เด้งรับทันควัน! นายกฯ ถอดสูท สวมเชิ้ตขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงาน ยืนคุยงานหน้าตึกไทยฯ

เด้งรับทันควัน! นายกฯ ถอดสูท สวมเชิ้ตขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงาน ยืนคุยงานหน้าตึกไทยฯ

เด้งรับทันควัน! นายกฯ ถอดสูท สวมเชิ้ตขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงาน ยืนคุยงานหน้าตึกไทยฯ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

เด้งรับทันควัน! นายกฯ ถอดสูท สวมเชิ้ตขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงาน ยืนฟัง อธิบดีปกครอง รายงานหน้าตึกไทยฯ แผนโอนภารกิจกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ามากรมการปกครอง

เมื่อเวลา 11.54 น.วันที่ 10 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังแจ้งลาประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)  ก่อนที่เวลา 15.00 น.นายกฯเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล  ซึ่งก่อนเดินทางกลับนายกฯได้ยืนพูดคุยกับนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ที่มารายงานการเตรียมความพร้อมรองรับการถ่ายโอนภารกิจและพื้นที่จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4ส่วนหน้า) มายังกรมการปกครอง 

โดยนายกฯได้สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาลที่เริ่มทันทีในวันนี้ ในการรณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐถอดสูทในการเข้าประชุมหรือปฏิบัติงาน.

ทบ.ยันชายแดนไทย-เขมรยังปกติ ไร้สัญญาณปะทะ สั่งเข้มงวดแต่ไม่ประมาท

ทบ.ยันชายแดนไทย-เขมรยังปกติ ไร้สัญญาณปะทะ สั่งเข้มงวดแต่ไม่ประมาท

ทบ.ยันชายแดนไทย-เขมรยังปกติ ไร้สัญญาณปะทะ สั่งเข้มงวดแต่ไม่ประมาท

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

ทบ.แจงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่น่ากังวล ยังไม่พบสัญญาณยกระดับความขัดแย้ง มีการปรับกำลังตามสถานการณ์ พร้อมวางกำลังทหารดูแล และเฝ้าระวังพื้นที่อย่างใกล้ชิด

10 มีนาคม 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่สังคมอาจมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ว่ากองทัพบกได้ติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการวางกำลังทหารดูแลอย่างเข้มแข็ง และจากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณของการยกระดับความขัดแย้งในระยะใกล้

สำหรับกรณีพื้นที่ช่องซำแต จังหวัดศรีสะเกษ หน่วยทหารไทยในพื้นที่ตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาในลักษณะเข้าใกล้แนวรั้วลวดหนาม พร้อมพฤติกรรมในลักษณะก่อกวน และมีการถ่ายทำคอนเทนต์ยั่วยุอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งฝ่ายไทยได้มีการพูดคุยตักเตือนไปแล้วหลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ทหารไทยได้ทำการยิงเตือนขึ้นฟ้าเพื่อเป้องกันการรุกล้ำและควบคุมสถานการณ์ตามกฎการใช้กำลัง และหน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยจากการประเมินเบื้องต้นพบว่ากำลังทหารที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นกำลังพลใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์และวินัยในการปฏิบัติ

ส่วนกรณีพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีรายงานว่าทหารกัมพูชามีการขุดคูเลตหรือจัดสร้างฐานที่กำบังนั้น ถือเป็นการจัดตั้งที่มั่นทางทหารตามหลักยุทธวิธีทั่วไปของหน่วยทหารรบ เนื่องจากภายหลังที่กำลังทหารกัมพูชาถูกผลักดันกลับไปอยู่ในพื้นที่ของตนเอง การจัดสร้างที่กำบังหรือสถานที่ปฏิบัติการต่าง ๆ ในพื้นที่ของตนถือเป็นการสถาปนาความมั่นคงของหน่วยทหารในพื้นที่ใหม่ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติทางทหารโดยทั่วไป และยังไม่มีประเด็นที่น่ากังวล

ในส่วนของประเด็นที่บางคนมองว่ากัมพูชาน่าจะมีการเอาพื้นที่คืนนั้น โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า หากเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นไปในลักษณะใช้ในมิติทางการทูตหรือกลไกทวิภาคีเป็นหลัก ส่วนในมิติทางทหารยังไม่พบสัญญาณหรือสิ่งบอกเหตุที่ชัดเจน ซึ่งไทยยังคงยึดหลักการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เช่น กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) โดยในปัจจุบันยังคงยึดหลักการตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุม GBC คือฝ่ายใดที่วางกำลังอยู่ในพื้นที่ใดก็ให้คงกำลังในพื้นที่นั้นไว้ก่อน จนกว่าจะมีการหารือผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องในอนาคต

ในเรื่องของการปรับลดกำลังทหารไทยในบางพื้นที่ชายแดนนั้น เป็นการปรับการวางกำลังตามสถานการณ์และวงรอบการปฏิบัติราชการของหน่วย เพื่อให้กำลังพลบางส่วนได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจปกติของหน่วย ซึ่งในพื้นที่ยังคงมีการวางกำลังทหารเพื่อดูแลและเฝ้าระวังพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากข้อมูลด้านการข่าว ยังไม่พบสัญญาณสิ่งบอกเหตุที่อาจจะนำไปสู่การปะทะขนาดใหญ่อย่างที่บางคนคาดเดา ในมุมมองทางทหารเชื่อว่า ณ ปัจจุบัน กัมพูชายังไม่มีความได้เปรียบเพียงพอที่ใช้กำลังทางทหารต่อฝ่ายไทย เนื่องจากการเตรียมความพร้อมฝ่ายไทยไม่ได้อยู่เพียงเฉพาะหน่วยที่ประจำบริเวณแนวชายแดนเท่านั้น จึงเชื่อว่าหากกัมพูชาตัดสินใจใช้กำลังจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทยอย่างแน่นอน ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันจึงยังไม่น่ากังวล แต่อย่างไรก็ตามผู้บังคับบัญชาได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติหน้าที่อยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท  

ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด และฝ่ายไทยยังยึดแนวทางการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกความร่วมมือและการหารือระหว่างสองประเทศ ควบคู่กับการรักษาความพร้อมของกำลังทหารในการดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

สาทิตย์ แจงคดี สส.เขต3 ตรัง ปชป. ถูกหมายเรียกปมภาษี เหตุธุรกิจขาดทุน มั่นใจไม่กระทบพรรค

สาทิตย์ แจงคดี สส.เขต3 ตรัง ปชป. ถูกหมายเรียกปมภาษี เหตุธุรกิจขาดทุน มั่นใจไม่กระทบพรรค

สาทิตย์ แจงคดี สส.เขต3 ตรัง ปชป. ถูกหมายเรียกปมภาษี เหตุธุรกิจขาดทุน มั่นใจไม่กระทบพรรค

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

สาทิตย์ แจงคดี สส.เขต3 ตรัง ปชป. เป็นเรื่องเก่า ยันไม่มีเจตนาเบี้ยวภาษี เจ้าตัวยอมรับไม่มีเงินจ่าย เหตุธุรกิจขาดทุน – ถูกฟ้องล้มละลาย พร้อมให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเต็มที่ มั่นใจไม่กระทบพรรค-การทำงานสส. ตั้งข้อสังเกตถูกไล่บี้ จังหวะที่ ปชป. ต้องเป็นฝ่ายค้าน 

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ระบุว่ากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ออกหมายเรียก นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้เข้าไปรับทราบข้อหากรณีมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษี ว่า กรณีที่เป็นข่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ในข้อเท็จจริง 9 มี.ค.  มีเจ้าหน้าที่ของรายการโทรศัพท์หาตนสอบถามตนว่าทราบเรื่องหรือไม่ ซึ่งตนตอบว่าไม่ทราบ ทำให้ทางรายการพยายามสอบถาม ตนตอบกลับไปว่าต้องคุยกับนายกฤตย์อิชย์ ก่อน แต่จากการตรวจสอบของตนเมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 มี.ค. ว่าเรื่องที่ตำรวจออกหมายเรียกเป็นเรื่องจริง แต่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจครอบครัวของนายกฤตย์อิชย์ โดยเหตุเกิดมา เมื่อปี 2559 – 2562  เนื่องจากครอบครัวของนายกฤตย์อิชย์มีห้างหุ้นส่วน ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2530 ทำรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นของญาติ ต่อมาพ่อของนายกฤตย์อิชย์รับดูแลห้างหุ้นส่วนดูแล และต่อมาได้เสียชีวิต ทำให้กิจการดังกล่าวตกทอดมาถึงบุตรและภรรยา แต่เมื่อทำได้สักระยะ เกิดสภาพขาดทุน ประกอบกับถูกกลั่นแกล้งงานด้านรับเหมาก่อสร้าง จึงทำให้เกิดสภาพขาดทุน และไม่มีเงินชำระภาษี หลังจากนั้น พี่ชายของนายกฤตย์อิชย์ ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคภูมิใจไทย ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง และเกิดสภาพคล้ายการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ทำให้แม่ของนายกฤชย์อิชย์พยายามจะสู้ แต่ไม่มีเงินทำให้เกิดสภาพหนี้สินล้นพ้นตัว ทรัพย์สินที่มีขายออกไปหมด จนกระทั่งถูกญาติฟ้องล้มละลาย ทั้งนี้ในที่สุดสามารถเคลียร์กันได้เพราะความเป็นพี่น้อง

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องคดีตลอดมานายกฤชย์อิชย์ไม่มีเจตนาหลบหนี เพียงแต่ไม่มีเงินจ่าย ซึ่งตนทราบมาว่า ต้นเงินประมาณ 1.7 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านมาหลายปี ทำให้โดนเบี้ยปรับและดอกเบี้ย รวมเป็น 7.4 ล้านบาท ซึ่งแหล่งข่าวที่บ้านของนายกฤชย์อิชย์ที่ตนพูดคุยด้วยบอกว่านายกฤตย์อิชย์ ถูกหมายเรียกเมื่อ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา  ซึ่ง นายกฤตย์อิชย์ได้ไปพบและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีข้อเสนอแนะว่าให้ไปเคลียร์กับกรมสรรพากร ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพูดคุย และระหว่างการพูดคุยที่ไม่จบตนทราบมาว่ามีคนส่งข้อมูลให้กับรายการเจาะลึกทั่วไทย ซึ่งตนขอตั้งข้อสังเกตว่า แปลกที่ส่งข้อมูลในจังหวะที่ นายกฤตย์อิชย์ได้เป็นสส. ทั้งที่มีการเจรจากันมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่มีเงินไปชำระ ทั้งนี้ทราบว่าจะมีหมายเรียกอีกครั้ง ในช่วง 17 -18 มี.ค. อีกครั้ง ซึ่งนายกฤชย์อิชย์พร้อมไปพบตำรวจ

