พรรคส้ม เตรียมยื่น ปปช. ฟัน กกต.ยกก๊วน ข้องใจดำเนินคดีอาญา ผู้สมัครสว. 1,767 ราย เข้าข่าย ‘ซื้อเวลา’

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

‘ภัณฑิล’ เผยพรรคส้มเตรียมยื่น ‘ป.ป.ช.’ ฟัน ’กกต.‘ ยกก๊วน ข้องใจมติดำเนินคดีอาญา สว. 1,767 ราย อาจเข้าข่าย ‘ซื้อเวลา’ ชี้ ‘สว.พิสิษฐ์’ สามารถแก้ต่างได้หากมีหลักฐานก็ขอให้แสดงออกมา

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1,767 ราย จากปัญหาขาดคุณสมบัติและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยตั้งคำถามถึงกระบวนการทำงานของ กกต. ว่าเหตุใดจึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาปกติไม่ได้ส่งผลให้ สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการ “ซื้อเวลา” ทั้งที่กระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้ปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงการฮั้ว ทั้งเอกสาร โพยการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการประสานงานทางโทรศัพท์

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นรายบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จำแนกตัวเลขให้ชัดเจนว่าในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี 1,767 รายนั้น เป็น สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่จริงกี่ราย และเป็น สว. สำรองกี่ราย เพื่อดำเนินคดีและเรียกคืนเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายหากพบความผิดจริง เมื่อมีอะไรที่ไม่จริงก็ขอให้เถียงออกมา ใครที่ถูกกล่าวหาหรืออะไรที่ไม่เป็นจริง ก็หาหลักฐานมาหักล้าง

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. บางราย อย่าง นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สว. ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองได้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ส่วนตัวก็เห็นว่าสิ่งที่ปรากฏออกมาก็ค่อนข้างชี้ชัดว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง การที่มาพูดถึงเรื่องการหมิ่นประมาท หรือการปลุกปั่นประชาชน ก็ขอถามกลับว่า หากมีประเด็นอะไรที่ไม่เป็นความจริง ก็ขอให้แถลงออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ยิ่งตัวเองเป็นผู้ถูกกล่าวหา ยิ่งต้องเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงเพื่อถูกตรวจสอบ ทั้งนี้ ส่วนตัวก็ขอชื่นชม นายพิสิษฐ์ ด้วยเหมือนกันว่า ในวันที่ 8 เม.ย. 2568 ถือเป็นหนึ่งใน 13 สว.ที่ถอนตัวออกจากกรรมาธิการตรวจสอบประวัติผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อป้องกันข้อครหาว่าด้วยเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งส่วนตัวก็คิดว่าวันนั้น นายพิสิษฐ์ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว วันนี้จึงขอให้ใช้หลักการเดียวกัน เมื่อถูกกล่าวหา ก็ต้องยิ่งเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดถูกตรวจสอบ

“แต่วันนี้มีเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น คือเรื่องที่ กกต.มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. 1,767 คน ข่าวนี้ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า กกต.สามารถดำเนินการทางอาญาได้ แต่ต้องถามว่า กกต.มีการกำหนดหรือไม่ว่า ในผู้กระทำผิด 1,767 คนนั้น มีผู้ที่เป็น สว.จริงกี่คน และ สว.สำรองกี่คน หากผิดจริงก็ต้องให้ดำเนินการคืนเงินตามกระบวนการ เพราะคดีอาญาที่จะต้องส่งศาลฎีกา มีผลต่อ สว.ที่กำลังใช้อำนาจหน้าที่อยู่ไม่เหมือนกัน แต่ในการดำเนินคดีอาญามีบทบาทในตัวของมันเอง ไม่ได้ทำให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งเหมือนเป็นการซื้อเวลา” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวอยากให้มีการปรับแก้กฎหมาย โดยการให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ร้องเองได้ หากมีกรณีการกระทำที่ไม่ชอบต่อหน้าที่ ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา โดยผู้ถูกกล่าวหาเป็น สว.บุคคลนั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายกำหนดระหว่างรอคำพิพากษา

พรรคประชาชน, พรรคส้ม

‘สุรเดช’คาใจ เหตุป่วนใต้ 51 จุด กล้องจับคนก่อเหตุไม่ได้ – รัฐบูรณาการทำงานจริงเหมือนพูดหรือไม่

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:23 น.

‘สุรเดช’คาใจ เหตุป่วนใต้ 51 จุด กล้องจับคนก่อเหตุไม่ได้ – รัฐบูรณาการทำงานจริงเหมือนพูดหรือไม่ แนะให้รางวัลนำจับคนแจ้งเบาะแสเพื่อสร้างแนวร่วม ย้ำคงเคอร์ฟิว ให้จนท.ปูพรมทำงานได้ง่ายในช่วงกลางคืน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการป่วนก่อเหตุถึง 51 จุดว่า ตนมีข้อสังเกตว่า เทคโนโลยีที่ใช้ในพื้นที่อย่างกล้องวงจรปิด ซึ่งทางรัฐได้จัดสรรงบประมาณไปจำนวนมากในส่วนนี้ แต่ทำไมยังคงมีปัญหากล้องเสีย ใช้งานไม่ได้ ใครเป็นคนดูแล ท้องถิ่นหรือหน่วยราชการหน่วยใด และที่พูดกันเสมอว่ามีการทำงานแบบบูรณาการกันนั้น มีการบูรณาการกันจริงหรือไม่ซึ่งต้องตรวจสอบทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พลเรือนซึ่งก็คือ กรมการปกครอง ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ที่ต้องสนธิกำลังและทำงานร่วมกันแบบบูรณาการจริงๆ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

นายสุรเดช กล่าวว่า ในส่วนของกล้องวงจรปิดในพื้นที่ เราใช้กันมานานแล้วตนเคยเสนอตั้งแต่ยังเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยขึ้นมาก เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดูกล้องวงจรปิดจากมือถือได้แล้ว ได้มีการอัพเกรดเทคโนโลยีกันหรือไม่ หรือระดับปฏิบัติละเลยหรือไม่ ใครเป็นผู้ดูแล ดูแลกันแบบบูรณาการหรือไม่ หรือว่า ทหารดูของทหาร ตำรวจดูของตำรวจ ฝ่ายปกครองก็ดูของตัวเอง แบบนี้ไม่ได้ ต้องช่วยกันและประสานกัน โดยเฉพาะท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เราจะต้องนำพวกเขามาร่วม และต้องร่วมกันอย่างจริงจังด้วย รวมถึงมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดหรือไม่ว่า ใช้การได้จริงกี่ตัว เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นถึง 51 จุด แต่ไม่สามารถจับภาพคนร้ายที่ปลอมตัวอยู่บนกระบะได้ ไม่สามารถซูมหน้าดูได้ว่า เป็นใคร ถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก

นายสุรเดช ยังเสนอแนะว่า ควรจะต้องมีหน่วยงานแทรกซึมเข้าไปในมวลชน ซึ่งปัจจุบันในส่วนของทหารและตำรวจมีอยู่แล้วที่ฝังตัวอยู่กับชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านเราไม่รู้ว่า ใครเป็นใคร บางคนเป็นผู้ก่อการร้ายมาแฝงตัว ซึ่งเราต้องทันเกมกับคนพวกนี้ เพราะเขาโจมตีแบบใต้ดิน ซุ่มโจมตีวางแผน ถึงเวลาก็ก่อเหตุร่วมกัน ทำให้ภาครัฐทำงานลำบาก อย่างการก่อเหตุล่าสุดหลายจุดคิดว่า มีการวางแผนกันมานานแล้ว หน่วยงานภาครัฐต้องอัพเกรดตัวเองตลอดเวลาด้วย ต้องคิดเสมอว่า พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่สงบ ยังมีผู้ที่เจตนาก่อความไม่สงบต่อเนื่อง บางครั้งปลอมตัวเป็นพลเมืองดีทั่วไป ข้อมูลตรงนี้เราต้องได้เชิงลึก

นายสุรเดช ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ตนขอเสนอให้มีการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ประชาชนมาเป็นแนวร่วมของรัฐ โดยการให้รางวัลนำจับ หรือแจ้งเบาะแส ถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ดี เพราะความไม่สงบตลอดช่วงที่ผ่านมา มีคนตกงานจำนวนมาก เมื่อตกงานจึงเสี่ยงที่จะถูกดึงไปร่วมกับฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมาย ถูกผู้ก่อการร้ายใช้ช่องตรงนี้ดึงมาเป็นพวก ดังนั้น รัฐต้องมีงบประมาณในส่วนของการสร้างแรงจูงใจประชาชน หากใครสามารถให้ข้อมูลจนนำไปสู่การจับตัวคนร้าย ก็จะมีเงินรางวัลให้ หรือหากสามารถนำพาไปสู่การจับกุมตัวผู้บงการได้อาจจะให้เงินรางวัลจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนช่วยกัน และหันมาร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งนอกจากได้เงินและยังได้ความสงบกลับคืนสู่พื้นที่ด้วย ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ ให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างจริงจังไห้ได้

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ในส่วนการเคอร์ฟิวนั้น ไม่อยากให้มีการประกาศเฉพาะเวลาเกิดเหตุเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่ต้องคงไว้ต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่รัฐทำงานไม่ได้ อาจจะเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 22.00 – 06.00 น. ไม่ให้มีการออกจากบ้าน เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถปูพรมตรวจสอบได้ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการตรวจสอบมากมาย แต่ต้องมีพื้นที่ให้เขาลงไป และต้องตรวจสอบโดยไม่กระทบกับประชาชนที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ย้ำว่า ต้องคงประกาศเคอร์ฟิว ต้องมีกฎอัยการศึก เพราะมีการก่อเหตุถึง 51 จุด และต้องไม่ยกเลิกเคอร์ฟิวง่ายๆ ต้องคอนโทรลตรงนี้ก่อน โดยชาวบ้านที่สุจริตจะทำมาหากินกันในช่วงเช้า แต่ช่วงกลางคืนต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ทำงานให้เต็มที่ ไม่เช่นนั้นจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ลำบาก

บวรศักดิ์ จวก องค์กรอิสระ ความเชื่อมั่นตกต่ำเรื่อยๆ หนุนแก้รธน. ชง 5 ข้อปรับการสรรหา-คืนสิทธิปชช.ถอดถอน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:05 น.

‘บวรศักดิ์’ ซัด ความเชื่อมั่นองค์กรอิสระตำต่ำลงเรื่อยๆ หนุน แก้รัฐธรรมูญ ปรับ 5 ข้อ ยึดอำนาจจัดเลือกตั้ง กกต.ให้ส่วนราชการทำแทน กกต.แค่ออกกฎ จับคนทำผิด พร้อมคืนอำนาจให้ประชาชนถอดถอน – ร่นเวลาได้นายกฯใหม่-ปรับการสรรหาองค์กรอิสระ ยกผลวิจัยวิชาการ ชี้ความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระตกต่ำ


วันที่ 28 ส.ค.เวลา 10.00 น.ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก”โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมการกฤษฎีกา และอดีตรองนายกรัฐมนตรีศ นายวิชา มหาคุณ อดีตปรธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ร่วมเสวนา

นายบวรศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนไม่ได้ขึ้นเวทีมา ตั้งแต่อายุ 60 ปี ล่าสุดปฏิเสธนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในเวทีวันที่ 29 ส.ค.นี้ เพราะตนไม่ต้องการแสงอะไรทั้งสิ้นแล้วในวันนี้ แต่แหวกม่านประเพณีมาร่วมเวทีนี้ ทั้งนี้ประเทศไทยนี้แปลก จะเข้า OECD หน่วยงานตรวจสอบเรา 25 กลุ่ม มีเรื่องที่เราต้องปรับกว่า 7 หมื่นเรื่อง เรื่องสำคัญใหญ่สุดคือ เรื่องทุจริต ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” มีการแฉตำรวจกันเอง มีคุกพิเศษในบางขาง รัฐบาลก็เงียบ ตนได้ยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ และเสนออาจารย์วิชา มหาคุณเป็นประธาน ก็ไม่สน สะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้สนใจเรื่องนี้ คนมีอำนาจไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เร่งด่วน ดังนั้น ที่นายอภิสิทธิ์จัดงานวันนี้ตนจึงเตรียมพูด 3 เรื่อง คือ 1.ที่มา 2.ผลงาน และ 3. ทางออก เน้นการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า การเขียนรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยดูและวิเคราะห์ปัญหาการเมืองพบว่าเป็นการแย่งชิงอำนาจกันของทหาร พลเรือน การเมือง ให้เป็นของประชาชน มีอำนาจถอดถอนได้ ทั้งนี้โดยเฉพาะการเมืองไม่สุจริจ มีการซื้อเสียง ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากการออกกฎการเลือกตั้งปี 2521 ห้ามจัดมหรสพ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัคร กับผู้ลงคะแนนหายไป จากที่เคยปราศรัยหลังจบมหรสพไม่มีแล้ว ทำให้ต้องมีคนที่สามคือ หัวคะแนน ซึ่งการเลือกตั้งทุกวันนี้ยังห้ามจัดมหรสพอยู่ ดังนั้นวันนี้หากตนเขียนกฎหมายเลือกตั้ง ตนจะไม่ห้ามการจัดมหรสพ เพราะเป็นคอนแท็กของคนเลือกรับเลือกตั้ง กับผู้เลือกตั้ง แต่การซื้อเสียงเข้ามาแล้วก็จะเข้ามาถอนทุน

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า อดีตการจัดเลือกตั้งทำโดยกระทรวงมหาดไทย คนถึงอยากเป็นรมว.มหาดไทยกันมาก เพราะชี้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอให้เข้าข้างตัวเองได้ และก็ซื้อเสียงด้วย ดังนั้นจึงมีการแก้รัฐธรรมนูญ มีการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงกกต. แล้วมีการถ่ายโอนภารกิจเลือกตั้งมาให้กกกต. มีอำนาจ คือ ออกกฎเกณฑ์เลือกตั้ง จัดเลือกตั้ง และ วินิจฉัยชี้ขาด แต่ไม่เด็ดขาด โดยแรกๆ กกต.มีอำนาจในการให้ใบเหลืองได้ แต่คณะรัฐมนตรีนายชวน หลีกภัย ส่งสถาบันพระปกเกล้าวิจัย ก็พบว่า จริงๆ แล้ว กกต.มีอำนาจให้ใบแดง จึงมีการแก้กฎหมายให้ใบแดง เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งได้ 1 ปี ทั้งก่อน และหลัง ประกาศผลเลือกตั้ง แต่ใบแดงหลังเลือกตั้งกกต.ต้องให้เหตุผลพร้อมส่งศาล โดยกกต.ไต่สวนพบว่ามีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า หรือคดีมีมูล ต้องส่งศาล ไม่ได้ให้กกต.ใช้ดุลยพินิจ ส่วนศาลจะวินิจฉัยลงโทษต้องใช้พยาน หลักฐานจนสิ้นสงสัย ดังนั้นมาตรฐานต่างกัน

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 กกต.มี 7 คน อำนาจเหมือนเดิม ลดลงบ้าง โดยให้ใบเหลือง ใบแดงก่อนเลือกตั้งได้ แต่อำนาจให้ใบเหลือง ใบแดงหลังเลือกตั้งถูกโอนไปที่ศาล ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า กกต.ชุกดหลังมีการแทรกแซง คนเริ่มบอกว่าหน้าตากกต.เหมือนพรรค อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังนอกจากนี้ยังมีการเพิ่มอำนาจให้ระงับการใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ถ้ามีหลักฐานมีส่วนทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และใบดำกรณีทุจริต เพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็นโทษตายทางการเมือง ตลอดจนขยายวันรับรองการเลือกตั้งจาก 30 วัน เป็น 60 วัน ทำให้การตั้งรัฐบาลล่าช้า และไม่มีการให้ใบแหลือง ใบแดงก่อนเลย

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำวิจัย ตั้งแต่เริ่มมีองค์กรอิสระปี 2545 พบว่า ชุดแรกๆ มีผลงานดี แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชน รวมถึงรัฐบาล และสว. ต่ำกว่า เมื่อสส. รวมไปถึงพรรคการเมือง ทั้งนี้ตนขอเสนอทางออก ให้อภิวัฒน์ พัฒนาไปในทางที่ดี ได้แก่ 1.อภิวัติเวลาได้มาของครม. โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดการได้มาของรัฐบาลใหม่ช้า ซึ่งเขียนเหมือน ปี 2475 เมื่อสภาสิ้นอายุ ต้องเลือกตั้งภายใน 45 วัน หากสิ้นอายุยุบสภา เลือกตั้ง 45-60 วัน ปี2560 ขยายให้ กกต. มีเวลาประกาศ 30 วัน อีก 15 วันเรียกประชุมสภา กว่าจะได้ ครม.ใหม่ 5 เดือน

“หากผมเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ จะเขียนให้เลือกตั้ง 30 วันหลังยุบสภา การยุบแล้วเลือกช้า ซื้อกันเยอะ หากยุบแล้วมีเวลาน้อย ซื้อไม่ได้ ต้องทำความดีระหว่างเป็น สส. ส่วนหากสิ้นอายุเมื่อครบวาระ ให้เลือกตั้งภายใน 15 วัน ให้เวลารับรอง 30 วัน เพื่อ กกต. ให้ใบเหลือง ใบส้ม และเรียกประชุมสภา ภายใน 10 วัน ให้เลือกนายกฯให้เสร็จภายใน 30 วันเมื่อเกินครึ่งหนึ่ง หากไม่เกินครึ่งภายใน 15 วันใครได้เสียงสูงสุดได้เป็น ตอนนี้รัฐธรรมนูญไม่เขียนเวลาไว้ อย่านึกว่าไม่เกิดปัญหา” นายบวรศักดิ์ กล่าว

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.อภิวัฒน์การสรรหาการเลือกองค์กรอิสระ คือ กรรมการสรรหา ให้นำบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ที่ถูก สปช.ตีตกมาใช้ โดยมาจาก ศาลฏีกา ศาลปกครองสูงสุด พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล ครม. พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ส่วนละ 2 คน และประธานองค์กอิสระที่เลือกกันเอง 1 คน ส่วนคนให้ความเห็นชอบต้องใช้ที่ประชุมรัฐสภา ลงคะแนนครั้งเดียว แต่คิดคะแนนเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสส.รัฐบาล กลุ่มฝ่ายค้านและกลุ่มสว. หากใครได้เสียง 2 กลุ่มจาก 3 กลุ่มให้ได้เป็น และต้องเปิดเผยผลการลงคะแนนและการตรวจสอบประวัติ 3.อภิวัติระบบถอดถอนให้กลับมา หากไม่มีสว.ที่ดีต้องโยงไปถึงประชาชนให้ลงคะแนนได้ เช่น ถอดถอนนายกฯ หรือ รัฐมนตรีให้ใช้การลงมติถอดถอนจากทั้งประเทศ สส. หรือ สว. จำกัดเฉพาะภาคหรือจังหวัด

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 4.อภิวัฒน์ สำนักงาน กกต. โดยไม่ให้มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงคุมเลือกตั้งโดยให้ใช้องค์กภูมิภาค ท้องถิ่นดำเนินการ ส่วนหน้าที่ของ กกต. จะมี 2 ประเด็นคือ ออกกฎ กำกับการเลือก และจับคนทำผิดเลือกตั้ง ซึ่งตนเคยเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญปี2558 และ5. อภิวัติการยอมรับกลุ่มการเมืองที่ไม่ถึงขั้นต้องเป็นพรรคการเมือง ที่ถูกกำหนดจำนวนสมาชิก 5,000 คน หรือ มีสาขาพรรค เพื่อเป็นทางออกของบ้านเมือง ทั้งนี้ก่อนเขียนรัฐธรรมนูญต้องศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบด้วย

กกต, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, องค์กรอิสร

ธนกร หนุนนายกฯ ช่วย ปชช.ลดค่าไฟฟ้า ชี้โครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน-สิ่งแวดล้อม ในระยะยาว

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

“ธนกร”หนุนนายกฯ ช่วยประชาชนลดค่าไฟฟ้า ชี้โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน สร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ประเทศในระยะยาว เหน็บฝ่ายค้านดีแต่พูดแต่ไม่เคยติดลงมือทำ

28 สิงหาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของแผนงานที่ 2 กรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศว่า ยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมเดินหน้าตามกรอบกฎหมาย รัฐบาลจะใช้เงินทุกบาทโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน คุ้มค่า โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ การขออนุมัติกู้เงินครั้งนี้ก็เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ที่รัฐบาลเตรียมมาตรการอุดหนุนเงินลงทุนสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งระบบขนาดประมาณ 5 kW และยังมีแผนใช้ระบบหักกลบลบหน่วยไฟฟ้า เพื่อให้บ้านอยู่อาศัยสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบการไฟฟ้าได้ที่ 2.20 บาทต่อหน่วยอีกด้วย

นายธนกร กล่าวอีกว่า โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน คือ นโยบายของรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสำหรับบ้านอยู่อาศัย ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเพื่อใช้เองภายในบ้าน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในครัวเรือน และหากมีกระแสไฟฟ้าเหลือจากการใช้งาน ก็สามารถขายให้กับการไฟฟ้าได้ตามเงื่อนไขและอัตรารับซื้อที่กำหนดไว้ โดยการไฟฟ้าจะเป็นหน่วยงานตรวจสอบความพร้อมของผู้เข้าร่วม ทั้งด้านระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย และความเหมาะสมของการเชื่อมต่อ เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าภาคประชาชนเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน และไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

“ท่านนายกฯ ตั้งเป้าช่วยให้ประชาชนสามารถลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว โดยที่ประชาชนเองมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง และยังถือเป็นสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น ขอให้ฝ่ายค้านเปิดใจให้กว้างรับฟังบ้าง หากไม่เห็นด้วยก็เสนอแผนหรือแนวทางให้รัฐบาลได้ ไม่ใช่เน้นพูดใช้วาทกรรมอย่างเดียว เพื่อเอาชนะทางการเมืองแต่ไม่เคยคิดลงมือทำ โดยเฉพาะบางพรรค ก็เคยเป็นแกนนำรัฐบาลในอดีต ซึ่งประชาขนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย” นายธนกร กล่าว

ธนกรวังบุญคงชนะ,พรรคภูมิใจไทย,ค่าไฟ,โซลาร์รูฟท็อป,

นายกฯ ชี้ปม โตโยต้าจ่อย้ายฐานการผลิต เอกนิติ มีแนวทางแก้ไขอยู่แล้ว 

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:00 น.

นายกฯ ชี้ปม โตโยต้าจ่อย้ายฐานการผลิต “เอกนิติ” มีแนวทางแก้ไขอยู่แล้ว หวังได้คุยเอกชนยานยนต์ญี่ปุ่น ช่วงการประชุม UNGA เผยนัด ‘ทูตญี่ปุ่น’กินข้าวเที่ยงวันนี้ หารือก่อนแวะเยือน

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการย้ายฐานการผลิตรถยนต์ของบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ฯ ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มีแนวทางการดำเนินการแก้ไขอยู่แล้ว รายละเอียดต่างๆ ขอให้ถามนายเอกนิติ เมื่อถามว่าจะมีการหารือกับภาคเอกชนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คาดว่าจะมีการหารือช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA)

ขณะนี้อยู่ระหว่างที่นายเอกนิติ หาแนวทางการนัดหมายกับภาคเอกชนของประเทศญี่ปุ่น เพื่อพบปะระหว่างการเดินทางไปมหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ทราบว่าจะสามารถนัดได้หรือไม่ ซึ่งวันนี้ตนจะเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย โดยจะมีหัวข้อการหารือในการเตรียมความพร้อมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น

ยานยนต์ญี่ปุ่น, โตโยต้า

อนุทิน ยิ้มไม่ตอบรูป อรรษิษฐ์ ไหว้ย่อ หลังสะพัดตีความนั่งปลัดมท.ยาว

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:53 น.

‘อนุทิน’ ยิ้มไม่ตอบรูป ‘อรรษิษฐ์’ไหว้ย่อ หลังสะพัดตีความนั่งปลัดมท.ยาว

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการปรากฏภาพนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ก้มไหว้ย่อนายกฯ ก่อนนายกฯเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการตีความว่าจะได้นั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อไปอีก โดย นายกฯหัวเราะและยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล, อรรษิษฐ์

ไหนว่าไม่ตายไมค์! ‘ไอติม’ดีเบต’นภินทร’ ในรายการกรรมกรข่าว ปมแฉเรียกพบผู้สมัครสว. โดนสวนหงายเงิบทุกประเด็น

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:29 น.

รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ เช้าวันที่ 28 สิงหาคม ได้มีการสัมภาษณ์ดีเบตระหว่างนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กับนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ประเด็นที่นายพริษฐ์ กล่าวหาว่าก่อนการเลือกตั้ง สว. เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มีผู้สมัคร สว. ชื่อ “นายเอ” นามสมมติ ไปพบนายนภินทร ที่ห้องทำงาน รมช.พาณิชย์ ถึง 2 ครั้ง คือวันที่ 24 และ วันที่ 25 มิถุนายน

ก่อนจะเข้าเนื้อหา นายนภินทร ได้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่ได้ไปตอบกระทู้สด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีนัดหมายล่วงหน้า ร่วมประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วมจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการกว่า 50 คนร่วมประชุม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

ทั้งนี้นายนภินทร ถามย้อนว่า “แบบนี้ผมไร้จิตสำนึกหรือ?” ซึ่งทางนายพริษฐ์ ยอมรับว่าเหตุผลรับฟังได้ แต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว และไม่ขอโทษแต่อย่างใด

ประเด็นต่อมานายนภินทร ชี้แจงข้อกล่าวหา โดยปฏิเสธว่าไม่ได้เรียก นายเอ ไปพบในวันที่ 24 มิถุนายน เพื่อขอดูตัว และไม่ได้เรียกไปอีกครั้งในวันที่ 25 มิถุนายน เพื่อให้เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้าตามที่ถูกกล่าวหา แต่นายเอ ได้มากับคณะของสภาเกษตรฯ เพื่อหารือเรื่องปัญหาไก่งวงแช่แข็งล้นตลาด โดยมีข้าราชการ 2 คน ที่ถูกอ้างเป็นพยานร่วมอยู่ด้วย ซึ่งระหว่างคุยกัน นายเอ ได้ขอให้ช่วยเรื่องเลือก สว. แต่ตนปฏิเสธไปว่าทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย และหัวหน้าพรรคก็มีหนังสือห้ามไม่ให้ไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้มีพยานอยู่เต็มทั้งห้อง

ส่วนเหตุการณ์วันที่ 25 มิถุนายน เป็นเพราะตนบอกไปในวันที่ 24 มิถุนายนว่า ให้ประธานสภาเกษตรฯ ทำหนังสือถึงตนว่าจะขอความสนับสนุนจัดงานบริโภคไก่งวง พอวันที่ 25 มิถุนายน คณะของสภาเกษตรฯ ก็กลับมาอีกรวมทั้งนายเอ ด้วย ซึ่งในวันนั้นนายเอ ก็พูดเรื่องที่ขอให้ช่วยเรื่อง สว. อีก ตนก็เลยเชิญนายเอ ออกนอกห้อง โดยบอกว่าถ้าพูดเรื่องนี้ก็เชิญออกไป ซึ่งนายเอ ก็ออกไปด้วยความไม่พอใจ โดยในเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีพยานอยู่ทั้งหมดเช่นกัน อีกทั้งก็ยังได้ให้การไปแล้วด้วย

ต่อนายพริษฐ์ ได้ถามค้านว่ามีการลงเลขตอบรับหนังสือราชการหรือไม่ นายนภินทร ชี้แจงว่าไม่มีเพราะเห็นว่าข้อเรียกร้องในหนังสือเป็นเรื่องที่ปฏิบัติไม่ได้ แต่มีเลขหนังสือออกจากสภาเกษตรฯ ราชบุรี อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามนายพริษฐ์ กลับพยายามบอกว่า ข้อกล่าวหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ “เชื่อได้ว่า” ตามคำบอกเล่าของนายเอ

จากนั้น นายพริษฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่าคำชี้แจงของพยานของนายนภินทร 9 คน มีสำนวนคล้ายกัน ทางด้านนายนภินทร กล่าวว่า ทางคณะกรรมการชุด 26 ให้ชี้แจงโดยทำหนังสือ ซึ่งพยานทั้ง 9 คนเป็นพยานของตน ก็เลยใช้ทีมกฎหมายทีมเดียวกันเป็นผู้ทำคำให้การไว้ และย้อนถามนายพริษฐ์ ว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือ ที่ใช้ทีมกฎหมายเดียวกันเพราะทั้งหมดเป็นพยานฝ่ายตน ซึ่งนายพริษฐ์ ยอมรับว่าไม่ผิดปกติ แต่ยังพยายามบอกว่าทำให้น้ำหนักลดลง แต่นายนภินทร โต้แย้งว่า นายพริษฐ์ มีอคติ

ต่อมานายพริษฐ์ เปิดข้อมูลว่าในช่วงเวลาใกล้กัน มีผู้สมัคร สว. อีก 2 คนมาที่กระทรวงพาณิชย์ นายนภินทร จะปฏิเสธหรือไม่ว่าไม่ได้พบกัน ซึ่งทางนายนภินทร ปฏิเสธทันที นายพริษฐ์ บอกว่า ตนไม่ได้บอกว่าผู้สมัคร 2 คนดังกล่าวมาหานายนภินทร เพียงแต่บอกว่ามาที่ “บริเวณกระทรวงพาณิชย์” ทำให้นายนภินทร สวนกลับว่า นายพริษฐ์ พยายามหยิบประเด็นเหล่านี้มาโยงเพื่อให้สังคมมีอคติ ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์มี 4 พันกว่าคน ตนจะไปทราบได้อย่างไรว่ามาพบใคร นายพริษฐ์ ไม่ควรเอาเรื่องนี้มาถาม และแสดงให้เห็นชัดว่าเจตนาไม่สุจริต

ในตอนท้ายนายพริษฐ์ ถามว่า นายนภินทร จะปฏิเสธหรือไม่ว่าไม่เคยรู้จักกับ สว.ราชบุรี ทุกคนมาก่อน ซึ่งนายนภินทร ตอบทันทีว่า รู้จักทั้งหมด สว.ราชบุรีมี 2 คน เป็นนักธุรกิจ รู้จักกันมาก่อน ขณะที่นายสรยุทธ สุทัศนจินดา ผู้ดำเนินรายการก็บอกว่า ไม่แปลกหรือผิดปกติที่ สส. กับ สว. จะรู้จักกัน

ทั้งนี้ตลอดการสนทนา นายนภินทร สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนทุกประเด็น ขณะที่นายพริษฐ์ เพียงแต่ยืนยันว่าทุกประเด็นเป็นข้อกล่าวหาที่ “เชื่อได้ว่า” แต่ไม่ได้มีหลักฐาน หรือข้อมูลใดมาโต้แย้งคำชี้แจงของนายนภินทร ได้เลย

นภินทร ศรีสรรพางค์, ผู้สมัคร สว., พรรคประชาชน, พริษฐ์ วัชรสินธุ

นายกฯ ชี้ ซีพี ขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญารถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ทำยาก อาจถูกขึ้นบัญชีดำ หากทิ้งงาน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:18 น.

นายกฯ ชี้ ซีพี ขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญารถไฟเชื่อม 3 สนามบินทำยาก-ไม่เคยมีเอกชนขอเทรัฐก่อน ระบุ ระเบียบสำนักนายกฯต้องรับผิดชอบส่วนต่าง เตือนอาจถูกขึ้นบัญชีดำ หากทิ้งงาน เผยสัปดาห์หน้าเรียกเลขาอีอีซีถก

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศ เตรียมเจรจากับ บริษัท เอเชีย เอราวัณ (ในเครือ ซี.พี.) เพื่อแก้ปัญหาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) หลังจากบริษัทเครือซีพี ส่งหนังสือขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญา และยุติเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ วันที่ 30 ก.ย.นี้ ว่า เรื่องนี้ตนยังไม่รับทราบรายละเอียด แต่สัปดาห์หน้าตนจะเชิญนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มาพบหารือ เพราะมีหลายเรื่องต้องดำเนินการต่อ และหลายเรื่องที่ออกกฏผ่านคณะกรรมการอีอีซี และนำเสนอเป็นพระราชบัญญัติ หรือกฏหมาย

เมื่อถามว่า จะมีการหารือกรณีเรื่องยุติเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ วันที่ 30 ก.ย.นี้ ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี่ยวคงต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งการทำสัญญากับภาครัฐไม่ใช่จะยกเลิกกันง่ายๆ

เมื่อถามว่า เมื่อเหตุผลเพียงพอก็สามารถพิจารณายกเลิกได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเห็นมีแต่รัฐยกเลิก ไม่เคยเห็นเอกชนขอยกเลิก เพราะการยกเลิกสัญญากับภาครัฐมีผลตามมาเยอะแยะไปหมด เช่น ถูกขึ้นบัญชีดำ ถูกกล่าวหาเป็นผู้ทิ้งงาน หรือต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นห่วง สมมติงานหนึ่งทำสัญญาไปเท่านี้ แล้วพอยกเลิกหากไปประมูลใหม่ และเกิดราคาสูงขึ้น ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดไว้ว่า ผู้ที่ยกเลิกคู่สัญญาเดิมต้องรับผิดชอบในส่วนต่าง ซึ่งไม่ใช่ง่ายๆ และยังมีเงื่อนไขอีกเยอะแยะ

“ผมคิดว่า ยังไม่ใช่สิ่งที่ทำกันง่ายๆ เดี่ยวผมเชิญเลขาฯอีอีซีมาพบก่อน แต่ว่าจริงๆคู่สัญญาน่าจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทยด้ว ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงคมนาคม ต้องทำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง”นายอนุทิน กล่าว

CP, รถไฟเชื่อม3สนามบิน, อนุทิน ชาญวีรกูล

อดีตนักบิน ทอ. ย้ำ รอพิสูจน์ความจริงก่อน ปมเฮลิคอปเตอร์ยิงวัยรุ่นในพื้นที่ชายแดนใต้

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:10 น.

อดีตนักบิน ทอ.

วันนี้ 28 สิงหาคม 2569 นาวาอากาศโท อรรถยุทธ ขาวสะอาด อดีตนักบินเฮลิคอปเตอร์กองทัพอากาศ โพสต์เฟซบุ๊ก Athayuth Khaosa-ard ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ยิงวัยรุ่นในพื้นที่ โดยมีข้อความระบุว่า “บทสรุปของผมต่อเหตุการณ์นี้ เป็นความเห็นส่วนตัว ยิ่งผมติดตามข่าว ผมยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มีคำถามมากกว่าคำตอบครับ จากเดิมที่มีเพียงข้อกล่าวอ้างว่า… “มีเฮลิคอปเตอร์อยู่เหนือพื้นที่ และมีเสียงปืน ก่อนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ”

เรื่องราวค่อย ๆ ถูกต่อเติมด้วยข้อมูลต่าง ๆ ทั้งรอยกระสุน หัวกระสุน ปลอกกระสุน M16 คำบอกเล่าของพยาน ไปจนถึงข้อมูลจากแหล่งข่าวที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่
แต่สิ่งที่เราต้องระวัง…อย่างยิ่ง คือ

อรรถยุทธ ขาวสะอาด

ข้อมูลแต่ละชิ้นที่ดูเหมือนจะสนับสนุนกัน ไม่ได้หมายความว่าเราพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเหล่านั้นได้แล้ว !! มีเฮลิคอปเตอร์อยู่ในพื้นที่ ไม่ได้แปลว่าเฮลิคอปเตอร์เป็นผู้ยิง พบกระสุน M16 ไม่ได้บอกว่า กระสุนนั้นถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ พบรอยกระสุน ไม่เท่ากับว่า รอยเหล่านั้นเกิดจากเหตุการณ์เดียวกันทั้งหมดมีเสียงปืนพร้อมกับเสียงเฮลิคอปเตอร์ ไม่เท่ากับ พิสูจน์ว่าเสียงปืนมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้นจริง

และถ้าจะมีข้อมูลใหม่ เช่น มีผู้กล่าวอ้างว่าเห็นแสงเลเซอร์จากเฮลิคอปเตอร์ชี้ไปยังผู้บาดเจ็บ ข้อมูลนั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเช่นเดียวกัน ไม่ควรถูกนำไปต่อเป็น “หลักฐาน” เพียงเพราะมันสอดคล้องกับเรื่องเล่าที่เรามีอยู่แล้ว สิ่งที่ผมกังวลที่สุดจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครยิง” แต่เรากำลังพิสูจน์ความจริง หรือกำลังนำข้อมูลที่ยังไม่พิสูจน์มาต่อกัน จนเกิดเรื่องราวที่ดูเหมือนจริงขึ้นมา ?! ในทางตรรกะ หากจุดตั้งต้นยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้าง การหาเหตุผลอื่นมาสนับสนุน ข้อกล่าวอ้างนั้น จะไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างกลายเป็นข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ มันอาจสร้าง “เรื่องเล่าที่สมเหตุสมผล” ได้

แต่เรื่องเล่าที่สมเหตุสมผล ไม่เท่ากับข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว และในทางกลับกัน ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการรีบสรุปว่าผู้บาดเจ็บหรือพยานพูดไม่จริง เพียงเพราะข้อมูลบางอย่างยังไม่สอดคล้องกับคำชี้แจงของฝ่ายรัฐทั้งสองด้านต้องพิสูจน์ด้วยมาตรฐานเดียวกัน สุดท้ายแล้ว ผมไม่ได้ต้องการให้สังคมเลือกเชื่อว่า “ฮ. ยิง” หรือ “ฮ. ไม่ได้ยิง” ก่อนที่กระบวนการพิสูจน์จะเสร็จสิ้น ผมเพียงอยากให้เราหยุดสักนิด แล้วถามตัวเองว่า “สิ่งที่เรากำลังเชื่ออยู่นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว หรือเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกเล่าจนมันฟังดูเหมือนจริง?” เพราะถ้าความจริงคือสิ่งที่เราต้องการ เราต้องยอมให้หลักฐานเป็นคนตอบ ไม่ใช่ให้อคติของเราเป็นคนตอบแทนหลักฐาน

และถ้าสุดท้ายพิสูจน์ได้ว่าเฮลิคอปเตอร์ยิงจริง ก็ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ยิง สังคมก็ต้องกล้า ยอมรับความจริงเช่นเดียวกัน ก่อนเลือกข้าง เราควรเลือก “กระบวนการพิสูจน์ความจริง” ก่อนเสมอ #เฮลิคอปเตอร์ #กราดยิง #3จชต”

อรรถยุทธ ขาวสะอาด
อรรถยุทธ ขาวสะอาด

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Athayuth Khaosa-ard

ข่าวฮิตสังคมออนไลน์, ชายแดนใต้, ภาคใต้, อรรถยุทธ ขาวสะอาด, เฮลิคอปเตอร์

นายกฯ ลั่นไม่รู้เรื่อง หลัง รร.พูลแมน ไม่ให้ฝ่ายค้านใช้จัดเสวนา ชี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

28 สิงหาคม 2569 เวลา 12:11 น.

นายกฯบอก ‘ไม่รู้เรื่อง’หลังรร.พูลแมน ไม่ให้ฝ่ายค้านใช้จัดเสวนา ถามสื่อ‘เขาไม่ให้ใช้แล้วหรอ’ ชี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ มีหนังสือถึงนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่จัดงานสัมมนาของเวทีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 ว่า

ไม่รู้เรื่องเลย อุ๊ย! จะไปรู้เรื่องทุกเรื่องได้อย่างไร บางเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล ก่อนที่นายกฯย้อนถามว่า”เขาไม่ให้ใช้แล้วหรอ“ ก่อนผู้สื่อข่าวตอบว่า เจ้าของสถานที่เกรงว่าจะไปกระทบแขกที่เข้าพักในโรงแรม โดยนายกฯ พยักหน้าก่อนจะกล่าวว่า การเสวนามันก็ไม่ได้มีห้องประชุมเดียว

อนุทิน ชาญวีรกูล, โรงแรมพูลแมน