เผยเรื่องราวเมื่อครั้ง ‘หลวงพ่อคูณ’ เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9-พระราชินี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549212

เผยเรื่องราวเมื่อครั้ง'หลวงพ่อคูณ' เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9-พระราชินี

เผยเรื่องราวเมื่อครั้ง’หลวงพ่อคูณ’ เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9-พระราชินี

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.51 น.

วันที่ 30 มกราคม 2564 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีรายละเอียดดังนี้ “เมื่อครั้ง หลวงพ่อคูณ เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินี”

เผยเรื่องราวน่าปลื้มปีติ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาที่วัดบ้านไร่ เมื่อปี 2538 และหลวงพ่อคูณได้เข้าเฝ้าฯ  

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 ที่เฟซบุ๊ก นิทรรศการพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์แผ่นดินสยาม ได้โพสต์บทความเรื่อง “พระเจ้าอยู่หัวกับ…พระอริยสงฆ์แห่งแผ่นดิน” ซึ่งเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาที่วัดบ้านไร่ เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2538 โดยครั้งนั้น พระเทพวิทยาคม หรือคูณ ปริสุทโธ พระเกจิแห่งบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินปัจจัย จำนวน 72 ล้านบาท

ทั้งนี้ยังมีเรื่องราวที่ลูกศิษย์ได้ไต่ถามหลวงพ่อคูณว่า ในหลวงตรัสอะไรกับท่านบ้าง และท่านเรียกในหลวงว่าอย่างไร ซึ่งคำตอบนั้นแสดงให้เห็นถึงไหวพริบและวิจารณญาณของหลวงพ่อคูณที่ท่านเลือกใช้คำพูดอย่างถูกกาลเทศะ และทราบถึงพระจริยวัตรและน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่ถือพระองค์

ดังข้อความต่อไปนี้

“พระเจ้าอยู่หัวกับ…พระอริยสงฆ์แห่งแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ มาที่วัดบ้านไร่ วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่บุษบกเหนือพระอุโบสถวัดบ้านไร่ เหล่าพสกนิกรชาวบ้านโดยเฉพาะชาวบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา และพื้นที่ใกล้เคียงต่างก็ได้มารวมตัวกันมากเพื่อชื่นชมในพระบารมี เฝ้ารับเสด็จทั้งสองพระองค์อย่างเนืองแน่น ทั้งนี้ ได้การจัดสร้างพระยอดธงรุ่นแรกหรือรุ่นทูลเกล้าเนื่องในโอกาสดังกล่าว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงความลำบากยากแค้นของชาวด่านขุนทด ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทุกปี จึงพระราชทานพระราชดำริและเงินจำนวนดังกล่าวให้กรมชลประทานดำเนินการโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวด่านขุนทด ภายใต้ชื่อ “โครงการพัฒนาลำน้ำสาขาห้วยสามบาท อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ”

ในครั้งนั้นพระเทพวิทยาคม หรือคูณ ปริสุทโธ พระเกจิแห่งบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งลูกศิษย์ได้ตั้งสมญาให้เป็น “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินปัจจัย ๗๒ ล้านบาท โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย คนกว่าสองแสนชีวิตต่างพากันมีความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะตัวของหลวงพ่อคูณเองที่เป็นผู้ที่เรียกได้ว่าเนรมิตงานประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นได้สำเร็จ

ทั้งนี้ หลวงพ่อคูณ เปิดเผยกับลูกศิษย์ภายหลังว่า “กูรู้สึกดีใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บุญทานอื่นทำมามาก แต่ทำบุญกับพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ได้ทำ.. ทำบุญกับท่านยิ่งใหญ่นัก ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ๗๒ ล้านบาท ภูมิใจมหาศาล เงินที่ลูกหลานบริจาคทีละเล็กละน้อยสะสมรวมไว้เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย พี่น้องจะได้รับอานิสงส์ด้วย พี่น้องรู้ว่าทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัวก็ดีใจมาก ชาวต่างประเทศก็มากันมาก จีนก็มา เกาหลีก็มา อินเดียก็มา ทำแล้วแต่กำลัง คนละสิบบาท ยี่สิบบาท มากันทุกวัน ยิ่งถ้ามาช่วยกันแล้วก็ไม่ได้มาหาสิ่งตอบแทนอะไร เขามาด้วยศรัทธากันจริง ๆ”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นที่จะมีงานใหญ่ บรรดาลูกศิษย์ต่างก็พากันเป็นห่วง กลัวว่าหลวงพ่อคูณท่านจะพูดราชาศัพท์ไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้หลวงพ่อท่านก็บอกว่า “จะไปยากอะไร ก็พูดว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร หรือไม่ก็ถวายพระพรคุณโยม ท่านสบายดีหรือ … ท่านคงจะไม่ถือ เพราะท่านเป็นจอมปราชญ์ พูดอย่างไรกับท่าน ท่านก็ย่อมรู้ดี”

ไหวพริบและวิจารณญาณของหลวงพ่อคูณช่างน่ายกย่อง ท่านเลือกใช้คำพูดอย่างถูกกาลเทศะ และทราบถึงพระจริยวัตรและน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดีว่าพระองค์ท่านไม่เคยถือตัวถือตนว่าเป็นพระมหากษัตริย์เลย เป็นจอมปราชญ์ดังที่หลวงพ่อคูณกล่าวยกย่องอย่างแท้จริง ยังความปลาบปลื้มและความสุขอันประมาณไม่ได้มาสู่ชาวบ้านไร่และหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ยิ่งนัก

คราวนั้นทั้งสองพระองค์ทรงปลูกต้นคูณไว้ด้วย ที่เราสามารถเห็นได้ที่ลานกลางวัด และว่ากันว่าเป็นวันที่หลวงพ่อคูณภูมิใจมากที่สุดในชีวิต และจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ใกล้ชิด และเคยถามหลวงพ่อว่า ในหลวงตรัสอะไรกับหลวงพ่อบ้าง

หลวงพ่อคูณเงียบเพียงครู่ ก่อนจะตอบมาเบา ๆ ว่า “มึงรู้ไหม มือพระองค์เป็นมือคนทำงานอย่างก๊ะชาวไร่ชาวนา แข็งกระด้างมาก ๆ” 

และเมื่อถูกถามอีกว่า 

“หลวงพ่อใช้คำเรียกพระองค์ว่าอะไร” 

หลวงพ่อท่านเงียบ แล้วก็ตอบว่า พระองค์ตรัสประโยคแรกว่า

“หลวงพ่อครับ พูดตามปกตินะครับ ผมเป็นคนไทย”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FAtsadangYommanak%2Fposts%2F3800666293382459&width=500&show_text=true&height=692&appId

วิจารณ์แซ่ด! พระสงฆ์นั่งสปีดโบ๊ทเที่ยวทะเล เจ้าอาวาสแจงเป็นภาพเก่า-และไม่ผิดวินัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549130

วิจารณ์แซ่ด! พระสงฆ์นั่งสปีดโบ๊ทเที่ยวทะเล  เจ้าอาวาสแจงเป็นภาพเก่า-และไม่ผิดวินัย

วิจารณ์แซ่ด! พระสงฆ์นั่งสปีดโบ๊ทเที่ยวทะเล เจ้าอาวาสแจงเป็นภาพเก่า-และไม่ผิดวินัย

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 20.50 น.

แชร์ว่อนโซเชี่ยล ชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ ซิ่งสปีดโบท เที่ยวทะเลเกาะลันตา จ.กระบี่ ดำน้ำดูปะการังทั้งผ้าเหลืองแบวชิลๆชาวเน็ตวิจารณ์ ต่างๆนานา จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบ  เหมาะสมหรือไม่    

วันที่ 29 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ โลกโซเชี่ยลฯได้มีการแชร์ โดยผู้ใช้เฟซบุครายหนึ่ง เป็นภาพชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์และสามเณร  สวมเสื้อชูชีพ ท่อนล่างนุ่งผ้าเหลือง  ทำท่าขับเรือสปีดโบท อย่างสบายใจ ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวทะเล  พร้อมข้อความ  “เป็นพระสงฆ์ ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?  ดูจากชื่อเรือ เหมือนอยู่แถว กระบี่  ….ใช่ครับที่เห็นนี่คือพระจริง ไม่ใช่ตัวแสดงแทน งงมากกกก ได้เหรอ ได้แหละ ทำไปแล้วนิ” 

หลังจากมีการแชร์ภาพดังกล่าวออกไป ปรากฏว่า มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในทำนองตำหนิติเตียน และล้อเลียน กันเป็นจำนวนมาก  เช่น คงจะมาทัศนศึกษา….วิชาลมปราณ ลอยบนผิวน้ำ ทำไมไม่สึกออกมาก่อนค่อยทำทัวร์นะ ผิดวินัยสงฆ์นะเนี่ย โถ…คงอยากปฏิบัติธรรมกลางทะเลค่ะ ใกล้แหละค่ะที่จะบรรลุโสดาบันเทิงเนาะ…ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีภาพของกลุ่มชายแต่งกายคล้ายพระจำนวนกว่า10 คน นั่งบนเรือ สปีดโบท และอีกภาพเป็นชายปราณนี่งผ้าเหลือง ประมาณ5 คน สวมสน็อคเกิ้ลกำลังดำน้ำดูปะการังตื้น 