“โดยปกติคดีเกี่ยวกับภาษีมีการเจรจากันโดยตลอด ผมเข้าใจว่านนอกจากคดีเลี่ยงภาษีแล้วจะมีคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ทั้งหมดเกิดจากธุรกิจที่มีปัญหา ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องประจวบเหมาะที่มีมือดีส่งไปให้รายการและตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทันทีลงเลขคดีเลย เหมือนกันเตรียมพร้อมเอาไว้ ส่วนของพรรคผมได้พูดคุยกับฝ่ายกฎหมายแล้ว จะสนับสนุนให้คำปรึกษากับ นายกฤตย์อิชย์อย่างเต็มที่เพราะดูแล้วเรื่องนี้มีประเด็นข้อเท็จจริงของเรื่องที่เกิดมาเกือบ 10 ปี แต่พอได้เป็น สส. กลับถูกหยิบยกขึ้นมา โดยผมไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ เพราะมาช่วงเวลาเหมาะพอดีที่พรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะไปเป็นฝ่ายค้าน” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่าได้คุยกับนายกฤตย์อิชย์แล้ว ได้สอบถามว่าจะทำอย่างไร ซึ่งนายกฤตย์อิชย์ระบุว่าได้ปรึกษากับกรมสรรพากร และเมื่อถึงขั้นนี้คงต้องหายืมเงินมาชำระก่อน ซึ่งมีญาติพี่น้องบางส่วนและเพื่อนๆ ช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อนำไปจ่ายกรมสรรพากรก่อน อย่างไรก็ดีทางพรรคได้แจ้งให้เตรียมข้อเท็จจริงไปต่อสู้คดีเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่มีเจตนาหลบเลี่ยงทั้งที่มีกำไร แต่เป็นเพราะธุรกิจขาดทุนและสภาพครอบครัวมีหนี้สินล้นพ้นตัว ถือเป็นเรื่องน่าเห็นใจ ซึ่งตนทราบว่า นายกฤตย์อิชย์คุยกับกรมสรรพากรในส่วนของเงินที่ค้างอยู่ และญาติของ นายกฤตย์อิชย์พยายามช่วยเหลือแต่มีบางฝ่ายที่เห็นทางการเมืองไม่ตรงกันไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และเมื่อถามมนายกฤตย์อิชย์แล้วมีเจตนาจ่ายเงินโดยไปหาเงินพร้อมกับเจรจากับกรมสรรพากร เพราะที่ผ่านมาไม่มีเงิน แม้มาเป็น สส. ยังไม่ได้รับเงินเดือนสักบาท จึงต้องพยายามเจรจา

เมื่อถามว่าช่วยคัดเลือก นายกฤตย์อิชย์ลงสมัคร สส. พรรคทราบข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน และไม่ใช่ธุรกิจสีเทา ในตอนนั้นตน และคนในพรรคไม่มีใครรู้เรื่องดังกล่าว และตอนที่ นายกฤตย์อิชย์มาสมัครได้ตรวจสอบแล้ว แต่ไม่พบประเด็นที่ทำให้ขาดคุณสมบัติของการลงสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากนั้นเรื่องที่โดนกล่าวหาเป็นคดีเพ่งที่สามารถเจรจาได้ ถ้าเป็นคดีอาญาต้องต่อสู้คดีในศาลต่อไป ซึ่งไม่ได้กระทบต่อการทำหน้าที่สส. ส่วนจะกระทบต่อพรรคหรือไม่ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องทุจริต คอร์รัปชัน เป็นเรื่องที่คนๆ หนึ่งทำธุรกิจขาดทุนอาจมีปัญหาได้ จึงคิดว่าไม่มีปัญหากับพรรค

ชัยวุฒิ เรียกร้องนายกฯ ล้างบางพวกเกียร์ว่าง-รับส่วย ปล่อยแก๊งตุ๋นคริปโตสูบเงินนับพันล้าน

ชัยวุฒิ เรียกร้องนายกฯ ล้างบางพวกเกียร์ว่าง-รับส่วย ปล่อยแก๊งตุ๋นคริปโตสูบเงินนับพันล้าน

ชัยวุฒิ เรียกร้องนายกฯ ล้างบางพวกเกียร์ว่าง-รับส่วย ปล่อยแก๊งตุ๋นคริปโตสูบเงินนับพันล้าน

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

10 มีนาคม 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข่าวการหลอกลงทุน คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งกลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง หลังพบมีผู้เสียหายสูญเงินไปนับพันล้านบาท โดยระบุว่า ขบวนการเหล่านี้ไม่ใช่หน้าใหม่ที่ไหน แต่เป็นแก๊งเดิมที่เคยหากินกับการหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ (Forex) ซึ่งสมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เคยเห็นคนกลุ่มเหล่านี้ทำฟอเร็กซ์ หลอกลวงลงทุนแบบนี้ แล้วก็มีการตั้งคณะทำงาน สั่งการให้ดำเนินการจัดการให้ถึงที่สุด ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้จัดการขั้นเด็ดขาดไปแล้ว

“ปัญหาเรื่องการหลอกลวงลงทุนบิทคอยน์ คริปโต มีผู้เสียหายพันกว่าล้าน เรื่องเหล่านี้มันไม่ควรเกิดขึ้นแล้ว เพราะตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ผมเคยเห็นคนกลุ่มเหล่านี้ทำฟอเร็กซ์ หลอกลวงลงทุนแบบนี้ แล้วก็มีการตั้งคณะทำงาน สั่งการไปแล้ว ให้ดำเนินการจัดการให้ถึงที่สุด ทั้งแบงก์ชาติ ทั้งตำรวจต้องเข้าไปดูแลแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาหลายปีก็ไม่มีการดำเนินการอะไร ปล่อยให้คนกลุ่มเดิม ก็ไปหลอกลงทุนในคริปโตอีก เพราะในช่วงที่ผ่านมากระแสบิทคอยน์ กระแสคริปโตมันแรง ก็มีการหลอกลงทุนกัน มีผู้เสียหายพันกว่าล้าน” นายชัยวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ หัวหน้าพรรครักชาติ ยังได้ตั้งคำถามอีกด้วยว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐใส่เกียร์ว่าง ไม่ยอมดำเนินการใดๆ นั้น เป็นเพราะเบื้องหลังมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ เพราะการที่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการ มันมีอะไร หรือไม่ ช่วยไปดูด้วย

“ขอฝากความหวังไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดปัจจุบัน ให้ตื่นจากภวังค์ และลงมาลุยล้างบางปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที กฎหมายที่มีอยู่ทั้งของ ก.ล.ต.และแบงก์ชาติ ถือว่าครอบคลุมและเอาผิดได้อยู่แล้ว ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่คนใช้กฎหมาย”

ครม.รับลูก ป.ป.ช. ชงมาตรการปราบทุจริตลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ

ครม.รับลูก ป.ป.ช. ชงมาตรการปราบทุจริตลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ

ครม.รับลูก ป.ป.ช. ชงมาตรการปราบทุจริตลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

ครม.รับทราบมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ กห. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
  
ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เช่น (1) รัฐบาลควรส่งเสริมและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคลังยุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ (ยุทธภัณฑ์ฯ) (2) กระทรวงกลาโหม (กห.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ควรพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยความมั่นคงและระบบการข่าวเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของปัญหาการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ ในพื้นที่ชายแดน (3) กห. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควรมีการขยายผลการกระทำความผิดเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ฯ ไปยังผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนด้วย (4) หน่วยงานของรัฐ ทุกหน่วยที่มียุทธภัณฑ์ฯ อยู่ในครอบครองควรจัดให้มีระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในบริเวณทางเข้า-ออกคลังยุทธภัณฑ์ฯ เพื่อให้สามารถตรวจสอบ เฝ้าระวังยุทธภัณฑ์ฯ ได้ตลอดเวลา

ทนายอั๋น ยื่นผู้ตรวจฯ สอบจริยธรรม เสี่ยหนู หอบลูกพรรคใช้สนามช้างประชุมละลายพฤติกรรม

ทนายอั๋น ยื่นผู้ตรวจฯ สอบจริยธรรม เสี่ยหนู หอบลูกพรรคใช้สนามช้างประชุมละลายพฤติกรรม

ทนายอั๋น ยื่นผู้ตรวจฯ สอบจริยธรรม เสี่ยหนู หอบลูกพรรคใช้สนามช้างประชุมละลายพฤติกรรม

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยื่นผู้ตรวจฯ สอบจริยธรรม เสี่ยหนู หอบลูกพรรคใช้สนามช้างบุรีรัมย์ ประชุมละลายพฤติกรรม ทั้งที่รู้ว่าติดคดีที่การรถไฟ ซัดสุดเหิมเกริม เย้ยฟ้าท้าดิน อัดกลับ โสภณ ซารัมย์ ไม่สร้างผลงานเป็นที่จดจำ ปูดขบวนการสส.เข้าชื่อยื่นศาลตีความคุณสมบัติ ธรรมนัส หวังฟอกขาว เสียรัฐบาลแทนเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ให้สัมภาษณ์หลังยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่าตนมายื่นหนังสือขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบจริยธรรมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่ามีความบกพร่องหรือไม่ จากกรณีที่นายอนุทินนำ สส.จำนวน 192 คน ของพรรคภูมิใจไทย ไปจัดประชุมที่สนามช้างอารีน่า จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่ดินดังกล่าว มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และยังมีการฟ้องร้องที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ มีการจัดทำรังวัดในปีนี้ ดังนั้น เรื่องนี้อาจทำให้นายอนุทินมีมาตรฐานจริยธรรมที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา  27 และมาตรา 53 นายอนุทินและครม.ทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ แต่เนื่องจากนายอนุทินเองก็มีทะเบียนบ้านอยู่ในที่ดินที่มีข้อพิพาท จะบังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมาเหมือนเราๆ ท่านๆ คงไม่ได้

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ที่จริงตนตั้งใจจะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งน่าจะตรงมากกว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่คิดว่าองค์กรอิสระวันนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ ยื่นไปแล้วเขาไม่ทำอะไรคงเป็นกระบวนการที่ยาก แต่ถ้ามายื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินบอกว่าไม่มีมูลหรือ มีสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นเหตุให้ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ใน 60 วันก็จะเกิดสิทธิกับประชาชนตนให้สามารถไปร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ หรือกับหน่วยงานอื่นๆ หากไม่ทำ ก็จะทำให้เราสามารถก้าวสู่ขั้นตอนการร้องต่อศาลได้เลย

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พรรคภูมิใจไทยไปจัดสัมมนาที่สนามช้างฯ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เย้ยฟ้าท้าดิน ทำลายหลักนิติ ธรรม นิติรัฐ ตนในฐานะนักกฎหมาย และคนบุรีรัมย์ ได้ติดตามตรวจสอบเรื่องนี้มาตลอด รู้สึกว่าเหิมเกริมมาก ไม่ได้เกรงกลัวอะไรเลย และก็น่าแปลกที่คนอยู่ในคดีฮั้วสว.ล้วนได้ดิบได้ดีกันทั้งนั้น โชว์หราหน้ายิ้มแป้น ไม่อายฟ้าดิน ไม่รู้ประเทศนี้จะอยู่ได้อย่างไร รู้สึกเหมือนคนพวกนี้ได้รับการตอบแทน และยังมีข่าวว่า สส.จากอำนาจ เจริญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. จะได้เข้ามาเป็นครม.ด้วย นับไปแล้วเป็นสิบคนที่เกี่ยวข้องคดีฮั้วที่ได้ดี 

เรื่องนี้ตนรับไม่ได้ รู้สึกว่าเหิมกริม จริงอยู่ว่าเรื่องนี้เกิดปี ’66 ซึ่งตนอาจจะติดคดีอื่นๆ อยู่ แต่วันนี้ตนสนใจ และตรวจสอบเรื่องที่ดินเขากระโดงมาแล้ว 3 ปี และตนอาจจะเป็นหนึ่งในพยานที่การรถไฟให้ไปให้การต่อศาล ดังนั้น คดีนี้คาอยู่ ทำไมไม่ไปจัดกิจกรรมที่อื่น จะจัดที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำก็ได้ หรือโรงแรมที่จังหวัดอยุธยา ที่ระบุว่าเป็นศูนย์กลางการรวมกันของกลุ่มบุคคล ก่อนมีการฮั้ว สว. ก็ได้ ทำไมต้องเป็นสนามช้างฯ ต้องการประกาศศักดิ์ดาหรือไม่ อย่างไร ตนรับไม่ได้ 

เมื่อถามว่า มองว่า สส.ไม่ควรจัดกิจกรรมที่สนามดังกล่าว หรือที่เขากระโดงที่เป็นปัญหาไม่ควรมีใครก็ตามเข้าไปใช้งานเลย นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า พื้นที่ตรงนั้นไม่ควรใช้งานทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนเลย การจัดแข่งรถครั้งก่อนจริงอยู่ว่าตัวสนามไม่ถูกพิพากษา แต่ที่จอดรถส่วนหนึ่งติดอยู่ในคดีที่มีการฟ้องร้อง และที่ดินที่ติดกับสนามแข่งรถ มีส่วนผ่ากลางที่ติดกับคลองน้ำ ซึ่งติดที่สาธารณะเหมือนกัน แต่คดีไปไม่สุดเพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน ตอนนี้ข้อมูลล่าสุด จะมีการรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ขณะที่สนามฟุตบอลก็โดนทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นถ้าจะมีความเกรงใจประชาชน คิดว่าควรหยุดใช้สนามแข่งรถ  สนามฟุตบอลไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ถ้าจะมีสปิริตทางการเมือง ถ้าจะบอกว่าคดียังไม่ถึงที่สุดก็แล้วแต่ ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่ควรมีร่วมกัน

เมื่อถามว่า มีที่ดินบางส่วนเป็นของชาวบ้าน หากให้หยุดใช้ประโยชน์จะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ชาวบ้านยังไม่ถูกฟ้องคดีใหม่ ส่วนชาวบ้านที่พูดกันหนักหนา ซึ่งศาลฎีกามีการพิพากษาไปแล้วมีเพียง 40 คน และเป็นการฟ้องกลุ่มผู้รากมากดี กลุ่มการ เมือง ชาวบ้านยังไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย วันนี้เราต้องยืนหลักให้ตรงก่อนว่า ที่ตรงนี้เป็นที่หลวง ไม่ใช่ของชาวบ้าน และการรถไฟไม่ได้ปิดโอกาสการเช่าพื้นที่ราคาถูก และถ้าถามว่า มาตรฐานที่ตนเรียกร้อง แล้วที่มักกะสัน กทม. เขาอยู่กินมากี่สิบ กี่ร้อยปี ทำไมถึงไล่เขาอย่างกับอะไร วันนี้ยังไปไม่ถึงจุดที่เป็นมาตรฐาน มีดับเบิ้ลแสตนดาร์ต ก็เพราะมีอำนาจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวหรือไม่

นายภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ที่ออกมาตั้งคำถามว่าตนเป็นคนบุรีรัมย์แล้วทำอะไรให้คนบุรีรัมย์บ้าง ว่า ขอโทษเถอะท่านว่าที่ประธานสภา ขอถามว่าท่านเป็นสส.มากี่สมัยแล้วตั้งแต่ตนยังเรียนมัธยมต้น คุณทำอะไรให้คนบุรีรัมย์บ้างแบบเป็นกิจลักษณะ ถ้าจะมีบ้างก็มาจากภาษีประชาชนหรือไม่ ขอโทษนะแล้วเสือกมาถามประชาชนอย่างตนว่าทำอะไรให้คนบุรีรัมย์ โอ้ว แล้วถ้าจะถามว่าที่ประชาชนจดจำคุณได้มาจากอะไร ตนไม่รู้ แต่ตนจำนายโสภณได้จากการคดีนายสุพจน์ ทรีพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ขโมยขึ้นบ้านแล้วพบเงินหลายร้อย อาจจะเป็นพันล้าน ซึ่งป.ป.ช.ชี้มูลว่าร่ำรวยผิดปกติ และยังอยู่ในคุก นั่นเป็นผลงานที่ทำให้คนรู้จักนายโสภณ ซารัมย์ หรือมีผลงานอะไรก็ว่ามา

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ส่วนที่ถามว่า ตนมายื่นร้องนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ตนไม่เคยถูกดำเนินคดี จากการยื่นร้อง นายโสภณควรฟังเอาไว้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตนมายื่นผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว สั่งให้ยังไม่เปิดสภา ก่อนคดีสิ้นสุด นายโสภณอ้างว่าตนไม่รู้เรื่องกฎหมาย รัฐบาลทำตามพระราชกฤษฎีกา นายโสภณ ถ้าห่วงประเทศชาติจริง แต่กลับยังไม่รู้กฎหมาย ท่านควรไปเปิดดูพ.ร.บ.วิธีพิจาณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดมาตรการเหล่านี้ไว้เพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างที่ศาลยังพิจารณาคดีไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นตนทำตามกฎหมายทั้งสิ้น แล้วยังจะมากล่าวหาว่าตนไม่สุจริต ขอถามกลับว่าที่พูดเช่นนั้น เพราะท่านเหมือนทองใช่ไหม สุจริตมากแค่ไหน เวลาพูดกรุณาไปส่องกระจกดูตัวเองแล้วจะรู้สึกขำหรือไม่ ซึ่งขอย้ำว่าตนไม่เคยถูกดำเนินคดีจกการร้อง แล้วการออกมาร้องนั้นคนบุรีรัมย์ได้ประโยชน์ ทั้งกรณีฮั้วสว. การร้องทวงคืนที่ดินเขากระโดง และอีกหลายเรื่อง มีหรือไม่ที่สังคมมองว่าที่ตนทำนั้นไร้ประโยชน์ หรือเปิดช่องให้ตนไปหากินได้ ซึ่งไม่มี

เมื่อถามว่า คิดว่านายโสภณ เหมาะที่จะเป็นประธานสภาล่างหรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า รอดู ถ้าเขาทำหน้าที่ได้ดี ก็เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ แต่คนทำฟาร์ม ฟาร์มไก่ ฟาร์มซีพีสแตนด์บายไว้เผื่อมีใครมาปล่อยไก่ที่สภา  

เมื่อถามต่อว่า มองอย่างไรที่พรรคภูมิใจไทยไม่เอากล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลโดยอ้างเรื่องจริยธรรม นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราจะได้เห็นทางการเมืองค่อยว่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะได้เห็นในทางกฎหมายคือ อาจเห็นความ 2 มาตรฐาน เช่น เรื่องที่ตน หรือพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มายื่นร้องนั้นแว่วๆ ว่าจะมีสส.รวมเสียงร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ ก็จะทำให้เห็นมาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มองว่าไปแต่งตั้งคนไม่มีคุณสมบัติ อาจนำไปสู่การที่ต้องรับคุณรับโทษด้วย แต่ประเทศไทยเป็นไปได้หมด อาจจะมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น คือส่งเรื่องคุณสมบัติร.อ.ธรรมนัส แล้วฟอกขาวทั้ง 2 คนเลย พอ ร.อ.ธรรมนัสทำได้ ดำรงตำแหน่งได้ ไม่ขาดหรือบกพร่องเรื่องจริยธรรม ทำให้คราวหลังมารัฐบาลก็ถีบเพื่อไทยออก แล้วเอากล้าธรรมเข้ามา แฮปปี้เอนดิ้งทั้ง 2 ฝ่าย แล้วประเทศไทยจะเหลืออะไรให้ลูกหลายได้ดูว่าอะไรที่เป็นมาตรฐานของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

เมื่อถามว่า หากมีการเสนอนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรี จะร้องเรียนจริยธรรมนายกฯ หรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ไม่ แต่ถ้านายกฯ มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับจริยธรรม 3 เรื่องแล้ว ดังนั้น ถ้าถามเรื่องจริยธรรมนายกฯ อย่าเอานายอนุทินไปเทียบกับคนอื่นเลย

ครม.เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี

ครม.เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี

ครม.เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว

วันที่ 10 มี.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อร่างเอกสารแสดงความยินยอมที่จะต่ออายุบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลวระหว่างไทยและญี่ปุ่น และข้อริเริ่มความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ

พร้อมกันนี้ ครม. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ เป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดลงนามระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีและภาคธุรกิจด้านความมั่นคงพลังงานอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Energy Security Ministerial and Business Forum: IPEM) ระหว่างวันที่ 14–15 มีนาคม 2569 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

รองโฆษกฯ กล่าวว่า บันทึกความร่วมมือฉบับเดิม ไทยและญี่ปุ่นได้ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลว และความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ก่อนจะครบกำหนดอายุลงเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568

การเห็นชอบครั้งนี้ จึงเป็นการต่ออายุบันทึกความร่วมมือดังกล่าวออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2571 และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติทุก ๆ 3 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนว่าไม่ประสงค์จะต่ออายุ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การต่ออายุความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ไทยและญี่ปุ่นสามารถเดินหน้าความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติเหลวได้อย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รวมทั้งช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสวงหาและต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในการพัฒนาภาคพลังงานของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างเอกสารดังกล่าวไม่มีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่เข้าข่ายเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการใหม่ หรือก่อภาระผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรสำคัญ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และเสริมความพร้อมของไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้อง กกต. ไม่ต้องจ่าย 70 ล้าน คดีแจกใบส้ม สุรพล เกียรติไชยากร

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้อง กกต. ไม่ต้องจ่าย 70 ล้าน คดีแจกใบส้ม สุรพล เกียรติไชยากร

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้อง กกต. ไม่ต้องจ่าย 70 ล้าน คดีแจกใบส้ม สุรพล เกียรติไชยากร

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

ศาลฎีกายกฟ้องคดี “สุรพล เกียรติไชยากร” อดีต สส.เชียงใหม่ฟ้อง กกต.จ่าย 70 ล้าน ทีมทนายชี้ข้อเท็จจริงย้อนแย้ง เตรียมยื่นเรื่องสู่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาขอความเป็นธรรมต่อ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเงินรวมดอกเบี้ยประมาณ 70 ล้านบาท จากในข้อหาละเมิดจากการ กกต.แจกใบส้ม และสั่งตัดสิทธิสมัครเลือกตั้ง แก่นายสุรพล เป็นเวลา 1 ปี จากเหตุถูกร้องกรณีการใส่ซองถวายปัจจัยทำบุญวันเกิดจำนวน 2,000 บาท ในช่วงการเลือกตั้ง สส.ปี 2562   โดยศาลฎีกาให้เหตุผลว่า กกต. ไม่ได้มีเหตุโกรธเคืองส่วนตัวกับนายสุรพลและการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ

ทีมทนายความของนายสุรพล กล่าวหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้มีประเด็นที่ ย้อนแย้งกับคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งก่อนหน้านี้ โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เคยมีคำพิพากษาที่ 4209/2563 ยกคำร้องของ กกต. ที่ขอเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายสุรพล โดยเห็นว่า การไปร่วมงานทำบุญผ้าป่าไม่ได้เป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ในคดีแพ่งเรื่องการฟ้องละเมิดครั้งนี้ ศาลกลับวินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทำให้ทีมทนายมองว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันมีมุมมองที่แตกต่างกันในคำพิพากษาของศาล ทางทีมทนายความเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป โดยจะยื่นคำร้องเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณา หรือหาแนวทางทางกฎหมายอื่น เพื่อขอความเป็นธรรมในกรณีดังกล่าวต่อไป

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2562 นายสุรพล ชนะการเลือกตั้งเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยคะแนน 52,165 คะแนน ทิ้งห่างอันดับสองกว่า 25,000 คะแนน แต่ถูก กกต.ในขณะนั้นแจกใบส้ม และสั่งตัดสิทธิสมัครเลือกตั้งเป็นเวลา 1ปี จากเหตุถูกร้องกรณีการใส่ซองถวายปัจจัยทำบุญวันเกิดจำนวน 2,000 บาท ซึ่งต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำวินิจฉัย ว่า นายสุรพลไม่มีความผิดและเป็นการทำตามประเพณี   ต่อมา นายสุรพลเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง รวมถึงสิทธิทางการเมือง จึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต.เป็นเงินรวมดอกเบี้ยราว 70 ล้านบาท และศาลชั้นต้นพิพากษาตามฟ้อง

ต่อมาในชั้นอุทธรณ์ศาลได้พิพากษายืนแต่ให้ลดค่าชดเชยเหลือ 56 ล้านบาทรวมดอกเบี้ยยอดรวม 62 ล้านบาท แต่ศาลฎีกาวันนี้พิพากษายกฟ้องดังกล่าว ซึ่งทีมทนายนายสุรพลยังจะร้องต่อที่ประชุมศาลฎีกาในเรื่องนี้เพราะเห็นว่า ต่อสู้ผ่านทั้ง 2 ศาลมากว่า 7 ปีแล้ว ซึ่งก็เห็นว่า ยังมีช่องทางขอความยุติธรรมดังกล่าว

โรม ฟาด ลูกบังเกิดเกล้า ครม.เอาญาติเป็นตัวตััง หวดดึงเช็งคดี ชนนพัฒฐ์-เบน สมิธ

โรม ฟาด ลูกบังเกิดเกล้า ครม.เอาญาติเป็นตัวตััง หวดดึงเช็งคดี ชนนพัฒฐ์-เบน สมิธ

โรม ฟาด ลูกบังเกิดเกล้า ครม.เอาญาติเป็นตัวตััง หวดดึงเช็งคดี ชนนพัฒฐ์-เบน สมิธ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.08 น.

‘โรม‘ กังขา ’รมต.ลูกบังเกิดเกล้าสีน้ำเงิน‘ พึ่งพาได้กี่คน เชื่อปชช.อยากเห็น ’ครม.‘ เอาความสามารถเป็นตัวตั้ง เหน็บอยากเห็น จนท.ขยันขันแข็งเหมือนช่วงเลือกตั้งดำเนินคดี ’ชนนพัฒน์’ โอดที ‘พรรคส้ม’ รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม 

วันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีแก๊งลูกบังเกิดเกล้า ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และทายาททางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ว่า ข่าวที่ออกมาตอนนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ คงสรุปไม่ได้ 100 % แต่ถ้ามองในมุมความคาดหวังของประชาชน ประชาชนคาดหวัง ครม.ที่เอาความสามารถเป็นตัวตั้ง มากกว่าการเอาวงศาคณาญาติมาเป็นตัวตั้ง ขอให้มองรอบตัว ความท้าทายของประเทศมีเยอะแยะ ถ้าถามว่าจะพึ่งพารัฐมนตรีได้กี่คน ที่บอกว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีความเชี่ยวชาญ  ที่เหลือปล่อยให้คนที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาเป็นรัฐมนตรี ถ้าทำแบบนั้นภายใต้สถานการณ์ของประเทศแบบนี้ คำถามคือ จะพร้อมรับมือความท้าทายจริงหรือไม่ เชื่อว่าประชาชนอยากเห็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยคนที่มีความสามารถมากกว่าวงศ์ตระกูล 

นายรังสิมันต์ กล่างต่อว่า ขณะที่การตรวจสอบของพรรคประชาชน เราทำมาเรื่อย ๆ แม้จะยังไม่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ท่ามกลางข้อจำกัด เช่น เมื่อสภาฯ ยังไม่เปิดก็จะมีข้อจำกัดเรื่องของกลไกคณะกรรมาธิการ แต่อย่างน้อยที่สุดเรื่องข้อมูลเท่าที่จะทำได้ เราก็ดำเนินการ ตนเองก็เกาะติดเรื่องเบน สมิธ เมื่อวานมีข่าวมาว่า สิงคโปร์จับกุม 2 กรรมการ ที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัท CAI เกี่ยวพันกับกรณีสแกนม่านตา และการไล่ซื้อหุ้นในบริษัทในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับกองทุนของบริษัทฮุยวัน กรุ๊ป มีเส้นเงินไหลเวียนมากมายมหาศาล เราจึงอยากเห็นการขยายผล ส่วนเรื่องสแกมเมอร์ ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาอย่างสม่ำเสมอของรัฐบาลจะหายไป ยกตัวอย่างการออกหมายจับเบน สมิธ ในคดีไม่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับคดีจำนวนมากที่รออยู่  ยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้านบาท แต่ไม่ออกหมายจับในคดีที่ใหญ่กว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด รวมถึงการขยายผลไปถึงนักการเมืองที่เชื่อมโยง แม้จะมีการส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. แต่สแกมเมอร์เป็นเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นคดีนอกราชอาณาจักรได้ แต่ไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราอยากเห็นมาตรฐานการเอาจริงเอาจังในการปราบปรามสิ่งเหล่านี้ แม้แต่กรณีของ นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส.เขต 4 จ.สงขลา พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงว่านักการเมืองแบบนี้จะซื้อเวลาให้ตนเอง ผ่านช่วงปฏิญาณตน สามารถเข้าทำหน้าที่ในสภาฯ ได้ สุดท้ายอ้างเรื่องเอกสิทธิ์สส.และสิทธิพิเศษต่าง ๆ  เราอยากเห็นการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหมือนช่วงเลือกตั้ง ที่มีความขยันขันแข็งกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันว่า จะไม่มีใครหลุดพ้นจากการดำเนินคดีตามกฏหมายได้ ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองบางคนซื้อเวลา ไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นวาระของชาติ กลายเป็นวาระผลประโยชน์ วาระการช่วยเหลือพวกพ้อง ใครตีสนิทมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองผู้ใหญ่ในรัฐบาลได้ สุดท้ายก็ไม่มีการดำเนินการ นอกจากนี้ยังมีเครื่องบิน ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  ที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าเชื่อมโยงกับเบน สมิธ จะมีความชัดเจนอย่างไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนเจตจำนงของรัฐบาลว่าต้องการเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาอย่างไร เหล่านี้เป็นหน้าที่ของว่าที่ฝ่ายค้านอย่างพวกเราจะดำเนินการตรวจสอบ ถ้าสภาฯ เปิดได้เร็วก็จะทำหน้าที่ได้ดีที่สุด แต่น่าเสียดายสภาฯ ชุดนี้มีข้อครหามัวหมอง เรื่องการเลือกตั้งและมีคำถามเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม

เมื่อถามว่า เปิดหากสภาฯ เปิดแล้วจะมีการหารือส่งตัวนายชนนพัฒน์ ไปดำเนินคดีหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มันมีกระบวนการ สภาฯ ที่ผ่านมามีน้อยมากที่จะส่งตัว สส.ไปดำเนินคดี ดังนั้นจังหวะที่ดีที่สุด เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รู้อยู่แล้ว 

“ถ้าเรื่องนี้เป็นพรรคส้มท่านไม่ต้องห่วงรวดเร็วปานกามมนิตหนุ่ม แต่ถ้าเป็นพรรคอื่น อย่างกรณีนายชนพัฒน์ เข้าข่ายการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ การอ้างวันที่ 12 มี.ค. 69 นี้ เจ้าหน้าที่ก็ยังสามารถดำเนินการได้อยู่“ นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า มองไปถึงประชาชนที่ถูกดำเนินคดี  เจ้าหน้าที่ยังไม่เคยง่าย ๆ สบาย ๆ แบบนี้ แต่กับนายชนนพัฒน์ ถึงมีท่าทีในการปล่อยให้เขาใช้เวลาปกติสุขแบบนี้ สามารถไปกล่าวในงานแต่งได้ แบบนี้เป็นการหยามกฎหมาย ก็กลับมาที่คำถามว่ามาตรฐานการแก้ปัญหาสแกมเมอร์และเว็บพนันอยู่ตรงไหน จะขยันขันแข็งกันช่วงเลือกตั้งใช่หรือไม่  ช่วงนี้จึงเป็นการประสานมิตรอุ้มชูมิตรหรือไม่ อาจเกิดความไม่สบายใจกับพี่น้องประชาชนต่อประสิทธิภาพของรัฐบาล

เมื่อถามถึงโอกาสที่พรรคประชาชนจะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแข่ง  นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนนี้เรายังเรียกพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่มั่นใจว่าฝ่ายค้านมีเท่าไร ไม่รู้จะมีงูเห่าอีกหรือไม่ ในฐานะพรรคประชาชนเรื่องการเสนอชื่อ แข่งประธานสภาณและนายกฯ ขอให้โฆษกพรรคเป็นผู้ชี้แจง ส่วนความชัดเจนที่พรรคกล้าธรรมจะมาร่วมฝ่ายค้าน ขอให้ไปถามร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เราเคยพูดตอนหาเสียงว่าจะไม่โหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าพรรคอันดับ 1 มีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ซึ่งเรารักษาคำพูดที่พูดไว้กับประชาชน เมื่อนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งก็มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล เราคงต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ตนเองไม่รู้จริง ๆ ว่าพรรคการเมืองอื่น  เช่น กล้าธรรม เขาตัดสินใจอย่างไรเพราะการเป็นฝ่ายค้านของพรรคการเมืองอื่นมีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทาง คือเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน และเขาไม่ให้เป็นรัฐบาล ไม่มั่นใจว่ากรณีพรรคกล้าธรรมพูดสรุปจบได้หรือไม่ว่า เขาไม่ให้เป็นรัฐบาลแน่ ๆ ขอให้รอดูเพราะเหลือไม่กี่วันก็รู้แล้ว

ครม.เคาะมาตรการลดใช้พลังงาน ขอให้ ปรับแอร์ ใช้บันได ส่งเสริมประชุมออนไลน์-WFH

ครม.เคาะมาตรการลดใช้พลังงาน ขอให้ ปรับแอร์ ใช้บันได ส่งเสริมประชุมออนไลน์-WFH

ครม.เคาะมาตรการลดใช้พลังงาน ขอให้ ปรับแอร์ ใช้บันได ส่งเสริมประชุมออนไลน์-WFH

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอครม.รับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด กระทรวงพลังงานได้จัดตั้ง ศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ

สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมี ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยณวันที่ 5 มีนาคมประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055, ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร ซึ่งแบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอ มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้

 • การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26 – 27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ
 • การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
 • การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
 • การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้
 • การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
 • การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น

 • การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
 • การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
 • การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool
 • การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่นให้หลีการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22:00 น. เป็นต้นไป และมีการกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22:00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ มาตรการ WFH นอกเหนือจากมาตรการที่กระทรวงพลังงานได้แจ้งเวียนให้กับหน่วยงานถือปฏิบัติ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการดังนี้

1) เริ่มดำเนินมาตรการ wfh ในทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน

2) งดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือ อบรม ในต่างประเทศ โดยให้มาดำเนินการ ภายในประเทศแทน