ชัยชนะ โต้ลือ อดีตรัฐมนตรี ตบ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน

ชัยชนะ โต้ลือ อดีตรัฐมนตรี ตบ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน

ชัยชนะ โต้ลือ อดีตรัฐมนตรี ตบ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

‘ชัยชนะ‘ โต้ลือ ’อดีตรัฐมนตรี‘ ตบ ’รอง ผกก.ทุ่งใหญ่‘ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน เชื่อโดน ’ดิสเครดิตการเมือง‘  

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่มีการเชื่อมโยง เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างเป็นอดีตรัฐมนตรีบ้านใหญ่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตบรองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ขอปฏิเสธ ว่าไม่จริง ข้อเท็จจริง ตนก็ทราบจากข่าว และทางผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ ก็ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ตนและรองผู้กำกับฯ ที่เป็นข่าว มีความเคารพนับถือกันมาอย่างยาวนาน ไม่มีเหตุอะไรที่ไม่สบายใจกัน และภรรยาของรองผู้กำกับนายดังกล่าวก็เป็นญาติกับตน ข่าวที่ออกมาตนก็ไม่ทราบว่ามาจากช่องไหน อย่างไร เพราะทางเจ้าตัวเองก็ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีอะไร 

เมื่อถามว่ากระแสข่าวดังกล่าวจะเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากนายชัยชนะ เป็นกรรมาธิการการตำรวจ สภาฯ นายชัยชนะ กล่าวว่า ยอมรับว่าหากจะมองเป็นเรื่องการเมืองก็มองได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกเล่นงานในลักษณะเช่นนี้มาตลอด แต่ก็ท้ายที่สุดก็สามารถพิสูจน์ด้ว่าไม่เป็นความจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดสื่อสำนักดังกล่าวจึงไม่นำเสนอ แต่ตนขอย้ำในข้อเท็จจริงว่าเมื่อตนและเจ้าตัวไม่มีอะไร แล้วจะมีข้อเท็จจริงอะไรไปมากกว่านี้ เราก็รักและเคารพกันมาอย่างยาวนาน การพูดจากันในงาน ทักทายกัน นั่งทานข้าวด้วยกัน ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นผิดปกติ ซึ่งเมื่อวานนี้เอง ตนก็ได้ไปงานศพ และได้พบกับรองผู้กำกับนายดังกล่าว ยังมีการถ่ายรูปครอบครัวกันแล้วจะมีอะไรไปมากกว่านี้ 

เมื่อถามว่าแต่มีการมองไปถึงว่ารองผู้กำกับนายดังกล่าวไม่ลงมาช่วยหาเสียงในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายชัยชนะ กล่าวว่า ยืนยัน ว่าไม่มี 

เมื่อถามว่าจะมีการเอาผิดต่อสื่อรายดังกล่าวหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ในทางกฎหมายเอาผิดได้ยาก เนื่องจากไม่มีการเอ่ยชื่อ จึงทำให้มีการคาดเดากันไป

ผกก.นครฯออกโรงแจง ข่าวอดีตรมต. ตบ รองผกก. เผยเจ้าตัวปฎิเสธไม่ถูกทำร้าย เป็นเครือญาติสนิทสนมกัน

ผกก.นครฯออกโรงแจง ข่าวอดีตรมต. ตบ รองผกก. เผยเจ้าตัวปฎิเสธไม่ถูกทำร้าย เป็นเครือญาติสนิทสนมกัน

ผกก.นครฯออกโรงแจง ข่าวอดีตรมต. ตบ รองผกก. เผยเจ้าตัวปฎิเสธไม่ถูกทำร้าย เป็นเครือญาติสนิทสนมกัน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ชี้แจงถึงกรณีกระแสข่าวที่ระบุว่า อดีตรัฐมนตรี บ้านใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตบรองผู้กับกับฯ ว่า ตนเองไม่ได้รับรายงานเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายจากรองผู้กำกับการสืบสวนที่เป็นข่าว และไม่มีประชาชนคนใดเข้ามาแจ้งว่าพบเห็นเหตุการณ์กระทำความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด แต่จากการที่ได้สอบถามข้อมูลกับทางรองผู้กำกับการสืบสวนโดยตรง 

เจ้าตัวได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายตามข่าวนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พร้อมทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตนเองรู้จักคุ้นเคยกับ อดีตรัฐมนตรี บ้านใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มานานหลายปี เป็นเครือญาติกัน มีความสนิทสนมและเคารพนับถือกันเป็นพี่น้องกัน ซึ่งตนในฐานะผู้บังคับบัญชา ในเมื่อผู้ที่ข่าวอ้างว่าถูกกระทำเป็นผู้ให้ข้อมูลยืนยันเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องรับฟังข้อมูลของเจ้าตัว เพราะว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งในข่าวระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 วันที่ผ่านมา จึงได้สอบถามเจ้าตัว ก็ยืนยันหนักแน่นว่าข่าวที่ออกไปไม่เป็นความจริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อดีตรมต.บ้านใหญ่ ตบบ้องหู ‘รองผู้กำกับ’ ต่อหน้าคนในงานศพ ด่าลั่น ‘มึงไม่ช่วยหาเสียง’

อนุทิน ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4 ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ-ปชช.

อนุทิน ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4  ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ-ปชช.

อนุทิน ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4 ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ-ปชช.

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

“อนุทิน” ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4  ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ – ปชช.

