นันทิวัฒน์ กระทุ้งรัฐ! เลิกฟรีวีซ่า คัดกรองเข้มสกัดมาเฟีย-สแกมเมอร์

นันทิวัฒน์ กระทุ้งรัฐ! เลิกฟรีวีซ่า คัดกรองเข้มสกัดมาเฟีย-สแกมเมอร์

นันทิวัฒน์ กระทุ้งรัฐ! เลิกฟรีวีซ่า คัดกรองเข้มสกัดมาเฟีย-สแกมเมอร์

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.29 น.

16 มีนาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ยกเลิกฟรีวีซ่า

ช่วงนี้เสียงเรียกร้องให้ยกเลิกฟรีวีซ่าดังระงม
ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าไทยไม่ได้ต่อต้าน
ชาวยิวหรือชนชาติใดเป็นพิเศษ

ไทยยังเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาไทย​ แต่ไทยคงต้องคัดกรองนักท่องเที่ยว

ไทยต้องการนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ​ มีสตางค์
ไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจเข้ามาหางานทำหรือตั้งรกรากในไทย

วิธีการคัดกรองนักท่องเที่ยวคือการดำเนินการผ่านกระบวนการขอวีซ่า​ ที่นักท่องเที่ยวต้องมีประวัติที่ดี​
มีรายได้เพียงพอสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยว​ มิใช่ใครก็ได้สามารถเข้ามาไทยได้​ ไทยเรามีสมบัติ
ที่ดีที่จะอวดชาวโลก​ แต่ต้องมีค่าเข้าชม​ ไม่ฟรี​

อย่าสนใจหรือให้ความสำคัญกับตัวเลขนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนลืมสนใจถึงความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ​ ไทยจึงต้องเสี่ยงภัยกับผู้ก่อการร้าย​ คนที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับแก๊งค์สแกรมเมอร์​ อาชญากรรมออนไลน์ทางเทคโนโลยี​ มาเฟียต่างชาติ

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาและอยู่เกินกำหนด​ ไม่ว่าจะชาวยิวหรือชนชาติอื่น​ ต้องเชิญออกนอกประเทศ​ เพราะเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้​ หากอยากเข้ามาอยู่ในไทยและประกอบอาชีพต้องขอวีซ่าอีกประเภทหนึ่ง

ตรวจคนเข้าเมืองต้องเข้มงวดให้มากต่อนักท่องเที่ยวที่อยู่เกินกำหนด​ คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย​ คนไม่พอ​ เครื่องมือไม่พอ​ รีบขอในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนี้

สว.นันทนา ฟาดแรง! ลั่นปิดจบคดีฮั้วสว.โดยไร้คนผิด คือจุดล่มสลายของความยุติธรรมไทย

สว.นันทนา ฟาดแรง! ลั่นปิดจบคดีฮั้วสว.โดยไร้คนผิด คือจุดล่มสลายของความยุติธรรมไทย

สว.นันทนา ฟาดแรง! ลั่นปิดจบคดีฮั้วสว.โดยไร้คนผิด คือจุดล่มสลายของความยุติธรรมไทย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

สว.นันทนา ฟาดแรง! ลั่นปิดจบคดีฮั้วสว.โดยไร้คนผิด คือจุดล่มสลายของความยุติธรรมไทย 

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “คดีฮั้วสว.คือจุดเริ่มต้นของขบวนการ “กินรวบประเทศ” การปิดจบคดีโดย “ไม่มีใครผิด” คือจุด “ล่มสลาย” ของความยุติธรรม ในประเทศไทย”

เอกภาพขั้วรัฐบาล! เทพไท ชี้ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ปึกแผ่น ส่ง อนุทิน นั่งนายกฯ

เอกภาพขั้วรัฐบาล! เทพไท ชี้ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ปึกแผ่น ส่ง อนุทิน นั่งนายกฯ

เอกภาพขั้วรัฐบาล! เทพไท ชี้ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ปึกแผ่น ส่ง อนุทิน นั่งนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.21 น.

16 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผลเลือกประธานสภาฯ สะท้อนเสียงเลือกนายกฯ

เมื่อวานนี้วันที่ 15 มีนาคม 2569 ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร2ท่าน หลังจากวันที่ 14 มีนาคม 2569 ได้มีรัฐพิธีเปิดสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กระบวนการทางการเมือง ก็เริ่มต้นและเร่งรัดในทันที ซึ่งสวนทางกับกระแสความรู้สึกของประชาชน ที่นิด้าโพลได้ทำการสำรวจ หลังจากกกต.เร่งรีบรับรองผลการเลือกตั้งส.ส. 499 คน โดยไม่ดำเนินการในเรื่องข้อท้วงติง หรือการร้องคัดค้าน

จะเห็นได้ว่าผลการสำรวจของนิด้าโพล พบว่า 44.81% ระบุว่า ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ควรรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรือคำตัดสินกรณีการพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง

ในขณะเดียวกันฝ่ายการเมือง เมื่อผ่านการรับรองจากกกต.ไปแล้ว ก็เร่งรัดทางการเมืองทันที เห็นได้จากการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และมีการกำหนดวันเวลาที่ชัดเจน จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม 2569 นี้เช่นเดียวกัน

ถ้าดูผลการลงคะแนนของการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ฝ่ายรัฐบาลคือพรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ เพื่อแข่งขันกับตัวแทนจากพรรคประชาชน คือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผลปรากฏว่า คะแนนที่นายโสภณได้รับคือ 289 คะแนน นายพริษฐ์ได้รับคะแนน 123 คะแนน งดออกเสียง 80 เสียง และมีบัตรเสีย5ใบ คะแนนที่ออกมาสะท้อนถึงคะแนนของรัฐบาล และคะแนนในการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม 2569 หมายความว่าในส่วนของรัฐบาล ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ คะแนนจะอยู่ที่ 291 คะแนน ซึ่งไม่แตกต่างกับคะแนนของนายโสภณที่ได้รับ 289 คะแนน และการเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี คะแนนจะไม่หนีต่างไปจากนี้ คือความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล คือพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กๆ รวมแล้วประมาณ 291-292 เสียง

ในขณะที่พรรคการเมืองอย่างพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะมีมติงดออกเสียงเหมือนกับตอนโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร เสียงของนายอนุทินก็จะออกมาในลักษณะเช่นนี้ คือรับรองนายอนุทิน 289 ถึง 292 คะแนน งดออกเสียงก็จะประมาณ 80 เสียง ส่วนบัตรเสียไม่น่าจะมี เพราะฉะนั้นคะแนนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร น่าจะสะท้อนถึงคะแนนที่เลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในวันที่ 19 มีนาคม 2569

เรื่องที่น่าสังเกต คือบัตรเสีย5ใบ ซึ่งเป็นไปได้อย่างไร ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือส.ส.ทำบัตรเสีย แสดงให้เห็นว่าส.ส.ชุดนี้ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ที่จะใช้ดุลย์พินิจในการลงคะแนน โดยทำบัตรเสีย หรือมีความผิดพลาดในการลงคะแนน ถือว่าขาดวุฒิภาวะ ขาดความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นไปได้ว่าสภาชุดนี้ 80% ของส.ส.ระบบเขตมาจากการซื้อเสียง

เพราะฉะนั้นความรู้ความสามารถ วุฒิภาวะ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่อาจจะต่ำ จึงทำให้เห็นการทำบัตรเสียของสมาชิกสภา ที่เรียกกันว่าผู้ทรงเกียรติ ซึ่งต่อไปอาจจะไม่ใช่สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติอีกแล้ว ถ้าเป็นสมาชิกสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ คือมาจากการเลือกตั้งมาจากความศรัทธาของประชาชน ไม่ใช่มาจากการซื้อเสียง ถ้าหากว่ามาจากการซื้อเสียงเขาจะไม่เรียกว่าสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติแต่อย่างใด

จึงฝากไว้เป็นข้อสังเกตว่า ความตกต่ำ ความด้อยคุณภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ถึงขั้นลงคะแนนทำบัตรเสียได้

สีหศักดิ์ ต่อสายตรง กต.อิหร่าน ขอสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

สีหศักดิ์ ต่อสายตรง กต.อิหร่าน ขอสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

สีหศักดิ์ ต่อสายตรง กต.อิหร่าน ขอสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.04 น.

“สีหศักดิ์”หารือ”รมว.กต.อิหร่าน” ขอให้สนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คน ที่ยังติดค้างอยู่บนเรือ”มยุรีนารี” พร้อมเรียกร้องทุกฝ่ายกลับสู่การเจรจาและการทูตด้วยสันติวิธีโดยเร็ว

16 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 มี.ค.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือทางโทรศัพท์กับ นายเซย์เยด อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน

รมว.กต.กล่าวต่อว่า ได้ขอให้ฝ่ายอิหร่านสนับสนุนภารกิจการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คน ที่ยังติดค้างอยู่บนเรือ “มยุรีนารี” พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับการอนุญาตให้เรือพาณิชย์ไทยเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ได้ย้ำท่าทีไทยที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่กระบวนการเจรจาและการทูต เพื่อให้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจบลงด้วยสันติวิธีโดยเร็วที่สุด

– 006

ปค.สั่งระงับทันที ระบบยืนยันตัวตน‘ปชน.’

ปค.สั่งระงับทันที  ระบบยืนยันตัวตน‘ปชน.’

ปค.สั่งระงับทันที ระบบยืนยันตัวตน‘ปชน.’

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปค.สั่งระงับทันที ระบบยืนยันตัวตน‘ปชน.’ หลังข้อมูลสมาชิกรั่วไหล

กรมการปกครอง สั่งยกเลิกระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล พรรคประชาชน หลังจากพบข้อมูลสมาชิกรั่วไหล ชึ้อำนาจหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม กรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีข้อมูลของประชาชนเกิดการรั่วไหลในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อตัว-ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมลและข้อมูลอื่นๆ เป็นต้น โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวสาร กรณีพรรคประชาชน ได้ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน

สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอเรียนชี้แจง ดังนี้ 1.การดำเนินการของหน่วยงานรัฐ (1) กรมการปกครอง โดยสำนักบริหารการทะเบียน ได้แจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงโปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น.เป็นต้นไป และได้แจ้งให้จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลให้กรมการปกครองทราบ เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของข้อมูล และพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ กับทุกหน่วยงานด้วยนโยบายการรักษาความลับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

(2) กรณีที่มีการนำข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือใช้เกินวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด หรือการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมิได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม หากตรวจพบว่ามีการกระทำความผิด สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จะพิจารณาเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือร้องเรียนเพื่อให้มีการพิจารณาโทษทางปกครอง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กับผู้กระทำความผิด ต่อไป

2.กรณีหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมโยงข้อมูลมีการปล่อยปละละเลยให้มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่ชอบ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่

(ก) พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรโดยมิชอบ (ข) พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำอันมีข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนบัตรโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร

(ค) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานกฎหมาย โทษทางแพ่ง ทางปกครองและทางอาญา (ง) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 หากมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น(5) กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง หากการได้มาของข้อมูลนำไปใช้เกี่ยวกับการสมัครสมาชิกพรรค หรือกิจกรรมทางการเมืองโดยมิชอบ ทั้งนี้ การพิจารณาความผิดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

3.สิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลหากมีการนำข้อมูลหน้าบัตรประชาชนของบุคคลไปใช้โดยมิชอบ เช่น บริการทางการเงิน เปิดบัญชีทำธุรกรรมต่างๆ เป็นต้น จนทำให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหาย เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดที่มีโทษอาญา และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ (1) ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (2) ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264-268 มีโทษจำคุกสูงสุดถึงสิบปี และปรับสูงสุดสองแสนบาท (3) ความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา14 (1) แห่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(4) ความผิดเกี่ยวกับเปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (5) หากมีการเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (6) ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย

4.แนวทางการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ ในกรณีที่มีความกังวลว่าข้อมูลบนบัตรประชาชนอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ สามารถดำเนินการได้ ดังนี้ (1) ติดต่อสำนักทะเบียนอำเภอ/เขต เพื่อขอทำบัตรประชาชนใหม่ (2) กรณีมีเหตุจำเป็น เช่น ข้อมูลอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ เจ้าหน้าที่สามารถพิจารณาดำเนินการออกบัตรใหม่ได้ตามระเบียบ แต่ยังคงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ระเบียบกำหนด (ค่าธรรมเนียม 100 บาท) (3) โดยเลขประจำตัวประชาชนยังคงเดิม แต่จะมีเลขหลังบัตร (Laser ID) ใหม่

ศบก.ควงผู้ค้ารายใหญ่ดาหน้าการันตี ‘น้ำมัน’ยังมีเยอะ!

ศบก.ควงผู้ค้ารายใหญ่ดาหน้าการันตี  ‘น้ำมัน’ยังมีเยอะ!

ศบก.ควงผู้ค้ารายใหญ่ดาหน้าการันตี ‘น้ำมัน’ยังมีเยอะ!

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศบก.ควงผู้ค้ารายใหญ่ดาหน้าการันตี ‘น้ำมัน’ยังมีเยอะ! เอกนิติยันอยู่ได้สบาย96วัน อนุทินโวมากสุดในอาเซียน เตือนประหยัดแต่ไม่ต้องตุน

นายกฯ เรียกประชุมด่วน ศบก.หลังตรึงดีเซลครบ 15 วัน ด้าน“เอกนิติ” ควงผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เรียงหน้าแถลงยืนยันมีเพียงพอ 96 วันสบายๆ เหมือนเงินในตู้เอทีเอ็มเหมือนจะหมด แต่ความจริงยังเหลืออีกเยอะ พร้อมสั่งบริหารจัดการทั้งเรื่องขนส่ง-ช่วยภาคอุตสาหกรรม เรียกความเชื่อมั่นสกัดคนตื่นตระหนก ส่วน “อนุทิน” ย้ำมีสต๊อกถึง 100 วัน โวลั่นน้ำมันสำรองไทยมากสุดในอาเซียน

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เข้าร่วม

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก. ติดภารกิจตรวจราชการที่ จ.พัทลุง จึงวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน โดยมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการ เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อประเมินสถานการณ์ด้านน้ำมันและพลังงาน ซี่งในวันที่16 มีนาคมนี้ จะครบกำหนดตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน

ยันมีน้ำมันอยู่เยอะ 90วันสบายๆ

โดยนายเอกนิติ กล่าวยืนยันก่อนการประชุมว่า น้ำมันดิบเรามีแน่นอน เพราะน้ำมันเอามากลั่น 90 วันสบายๆ กระทรวงพลังงานเล่าให้ฟัง วันนี้ยังเหลืออีกเยอะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เกิดในเรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องของการขนส่งการทำให้หน้าปั๊มประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันเพียงพอตามที่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(ศสช.)บอกว่า ตู้เอทีเอ็มเงินจะหมด แต่ความจริงแล้วมันยังมีเงินอีกเยอะ

นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้การบริหารจัดการต้องให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าน้ำมันมีอยู่เยอะ ซึ่งความต้องการจากผู้ค้าต่างๆได้รับการยืนยันจากผู้ประกอบการปั้มพีทีที ปั้มบางจาก และผู้ค้ารายใหญ่ทั้งหมด ยืนยันว่าน้ำมันยังไม่หมดยังอยู่เยอะ แต่เรื่องการบริหารจัดการการขนส่งสิ่งที่เราต้องสื่อสารกับประชาชนคือ เราต้องสื่อสารว่าน้ำมันมีเพียงพอที่หน้าปั๊มและเราต้องบริหารจัดการเรื่องการขนส่ง

