‘หนู’ลั่นห้ามพกทุกคน จัดระเบียบปืน สั่งคุม10ล้านกระบอก

‘หนู’ลั่นห้ามพกทุกคน  จัดระเบียบปืน  สั่งคุม10ล้านกระบอก

‘หนู’ลั่นห้ามพกทุกคน จัดระเบียบปืน สั่งคุม10ล้านกระบอก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘หนู’ลั่นห้ามพกทุกคน จัดระเบียบปืน สั่งคุม10ล้านกระบอก แจงยิงโจรในบ้านผิด ไม่อยากให้ใกล้อาวุธ เร่งดันแก้กม.เข้าสภา เล็งต่อใบอนุญาต3ปี

นายกฯสั่งจัดระเบียบปืน 10 ล้านกระบอก ย้ำห้ามพกปืนทุกคน คาดโทษสส.ภูมิใจไทย ถ้าแหกคอกหมดอนาคตทางการเมืองแน่ สยบปมดราม่าปมยิงโจรในบ้านผิด ยอมรับพูดสั้นไปหน่อยแต่เจตนาไม่อยากให้อยู่ใกล้อาวุธ ด้าน“ปกรณ์”ลุยแก้กฎหมาย เล็งให้ต่อใบอนุญาตทุก 3 ปี ด้าน‘ศุภชัย’เด้งรับทันควันโชว์ร่างเสร็จแล้วพร้อมเสนอสภาฯ กรมการปกครองสั่งด่วนนายทะเบียนทั่วประเทศคุมเข้มทั้งระบบ อึ้งเปิดกรุนักการเมืองดังชอบสะสมทั้งนั้น

เมื่อเวลา 07.35 น.วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสั่งการในที่ประชุม สส.พรรคภูมิใจไทยห้ามพกปืนว่า ไม่ใช่แค่สั่งการสส. ตอนนี้ใครก็พกปืนไม่ได้ เพราะไม่มีใบพกอีกแล้วในประเทศไทย ใบพกทุกใบในประเทศไทย ณ ขณะนี้หมดอายุหมดแล้ว ฉะนั้น ไม่สามารถพกปืนอีกได้

นายกฯย้ำห้ามพกปืนทุกคนไม่ใช่แค่สส.

เมื่อถามว่าลูกพรรคหลายคน มีการสะสมอาวุธปืน นายกฯ กล่าวว่ามันเป็นเรื่องของเขา เพราะเขาก็ชี้แจงไปในบัญชีทรัพย์สิน จึงเน้นย้ำไปว่าโดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะสส.ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ที่จะมาลงเลือกตั้ง มีตำแหน่งทางการเมืองอะไรก็ตาม ถ้าเกิดมีเรื่องของอาวุธปืนมีการตรวจค้นแล้วพบว่ามีอาวุธปืนก็ผิดกฎหมาย และเมื่อผิดกฎหมาย อาจจะต้องถูกตีความ เป็นเรื่องของจริยธรรม ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยุ่ง สำหรับอนาคตของพวกเขา เพราะเราไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมที่ถูกห้ามลงสมัครเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งเราเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องทําเป็นตัวอย่าง เพราะในเมื่อกฎหมายบอกว่าห้ามพกปืน บุคคลที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยหรือเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นบุคคลที่ประชาชนเลือกมาก็ต้องทําเป็นตัวอย่าง มันก็ไม่มีอะไร เพราะทําตามกฎหมาย

สั่งจัดระเบียบปืน10ล้านกระบอก

เมื่อถามว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ยกเลิกการออกใบ ป.3 แสดงว่าใครก็ตามจะซื้อปืนไม่ได้อีกแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ครับ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องจัดระเบียบปืนในเมืองไทย ตอนนี้มีเป็นสิบล้านกระบอก มันไม่ไหว ประชากรมีเจ็ดสิบล้านคนเอง”

แจงดรามาปมห้ามยิงโจรในบ้าน

เมื่อถามว่ากรณีที่นายกฯระบุว่า ห้ามยิงโจรในบ้าน ตอนนี้กลายเป็นกระแสดราม่าจนเกิดความเข้าใจผิด นายกฯ ตอบว่า”ไม่มีการเข้าใจผิดหรอก หลักสําคัญคือผมพยายามที่จะทําให้ทุกคนให้เห็นว่า อาวุธปืนไม่มีประโยชน์กับใคร ถ้าถูกใช้เมื่อไหร่ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัย หรือควรแก่เหตุอะไรก็แล้วแต่ จะต้องไปพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ได้พิสูจน์โดยตํารวจ เพราะหากมีเหตุเช่นนี้ขึ้นมีการยิง ไม่ว่าจะเป็นการยิงคนที่มาประสงค์ร้ายอะไรก็แล้วแต่

“อย่างไรก็ต้องถูกตั้งข้อกล่าวหาก่อน แล้วก็ไปหลุดในศาล ผมอาจจะสื่อสารสั้นไปนิดนึง แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์คือ ไม่อยากให้พวกเราอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะไม่เคยทําสิ่งที่ดีให้กับคนที่ถูกอาวุธปืนและคนที่ใช้อาวุธปืน เพราะคนที่ถูกอาวุธปืนอาจจะบาดเจ็บและเสียชีวิต คนที่ใช้อาวุธปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล แล้วกว่าจะมีคําพิพากษาว่าสิ่งที่คุณทําเป็นการป้องกันตัวเอง มันควรแก่เหตุแล้ว คุณต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ไปประกันตัว ทําอะไรต่างๆ มากมาย ผมต้องการจะพูดแค่เตือนสติกันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมันมีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปไหน กฎหมายไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง อย่าอยู่ใกล้ปืนดีที่สุด”นายกฯกล่าวย้ำ

ปกรณ์จ่อถกปค.-กฤษีกาแก้กม.อาวุธปืน

ที่ท้องสนามหลวง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490 ว่าจะมีการหารือกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยจะต้องนำหลักไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 ใช้มาหลายสิบปีแล้ว สถานการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเราใช้ระบบอะนาล็อกควบคุม ให้นายอำเภอเป็นผู้อนุมัติและมีกระดาษเป็นใบอนุญาต ไม่มีการทบยอดกันกับร้านปืนที่นำเข้าระหว่างผู้ซื้อ ครอบครอง และการโอน ซึ่งไม่เป็นระบบ ทำแบบเมื่อก่อนทำแบบง่ายๆเมื่อเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมา จึงต้องดูแลกัน จะต้องมีการออกแบบระบบ เริ่มตั้งแต่ต้นทาง การนำเข้าอาวุธปืนว่านำเข้ามาอย่างไร เช็คสต็อกร้านปืนอย่างไร ร้านปืนในต่างประเทศเวลาจะขายปืนจะมีหลักคล้ายกับธนาคาร ระบบจะต้องมีความเข้มข้นกว่าธนาคารเพราะปืนมีอันตราย จะต้องมีความรับผิดชอบว่าขายปืนให้ใคร เมื่อขายไปแล้วมีระบบการกำกับปืนอย่างไร ใบอนุญาตควรมีอายุหรือไม่ เพราะปัจจุบันไม่มีอายุ

วางมาตรการเข้มรูปแบบต่างประเทศ

“ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการว่าควรจะมีอายุ โดยเสนอว่าควรจะมีอายุ 3 ปี และควบคุมเรื่องการโอน เพราะปัจจุบันมีการนำปืนไปจำนำ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นทรัพย์สินมีทะเบียนไม่สามารถจำนำได้ โดยหลักเอาปืนไปวางแล้วเอาเงินไป คนที่ครอบครองคือผู้รับจำนำ ถือว่าครอบครองปืนเถื่อน เพราะไม่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกัน ต้องควบคุมการใช้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร แม้กระทั่งสนามยิงปืนก็ต้องควบคุมให้มากขึ้น จริงๆ แล้วปืนกับเครื่องกระสุนจะต้องสัมพันธ์กัน แต่ปัจจุบันเครื่องกระสุนเยอะกว่าปืน ทำให้เราเห็นจุดอ่อนตามคดีต่างๆ ปืนกระบอกเดียวมีกระสุนถึง 30-40 นัด ฉะนั้น จึงต้องเข้มข้นมากขึ้น นี่เป็นหลักการที่ต่างประเทศเขาทำ”นายปกรณ์ ย้ำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกใบอนุญาตครอบครองปืนจะออกมาในลักษณะเดียวกับการออกใบอนุญาตขับขี่ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า มันต้องมี หากไปซื้อปืนในร้านปืนต่างประเทศจะรู้เลย ตั้งแต่ท่าถืออาวุธปืน ที่นิ้วมือต้องไม่เข้าโกร่งไก เขาจะดูพฤติกรรมตลอด เขาจะมีความรับผิดชอบสูงมาก เพราะเขาต้องเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม เพราะปืนไม่ใช่ปากกา ที่อยู่ๆ จะขายได้ มันอันตราย เมื่ออันตรายและใช้เป็นอาวุธได้ก็ต้องมีการควบคุมที่เข้มข้น

ต้องปิดช่องโหว่-เช็คแบบเรียลไทม์

เมื่อถามถึงกรณีการโอนลอย แต่ปลายทางไม่มีการโอนเป็นผู้ครอบครองอย่างแท้จริง กลายเป็นช่องโหว่ในการครอบครองอาวุธปืน นายปกรณ์ กล่าวว่า จะต้องปิดช่องโหว่ทั้งหมด อะไรที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นในอดีตได้ให้ทีมงานของกรมการปกครองและกฤษฎีกาไปศึกษาไว้แล้วว่ามีช่องโหว่อะไรบ้าง และจะปิดกันอย่างไร เพราะทุกวันนี้มันเป็นระบบแมนนวล แล้วก็กระจายไม่รู้ว่าใบ ป.3 ที่ออกไปแล้วไปออกใบ ป.4 จริงหรือไม่ หรือว่ามันหายไป ตอนนี้เช็คมือหมด จึงมีโอกาสผิดพลาดสูง นายกฯจึงมีนโยบายให้เช็คแบบเรียลไทม์ เมื่อซื้อปืนเสร็จต้องตัดยอดในสต๊อก เมื่อซื้อเสร็จจะต้องมีออกใบอนุญาตครอบครอง หลังจากนั้นจะรู้ว่าใครเป็นผู้ครอบครองอาวุธและเครื่องกระสุนจำนวนเท่าใด และจะมีระบบมอนิเตอร์ติดตามไปเรื่อยๆ รวมถึงจะต้องไปเช็คดูว่าการจำหน่ายปืนเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ นี่จะเป็นระบบของมัน ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ โดยได้มีการหารือในเบื้องต้นกับกรมสรรพากรแล้ว

จ่อออกกฎกระทรวงชี้แก้กม.ใช้เวลานาน

เมื่อถามว่า ระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมาย จะมีการออกกฎกระทรวงก่อนหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า อาจจะมีแนวทางการออกประกาศกฎกระทรวง แต่ต้องไปคุยกับกรมการปกครองและกฤษฎีกาก่อนว่าจะเอาอย่างไร เพราะการตรากฎหมายใช้เวลานาน จึงจำเป็นต้องมีการออกประกาศชั่วคราวในในช่วงที่มีการแก้ไข

‘สุชาติ’เด้งรับนโยบายห้ามพกปืน

ด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กล่าวถึง กรณีแจ้งทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรากฏมีอาวุธปืน 12 กระบอก ขณะที่นโยบายของนายกรัฐมนตรีเตรียมออกกฎหมายห้ามพกพาอาวุธ จะดําเนินการอย่างไร ว่า เรื่องปืนดังกล่าวเป็นของสะสมในอดีต เหมือนผู้ชายที่ชอบพระเครื่อง ก็ถือเป็นความชอบตั้งแต่ยังไม่มีตําแหน่งทางการเมือง และประกอบกับเป็นเรื่องที่ใช้ในการกีฬา เพราะเมื่อก่อนตนเป็นนักกีฬาด้วย ตนคิดว่าเรื่องนี้อยู่ที่เรามีสติในการใช้ให้ถูกวิธี ทั้งนี้ตนพร้อมสนองนโยบายของนายกฯ อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะกําชับทีมงานอย่างไร ให้สนองนโยบายนี้ นายสุชาติ ตอบว่า ส่วนตัวก็ไม่มีอยู่แล้ว มีเพียงเจ้าหน้าที่ตํารวจ ติดตามตัวที่สามารถพกพาได้ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย และคนทั่วไปก็ไม่สามารถพกได้อยู่แล้ว ใบ ป.12 ก็ไม่ได้ออกมาหลายรัฐบาล และคนที่เคยมี ก็หมดอายุไปแล้ว

จนท.อุทยานพกปืนได้-ตระเวนป่า

เมื่อถามว่าจะกําชับข้าราชการกระทรวงอย่างไร ในเรื่องนี้ นายสุชาติ กล่าวว่า ในกระทรวงของตนมีบางหน่วยงานที่มีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และอุทยาน ซึ่งก็สามารถพกปืนได้ตามกฎหมาย ก็คือปฏิบัติหน้าที่และปะทะกับผู้ลักลอบตัดไม้เถื่อน หรือบุกรุกพื้นที่ต่าง ๆ แต่ข้าราชการทั่วไปก็ไม่สามารถพกพาได้

เมื่อถามว่าการออกมาตรการแบบนี้ จะทําให้กังวลใจในการไปไหนมาไหนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เราไม่ได้ทําร้ายใคร แล้วเขาจะมาทำร้ายอะไรเรา เราก็บังคับใช้กฎหมายตามหน้าที่เรา “เขาจะทําร้ายเรา ก็ถือเป็นความโชคร้ายของเราไป แค่นั้นเอง”

ยธ.ย้ำDSIพกปืนได้-ได้รับอนุญาตอธิบดี

ขณะที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีมาตรการห้ามเจ้าหน้าที่พกปืน ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)มีการกำชับเจ้าหน้าที่หรือไม่ว่าตามระเบียบภายใน มีบางส่วนที่สามารถพกปืนได้ โดยต้องมีใบพกพาและอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และต้องมีใบยืนยันอีกครั้งหนึ่งด้วย เป็นระบบสองชั้น

เมื่อถามว่า พอมีนโยบายแบบนี้ จะกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ซึ่งส่วนมากเป็นเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ เป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องมีอาวุธปืน ทั้งในส่วนของปีนราชการในการเบิกจ่าย และเรื่องปืนส่วนตัว ที่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี

มีปืนที่บ้านใบป.4ถูกต้องแต่ไม่เคยพก

เมื่อถามว่าตัวรัฐมนตรีก็เป็นตำรวจเก่า มีปืนหรือไม่และจะจัดการอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ก็มีเอาไว้ที่บ้าน ไว้ปกป้องทรัพย์สินตามกฎหมาย มีใบป.4 เอาไว้ที่บ้าน ตั้งแต่รับราชการมาไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ ก็ไม่ได้พกปืน ยิ่งมาตอนนี้ ก็ยิ่งไม่ต้องพกปืน

เมื่อถามต่อว่าเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายกรัฐมนตรี ได้กำชับเรื่องนี้ในที่ประชุมด้วยนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ท่านได้กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วยว่าแม้แต่ผู้ติดตามท่านก็จะสุ่มตรวจซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะสุ่มตรวจผู้ติดตาม อาจจะเป็นผู้ติดตามจริง หรือติดตามไม่จริง เจ้าหน้าที่จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ตนเชื่อว่าน่าจะมีปฏิบัติการจริง ในช่วงวันเปิดสภา

ภท.ร่างกม.คุมอาวุธปืนเสร็จแล้ว

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเตรียมร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ..)พ.ศ. …. เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการแก้ไข เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในสังคมโดยมีร้อยกว่ามาตรา

สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดหลักการไว้ถึง 24 ข้อในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 โดยร่างกฎหมายได้ระบุเหตุผลว่าโดยที่พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานโดยไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญ บทบัญญัติหลายมาตรามีความไม่เหมาะสมกับกาลสมัย เนื่องจากเทคโนโลยีได้มีการวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ส่งผลให้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่มีความไม่สอดดคล้องเหมาะสมกับสภาพการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อันก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติของผู้บังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรรมอันดีของประชาชนในหลายประการ สมควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันและสร้างความปลอดภัยต่อประชาชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ปค.สั่งนายทะเบียนทั่วปท.คุมเข้ม

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ลงนามหนังสือด่วนที่สุดถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่11 ส.ค.ที่ผ่านมา กำชับให้นายทะเบียนท้องที่ทุกแห่งเตรียมความพร้อมและดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การอนุญาต การซื้อขาย การครอบครอง ไปจนถึงการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย

มาตรการระยะเร่งด่วน ให้ระงับการอนุมัติโครงการปืนสวัสดิการใหม่ และระงับการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน(แบบ ป.3)เป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเป็นอย่างอื่น พร้อมให้นายทะเบียนทั่วประเทศตรวจสอบจำนวนใบอนุญาตแบบ ป.3ที่ยังค้างอยู่และยังไม่มีการซื้อขายอาวุธปืน และรายงานผลให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายใน 30 วัน ขณะเดียวกัน ผู้ได้รับใบอนุญาตแบบ ป.3และได้ซื้ออาวุธปืนไปแล้ว จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน(แบบ ป.4)ภายใน 30 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ มิฉะนั้นจะเข้าข่ายมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ กรมการปกครองจะเร่งตรวจสอบยอดขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าอาวุธปืนทุกราย ให้สอดคล้องกับยอดใบอนุญาตแบบ ป.3 หากพบความผิดปกติหรือไม่ตรงกัน จะดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด พร้อมประสานกรมสรรพากรตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษีของผู้ประกอบการด้วย

สำหรับสนามยิงปืน กรมการปกครองจะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและการกีฬาแห่งประเทศไทย ตรวจสอบยอดเครื่องกระสุนปืนที่อยู่ในความครอบครองของสนามยิงปืนทุกแห่งว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีอย่างจริงจัง พร้อมตรวจสอบด้านภาษีเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกัน ฝ่ายปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเร่งปราบปรามอาวุธปืนเถื่อน หากพบผู้กระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายและเสนอให้ศาลพิจารณาโทษขั้นรุนแรง

เร่งแก้ก.ม.-เพิ่มโทษ-เข้มตรวจสอบ

มาตรการระยะยาว มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เสนอปรับปรุงพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการอนุญาตและการซื้อขายอาวุธปืนทุกขั้นตอนแบบ Real-time เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากรและกรมสรรพากร ตลอดจนเพิ่มมาตรการจัดเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน ยกระดับการควบคุมการค้าอาวุธปืน และกำหนดความรับผิดชอบของผู้ค้าอาวุธปืนต่อความปลอดภัยของสังคม รวมถึงเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด โดยให้เสนอร่างกฎหมายฉบับแก้ไขภายใน 60 วัน

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางกำหนดให้ใบอนุญาตให้มี และใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ต้องต่ออายุทุก 5 ปี รวมทั้งเพิ่มมาตรการควบคุมการซื้อขายเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าอาวุธปืนและสนามยิงปืนให้รอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยให้มีการตรวจสอบยอดจำหน่ายเทียบกับสินค้าคงคลังเป็นรายวัน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรมการปกครองได้ขานรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย โดยกำชับให้ฝ่ายปกครองและนายทะเบียนทั่วประเทศเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เมื่อได้รับแจ้งข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรมการปกครองจะเร่งออกหนังสือสั่งการพร้อมแนวทางปฏิบัติโดยละเอียดให้นายทะเบียนทั่วประเทศถือปฏิบัติต่อไป พร้อมกำชับให้ทุกพื้นที่ติดตามข้อมูลข่าวสารและเตรียมความพร้อมอย่างใกล้ชิด

เปิดบัญชีอาวุธปืนใน ครม.อนุทิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย พบว่า รัฐมนตรีและบุคคลใน ครม.อนุทิน 1 หลายรายมีการแจ้งอาวุธปืนเป็นทรัพย์สิน โดยบางรายมีจำนวนหลายกระบอก และถูกจัดอยู่ในหมวดทรัพย์สินอื่นร่วมกับพระเครื่อง นาฬิกา เครื่องประดับ และของสะสมต่าง ๆ โดยมีบุคคลที่น่าสนใจดังนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ครม.อนุทิน 1 และดำรงตำแหน่งต่อใน ครม.อนุทิน 2 โดยการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. มีอาวุธปืน 27 กระบอก มูลค่า 2.65 ล้านบาท ในเอกสารเพิ่มเติม

รุทธพล10/ธรรมนัส7กระบอก

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แจ้งมีทรัพย์สินรวมกว่า 37 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีปืนรวม 10 กระบอก รวมมูลค่า 768,000 บาท, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ใน ครม.อนุทิน 1 มีการแจ้ง อาวุธปืน 7 กระบอก ในบัญชีทรัพย์สิน, นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม แจ้งมีทรัพย์สินรวมคู่สมรสกว่า 201 ล้านบาท ในจำนวนนี้แจ้งถือครองปืน พร้อมใบอนุญาต 6 กระบอก รวมมูลค่า 7 แสนบาท, น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช อดีต รมช.คมนาคม แจ้งมีปืน 6 กระบอก

พิพัฒน์มีไม่น้อย5กระบอก

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมใน ครม.อนุทิน 1 แจ้งทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2568 มีทรัพย์สินรวมกับคู่สมรสกว่า 4,613 ล้านบาท โดยในทรัพย์สินอื่นมี อาวุธปืน 5 กระบอก, นายทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งต่อมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2 แจ้งทรัพย์สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง รมช.มหาดไทยว่า มีทรัพย์สินส่วนตัวกว่า 20 ล้านบาท โดยหมวดทรัพย์สินอื่นระบุ ปืน 4 กระบอก ประกอบด้วยปืนออโตเมติก 9 มม. ปืนเดี่ยวลูกซองขนาด 12 ปืนพาราเบลัมขนาด 7.65 และปืนเดี่ยวลูกซองขนาด 12

ส่วน น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม้บัญชีทรัพย์สินที่เปิดเผยในปี 2568 จะพบว่าอาวุธปืน 4 กระบอกเป็นทรัพย์สินของ พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ คู่สมรส ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของศุภมาส แต่ก็อยู่ในบัญชีทรัพย์สินของครอบครัวรัฐมนตรี และถูกแจ้งไว้ในหมวดทรัพย์สินอื่น

เข้มอดีตนักโทษ สั่งเฝ้าระวัง4.3พันคน สกัดซ้ำรอยป๋อง5ศพ

เข้มอดีตนักโทษ  สั่งเฝ้าระวัง4.3พันคน  สกัดซ้ำรอยป๋อง5ศพ

เข้มอดีตนักโทษ สั่งเฝ้าระวัง4.3พันคน สกัดซ้ำรอยป๋อง5ศพ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ถอดบทเรียน “ป๋อง 5 ศพ” กรมคุมประพฤติเร่งคลอดแผนเฝ้าระวังอดีตนักโทษทำผิดซ้ำ ไม่ให้ซ้ำรอย เผย“กลุ่มเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ”ล่าสุดมี 4,333 รายทั่วประเทศ คลอด“คณะทำงานระดับพื้นที่” ร่วม มท. วางเกณฑ์อุดช่องโหว่จำแนกอดีตนักโทษแบ่งเป็น 3 สี “แดง” ให้ความสำคัญพิเศษ“ส้ม” ให้ความสำคัญพอสมควร “เหลือง” ให้ความสำคัญตามการเฝ้าระวัง

จากกรณีนายฑณา เกิดทอง หรือป๋อง 5 ศพ อดีตนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่พ้นโทษออกมาแล้ว ก่อคดีรุนแรงซ้ำ แม้อยู่ในมาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษจากคำสั่งศาล ภายใต้พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC นั้น

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีผู้ต้องขังพ้นโทษที่ถูกศาลมีคำสั่งเฝ้าระวัง 4,333 ราย ซึ่งไม่สามารถสันนิษฐานล่วงหน้าได้ว่าจะมีกี่รายในจำนวนนี้จะไปก่อเหตุทำความผิดซ้ำหรือไม่ ยกตัวอย่างกรณีนายฑนา หรือป๋อง ที่ศาลมีคำสั่งให้เฝ้าระวังหลังพ้นโทษ 2 เดือนคือ ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง และให้รายงานตัวทุก 3 เดือน แต่ในข้อเท็จจริงหลังจากนั้นก็พบว่าเวลาไม่ถึงเดือน ผู้ถูกเฝ้าระวังกลับไปก่อเหตุฆาตกรรมถึง 5 ศพ

ดังนั้น สาระสำคัญและช่องโหว่ จึงอยู่ที่ห้วงเวลาก่อนการรายงานตัวครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นนั้น เราควรรู้ว่าระหว่างนี้ผู้ถูกเฝ้าระวังมีกิจวัตรหรือไปทำอะไร ประกอบอาชีพที่ไหนบ้าง นอกจากนี้ ตนมองว่าการประเมินความเสี่ยงของราชทัณฑ์สำหรับผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ต้องขังเหลือโทษ 6 เดือน – 1 ปี เพื่อเตรียมพ้นโทษว่า เป็นผู้มีความเสี่ยงน้อยต่อการทำความผิดซ้ำ อาจยังไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปและตอบโจทย์ได้ทันทีว่าเมื่อเขาพ้นโทษไปแล้วจะเสี่ยงน้อยตลอดไปหรือไม่ เพราะขั้นตอนสุดท้ายสำหรับมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษของผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง จะเป็นการใช้ดุลพินิจของศาล ซึ่งศาลจะพิจารณาจากรายงานการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่คณะกรรมการระดับเรือนจำ ตามด้วยรายงานความเห็นของคณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ) ตามมาตรา 16

อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ต้องขังถูกใช้มาตรการใดหลังพ้นโทษ ก็ย่อมเป็นสัดส่วนที่ต้องเหมาะสมกับพฤติกรรม และสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกเฝ้าระวังด้วย เพราะขาก็ได้รับโทษตามอัตราโทษเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเป็นผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงที่ต้องพ้นโทษกลับไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ กระบวนการยุติธรรมจึงมองเห็นเรื่องของความปลอดภัยของสังคมและชุมชน ที่ผู้ถูกเฝ้าระวังจะไปพำนักอาศัย จึงต้องยืนยันว่ามาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษ แต่เป็นผลดีกับตัวผู้ถูกเฝ้าระวังเองด้วย เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของคนในสังคมว่า คุณจะไม่เสี่ยงกลับไปทำความผิดซ้ำ

อธิบดีกรมคุมประพฤติเผยอีกว่า ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีสถิติจำนวนผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาลให้มีมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ 4,333 ราย ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลเข้มงวด ระหว่างนี้เราจึงทบทวนคดีล่าสุดที่เกิดขึ้น และได้แนวทางเพื่อจัดทำระบบและกระบวนการมาช่วยเพิ่มเติม เพื่ออุดช่องโหว่ตรงนี้ ว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้ถูกเฝ้าระวังปฏิบัติตามคำสั่งศาล ไม่เสี่ยงไปทำความผิดซ้ำอีก ระหว่างนี้กรมคุมประพฤติส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานข้อมูลกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และตำรวจในพื้นที่ ให้สอดรับการตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ แบ่งเป็น

1.คณะทำงานระดับจังหวัด ที่จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และ2.คณะทำงานระดับอำเภอ ที่จะมีนายอำเภอ เป็นประธาน โดยทั้งสองคณะจะมีบทบาทร่วมกันวางมาตรการ เริ่มต้นจากสำรวจและทำรายงานในส่วนผู้ถูกเฝ้าระวังแต่ละรายว่าปัจจุบันทำอะไรอยู่บ้าง และมีความเสี่ยงไปทำความผิดซ้ำหรือไม่ หรือมีคนในชุมชนรายงานเหตุความเสี่ยงหรือไม่ จากนั้นคณะทำงานจะร่วมกันพิจารณาข้อมูล อาทิ ประวัติทำผิด สาเหตุทำผิด พฤติการณ์รุนแรงในคดีเก่า ภาวะจิต นิสัย ประวัติชีวิตและครอบครัว เพื่อออกแบบมาตรการเฝ้าระวังความเสี่ยงเป็นรายบุคคลแบบใกล้ชิด

“เบื้องต้นคาดว่าภายในเดือนสิงหาคม 2569 มีความคืบหน้าในการจำแนกผู้ถูกเฝ้าระวังทั้ง 4,333 ราย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มสีแดง (ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ) กลุ่มสีส้ม (ให้ความสำคัญพอสมควร) และกลุ่มสีเหลือง (ให้ความสำคัญตามการเฝ้าระวัง) ซึ่งจะคำนึงถึงระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่ง ประกอบการจำแนกกลุ่มสีด้วย ซึ่งเชื่อว่าคณะทำงานระดับพื้นที่ ที่แต่งตั้งล่าสุดจะช่วยอุดช่องโหว่ และเพื่อดูแลติดตามผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาลให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด”อธิบดีกรมคุมประพฤติระบุ

ลุยสอบปม ชัยชนะ ตบ รองผกก. ตร.ภาค 8 ลงพื้นที่ พบนั่งดื่มสุราด้วยกัน มีปากเสียง-ทำร้าย

ลุยสอบปม ชัยชนะ ตบ รองผกก. ตร.ภาค 8 ลงพื้นที่ พบนั่งดื่มสุราด้วยกัน มีปากเสียง-ทำร้าย

ลุยสอบปม ชัยชนะ ตบ รองผกก. ตร.ภาค 8 ลงพื้นที่ พบนั่งดื่มสุราด้วยกัน มีปากเสียง-ทำร้าย

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.31 น.

วันที่ 12 สิงหาคม 2569  โฆษกตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช รายงานผลการดำเนินการ กรณีที่ปรากฏข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ โพสต์ข้อความ สส.คนดังนครศรีธรรมราช ตบหน้ารองผู้กำกับการในจังหวัดนครศรีธรรมราช นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตรวจสอบและสืบสวนสอบสวน ดำเนินการทางวินัย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 รรท.ผบก.ก.จว.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วย พ.ต.อ.ขจิตร คงปราบ รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรมราช , พ.ต.อ.นัษวุฒิ ทองทิพย์ รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช และ พ.ต.ต.ธีระวุฒิ เทพเลื่อน ผกก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช
ได้ลงพื้นที่เพื่อทำการสืบสวนสอบสวน พร้อมสั่งการให้ พล.ต.ต.เลิศชาย จำปาทอง ผบก.สส.ภ.8 นำชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนจากตำรวจภูธรภาค 8 เข้าร่วมตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ

เบื้องต้นทราบว่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค.69 ณ บ้านหัวควน หมู่ 2 ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งใหญ่ และญาติไปร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพมารดานายกเทศบาลตำบลปริก โดยหลังจากสวดพระอภิธรรมศพเสร็จ ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 23.30 น.  ได้นั่งดื่มสุรากับนายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีปากเสียงจนทำร้ายกัน

โดยหลังจากการสอบสวน พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ฯ เสร็จ ได้เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ติดตามพยานบุคคลอื่นที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุมาทำการสอบสวนเพิ่มเติม และจะรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป การดำเนินการไม่มีปัญหาอุปสรรรคแต่อย่างใด ผู้บังคับบัญชาของตำรวจภูธรภาค 8 ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 8 มาสนับสนุนการปฏิบัติ

จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังท่านที่มีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวที่ได้บันทึกไว้ตามวันเวลาในสถานที่เกิดเหตุ หรือพยานหลักฐานอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน สามารถส่งให้กับ พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานท์พิริย ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ จะพิจารณารวบรวมไว้ใน
สำนวนการสอบสวนและรักษาไว้เป็นความลับ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ให้ข้อมูลดังกล่าว

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบท้องถิ่น พบบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน ชงดำเนินคดีเด็ดขาด

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบท้องถิ่น พบบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน ชงดำเนินคดีเด็ดขาด

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบท้องถิ่น พบบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน ชงดำเนินคดีเด็ดขาด

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น​ พบ​ บกพร่องตั้งแต่​TOR​- บรรจุอัตราเกินร้องขอกว่าเท่าตัว​ -​ แก้คะแนนช่วยคนสอบตก​ พร้อมชงดำเนินคดีเด็ดขาด

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานรองนายกรัฐมนตรี นายปกรณ์ นิลประพันธ์​ มีหนังสื่อที่ กงน.(กร​6)​ 0030 / 2569​ วันที่ 6 สิงหาคม 2569​ เรื่องงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​
ถึงนายกรัฐมนตรี

ตามที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 263/2569 ลงวันที่ 6  กรกฎาคม 2569  เรื่องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​ โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​ รายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30  วันนั้น

บัดนี้ คณะกรรมการดำเนินการเสร็จและขอกราบเรียนสรุปผลการดำเนินการ ดังนี้

1. คณะกรรมการตรวจสอบได้ตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอน (1) การกำหนดอัตราว่างที่จะสอบบรรจุ (2) การอนุมัติให้มีการสอบ (3) การจัดทำ TOR เพื่อจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการสอบ (4) การจัดหาผู้รับจ้าง (5) การดำเนินการของผู้รับจ้างในการจัดสอบและการตรวจผลการสอบ (6) การจัดทำและประกาศผลการสอบ (7) การเรียกบรรจุ และ (8) การดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดการจับกุมขบวนการทุจริตและพบช่องว่างที่เอื้อต่อการทุจริตและมีลักษณะที่ส่อไปในทางที่อาจขัดต่อกฎหมายในเกือบทุกขั้นตอน

2. การกำหนดอัตราว่างที่จะสอบบรรจุ พบว่า ก. กลาง อนุมัติอัตราว่างอันเป็นที่มาของการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเพียง 8,548 อัตรา แต่มีการบรรจุจริงถึง 15,520  อัตรา โดย ก. กลาง มีมติให้ ทั่วไปแก่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่จะเรียกบรรจุได้เองหากมีอัตราว่าง โดยให้เรียกจากบัญชีที่มีการขึ้นทะเบียนไว้​ โดยไม่ต้องผ่าน ก. กลาง อีก ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของหน่วยทั่วไปในการควบคุมค่าใช้จ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และค่าจ้าง โดยจะมีการบรรจุตามอัตราว่างที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้อาจไม่สอดคล้องกับการควบคุมค่าใช้จ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และค่าจ้าง ซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นด้วย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยต้องตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

3.  การอนุมัติให้มีการจัดสอบ พบว่า ก.สถ. อนุมัติให้มีการจัดสอบโดยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เป็นผู้ดำเนินการ และไม่ปรากฏว่ามีการนำประเด็นการทุจริตเรียกรับสอบอันเป็นเหตุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเคยมีคำสั่งให้ยกเลิกการสอบครั้งก่อนมาพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันการทุจริตด้วยทั้งที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

4.การจัดทำ TOR เพื่อจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการสอบ พบว่า ก.สถ.มีมติให้ฝ่ายเลขานุการ (สถ.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมิได้พิจารณารายละเอียดของ TOR เอง ทั้งที่เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดให้มีการสอบที่ต้องรับผิดชอบความถูกต้อง เป็นธรรม และเที่ยงธรรมในการสอบซึ่งเป็นความบกพร่องชัดเจน นอกจากนี้ TOR ยังกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบข้อสอบด้วย​ ทำให้ก.สถ.ไม่​สามารถควบคุมคุณภาพของข้อสอบซึ่งควรต้องมีมาตรฐานด้านคุณภาพไม่ต่ำกว่าคุณภาพข้อสอบเข้ารับของสำนักงาน ก.พ. ด้วย และ ก. สถ.ต้องมีระบบงานที่เข้มงวดในการควบคุมและกำกับการดำเนินงานของผู้รับจ้าง แต่กรณีนี้ไม่มีระบบที่ชัดเจนซึ่งต่างไปจากการจัดการสอบของหน่วยงานอย่างมาก

อนึ่ง แม้ TOR จะกำหนดให้ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบการสอบทั้งหมด​ ในลักษณะ​เบ็ดเสร็จเด็ดขาด​ ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง ก็ไม่ทำให้ ก.สถ. พ้นจากความรับผิดชอบอันเป็นหน้าที่และอำนาจ​กฎหมายไปได้ ทั้งนี้ การพิจารณาความรับผิดชอบในรายละเอียดของ ก.สถ. และกลุ่มผู้จัดทำ​TOR.เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป

5. การจัดหาผู้รับจ้าง พบว่า เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

6 . การดำเนินการของผู้รับจ้างในการจัดสอบและการตรวจผลการสอบ พบว่าผู้รับจ้างดำเนินการรับจ้างช่วงเป็นผู้ตรวจผลการสอบ และเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างมีการสั่งให้ผู้รับจ้างช่วง​สำเนาข้อมูลผลการสอบเพิ่มเติมอีก 1 ชุดให้แก่ตน อันเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต และเมื่อ TOR  กำหนดให้ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบการสอบทั้งหมดในลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้ ก.สถ. ไม่เคร่งครัดที่จะตรวจสอบการดำเนินการของผู้รับจ้าง จึงเป็นข้อบกพร่องที่ต้องตรวจสอบต่อไปว่าเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือไม่  แต่ไม่ว่าอย่างไร ก.สถ. ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายในกรณีนี้ก็ไม่อาจยกขึ้นปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้

7. การจัดทำและประกาศผลการสอบ พบว่า ผลการตรวจทันทีภายหลังการสอบภาค ก. และ ข. ไม่ตรงกับผลสอบภาค ก. และ ข. ที่มีการประกาศ และในการรับรองผลการสอบ ก.สถ. ไม่ได้พิจารณาในรายละเอียดโดยอ้างเหตุว่าเป็นเรื่องลับทั้งที่เป็นผู้กำหนดชั้นความลับเอง  เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดการสอบและต้องรับผิดชอบผลการสอบด้วย คงจำนวนผู้สอบได้ตามที่ฝ่ายเลขานุการนำเสนอเท่านั้น ถือเป็นความบกพร่องร้ายแรง นอกจากนี้ ยังปรากฏจาก digital footprint และการให้ปากคำของผู้เกี่ยวข้องว่ามีการสั่งการและประสานงานให้เจ้าหน้าที่ สถ.แก้ไขข้อมูลผลการสอบหลายครั้ง และจากการให้ถ้อยคำของผู้เกี่ยวข้อง พบว่าผู้เกี่ยวข้องบางรายได้
มอบหมายและประสานกับ “บุคคลภายนอก” ที่มิได้มีหน้าที่และอำนาจใด ๆ ในการแก้ไขผลการสอบที่มีการประกาศนั้นด้วย อันเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติและทุจริตอย่างชัดแจ้ง ปราศจากความละอาย และไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ สำหรับการแก้ไขคะแนน มีทั้งการแก้ไขคะแนนจากผู้สอบตกให้เป็นผู้สอบได้ และการแก้คะแนนผู้สอบได้อยู่แล้ว ให้มีคะแนนมากขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อลำดับของการขึ้นทะเบียนเพื่อเรียกบรรจุ

8. การเรียกบรรจุ พบว่า มีการบรรจุอัตราว่าว่างตามที่กราบเรียนแล้วใน​ข้อ 2. ซึ่งต้องมีการตรวจสอบต่อไปว่าเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการหรือไม่ ถ้าไม่ชอบจะต้องมีการแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

9. การดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดการจับกุมขบวนการทุจริต พบว่า ก.สถ. ยังมีการเรียกบรรจุเพิ่มแม้จะปรากฏว่ามีการจับกุมขบวนการทุจริตโดยไม่คำนึงถึงข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้มีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินการของ ก. กลาง และ ก.สถ. รวมทั้ง สถ. โดยอ้างเหตุว่า เกรงจะถูกฟ้องร้อง และหลังจากนั้นกลับมีคำสั่งให้บรรจุ โดยไม่กลัวถูกฟ้อง​ ถือเป็นเรื่องผิดปกติ

ทั้ง 32 กระบวนการเกณฑ์คุณภาพข้อสอบ หรือการใช้ผลภาค ก. ของ ก.พ. รวมทั้งให้ขึ้นบัญชีเท่ากับจำนวนตำแหน่งว่างที่เปิดรับ และเสนอข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตให้สำนักงาน ก.พ. เพื่อรวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลางป้องกันมิให้สมัครสอบเข้ารับราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่นได้อีก  และมีความล่าช้าในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำความจริงให้ปรากฏและการตรวจสอบความต้องของการจัดการสอบครั้งนี้ ซึ่งผิดไปจากปกติของหน่วยงานของรัฐที่จะต้องเร่งรีบตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น อันเป็นผลให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการโดยรวม (Trust in Government)สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบราชการทั้งระบบ ซึ่งต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไปถึงแรงจูงใจในความบกพร่องดังกล่าว โดยเฉพาะการไม่ปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และความล่าข้าในการจัดการกับเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาในระบบการสั่งการและบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ รายละเอียดปรากฏตามรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​ จำนวน 1เอกสารภาคผนวก จำนวน 11 เล่ม ที่แบบเสนอมาพร้อมนี้ในการนี้ คณะกรรมการขอกราบเรียนข้อเสนอแนะเพื่อสั่งการ ดังนี้

1. กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

1.1 ดำเนินคดีกับบุคคลตามข้อ 4.2 (ตามที่ปรากฏในรายงานผลการตรวจสอบฯ (หน้าที่​ 20-36) ทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเด็ดขาดทุกราย

1.2 ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการพูดอีกหรือไม่ เพราะการทุจริตครั้งนี้มีลักษณะการทำเป็นขบวนการอย่างชัดเจน และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินคดีแพ่ง อาญา ปกครองและมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเด็ดขาดทันที

1.3 ทบทวนว่าควรให้ ก.สถ. จัดสอบต่อไปหรือไม่ เพราะสาธารณชนเห็นว่าความเชื่อมั่นในการจัดสอบของ ก.สถ. พังทลายลงแล้ว หรือสมควรมอบหมายหน่วยงานอื่น และในการจัดการต่อไป จะต้องมีกลไกและโครงสร้างการจัดการที่มีธรรมาภิบาล

2. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

2.1 ในฐานะเลขานุการ กสถ. จัดทำคะแนนและบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก. และภาค ข. ใหม่จากฐานข้อมูล OMR โดยคัดแยกผู้ที่ปรากฎหลักฐานว่ามีการแก้ไขคะแนนดิบโดยมิชอบออก และเสนอ
กสถ. ทบทวนมติการรับรองผลการสอบ (ครั้งที่ 16/2568  และครั้งที่ 4/2569 ) และเพิกถอนการประกาศผลการขึ้นบัญชี หรือการบรรจุแต่งตั้งผู้ไม่มีสิทธิ พร้อมติดตามเรียกเงินเดือนและค่าตอบแทนคืน เพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ราชการโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ ตามแนวคำวิจฉัยศาลปกครองสูงสุด (ที่ประชุมใหญ่) ในคดีหมายเลขแดงที่ อบ.418/2565 

2.2 ในฐานะคู่สัญญาจ้างกับ มศว ดำเนินการตามสัญญาจ้าง และกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากบุคลากรของคู่สัญญามีส่วนร่วมอย่างชัดแจ้งในการทุจริตขั้นตอนหลังสอบข้อเขียนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลและจัดทำบัญชีผู้สอบผ่าน

2.3 ใช้งานระบบ LHR บันทึกและปรับปรุงข้อมูลอัตราตำแหน่งว่างให้ครบถ้วน ถูกต้องเป็นปัจจุบัน เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลาง พร้อมกำหนดมาตรการทางปกครองบังคับกรณี อปท. ละเลย

2.4 ในฐานะเลขานุการ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เสนอปรับปรุงแก้โจมาตรฐานที่ไปฯการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560  ให้ชัดเจนครอบคลุมทั้งกรอบอัตรากำลัง ขอบเขตอำนาจและชั้นตอนของ กสถ.

3. สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำระบบและฐานข้อมูลกลางผู้ทุจริตการสอบเข้าราชการ ให้หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบได้ เพื่อตัดกลุ่มผู้ทุจริตออกตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครสอบ

4. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงาน ปปง. บูรณาการความร่วมมือในการสืบสวนและขยายผลกับบุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในครั้งนี้อย่างจริงจัง และสนับสนุนการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช. ในส่วนที่อยู่ระหว่างการใช้อำนาจตามกฎหมาย

5. กรมบัญชีกลาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรฐานกลางในการกำหนด TOR สำหรับการจัดจ้างดำเนินการสอบครอบคลุมทุกกระบวนงาน ความมั่นคงปลอดภัยของระบบไอที การคุ้มครองข้อมูล การควบคุมการเข้าถึง การจัดทำ Audit Log และการตรวจสอบผลคะแนน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ

6. สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ป.ป.ท. สตช. มท. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกันศึกษาและจัดทำ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ฐานความผิด และบทกำหนดโทษสำหรับการทุจริตในการสอบแข่งขันเข้ารับราชการหรือหน่วยงานของรัฐให้ชัดเจนและเหมาะสมกับลักษณะการกระทำผิดในปัจจุบัน

จึงกราบเรียนมาเพื่อกรุณาพิจารณา หากเป็นการชอบด้วยดำริ ขอได้ไปรดมีข้อสั่งการตามที่เสนอ และให้ส่งรายงานนี้ให้แก่กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ป.ป.ท. สตช. มท.​ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และรายงานนายกรัฐมนตรีทราบทุกสามเดือน

ชัยชนะ โต้ลือ อดีตรัฐมนตรี ตบ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน

ชัยชนะ โต้ลือ อดีตรัฐมนตรี ตบ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน

ชัยชนะ โต้ลือ อดีตรัฐมนตรี ตบ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

‘ชัยชนะ‘ โต้ลือ ’อดีตรัฐมนตรี‘ ตบ ’รอง ผกก.ทุ่งใหญ่‘ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน เชื่อโดน ’ดิสเครดิตการเมือง‘  

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่มีการเชื่อมโยง เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างเป็นอดีตรัฐมนตรีบ้านใหญ่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตบรองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ขอปฏิเสธ ว่าไม่จริง ข้อเท็จจริง ตนก็ทราบจากข่าว และทางผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ ก็ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ตนและรองผู้กำกับฯ ที่เป็นข่าว มีความเคารพนับถือกันมาอย่างยาวนาน ไม่มีเหตุอะไรที่ไม่สบายใจกัน และภรรยาของรองผู้กำกับนายดังกล่าวก็เป็นญาติกับตน ข่าวที่ออกมาตนก็ไม่ทราบว่ามาจากช่องไหน อย่างไร เพราะทางเจ้าตัวเองก็ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีอะไร 

เมื่อถามว่ากระแสข่าวดังกล่าวจะเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากนายชัยชนะ เป็นกรรมาธิการการตำรวจ สภาฯ นายชัยชนะ กล่าวว่า ยอมรับว่าหากจะมองเป็นเรื่องการเมืองก็มองได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกเล่นงานในลักษณะเช่นนี้มาตลอด แต่ก็ท้ายที่สุดก็สามารถพิสูจน์ด้ว่าไม่เป็นความจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดสื่อสำนักดังกล่าวจึงไม่นำเสนอ แต่ตนขอย้ำในข้อเท็จจริงว่าเมื่อตนและเจ้าตัวไม่มีอะไร แล้วจะมีข้อเท็จจริงอะไรไปมากกว่านี้ เราก็รักและเคารพกันมาอย่างยาวนาน การพูดจากันในงาน ทักทายกัน นั่งทานข้าวด้วยกัน ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นผิดปกติ ซึ่งเมื่อวานนี้เอง ตนก็ได้ไปงานศพ และได้พบกับรองผู้กำกับนายดังกล่าว ยังมีการถ่ายรูปครอบครัวกันแล้วจะมีอะไรไปมากกว่านี้ 

เมื่อถามว่าแต่มีการมองไปถึงว่ารองผู้กำกับนายดังกล่าวไม่ลงมาช่วยหาเสียงในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายชัยชนะ กล่าวว่า ยืนยัน ว่าไม่มี 

เมื่อถามว่าจะมีการเอาผิดต่อสื่อรายดังกล่าวหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ในทางกฎหมายเอาผิดได้ยาก เนื่องจากไม่มีการเอ่ยชื่อ จึงทำให้มีการคาดเดากันไป

ผกก.นครฯออกโรงแจง ข่าวอดีตรมต. ตบ รองผกก. เผยเจ้าตัวปฎิเสธไม่ถูกทำร้าย เป็นเครือญาติสนิทสนมกัน

ผกก.นครฯออกโรงแจง ข่าวอดีตรมต. ตบ รองผกก. เผยเจ้าตัวปฎิเสธไม่ถูกทำร้าย เป็นเครือญาติสนิทสนมกัน

ผกก.นครฯออกโรงแจง ข่าวอดีตรมต. ตบ รองผกก. เผยเจ้าตัวปฎิเสธไม่ถูกทำร้าย เป็นเครือญาติสนิทสนมกัน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ชี้แจงถึงกรณีกระแสข่าวที่ระบุว่า อดีตรัฐมนตรี บ้านใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตบรองผู้กับกับฯ ว่า ตนเองไม่ได้รับรายงานเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายจากรองผู้กำกับการสืบสวนที่เป็นข่าว และไม่มีประชาชนคนใดเข้ามาแจ้งว่าพบเห็นเหตุการณ์กระทำความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด แต่จากการที่ได้สอบถามข้อมูลกับทางรองผู้กำกับการสืบสวนโดยตรง 

เจ้าตัวได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายตามข่าวนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พร้อมทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตนเองรู้จักคุ้นเคยกับ อดีตรัฐมนตรี บ้านใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มานานหลายปี เป็นเครือญาติกัน มีความสนิทสนมและเคารพนับถือกันเป็นพี่น้องกัน ซึ่งตนในฐานะผู้บังคับบัญชา ในเมื่อผู้ที่ข่าวอ้างว่าถูกกระทำเป็นผู้ให้ข้อมูลยืนยันเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องรับฟังข้อมูลของเจ้าตัว เพราะว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งในข่าวระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 วันที่ผ่านมา จึงได้สอบถามเจ้าตัว ก็ยืนยันหนักแน่นว่าข่าวที่ออกไปไม่เป็นความจริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อดีตรมต.บ้านใหญ่ ตบบ้องหู ‘รองผู้กำกับ’ ต่อหน้าคนในงานศพ ด่าลั่น ‘มึงไม่ช่วยหาเสียง’

อนุทิน ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4 ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ-ปชช.

อนุทิน ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4  ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ-ปชช.

อนุทิน ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4 ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ-ปชช.

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

“อนุทิน” ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4  ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ – ปชช.

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่ศูนย์การแสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินชมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–16 ส.ค.นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นครั้งที่ 4  หลังจากที่เดินทางไปตรวจความเรียบร้อยเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ และเปิดงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

โดยนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีกลางร้องเพลงร่วมกับวงเดอะพาเลซ และร้องเพลงยุค 80-90 โดยมีทั้งการยื่นไมโครโฟนให้ประชาชนได้ร้องเพลง และเต้นกับเยาวชนที่มาเที่ยวชมงานอย่างเป็นกันเอง 

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา ใช้งาน ซื้อขาย

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา ใช้งาน ซื้อขาย

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา ใช้งาน ซื้อขาย

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

รองโฆษกรัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน–ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา และใช้อาวุธ เพื่อความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์แนวทางควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาลว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อกังวลเรื่องสิทธิในการป้องกันตนเองและผลกระทบต่อนักกีฬายิงปืน แต่ขอให้แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ เพราะขณะนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายใหม่ การสรุปล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะ “ห้าม 100%” ในทุกกรณี หรือจะตัดสิทธิประชาชนในการป้องกันตนเอง จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า หลักคิดสำคัญของนายกรัฐมนตรีคือการทำให้การครอบครอง การพกพา และการใช้อาวุธปืนอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น โดยต้องแยกให้ชัดระหว่าง “สิทธิในการครอบครอง” กับ “สิทธิในการพกพาและใช้อาวุธ” ซึ่งไม่ใช่สิทธิเดียวกัน การมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำปืนออกไปพกพาในที่สาธารณะหรือหยิบมาใช้ได้ตามใจ

“ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเลือกจัดการปืนถูกกฎหมายหรือปืนเถื่อนก่อน เพราะรัฐบาลต้องจัดการทั้งสองอย่าง ปืนเถื่อนผิดกฎหมายอยู่แล้วก็ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ส่วนปืนที่อยู่ในระบบก็ต้องตรวจสอบและควบคุมการพกพาและการใช้อย่างจริงจัง ขึ้นชื่อว่าเป็นอาวุธปืน ต้องมีระบบควบคุม เพราะเมื่อปืนถูกนำไปใช้ก่อเหตุ สิ่งที่เดิมพันไม่ใช่ใบทะเบียน แต่คือชีวิตของประชาชน” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ การระงับและตรวจสอบการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน หรือ ป.3 การจัดระเบียบใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบผู้ค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุน การตรวจสอบอาวุธและกระสุนในสนามยิงปืน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

“ดังนั้น การตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ไปจัดการปืนเถื่อน อาจยังมองมาตรการไม่ครบ เพราะรัฐบาลกำลังทำทั้งสองด้านพร้อมกัน เราต้องไม่ปล่อยปืนเถื่อน และขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้คำว่า ‘ปืนมีทะเบียน’ กลายเป็นความเข้าใจว่าพกไปไหนหรือใช้เมื่อไรก็ได้” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับข้อเสนอให้ยกระดับการคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืน ตรวจสอบประวัติ พัฒนาฐานข้อมูล และปราบปรามปืนเถื่อน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลรับฟัง และหลายส่วนเป็นแนวทางเดียวกับมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนข้อเสนอเรื่องการตรวจสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรือการ Set Zero เรียกผู้ครอบครองอาวุธปืนทั้งหมดกลับเข้าสู่กระบวนการคัดกรองใหม่ เป็นข้อเสนอที่สามารถนำมาศึกษาได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย ผลกระทบ ความพร้อมของหน่วยงาน และหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมก่อนนำไปใช้จริง

“เรื่องความปลอดภัยของประชาชนไม่จำเป็นต้องแข่งกันว่าใครเสนออะไรได้แรงกว่า หากข้อเสนอใดดีและทำได้จริง รัฐบาลพร้อมรับฟัง แต่ก่อนจะบอกว่ารัฐบาลใช้อารมณ์ อยากให้ดูมาตรการทั้งหมดก่อน เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำมีทั้งการจัดการใบอนุญาต ผู้ค้า กระสุน ฐานข้อมูล ปืนในระบบ และปืนเถื่อน เป็นการจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

ส่วนข้อกังวลว่าประชาชนจะไม่สามารถใช้อาวุธปืนป้องกันตนเองแม้กระทั่งภายในบ้านนั้น รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า แนวนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ลบล้างหลักกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยหลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ยังคงมีผล การจะวินิจฉัยว่าการใช้กำลังหรืออาวุธในเหตุการณ์ใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและความพอสมควรแก่เหตุเป็นรายกรณี

“จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจไปก่อนว่ารัฐบาลกำลังออกกฎหมายห้ามป้องกันตัวเองในบ้าน เพราะยังไม่มีตัวบทกฎหมายใหม่ที่กำหนดเช่นนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอ้างว่ามีปืนไว้ป้องกันตัว ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเปิดช่องให้การพกปืนในพื้นที่สาธารณะกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้จากการเห็นคนถือปืนว่าใครพกเพื่อป้องกันตัว ใครพกเพื่อข่มขู่ หรือใครกำลังเตรียมก่อเหตุ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับนักกีฬายิงปืน รัฐบาลรับทราบข้อกังวลและจะพิจารณารายละเอียดให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อการกีฬา โดยแนวคิดที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องการตรวจสอบและจัดเก็บอาวุธและเครื่องกระสุนในสถานที่ที่เหมาะสม เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะยุติการเล่นกีฬายิงปืนหรือปิดโอกาสทางการกีฬา

ส่วนการนำประเด็นนโยบายกัญชามาเปรียบเทียบกับการควบคุมอาวุธปืน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ควรแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายของแต่ละเรื่อง หากพบร้านค้าหรือผู้ประกอบการกัญชารายใดฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ ขอให้ส่งข้อมูลและหลักฐานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลพร้อมตรวจสอบข้อร้องเรียน แต่การนำเหตุเฉพาะรายมาใช้สรุปแทนผลการดำเนินนโยบายทั้งหมด หรือใช้เป็นเหตุผลตัดสินล่วงหน้าว่ามาตรการควบคุมปืนจะล้มเหลวเช่นเดียวกัน อาจไม่เป็นธรรมต่อข้อเท็จจริงของทั้งสองเรื่อง

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเห็นด้วยว่าการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยว่า การครอบครอง การพกพา การเคลื่อนย้าย และการใช้อาวุธปืนแบบใดสามารถทำได้ และแบบใดเป็นความผิด พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแสปืนผิดกฎหมาย

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่ทำให้คนดีกลัวกฎหมาย แต่ต้องการทำให้ทุกคนตระหนักว่า การมีปืนมาพร้อมข้อจำกัดและความรับผิดชอบที่สูงมาก ปืนไม่ควรเป็นสิ่งที่พกติดตัวไปในชีวิตประจำวันหรือหยิบออกมาแสดงเพื่อข่มขู่กันได้ง่าย ๆ”

“รัฐบาลจะคุมตั้งแต่ต้นทาง คุมการครอบครอง คุมการพกพา คุมการใช้ คุมการค้าและเครื่องกระสุน พร้อมปราบปรามปืนเถื่อนอย่างจริงจัง เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การเอาชนะข้อถกเถียงทางการเมือง แต่คือทำอย่างไรให้ปืนออกจากชีวิตประจำวันของประชาชนให้มากที่สุด และทำให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้น” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

‘อนุทิน’ โพสต์ภาพครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บอก ขอบคุณสรวงสวรรค์ ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บอก ขอบคุณสรวงสวรรค์ ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

‘อนุทิน’ โพสต์ภาพครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บอก ขอบคุณสรวงสวรรค์ ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

‘อนุทิน’ โพสต์ภาพพร้อมหน้าครอบครัวเนื่องในวันแม่ ขอบคุณสรวงสวรรค์ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง เผยอายุครบแซยิดปีนี้ไม่เคยอยากได้อะไรมากไปกว่านี้

วันที่ 12 สิงหาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว 

โดยระบุข้อความว่า อายุครบแซยิดปีนี้ ยังมีพ่อมีแม่อยู่ไม่เคยอยากได้อะไรมากกว่านี้ #ขอบอก #ขอบคุณสรวงสวรรค์ #วันแม่๒๕๖๙

กรมการปกครอง สั่งด่วน นายทะเบียนทั่วประเทศ คุมเข้ม อาวุธปืน ทั้งระบบ

กรมการปกครอง สั่งด่วน นายทะเบียนทั่วประเทศ คุมเข้ม อาวุธปืน ทั้งระบบ

กรมการปกครอง สั่งด่วน นายทะเบียนทั่วประเทศ คุมเข้ม อาวุธปืน ทั้งระบบ

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.17 น.

กรมการปกครอง สั่งด่วน นายทะเบียนทั่วประเทศ คุมเข้ม อาวุธปืน ทั้งระบบ เร่งแก้กฎหมาย เพิ่มโทษ-เข้มมาตรการตรวจสอบ ขีดเส้นภายใน 60 วัน

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ลงนามหนังสือด่วนที่สุดถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา กำชับให้นายทะเบียนท้องที่ทุกแห่งเตรียมความพร้อมและดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การอนุญาต การซื้อขาย การครอบครอง ไปจนถึงการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย

มาตรการระยะเร่งด่วน ให้ระงับการอนุมัติโครงการปืนสวัสดิการใหม่ และระงับการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) เป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเป็นอย่างอื่น พร้อมให้นายทะเบียนทั่วประเทศตรวจสอบจำนวนใบอนุญาตแบบ ป.3 ที่ยังค้างอยู่และยังไม่มีการซื้อขายอาวุธปืน และรายงานผลให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายใน 30 วัน

ขณะเดียวกัน ผู้ได้รับใบอนุญาตแบบ ป.3 และได้ซื้ออาวุธปืนไปแล้ว จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ มิฉะนั้นจะเข้าข่ายมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ กรมการปกครองจะเร่งตรวจสอบยอดขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าอาวุธปืนทุกราย ให้สอดคล้องกับยอดใบอนุญาตแบบ ป.3 หากพบความผิดปกติหรือไม่ตรงกัน จะดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด พร้อมประสานกรมสรรพากรตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษีของผู้ประกอบการด้วย

สำหรับสนามยิงปืน กรมการปกครองจะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและการกีฬาแห่งประเทศไทย ตรวจสอบยอดเครื่องกระสุนปืนที่อยู่ในความครอบครองของสนามยิงปืนทุกแห่งว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีอย่างจริงจัง พร้อมตรวจสอบด้านภาษีเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกัน ฝ่ายปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเร่งปราบปรามอาวุธปืนเถื่อน หากพบผู้กระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายและเสนอให้ศาลพิจารณาโทษขั้นรุนแรง

มาตรการระยะยาว มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เสนอปรับปรุงพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการอนุญาตและการซื้อขายอาวุธปืนทุกขั้นตอนแบบ Real-time เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากรและกรมสรรพากร ตลอดจนเพิ่มมาตรการจัดเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน ยกระดับการควบคุมการค้าอาวุธปืน และกำหนดความรับผิดชอบของผู้ค้าอาวุธปืนต่อความปลอดภัยของสังคม รวมถึงเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด โดยให้เสนอร่างกฎหมายฉบับแก้ไขภายใน 60 วัน

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางกำหนดให้ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ต้องต่ออายุทุก 5 ปี รวมทั้งเพิ่มมาตรการควบคุมการซื้อขายเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าอาวุธปืนและสนามยิงปืนให้รอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยให้มีการตรวจสอบยอดจำหน่ายเทียบกับสินค้าคงคลังเป็นรายวัน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรมการปกครองได้ขานรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย โดยกำชับให้ฝ่ายปกครองและนายทะเบียนทั่วประเทศเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เมื่อได้รับแจ้งข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรมการปกครองจะเร่งออกหนังสือสั่งการพร้อมแนวทางปฏิบัติโดยละเอียดให้นายทะเบียนทั่วประเทศถือปฏิบัติต่อไป พร้อมกำชับให้ทุกพื้นที่ติดตามข้อมูลข่าวสารและเตรียมความพร้อมอย่างใกล้ชิด