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่ศูนย์การแสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินชมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–16 ส.ค.นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นครั้งที่ 4  หลังจากที่เดินทางไปตรวจความเรียบร้อยเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ และเปิดงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

โดยนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีกลางร้องเพลงร่วมกับวงเดอะพาเลซ และร้องเพลงยุค 80-90 โดยมีทั้งการยื่นไมโครโฟนให้ประชาชนได้ร้องเพลง และเต้นกับเยาวชนที่มาเที่ยวชมงานอย่างเป็นกันเอง 

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา ใช้งาน ซื้อขาย

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา ใช้งาน ซื้อขาย

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา ใช้งาน ซื้อขาย

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

รองโฆษกรัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน–ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา และใช้อาวุธ เพื่อความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์แนวทางควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาลว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อกังวลเรื่องสิทธิในการป้องกันตนเองและผลกระทบต่อนักกีฬายิงปืน แต่ขอให้แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ เพราะขณะนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายใหม่ การสรุปล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะ “ห้าม 100%” ในทุกกรณี หรือจะตัดสิทธิประชาชนในการป้องกันตนเอง จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า หลักคิดสำคัญของนายกรัฐมนตรีคือการทำให้การครอบครอง การพกพา และการใช้อาวุธปืนอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น โดยต้องแยกให้ชัดระหว่าง “สิทธิในการครอบครอง” กับ “สิทธิในการพกพาและใช้อาวุธ” ซึ่งไม่ใช่สิทธิเดียวกัน การมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำปืนออกไปพกพาในที่สาธารณะหรือหยิบมาใช้ได้ตามใจ

“ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเลือกจัดการปืนถูกกฎหมายหรือปืนเถื่อนก่อน เพราะรัฐบาลต้องจัดการทั้งสองอย่าง ปืนเถื่อนผิดกฎหมายอยู่แล้วก็ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ส่วนปืนที่อยู่ในระบบก็ต้องตรวจสอบและควบคุมการพกพาและการใช้อย่างจริงจัง ขึ้นชื่อว่าเป็นอาวุธปืน ต้องมีระบบควบคุม เพราะเมื่อปืนถูกนำไปใช้ก่อเหตุ สิ่งที่เดิมพันไม่ใช่ใบทะเบียน แต่คือชีวิตของประชาชน” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ การระงับและตรวจสอบการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน หรือ ป.3 การจัดระเบียบใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบผู้ค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุน การตรวจสอบอาวุธและกระสุนในสนามยิงปืน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

“ดังนั้น การตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ไปจัดการปืนเถื่อน อาจยังมองมาตรการไม่ครบ เพราะรัฐบาลกำลังทำทั้งสองด้านพร้อมกัน เราต้องไม่ปล่อยปืนเถื่อน และขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้คำว่า ‘ปืนมีทะเบียน’ กลายเป็นความเข้าใจว่าพกไปไหนหรือใช้เมื่อไรก็ได้” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับข้อเสนอให้ยกระดับการคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืน ตรวจสอบประวัติ พัฒนาฐานข้อมูล และปราบปรามปืนเถื่อน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลรับฟัง และหลายส่วนเป็นแนวทางเดียวกับมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนข้อเสนอเรื่องการตรวจสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรือการ Set Zero เรียกผู้ครอบครองอาวุธปืนทั้งหมดกลับเข้าสู่กระบวนการคัดกรองใหม่ เป็นข้อเสนอที่สามารถนำมาศึกษาได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย ผลกระทบ ความพร้อมของหน่วยงาน และหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมก่อนนำไปใช้จริง

“เรื่องความปลอดภัยของประชาชนไม่จำเป็นต้องแข่งกันว่าใครเสนออะไรได้แรงกว่า หากข้อเสนอใดดีและทำได้จริง รัฐบาลพร้อมรับฟัง แต่ก่อนจะบอกว่ารัฐบาลใช้อารมณ์ อยากให้ดูมาตรการทั้งหมดก่อน เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำมีทั้งการจัดการใบอนุญาต ผู้ค้า กระสุน ฐานข้อมูล ปืนในระบบ และปืนเถื่อน เป็นการจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

ส่วนข้อกังวลว่าประชาชนจะไม่สามารถใช้อาวุธปืนป้องกันตนเองแม้กระทั่งภายในบ้านนั้น รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า แนวนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ลบล้างหลักกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยหลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ยังคงมีผล การจะวินิจฉัยว่าการใช้กำลังหรืออาวุธในเหตุการณ์ใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและความพอสมควรแก่เหตุเป็นรายกรณี

“จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจไปก่อนว่ารัฐบาลกำลังออกกฎหมายห้ามป้องกันตัวเองในบ้าน เพราะยังไม่มีตัวบทกฎหมายใหม่ที่กำหนดเช่นนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอ้างว่ามีปืนไว้ป้องกันตัว ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเปิดช่องให้การพกปืนในพื้นที่สาธารณะกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้จากการเห็นคนถือปืนว่าใครพกเพื่อป้องกันตัว ใครพกเพื่อข่มขู่ หรือใครกำลังเตรียมก่อเหตุ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับนักกีฬายิงปืน รัฐบาลรับทราบข้อกังวลและจะพิจารณารายละเอียดให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อการกีฬา โดยแนวคิดที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องการตรวจสอบและจัดเก็บอาวุธและเครื่องกระสุนในสถานที่ที่เหมาะสม เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะยุติการเล่นกีฬายิงปืนหรือปิดโอกาสทางการกีฬา

ส่วนการนำประเด็นนโยบายกัญชามาเปรียบเทียบกับการควบคุมอาวุธปืน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ควรแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายของแต่ละเรื่อง หากพบร้านค้าหรือผู้ประกอบการกัญชารายใดฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ ขอให้ส่งข้อมูลและหลักฐานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลพร้อมตรวจสอบข้อร้องเรียน แต่การนำเหตุเฉพาะรายมาใช้สรุปแทนผลการดำเนินนโยบายทั้งหมด หรือใช้เป็นเหตุผลตัดสินล่วงหน้าว่ามาตรการควบคุมปืนจะล้มเหลวเช่นเดียวกัน อาจไม่เป็นธรรมต่อข้อเท็จจริงของทั้งสองเรื่อง

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเห็นด้วยว่าการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยว่า การครอบครอง การพกพา การเคลื่อนย้าย และการใช้อาวุธปืนแบบใดสามารถทำได้ และแบบใดเป็นความผิด พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแสปืนผิดกฎหมาย

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่ทำให้คนดีกลัวกฎหมาย แต่ต้องการทำให้ทุกคนตระหนักว่า การมีปืนมาพร้อมข้อจำกัดและความรับผิดชอบที่สูงมาก ปืนไม่ควรเป็นสิ่งที่พกติดตัวไปในชีวิตประจำวันหรือหยิบออกมาแสดงเพื่อข่มขู่กันได้ง่าย ๆ”

“รัฐบาลจะคุมตั้งแต่ต้นทาง คุมการครอบครอง คุมการพกพา คุมการใช้ คุมการค้าและเครื่องกระสุน พร้อมปราบปรามปืนเถื่อนอย่างจริงจัง เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การเอาชนะข้อถกเถียงทางการเมือง แต่คือทำอย่างไรให้ปืนออกจากชีวิตประจำวันของประชาชนให้มากที่สุด และทำให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้น” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

‘อนุทิน’ โพสต์ภาพครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บอก ขอบคุณสรวงสวรรค์ ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บอก ขอบคุณสรวงสวรรค์ ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

‘อนุทิน’ โพสต์ภาพครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บอก ขอบคุณสรวงสวรรค์ ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

‘อนุทิน’ โพสต์ภาพพร้อมหน้าครอบครัวเนื่องในวันแม่ ขอบคุณสรวงสวรรค์ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง เผยอายุครบแซยิดปีนี้ไม่เคยอยากได้อะไรมากไปกว่านี้

วันที่ 12 สิงหาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว 

โดยระบุข้อความว่า อายุครบแซยิดปีนี้ ยังมีพ่อมีแม่อยู่ไม่เคยอยากได้อะไรมากกว่านี้ #ขอบอก #ขอบคุณสรวงสวรรค์ #วันแม่๒๕๖๙

กรมการปกครอง สั่งด่วน นายทะเบียนทั่วประเทศ คุมเข้ม อาวุธปืน ทั้งระบบ

กรมการปกครอง สั่งด่วน นายทะเบียนทั่วประเทศ คุมเข้ม อาวุธปืน ทั้งระบบ

กรมการปกครอง สั่งด่วน นายทะเบียนทั่วประเทศ คุมเข้ม อาวุธปืน ทั้งระบบ

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.17 น.

กรมการปกครอง สั่งด่วน นายทะเบียนทั่วประเทศ คุมเข้ม อาวุธปืน ทั้งระบบ เร่งแก้กฎหมาย เพิ่มโทษ-เข้มมาตรการตรวจสอบ ขีดเส้นภายใน 60 วัน

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ลงนามหนังสือด่วนที่สุดถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา กำชับให้นายทะเบียนท้องที่ทุกแห่งเตรียมความพร้อมและดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การอนุญาต การซื้อขาย การครอบครอง ไปจนถึงการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย

มาตรการระยะเร่งด่วน ให้ระงับการอนุมัติโครงการปืนสวัสดิการใหม่ และระงับการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) เป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเป็นอย่างอื่น พร้อมให้นายทะเบียนทั่วประเทศตรวจสอบจำนวนใบอนุญาตแบบ ป.3 ที่ยังค้างอยู่และยังไม่มีการซื้อขายอาวุธปืน และรายงานผลให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายใน 30 วัน

ขณะเดียวกัน ผู้ได้รับใบอนุญาตแบบ ป.3 และได้ซื้ออาวุธปืนไปแล้ว จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ มิฉะนั้นจะเข้าข่ายมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ กรมการปกครองจะเร่งตรวจสอบยอดขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าอาวุธปืนทุกราย ให้สอดคล้องกับยอดใบอนุญาตแบบ ป.3 หากพบความผิดปกติหรือไม่ตรงกัน จะดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด พร้อมประสานกรมสรรพากรตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษีของผู้ประกอบการด้วย

สำหรับสนามยิงปืน กรมการปกครองจะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและการกีฬาแห่งประเทศไทย ตรวจสอบยอดเครื่องกระสุนปืนที่อยู่ในความครอบครองของสนามยิงปืนทุกแห่งว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีอย่างจริงจัง พร้อมตรวจสอบด้านภาษีเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกัน ฝ่ายปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเร่งปราบปรามอาวุธปืนเถื่อน หากพบผู้กระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายและเสนอให้ศาลพิจารณาโทษขั้นรุนแรง

มาตรการระยะยาว มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เสนอปรับปรุงพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการอนุญาตและการซื้อขายอาวุธปืนทุกขั้นตอนแบบ Real-time เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากรและกรมสรรพากร ตลอดจนเพิ่มมาตรการจัดเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน ยกระดับการควบคุมการค้าอาวุธปืน และกำหนดความรับผิดชอบของผู้ค้าอาวุธปืนต่อความปลอดภัยของสังคม รวมถึงเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด โดยให้เสนอร่างกฎหมายฉบับแก้ไขภายใน 60 วัน

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางกำหนดให้ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ต้องต่ออายุทุก 5 ปี รวมทั้งเพิ่มมาตรการควบคุมการซื้อขายเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าอาวุธปืนและสนามยิงปืนให้รอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยให้มีการตรวจสอบยอดจำหน่ายเทียบกับสินค้าคงคลังเป็นรายวัน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรมการปกครองได้ขานรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย โดยกำชับให้ฝ่ายปกครองและนายทะเบียนทั่วประเทศเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เมื่อได้รับแจ้งข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรมการปกครองจะเร่งออกหนังสือสั่งการพร้อมแนวทางปฏิบัติโดยละเอียดให้นายทะเบียนทั่วประเทศถือปฏิบัติต่อไป พร้อมกำชับให้ทุกพื้นที่ติดตามข้อมูลข่าวสารและเตรียมความพร้อมอย่างใกล้ชิด

ปชป. แนะ นายกฯ ใช้สติแก้ปัญหาอาวุธปืน เหน็บ อย่าล้มเหลวเหมือนนโยบายกัญชา

ปชป. แนะ นายกฯ ใช้สติแก้ปัญหาอาวุธปืน เหน็บ อย่าล้มเหลวเหมือนนโยบายกัญชา

ปชป. แนะ นายกฯ ใช้สติแก้ปัญหาอาวุธปืน เหน็บ อย่าล้มเหลวเหมือนนโยบายกัญชา

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

ปชป. แนะ นายกฯ ใช้สติแก้ปัญหาอาวุธปืน ควรเซ็ตซีโร่วางระบบคัดกรองเข้มข้น เหน็บ อย่าล้มเหลวเหมือนนโยบายกัญชา 

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 นางสาวศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็น ถึงแนวทางการแก้ปัญหาอาวุธปืนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า การที่นายกฯ ออกมายืนให้สัมภาษณ์ให้ดูดีว่าจะมีกฎหมายใหม่ จะห้ามไม่ให้ผู้ครอบครองปืน นำปืนออกจากบ้าน 100% แม้แต่นักกีฬายิงปืนก็ต้องฝากปืนไว้ที่ไปสนามซ้อมเท่านั้น หรือแม้แต่โจรขึ้นบ้านก็ห้ามยิง จะใช้ป้องกันตัวเองอยู่ในบ้านก็อาจทำไม่ได้นั้น 

“ดิฉันอยากให้นายกรัฐมนตรีใช้สติปัญญาในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืนใหม่ อย่างรอบครอบควบคุมอาวุธปืนได้อย่างมีเหตุและผลอย่างเหมาะสม มากกว่าการใช้เพียงอารมณ์ช่วงขณะ จนไปลดทอนสิทธิพื้นฐานของพี่น้องประชาชนในการปกป้องตัวเอง และโอกาสทางการกีฬา ควรให้ความสำคัญกับระบบคัดกรองผู้มีสิทธิ์ครอบครองปืน มีระบบการออกใบอนุญาตที่มีประสิทธิภาพ ยกระดับการสอบประวัติ ทดสอบสุขภาพจิตและสุขภาพกายของผู้ครอบครองอาวุธปืนตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างสม่ำเสมอ มีหลักฐานยืนยันความจำเป็นในการครอบครอง และควร Set Zero เรียกผู้ครอบครองทั้งหมดให้ทยอยมารายงานตัวเพื่อเข้าสู่ระบบคัดครองใหม่ที่มีการบันทึกฐานข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการปราบปืนเถื่อนอย่างจริงจัง“

น.ส.ศิริภา ยังระบุด้วยว่า อย่าปล่อยให้การร่างกฎหมายฉบับนี้ล้มเหลวเหมือนกับนโยบายกัญชาที่แม้จะออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข มาควบคุมเพื่อการแพทย์ตามหลัง แต่ในทางปฏิบัติยังคงซื้อขายกันเกลื่อนได้อย่างเสรี  ซึ่งส่วนตัวได้ทดลองเข้าไปซื้อกัญชาร้านบริเวณหน้าตึกชิโนไทยแล้ว ปรากฎว่าสามารถซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ และผู้จำหน่ายไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ อย่างที่รัฐบาลและกระทรวงกล่าวอ้าง 

หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ! เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ อำนาจตามกฎหมาย

หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ! เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ อำนาจตามกฎหมาย

หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ! เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ อำนาจตามกฎหมาย

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.05 น.

วัส ติงสมิตร วิเคราะห์ หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ อำนาจตามกฎหมาย ส่องบทเรียนนิติรัฐและอนาคตการบริหารรัฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “หมอสรณ ถึงทางแยกสำคัญ: เมื่อความเป็นธรรมต้องเดินคู่กับ “อำนาจตามกฎหมาย” ส่องบทเรียนนิติรัฐและอนาคตการบริหารรัฐกิจไทย

กรณีข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กลายเป็นหนึ่งในคดีมหาชนที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เรื่องนี้มิได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น “บททดสอบสำคัญ” ของระบบกฎหมายมหาชน หลักนิติรัฐ และมาตรฐานการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย

ท่ามกลางกระแสข่าวที่เชี่ยวกราก การออกมาแสดงความเห็นของนักวิชาการอย่าง รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล (อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ BUSEM มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) ได้จุดประเด็นถกเถียงในสังคมถึงความสมดุลระหว่าง “การตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ” กับ “การคุ้มครองความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกตรวจสอบ”

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาผ่านกรอบกฎหมายมหาชนและการดำเนินคดีทางปกครองอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าข้อพิพาทนี้มีมิติซับซ้อนที่ต้องแยกแยะให้เด็ดขาด ระหว่างมุมมองทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน กับหลักการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายขององค์กรทางปกครอง 

1.การตรวจสอบ (Scrutiny) กับ การประณาม (Condemnation) 

ข้อพิเคราะห์เริ่มต้นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน คือ สังคมไม่ควรด่วนตัดสินหรือประณามบุคคลใดล่วงหน้า (Presumption of Innocence) ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะได้ข้อยุติ การที่สื่อมวลชนหรือกระแสสังคมชี้นำจนเกิด “คำตัดสินทางสังคม” (Trial by Media) ย่อมบั่นทอนความเป็นธรรมและสร้างความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputational Risk) ต่อผู้ทำงานสาธารณะ

ทว่า ปัญหาในทางกฎหมายมหาชนเริ่มต้นขึ้น เมื่อความพยายามทักท้วงกระแสสังคมถูกสื่อสารจนดูเหมือนว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นเพียง “ข้อกล่าวหาเลื่อนลอย”
ในความจริง คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่คู่กรณีภาคเอกชน หรือกลุ่มบุคคลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อ แต่เป็น “องค์กรตามกฎหมาย” ที่ได้รับมอบหมายอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ การใช้อำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ จึงถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ซึ่งมีสถานะและผลทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบ 

2. “องค์ประกอบทางกฎหมาย” กับ “เจตนารมณ์เชิงนโยบาย”: อย่าใช้เจตนารมณ์มาข้ามตัวบทกฎหมาย 

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน รศ.ดร.สุชาติ ตั้งคำถามว่า “การตรวจรักษาคนไข้ในฐานะแพทย์รายชั่วโมง สร้างผลประโยชน์ทับซ้อนกับการกำกับดูแลค่ายโทรคมนาคมตรงไหน?” ซึ่งฟังดูมีเหตุผลในเชิงนโยบายบริหาร

แต่ในทาง นิติศาสตร์มหาชน การตั้งคำถามเช่นนี้อาจเป็นการ “ถามผิดประเด็น” 

– บทบัญญัติลักษณะต้องห้ามคือมาตรการป้องกันล่วงหน้า (Prophylactic Measures): กฎหมายที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ มุ่งหมายป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นลม ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการใช้อำนาจเอื้อผลประโยชน์จริง หรือเกิดความเสียหายขึ้นก่อน (เปรียบเสมือนกฎหมายห้ามเก็บวัตถุไวไฟในสถานที่ต้องห้าม ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้ไฟไหม้ก่อนจึงถือว่าผิด)

– โจทย์ทางกฎหมายที่แท้จริง: คำถามจึงไม่ใช่ว่า “หมอสรณมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?” แต่คือ “สัญญาและสถานะการทำงานเป็นแพทย์รายชั่วโมง/เวรนอกเวลาของ รพ.รัฐ เข้าข่ายเป็น ‘ลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ’ ตามข้อความของกฎหมาย กสทช. หรือไม่?”

หากกฎหมายกำหนดสถานะบางอย่างเป็นลักษณะต้องห้ามไว้เป็นการเด็ดขาด การเข้าองค์ประกอบทางกฎหมายย่อมส่งผลทันที โดยไม่อาจนำเจตนารมณ์มาอ้างเพื่อลดทอนองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งได้ 

3. ลำดับศักดิ์ของปัญหา: “อำนาจขององค์กร” ต้องมาก่อน “ดุลพินิจ” 

อีกประเด็นใหญ่ที่สังคมต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ อำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ตามหลักกฎหมายมหาชน “อำนาจย่อมมาก่อนการใช้ดุลพินิจ” (Jurisdiction precedes Discretion)
การพิจารณาคดีนี้ต้องตั้งหลักที่ 2 คำถามสำคัญตามลำดับ:

1)คณะกรรมการสรรหาชุดเดิม มีอำนาจตามกฎหมาย (เช่น มาตรา 15/1) ในการกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติย้อนหลังหลังจากกระบวนการแต่งตั้งเสร็จสิ้นไปแล้วหรือไม่? หรือเป็นองค์กรเฉพาะกิจที่หมดอำนาจไปแล้ว (Functus Officio)?

2) หากมีอำนาจ การตรวจสอบนั้นกระทำถูกต้องตามขั้นตอน องค์ประกอบของคณะกรรมการชอบด้วยกฎหมาย และการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเรื่องสถานะแพทย์ถูกต้องหรือไม่?
หากตอบคำถามแรกว่า “ไม่มีอำนาจ” ตั้งแต่ต้น มติหรือการดำเนินการใด ๆ ของคณะกรรมการสรรหาฯ ย่อมเป็นอันตกไปทันที โดยไม่จำเป็นต้องข้ามไปพิจารณาเนื้อหาในข้อ 2 

4. ทางออกตามหลักนิติรัฐ: เปลี่ยนเวทีจากสื่อ สู่ “ศาลปกครองสูงสุด” จำลอง 6 ข้อโต้แย้งในสำนวนคดี

เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ ออกมติ และศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา (ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดี) ทางออกที่สง่างาม ถูกต้อง และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐที่สุด ไม่ใช่การโต้แย้งผ่านสื่อมวลชนเพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม แต่คือการใช้สิทธิ “ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด” 

หากผู้เชี่ยวชาญหรือทีมกฎหมายต้องการช่วยเหลือ นพ.สรณ อย่างแท้จริง ควรนำข้อโต้แย้งทั้งหมดมาร้อยเรียงลงใน “คำอุทธรณ์” เพื่อให้ศาลปกครองสูงสุดวางบรรทัดฐาน ดังนี้:
[โครงสร้างประเด็นสำคัญสำหรับข้ออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด]

1. ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหา (Authority)

คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตามมาตรา 15/1 เพียงใด และสิ้นสุดลงเมื่อใด?

2. สถานะทางนิตินัยของแพทย์รายชั่วโมง (Legal Status)

การตรวจรักษาแบบจิตอาสา/รายชั่วโมง เข้าข่าย “ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ” หรือไม่?

3. ความชอบด้วยกฎหมายขององค์ประกอบคณะกรรมการ (Composition)

กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งต้นสังกัด หรือการเปลี่ยนตัวผู้แทน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

4. ฐานะทางกฎหมายของมติ/คำวินิจฉัย (Nature of Administrative Order)

มติของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบสิทธิโดยตรงหรือไม่?

5. สิทธิในการนำคดีมาฟ้องต่อศาล (Standing to Sue)

นพ.สรณ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามกฎหมายปกครองอย่างไร?

6. ข้อโต้แย้งต่อคำสั่งของศาลปกครองกลาง (Appeal Arguments)

ศาลปกครองกลางตีความเงื่อนไขการฟ้องคดีคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญอย่างไร?

การสู้ในเวทีศาลปกครองสูงสุด จะทำให้ข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้รับการพิจารณาอย่างพิถีพิถัน และเกิดเป็นคำวินิจฉัยที่ผูกพันองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง 

5. “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” มีสองด้าน: ดุลยภาพของการบริหารรัฐกิจไทย 

ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.สุชาติ คำนึงถึง “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” (Invisible Cost) จากการที่คนเก่งและผู้เชี่ยวชาญปฏิเสธที่จะเข้ามาทำงานในองค์กรอิสระ เพราะกลัวความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากการตีความกฎหมายย้อนหลัง ซึ่งเป็นข้อกังวลที่เป็นจริงในระบบราชการไทย

อย่างไรก็ตาม สังคมต้องมอง “ต้นทุนอีกด้านหนึ่ง” ควบคู่กันไปด้วย:

หากองค์กรอิสระมีผู้ดำรงตำแหน่งที่มีลักษณะต้องห้าม แล้วระบบไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนที่เกิดขึ้นคือ “ความเสื่อมถอยในศรัทธาของประชาชนต่อระบบตรวจสอบของประเทศ” ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่ควรถกเถียงในลักษณะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “การคุ้มครองคนเก่ง” หรือ “การตรวจสอบผู้มีอำนาจ” แต่ต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน — คนเก่งต้องกล้าเข้ามาทำงาน แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ต้องพร้อมยอมรับการตรวจสอบภายใต้หลักนิติรัฐอย่างเท่าเทียม

โดยอาจยังไม่ต้องพิจารณาว่า นพ.สรณ ซึ่งอาจเก่งทางการรักษาคนไข้ และเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค จะเก่งในการทำงานที่มีภารกิจหลักในการบริหารจัดการคลื่นความถี่ จัดสรรทรัพยากรสื่อสาร และกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เสรี เป็นธรรม และคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการ หรือไม่ 

บทสรุป: ให้ข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นผู้ตัดสินอย่างแท้จริง 

ประโยคทองของ รศ.ดร.สุชาติ ที่ว่า “คนทำงานสาธารณะต้องถูกตรวจสอบ แต่ผู้ตรวจสอบและกระบวนการตรวจสอบก็ต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกัน” ถือเป็นหลักการที่ถูกต้องอย่างยิ่ง

แต่คำถามสำคัญที่สุดที่สังคมไทยต้องตอบให้ชัดเจนคือ “กระบวนการตรวจสอบนั้นควรทำโดยใคร?”

คำตอบในอารยประเทศ ผู้ตรวจสอบย่อมไม่ใช่สื่อมวลชน ไม่ใช่กระแสสังคม และไม่ใช่การสร้างกระแสผ่านพื้นที่ข่าว แต่คือ “องค์กรตุลาการที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”

คำแนะนำที่ตรงเป้าที่สุดในเวลานี้คือ “อย่าให้สังคมตัดสิน — และอย่าขอให้สังคมตัดสินแทนศาล จงนำข้อโต้แย้งทั้งหมดไปให้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย” เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายมหาชนที่คุ้มครองความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย และธำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐของประเทศไทยอย่างมั่นคงสืบไป 

แต่ไม่แน่นักว่า จะทันหรือไม่ เพราะข่าวล่าสุดปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ และกรรมการ กสทช. แล้วครับ

(อนึ่ง มีรายงาข่าวล่าสุดเมื่อเย็นวานนี้ว่า หมอสรณได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้รับคดีเพิกถอนคำวินิจฉัยสรรหา กสทช. ไว้พิจารณา ขอทุเลาการบังคับและบรรเทาทุกข์ชั่วคราว หลังนายกรัฐมนตรีได้ทูลเกล้าฯ ให้หมอสรณพ้นจากตำแหน่งแล้ว อันเป็นกลยุทธในการเชือดเฉือนกันทางคดี แต่ในขณะเดียวกัน ก็ถือได้ว่าหมอสรณยอมรับแล้วว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำสั่งทางปกครองที่หมอสรณขอให้ศาลปกครองสั่งให้ทุเลาการบังคับ ดังนั้น ตราบเท่าที่ศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หมอสรณพึงหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เป็นการชั่วคราว มิฉะนั้นกรณีจะเข้าสู่แดนของกฎหมายอาญาเป็นครั้งที่สองที่หมอสรณอาจต้องแลกมาด้วยข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเลื่องลือ ครับ) “

เป็นหน้าที่จำเลยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล ดร.ณัฏฐ์ ไขปมดรามา อนุทิน ยิงโจรในบ้าน ชี้ยิงแล้วไม่ผิดเลยไม่ได้

เป็นหน้าที่จำเลยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล ดร.ณัฏฐ์ ไขปมดรามา อนุทิน ยิงโจรในบ้าน ชี้ยิงแล้วไม่ผิดเลยไม่ได้

เป็นหน้าที่จำเลยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล ดร.ณัฏฐ์ ไขปมดรามา อนุทิน ยิงโจรในบ้าน ชี้ยิงแล้วไม่ผิดเลยไม่ได้

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

 “ดร.ณัฏฐ์” ชี้ นโยบายควบคุมอาวุธปืนเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน  ปม “อนุทิน”โพสต๋“ยิงโจร” เป็นความผิดกฎหมาย อ้างป้องกัน เป็นหน้าที่จำเลยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซบุ้กส่วนตัว ตั้งค่าสาธารณะว่า “ป้องกันตัวในบ้าน จริงๆก็ไม่ได้ ยิงโจรในบ้าน ก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ทำให้กระแสร้อนแรงทางการเมือง โดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ยิงโจรในบ้าน ไม่เป็นความผิดนั้น

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า กรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.3 สมัย จังหวัดนนทบุรี ได้ใช้อาวุธปืนสังหาร พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิตที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำหนดนโยบายรัฐบาลในการควบคุมอาวุธปืนเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน  ผลต่อเนื่องจากโศกนาฎกรรมหมู่ กรณีเด็กนักเรียนรายหนึ่งได้ใช้อาวุธปืนเถื่อนสังหารตาและยายในบ้านพักและนำอาวุธปืนติดตัวไปโรงเรียนแล้วก่อเหตุยิงผู้บริหารการศึกษาและครู รวมถึงนักเรียนในโรงเรียนแห่งเดียวกัน

นโยบายควบคุมอาวุธปืนเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน โดยประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนและเป็นความผิดเฉพาะตัว ตาม พรบ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และฉบับแก่ไขเพิ่มเติม ม.7,8 ทวิ,12,24,72,72 ทวิ โดย มีปืนและพกปืน เป็นคนละความผิดกัน

หากออกแบบปรับปรุบกฎหมายอาวุธปืนฯ มี 2 วิธี วิธีแรก แก้ไขรายมาตรา หรือปรับปรุงใหม่ทั้งฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย แต่ใช้ระยะเวลาล่าช้า เพราะต้องดำเนินการฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนวิธีที่สอง นายอนุทินฯในฐาน รมว.มหาดไทย ตรากฎหมายฝ่ายบริหาร ที่เรียกว่า “กฎกระทรวงมหาดไทย” สามารถกระทำได้ทันทีเพราะเป็นอำนาจโดยตรงของท่าน เป็นวิธีการที่เหมาะสมและลดอาชญากรรมโดยเร่งด่วน

ส่วนที่ถามว่า ปมกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซบุ้กส่วนตัว เปิดมเป็นสาธารณะว่า “ป้องก้นตัวในบ้าน จริงๆก็ไม่ได้ ยิงโจรในบ้าน ก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ในแง่กฎหมาย เป็นความผิดหรือไม่ อย่างไร

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า กรณีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เป็นความผิด ตาม ปอ.ม.288 หากเป็นเหตุฉกรรจ์ เช่น ฆ่าเจ้าพนักงาน หรือฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพิ่มโทษหนักขึ้น ตาม ปอ.ม.289 ระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว

ส่วนการใช้อาวุธปืนยิงเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน เป็นเหตุยกเว้นความผิด พฤติการณ์แห่งคดีต้องดูการกระทำแต่ละเรื่องๆไป ไม่อาจเหมารวมทุกเรื่อง เพราะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนไปกระทำความผิดว่าการยิงโจรไม่เป็นความผิด ตรงนี้ หลายคนไม่เข้าใจกฎหมาย ต้องเอานักการเมืองมาเรียนกฎหมายอาญาพื้นฐานในโครงสร้างความรับผิดทางอาญา แม้จะมีกฎหมายบัญญัติในเรื่องป้องกัน หรือจำเป็นหรือบันดาลโทสะ แต่ภาระการพิสูจน์เป็นหน้าที่ของผู้ต้องหาหรือจำเลยในชั้นศาล มิได้หมายความว่า ยิงโจรแล้ว ไม่ผิดเลย แต่ยังมีหน้าที่ในการพิสูจน์เพื่อให้เข้าข้อยกเว้น ต้องมีพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเชื่อว่า เป็นการกระทำโดยป้องกันตัว ตาม ปอ.ม.68 โดยต้องเข้าเงื่อนไข ต้องเป็นภยันตรายอันประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและภัยอันใกล้จะถึง หากเป็นการกระทำพอสามควรแก่เหตุ โดยศาลฎีกาวางแนวไว้ พิจารณาจากทฤษฎีวิถีทางน้อยที่สุดและสัดส่วนที่เหมาะสม  หากยิงโจร ต้องยิงในระดับต่ำ มิใช่ยิงศีรษะ หรืออวัยวะสำคัญ  หากเกินสมควรแก่เหตุ ปอ.69 ยังเป็นความผิด ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ แต่มีข้อยกเว้น ตื่นตะหนกตกใจ ไม่เป็นความผิด แต่ต้องมีหลักฐานฝยืนยันการกระทำของตนเองด้วย

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ยิงโจร มีความผิด แต่คนยิงตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลย  โดยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาลและมีภาระการพิสูจน์ให้เข้าข้อยกเว้นว่า เป็นการป้องกันตัว หรือจำเป็น ในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นพนักงานอัยการ สั่งฟ้องดำเนินคดีทุกราย ให้เข้าใจตรงกันนะครับ กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ

เทียบเคียงกับ กรณีของนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ยิง พ.ต.อ.ธงชัย นายก อบจ.นนทบุรี ปรากฏชัด ขณะไปสอบถาม พ.ต.อ.ธงชัย ขึ้นไปบนรถ โดยถืออาวุธปืนไขว้หลัง โดยอ้างว่า คนขับรถมีปืนกำลังจะชักปืน ภาษานักเลง นายฉลองฯ “ยิงปืนเร็วกว่า” ภายหลังอ้างป้องกัน ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้  แต่คดีนี้ มีกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง ศาลจะไม่ปล่อยเพราะเกรงจะหลบหนีและอัตราโทษสูง

ส่วนนายฉลองฯ ก่อเหตุจะอ้างเหตุป้องกัน หรือจำเป็นหรือบันดาลโทสะ ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล อ้างลอยๆไม่ได้บรรทัดฐานที่ผ่านมา พฤติการณ์แห่งคดีลักษณะนี้ อ้างเหตุป้องกันหรือบันดาลโทสะไม่ได้เพราะก่อภัยให้เกิดขึ้นก่อน ส่วนอ้างเรื่องหนี้สิน ยังไม่ชัดว่า มีจริงหรือไม่ ต้องว่ากันตามพยานหลักฐานฟังความทั้งสองฝ่าย เพราะผู้ตายพูดไม่ได้ 

ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ยี่ต๊อกศาลวางโทษประหารชีวิต ส่วนพยายามฆ่าผู้อื่นโดยโดยไตร่ตรองไว้ก่อน วางโทษจำคุกตลอดชีวิต หากรับสารภาพลดกึ่งหนึ่ง หากต่อสู้คดียิ่งติดนาน ศาลไม่ลดโทษให้นายฉลอง แม้เคยทำคุณงามความดี เป็น สส.มา 3 สมัยแล้วก็ตาม

ไชยชนก ชี้ เด็กก่อเหตุยิง รร.เทพศิรินทร์ เข้าเว็บไซต์ปกติ ไม่ใช่ Dark Web ลุยคุยแพลตฟอร์มหามาตรการป้องกัน

ไชยชนก ชี้ เด็กก่อเหตุยิง รร.เทพศิรินทร์ เข้าเว็บไซต์ปกติ ไม่ใช่ Dark Web ลุยคุยแพลตฟอร์มหามาตรการป้องกัน

ไชยชนก ชี้ เด็กก่อเหตุยิง รร.เทพศิรินทร์ เข้าเว็บไซต์ปกติ ไม่ใช่ Dark Web ลุยคุยแพลตฟอร์มหามาตรการป้องกัน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

ไชยชนก ชี้ เด็กก่อเหตุยิง รร.เทพศิรินทร์ นนท์ เข้าเว็บไซต์ปกติ ไม่ใช่ Dark Web เดินสายคุยแพลตฟอร์มหามาตรการป้องกันแล้ว พร้อมประสานสมาคม-บริษัทเกม ช่วยสอดส่องพฤติกรรม หากพบบัญชีผู้ใช้สนใจอาวุธปืน ให้แจ้งหน่วยงานรัฐ 

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 ที่ท้องสนามหลวง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณี เด็กนักเรียน ที่ได้มีการก่อเหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า เด็กคนดังกล่าว ได้เข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหารุนแรง จนอาจนำไปสู่การก่อเหตุว่า เรื่องนี้ตนได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชนว่า เว็บไซต์ที่ดูเป็น Dark Web ที่มีเนื้อหาฆาตกรรม แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นการเข้าดูยูทูป (Youtube) ที่มีเนื้อหาเป็นสารคดีให้ความรู้ เพราะจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า เด็กคนดังกล่าวได้เข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่ตรวจพบเป็นคอนเทนต์ปกติ และเป็นเว็บไซต์สารคดี ไม่ได้เป็นคอนเทนต์ ที่มีความรุนแรงอย่างที่ทุกคนจินตนาการ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราจะไปปิดกั้น หรือห้ามได้

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ได้มีการพูดคุยกับหลายแพลตฟอร์ม และบริษัท ที่เป็น Protection Policy ไม่ว่าจะเป็นบริษัท แอปเปิ้ล (Apple) หรือบริษัท เมต้า (Meta) ซึ่งได้พูดคุยเกี่ยวกับยกระดับการป้องกันอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้เบื้องต้นที่ได้พูดคุยกับบริษัท แอปเปิ้ลว่า จะมีการปรับเงื่อนไข และจะมีการเปลี่ยนโหมดนโยบายปกป้องเด็ก ส่วนแพลตฟอร์มอื่น ๆ อยู่ระหว่างพูดคุย

เมื่อถามว่า กระทรวงฯ เล็งเห็นปัญหานี้ก่อนที่จะเกิดเหตุใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ใช่ เพราะว่าไม่ได้มองแค่เฉพาะกรณีเหตุที่เกิดขึ้น แต่มองถึงการเข้าถึงคอนเทนต์โดยรวม, Ai, ข่าวปลอม และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจอยู่แล้ว 

เมื่อถามย้ำว่า แนวทางที่จะป้องกันได้ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ หลังจากได้เดินหน้าพูดคุยกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ แล้ว นายไชยชนก กล่าวว่า สุดท้ายแล้วก็ยังมีเรื่องของใช้บัญชีผู้ใช้ของพ่อแม่ ในการเข้าถึงอยู่ดี แต่สิ่งที่เราทำก็คือว่า จะได้มีการป้องกันในระดับแรกจากการเข้าถึงเว็บไซต์ 

เมื่อย้ำอีกว่า เว็บไซต์ที่เด็กที่ก่อเหตุเข้าถึงก่อนก่อเหตุเป็นเว็บไซต์ปกติใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นยูทูป และเป็นการเข้าไปดูเว็บไซต์ขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้ แต่ในกรณีนี้ตนไม่สามารถวินิจฉัยได้ อย่างไรก็ตามการที่เด็กคนดังกล่าวไปค้นหาดู ก่อนจะก่อเหตุ คิดว่า เป็นสิ่งที่เด็กคนนั้นได้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำ เมื่อรู้ว่า เด็กมีบัญชีผู้ใช้เกมหนึ่ง และสร้างร้านปืนขึ้นมา จึงได้ติดต่อไปยังสมาคมเกม แต่ไม่ใช่เพื่อแบน หรือบล็อก แต่จะเป็นการหาแนวทางร่วมกัน เพราะส่วนตัวก็คิดว่า บริษัท เกม สามารถให้ความร่วมมือในการตรวจสอบว่า มีบัญชีผู้ใช้ไหนที่สุ่มเสี่ยง หรือตรวจสอบว่า มีบัญชีผู้ใช้ไหนมีพฤติกรรมให้ความสนใจ เรื่องปืนเป็นพิเศษ ก็สามารถให้ข้อมูลมายังหน่วยงานภาครัฐได้ เพื่อที่จะป้องกันล่วงหน้า