จากการตรวจสอบ เรือทัวร์ที่ปรากฎในภาพดังกล่าว เบื้องต้น ทราบว่าเป็นเรือทัวร์ของบริษัทแห่งหนึ่งในพื้นที่เกาะลันตา คาดว่าเป็นการจัดทริปทัวร์ แบบเหมาลำไปเที่ยว ที่เกาะรอก อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ส่วนกลุ่มบุคคลที่แต่งกายคล้ายพระดังกล่าว เบื้องต้นยังไม่ทราบว่า มาจากที่ใด ทั้งนี้ชาวโซเชี่ยลฯ ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ว่าพฤติกรรมของกลุ่มมคนดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่อย่างไร 

ด้านนางพัทยา ทองเสภี ผอ.สำนักพุทธศาสนาจังหวัดกระบี่ ให้ข้อมูลว่า จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพของพระสงฆ์หลายสิบรูป นั่งเรือสปีดโบ้ทเที่ยวทะเลและดำน้ำดูสัตว์โลกใต้ทะเล จนทำให้ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามว่าเป็นความเหมาะสมหรือไม่ เบื้องต้นดูตามภาพการลงเล่นน้ำที่มีแต่เฉพาะพระสงฆ์ ไม่ผิดข้อห้าม แต่คนทั่วไปมองดูเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น ส่วนพระสงฆ์ที่นั่งบนที่นั่งคนขับ อาจจะเป็นเพียงการถ่ายรูปเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามขอตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ว่าภาพที่มีการแชร์กัน เกิดที่ไหน อย่างไร เพราะตนเพิ่งย้ายมารับตำแหน่งเป็นวันแรก

ขณะที่ พระอธิการทรงชัย เจ้าอาวาสวัดเกาะลันตา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เกิดขึ้นมานานแล้ว และมาระยะหลังก็ไม่ได้จัดเรือนำพระไปเที่ยวทางทะเลแต่อย่างใด ส่วนการให้พระนั่งเรือนั้นก็เป็นการนั่งยานพาหนะทั่วไป ซึ่งก็ไม่ได้ผิดศีลใดๆ ทั้งนี้ในส่วนของพระเล่นน้ำทะเลนั้น ขอยืนยันว่าไม่ใช่การนำพระไปเที่ยวทางทะเลแต่อย่างใด

‘คปภ.’ ใช้ ‘วีดีโอคอนเฟอเรนซ์’ สืบพยานอนุญาโตฯครั้งแรก ประหยัดเวลา-ค่าเดินทางข้ามจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549000

‘คปภ.’ใช้‘วีดีโอคอนเฟอเรนซ์’สืบพยานอนุญาโตฯครั้งแรก ประหยัดเวลา-ค่าเดินทางข้ามจังหวัด

‘คปภ.’ใช้‘วีดีโอคอนเฟอเรนซ์’สืบพยานอนุญาโตฯครั้งแรก ประหยัดเวลา-ค่าเดินทางข้ามจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.36 น.

วันที่ 29 มกราคม 2564 นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ได้จัดให้มีการสืบพยานในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ หรือ วีดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ระหว่าง อนุญาโตตุลาการ ซึ่งอยู่ที่ห้องประชุมของสำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง กับ ผู้เสนอข้อพิพาท ซึ่งเบิกความอยู่ที่สำนักงาน คปภ. จังหวัดสกลนคร ในประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีเกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์ที่เอาประกันภัย เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา

ซึ่งการสืบพยานและการพิจารณาข้อพิพาทในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกและเป็นมิติใหม่ของการพิจารณาข้อพิพาทในกระบวนการอนุญาโตตุลาการของสำนักงาน คปภ. โดยระเบียบปฏิบัติของอนุญาโตตุลาการได้เปิดช่องให้สามารถดำเนินการสืบพยานและพิจารณาข้อพิพาทด้วยวิธีการใดๆ ก็ได้ เพื่อให้บรรลุผลแห่งข้อพิพาทด้านประกันภัย

ดังนั้นสำนักงาน คปภ. จึงได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพิจารณาข้อพิพาทในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่คู่กรณี และเหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยพยานผู้เสนอข้อพิพาทมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สกลนคร ได้เบิกความ ณ สำนักงาน คปภ. จังหวัดสกลนคร

ในขณะที่ อนุญาโตตุลาการ และผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้าน อยู่ที่สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ซึ่งจากการที่ตนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การสืบพยานในครั้งนี้ พบว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คู่กรณีมีความพึงพอใจเป็นอย่างมากเนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง เพื่อเข้ามาสืบพยานยังสำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง

“จากความสำเร็จของการสืบพยานในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพครั้งนี้ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับคู่กรณีที่มีข้อพิพาทด้านประกันภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในกระบวนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัยให้กับประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะนำมาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลใช้กับกระบวนการไกล่เกลี่ยของสำนักงาน คปภ. ด้วย เนื่องจากสำนักงานฯ มีนโยบายเรื่องการไกล่เกลี่ยออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอยู่แล้ว” นายสุทธิพล กล่าว

ด้าน นายมนัส สุขสวัสดิ์ อนุญาโตตุลาการ ผู้พิจารณาข้อพิพาทด้านประกันภัยในครั้งนี้ กล่าวว่า การสืบพยานผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพในลักษณะนี้ถือเป็นรูปแบบใหม่ของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ในการพิจารณาข้อพิพาทด้านประกันภัย ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากคู่กรณีเป็นสำคัญ โดยการสืบพยานผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพครั้งนี้ เป็นความประสงค์ของผู้เสนอข้อพิพาทที่ยื่นคำร้องเพื่อขอดำเนินการสืบพยานผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) ณ สำนักงาน คปภ. จังหวัดสกลนคร เนื่องจากผู้เสนอข้อพิพาทมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สกลนคร

ทั้งนี้ อนุญาโตตุลาการ ได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้ว จึงส่งสำเนาคำร้องให้ฝ่ายผู้คัดค้านทราบ และผู้คัดค้านแถลงไม่คัดค้าน โดยในส่วนของผู้คัดค้านขอมาดำเนินการ ณ ที่สำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ดังนั้น อนุญาโตตุลาการ อาศัยอำนาจตามระเบียบสำนักงาน คปภ. ว่าด้วยอนุญาตโตตุลาการ พ.ศ. 2551 ข้อ 28 และประกาศ เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการรับและพิจารณาข้อร้องเรียนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยผู้ชำนาญการ และการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ  จึงอนุญาตให้ดำเนินการสืบพยานผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพตามคำร้องได้

นายมนัส กล่าวต่อไปว่า การสืบพยานผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ ไม่ได้ทำให้คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และเห็นว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น จำเป็นจะต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นตัวช่วยเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคู่กรณี โดยเฉพาะการสืบพยานที่พยานมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด

“การที่จะต้องเดินทางเข้ามาเบิกความในกรุงเทพฯ อาจไม่สะดวกและมีค่าใช้จ่าย รวมถึงเสียเวลาในการเดินทาง ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้จึงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคู่กรณีเป็นอย่างมาก เท่าที่ทราบมาในขณะนี้กระบวนพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมก็ได้มีการใช้เทคโนโลยีในการพิจารณาคดีเช่นกัน ดังนั้นจึงอยากประชาสัมพันธ์ให้คู่กรณีในกระบวนการอนุญาโตตุลาการใช้ช่องทางการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว เนื่องจากสำนักงาน คปภ. มีระบบรองรับไว้แล้ว” นายมนัส กล่าว

สำหรับการสืบพยานในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ ( Video Conference) ระหว่าง อนุญาโตตุลาการ ซึ่งอยู่ที่ห้องประชุมของสำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง (ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ) กับ ผู้เสนอข้อพิพาทซึ่งเบิกความอยู่ที่สำนักงาน คปภ. จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2564 มีผู้ร่วมสังเกตการณ์นอกจาก นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. แล้วนั้น ยังมีผู้บริหารของ คปภ. ท่านอื่นๆ ประกอบด้วย นายชัยยุทธ มังศรี ผู้ช่วยเลขาธิการ  (สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ) สำนักงาน คปภ. , นายโชติช่วง ทัพวงศ์ และนายพิศาล พิริยะสถิต กรรมการผู้ทรงวุฒิในคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการของสำนักงาน คปภ.

อนึ่ง จากการสืบพยานด้วยวิธีดังกล่าว ผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้านได้แสดงความเห็นว่า ตอนแรกรู้สึกเป็นกังวล เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการสืบพยานในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ ทำให้ไม่คุ้นเคยมาก่อน แต่ปรากฏว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากกระบวนการปกติที่เคยปฏิบัติมา ถึงแม้ว่าคู่กรณีจะอยู่คนละที่กัน  ก็สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนการพิจารณาอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และคู่กรณีเชื่อมั่นในรูปแบบดังกล่าว ดังนั้นในโอกาสต่อไป อยากขอใช้บริการการประชุมทางไกลผ่านจอภาพนี้อีก

อาเซียนเริ่มฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 3 ประเทศ อินโดฯมากสุด-ไทยเตรียมฉีด ก.พ.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548975

อาเซียนเริ่มฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 3 ประเทศ อินโดฯมากสุด-ไทยเตรียมฉีด ก.พ.นี้

อาเซียนเริ่มฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 3 ประเทศ อินโดฯมากสุด-ไทยเตรียมฉีด ก.พ.นี้

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 14.32 น.

 อว. เผย “ประเทศในอาเซียนเริ่มฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และพม่า รวมประมาณ 555,000 คน โดยอินโดนีเซียฉีดแล้วจำนวนมากที่สุด  ส่วนไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เตรียมพร้อมฉีดในเดือนกุมภาพันธ์” (syringe)(syringe)

วันที่ 29 มกราคม 2564 ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รายงานผลการประมวลข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ว่า “กระทรวง อว. ได้ติดตามข้อมูลการจัดหาและการฉีดวัคซีนโควืด-19 ของแต่ละประเทศทั่วโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน โดยขณะนี้มีรายงานว่าได้ฉีดวัคซีนไปแล้วรวม 555,115 โดส ใน 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และพม่า  รวมทั้งไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เตรียมพร้อมจะฉีดภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้”

– สิงคโปร์ เป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ขณะนี้ฉีดไปแล้ว 113,050 คน

– อินโดนีเซีย เริ่มฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2564 ขณะนี้ฉีดไปแล้ว 373,786 คน

– พม่า เริ่มฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2564 ขณะนี้ฉีดไปแล้ว 68,279 คน

– ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ประกาศว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2564
 
– ส่วนประเทศอื่นๆ ยังไม่ได้รายงานอย่างเป็นทางการว่าได้ฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ หรือยังไม่กำหนดเวลาชัดเจนว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนในวันใด

แหล่งข้อมูล :  Bloomberg, Straitstimes, ABS-CBN, Reuters, Thestar, Arabnews, Exotravel, Health.economicstimes.indiatimes, Anadolu Agency 29 ม.ค.2564

(red arrow right)(red arrow right) ประมวลข้อมูลโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) (red arrow left)(red arrow left)

‘ณัฏฐพล’ เผยครู-นักเรียนบ้านอยู่สมุทรสาคร แต่รร.อยู่จังหวัดอื่น ต้องเรียนออนไลน์ไปก่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548817

'ณัฏฐพล'เผยครู-นักเรียนบ้านอยู่สมุทรสาคร  แต่รร.อยู่จังหวัดอื่น ต้องเรียนออนไลน์ไปก่อน

‘ณัฏฐพล’เผยครู-นักเรียนบ้านอยู่สมุทรสาคร แต่รร.อยู่จังหวัดอื่น ต้องเรียนออนไลน์ไปก่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.47 น.

วันที่ 28 มกราคม 2564 ‬นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)‪ กล่าวถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยในการเปิดเรียนของโรงเรียนใน 28 จังหวัด ในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ยกเว้นโรงเรียนในจังหวัดสมุทรสาคร โดย ศธ.และโรงเรียนได้ยึดตามมาตราการของกระทรวงสาธารณสุข และทุกโรงเรียนมีความเข้าใจมาตรการเพียงพอในการเตรียมความพร้อมเปิดเรียน ซึ่งอาจจะมีบางโรงเรียนถึงแม้อาจจะไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่สมุทรสาคร แต่มีครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร ดังนั้น ทางโรงเรียนได้รับทราบแนวทางแล้วว่า คนที่อยู่จังหวัดสมุทรสาครจะต้องเรียนอยู่ที่บ้านผ่านทางออนไลน์ ผ่านใบงาน ผ่านแบบฝึกหัด

ซึ่งก็เป็นการปรับตัวหรือความยืดหยุ่นของโรงเรียนกับผู้ที่มีความเสี่ยง ซึ่งในอนาคตก็อาจจะมีโรงเรียนในหลายๆพื้นที่ถ้ามีข่าวว่ามีการระบาดของโรคไวรัสโควิด ก็ต้องมีการบริหารจัดการที่เคยทำมาแล้ว ทั้งการปิดชั้นเรียน การให้นักเรียนหยุดเรียนเป็นโซน ๆ หรือการสลับเวลากันมาเรียน และที่ผ่านมาก็สามารถบริหารจัดการได้ ไม่ได้แพร่ระบาดจากโรงเรียน อย่างไรก็ตาม เราต้องให้ความสำคัญ ไม่ประมาททั้งนักเรียน คุณครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องระมัดระวังในการเดินทางไปในสถานที่เสี่ยงต่าง ๆ หรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ก็คิดว่าคนไทยทุกคนทำอยู่แล้ว โดยเฉพาะบุคคลากรทางการศึกษาและคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต้องยิ่งมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะโอกาศที่จะเจอคนเป็นจำนวนมาก โอกาสที่จะเป็นคนแพร่เชื้อก็มีมาก ‬

“ผมคิดว่าทุกๆคนในขบวนการศึกษาเข้าใจดีพอ ถามว่าการเปิดโรงเรียนมีผลกระทบในส่วนอื่นๆหรือไม่ ผมว่าในการเปิดโรงเรียนจะทำให้เด็กได้มีโอกาสกลับมารับการเรียนการสอนที่เหมาะสม  ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ในผลการตรวจสอบต่าง ๆ การเทส ถึงแม้จะมีความเสี่ยง แต่ก็ยังน้อยกว่าความเสี่ยงอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่เราต้องติดตามความคืบหน้าหลังจากเปิดโรงเรียนวันที่ 1 ก.พ. ไปแล้วว่าจะมีการเพิ่มความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่มากน้อยขนาดไหน ซึ่งเราก็ระมัดระวังงและติดตามอย่างเข้มข้น” นายณัฏฐพล กล่าว‬

‘ณัฏฐพล’ ตั้ง ผอ.สพม. เพิ่มเป็น 62 เขต รองรับการพัฒนาโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548796

'ณัฏฐพล'ตั้ง ผอ.สพม. เพิ่มเป็น 62 เขต รองรับการพัฒนาโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง

‘ณัฏฐพล’ตั้ง ผอ.สพม. เพิ่มเป็น 62 เขต รองรับการพัฒนาโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.07 น.

วันที่ 28 มกราคม 2564 ‬นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทณวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)‪ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ. ในภูมิภาค ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องรับทราบทั่วไป และที่สำคัญตนได้มีการกระตุ้นให้เกิดแรงผลักดันในการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา ซึ่งปัจจุบันยิ่งมีส่วนสำคัญ เพราะศธ.กำลังทำแผนพัฒนาการศึกษาแต่ละจังหวัด โดยคณะกรรมการการศึกษาของแต่ละจังหวัดจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก เพราะในการทำงานไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนของรัฐแต่ต้องคำนึงถึงโรงเรียนเอกชน ทั้งระดับประถม มัธยม หรืออาชีวะ และต้องคำนึงถึงบริบทของจังหวัดนั้นๆ‬

“ผมได้กระตุ้นคณะกรรมการฯว่า การทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องมีความกระชับและโปร่งใส่ เพื่อทำให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาของจังหวัด ได้เห็นภาพทั้งหมดและมีการนำเสนอในบริบทของจังหวัด การรวมการบริหารระหว่างโรงเรียนรัฐและเอกชนในสังกัดกระทรวงศึกษาฯ และสังกัดกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ เพื่อจะลดความซ้ำซ้อนและในขนะเดียวกันก็สามารถให้บริการนักเรียนได้อย่างทั่วถึง โดยคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น เพราะโรงเรียนรัฐเป็นหน่วยงานที่สามารถตอบโจทย์ของผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรจะมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา‬

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ได้มีการเกลี่ยกำลังคนโดยให้คำนึงถึงแผนในอนาคต เพราะการที่เราจะมีการขับเคลื่อนทั่วทั้งจังหวัด อาจจะมีความซับซ้อนในบุคคลากรบ้างในหน่วยงานบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ตนไม่ชอบให้มีความซับซ้อนในการทำงาน หรือการใช้งบประมาณที่ยังไม่มีคุณภาพ ถ้าหากยังมีความซับซ้อนเกิดขึ้นอยู่ แต่ในหน่วยงานที่ขาดก็ต้องเติมในสิ่งที่จำเป็นเข้าไป‬

“ผมได้เซ็นแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)จาก 42 เขต เพิ่มเป็น 62 เขต เพราะหลังจากที่ผมพิจารณาแล้ว และจากที่ผ่านขบวนการของสภาการศึกษาแล้ว ก็คิดว่าปัจจุบันมี 62 เขต ก็น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง เพราะเขตพื้นที่มัธยมจะต้องมีความเข้มข้นมากขึ้นและช่วยลดภาระงานให้เขต ส่วนการเพิ่ม ผอ.สพม.ก็ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น แต่สพฐ.ดูแล้วงบฯเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะไม่ได้เพิ่มครบทั้ง 76 เขต” รมว.ศธ. กล่าว‬

นิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตร คว้า 2 รางวัล การประกวดบรรจุภัณฑ์ระดับโลก 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548459

นิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตร คว้า 2 รางวัล  การประกวดบรรจุภัณฑ์ระดับโลก 2020

นิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตร คว้า 2 รางวัล การประกวดบรรจุภัณฑ์ระดับโลก 2020

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากการประกวดบรรจุภัณฑ์ระดับโลกประเภทนักศึกษา “WorldStar Student Awards 2020” (International Packaging Design Student Competition) จัดโดย World PackagingOrganization (WPO) เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าผลงานบรรจุภัณฑ์ของ น.ส.เสาวลักษณ์ จุลนิพิฐวงษ์ และ น.ส.ศุภิสราศุภษร นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับรางวัล Certificate ofRecognition โดยมีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ตุรกี สเปน จีน เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อินเดีย บราซิล แคเมอรูน กานา ฮังการี เลบานอน โปแลนด์ สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ศรีลังกา ยูเครน สหรัฐอาหรับ-เอมิเรตส์ ผลงานที่ได้รับรางวัลมีรายละเอียดดังนี้

ผลงาน Yamchao (ยามเช้า) ออกแบบโดย นางสาวเสาวลักษณ์ จุลนิพิฐวงษ์ โดยมีแนวคิดในการออกแบบ : บรรจุภัณฑ์ชุดกาน้ำชาลายไก่ “ยามเช้า” เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อให้สามารถปกป้องเครื่องปั้นเซรามิกภายใน โดยใช้กระดาษลูกฟูกเป็นวัสดุกันกระแทกขึ้นรูปแผ่นเดียวเป็นกล่องขนาดกะทัดรัด ประหยัดพื้นที่ในการขนส่งและสามารถจัดวางเพื่อจำหน่ายได้ ส่วนลวดลายบนกล่องเป็นแม่ไก่และลูกเจี๊ยบสื่อถึงครอบครัวและความอบอุ่น โทนสีเขียวเหลืองสบายตา ให้ความรู้สึกสดชื่นและอบอุ่น เหมือนครอบครัวไก่ร่วมกันดื่มน้ำชายามเช้า

ผลงาน Lomkrod (ลมกรด) ออกแบบโดย นางสาวศุภิสรา ศุภษร เป็นแนวคิดในการออกแบบ : “ลมกรด” บรรจุภัณฑ์แจกันเสือเซรามิก (เสือชีต้าร์,เสือโคร่ง, เสือดำ) เนื่องจากเสือเป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความเร็ว จึงคิดที่จะออกแบบวัสดุกันกระแทกภายในให้เป็นเหมือนแท่นรับรางวัลของเสือแต่ละชนิดจากการที่วิ่งแข่งความเร็วกัน และเพื่อต้องการให้วัสดุกันกระแทกนั้นมีความสามารถอย่างอื่นมากกว่าแค่กันกระแทกอย่างเดียว โดยสามารถเป็น display โชว์สินค้าภายในได้อย่างสวยงามอีกด้วย

ซึ่งบรรจุภัณฑ์ชุดกาน้ำชาลายไก่ “Yamchao” เคยได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง และบรรจุภัณฑ์แจกันเสือเซรามิก “Lomkrod” ได้รับรางวัลชมเชยอันดับหนึ่ง จากเวที ThaiStar Packaging Awards 2020 ในหมวดต้นแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งมาก่อนหน้าอีกด้วย โดยมี อาจารย์เจนณัช สดไสย์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการออกแบบทั้ง 2 ผลงานที่ส่งประกวดในครั้งนี้

มทร.ตะวันออกขานรับนโยบาย อว. หวังพัฒนาทักษะ สร้างงาน แปรรูปสมุนไพรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548458

มทร.ตะวันออกขานรับนโยบาย อว.  หวังพัฒนาทักษะ สร้างงาน แปรรูปสมุนไพรไทย

มทร.ตะวันออกขานรับนโยบาย อว. หวังพัฒนาทักษะ สร้างงาน แปรรูปสมุนไพรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.สุธัญญา พรหมสมบูรณ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เปิดเผยว่า จากนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการจัดทำโครงการพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศ (Reskill/Upskill/Newskill) เพื่อการมีงานทำและเตรียมความพร้อมรองรับการทำงานในอนาคตหลังวิกฤติการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยจึงได้ขานรับนโยบายของกระทรวง อว. ในการอบรมในกลุ่มทักษะสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) จัดหลักสูตรอบรมระยะสั้นเกี่ยวกับการแปรรูปพืชสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์ในการนำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอดเพื่อพัฒนาทักษะต่อยอดอาชีพ ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ ความงาม เพื่อสร้างอาชีพและเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ประชาชน

รศ.ดร.สุธัญญา กล่าวย้ำยืนยันว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นเรื่องที่สำคัญเราจะต้องมีการUpskill Reskill โดยเฉพาะในยุค New Normal เพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประชากร ประชาชนเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ โดยหลักสูตรนี้มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อให้ผู้อบรมได้ทำจริง มีการเรียนตั้งแต่พื้นฐาน การใช้สมุนไพร แต่ละชนิดมีคุณสมบัติอย่างไรเพื่อให้ใช้ได้อย่างถูกต้อง จากนั้นจะนำมาสกัดในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สารออกฤทธิ์ยังคงอยู่ และทำการแปรรูปให้เกิดความหลากหลายทางผลิตภัณฑ์ ทั้งเครื่องสำอาง เครื่องใช้ในครัวเรือนใช้เอง ในชุมชน พัฒนาต่อยอดในการประกอบอาชีพ ซึ่งผู้ที่เข้ารับการอบรมมีความหลากหลาย ทั้งผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ และบางคนก็ต้องการต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมที่มีประสบการณ์ทำอยู่แล้วผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ที่ http://www.futureskill-newcareer.in.th

มรภ.สงขลา อบรม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เตรียมรองรับการบังคับใช้ ผ่านโปรแกรม Zoom #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548456

มรภ.สงขลา อบรม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เตรียมรองรับการบังคับใช้ ผ่านโปรแกรม Zoom

มรภ.สงขลา อบรม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เตรียมรองรับการบังคับใช้ ผ่านโปรแกรม Zoom

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) ชวนเชิญอาจารย์ นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไปผู้สนใจ เข้าร่วมอบรม “เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562”  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อบรมออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ด้วยโปรแกรม Zoom ในวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 09.00-12.00 น. วิทยากรโดย อาจารย์เสรี ชะนะ รองผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มรภ.สงขลา สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ http://shorturl.skru.ac.th/yourls/os รับจำนวน300 คนเท่านั้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.074-260278 หรือเพจfacebook : ARIT OF SKRU

โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ พร้อมเปิดห้องเรียนพิเศษ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและพัฒนาศักยภาพด้านภาษา อ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548461

โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ พร้อมเปิดห้องเรียนพิเศษ  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและพัฒนาศักยภาพด้านภาษา อ.

โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ พร้อมเปิดห้องเรียนพิเศษ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและพัฒนาศักยภาพด้านภาษา อ.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เปิดห้องเรียนพิเศษ MEP (Mini English Program) เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบผสมผสาน สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยเน้นการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ 5 วิชา คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สุขศึกษา ศิลปศึกษาและคอมพิวเตอร์ โดยมีครูต่างชาติที่มีความชำนาญในการใช้ภาษาอังกฤษและการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ เข้ามาสอน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรเสริมประสบการณ์ที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อส่งเสริมความสามารถของนักเรียนให้เกิดความเชื่อมั่นและพัฒนาศักยภาพด้านภาษาซึ่งมีความจำเป็นในการศึกษาต่อและการใช้ในชีวิตประจำวันโดยมี นายปิลัทธ์ อุดมวงษ์ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2และ นางสาวมนิดา อดิศัยสกุลผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 เป็นประธานในการประเมินเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา ตามแนวทางการเปิดห้องเรียนพิเศษ ภาษาอังกฤษ ปีการศึกษา 2564

ดร.ภูรินท์ ชนิลกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระเปิดเผยว่า “การเปิดห้องเรียนพิเศษ MEP(Mini English Program)ของโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จึงได้ให้ความสำคัญและส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน โดยเริ่มตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา โดยการมีส่วนร่วม ของคณะกรรมการ ผู้ปกครอง และคณะครู ซึ่งโรงเรียนได้มีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร สื่อ และนวัตกรรม ในการส่งเสริมนักเรียน ให้นักเรียนที่อยู่พื้นที่สูงได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ”