ตามคาด! ที่ประชุม สมช. เคาะชื่อ เสธ.ปูด้วง นั่งเลขาฯ สมช.คนใหม่ อนุทินเผยปรับยุทธศาสตร์ใต้ ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น

28 สิงหาคม 2569 เวลา 12:04 น.

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00น. ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยเป็นประธานการประชุม สมช. โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ต.ท. ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ(สขช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายอนุทิน ว่าจะเคาะรายชื่อเลขาธิการ สมช. คนใหม่เลยหรือไม่ โดยนายอนุทินพยักหน้ารับก่อนจะขึ้นไปประชุม

จากนั้นเวลา 11.00 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้เคาะรายชื่อเลขาฯสมช.คนใหม่

เมื่อถามว่าเป็นชื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบรับว่า”ครับ”

เมื่อถามว่า เป็นไปตามความเหมาะสมที่ต้องการนำทหารมาดูแลสมช.ในสถานการณ์ปัจจุบันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ครับ เหมาะสมครับ วันนี้เสียงไม่มีพูดได้แค่นี้ ก็เรียบร้อยทุกอย่าง“

เมื่อถามว่าเป็นการวางตัวคนเหมาะสมกับงานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าถูกต้องนั่นเป็นหลักสำคัญที่สุดอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ตอนนี้ได้มีการรายงานเข้ามาอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ได้มีการนำเสนอยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการสถานการณ์ช่วงนี้หลังจากเราได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของการบริหารจัดการสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และเรื่องความมั่นคงทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น

3จังหวัดชายแดนใต้, ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์, สภาความมั่นคงแห่งชาติ, สมช., อนุทิน ชาญวีรกูล, เสธ.ปูด้วง

‘จุลพันธ์’ ยัน เสถียรภาพรัฐบาลยังแน่นปึ้ก หลังมีข้อกังขา ‘ชลน่าน’ร่วมเสวนากับฝ่ายค้าน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 11:48 น.

“จุลพันธ์” ยัน เสถียรภาพรัฐบาลยังแน่นปึ้ก! หลังมีข้อกังขา “หมอชลน่าน” ร่วมเสวนากับฝ่ายค้าน แจง“เพื่อไทย” เป็นพรรคเปิดกว้าง สมาชิกทำกิจกรรมสื่อสารกับปชช.ได้ แต่ขอไปถามรายละเอียดจากเจ้าตัวอีกที เชื่อไม่กระทบสัมพันธ์รัฐนาวา เผยนายกฯ เล็งนัดกินข้าวพรรคร่วม 2 วง “รัฐมนตรี-สส.” เร็วๆนี้

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตรียมขึ้นเวทีเสวนาฝ่ายค้าน หัวข้อ “การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น” ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นเวทีเสวนาของฝ่ายค้าน ว่าความจริงพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่เปิดกว้างอยู่แล้ว เราไม่ได้ห้ามสมาชิกไปดำเนินกิจกรรม ในเรื่องของการไปพบปะพูดคุยกับประชาชน หรือการไปเสวนาหรือสัมมนา ซึ่งตนได้มีการพูดคุย นพ.ชลน่าน เมื่อวานนี้ ทราบว่า การที่สำนักผู้นำฝ่ายค้านประสานไปก็เนื่องจาก นพ.ชลน่าน เป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน และได้เชิญเข้าไปร่วมในการเสวนาช่วงหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทราบว่านอกจาก นพ.ชลน่าน แล้ว ยังมีอดีตผู้นำฝ่ายค้าน คนอื่นด้วย อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน

นายจุลพันธุ์ กล่าวต่อว่านอกจากนี้ประเด็นที่ไปพูด ก็ไม่ได้มีประเด็น ที่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่ไปพูดในเรื่องของการสร้างความมั่นใจของสังคม ต่อระบบการเมืองไทย ซึ่งไม่ได้มีประเด็นที่น่าห่วงใยอะไร ตนเชื่อในวิจารณญาณของ นพ.ชลน่าน ว่าท่านสามารถที่จะพูดอยู่ในกรอบได้อยู่แล้ว เพราะท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราให้ความเคารพ แต่ว่าวันนี้เมื่อมีเหตุการณ์ขึ้นมา ตนจะขอไปหารือกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไรในการที่จะไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้

“กิจกรรมเหล่านี้ ถ้าจัดโดยใจที่บริสุทธิ์ ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะเป็นการนำเอางบประมาณรัฐมาใช้ในการจัดอบรมสัมมนา เพื่อพูดคุยกับประชาชนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ส่งแนวความคิดไปสู่สังคมถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องการเมืองมากจนเกินไป ก็จะเป็นการใช้งบประมาณรัฐ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เกิดอย่างนั้น เดี๋ยวผมขอไปหารือกับนพ.ชลน่าน อีกที”

เมื่อถามว่า ประเด็นที่ฝ่ายค้านจะนำมาเสวนากันนั้น เขาก็มุ่งไปที่รัฐบาลอยู่แล้ว นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วแต่ละช่วงของการเสวนามันมีหัวข้อของเขาอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวยังไม่ได้เห็น อาเจนด้าทั้งหมดของวงเสวนานี้ แต่โดยหลักแม้ว่าจะเป็นมิติของฝ่ายค้านก็ตาม แต่ถ้าทำงานแบบโปร่งใส ใช้งบประมาณอย่างถูกต้อง มันก็ต้องเป็นเรื่องของการสื่อสารกับประชาชน ไม่ควรที่จะนำเอาไปใช้ในเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมือง เพราะงบประมาณ ถือว่าเป็นเงินหลวง

เมื่อถามว่าเวทีของฝ่ายค้านที่ผ่านมา พุ่งเป้าไปที่การเมืองตลอด การที่อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล ไปร่วมเวทีนั้น จะทำให้เกิดความระหองระแหงกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ครับ ความสัมพันธ์ของเรากับพรรคร่วมรัฐบาล จริงๆ แล้วตนเคยพูดกับนายกฯ แล้วว่าวันนี้เราไม่ได้เป็นรัฐบาลร่วม แต่เราเป็นรัฐบาลของประชาชน เราทำงานด้วยกันไม่มีการแบ่งแยก ทำงานร่วมกันด้วยดีมาโดยตลอด ไม่ว่าเรื่องอะไรดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าจะมีเรื่องใดที่จะมาทำให้เราเกิดความสั่นไหวได้ วันนี้เราพร้อมที่จะทำงาน ตามแนวของนายกรัฐมนตรี และทิศทางของพรรคร่วมรัฐบาล ในการที่จะขับเคลื่อนภาครัฐเพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะมาทำให้เกิดความระหองระแหงใดๆ ได้

เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะกระทบไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า โดยสภาพการเป็นรัฐบาลมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นี่คือกลไกของระบอบประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมาก ทุกคนในสภาต้องฟังการอภิปราย และใช้วิจารณญาณในการตัดสิน ว่ามีข้อมูลใหม่หรือไม่ หรือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม นอกจากนี้ในส่วนของการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราขับเคลื่อนรัฐนาวาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นโดยสภาพแล้ว ถ้ามันไม่ได้มีอะไรที่ใหม่จนกระทั่งเป็นเรื่องที่เสียหาย ตนก็เชื่อว่าสุดท้ายเราต้องเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนความเป็นรัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนต่อไป

เมื่อถามว่าการที่มีคนระดับแกนนำของพรรคเพื่อไทยไปร่วม ในเวทีของฝ่ายค้าน เหมือนกับเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับพรรคฝ่ายค้าน ในการที่จะพุ่งเป้าไปที่รัฐบาล นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่หรอก ๆ ตนไม่แน่ใจว่าคนอื่นมองยังไง แต่ว่าจริงๆ แล้วกระบวนการในสภาในเวลาอภิปรายในสภา มันก็มีประเด็นเรื่องเดียวกัน พรรคเดียวกัน มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถือเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายทุกคนยึดมั่นในกรอบของความเป็นพรรค คือมีมติพรรคออกมา ก็พร้อมเดินไปด้วยกัน อย่างกรณีการลงมติในเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ เมื่อวาน พรรคเพื่อไทยก็ลงมติเต็มร้อย เพราะว่าเราเห็นว่ามันเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ และเราก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันอยู่ ก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนในเรื่องของกลไก ในการช่วยเหลือประชาชน และก็เดินหน้าก็แค่นั้นเอง

เมื่อถามย้ำว่า เสถียรภาพของรัฐบาลยังแน่นอยู่ใช่ไหม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แน่นปึ้ก!

เมื่อถามว่า ที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีช่วงเช้าวันนี้ ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่มี พูดคุยกันแต่เรื่องแรงงาน

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายกฯได้มีการแจ้งถึงการนัดรับประทานอาหารร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยัง แต่ได้ข่าวว่าจะนัดอยู่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่ได้กำหนดเวลาสถานที่ โดยทราบว่าจะมีการแบ่ง เป็น
2 วง วงแรกจะเป็นในส่วนของรัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาล และวงที่ 2 จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, ชลน่าน, ฝ่ายค้าน

ปกรณ์ ชี้แจง กำชับ ก.พ. สอบวินัย-จริยธรรมทุกเรื่องให้เสร็จ 30 ก.ย.  ย้ำไม่ใช่แค่โกงสอบท้องถิ่น ขออย่าโยงการเมือง

28 สิงหาคม 2569 เวลา 11:11 น.

“ปกรณ์” แจงโพสต์กำชับ ก.พ.สอบวินัย-จริยธรรมตามกรอบให้เสร็จ 30 ก.ย. ทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่โกงสอบท้องถิ่น เพราะหากล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม ขออย่าโยงการเมืองมากเกินไป

วันที่ 28 สิงหาคม 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 27 ส.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรอบเวลาในการดำเนินการทางวินัย ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า โดยที่การดำเนินการทางวินัยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและชื่อเสียงของข้าราชการผู้ถูกดำเนินการทางวินัย และกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานต้นสังกัด ประกอบกับมาตรา 103 และมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้ ก.พ. มีหน้าที่พิจารณาเรื่องการดำเนินการทางวินัยที่มีการรายงานมายัง ก.พ. ซึ่ง ก.พ. มอบหมายให้ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและจริยธรรม ทำการแทน ก.พ. ในการพิจารณาตรวจสอบการดำเนินการทางวินัย แต่ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาของ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและจริยธรรม และสำนักงาน ก.พ. ในเรื่องดังกล่าว

ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาตรวจสอบการดำเนินการทางวินัยของ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและจริยธรรม ในเรื่องดังกล่าวมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ไม่ล่าช้าจนกระทบต่อการให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการผู้ถูกดำเนินการทางวินัย และต่อการปฏิบัติราชการของหน่วยงานต้นสังกัด ผมในฐานะประธาน ก.พ. จึงกำหนดให้ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและจริยธรรม ทำการแทน ก.พ. ในการพิจารณาตรวจสอบการดำเนินการทางวินัย ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่สำนักงาน ก.พ. ได้รับรายงานตามมาตรา 103 หรือมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และให้สำนักงาน ก.พ. กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานและระยะเวลาเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกรอบเวลาดังกล่าวด้วย

สำหรับเรื่องใดที่สำนักงาน ก.พ. ได้รับรายงานตามมาตรา 103 หรือมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ไว้ก่อนวันที่มีข้อกำหนดนี้ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาดังกล่าว ให้ดำเนินการเสียให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยต้องไม่กระทบต่อการอำนวยความเป็นธรรมแก่ข้าราชการผู้ถูกดำเนินการทางวินัย และต่อการปฏิบัติราชการของหน่วยงานต้นสังกัด

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ช่วยกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการกันครับ

เมื่อเวลา 09.45 น.นายปกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่โพสต์ข้อความว่า ไม่ใช่เรื่องของการตรวจสอบทุจริตท้องถิ่น แต่เป็นทุกเรื่อง เพราะมีความล่าช้า ซึ่งตามกฎหมายต้องให้มีการรายงาน เวลาที่มีการสอบวินัย เมื่อเสร็จแล้ว ตามมาตรา 103 และ 104 แห่ง พ.ร.บ. ก.พ. โดยสมมุติว่า เมื่อดำเนินการตรวจสอบทางวินัยเสร็จแล้ว ให้รายงานไปที่ ก.พ. ซึ่งตนไปตรวจเจอว่าที่ ก.พ. มีเรื่องค้างเยอะ ทำไม่เสร็จเสียที จึงเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ทั้งในส่วนของส่วนราชการเอง และผู้ถูกร้อง คนที่ต้องถูกลงโทษทางวินัย เขาก็ไม่รู้ว่าจะเดินยังไงต่อ เพราะฉะนั้นเพื่อความเป็นธรรม เลยกำหนดเวลา เมื่อมีการรายงานมาแล้ว ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วันเท่านั้น คล้าย ๆ ว่าเวลาดำเนินคดีต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะความล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม พร้อมย้ำว่าตรงนี้เป็นการดำเนินการทุกเรื่องทางวินัย ไม่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นการดำเนินการทางวินัยทั่วไปทุกคดี และขออย่ามองเป็นเรื่องของการเมืองมากเกินไป

ปกรณ์, โกงสอบท้องถิ่น

‘อภิสิทธิ์’ ชำแหละองค์กรอิสระ  ชง 2 แนวทางแก้-บอกเป็นโอกาสทอง หากมีการแก้รัฐธรรมนูญ

28 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

แทรกแซงแบบครบวงจร! ‘อภิสิทธิ์’ กางต้นตอ ‘องค์กรอิสระ’ เกิด ‘วิกฤติศรัทธา’ เพราะ ‘นักการเมือง-สว.’ ส่อเข้าข่ายใช้เสรีภาพ ’ล้มล้างการปกครอง‘ ลั่นอยู่เฉยไม่ได้ ชง2โอกาสทองรื้อที่มา ‘องค์กรอิสระ-วุฒิสภา’ เป็นทางออกหากมีการแก้รธน.

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. คณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก”โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ.ฯ เปิดการสัมมนา และกล่าวในหัวข้อ“ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ” ว่า ตอนที่ตนกลับมาทำงานการเมืออีกครั้ง มีเพื่อนแซวว่าทำไมยังมาเป็นกรรมาธิการสามัญอีก ซึ่งตนตั้งใจว่าจะต้องมาเป็นกมธ.ชุดนี้ ตลอดเวลา 30 ปีเมื่อถูกถามความล้มเหลวขิงองค์กรอิสระ ที่ไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง หลายคนสงสัยว่าทำไมประเทศไทยซึ่งใช้ระบบรัฐสภาจึงได้มีการตั้งองค์กรอิสระ เพราะในต่างประเทศที่ใช้ระบบสภาเขาไม่ต้องมีองค์กรอิสระ ในหลายประเทศไม่มีแม้กระทั่งมานั่งอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เราเห็นการแสดงความรับผิดชอบของนักการเมืองมาโดยตลอดเวลา ตั้งแต่สส. รัฐมนตรี ไปถึงนายกรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กลไกคือเมื่อสังคมสร้างหรือร่วมตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นหลายกรณี คือเจ้าตัวแสดงความรับผิดชอบเอง ไม่ว่าจะญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือแคนาดา ถ้าเจ้าตัวไม่แสดงความรับผิดชอบ สิ่งที่เราเห็นคือพรรคที่สังกัดจะจัดการ จะเห็นว่า ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักรเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเป็นว่าเล่น กลไกที่เปลี่ยนคือพรรคที่นายกฯสังกัดบอก พอแล้วไม่ไหวแล้ว แต่ในระบบพรรคการเมืองของไทยจนถึงทุกวันนี้ตนกล้าพูดว่า เกือบทุกพรรคยังมีลักษณะของพรรคที่มีเจ้าของ จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้กลไกนี้ยกเว้นเจ้าของกับนายกฯหรือเจ้าของกับผู้บริหารสูงสุดของพรรคการเมืองนั้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วหลังจากที่ประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นมาเราก็เริ่มจะมีความมั่นใจว่ากลไกของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจตามหลักการของประชาธิปไตยแต่ตั้งแต่ปี 2535 หลังจากนั้นมาเพียงไม่กี่ปี เสียงของสังคมก็เริ่มบ่นขึ้นแล้วว่าได้กลไกขึ้นมาแต่เหมือนถูกใช้ ในลักษณะเสียงข้างมาก ไปตอนนั้นมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่นักการเมืองเข้าไปอยู่ ฝ่ายบริหารทำอะไรก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมด ตอนนั้นกระทรวงมหาดไทยดูการเลือกตั้งก็มีข้อครหาว่าฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้หรือไม่



นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แนวคิดเรื่ององค์กรอิสระ ตนได้เห็นความเห็นของนายบวรศักดิ์ อุวรรโณ ที่บอกว่าในระบบของสังคมไทยเมื่อผู้ใช้อำนาจในทางที่ผิดมีสถานะมีบารมีทางการเมือง เราต้องมีเครื่องมือที่มันแตกต่างไปจากความพยายามไล่จับขโมยเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตนรับแนวความคิดนี้มา และพยายามผลักดันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มี คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเกิดการเรียกร้องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 แนวคิดในเรื่องนี้จึงเข้าไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดเป็นครั้งแรก มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้มีการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะสามารถมาตรวจสอบนักการเมืองที่ใช้อำนาจหรือเข้ามาโดยมิชอบ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนต้องพูดเรื่อง เพราะมาวันนี้เกิดวิกฤตมีคนจำนวนไม่น้อยมีความคิดว่าขอลบทิ้งไปทั้งหมด แล้วให้ประชาชนเป็นคนชี้ขาดผ่านการเลือกตั้ง ผมไม่อยากให้ประเทศไทยเดินวนเป็นวัฏจักรแบบนี้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 4. เกิดขึ้นมีกลไกนี้เข้ามาช่วงแรกกองเชียร์เยอะมาก และเห็นผล ป.ป.ช.เล่นงานนักการเมืองใหญ่ ตทออดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นกกต.แจกใบเหลืองเป็นว่าเล่น เลือกแล้วเลือกอีก คนเชียร์ว่าให้ใบเหลืองไม่พอต้องให้ใบแดงด้วย ก็มีการไปแก้ให้ใบแดง ทุกคนก็เริ่มมีความหวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือนักการเมืองก็ไม่หยุดอยู่กับที่ หาวิธีการในการเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ทั้งที่องค์กรอิสระในระบอบประชาธิปไตยด้านหนึ่งต้องมีอิสระ แต่อีกด้านหนึ่งคนเขียนกติกาต้องการให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน เพราะฉะนั้นในกรณีของรัฐธรรมนูญปี 40 คือเชื่อมโยงผ่านวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะหวังว่าจะปลอดจากการเมือง แต่ถูกพิสูจน์ว่าไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีการเข้าไปแทรกแซง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มารัฐธรรมนูญปี 50 ก็พยามจะแก้เรื่องนี้ โดยมองว่าปัญหาเกิดจากวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง จึงสร้างระบบวุฒิสภาลูกผสมขึ้นมา ระหว่างเลือกตั้งและสรรหา ดูเหมือนอาจจะลดปัญหาลงบ้าง แต่ในที่สุดก็ยังไม่พ้นข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องการเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ มาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไปอีกขั้นหนึ่งเพราะนอกเหนือจากการที่คณะรัฐประหารเข้ามาเขียนกติกาเองแล้ว ยังเตรียมตัวมาเป็นผู้เล่นเอง และเป็นคนให้คุณให้โทษกับองค์กรอิสระ ด้วยการทำระบบการเลือกวุฒิสภา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นนวัตกรรมทางการเมืองของโลก ตนไม่เชื่อว่าจะมีที่อื่นใช้ และคิดว่าวันนี้มาถึงจุดที่เรียกว่าครบวงจรคือสามารถที่จะมีกลุ่มคนวางแผนที่จะเข้าไปยึดกลไกของวุฒิสภาเพื่อสามารถจะเป็นผู้คนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และถ้าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองซึ่งเข้าไปมีอำนาจกับฝ่ายบริหารก็ครบวงจร ปัญหาและที่มาขององค์กรอิสระที่มีการแทรกแซง ยังมีปัญหาที่เพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อมีหน่วยงานไหนก็ตามอยู่ไปสักพักก็จะขยายอาณาจักรและปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบฉะนั้นนอกเหนือจากปัญหา ที่อาจถูกยึดครองโดยกลุ่มแล้ว วันนี้เวลาเราจะใช้องค์กรอิสระหรือเราจะตรวจสอบองค์กรอิสระกลายเป็นเรื่องยากมาก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมวันนี้เราจึงมาพูดเรื่องวิกฤติ ขององค์กรอิสระ

“เราต้องคิดถึงทางออก ที่ผมพอมองเห็นในขณะนี้คือ ถ้าเรามีกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นโอกาสทองที่เราจะมาทบทวนเรื่องนี้ แต่ผมเป็นคนที่พูดตั้งแต่ต้นและยังยืนยันเดิมจนถึงวันนี้ว่าผมยังเชื่อว่าเรายังต้องการเครือข่ายองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจนักการเมือง หากนักการเมือง และพรรคการเมือง ยังไม่สามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลกันเองได้

แต่ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังคงมีอุปสรรคอีกมากมายทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติ ใน 2 ส่วน คือ 1.ที่มาขององค์กรอิสระ 2.ที่มาของวุฒิสภา ที่เชื่อว่าจะเป็นองค์กรที่คัดสรรองค์กอิสระ นอกจากนั้นคือ การแก้ไขกลไกที่บิดเบี้ยว เช่น การกำหนดให้ ประธานสภาฯ ใช้ดุลยพินิจต่อการยื่นเรื่องตรวจสอบป.ป.ช. แต่หากการแก้ไขยังได้ยาก ต้องปรับปรุงกฎที่เกี่ยวข้องเพื่อให้องค์กรอิสระทำงานโปร่งใส” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เราอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าเราอยู่เฉยวันนี้ ถ้าสมมุติเราบอกว่าพรรคการเมืองยึดครอง สว.และส่งคนเป็นองค์กรอิสะ ที่ช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหาร สว. ผิด ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เพราะประธานสภาฯยืนขวางอยู่ ตนรู้สึกว่าคนเหล่านี้ใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองหรือไม่ เพราะหลักของประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือความรับผิดชอบต่อประชาชน

นักการเมือง, รัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, เสรีภาพ

นักเขียนซีไรต์ ซัดแรง ประเทศยกย่องพวก ‘กเฬวราก’ เข้าสภา ทำให้รัฐต้องตามล้างตามเช็ด ตกเป็นจำเลยของคนพวกนี้

28 สิงหาคม 2569 เวลา 10:43 น.

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับพวกที่สร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ในขณะที่ทางฝั่งภาครัฐก็ต้องตามแก้ปัญหา โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “”ประเทศนี้แสนดี” ประเทศไทยนี้ดี ยกย่องพวกกเฬวราก + พวกเก่งแต่ปาก + พวกขี้โกงขี้ฉ้อ + พวกตัวเสนียดจัญไร + พวกล้มเจ้า + พวกโจรแบ่งแยกดินแดน ให้เข้าไปเป็นผู้ทรงเกียรติในสภา มีเงินเดือนเป็นแสนพร้อมสวัสดิการเพียบ! เพื่อให้พวกเขามีอำนาจสร้างปัญหาบ่อนทำลายประเทศชาติได้สารพัดวิธี

ส่วนรัฐก็เสียเงิน เสียกำลังคน เสียทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อตามแก้ปัญหา ตามล้างตามเช็ด แถมตกเป็นจำเลยของคนพวกนี้อีกต่างหาก!

มันเหมือนกับการเล่นเกม เอ้า! พวกเมิงเอาเงินไปสร้างปัญหากันนะ ส่วนพวกกูก็จะเอาเงินไปแก้ปัญหาที่พวกเมิงสร้าง win-win วนไป! แล้วเรียกว่าการรับใช้ประชาชน การรับใช้ประเทศชาติ การพัฒนาประเทศ! ประเทศอื่นมีแบบนี้หรือเปล่าไม้รู้ แต่ประเทศนี้มี #แม่งโคตรเป็นประเทศมหัศจรรย์!”

วิมล ไทรนิ่มนวล

หลังจากทีโพสต์ของ วิมล ไทรนิ่มนวล เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว เช่น

“เพราะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เลือกตัวแทนแบบที่เขาเป็น”

“พรรคหนึ่งวนลูปกะการโกงของชินวัตรอีกพรรคใหม่วนลูปอยู่กะ๒๔๗๕!!!ประเทศไทยจงเจริญ วัฏสงสาร!!!”

“ประเทศประชาธิปไตยจ๋าๆที่ต่างด้าวต้องการค่ะ ส่งเสริมสาระพัดปัญหาให้มาลงที่นี่แดนสาระขัน ฟรีวีซ่า ฟรีภาษี”

วิมล ไทรนิ่มนวล
วิมล ไทรนิ่มนวล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วิมล ไทรนิ่มนวล

กเฬวราก, นักเขียนซีไรต์, รัฐบาล, วิมล ไทรนิ่มนวล

นายกฯ หารือ ILO เตรียมแรงงานไทยรับโลกงานยุคใหม่ เดินหน้ายกระดับทักษะ–ขยายความคุ้มครอง

28 สิงหาคม 2569 เวลา 10:37 น.

นายกฯ หารือ ILO เตรียมแรงงานไทยรับโลกงานยุคใหม่ เดินหน้ายกระดับทักษะ–ขยายความคุ้มครอง สร้างโอกาสแรงงานไทยแข่งขันได้ในตลาดแรงงานโลก

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 9.00 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายกิลเบิร์ท เอฟ. โฮงโบ (Mr. Gilbert F. Houngbo) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29

ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านแรงงาน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะและการเตรียมความพร้อมของกำลังแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวและเข้าถึงโอกาสจากโลกการทำงานยุคใหม่ได้อย่างทั่วถึง

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยการเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD สะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการยกระดับมาตรฐานด้านแรงงานและการคุ้มครองแรงงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพแรงงานไทย โดยเร่งผลักดันการพัฒนาทักษะผ่านแนวทาง Upskill และ Reskill เพื่อให้แรงงานมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไทยให้สามารถแข่งขันและทำงานได้ในตลาดแรงงานระดับโลก

ด้านผู้อำนวยการใหญ่ ILO รับทราบความคืบหน้าความร่วมมือระหว่าง ILO กับกระทรวงแรงงาน และพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับไทยในการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคต

ทำเนียบรัฐบาล, แรงงาน, แรงงานไทย

รุทธพล ปัดลดทอน ครอบครัวทนายอั๋น แนะดูบริบทความเป็นมาที่ให้สัมภาษณ์

28 สิงหาคม 2569 เวลา 10:25 น.

“รุทธพล ”แจงไม่ได้ลดทอน ครอบครัวทนายอั๋น แต่ขอดูบริบทความเป็นมาที่ให้สัมภาษณ์ ย้ำนโยบายกระทรวงยธ. พร้อมเคารพสิทธิผู้ต้องโทษและผู้พ้นโทษ

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกมาคัดค้านกรณีที่มีการพาดพิงประวัติการต้องโทษของบุคคลในครอบครัว นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ซึ่งตรวจสอบคดีเขากระโดงว่าเป็นการลดทอนความชอบธรรมในการตรวจสอบ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนในฐานะรัฐมนตรียุติธรรม เคารพสิทธิเสรีภาพ และคำนึงถึงผลกระทบของผู้ต้องขังและผู้ที่เคยต้องโทษ แต่ตนอยากให้มองในภาพรวม วันที่พูดคุยก่อนหน้านี้ว่าเราคุยอะไรกันบ้าง แต่ตนอยากให้มองบริบทในภาพรวม และมาถึงจะใช้ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวมีเหตุและมีผลที่ตนนำเรียนชี้แจงสื่อมวลชน

พร้อมยืนยันว่า เราไม่สนับสนุนในการตีตรา เพราะดูจากโครงการต่างๆของกระทรวงก็เข้าไปช่วยและดูแลผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษมาอย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่นนักมวยที่ถูกคุมประพฤติในพื้นที่เกาะสมุย ซึ่งใส่กำไร EM และตนไปเห็นซึ่งเข้าเงื่อนไขที่จะปลดกำไร EM ได้เพราะมีอาชีพเป็นเทรนเนอร์นักมวย และมีเงินเดือน 60,000 กว่าบาท ตนยังให้กรมคุมประพฤติไปพิจารณาปลดกำไร EM ซึ่งก็ปลดได้จริงๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : กางปีกป้องทนายอั๋น กสม.ออกแถลงการณ์ ตำหนิ รมว.ยุติธรรม ปมขุดประวัติครอบครัว

กสม, ทนายอั๋น, ทำเนียบรัฐบาล, รุทธพล

เปิดหน้าสู้! ‘นภินทร’ เชิญ’ไอติม-ยิ่งชีพ ไอลอว์’ พบที่ทำเนียบ พร้อมตอบทุกคำถาม ปมฮั้ว สว.

28 สิงหาคม 2569 เวลา 09:28 น.

เปิดหน้าสู้! ‘นภินทร’ เชิญ เชิญ’ไอติม-ยิ่งชีพ ไอลอว์’ พบที่ทำเนียบ พร้อมตอบทุกคำถาม ปมฮั้ว สว.

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กรณีในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามสดที่สอง โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามถึงนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกระบวนการฮั้ว สว. ตามทีเสนอข่าวไปแล้วนั้น (พริษฐ์ ปูดกลางสภา ลากไส้ ‘นภินทร’ เอี่ยวโกงเลือก สว. ศุภชัย ลุกประท้วงตั้งกระทู้ถามไม่ตรงประเด็น)

ล่าสุด นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “ไม่มีหนี พร้อมตอบทุกคำถาม แต่ความเดือดร้อนของประชาชนต้องมาก่อน”

ผมขอชี้แจงกรณีที่ไม่ได้เข้าร่วมตอบกระทู้ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ว่า ผมมีกำหนดการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการปัญหาน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนและได้เป็นภารกิจที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

สำหรับผม การเป็นนักการเมืองไม่มีคำว่า “หนีปัญหา” โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

และขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผมไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการชี้แจง พร้อมตอบทุกประเด็นด้วยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

ในโอกาสนี้ ผมขอเชิญ คุณไอติม และ คุณยิ่งชีพ iLaw มาพบเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและซักถามได้ในทุกประเด็น ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

ท้ังนี้ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ เป็น 1 รัฐมนตรี ที่ ยิ่งชีพ ไอลอว์ นำมาเปิดเผยว่าเกี่ยวข้องกับการฮั๋ว สว.

นภินทร ศรีสรรพางค์, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ยิ่งชีพ ไอลอว์, ฮั้ว สว.

จับตา! นายกฯนั่งหัวโต๊ะประชุมสภาความมั่นคง จ่อเคาะชื่อ เสธ.ปูด้วง เป็น เลขาฯสมช.คนใหม่

28 สิงหาคม 2569 เวลา 08:11 น.

จับตา!! “นายกฯ” นั่งหัวโต๊ะประชุมสภาความมั่นคง จ่อเคาะชื่อ “เสธ.ปูด้วง” เป็น “เลขาฯสมช.คนใหม่”

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 10.00 น. ที่ตึกสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 6/2569 โดยมีวาระสำคัญคือ การเสนอชื่อเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนใหม่ แทน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. คนปัจจุบัน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ส.ค ได้มีมติให้โยกให้ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้มีรายงานว่า การประชุม สมช. วันนี้จะมีการเสนอชื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่ ซึ่งตามขั้นตอน หลังจากที่ประชุม สมช. ให้ความเห็นชอบ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่แล้ว จะมีการเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

ทำเนียบรัฐบาล, นายก, อนุทิน ชาญวีรกูล, เลขาฯสมช., เสธ.ปูด้วง

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ กางโมเดล ตัดสายสะดือพิษ ก่อนระบบการเมืองพังทลาย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 07:38 น.

วันที่ 28 สิงหาคม 25696 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยและอนาคตประเทศไทย แนวทางการปฏิรูปและฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระในสถานการณ์ปัจจุบัน

1.นิยามและแนวคิด “Fourth Branch” ในระดับสากลและบริบทไทย

ในทางทฤษฎีรัฐธรรมนูญร่วมสมัย องค์กรอิสระ (Independent Agencies/Constitutional Bodies) คือสถาบันของรัฐที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เฉพาะด้าน ซึ่งต้องการความเป็นกลางสูง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เช่น การจัดการเลือกตั้ง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การปราบปรามการทุจริต และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
นักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญนิยมจึงเรียกสถาบันกลุ่มนี้ว่า “อำนาจที่สี่” (The Fourth Branch of Government) ซึ่งทำหน้าที่ขนานไปกับอำนาจสามฝ่ายดั้งเดิม (นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ)
[ อำนาจอธิปไตย ]
▼
1) อำนาจนิติบัญญัติ (สภาผู้แทนราษฎร / วุฒิสภา)
2) อำนาจบริหาร (รัฐบาล / คณะรัฐมนตรี)
3) อำนาจตุลาการ (ศาลยุติธรรม / ศาลปกครอง)
4) อำนาจที่สี่ : Fourth Branch (องค์กรอิสระ / ศาลรัฐธรรมนูญ)
▼
[ ทุกฝ่ายทำหน้าที่ตรวจสอบและคานอำนาจซึ่งกันและกัน ]
1)ในระดับสากล: ประเทศประชาธิปไตยต่างยอมรับองค์กรลักษณะนี้เพื่อป้องกันสภาวะ “เผด็จการโดยการเลือกตั้ง” (Elective Dictatorship) โดยให้องค์กรอิสระมีความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญ (Constitutional Legitimacy) ในการคานอำนาจ “ความชอบธรรมจากหีบเลือกตั้ง” (Democratic Legitimacy) ไม่ให้ผู้ชนะการเลือกตั้งใช้อำนาจตามอำเภอใจ
2) ในบริบทประเทศไทย: แนวคิดนี้ถูกนำเข้ามาอย่างเป็นระบบใน รัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อแก้ปัญหาธนกิจการเมืองและการทุจริตเชิงนโยบาย และตามรัฐธรรมนูญ 2560 แบ่งองค์กรอิสระออกเป็น:
• องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (หมวด 12): คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.), และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
• องค์กรอิสระอื่น ๆ: เช่น องค์กรอัยการ, คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นต้น

2. วิวัฒนาการจาก “ผู้พิทักษ์กติกา” สู่ “ระบอบกำกับควบคุมทางการเมือง”
ตลอดระยะเวลาสองทศวรรษ บทบาทขององค์กรอิสระในไทยได้เปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญผ่านรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับหลัก:
• รธน. 2540 (Anti-Corruption Regime): ทำหน้าที่เป็น “กรรมการคุมกติกา” (Referee) เพื่อปฏิรูปการเมืองและสร้างมาตรฐานความโปร่งใส
• รธน. 2550 (Counter-Majoritarian Regime): เพิ่มน้ำหนักในการตรวจสอบและคานอำนาจรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังเกิดวิกฤตการเมืองและการตั้งคำถามเรื่องการครอบงำองค์กรตรวจสอบ
• รธน. 2560 (Political Control Regime): ขยายอำนาจกว้างขวางที่สุดจนกลายเป็น “ผู้กำกับโครงสร้างทางการเมือง” (Political Player) ผ่านกลไกมาตรฐานทางจริยธรรม การตัดสิทธิทางการเมือง และการยุบพรรคการเมือง ส่งผลให้องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาดเหนือสถาบันที่มาจากประชาชนอย่างสมบูรณ์

3. ถอดรหัสต้นตอปัญหา: มลทินเชิงโครงสร้าง vs ปัจจัยตัวบุคคล
วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่อาจมองเป็นเพียงความผิดพลาดของกรรมการรายบุคคล แต่เกิดจากการสะสมของปัญหาใน 2 มิติหลัก:
3.1 ปัญหาจากตัวบทกฎหมายและโครงสร้างสถาบัน (Institutional & Legal Issues)
1)ขอบเขตอำนาจที่ไม่ได้สัดส่วน (Over-extended Mandates): กฎหมายมอบอำนาจทำลายล้างทางการเมือง (เช่น การยุบพรรค หรือตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต) ผ่านถ้อยคำที่กว้างและเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจ เช่น “มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ทำให้เกิดสภาวะ Lawfare หรือการใช้นิติสงครามสืบทอดและควบคุมอำนาจ
2) ความล้มเหลวของสายสัมพันธ์แห่งความชอบธรรม (Legitimacy Chain Failure):
• รธน. 2560 กำหนดให้วุฒิสภา (สว.) ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ
• เมื่อที่มาของ สว. ผ่านระบบเลือกกันเองถูกตั้งคำถามเรื่องการฮั้วและการจัดตั้งเสียงข้างมาก ความคลางแคลงใจดังกล่าวจึงส่งผ่านไปยังองค์กรอิสระ (เช่น กกต. ป.ป.ช. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) ที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว. เสียงข้างมาก
• เกิดสภาวะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) เมื่อ กกต. ต้องสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. ชุดที่ให้กำเนิดตนเอง นำไปสู่การประวิงเวลาหรือ “ดองเรื่อง” ยาวนาน จนเกิดภาวะสุญญากาศทางความน่าเชื่อถือ
3) การขาดระบบตรวจสอบผู้ตรวจสอบ (Absence of “Who Checks the Checkers?”): ไม่มีช่องทางให้ประชาชนหรือองค์กรใดที่สามารถถอดถอนหรือตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อองค์กรอิสระใช้อำนาจล่าช้าหรือเลือกปฏิบัติ
3.2 ปัญหาตัวบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร (Personal & Behavioral Issues)
1)สภาวะไร้ความยึดโยงทางอุดมการณ์ประชาธิปไตย: ผู้เข้าดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่เติบโตมาจากระบบราชการ ฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายความมั่นคง ทำให้มีวิธีคิดแบบ “อำนาจนิยมสั่งการ” (Bureaucratic/Authoritarian Mindset) ที่มองการเมืองจากการเลือกตั้งเป็นความวุ่นวายที่ต้องคุมพฤติกรรมมากกว่าจะมองว่า ตนมีหน้าที่ส่งเสริมเจตนารมณ์ของประชาชน
2) การปราศจากความเป็นกลางทางบรรทัดฐานการทำงาน (Double Standards): การเร่งรัดคดีฝ่ายหนึ่ง แต่ดึงเวลาคดีของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คำวินิจฉัยสูญเสียคุณสมบัติเรื่องความคาดเดาได้ (Predictability) ซึ่งเป็นหัวใจของหลักนิติรัฐ

4. ผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยและอนาคตประเทศไทย
หากวิกฤตศรัทธานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศไทยจะเผชิญกับผลกระทบ 3 ประการ:
1)วิกฤตความศรัทธาต่อระบบสถาบัน (Institutional Collapse): เมื่อประชาชนรู้สึกว่าหีบเลือกตั้งไม่มีความหมายเพราะถูกลบล้างได้โดยคนไม่กี่คน ความขัดแย้งจะทะลักออกจากระบบสภาไปสู่การปะทะบนท้องถนน
2) ภาวะอัมพาตในการบริหารราชการ (Governance Paralysis):
ข้าราชการและนักการเมืองไม่กล้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกหรือนโยบายพัฒนาประเทศ เพราะเกรงกลัวภยันตรายจากการถูกร้องเรียนเรื่องจริยธรรมย้อนหลัง
3) การสูญเสีย “คนกลาง” ยามวิกฤต: ในวันที่ประเทศเกิดวิกฤตการเมือง สังคมจะไม่เหลือองค์กรใดเลยที่จะทำหน้าที่เป็นตาข่ายความปลอดภัย (Safety Net) เพราะทุกองค์กรถูกมองว่าเลือกข้างไปหมดแล้ว

5. แนวทางปฏิรูปและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในสถานการณ์ปัจจุบัน

การรอดพ้นจากวิกฤตนี้จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างสถาบันอย่างถอนรากถอนโคน ผ่าน 7 แนวทางสำคัญ ดังนี้:

1) การปฏิรูปที่มาและกระบวนการสรรหา (Connecting to Democratic Legitimacy)
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: พึ่งพาวุฒิสภาที่มาจากการเลือกกันเองในการให้ความเห็นชอบ และองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาที่ขาดความหลากหลายจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง
• ข้อเสนอปฏิรูป: ในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้มีวุฒิสภาซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่แท้จริง พึงเชื่อมโยงกระบวนการให้ความเห็นชอบกลับสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎร (ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) ร่วมลงมติเห็นชอบ เพื่อรับประกันการยอมรับจากทุกขั้วทางการเมือง พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนภาควิชาชีพและภาคประชาสังคมในคณะกรรมการสรรหา และกำหนดให้กระบวนการสรรหามีความโปร่งใสมากขึ้น อย่างน้อยจะต้องมีการถ่ายทอดการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครสู่สาธารณะ นอกเหนือจากการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อนวันแสดงวิสัยทัศน์

2) การปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาทำหน้าที่กรรมการในองค์กรอิสระ
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: ส่วนใหญ่จะกำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระว่า ต้องทำงานหรือเคยทำงานภาครัฐในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ทำให้ได้กรรมการในองค์กรอิสระเพราะอายุงานมาเป็นจำนวนมากที่ขาดภูมิหลังด้านความเที่ยงธรรม กล้าหาญ และซื่อสัตย์สุจริต
• ข้อเสนอปฏิรูป: นอกจากความรู้ความเชี่ยวชาญที่กำหนดแล้ว ให้ระบุในการสมัครด้วยว่า ผู้สมัครมีภูมิหลังอะไรที่แสดงให้เห็นว่า มีความเที่ยงธรรม กล้าหาญ และซื่อสัตย์สุจริต นอกเหนือจาก “อายุความ” ในการทำงาน

3) การปรับขนาดและขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Resizing Mandates)
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: มีอำนาจล้นเกินในการยุบพรรคการเมือง เพิกถอนสิทธิทางการเมือง และใช้อันตรายจาก “มาตรฐานทางจริยธรรม” ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
• ข้อเสนอปฏิรูป: คืนดุลพินิจทางการเมืองให้ประชาชนและสภาผู้แทนราษฎร โดยจำกัดอำนาจการยุบพรรคการเมืองและการตัดสิทธิทางการเมืองให้อยู่ในเงื่อนไขที่แคบ ชัดเจน และเป็นภัยร้ายแรงประจักษ์ชัดเท่านั้น พร้อมทั้งยกเลิกการใช้มาตรฐานทางจริยธรรมเป็นโทษทางกฎหมายในการถอดถอนทางการเมือง โดยกำหนดรูปแบบการถอดถอนใหม่

4) กำหนดให้มีองค์กรทำหน้าที่แทนองค์กรอิสระ ในกรณีที่องค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: ในกรณีที่องค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือไม่มีกรรมการในองค์กรอิสระจะปฏิบัติหน้าที่ (เช่น ลาออกหรือตาย) นอกเหนือจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่ศาลสั่ง (เช่น กรณี กกต. ตามมาตรา 17 วรรคสาม ของ พรป. กกต. 2560 การเลือกตั้ง สส. ต้องหยุดชะงัก ทำให้ไม่สามารถได้ สส. ชุดใหม่ มาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ภายหลังจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร)
• ข้อเสนอปฏิรูป: กำหนดให้มีองค์กรทำหน้าที่แทนองค์กรอิสระโดยเร็วในกรณีที่องค์กรอิสระใดไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือไม่มีกรรมการในองค์กรอิสระที่จะปฏิบัติหน้าที่

5) ปรับลดหน้าที่ขององค์กรบางแห่ง เช่น ป.ป.ช. ให้เหมาะสม
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: องค์กรบางแห่ง เช่น ป.ป.ช. มีงานในหน้าที่มากเกินไป จนทำให้งานเสียหายแก่งานหลัก
• ข้อเสนอปฏิรูป: ปรับลดหน้าที่บางประการ เช่น การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้แก่องค์กรอื่น

6) การกำหนดกรอบเวลาและกลไกตรวจสอบ (Mandatory Timeline & Accountability)
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: มีกรอบเวลาบังคับในการพิจารณายาวนานเกินไป ทำให้เกิดการ “ดองเรื่อง” เลือกปฏิบัติ และไม่มีกลไกให้ประชาชนตรวจสอบผู้ตรวจสอบ (Who checks the checkers?)
• ข้อเสนอปฏิรูป: กำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาและส่งฟ้องคดี (Mandatory Timeline) ให้ชัดเจนและสั้นลง หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ก็สร้างกลไกทางกฎหมายที่เปิดให้ประชาชนหรือองค์กรที่กำหนดสามารถดำเนินการต่อไปได้ (เช่น การให้สิทธิฟ้องคดีเอง หรือยื่นเรื่องต่อศาลโดยตรง)

7) การยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานเหตุผล (Open Data & Reasoned Decisions)
• สภาพปัญหาในปัจจุบัน: ใช้ดุลพินิจในคำวินิจฉัยกว้างเกินไป คาดเดาไม่ได้ และขาดความเป็นเอกภาพในการวินิจฉัย
• ข้อเสนอปฏิรูป: บังคับให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยพร้อมระบุคะแนนเสียงต่อสาธารณะทันที พร้อมทั้งวางมาตรฐานคำวินิจฉัยให้อยู่บนฐานข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เทียบเคียงได้ โดยอย่างน้อยต้องประกาศในเว็บไซต์ขององค์กรภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้สังคมสามารถร่วมตรวจสอบกระบวนการคิดและดุลพินิจได้อย่างเปิดเผย

บทสรุป

องค์กรอิสระไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น “ศัตรูของประชาธิปไตย” แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ “พิทักษ์ประชาธิปไตย” ทว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การออกแบบโครงสร้างที่ผิดพลาดและการให้อำนาจล้นเกิน ได้เปลี่ยนให้องค์กรเหล่านี้กลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง

การปฏิรูปองค์กรอิสระในสถานการณ์ปัจจุบันจึงไม่ใช่การทำลายล้างสถาบันตรวจสอบ แต่เป็นการ “ตัดสายสะดือที่เป็นพิษ” เพื่อคืนตำแหน่งแห่งที่อันทรงเกียรติให้องค์กรอิสระกลับมาเป็นกรรมการที่เป็นกลาง โปร่งใส ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น และได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่าย ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายในการรักษาทั้งนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตยไทยให้มั่นคงอย่างยั่งยืน

การเมือง, วัส ติงสมิต, องค์กรอิสระ, อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา