้เราในช่วง
4 ปีที่ผ่านมาเราก็เข้าไปหาจีน นโยบายต่างประเทศของเราก็ค่อยๆ เข้าไปหาจีนพอสมควร มีคนบอกว่าทำยากที่จะต้องวางตัวเป็นกลาง แต่ถ้าเราเล่น
ในลักษณะของการไม่ได้เข้าไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับไทยเรา หรือแม้แต่ในกรณีที่เราต้องทำตัวให้เป็นลักษณะที่ไม่ต้องถูกกดดันด้วยการใช้อิทธิพลของทั้ง 2 ฝั่ง เป็นสิ่งที่ประเทศไทยเราจะต้องมาคุยในส่วนนี้” ผศ.ดร.ประพีร์ กล่าว

อาเซียนกับการลดอุณหภูมิการเมืองโลก : รศ.ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ว่า น่าจะได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของมหาอำนาจทั้ง 2 แต่ก็อาจเป็นโอกาสที่ดีได้เช่นกัน เพราะอาเซียนสามารถเป็นคนกลางเปิดพื้นที่ให้มีการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดได้ เพราะในขณะที่มองไปทางอื่นจะหาใครมาเป็นคนกลางค่อนข้างยาก

เช่น ญี่ปุ่น มีภาพลักษณ์ว่าอยู่ข้างสหรัฐฯ หากรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อลดความตึงเครียดจีนคงไม่ไปร่วมประชุมด้วย ส่วน อินเดีย ก็มีปัญหาเขตแดนกับจีนอยู่เป็นระยะๆ และทุกวันนี้อาเซียนก็มีการจัดประชุมที่มีประเทศเข้าร่วมมากไปกว่า 10 ชาติหลักแล้ว นอกจากนี้ หากนับเฉพาะชาติอาเซียนด้วยกัน ไทยก็มีความได้เปรียบอยู่พอสมควร ด้วยความที่ไม่ได้มีข้อพิพาทกับจีนเรื่องทะเลจีนใต้ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งจีนและสหรัฐฯ

“เป็นโอกาสที่ดีของอาเซียนและสำหรับไทย เราควรจะคว้าโอกาสอันนี้ไว้ แล้วเราจะสามารถแสดงความเป็นผู้นำได้ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยหรืออาเซียนจะสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่าง ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ แต่อย่างน้อยบทบาทที่สร้างสรรค์ บทบาทในการเป็นตัวกลางที่เวลาเอาคู่ขัดแย้งมาเจอกันอย่างน้อยช่วยลดความตึงครียด ผมคิดว่าเป็น Position (ตำแหน่ง) ที่สำคัญที่อาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยน่าจะไปคว้าไว้” รศ.ดร.สิทธิพล กล่าว

‘ปลัดศธ.’ ยันออกหนังสือสั่งการตามคำสั่ง ‘รมว.ศธ.’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549894

'ปลัดศธ.'ยันออกหนังสือสั่งการตามคำสั่ง'รมว.ศธ.'

‘ปลัดศธ.’ยันออกหนังสือสั่งการตามคำสั่ง’รมว.ศธ.’

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.24 น.

‘ปลัดศธ.’ ยัน ออกหนังสือสั่งการ ตามคำสั่ง ‘รมว.ศธ.’ หลัง ชร.ผอ.สพท.ซัดรวบอำนาจ เลขาฯกพฐ.

2 ก.พ.64 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยกรณีชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) ระดมครู ผู้อำนวยการ สพท. แต่งดำประท้วงต่อต้าน หลังจากที่ปลัด ศธ.ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ.0209/293 เรื่อง แนวทางการดำเนินการการบูรณาการด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยสั่งการให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสถานศึกษาในสังกัดทั้งหมดในความรับผิดชอบ รวมถึงข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องในการกำหนดโรงเรียน Stand Alone โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง และโรงเรียนคุณภาพชุมชน เพราะเห็นว่าหนังสือคำสั่งดังกล่าว เป็นการสั่งข้ามองค์กร และมองว่าเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้อำนวยการ สพท. ควรที่จะเป็นผู้ออกคำสั่งมากกว่า นั้น ว่า การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพชุมชน และโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง เป็นแผนงานตามนโยบายของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ พยายามถ่ายทอดแนวคิด และวิธีการทำงานร่วมกันของแต่ละหน่วยงาน

เนื่องจากงานนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. )ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นหลักในการขับเคลื่อนงานนี้ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว เป็นคำสั่งและเป็นนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการถ่ายทอดบทบาทภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ตนจึงลงนามในหนังสือด่วนที่สุด เรื่อง แนวทางการดำเนินการการบูรณาการด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  เพราะได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ให้ประสานการทำงานในหน่วยงานต่าง ๆเพื่อให้แต่ละหน่วยงานเข้าใจและขับเคลื่อนงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าว นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบเรื่องแล้ว

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า การทำงานในยุคสมัยนี้เป็นการทำงานร่วมกับแบบพันธมิตร แม้ สพฐ., สป.ศธ. และ ศธจ. จะเป็นเจ้าภาพหลัก แต่ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.),สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.),  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.) จะต้องบูรณาการและประสานงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาในแต่ละจังหวัด

“ท่านรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้ผมแจกแจงภารกิจ ของแต่ละหน่วยเพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน ซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยงานอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพของขุมชน และโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง โดยยึดตามบริบทพื้นที่ว่าจังหวัดนี้มีจำนวนนักเรียนเท่าใด และมีจำนวนโรงเรียนเท่าใด ควรจะจัดทำแผนพัฒนาโรงเรียนระดับจังหวัดให้เสร็จในเวลาที่กำหนด เพื่อจะทำการจัดสรรงบประมาณไปดำเนินการให้เสร็จรวดเร็ว โดยรัฐมนตรีว่าการศธ. อยากให้เร่งดำเนินการให้ทันภายในปีการศึกษา 2565 นี้” ปลัด ศธ.กล่าว

ศธ.สั่งตรวจเชิงรุกหาโควิดในโรงเรียน เผยนร.สังกัด ‘สพฐ.’ ในตาก ติดแล้ว 2 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549852

ศธ.สั่งตรวจเชิงรุกหาโควิดในโรงเรียน เผยนร.สังกัด‘สพฐ.’ในตาก ติดแล้ว 2 ราย

ศธ.สั่งตรวจเชิงรุกหาโควิดในโรงเรียน เผยนร.สังกัด‘สพฐ.’ในตาก ติดแล้ว 2 ราย

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.52 น.

ศธ.สั่งตรวจเชิงรุกหาโควิดในโรงเรียน เผยนร.สังกัด‘สพฐ.’ในตาก ติดแล้ว 2 ราย

2 กุมภาพันธ์ 2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบเครือข่ายการประชุมทางไกล Video conference ว่า ครม.ได้หารือถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และขอให้ทุกหน่วยงานต้องดูแลอย่างเข้มข้นทุกวันในการเคลื่อนไหวของตัวเลขผู้ติดเชื้อ และถึงแม้ขณะนี้ในหลายๆพื้นที่ได้มีการเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้แล้ว แต่ยังมีอีกหลายๆโรงเรียนที่ยังปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนอยู่ โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ กทม. แต่อยู่ใกล้กับ จ.สมุทรสาคร เช่น เขตราษฎร์บูรณะ เขตบางขุนเทียน เขตหนองแขม หรือโซนฝั่งธนบุรี เป็นต้น 

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนก็มีการวัดอุณหภูมิเด็กที่มาเรียน รวมถึงนักเรียนที่ไม่ได้มาเรียน เนื่องจากอุณหภูมิสูงจะมีการตรวจสอบเชิงรุกต่อไปในการวัดผลโควิด ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้มาโรงเรียนเนื่องจากมีอุณหภูมิสูง และมีอาการไม่สบายจะต้องตรวจโควิด-19 ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ด้วย โดยขอให้ทางโรงเรียนเข้มงวดและให้ติดตามเด็กที่ไม่ได้มาโรงเรียน และมาโรงเรียนแล้วไม่สบายทางโรงเรียนให้กลับบ้านด้วย

“ส่วนกรณีที่มีการระบาดของเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ใน จ.ตาก และมีนักเรียนในแม่สอดติดเชื้อโควิดแล้วนั้น ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการตรวจสอบเชิงรุก เบื้องต้นพบว่ามีนักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัด สพฐ.ติดเชื้อแล้ว 2 ราย จึงสั่งปิดการเรียนที่โรงเรียนดังกล่าวแล้ว และให้ สพฐ.ทำการตรวจสอบหาเชื้อโควิดในเชิงรุกอย่างเข้มข้นต่อไป โดยมีการสุ่มตรวจสอบเชิงรุกไปยังโรงเรียนต่างๆแล้ว รอดูว่าจะมีตัวเลยของการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่ง อ.แม่สอด จ.ตาก ถือเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตามองและเฝ้าระวัง” รมว.ศธ. กล่าว

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพหารือรมช. ศึกษา หนุนยกระดับเกษตรกรไทยสร้างรายได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549771

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพหารือรมช.ศึกษา หนุนยกระดับเกษตรกรไทยสร้างรายได้

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพหารือรมช.ศึกษา หนุนยกระดับเกษตรกรไทยสร้างรายได้

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 10.41 น.

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เข้าพบ รมช.ศึกษา หารือยกระดับเกษตรกรไทย ผ่านอาชีวะเกษตร เตรียม MOU 4 ภาค ขับเคลื่อนแบบมืออาชีพ พร้อมตั้งเป้าพัฒนาอาชีพ “ชลกร” สร้างมาตรฐานสากล ช่วยคนมีงานทำ มีรายได้

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) นำคณะผู้แทนสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) นำโดยนางสาววรชนาธิป จันทนู รองผู้อำนวยการ เข้าพบดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพูดคุยหารือและนำเสนอแนวทางความร่วมมือในการยกระดับมาตรฐานบุคลากรด้านการเกษตรสู่ความเป็นมืออาชีพ ตามนโยบายที่ต้องการจะยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างผู้ประกอบการภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเตรียมที่จะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการยกระดับมาตรฐานบุคลากร ร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร (สอก.) ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ให้เป็นผู้ประกอบอาชีพด้านการเกษตรมืออาชีพ

โดยเฉพาะการเตรียมผลักดันและพัฒนาอาชีพ “ชลกร” ให้มีมาตรฐานในระดับสากล โดยใช้เกณฑ์การประเมินสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ภายใต้เป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีอาชีพ มีรายได้ ช่วยแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายคุณหญิงกัลยาที่ต้องการปฏิรูปการศึกษาเน้นไปสู่ตัวผู้เรียนโดยตรง

ส้มหล่น รร.ทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ คุกกี้มะยมเชื่อมโด่งดังออกนอกโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549617

ส้มหล่น รร.ทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ คุกกี้มะยมเชื่อมโด่งดังออกนอกโรงเรียน

ส้มหล่น รร.ทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ คุกกี้มะยมเชื่อมโด่งดังออกนอกโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรงเรียนทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 38 พบว่าคุกกี้มะยมเชื่อม กิจกรรมหารายได้ระหว่างเรียนกลายเป็นที่นิยมของชุมชนข้างคียง พร้อมนำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายทั่วประเทศ

ครูวัชระ มีชัย ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพโรงเรียนทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่ามะยม เป็นผลไม้ในท้องถิ่นที่มีจำนวนมากในชุมชน จึงมีแนวคิดในการนำมะยมมาเชื่อม เพื่อนำมาใส่ในคุกกี้แทนการใช้ลูกเกด  มีรสชาติที่โดดเด่นแปลกใหม่น่าลิ้มลอง ทำให้เด็กทำขายและมีรายได้ระหว่างเรียน เนื่องจากขนมคุกกี้ เป็นขนมที่รับประทานง่าย มีรสชาติอร่อย นิยมมอบให้ เป็นของขวัญให้กันในวันสำคัญโรงเรียนทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 38 จึงมีแนวคิดในการสอนนักเรียนทำขนมต่างๆรวมถึงคุกกี้ เพื่อนำมาจำหน่ายที่ศูนย์หารายได้ระหว่างเรียนและจำหน่ายส่งให้กับร้านค้าในชุมชนโดยที่น่าสนใจ มีการนำมะยมเชื่อมมาใช้แทนลูกเกด คือ คุกกี้มะยมเชื่อมซึ่งมีผู้สั่งซื้อกันเป็นจำนวนมากทางโรงเรียนจึงได้สั่งเพิ่มปริมาณการผลิตเพิ่มให้มากขึ้นเพื่อส่งออกจำหน่ายนอกโรงเรียน ดังนั้นผู้ที่ต้องการสั่งซื้อคุกกี้มะยมเชื่อมสามารถติดต่อได้ที่ ครูวัชระ มีชัยครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ  หรือ ทาง facebookคหกรรมรร.ทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ และเบอร์โทร.ติดต่อ 086-4462900ในวันเวลาราชการ

สภา ม.ราชภัฏบ้านสมเด็จฯปรับลดค่าเล่าเรียน 20% บรรเทาความเดือดร้อนจากโควิดรอบสองทุกรายการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549616

สภา ม.ราชภัฏบ้านสมเด็จฯปรับลดค่าเล่าเรียน 20% บรรเทาความเดือดร้อนจากโควิดรอบสองทุกรายการ

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาเปิดเผยว่า “จากวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กลับมาอีกครั้ง สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ตระหนักดีถึงผลกระทบต่อภาระทางการเงินของผู้ปกครองและนักศึกษา จึงได้หารือและพิจารณาระเบียบการเก็บ

ค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ค่าบำรุงคณะ และค่าธรรมเนียมพิเศษเพื่อการพัฒนาสาขาวิชา ปรับลดลงร้อยละ 20สำหรับภาคเรียนที่ 2/2563ให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกคณะและทุกชั้นปี นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักกิจการนักศึกษาจัดหาทุนการศึกษาเพิ่มเติมในปีนี้มากกว่าที่ผ่านมา หลังจากพบว่าจำนวนนักศึกษาขอกู้มียอดเพิ่มสูงขึ้นถึง 30% ทั้งนี้ เราได้ประสานกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) สามารถจัดสรรกองทุนเงินให้กู้ยืมไม่ต่ำกว่า 85 ล้านบาท
และมอบทุนการศึกษาแบบให้เปล่าประจำปี มูลค่า 1,382,000 บาทแล้ว”

ทั้งนี้กองคลัง มหาวิทยาลัยบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้จัดระบบคอมพิวเตอร์ Smart Universityในการดำเนินงานชำระค่าธรรมเนียมการศึกษามาอำนวยความสะดวก เพื่อลดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งลดความเสี่ยงจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019สำหรับการชำระค่าเทอมภาคเรียนที่ 2/2563 ที่ปรับลดลง โดยนักศึกษาไม่จำเป็นต้องเดินทางมาติดต่อกองคลัง เพียงปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

1.นักศึกษาที่ชำระค่าบำรุงการศึกษาภาคเรียนที่ 2/2563ไปแล้ว

– ให้เข้าสู่เว็บไซต์ http://refund.bsru.ac.th เพื่อลงทะเบียนขอเงินคืน โดยระบุข้อมูล นักศึกษาและเลขที่บัญชี “ธนาคารไทยพาณิชย์” เท่านั้น ในระหว่างวันที่3 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2564

2.นักศึกษาที่ยังไม่ได้ชำระค่าบำรุงการศึกษาภาคเรียนที่ 2/2563

– ให้พิมพ์ใบแจ้งชำระค่าบำรุงการศึกษาใหม่ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ก่อนชำระเงินโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้เปิดช่องทางการสื่อสารให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรและประชาชนภายนอก สามารถสอบถามรายละเอียดและรับข่าวสารที่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ เฟซบุ๊คเพจBSRU News เว็บไซต์มหาวิทยาลัยwww.bsru.ac.th