ชง3เรื่องแก้แตกตื่น-ช่วยภาคอุตฯ

รมว.คลัง กล่าวด้วยว่านอกจากประชาชนมาเติมหน้าปั๊มตามปกติแล้ว ยังมีภาคอุตสาหกรรมที่ปกติไม่ได้เติมหน้าปั๊ม ทำให้ความต้องการหน้าปั๊มมีมากขึ้น คนเลยรู้สึกว่าน้ำมันจะหมด อันนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการ

“สรุปว่าวันนี้สิ่งที่ต้องทำคือ 1.การสื่อสารกับประชาชน วันนี้ผู้ค้าน้ำมันมายืนยันว่า น้ำมันเพียงพอแน่ 2.ต้องฝากกระทรวงพลังงานเรื่องการบริหารขนส่งและโลจิสติกส์ โดยควรจะต้องมีรายละเอียดบอกเลยว่ามันตรงไหนที่กำลังใกล้ขาดก็บริหารไปเติมเลขาศสช.บอกว่า เอทีเอ็มบางแห่งขาดก็เอาเงินมากองว่า มันมีเพียงพอ และ3.เรื่องภาคอุตสาหกรรมที่ทางสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย ได้บอกว่าจะต้องหาทางจัดการ โดยนายพิพัฒน์เสนอบริหารจัดการน้ำมันภาคอุตสาหกรรมไม่ต้องมาแย่งกับภารประชาชนอุตสาหกรรม ก็ต้องมีช่องทาง”นายเอกนิติ กล่าว

ควงผู้ค้าน้ำมันย้ำมีน้ำมันพอ96วัน

ต่อมาเวลา 13.20น.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงภายหลังการประชุม ศบก.ว่า กระทรวงต่างประเทศได้รายงานว่า สถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซยังมีความรุนแรงอยู่ ส่วนในเรื่องน้ำมันในประเทศ วันนี้ทางกระทรวงพลังงานยืนยันว่า น้ำมันดิบยังสามารถบริหารจัดการได้และมีเพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศไม่น้อยกว่า 96 วัน

นอกจากนี้ วันนี้นายกฯได้เชิญทางประธานบริหารของบริษัท ปตท. ผู้แทนของภาคเอกชน ผู้ค้าซึ่งเป็นไปตามมาตรา7 ที่เกี่ยวกับดูแลเรื่องปั๊มต่างๆ ในประเทศไทยทั้งหมดเข้าร่วมประชุมด้วยเพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ว่า ทำไมจึงมีความกังวลซึ่งทุกคนยืนยันว่าน้ำมันยังเพียงพอตามที่กระทรวงพลังงานได้ประกาศไป ส่วนน้ำมันหน้าปั๊มยังมีเพียงพอให้ประชาชนได้ใช้ ไม่ต้องเป็นกังวล

แจงเหตุปั๊มขาดแคลน-คนแตกตื่น

“เราอยากให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า น้ำมันมีเพียงพอแน่นอน สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นวันนี้ได้มาแลกเปลี่ยนเรื่องปัญหาว่า ทำไมบางคนถึงรู้สึกว่า ราคาและน้ำมันถึงมีไม่เพียงพอ โดยได้ให้ไปชี้แจงในเรื่องการสื่อสารและให้ไปดูแลในเรื่องของการขนส่ง เพราะสถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลางอาจจะทำให้ประชาชนเกิดการตื่นตระหนกเลยไปเกิดการเร่งซื้อกักตุนไว้ล่วงหน้า อาจจะทำให้มีบางปั๊มไม่ได้สำรองน้ำมันไว้ในสถานการณ์ปกติซึ่งกระทรวงพลังงานจะรับไปบริหารจัดการให้เพียงพอ ให้ประชาชนได้มีความมั่นใจว่ามันไม่ได้ขาด” นายเอกนิติ กล่าว

ขอให้มั่นใจมีเพียงพอแน่นอน

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า เราได้เตรียมน้ำมันดิบเพียงพอที่จะเอามากลั่นที่ประเทศไทยเพื่อจะกระจายไปให้กับผู้ค้าน้ำมัน ที่จะออกมาเป็นเบนซินหรือดีเซลตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ให้เพียงพอ ซึ่งวันนี้ได้มีการหารือถึงวิธีการบริหารจัดการ เนื่องจากในช่วงนี้อาจจะมีความกังวลว่า มันอาจจะขาดแคลนทุกคนเลยไปกักตุนน้ำมันไว้ก่อนทำให้การบริหารจัดการน้ำมันไปสู่ผู้ค้าน้ำมันต่างๆ ตามปั๊มต่างๆ น้อยกว่าปกติ

“วันนี้เรามีข้อสรุปให้กระทรวงพลังงานอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานไปคุยกับผู้ค้าเพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันตามปั๊มต่างๆมีเพียงพอจะได้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการของประชาชนที่ขณะนี้อาจจะมีความกังวล อยากให้ทุกคนมั่นใจว่าเรื่องของมันมีเพียงพอให้กับประชาชนแน่นอน”นายเอกนิติ กล่าว

พลังงานกางตัวเลขขั้นต่ำอยู่ที่96วัน

ด้าน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ปริมาณน้ำมันสำรองที่มีอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลปัจจุบันเมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ออกตรวจสต๊อกน้ำมันทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 53 ครั้ง 589 ถัง มีน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,400 ล้านลิตร มีน้ำมันสำรองตามกฎหมายประมาณ 3,400 ล้านลิตร สองส่วนนี้รวมกันคิดเป็น 39 วัน ขณะเดียวกันมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยรวมทั้งสิ้นอีก 27 วัน และน้ำมันที่จัดหาเรียบร้อยแล้วอีก 30 วัน รวมขั้นต่ำสุดจะมีน้ำมันอยู่ที่ 96 วัน ยืนยันว่า มีน้ำมันเพียงพอสำหรับในประเทศแน่นอน

นายกฯเร่งจัดส่งเร็วขึ้นแก้ขาดแคลน

นายสราวุธ กล่าวว่า ส่วนที่ประชาชนไปเติมน้ำมันตามสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ทำให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจึงเกิดปัญหาเรื่องการขนส่งน้ำมัน นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้กระทรวงพลังงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการจัดส่งให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และให้มีความเพียงพอไม่ขาดแคลน ส่วนภาคอุตสาหกรรมทางนายกฯได้สั่งการให้นัดหารือกับกลุ่มผู้ค้าในการที่จะไปดูว่าน้ำมันจะไปภาคอุตสาหกรรมด้วยวิธีไหนในเงื่อนไขที่ยุติธรรม

ผู้ค้ารายใหญ่การันตีมีเพียงพอ

ขณะที่ นายคงกระพัน อินทร์แจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดหาน้ำมันดิบของปตท. มีเครือข่ายทั่วโลก ซึ่งมีการเตรียมพร้อมในภาวะวิกฤต สามารถโหลดน้ำมันจากท่าเรืออื่นๆ ที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือการหาแหล่งน้ำมันอื่นๆจากอเมริกา แอฟริกาตะวันตก รวมถึงลาตินอเมริกา

“จึงยืนยันได้ว่าเราหาได้พอเพียง และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าโครงการของปตท. มีกำลังการผลิตทั้งหมด 60% ของประเทศยังทำงานได้อย่างเต็มที่มีน้ำมันพอเพียง และมีน้ำมันสำเร็จรูปเป็นสต๊อกให้ภายในประเทศให้ได้ใช้ต่อไป”นายคงกระพัน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นผู้ประกอบการน้ำมันในประเทศไทย ทั้ง ปตท. บางจาก พีที เชลล์ คาลเทกซ์ซัสโก้ ต่างแถลงยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ผู้ค้าทุกรายมีน้ำมันมีเพียงพอในการให้บริการประชาชนอย่างแน่นอน

นายกฯเผยผู้ค้าใหญ่ยันไม่มีปัญหา

ทางด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการส่งออกน้ำมันไปยังสปป.ลาวขณะนี้ประเทศกําลังเกิดวิกฤติ จะยังส่งไปยังสปป.ลาวอีกหรือไม่า ตนชี้แจงไปแล้ว ยังคงขายอยู่

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมศบก.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่าภาคอุตสาหกรรมแย่งซื้อน้ำมันจากภาคประชาชนหน้าปั๊ม จึงอาจทําให้น้ำมันไม่เพียงพอ จะมีมาตรการอย่างไรบ้างนายกฯ กล่าวว่า ตนได้รับการยืนยัน จากผู้ค้าน้ำมัน ทั้งไทยออยล์ บางจาก เชลล์ SPRC( คาลเท็กซ์) ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายที่นําเข้าน้ำมันดิบ ยืนยันกับตนว่ายังไม่มีปัญหา หรือจะมีสัญญาณใดๆที่เราจะขาดแคลนน้ำมัน

“แต่ตอนนี้มันเป็นวิกฤตการณ์ที่มีการสู้รบกัน มันไม่ปกติ ฉะนั้นพวกเราทุกคนที่เป็นประชาชนผู้บริโภคใช้น้ำมันในประเทศ เราก็ต้องตระหนักรู้ และเริ่มใช้มาตรการประหยัดน้ำมัน ประหยัดเชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน ต่อให้มันจะไม่มีอะไรขาดแคลน แต่ก็ต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งเราประหยัดมากเท่าไหร่”นายกรัฐมนตรี กล่าว

อ้างในอาเซียนไทยสำรองเยอะสุด

และว่า การสํารองน้ำมันภายในประเทศ ก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้การสํารองน้ำมันจาก 60 วัน เพิ่มเป็น 90 วัน ก็หวังว่ามันจะอยู่แถวๆ 100 วัน จากการที่เราไม่ส่งออกไปประเทศที่3ซึ่งทุกการประหยัดจะกลับมาเป็นจํานวนวันสํารองที่เพิ่มมากขึ้น ก็อยากจะให้ช่วยกันพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ว่าในอาเซียนประเทศไทยมีน้ำมันสํารองมากที่สุด ถ้าเอาเราไปเทียบกับญี่ปุ่น ที่เขาบอกว่าอยู่ได้ 200 กว่าวัน ก็ต้องดูขนาดเศรษฐกิจ และโลจิสติกส์ 

ปชช.ไม่ต้องวิตกมีใช้เป็น100วัน

เมื่อถามต่อว่า นายเอกนิติ ระบุว่าน้ำมันดิบในโรงกลั่นยังมีอยู่อีกเยอะ ตอนนี้รวมที่สำรอง 100 วันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รวมแล้ว แต่ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวล แม้สถานการณ์ตอนนี้ยังมีการยิงสู้รบกันอยู่ แต่เราต้องไม่ลั้ลลา ต้องตระหนักรู้ว่าเราต้องประหยัดน้ำมัน และตนขอย้ำว่าเรื่องการขาดแคลนพลังงานคงไม่เกิดขึ้น เพราะไฟฟ้าในประเทศไทย ผลิตโดยก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซที่เราผลิตได้ที่อ่าวไทยของเราเอง และมีการสํารองโดยการเพิ่มโรงผลิตก๊าซ ที่อาจต้องทํางานหนักขึ้นมากว่าเดิม 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนราคาน้ำมันที่ผันผวนก็เป็นไปตามราคาตลาดโลก แต่กองทุนน้ำมันที่เรามีอยู่ จะช่วยพยุงราคา และช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน ได้เท่าไหร่ก็ต้องไปดูในเรื่องของงบประมาณ และเศรษฐกิจต่างๆ 

เตือนประหยัดได้แต่ไม่ต้องตุน

“ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ว่าไม่ต้องถึงขั้นตื่นตระหนก ถึงขั้นไปสำรองน้ำมันเก็บไว้ ไม่จําเป็นเลย เราจะพยายามบริหารอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าให้มันกระโดดขึ้นไป วันนี้เติมเท่านี้ พรุ่งนี้เพิ่มขึ้นไปอีก 10 บาท อย่างนี้ไม่ดีหรอก รัฐบาลปล่อยให้มันเกิดเหตุอย่างนี้ไม่ได้ แต่เราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ และประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีปัญหาอยู่ เรานําเข้าจากตรงนั้น ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันหายไปเป็นศูนย์ เรายังมีอีกครึ่งหนึ่งที่มาจากภูมิภาคอื่น ว่าถ้าหากเกิดเหตุ 100 วันแล้วมันแย่จริงๆ ลงมาเหลือ 50 วัน เราก็ยังสามารถทําได้อยู่”นายกฯ กล่าว

ปตท.เจ้าใหญ่ใครก็อยากค้าขายด้วย

เมื่อถามอีกว่า แนวคิดที่จะซื้อน้ำมันจากรัสเซียมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายกฯ กล่าวว่า พูดคุยอยู่ แล้วเราก็พูดคุยกับทุกประเทศ ซึ่ง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ของประเทศไทยไม่ใช่บริษัทเล็กๆ เขาไม่ได้มีธุรกิจน้ำมันอย่างเดียว คนก็ต้องค้าขายกับเขา ในโลกของการทําธุรกิจ เขามีช่องทาง กล่าวว่าใครจะกล้าตัดปตท.ออกจากสารระบบ ไม่ยอมรับขายให้ปตท. แต่หากวันหนึ่ง สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ปตท. ไปเลือกที่อื่นเขาก็เสียลูกค้า ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมันมีกลไกตลาดอยู่แล้ว

ขอนแก่นยังแตกตื่นแห่เติมน้ำมัน

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนในหลายพื้นที่ยังตื่นตระหนักวิกฤตน้ำมันขาดแคลน ยังคงแห่กันไปซื้อกักตุน โดยที่สถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่ง ในเขต อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น มีประชาชนนำรถยนต์มาต่อแถวเพื่อเติมน้ำมัน จนแถวล้นออกมานอกปั๊มขึ้นถนนเป็นทางยาว โดยปั๊มไม่ได้มีการจำกัดจำนวนในการเติม ลูกค้าสามารถเติมเต็มถังได้ปกติ ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงขณะนี้ พบว่า น้ำมันแก๊สโซฮอล์95และดีเซลธรรมดาหมดแล้ว โดยพนักงานได้นำป้ายมาติดที่หัวจ่ายเพื่อแจ้งประชาชน

ปั๊มใหญ่สลับให้บริหารวันเว้นวัน

จากการสอบถามผู้ที่มาเติมน้ำมัน ทราบว่า บรรยากาศการต่อแถวเติมน้ำมันแบบนี้ในเขต อ.ภูเวียง เป็นมาครบ 1 สัปดาห์แล้ว โดยในช่วง 3-4 วันนี้น้ำมันจะหมดในช่วงบ่าย และต้องรอให้นำรถบรรทุกน้ำมันมาส่งในช่วงเช้าของวันถัดไป ซึ่งก็ต้องรอมาเติมอีกครั้งในวันถัดไป ทั้งนี้ปั้ม ปตท.ในอ.ภูเวียงมีให้บริการ 2 ที่ ซึ่งทางปั๊มจะใช้วิธีสลับการให้บริการแบบวันเว้นวันเพื่อให้มีน้ำมันหมุนเวียนไว้บริการกับผู้ที่ต้องการเติมน้ำมันในทุกๆวัน

จำกัดให้เติมคันละไม่เกิน500บาท

ขณะที่บรรยากาศปั้ม ปตท.ในเขตตัวเมืองขอนแก่น พบว่าได้จำกัดจำนวนการเติมต่อคันคันละ 500 บาท เติมใส่แกลลอนไม่เกิน 300 บาท ซึ่งมีลูกค้าจำนวนมากต่างหมุนเวียนกันมาเติมแต่ยังไม่ถึงขั้นต่อแถวยาว

นายวชิรวิทย์ อุดทา พนักงานปั๊ม กล่าวว่า ลูกค้าทั่วไปจำกัดคันละ 500 บาท สำหรับฟีดการ์ด หรือ เงินเชื่อได้ไม่เกิน คันละ 3,000 บาท รถของส่วนราชการ รถฉุกเฉิน รถกู้ภัย รถพยาบาล ยังสามารถเติมได้ตามปกติ สำหรับลูกค้าที่เป็นเกษตรกรมาเติมใส่แกลลอนจะจำกัดเติมไม่เกินแกลลอนละ 300บาท ทั้งนี้สำหรับการจำกัดการ เติมเพิ่งจะเริ่มใช้เมื่อวานที่ผ่านมาลูกบางคนก็ยังไม่รู้ว่าจำกัดการเติมแต่บางคนก็เข้าใจพนักงานจะบอกลูกค้าทุกคันที่มาเติมว่าเติมได้คันละ 500 บาทเท่านั้น

ชาวบ้านเข้าใจใช้รถเท่าที่จำเป็น

ด้าน นายบุญมา แสงสวรรค์ กล่าวว่า ไม่ทราบมาก่อนว่ามีการจำกัดการเติมแค่คันละ 500 บาท ตอนมาถึงสั่งพนักงานเติมเต็มถังแต่พนักงานก็แจ้งว่าเติมได้แค่ 500 บาทต่อคันเท่านั้นก็เข้าใจ เพราะส่วนตัวไม่ค่อยได้ขับรถเองอยู่แล้ววันนี้เอามาเติมเพราะกลัวว่าน้ำมันจะขาดแล้วไม่มีจะเติมในวันข้างหน้า แต่เติมได้ 500 บาทก็ใช้ได้หลายวันเอาไว้ขับตอนที่จำเป็นเท่านั้น

อ่างทองต่อแถวออกมาล้นถนน

ส่วนที่ จ.อ่างทอง ผู้สื่อข่าวรายงาน ชาวบ้านนำรถยนต์ แกลอนน้ำมัน ถังน้ำมัน บรรทุกใส่รถยนต์กระบะออกมาเติมน้ำมันดีเซล ที่ปั๊มบางจาก สี่แยกบ้านรอ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง กันอย่างคึกคัก ต่อแถวยาวเหยียด จนมีรถยนต์หลายคันที่ต่อคิวเติมน้ำมันองล้นออกมาอยู่บนถนน โดยพนักงานต่างเร่งเติมน้ำมันบริการประชาชนตลอดทั้งวัน

ด้านเจ้าของปั๊ม บอกว่าน้ำมันดีเซลเหลืออยู่ประมาณ 5,000 ลิตร เติมได้อีกประมาณ 2 ชั่วโมง คงจะหมด และคงต้องรอวันต่อไปด้านโชว์เฟอร์รถสิบล้อที่มาต่อคิวเติมน้ำมัน จำนวนหลายคัน บอกว่าที่อำเภอป่าโมก น้ำมันหมด จึงมาต่อคิวเติมน้ำมันที่ปั๊มบางจากสี่แยกบ้านรอ

พ่อค้าข้าวแกงระยองกัดฟันแบกต้นทุน

ที่จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวเดินทางไปสำรวจตลาดสดศูนย์การค้าในเขตอำเภอเมืองระยองพบว่าบรรยากาศภายในตลาดไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมา ค่อนข้างเงียบเหงา ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยน้อยลงกว่าปกติ ขณะที่พ่อค้าขายของแกง ร้านลุงเต๋า เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดภาวะสงคราม เครื่องปรุงต่าง ๆ ปรับราคาขึ้นแทบทั้งหมด แต่ตนยังต้องขายในราคาเดิม ไม่กล้าปรับขึ้น เพราะเกรงว่าลูกค้าจะหันไปใช้บริการร้านอื่น พร้อมอยากให้สถานการณ์สงครามยุติโดยเร็ว เพื่อให้ราคาสินค้ากลับมาปกติและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

ถุงพลาสติกปรับราคาขึ้นแล้ว

ส่วนแม่อุ่ย อายุ 50 ปี แม่ค้าร้านจำหน่ายถุงพลาสติกทุกชนิด กล่าวว่า ตั้งแต่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบภัยสงคราม โรงงานผู้ผลิตถุงพลาสติกได้ปรับราคาต้นทุนถุงทุกขนาด ทำให้ขายสินค้ายากขึ้น เนื่องจากผู้ซื้อเริ่มประหยัดมากขึ้น จากเดิมขายถุงพลาสติกแพ็กละ 35 บาท ต้องปรับขึ้นเกือบ 40 บาท หรือเพิ่มขึ้นแพ็กละประมาณ 4-5 บาท ส่งผลให้ลูกค้าที่ต้องใช้ถุงพลาสติกเป็นประจำซื้อสินค้าน้อยลงกว่าเดิม

โหวตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ‘โสภณ’ปธ.สภา

โหวตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ  'โสภณ'ปธ.สภา

โหวตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ‘โสภณ’ปธ.สภา

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โหวตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ‘โสภณ’ปธ.สภา ‘มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘นั่งรอง หนูยึดจริยธรรมตั้งรมต.

สภาโหวต ‘โสภณ ซารัมย์’ จากบุรีรัมย์ภูมิใจไทย นั่งประธานสภาฯคนใหม่ เสียงหนุน289 เสียงทิ้งห่างพริษฐ์’ ได้แค่ 123เสียง ส่วน‘มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘นั่ง รอง1-2 ไร้คู่แข่ง“อนุทิน”วางไทม์ไลน์นัดพรรคร่วม คุยโคว้ากระทรวงหลังนั่งนายกฯ สมบูรณ์ เข้มจริยธรรม ยึดมาตรฐานตามศาล รธน.กำชับทุกพรรคสกรีนคุณสมบัติ ชี้ถ้ามีปัญหาบอกหน.พรรคเปลี่ยนตัว เผยยังไม่ได้คุยกับ”ธรรมนัส”เหตุไม่เจอหน้า

เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 เมื่อเวลา 09.28 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นัดแรกที่มีนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกอาวุโสสูงสุด อายุ 90 ปี ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวของที่ประชุม

เมื่อเปิดประชุมมา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านข้อบังคับการประชุมให้นายไพโรจน์ ที่มีอาวุโสสูงสุด ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานฯชั่วคราว จากนั้นประธานฯ ได้แจ้งต่อที่ประชุมให้สส.ทั้ง 498 คน ที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผ่านการรายงานตัวต่อสภาฯ ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมกล่าวนำปฏิญาณตน

เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม

จากนั้นได้เข้าสู่ระเบียบวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานฯได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาฯตามข้อบังคับการประชุมฯ ที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ และเมื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์เสร็จสิ้นจะมีการลงมติต่อไป ทั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนลุกขึ้นเสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ โดยมีผู้รับรองถูกต้อง ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ  อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ มีผู้รับรองถูกต้องเช่นกัน

‘โสภณ’พร้อมนั่งปธ.สภา

จากนั้นนายโสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนต้องขอบพระคุณพรรคภูมิใจไทย สมาชิกพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกที่ได้เสนอชื่อตนในการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ตนอยู่ในสภานิติบัญญัติตนได้เห็นการทำงานตั้งแต่รุ่นสภารุ่นก่อน ตั้งแต่ยกชาร์จในการทำงานเพื่ออภิปรายให้ข้อมูล จนมาถึงยุคปัจจุบันใช้เอไอ ในการทำงาน ฉะนั้นจากประสบการณ์ที่เห็นก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ตนหวังว่าในสภาชุดนี้จะได้ล้อมรวมเอาประสบการณ์ดีดีในอดีตและความรู้ทันสมัยในสมัยใหม่มาใช้ในการทำงานสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพี่น้องประชาชน

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงานเพื่อพัฒนาแก้ปัญหาประเทศนี้โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาและอำนาจหน้าที่ของสถาบันนิติบัญญัติก็คือสภาผู้แทนฯแห่งนี้มี 3 ประการ 1.นำเรื่องที่พี่น้องประชาชนทุกข์ร้อนมาบอกกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ หรือตั้งญัตติตนอยากเห็นสภานี้ได้ใช้กลไกนี้นำเรื่องทุกข์ร้อนมาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติอย่างเป็นรูป 2.การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารอยากเห็นฝ่ายตรวจสอบที่มีคุณภาพและมีความสมดุลเป็นเหตุเป็นผลในการทำงานทั้งสองฝ่ายเพื่อพี่น้องประชาชน 3.การบัญญัติกฎหมาย ออกกฎหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ทั้งวิกฤตของการค้าเศรษฐกิจสังคมการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก รวมถึงวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามตนอยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นหลักฟันฝ่าวิกฤตเหล่านี้ไปเคียงคู่กับรัฐบาล คือใช้กฎหมายใช้นิติบัญญัติในการฝ่าวิกฤต

ปรับปรุงก.ม.ให้มีประสิทธิภาพ

“ในอดีตเราได้เห็นการเสนอกฎหมายส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมายจากรัฐบาลครั้งนี้ ผมอยากเห็นเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาแห่งนี้ให้สภาแห่งนี้เสนอกฎหมายต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือสำหรับให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมากทั้งไม่สามารถบังคับใช้ได้ทั้งไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ผมหวังว่าในสภาชุดนี้ในเรื่องนิติบัญญัติจะต้องสังคายนา กฎหมายเหล่านั้น กฎหมายที่ทันสมัยและเป็นอุปสรรคต่อพี่น้องประชาชนมาสังคายนาปรับปรุงยกเลิกให้เร็วที่สุด ส่วนกฎหมายกฎหมายใหม่ที่จะมานำเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ไปทำงานเป็นกฎหมายที่ต้องทันสมัยเป็นกฎหมายที่ทันกับเหตุการณ์การพัฒนาการของโลกและวิวัฒนาการของประเทศปัญหาของประเทศให้ทัน ไม่่ว่าจะเป็นการค้าต่างประเทศหรือสังคมจะต้องใช้กฎหมายที่ทันสมัยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”
นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ในอดีตเราเห็นการเสนอกฎหมายใช้เวลา สมัยประชุมหรือแม้แต่สมัยสภาผู้แทนราษฎรยังไม่สามารถออกกฎหมายได้ ฉะนั้นในความเห็นของตน คิดว่าประชาชนไม่พึง
ปรารถนา ที่จะให้สภานี้ใช้วาทกรรม เอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ ตนคิดว่าประชาชนอยากเห็นการบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลไปทำอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นหวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงานในการเสนอกฎหมาย

“สภาแห่งนี้เป็นสภาที่พึ่งที่หวังของประชาชนเป็นต้นแบบถ้าเราไม่สามารถที่จะทำสภาแห่งนี้เพื่อสร้างความศรัทธาเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีให้ ให้เป็นสภาที่สง่างามเราก็ยากที่จะทำให้คำว่าประชาธิปไตย เกิดขึ้นในประชาธิปไตยที่เราต้องการในการที่เราจะนำพาไปพัฒนาประเทศ ในส่วนของตนในฐานะ ที่ได้รับเสนอชื่อ ตนก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรมซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข“ นายโสภณ กล่าว

‘พริษฐ์’ไม่คาดหวังจะชนะ

ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนเข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อที่ไม่ได้คาดหวังให้เป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปให้ทําหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอด ว่าเราเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่ง ในการเดินหน้าเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และคงถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ในการเลือกประธานสภา แต่ในฐานะแกนนําพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่า บทบาทของเราไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้น ควรจะเดินไป เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลได้รับไว้พิจารณา และเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ภารกิจที่สําคัญที่สุดของประธานสภาฯในเวลานี้คือ การกอบกู้ความไว้วางใจ ที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่หลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็กลับทําลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน หากถามว่า แล้วประธานสภาจะสามารถทําอะไรได้ในเรื่องนี้ ข้อบังคับการประชุมสภา ที่ 9 (1) บัญญัติว่าประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน ใครหรือพรรคไหนทําผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือน หรือใครเสนอญัตติ กฎหมายอะไร ประธานสภาก็ต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ย้ำประธานสภาต้องเป็นกลาง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มี 4 เรื่องสำคัญ ที่ตนเองมองว่า 1.ประธานสภาคนต่อไปจะต้องไม่วางตัวเป็นกลาง
ระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า อยากเห็นสภาของเราใช้ประโยชน์มากกว่านี้ จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การจัดทําระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคําอภิปรายของ สส. ทั้งในห้องประชุมใหญ่และในห้องประชุมกรรมาธิการ และการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ เพื่อให้สภาสามารถตอบสนองวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ 2.ต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการปกปิดและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปทํางานและจ่ายเงินเดือนให้นั้น ทํางานคุ้มค่ากับภาษีหรือไม่ เช่นการจัดทําและเผยแพร่แดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนเข้ามาติดตามได้ทันที และการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดประชุมคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 3.ต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการเผาผลาญ กับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย แต่ประธานสภาผู้ควรเป็นแบบอย่างที่ดีไม่นํามาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ สภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ลงทุนกับการตกแต่งสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้น หวังว่าประธานสภาคนต่อไป จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสําคัญปรับหรือตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จําเป็น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะต้องขัดกับสมาชิกในที่นี้ 4.จะต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างอํานาจของใครไม่กี่คนกับอํานาจของประชาชน สภาฯชุดไหนที่ไม่ปกป้องอํานาจของประชาชน ความเหมือนกับสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง

‘โสภณ’ลอยลำนั่งปธ.สภา

ต่อมาเป็นการลงคะแนนลับในคูหาตั้งแต่เวลาประมาณ 10.40 น. ทั้งนี้ หลังจากที่ใช้เวลาลงคะแนนลับในคูหานานกว่า 1 ชั่วโมง และใช้เวลาตรวจนับคะแนน อีกประมาณ 40 นาที จนถึงเวลา 12.50 น. ผลปรากฏว่า นายโสภณ ได้รับเลือก ด้วยคะแนน 289 เสียง ขณะที่นายพริษฐ์ ได้รับคะแนน 123 เสียง งดออกเสียงจำนวน 80 เสียง บัตรเสีย 5 ใบ จากสส.ที่เข้าร่วมประชุม 497 คน (ประธานชั่วคราวของที่ประชุมไม่ลงคะแนน)

‘มัลลิกา’นั่งรอง1ไร้คู่แข่ง

เวลา 13.05 น. พิจารณาวาระเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมติของที่ประชุมกำหนดให้มีรองประธานสภาฯ จำนวน 2 คน โดยนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ลุกขึ้นเสนอชื่อน.ส.มัลลิกา  จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย  เป็นรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง  น.ส.มัลลิกา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า วันนี้ได้รับเกียรติจากทุกๆ ท่าน ให้ความไว้วางใจและต้องขอขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกท่าน ที่ให้โอกาสและขอบคุณสมาชิกทุกพรรค ที่มอบความไว้วางใจให้ในวันนี้ อยากบอกกับทุกท่านว่าขอให้เชื่อใจ และมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ ให้ดีที่สุด ในการประชุมก็จะเป็นกลาง เสมอภาคเที่ยงธรรมให้โอกาสพี่น้องทุกท่าน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพวกเราโดยที่ทุกท่านนั้นที่เข้ามาก็ถือว่า มีความตั้งใจที่จะทำงานช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ฉะนั้นกลไกของสภาก็ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

น.ส.มัลลิกา กล่าวต่อว่า สิ่งหนึ่งที่อยากจะทำคือการแก้ไขกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศหลายท่านทราบว่าเวลาเราทำงานหลายเรื่องจะติดระเบียบ ดังนั้น จึงขอความร่วมมือกับเพื่อนสมาชิกว่า ให้ช่วยกันผลักดันกฎหมายร่างต่างๆญัตติต่างๆ ให้ผ่านมาโดยราบรื่น ให้การประชุมของพวกเรานั้นมีบรรยากาศที่มีความสร้างสรรค์มีสาระ

“อยากขอความร่วมมือทุกท่านว่าเอาเนื้อๆ ไม่เอาน้ำ จะได้เดินไปด้วยกันและต้องขออนุญาตเพื่อนๆ ด้วยว่าในการประชุมจะขอใช้ข้อบังคับระเบียบอย่างเคร่งครัดและจะบริหารเวลาในการพิจารณากฎหมายหรือญัตติต่างๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” น.ส.มัลลิกา กล่าว

‘เลิศศักดิ์’นั่งรอง 2

จากนั้นเป็นการเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายเลิศศักดิ์  พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่สอง โดยไม่มีการเสนอชื่อแข่ง

นายเลิศศักดิ์กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนขอให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสทุกขั้นตอน ตรวจสอบได้ทุกกระบวนการ ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภาฯ อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ตนอยากเห็นการบริหารการประชุมมีประสิทธิภาพเพื่อให้การตรากฎหมายและตรวจสอบราบรื่นมีประโยชน์ต่อประชาชน ส่งเสริม สนับสนุน อำนวยความสะดวกให้สภา ใช้กลไกที่มีอยู่ของสภาฯ ทั้ง การหารือ ปัญหาของประชาชนการตั้งกระทู้ถาม ให้กลไกแก้ปัญหาให้ประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่แท้จริง และอยากเห็นสภาฯ เป็นสภาของประชาชนให้ประชาชนเข้าถึงทุกกระบวนการของสภาฯ รวมถึงใช้พื้นที่สภาฯ เป็นแหล่งเรียนรู้

จากนั้นนายไพโรจน์ กล่าวขอบคุณสส.ที่มาประชุม ส่วนการนัดประชุมครั้งถัดไปจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง จากนั้นได้สั่งปิดประชุมเวลา 13.13 น.

เปิดประวัติโสภณ ซารัมย์

สำหรับ นายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 67 ปี พื้นเพเป็นชาวลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด บิดาคือนายสนั่น ซารัมย์ มีอาชีพเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน
คือนายสมบูรณ์ ซารัมย์ สส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย สมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน นายโสภณ เรียบจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง นายโสภณ รับราชการครูมาก่อน ต่อมาเมื่อปี 2544 เริ่มเข้าเส้นทางการเมือง ลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และประสบความสำเร็จได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง สส.ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชน ก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้ง

สายตรงจากบุรีรัมย์

ทั้งนี้นายโสภณ เรียกได้ว่าสายตรงบุรีรัมย์ เป็นคนใกล้ชิด นายเนวิน ชิดชอบ เมื่อย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ สส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนตำแหน่งทางการเมือง นายโสภณ เคยได้รับการแต่งตั้งเป็น รมช.คมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และในการร่วมรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับตำแหน่ง รมว.คมนาคม และได้ฉายา “ซาเล้ง” ซึ่งมาจากขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมอยู่นั้น เป็นช่วงที่รถไฟยุติการวิ่งในภาคใต้ แต่นายโสภณกลับมีปฏิกิริยาที่นิ่งเฉย และตอบว่าไม่ตรง
ความสามารถของตน แต่หากเป็นเรื่องซาเล้ง ผมจะจัดการปัญหาได้ดีกว่า นอกจากยังเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาธิการ และสมัยครม.อนุทิน 1 ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีทั้งนี้นายโสภณ ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.บุรีรัมย์ มาแล้ว 7 สมัย รวมทั้งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา

รอขั้นตอนโหวตนายกฯ

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในส่วนของการโหวตนายกรัฐมนตรี จะเร็วหรือช้า อยู่ที่ขั้นตอนการทำเอกสารนำรายชื่อประธานสภาฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ประธานสภาฯ ลงมาเมื่อไหร่ ประธานสภาฯ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก็จะมีการเรียกประชุมสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีไม่น่าจะช้า ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า วันที่ 19 มีนาคม จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบ กำหนดแบบนั้นไม่ได้ ทุกตำแหน่งต้องมีการโปรดเกล้าฯ ทั้งหมด เมื่อถึงวันที่นายกฯได้รับเลือก ให้เป็นนายกรัฐมนตรี การเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรี พร้อมทันทีใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาไว้ให้มีวันนั้นก่อน ขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

ตั้งรมต.ยึดแนวทางศาลรธน.

ส่วนขั้นตอนการแจ้งโควตา ครม. กับพรรคร่วมรัฐบาล มีการจัดทำเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า คงต้องหารือกันหลังจากเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ตอนนี้ยังมีเวลาอยู่ เพราะหลังจากนั้นจะมีการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาลถึงจะนำรายชื่อส่งมาให้กับตน ซึ่งเราก็ต้องส่งไปให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติอีก

เมื่อถามว่า คุณสมบัติรัฐมนตรีจะต้องมีการตรวจสอบเข้มข้นกว่าทุกครั้งใช่หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของจริยธรรม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อยู่แล้ว และหวังว่ารายชื่อต่างๆ ทุกพรรคการเมืองจะมีการกลั่นกรอง ไม่ใช่เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล แต่พรรคภูมิใจไทยก็ต้องมีการตรวจสอบเข้มข้นเช่นกัน ซึ่งข้อบังคับแต่ละพรรคที่ตนไปอ่าน ก็ต้องเอาเข้าที่ประชุมกรรมการบริหาร ดังนั้นทุกคนต้องระมัดระวัง โดยรายชื่อที่ส่งมาต้องให้เกียรติในการที่จะทำงานร่วมกัน วิธีการทำงานของตน ตนต้องให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค เราก็มีมาตรฐานในการพิจารณา สมมุติรายชื่อที่ส่งมามีปัญหาจริงๆ ตนก็ยังมีช่องทางไปหารือกับหัวหน้าพรรคว่าอาจให้พิจารณาปรับได้หรือไม่ ทุกคนรู้โจทย์เท่ากันหมด ว่าจะต้องเสนอชื่อที่ไม่มีปัญหา เที่ยวนี้ชัดเจนกว่าครั้งที่ผ่านมา ครั้งที่ผ่านมายังต้อง Verb to เดา ขณะนี้ชัดเจนเพราะมีการเขียนบัญญัติไว้ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดเป็นคุณสมบัติ

เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่ารายชื่อ ครม. จะเป็นที่ถูกใจประชาชนและไม่ถูกครหา เพราะประชาชนคาดหวังกับนายกรัฐมนตรีมาก ด้วยความที่ได้รับเลือก สส. มาจำนวนมาก นายกรัฐมนตรีเผยว่า ก็คงจะเป็นอย่างนั้น ยิ่งทำให้ตนค้านความต้องการของประชาชนไม่ได้ ถึงต้องมีขั้นตอนเยอะ “ยึดหลักจริยธรรมในการแต่งตั้ง ครม.” เมื่อถามว่า วันนี้ได้เจอหน้า ร้อยเอก
ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นวันแรกในการประชุมสภาฯ ครั้งแรก ได้พูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้อยู่ในสภาได้คุยกับหลายคน แต่ยังไม่เจอร้อยเอก
ธรรมนัส เพราะคนเยอะ แต่ก็ได้เจอกับพี่น้อง สส.พรรคกล้าธรรม หลายคน อาทิ นายอัครา พรหมเผ่า สส.พะเยา น้องชายร้อยเอกธรรมนัส พร้อมยืนยันว่าความเป็นเพื่อนยังมีอยู่ เมื่อถามว่า ได้พูดคุยอะไรกับนายอัคราบ้าง  นายอนุทิน เผยว่า ตนได้แสดงความ ยินดีในการที่ได้เข้ามาเป็น สส. เมื่อถามย้ำว่า จะมีโอกาสคุยกับ ร้อยเอกธรรมนัส ในฐานะความเป็นเพื่อน มีการรับประทานอาหารกันหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ”

ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเข้ม 3 มาตรการเพิ่มเติม รับมือสถานการณ์พลังงาน

ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเข้ม 3 มาตรการเพิ่มเติม รับมือสถานการณ์พลังงาน

ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเข้ม 3 มาตรการเพิ่มเติม รับมือสถานการณ์พลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.19 น.

ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเข้ม 3 มาตรการเพิ่มเติม รับมือสถานการณ์ด้าน พลังงาน ติดตาม-เฝ้าระวัง-สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น ลดตื่นตระหนก ป้องการกระทำที่กระทบต่อระบบจำหน่ายพลังงานในพื้นที่

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการร่วมประชุมศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 ที่ห้องประชุมอาคารรัฐสภา โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมว่า เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้น จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการ 3 แนวทางเพิ่มเติม ได้แก่ 1. มอบหมายรองผู้ว่าราชการจังหวัด กำกับดูแลและรับผิดชอบการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานในจังหวัด บูรณาการติดตามสถานการณ์พลังงานและแนวโน้มผลกระทบในพื้นที่อย่างใกล้ชิดร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. กำกับดูแลและเฝ้าระวังสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ให้เป็นไปตามภาวะปกติ และหากพบปัญหาหรือสถานการณ์ผิดปกติให้รายงานกระทรวงมหาดไทยโดยด่วน และรายงานต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า และ 3. สื่อสารทำความเข้าใจสถานการณ์พลังงานให้กับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง (Jobber) ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ผ่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หอกระจายข่าว และช่องทางประชาสัมพันธ์ของจังหวัด โดยให้เน้นประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องจากภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจ ลดความตื่นตระหนก และป้องกันการกักตุนหรือการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการจัดจำหน่ายพลังงาน

ยะใส งงหนัก! รัฐบอกมีน้ำมันสำรอง 100 วัน แต่ปั๊มทยอยปิด

ยะใส งงหนัก! รัฐบอกมีน้ำมันสำรอง 100 วัน แต่ปั๊มทยอยปิด

ยะใส งงหนัก! รัฐบอกมีน้ำมันสำรอง 100 วัน แต่ปั๊มทยอยปิด

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.27 น.

ยะใส งงหนัก! รัฐบอกมีน้ำมันสำรอง 100 วัน แต่ปั๊มทยอยปิด

เมื่อวันที 15 มี.ค.2569 รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “รัฐบอกน้ำมันมีสำรอง 100 วัน…แต่ในข่าวเห็นปั๊มทยอยปิด!”

ปกครอง โร่แจง! ปมร้อนดราม่า เจ๊เอ๋ ยกหูหา อนุทิน ช่วยเคลียร์ไฟเขียวขอ ใบ ป.3

ปกครอง โร่แจง! ปมร้อนดราม่า เจ๊เอ๋ ยกหูหา อนุทิน ช่วยเคลียร์ไฟเขียวขอ ใบ ป.3

ปกครอง โร่แจง! ปมร้อนดราม่า เจ๊เอ๋ ยกหูหา อนุทิน ช่วยเคลียร์ไฟเขียวขอ ใบ ป.3

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.30 น.

ปกครอง มท. แจงแล้ว! ปมร้อนดราม่า เจ๊เอ๋ ยกหูหา อนุทิน ช่วยเคลียร์ไฟเขียวขอ ใบพกปืน ป.3 ให้ ลูกชาย เป็นนักกีฬายิงปืน ยันไม่มีการยื่นคำร้องเข้ามา ชี้กระบวนการเป็นไปตามปกติ ไร้ใบสั่งมาจากจากผู้บังคับบัญชา เตือนระวังโดนข้อหาหมิ่นประมาท

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีการขอใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ของครอบครัวอินฟลูเอนเซอร์ ”เจ๊เอ๋“ โดยมีเนื้อหาบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์และรายการโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม2569 เกี่ยวกับกรณีที่ “เจ๊เอ๋” ระบุว่าบุตรชายซึ่งเป็นนักกีฬายิงปืน ไม่ได้รับใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) จากนายทะเบียนอำเภอเมืองสระบุรี จนต้องมีการโทรไปหานายกรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการได้ภายใน
ระยะเวลา 2 ชั่วโมงนั้น

กรมการปกครอง ขอขี้แจงข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบข้อมูลจากอำเภอเมืองสระบุรี ดังนี้

กรณีการยื่นขออนุญาตครั้งแรก (ตุลาคม2566) เจ๊เอ๋ และสามี ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อขอใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ในนามของสามีเจ๊เอ๋ โดยแจ้งวัตถุประสงค์เพื่อการกีฬา อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าสามีเจ๊เอ๋มีอาวุธปืนในครอบครองอยู่แล้ว 1 กระบอก และไม่ได้แสดงหนังสือรับรองการเป็นนักกีฬาหรือสมาชิกสนามยิงปืน เจ้าหน้าที่จึงได้ชี้แจงระเบียบข้อกฎหมายให้ทราบ ซึ่งผู้ขอได้รับทราบข้อมูลและเดินทางกลับ

กรณีการยื่นขออนุญาตครั้งที่2 (10กันยายน2567) สามีเจ๊เอ๋ได้เข้ามายื่นคำร้องร้องขอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) อีกครั้ง เพื่อรับโอนอาวุธปืนจากท้องที่อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยในครั้งนี้ได้แสดงหนังสือรับรองการเป็นนักกีฬาหรือสมาชิกสนามยิงปืนครบถ้วน นายทะเบียน จึงได้พิจารณาออกใบอนุญาตให้ตามขั้นตอนปกติของกฎหมาย

“จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ปรากฎข้อมูลว่าบุตรชายของเจ๊เอ๋ได้มีการยื่นคำร้องขอใบอนุญาตซื้ออาวุธปืนแต่อย่างใด กรมการปกครองขอยืนยันว่า กระบวนการออกใบอนุญาต (แบบ ป.3) ในกรณีดังกล่าวนั้น
เป็นการอนุญาตตามปกติ โดยใช้ดุลยพินิจของนายทะเบียนท้องที่ มิได้มีสั่งการจากผู้บังคับบัญชา แต่ประการใด และได้ดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดทุกประการ“ เอกสารฯ ระบุ

เอกสารฯ ระบุด้วยว่า อนึ่ง พึงระมัดระวังด้วยว่าการกล่าวอ้างบุคคลใดๆ ในลักษณะใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้กระทำเช่นนั้นอาจมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 326 และถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทดังกล่าว ได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทตามมาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา