ม.นครพนม เตรียมจัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน..เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ม.นครพนม เตรียมจัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน..เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ม.นครพนม เตรียมจัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน..เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดแถลงข่าวการจัดงาน “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี สู่วิถีเกษตรยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 โดยมี ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี นายอนุชิต หงษาดี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม และ นายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม เข้าร่วมแถลงข่าว

ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวชื่นชมบทบาทของมหาวิทยาลัยนครพนมในฐานะแหล่งบ่มเพาะองค์ความรู้ด้านการเกษตรทุกระดับ เพื่อนำไปใช้พัฒนาเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมระบุว่าพื้นที่จังหวัดนครพนมมีความโดดเด่นด้านงานวิจัยทางการเกษตรมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะด้านสัตวบาล อาทิ การเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ และการเพาะเห็ด นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาสายพันธุ์ “ไก่ศรีโคตบูรณ์” ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษา และนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารเพื่อทดสอบตลาดและสร้างความภาคภูมิใจ รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือจาก สปป.ลาว และจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและเป็น Soft Power สำคัญของประเทศ พร้อมเน้นย้ำการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ อาทิ โดรนพ่นยาและปุ๋ย รถไถไร้คนขับที่ควบคุมด้วยระบบ GPS รวมถึงการจัดตั้ง โรงงานต้นแบบ เพื่อช่วยชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจดทะเบียน อย. และสิทธิบัตร อีกทั้งยังได้ประชาสัมพันธ์การมอบ ทุนการศึกษาเรียนฟรีประมาณ 40 ทุน สำหรับบุตรหลานเกษตรกร และตั้งเป้ายกระดับงานเกษตรลุ่มน้ำโขงสู่ งานเกษตรแห่งชาติในปี 2571

ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมว่า งานเกษตรลุ่มน้ำโขงปีนี้มุ่งเน้นการยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรด้วยนวัตกรรม อาทิ การแปรรูปสับปะรดท่าอุเทนผ่านโรงงาน Pilot Plant เพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งออก พร้อมจัดหลักสูตรอบรมอาชีพหลากหลาย เช่น การเลี้ยงกบ การเลี้ยงปูนา การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ การพัฒนาโคเนื้อสู่โคลูกผสมวากิว รวมถึงกิจกรรมการแข่งขันและการประกวดต่าง ๆ เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจร

ขณะที่ นายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม กล่าวถึงการบูรณาการความร่วมมือกว่า 20 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขยายผลงานวิจัยและเทคโนโลยีสู่พื้นที่จริง ครอบคลุมด้านดิน น้ำ และการแปรรูปสินค้า พร้อมจัดบูธจำหน่ายสินค้าเกษตรมูลค่าสูงกว่า 50 บูธ รวมถึงการจัดเสวนาวิชาการระดับนานาชาติร่วมกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการเชิญเกษตรกรจากแขวงคำม่วน สปป.ลาว เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

ด้าน นายอนุชิต หงษาดี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม กล่าวว่า อบจ.นครพนม พร้อมสนับสนุนการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการส่งเสริมอาชีพ “เลี้ยงกบและเลี้ยงไก่” รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณด้านการอบรมเกษตรกรและกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ภายในงานฯ ยังมีกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ การพัฒนาทักษะ และการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยมีการจัดนิทรรศการวิชาการ ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี สู่วิถีเกษตรยั่งยืน” จากสาขาวิชาต่างๆ ของคณะเกษตรและเทคโนโลยี ควบคู่กับการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานภายใน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร

มมส ลงนาม MOU/MOA มุ่งพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า

มมส ลงนาม MOU/MOA มุ่งพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า

มมส ลงนาม MOU/MOA มุ่งพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) นำโดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะการบัญชีและการจัดการ และคณะแพทยศาสตร์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อลงนามความตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU/MOA) และศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีขนส่งสมัยใหม่ หวังยกระดับหลักสูตรและการวิจัยสู่มาตรฐานสากล ณ China Railway Rolling Stock Corporation (CRRC) เพื่อศึกษานวัตกรรมการผลิตและโครงสร้างอุตสาหกรรมขนส่งสมัยใหม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้าของมหาวิทยาลัย

และได้มีการลงนามความตกลงความร่วมมือ (MOA) กับ Tianjin Railway Technical and Vocational College (TRVC) โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนบุคลากรและนิสิต รวมถึงการจัดทำโปรแกรมฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง เพื่อสร้างกำลังคนที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ มมส ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ Tianjin Transportation Technical College (TTTC) เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบ Engineering Practice Innovation Project (EPIP) ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริงผ่านโครงงานนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคและการทำงานร่วมกันเป็นทีม

ความร่วมมือครั้งนี้ ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาหลักสูตรสหสาขาวิชา (Multidisciplinary) โดยมีการเตรียมความพร้อมร่วมกับคณะการบัญชีและการจัดการ และคณะแพทยศาสตร์ ในการพัฒนาหลักสูตรร่วมแบบสหสาขาวิชาในอนาคต อาทิ หลักสูตรด้านการจัดการโลจิสติกส์ การบริหารเทคโนโลยี เพื่อรองรับโครงข่ายการขนส่งสมัยใหม่ และการประยุกต์ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในระบบบริการทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส กล่าวว่า การเดินหน้าสร้างเครือข่ายนานาชาติในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

‘KUVPL Biohacking and Longevity Master Class’ หลักสูตรใหม่ยกระดับองค์ความรู้สุขภาพเชิงลึก สู่เป้าหมายผู้นำ Longevity แห่งเอเชีย

‘KUVPL Biohacking and Longevity Master Class’ หลักสูตรใหม่ยกระดับองค์ความรู้สุขภาพเชิงลึก สู่เป้าหมายผู้นำ Longevity แห่งเอเชีย

‘KUVPL Biohacking and Longevity Master Class’ หลักสูตรใหม่ยกระดับองค์ความรู้สุขภาพเชิงลึก สู่เป้าหมายผู้นำ Longevity แห่งเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทสถาบันอุดมศึกษาเพื่อสังคมสุขภาพยุคใหม่ จับมือ V Precision Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูสุขภาพและอายุยืน (Longevity Clinic) ในเครือ กลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เปิดตัวหลักสูตรระยะสั้น “KUVPL Biohacking and Longevity Master Class” อย่างเป็นทางการ นับเป็นหลักสูตรด้าน Biohacking และ Longevity ระดับ Master Class แห่งแรกในประเทศไทย ที่บูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ การแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพไว้อย่างครบถ้วน

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ร่วมกันในการผสาน “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้ากับ “ความทันสมัยของนวัตกรรมการแพทย์” จากกลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี และ V Precision Clinic เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่ ที่การดูแลสุขภาพแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องอาศัยศาสตร์ Biohacking และองค์ความรู้ด้าน Longevity อย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.วรรณวิภา วงศ์แสงนาค รักษาการแทนคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนหลากหลายกลุ่ม โดยยึดแนวคิดการบูรณาการศาสตร์ระหว่างองค์ความรู้ด้านการแพทย์และสุขภาพกับศักยภาพด้านวิชาการและการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อยกระดับการพัฒนาหลักสูตร ‘ถอดรหัสชีวิตเพื่อสุขภาพและอายุยืน’ ให้มีมาตรฐานและทันสมัย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หลักสูตรยังมุ่งเสริมสร้างกลไกเครือข่ายความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทรัพยากร และประสบการณ์ร่วมกัน นำไปสู่การยกระดับความรู้ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม

ผศ.น.สพ. ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งขับเคลื่อน ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ (Lifelong Learning) ผ่านการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัยและความต้องการของผู้เรียนในทุกช่วงวัย โดยความร่วมมือกับโรงพยาบาลวิภาวดีในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความเข้มแข็งของหลักสูตรด้านสุขภาพและอายุยืนอย่างบูรณาการ ทั้งในมิติความเข้มข้นทางวิชาการ และการประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติจากประสบการณ์จริง ความร่วมมือดังกล่าวก่อให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่ได้ระดับมาตรฐานสากล และสามารถต่อยอดสู่การวิจัยและนวัตกรรมในอนาคตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ด้าน ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยึดมั่นในการ ‘สร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อการกินดีอยู่ดีของชาติและประชาคมโลก’ โดยความร่วมมือกับโรงพยาบาลวิภาวดีในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการและศักยภาพด้านการวิจัยของสถาบันอุดมศึกษา เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และระบบบริการสุขภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งส่งเสริมและผลักดันให้องค์ความรู้ดังกล่าวสามารถถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติ และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้เรียน องค์กร และประชาชน ตลอดจนต่อยอดสู่ความร่วมมือเชิงวิชาการและนวัตกรรมด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน

ขณะที่ภาคเอกชน นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานกรรมการกลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า การจับมือกันครั้งนี้เปรียบเสมือนการสร้างสะพานเชื่อมที่แข็งแกร่ง ระหว่าง ‘ความเป็นเลิศทางวิชาการ’ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ‘ความทันสมัยของนวัตกรรมการแพทย์’ ของกลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดีและ V Precision Clinic เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน และก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นายพิจิตต์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังมุ่งสู่ Preventive Medicine หรือ ‘เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟู’ ซึ่งหลักสูตร KUVPL ถือว่าสอดรับกับทิศทางนี้อย่างชัดเจน โดยจุดยืนของโรงพยาบาลวิภาวดีและบริษัทในเครือ คือการ ‘ผสานนวัตกรรม เข้ากับ เทคโนโลยีทางการแพทย์’ เพื่อให้ศาสตร์แห่ง Longevity เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน หลักสูตรนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจด้าน Longevity อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงในเชิงทฤษฎี แต่เป็นองค์ความรู้ที่ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสุขภาพเชิงลึกด้านโภชนาการ การพักผ่อน การออกกำลังกาย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ รวมถึงสามารถส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ให้ผู้อื่น เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาว

ด้าน พันโท นายแพทย์ธรณัส กระต่ายทอง ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ V Precision Clinic กล่าวว่า โลกของเรากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคแห่ง Longevity ซึ่งเป็น Global Mega Trend ที่น่าจับตามองที่สุด เราตั้งใจพัฒนา KUVPL Master Class นี้ ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ‘ผู้นำด้าน Longevity ในภูมิภาคเอเชีย’ โดยมุ่งเน้นการมอบองค์ความรู้ให้ผู้เรียนสามารถ ‘ถอดรหัส’ สุขภาพของตนเอง เพื่อสร้างรากฐานสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนให้กับทั้งตนเองและครอบครัว

สำหรับ KUVPL Biohacking and Longevity Master Class เป็นหลักสูตรระยะสั้นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่ ใช้เวลาเรียนไม่ถึง 10 วัน เนื้อหาเข้มข้น เจาะลึก ครอบคลุมศาสตร์ด้าน Biohacking, Longevity, เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟู โภชนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา พร้อม Workshop แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากหลากหลายสาขา โดยเปิดรับ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม ตลอดจนบุคคลทั่วไป ที่มีวิสัยทัศน์ในการดูแลสุขภาพเชิงลึก และต้องการต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง เข้าร่วมหลักสูตร

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างองค์ความรู้ แต่ยังตั้งเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านจาก สังคมสูงวัย สู่สังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพ พร้อมสร้างเครือข่าย Health & Wellness Connection ที่เข้มแข็ง เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมหลักสูตรได้ที่ Facebook Page: KUVPLongevity โทรศัพท์: (+66) 2562 0985 ต่อ 618306 หรือ (+66) 98 982 3899

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาฯ พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลอวนประมงเป็นเส้นฟิลาเมนต์สำหรับการพิมพ์ มิติ ลดขยะทะเล สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มรายได้ให้ชุมชนประมง

ทุกครั้งที่เดินเล่นริมชายหาด นอกจากความงามของทะเลและสายลมเค็มที่พัดเอาความสดชื่นมาให้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ ดร.ณัฐพล ไร่สงัด อาจารย์จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือขยะพลาสติกที่กระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ทั้งขวดน้ำ เศษถุงพลาสติก เศษผ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนของของใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สร้างผลกระทบมากที่สุดคืออวนประมงที่ถูกทิ้งและลอยเกยชายฝั่ง ซึ่งเรามักเรียกกันว่า อวนผี หนึ่งในขยะที่ส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างเงียบงัน

แม้งานวิจัยหลักของ ดร.ณัฐพล จะมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติเพื่อใช้งานทางการแพทย์และด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุไฮโดรเจลสำหรับงานสร้างเนื้อเยื่อ ไปจนถึงวัสดุยืดหยุ่นสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ด้วยความรักในท้องทะเลและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของอาหารทะเล ดร.ณัฐพล ก็ไม่อาจปล่อยให้อวนผีลอยนวลอยู่ในทะเลหรือถูกทิ้งเกลื่อนตามชายหาดโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีพอลิเมอร์จึงริเริ่มโครงการ การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) และได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง รวมถึงการร่วมมือในการวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ด้วยความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก้าวเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน

ในประเทศไทยมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว โดยชาวบ้านขายอวนเก่าให้กับพ่อค้าที่รับซื้อเพื่อนำไปรีไซเคิล แต่ยังไม่มีการนำพลาสติกไนลอนจากอวนเหล่านี้มาใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการพิมพ์สามมิติ” ดร.ณัฐพล กล่าวถึงโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม พร้อมอธิบายว่า อวนผี” (Ghost Net) เป็นชื่อที่เรียกอวนประมงที่ถูกทิ้งและล่องลอยไปมาในมหาสมุทรโดยไร้ทิศทางเหมือนผี เมื่อลอยไปที่ใด ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่อยู่ตรงนั้น ซึ่งผลกระทบของอวนผีต่อระบบนิเวศทางทะเลนั้นรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด

เมื่ออวนประมงถูกทิ้งหรือหลุดหายลงสู่ทะเล มันยังคงทำหน้าที่ดักจับสัตว์ทะเลต่อไปเหมือนตอนถูกใช้งาน แต่ครั้งนี้จะไม่มีชาวประมงมาเก็บผลผลิต สัตว์ทะเลที่ติดอวนจึงมักไม่สามารถรอดชีวิตได้ เราอาจคุ้นตากับภาพเต่าทะเลหรือปลาที่พันติดอวนผ่านสื่อต่างๆ แต่ในความเป็นจริง เหล่านั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของปัญหาที่เกิดขึ้นใต้ผืนน้ำเท่านั้น

อีกส่วนของปัญหาจากอวนผีคือ ไมโครพลาสติก ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตทางทะเลและมนุษย์ ดร.ณัฐพล กล่าว

อวนเหล่านี้เมื่อถูกแสงแดด คลื่น และสภาพแวดล้อมทางทะเลกัดกร่อนเป็นเวลานาน เส้นใยพลาสติกจะค่อยๆ แตกตัวจนกลายเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งสามารถกระจายสะสมอยู่ในน้ำทะเลและถูกกินโดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างแพลงก์ตอนหรือสัตว์น้ำวัยอ่อน ไมโครพลาสติกเหล่านี้จึงถูกส่งต่อและสะสมขึ้นเรื่อยๆ ในห่วงโซ่อาหารจนถึงสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และท้ายที่สุดอาจย้อนกลับมาสู่มนุษย์ผ่านการบริโภคอาหารทะเล

โครงการ การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีสามมิติ เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) พร้อมทั้งได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง และความร่วมมือด้านงานวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ดร.ณัฐพลอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 3 ประการ ได้แก่  ด้านวิชาการ การพัฒนาวัสดุชนิดใหม่จากพลาสติกรีไซเคิลให้สามารถใช้งานได้จริงในเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกทางด้านเคมีพอลิเมอร์ เนื่องจากพลาสติกที่รีไซเคิลมักมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากพลาสติกใหม่ นักวิจัยจึงต้องปรับสูตรและเติมสารเติมแต่งต่างๆ เพื่อให้ได้เส้นฟิลาเมนต์ที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ทั่วไป , ด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดช่องทางใหม่ในการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลจากอวนจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความต้องการอวนเก่า ส่งผลให้มีการรีไซเคิลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะในทะเล ด้านชุมชน โครงการนี้มุ่งหวังที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวประมง ในปัจจุบันอวนเก่ามักถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แต่หากชุมชนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปเบื้องต้น เช่น การล้าง การตากแห้ง หรือการบดเบื้องต้น ชาวประมงก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่มีอยู่แล้ว และนำไปจำหน่ายในรูปแบบที่มีคุณภาพมากขึ้น

ปัจจุบันแม้จะมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว แต่การนำไปใช้งานยังค่อนข้างจำกัด การเปิดช่องทางใหม่ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติจะทำให้มีตลาดรองรับพลาสติกรีไซเคิลจากอวนมากขึ้น เมื่อมีตลาดที่แน่นอน ก็จะมีการเก็บรวบรวมอวนเก่ามากขึ้น ราคารับซื้อก็จะดีขึ้น ชาวประมงก็ได้รับประโยชน์มากขึ้น และที่สำคัญคือทะเลของเราก็จะสะอาดขึ้น สิ่งนี้คือเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ ไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการสร้างระบบที่ยั่งยืนโดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม ดร.ณัฐพลกล่าว

พว.จับมือ12 โรงเรียนคาทอลิก ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย

พว.จับมือ12 โรงเรียนคาทอลิก ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย

พว.จับมือ12 โรงเรียนคาทอลิก ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.31 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)  คณะซิสเตอร์จาก 12 โรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี และโรงเรียนภาคีเครือข่าย ได้แก่ โรงเรียนเซนต์นิโกลาส (พิษณุโลก),โรงเรียนดรุโณทัย (ตรัง), โรงเรียนเทวรักษ์ (ปราจีนบุรี), โรงเรียนปัญจทรัพย์ (ดินแดง), โรงเรียนมารดานุสรณ์ (ตราด), โรงเรียนมารีวิทยากบินทร์บุรี, โรงเรียนมารีวิทยาปราจีนบุรี, โรงเรียนมารีวิทยาศรีมโหสถ, โรงเรียนยอแซฟพิจิตร, โรงเรียนยอแซฟวิทยา (จันทบุรี), โรงเรียนลัมแบรต์พิชญาลัย และโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ร่วมวางแนวทางภายใต้แนวคิด “การพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน” มุ่งยกระดับห้องเรียนสู่มาตรฐานสากล และร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ MOU ยกระดับห้องเรียนคุณภาพด้วย GPAS 5 Steps

โดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวถึงแนวทางนโยบายและทิศทางการศึกษา ว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ระดับห้องเรียน การนำกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มาใช้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทครูให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสร้างความรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาสมรรถนะ จนสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง (Active Learning) ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

“ในโลกปัจจุบันภาคธุรกิจและประเทศเราต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพรอบด้าน ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการเรียนแบบบูรณาการด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เพราะฉะนั้นเด็กต้องทำความเข้าใจในศาสตร์ทุกศาสตร์ผ่านกระบวนการคิด เพื่อให้ตกผลึกที่สมองแบบฝังลึก เมื่อไปทำกิจกรรมอะไรหลังจากนั้นการบูรณาการจะเกิดขึ้นได้เองจากความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในสมองโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดเป็นชิ้นงานที่เหนือกว่าคนอื่น”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

ด้าน ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ในการจัดการศึกษาเราอยากให้เด็กได้เรียนรู้ ได้ลงมือทำ และ ต้องอยู่กับคนอื่นได้  ที่สำคัญต้องเลือกอนาคตของตนเองได้ ซึ่งการจัดเกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ครูจะต้องจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นแนวทางการปฏิรูปการศึกษารูปแบบหนึ่ง เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสคิด ได้ทำ ได้นำเสนอ ประเมิน และได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องโดยมีครูเป็นโค้ช  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาตามลำดับ เพราะ สพฐ.เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ และการพัฒนาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดอยู่กับที่ การที่กลุ่มโรงเรียนคาทอลิกเห็นความสำคัญของการพัฒนานี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นความท้าทายที่จะสร้างความก้าวหน้าและความเข้มแข็งให้กับเด็กและโรงเรียน  ซึ่งตนมองว่าเป็นการเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการเตรียมครูเพื่อนำไปสู่การเตรียมนักเรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมในการทำงาน พัฒนานวัตกรรมที่จะต่อยอดไปในอนาคตได้ และสุดท้ายผลที่เกิดกับเด็ก คือ เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรา สุขพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทยา ปราจีนบุรี กล่าวว่า การที่กลุ่มโรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขน แห่งจันทบุรี ลงนาม MOU ร่วมกับ พว.วันนี้ ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะเมื่อ  15 ปี ที่ผ่านมา ได้เคยเซ็น MOU กับ พว.มาแล้ว ซึ่งขณะนั้น ดร.ศักดิ์สิน ก็พยายามพูดถึง GPAS  5 Steps มาตลอด และตลอดระยะเวลาที่พอช่วยเหลือกลุ่มโรงเรียนมา ทำให้วันนี้ทางกลุ่มโรงเรียนมีพื้นฐานเกี่ยวกับ Active Learning พอสมควรแล้ว ดังนั้นการ MOU ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนโรงเรียนเอกชนสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นการพัฒนาที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน เชื่อว่าจะทำให้การดำเนินการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนมีพัฒนาการมากขึ้น และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้น เพราะเด็กได้ลงมือทำ ได้เล่าเรื่อง ได้ค้นคว้า และวิจัย

“เท่าที่ทำมาก็เข้าใจดีว่า การสร้างคนต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงชั้นสูงสุดของโรงเรียนและเด็กสามารถนำกระบวนการที่ได้ไปศึกษาต่อ หรือไปประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ถือเป็นความท้าทายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าตัวผู้ปกครองที่ต้องยอมรับว่า เด็กจะต้องเล่นปนเรียน เรียนไปทำไป ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่ไม่ใช่แค่เชิงวิชาการอย่างเดียว ขณะที่ครูก็ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน และตัวนักเรียนก็ต้องพัฒนาตัวเองจะปล่อยไปวัน ๆ ไม่ได้แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีความสุขมากขึ้นเป็นความสุขที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนามากขึ้น”ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรากล่าว

มธ. ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยดีเด่น รวม 114 ผลงาน 11 ประเภทรางวัล ชูพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทยสู่สากล

มธ. ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยดีเด่น รวม 114 ผลงาน 11 ประเภทรางวัล ชูพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทยสู่สากล

มธ. ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยดีเด่น รวม 114 ผลงาน 11 ประเภทรางวัล ชูพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทยสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 23.04 น.

กองบริหารการวิจัย ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU RAC) จัดงานใหญ่ประจำปี “วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2568” ณ ห้อง Concert Hall อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “แสงธรรมศาสตร์: แสงแห่งปัญญานิรันดร์” (The Eternal Light of Wisdom) เพื่อเชิดชูเกียรติคณาจารย์และนักวิจัยผู้สร้างสรรค์ผลงานวิชาการระดับโลกและสร้างคุณูปการแก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม

แนวคิด “แสงแห่งปัญญานิรันดร์” สะท้อนผ่าน 3 อัตลักษณ์สำคัญ ได้แก่ Legacy (มรดกทางปัญญา), Wisdom (ความรอบรู้) และ Luminosity (ความสว่างไสว) สื่อถึงพันธสัญญาที่ไม่มีวันดับของธรรมศาสตร์ต่อปวงชน (Thammasat’s Undying Covenant with the People) โดยมีไฮไลต์สำคัญบนเวทีคือ “ดวงแสงแห่งปัญญานิรันดร์” สูงกว่า 5 เมตร สัญลักษณ์แห่งแสงสว่างที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงานและแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัลว่า “ในปี 2568 ธรรมศาสตร์ก้าวล้ำไปอีกขั้นสู่การเป็น ‘University of the Future’ หรือมหาวิทยาลัยแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบ เรามุ่งเน้นงานวิจัยที่ไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางทฤษฎี แต่ต้องเป็นงานวิจัยที่มี Impact สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทยให้ทัดเทียมสากล นักวิจัยทั้ง 111 ท่านในวันนี้ คือดวงประทีปที่นำพาองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างแท้จริง”

ในปีนี้ มีการมอบรางวัลอันทรงเกียรติรวมทั้งสิ้น 114 รางวัล ให้แก่นักวิจัยรวม 111 ราย ซึ่งครอบคลุมสาขาวิชาที่หลากหลาย ตั้งแต่ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สุขภาพ ไปจนถึงสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย 11 ประเภทรางวัล อาทิ ผู้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์, โล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมธีวิจัยอาวุโส และนักเทคโนโลยีดีเด่น

ด้าน รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และรักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า “บทบาทของ TU RAC และกองบริหารการวิจัยในปีนี้ คือการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้นักวิจัยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เราพร้อมสนับสนุนทั้งในด้านงบประมาณ เครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพงานวิจัย เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานของธรรมศาสตร์จะก้าวสู่เวทีระดับโลกได้อย่าง
สง่างาม”

ทั้งนี้  รศ.ดร.นิจ ตันติศิรินทร์ บอกว่า  รู้สึกดีใจที่ได้รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องจากได้รับทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส) ประจำปี 2568 ในหัวข้อวิจัยเรื่อง ความยั่งยืนของเมืองและเศรษฐกิจฐานราก: ประเด็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี  งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความท้าทายของเมือง โดยเฉพาะพื้นที่เมืองในประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาการ สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของประชาชน การวิจัยนี้จะช่วยสร้างองค์ ความรู้เพื่อสนับสนุนการวางแผนและนโยบายในการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม

ขณะที่ รศ.ดร.สายรัก สอาดไพร  อาจารย์ ประจําสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการพัฒนากีฬา คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า   ผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือ “ALL Wheelchair: AI Motion Tracking System for Monitoring Health and Activity for Wheelchair Users” ซึ่งเป็นระบบติดตามการเคลื่อนไหวและสุขภาพสําหรับผู้ใช้วีลแชร์ ที่ผสานเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ล้อ และตัวผู้ใช้ ร่วมกับเกมออกกําลังกายและแดชบอร์ดสุขภาพบนเว็บไซต์และมือถือ ทําให้ผู้ใช้วีลแชร์สามารถ ออกกําลังกายได้อย่างสนุก มีข้อมูล อาทิ ระยะทาง ระยะเวลา ความเร็ว พลังงานที่ใช้ อัตราการเต้นหัวใจ สามารถติดตามตําแหน่งการเคลื่อนที่ รวมถึงแจ้งเตือนการล้มแบบเรียลไทม์ เปรียบเสมือนเป็นสมาร์ทวอชท์ ของผู้ใช้วีลแชร์  ซึ่งแรงผลักดันสําคัญ และการต่อยอดจากงานวิจัย เริ่มต้นมาจากการมีลูกศิษย์เป็นนักกีฬาวีลแชร์ และอาจารย์มีโอกาสได้ลงไปช่วยทํากีฬา บาสเกตบอลวีลแชร์ และ กีฬาไอซ์ฮอกกี้นํ้าแข็งและเคอร์ลิงคนพิการไทย ทําให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้มีศักยภาพทาง ร่างกายและจิตใจสูง ไม่ต่างกับคนทั่วไป แต่พวกเขาขาดการสนับสนุน โดยเฉพาะขาด “เครื่องมือ” และ “โอกาส” ในการชีวิต การออกกําลังกาย การเล่นกีฬา การเคลื่อนไหว นี่จึงกลายเป็นโจทย์สําคัญที่อยากตอบให้ได้ ว่า “ทําอย่างไรคนบนวีลแชร์จะได้ออกกําลังกาย ใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป

งานวันเชิดชูเกียรตินักวิจัย 2568 จึงไม่ใช่เพียงพิธีมอบรางวัล แต่เป็นการย้ำเตือนถึง “พันธสัญญา” ของชาวธรรมศาสตร์ที่จะยังคงทำหน้าที่เป็นแสงสว่างทางปัญญา นำพาความรู้และนวัตกรรมไปพัฒนาสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนสืบไป

ไทยพีบีเอส เปิด Peace Room รายงานสดเรียลไทม์ 8 ก.พ.นื้

ไทยพีบีเอส เปิด Peace Room รายงานสดเรียลไทม์ 8 ก.พ.นื้

ไทยพีบีเอส เปิด Peace Room รายงานสดเรียลไทม์ 8 ก.พ.นื้

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.37 น.

ไทยพีบีเอส เปิด Peace Room ศูนย์บัญชาการเลือกตั้ง และ Press Center 8 ก.พ.นื้ รายงานผลคะแนนสดจากหน่วยเลือกตั้งแบบเรียลไทม์หน้าจอ ชวนสื่อไทย-ต่างชาติร่วมเกาะติด เปิดพื้นที่รายงานข่าวโปร่งใส แม่นยำ น่าเชื่อถือ วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวแบบนาทีต่อนาที ให้เสียงของทุกคนมีความหมาย

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เตรียมเปิด Peace Room ศูนย์บัญชาการเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 เพื่อรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบทั่วไป และการออกเสียงประชามติ 2569 แบบเรียลไทม์จากหน้าหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกัน 26 องค์กรภาคีสื่อ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเริ่มรายงานทันทีหลังปิดหีบเลือกตั้งเวลา 17.00 น.

ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สื่อไทย ที่สื่อมวลชนและภาคประชาชนร่วมกันรายงานผลคะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ โปร่งใส แม่นยำ และตรวจสอบได้ เพื่อให้เสียงของทุกคนมีความหมายในกระบวนการประชาธิปไตย

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี กล่าวว่า การทำงานของ Peace Room ศูนย์บัญชาการเลือกตั้ง เป็นการรายงานผลการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นความร่วมมือของสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) ไทยพีบีเอส เครือข่ายสื่อพลเมือง พันธมิตรสื่อ 26 องค์กร และอาสาสมัครทั่วประเทศ ร่วมรายงานผลคะแนนจากหน้าหน่วยเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มปิดหีบและนับคะแนน ทั้งการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 10,000 คน ภายใต้การทำงานและบริหารเครือข่าย โดยทีมนักข่าวพลเมืองไทยพีบีเอส และ VOTE62

โดยที่ศูนย์บัญชาการจะมีนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลก่อนเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ พร้อมทีมงานใน Peace Room กว่า 200 คน ทำงานร่วมกันเพื่อให้การรายงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้ สำหรับการปฏิบัติงานในวันเลือกตั้ง จะใช้พื้นที่ Convention II อาคาร D ไทยพีบีเอส เป็นศูนย์กลางการรายงานผลคะแนนแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป โดยไทยพีบีเอสยังจัดตั้ง Press Center สำหรับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ พร้อมจอมอนิเตอร์แสดงผลคะแนนและข้อมูลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์จากหลายมิติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำข่าว และสนับสนุนการสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้งของประเทศไทยสู่สื่อมวลชนและนานาชาติ

นอกจากการการรายงานโดยอาสาสมัครภาคประชาชนแล้ว ในครั้งนี้จะมีการเชื่อมต่อข้อมูลโดยตรงจากสำนักงาน กกต. และมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่เข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูลระดับประเทศให้สื่อมวลชนทุกช่องได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อให้การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ เป็นครั้งที่สมบูรณ์ที่สุดจนนับคะแนนเสร็จสิ้น เพราะการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความรวดเร็ว แต่สิ่งสำคัญที่ต้องการให้ทุกคนได้รู้คือ ความถูกต้อง  ซึ่งทันทีที่หีบเลือกตั้งปิดลงในเวลา 17.00 น. ปฏิบัติการรายงานผลแบบเรียลไทม์จะเริ่มขึ้นทันที

ขณะเดียวกันทีมข่าวไทยพีบีเอส ทำหน้าที่เกาะติดทุกความเคลื่อนไหว  ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 07.30-24.00 น. โดยเกาะติดบรรยากาศการเลือกตั้งตั้งแต่เปิดจนถึงปิดหีบเลือกตั้ง การนับคะแนนเสียง วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง และแนวโน้มการจับมือจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ สามารถรับชมรายงานสดตรงจากหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ เกาะติดสถานการณ์นาทีต่อนาที ตั้งแต่เปิดหีบจนนับคะแนนเสร็จสิ้น วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ตั้งแต่เวลา 07.30 – 24.00 น. ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และร่วมติดตามข่าวและข้อมูลการนับคะแนนรวมถึงบรรยากาศหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ทุกช่องทางออนไลน์ไทยพีบีเอส และ http://www.thaipbs.or.th/Election69

ในหลวง โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เยี่ยมการปฏิบัติงาน กกล.บูรพา ชายแดน จ.สระแก้ว

ในหลวง โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เยี่ยมการปฏิบัติงาน กกล.บูรพา ชายแดน จ.สระแก้ว

ในหลวง โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เยี่ยมการปฏิบัติงาน กกล.บูรพา ชายแดน จ.สระแก้ว

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.16 น.

องคมนตรี เยี่ยมการปฏิบัติงาน กกล.บูรพา ชายแดน จ.สระแก้ว พร้อมเชิญสิ่งของพระราชทานมอบเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ ที่มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมตรี เดินทางเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน กกล.บูรพา จ.สระแก้ว โดยมี พลโท วรยส  เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ให้การต้อนรับ 

โดยองคมนตรี ได้รับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงาน ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 3 อ.ตาพระยา, พื้นที่ปฏิบัติการ บ.คลองแผง อ.ตาพระยา, กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 อ.โคกสูง และพื้นที่ปฏิบัติการ บ.หนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พร้อมเชิญสิ่งของพระราชทาน มอบเป็นขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่เจ้าหน้าที่และกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องและรักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนให้ดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.50 น.

นายวารินทร์ ศิริเวช ในฐานะ ประธานนิสิตเก่า รุ่น 17 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ดร.สมเพียร เกษมทรัพย์ อดีตรองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยตัวแทนนิสิตเก่า รุ่น 17 ร่วมมอบเงินบริจาค จำนวน 262,000 บาท เพื่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ โดยมี ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัย เมื่อเร็ว ๆ นี้

การมอบเงินบริจาคครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมของนิสิตเก่า รุ่น 17 ที่ต้องการมีส่วนในการสนับสนุนให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ เป็นศูนย์การเรียนการสอน วิจัย เพื่อการผลิตแพทย์ และให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ได้ที่ https://www.punboon.org/foundation/01162 

มธ.จับมือ มส.ผส. – 5 อปท. สร้างเสาหลักดูแล สูงวัยในท้องถิ่น

มธ.จับมือ มส.ผส. - 5 อปท. สร้างเสาหลักดูแล สูงวัยในท้องถิ่น

มธ.จับมือ มส.ผส. – 5 อปท. สร้างเสาหลักดูแล สูงวัยในท้องถิ่น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.49 น.

ม.ธรรมศาสตร์ จับมือ “มส.ผส. – 5 อปท.” คิกออฟ “หลักสูตรนักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ภายใต้โครงการ “Co-creage Community” เพื่อยกระดับบทบาทท้องถิ่นจาก “ผู้จัดบริการ” สู่ “ผู้บริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” รองรับสังคมสูงวัยในระดับพื้นที่ พร้อมเชิญชวน อปท. ในหลายพื้นที่เข้าร่วมอบรม

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และ 5 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เปิดตัวหลักสูตร “นักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ภายใต้โครงการ “การพัฒนาศักยภาพนักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่ผ่านการร่วมคิดร่วมสร้างในชุมชน (Co-Creage Community)” เพื่อยกระดับบทบาท อปท. จาก “ผู้จัดบริการ” สู่ “ผู้บริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” เตรียมการรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในอนาคต

พิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหาร อปท. และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ 5 อปท. ที่ร่วมโครงการประกอบด้วย เทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี เทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เทศบาลตำบลทับมา จังหวัดระยอง เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเทศบาลตำบลเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ

ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. และหัวหน้าทีมขับเคลื่อนหลักสูตร เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุไทยมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.6 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31.4 ในปี 2585 ขณะเดียวกันยังมีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงกว่า 3.4 แสนคน ในขณะที่ผู้ดูแลและนักบริบาลมีจำนวนจำกัด และแนวโน้มผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยเพียงลำพังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบการดูแลของประเทศ

ทั้งนี้ แนวทางสำคัญในการรับมือคือการพัฒนาสวัสดิการในรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน (In-kind Services) นับเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังมากกว่าสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต และโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยมี อปท. เป็นกลไกหลัก อย่างไรก็ตาม อปท. ยังคงเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทักษะการจัดการปัญหาที่ซับซ้อน และโครงสร้างการทำงานที่ยังขาดการบูรณาการ

“นักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่ ต้องมีคุณลักษณะที่สามารถพัฒนาและออกแบบระบบบริการที่ตอบโจทย์ปัญหาและบริบทของพื้นที่ โดยไม่ยึดติดกับการทำงานตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว มีความเชี่ยวชาญในการระดมทุนและจัดการทรัพยากร เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจและวางระบบเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ ต้องสามารถทำงานได้ดีในสถานการณ์ซับซ้อน รวมถึงมีวิธีคิดที่ทันสมัย สามารถทำงานเป็นทีม และข้ามหน่วยงานได้ ที่สำคัญต้องคาดการณ์อนาคต สามารถพยากรณ์ปัญหาและเหตุการณ์ และทิศทางของสังคมผู้สูงอายุในระดับชุมชน เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ” ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร กล่าว 

นอกจากนี้ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์  ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ในฐานะผู้สนับสนุนทุนการศึกษาวิจัยในโครงการนี้ ยังเน้นย้ำในเวทีถึงแนวคิดว่า “สังคมสูงอายุจะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพ หากท้องถิ่นไม่เข้มแข็ง” โดยมีข้อเสนอเชิงหลักคิดที่น่าสนใจหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการปรับบทบาทของภาครัฐ จากเดิมที่เป็น “ผู้ลงมือทำทุกอย่างเอง” ไปสู่การเป็น “ผู้ซื้อบริการ” มากกว่าผู้ให้บริการโดยตรง โดยชี้ว่าท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงพยาบาลหรือจัดจ้างบุคลากรทั้งหมดด้วยตนเอง แต่ควรพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดซื้อบริการที่มีคุณภาพจากภาคีเครือข่ายหรือภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและสร้าง “ระบบนิเวศของการดูแล” (Ecosystem) ที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยมองว่าการให้เงินสดเพียงอย่างเดียว เช่น เบี้ยยังชีพ ไม่เพียงพอ หากสภาพแวดล้อมและบริการสาธารณะยังไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต รัฐจึงควรลงทุนในบริการสาธารณะที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองและใช้ชีวิตในชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ด้าน รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มธ. กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มธ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทย ภายใต้งบประมาณของประเทศที่มีอยู่จำกัดจากการที่ระบบเศรษฐกิจพัฒนาไม่ทันต่อการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไทยน่าจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยที่ยังไม่ได้เป็นประเทศชั้นนำทางอุตสาหกรรม จึงได้มีการส่งเสริมการวิจัย นโยบาย และนวัตกรรมร่วมกับหลากหลายคณะ ไม่ว่าจะคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ พร้อมกับถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ไปสู่ท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกับ อปท. ในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่การเรียนรู้ที่จำเป็น เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพให้ภาคส่วนต่าง ๆ และหนุนเสริมการบูรณาการเป็นเครือข่ายในการร่วมกันดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

“รัฐบาลไทยไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ หากต้องดูแลคนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีเครือข่ายกับ อปท. เพื่อช่วยสร้างการขับเคลื่อนสังคม รวมถึงแก้ไข หรือป้องกันปัญหาของผู้สูงอายุ ซึ่งความท้าทายสำคัญของรัฐไม่เพียงแค่ต้องพัฒนาระบบสังคมและเศรษฐกิจ แต่ต้องบูรณาการความร่วมมือด้วย เนื่องจากเรื่องผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ฉะนั้น การอบรมโครงการในครั้งนี้แก่ผู้บริหาร อปท. ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี” รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มธ. กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายระบบบริหารจัดการผู้สูงอายุในท้องถิ่น” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมสะท้อนปัญหา อุปสรรค และประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ได้แก่ นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี 
นายธงธวัช ลูกรักษ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสุทิน แก้วประถม นายกเทศมนตรีตำบลทับมา จังหวัดระยอง นายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ และนายไซนัล นิรมาณกุล ผู้อำนวยการกองการแพทย์ เทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

การเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจหลายประเด็น อาทิ แนวคิดการปรับรูปแบบการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุไปสู่ระบบการร่วมจ่าย (co-payment) เพื่อเพิ่มความยั่งยืนของระบบ การปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนด้านงบประมาณให้มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการเบิกจ่ายและการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที ตลอดจนข้อเสนอให้มีการปรับโครงสร้างองค์กรและนโยบาย หากต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับบทบาทการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยควรคำนึงถึงศักยภาพที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งสนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร และการเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ระบบการดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและยั่งยืน