แก้ปัญหาสัตว์เศรษฐกิจราคาตกต่ำ กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนการกำหนดราคากลาง โคเนื้อ-แพะ-แกะ

แก้ปัญหาสัตว์เศรษฐกิจราคาตกต่ำ กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนการกำหนดราคากลาง โคเนื้อ-แพะ-แกะ

แก้ปัญหาสัตว์เศรษฐกิจราคาตกต่ำ กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนการกำหนดราคากลาง โคเนื้อ-แพะ-แกะ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.53 น.

กระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการกำหนดราคากลางโคเนื้อ แพะ และแกะ สร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน 

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางในการขับเคลื่อนการกำหนดราคากลางสินค้าโคเนื้อ แพะ แกะ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาสัตว์เศรษฐกิจตกต่ำที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยมี นายมนัส เทพรักษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางอมราพร ชีพสมุทร์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (135) 

กระทรวงเกษตร

โดยนายทรงศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการกำหนดราคากลางสินค้าโคเนื้อ แพะ แกะในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ ตามข้อห่วงใยของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ประชุมได้รับฟังความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) ในการผลักดันการกำหนดราคากลางโคเนื้อตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงฆ่าสัตว์ ผู้แปรรูป และผู้จำหน่าย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างเสถียรภาพด้านราคา รวมถึงได้รับทราบข้อมูลต้นทุนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ และข้อมูลราคาจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ เพื่อนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์และกำหนดแนวทางด้านราคา พร้อมเตรียมหารือร่วมกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ต่อไป

กระทรวงเกษตร
กระทรวงเกษตร

‘2สว.’ โต้ ’สมชาย‘ ทันควัน! ปูดสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ลั่นไม่คิดล้างผิดตัวเอง

‘2สว.’ โต้ ’สมชาย‘ ทันควัน! ปูดสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ลั่นไม่คิดล้างผิดตัวเอง

‘2สว.’ โต้ ’สมชาย‘ ทันควัน! ปูดสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ลั่นไม่คิดล้างผิดตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.38 น.

‘2สว.’ ตีโต้ ’สมชาย‘ ทันควัน! ‘ฉัตรวรรษ’ ยันหนักแน่นไร้สอดไส้กม.นิรโทษล้างผิด ‘คดีฮั้ว สว.’ ชี้เจตนารมย์เน้นช่วยกลุ่มขัดแย้งการเมืองในอดีต กลับมาทำมาหากินได้ ด้าน ’พิสิษฐ์‘ ลั่นไม่คิดจะทำอยู่แล้ว คดียังไม่ชี้มูลเลย ถึงผิดจริงก็ไม่ทำ ซัดเดือดคงอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด รับกังวลคนลามเชื่อ ‘เฟคนิวส์’

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสันติสุข วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ อดีตสว. ออกมาตั้งข้อสังเกตวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่างกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองในชั้นวุฒิสภา อาจจะสอดไส้ล้างผิดคดีฮั้วเลือก สว.ว่า ยืนยันว่าในการพิจารณาของกมธ.ไม่พบเนื้อหาหรือสาระสำคัญที่ระบุถึงการนิรโทษกรรมคดีฮั้ว สว. และในบัญชีแนบท้ายไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ยืนยันหนักแน่นรับประกันได้ว่าไม่มี 

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า ในบัญชีแนบท้ายมีการปรับลำดับของร่างกฎหมายที่เรียงตามตัวอักษรและลำดับของกฎหมายเท่านั้น ซึ่งกำหนดมาตั้งแต่ร่างสภาผู้แทนราษฎรแล้ว วุฒิสภาไม่มีการปรับแก้ โดยวัตถุประสงค์ของคณะกรรมาธิการ ต้องการเสริมสร้างสันติสุขของสังคมตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้เสนอมา ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภาไม่ได้มีการแก้ไข เพียงแต่เสนอไม่กำหนดเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 

พล.ต.อ.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า ทางวุฒิสภาไม่ต้องการที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณาเนื้อหากฎหมายที่มีความเห็นต่างกัน ซึ่งวุฒิสภามีเจตนาให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ และร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับวุฒิสภา ซึ่งจะเกี่ยวกับฝ่ายการเมืองที่เคยมีคดีทางการเมือง และในพิจารณาชั้นกรรมาธิการส่วนใหญ่ยืนตามร่างที่สภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการมา 

“ดูแล้วว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ ต้องการให้พวกที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและขัดแย้งกับการเมืองจริงๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และให้พวกอดีตกลับมาทำมาหากินได้ เพราะความขัดแย้งตอนนั้นยังไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับสถาบันฯเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน ทหารที่ยึดอำนาจ และรัฐบาล” พล.ต.อ.ฉัตรวรรษ กล่าว 

ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กล่าวในกรณีนี้ว่า ตนในฐานะเลขานุการของคณะกรรมาธิการที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการแก้ไขในประเด็นเพิ่มเติมหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีฮั้ว สว. และทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด แล้วต้องยืนยันเลยว่าไม่คิดจะทำด้วย  เพราะกระบวนการทุกอย่างยังอยู่ในชั้นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรายังไม่ถูกชี้มูลทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เราก็ไม่ได้ถือว่าจะต้องไปทำอะไรแบบนั้น แล้วต่อให้มีเหตุการณ์ที่ผิดจริง เราก็คงไม่ไปแก้ เราก็คงไม่นิรโทษกรรมตัวเอง 

“ผมไม่ทำแน่นอน ต้องบอกอย่างนี้ แล้ว สว. ทุกท่าน ผมเชื่อว่าก็มีแนวคิดเดียวกันกับผม การนิรโทษกรรมตัวเอง ผมไม่คิดจะทำอยู่แล้ว ต้องขอโทษไปยังคนที่สื่อสารกับสื่อมวลชนในการเข้า ให้ข่าวเฟคนิวส์แบบนี้ด้วยว่าช่วยอ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ละเอียดด้วย” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งที่แก้ไขเพิ่มเติม มีอยู่แค่ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2551 ในข้อ 26/1 กับข้อ 26/2 ซึ่งต้องบอกว่า 2 ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีการฮั้วเลือกตั้งหรือทุจริตการเลือกตั้ง สส.แต่อย่างใดเลย แต่ที่เพิ่มเติมเข้าไป เพราะเราได้เชิญตัวแทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เรื่องกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไปปิดสนามบิน ได้ปรึกษาหารือกันในกรรมาธิการ ก็เลยลงมติว่าเราจะเพิ่มใน 2 ประเด็นนี้เข้าไปเท่านั้นเอง

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า ปีที่แล้วประเทศไทยมีผู้อ่านหนังสือเกิน 8 บรรทัดแล้วนะ  แต่ว่าบางคนยังอ่านหนังสือต่ำกว่า 8 บรรทัดอยู่  พร้อมชี้แจงว่าอาจเป็นความเข้าใจผิด เพราะมีการเรียงมาตราใหม่ จากเดิมในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ส่งมาชั้นวุฒิสภา ไม่ได้เรียงมาตรามาในลักษณะว่าเรียงตามศักดิ์ของกฎหมาย วันนี้ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด มาจากสภาผู้แทนราษฎร โดยเพิ่ม 2 ข้อที่ตนกล่าวเมื่อสักครู่ บวกกับการปรับการศักดิ์กฎหมายต่างๆ ให้อยู่ในถูกต้องตามหลักของการออกกฎหมายในภาคนิติบัญญัติ

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คนออกมาเรียกร้องอาจจะเข้าใจผิด อาจจะอ่านหนังสือแค่ 8 บรรทัด อ่านน้อยไปนิดหนึ่ง ถ้าอ่านครบทุกบรรทัดก็จะรู้เลยว่า ทุกอย่างที่เราปรับ กฎหมายยังเหมือนเดิมตามชั้นสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ โดยเฉพาะบัญชีท้ายร่าง ย้ำว่าไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.และทุจริตการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าแบบนี้ถือว่ามีเจตนาทำให้วุฒิสภามีภาพลักษณ์ไม่ดีหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่รู้เจตนาที่แท้จริงว่าต้องการดิสเครดิต สว.ชุดนี้อีกหรือไม่ แต่ต้องบอกว่าเราไม่คิดจะทำ และไม่เคยคิดจะทำต่างในเรื่องที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะวันนี้ทุกอย่างยังอยู่กระบวนการตามขั้นตอนของ กกต.ทุกประการ

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าคนจะเข้าใจผิด นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนกังวลในสิ่งที่เป็นเฟคนิวส์ ยิ่งโดยเฉพาะอดีต สว. การที่มาพูด แล้วการที่เขาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเอง ทำไมถึงไม่ดูรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนที่จะมาชี้แจงต่อประชาชน 

“อันนี้คือสิ่งที่ผมกังวล ถ้าถามว่ากังวลเรื่องไหน คือผมว่าท่านเคยเป็นอดีตถึงสมาชิกวุฒิสภา ต้องบอกว่าการจะทำอะไร คำพูดของท่าน ผมเชื่อว่ามีน้ำหนัก แล้วผมก็ยังเคารพในตัวท่านอยู่ อยากจะให้ท่านพูดอะไรหรือชี้แจงอะไรต่อสื่อและต่อประชาชนให้ถูกต้องและเป็นธรรมกับสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ด้วย” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายกฯ แจงส่งตัว รุ่งเรือง ปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุกระบวนการตรวจสอบครบ 30 วันแล้ว

นายกฯ แจงส่งตัว รุ่งเรือง ปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุกระบวนการตรวจสอบครบ 30 วันแล้ว

นายกฯ แจงส่งตัว รุ่งเรือง ปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุกระบวนการตรวจสอบครบ 30 วันแล้ว

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

นายกฯแจงส่งตัว ’รุ่งเรือง‘ ปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุ กระบวนการตรวจสอบครบ 30 วันแล้ว แต่ยังไม่หยุดสอบต่อ ย้ำ เป็นไปตามขั้นตอนผิดว่าตามผิด-ไม่ผิดก็ไม่ผิด

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีคำสั่งให้นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต กลับมาปฏิบัติราชการต้นสังกัดเดิมที่จ.ภูเก็ต ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  เป็นผู้ดำเนินการและรายงานมาแล้วว่า ย้ายกลับไปเนื่องจากครบ 30 วัน ของการตรวจสอบแต่การตรวจสอบไม่ได้หยุด ยังคงเดินหน้าตรวจสอบต่อ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และทุกเรื่องก็เป็นหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่วนผลจะเป็นอย่างไร เขาก็จะดำเนินการต่อ ถ้าไม่ผิดก็ไม่ผิด แต่ถ้าผิดก็ต้องว่ากันต่อไปตามกฏหมาย

ก.ตร. เห็นชอบเออร์ลี่รีไทร์ตำรวจเหลือปีละรอบ หลังโครงการส่งผลกระทบการบริหารงานบุคคล

ก.ตร. เห็นชอบเออร์ลี่รีไทร์ตำรวจเหลือปีละรอบ หลังโครงการส่งผลกระทบการบริหารงานบุคคล

ก.ตร. เห็นชอบเออร์ลี่รีไทร์ตำรวจเหลือปีละรอบ หลังโครงการส่งผลกระทบการบริหารงานบุคคล

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.22 น.

ก.ตร. เห็นชอบเออร์ลี่รีไทร์ตำรวจเหลือปีละรอบ หลังโครงการส่งผลกระทบการบริหารงานบุคคล เนื่องจากระดับนายพลว่างนาน 6 เดือน 

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช.ครั้งที่ 2/2569 และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ครั้งที่ 6/2569 ซึ่งเป็นการประชุมตามวาระปกติ ไม่มีการพิจารณาประเด็นพิเศษหรือเรื่องเร่งด่วน

ตำรวจ

โดยการประชุม ก.ต.ช. มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานแทนนายกรัฐมนตรีที่ติดภารกิจสำคัญ ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ ก.ต.ช. การประเมินผลการปฏิบัติการของผู้บริหารสำนักงานตรวจสอบภายใน การรายงานการใช้อำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และการขอขยายระยะเวลาดำเนินการตามบทบัญญัติมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565

ส่วนการประชุม ก.ตร. มีพลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานแทนนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมพิจารณาเรื่องตามวาระปกติ ทั้งการรับรองรายงานการประชุม การรับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ การบริหารงานบุคคล การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี และการพิจารณาร่างกฎก.ตร. และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกำลังพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตำรวจ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ก.ตร. ได้รับทราบการยกเลิกโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retirement สำหรับการพิจารณาในรอบเดือนเมษายน โดยจะคงไว้เฉพาะรอบเดือนตุลาคม เนื่องจากการดำเนินโครงการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าทำให้ตำแหน่งระดับนายพลที่เข้าร่วมโครงการว่างลงนานถึง 6 เดือน ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคล

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าการดำเนินงานของ ก.ต.ช. และ ก.ตร. ยังคงยึดหลักกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และระบบคุณธรรม เพื่อให้การบริหารงานบุคคลเป็นไปด้วยความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน 

นายกฯ เท ถก ก.ตร. ควง ปลัดมท. เดินงาน OTOP ชะงักดูข่าวเมียปลัดเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ขออย่ามองเขย่าเก้าอี้

นายกฯ เท ถก ก.ตร. ควง ปลัดมท. เดินงาน OTOP  ชะงักดูข่าวเมียปลัดเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ขออย่ามองเขย่าเก้าอี้

นายกฯ เท ถก ก.ตร. ควง ปลัดมท. เดินงาน OTOP ชะงักดูข่าวเมียปลัดเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ขออย่ามองเขย่าเก้าอี้

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.45 น.

“อนุทิน” เทประชุม ก.ตร. โผล่เมืองทอง ควง “อรรษิษฐ์” เดินเที่ยว OTOP เป็นวันที่ 6 ก่อนเข้าห้อง VIP ไหว้พ่อแม่  ขณะเลขาฯครม.รุดหอบแฟ้มเอกสารให้เซ็น ชะงัก วางปากกาหันดูจอทีวี นำเสนอข่าวคลิปเสียงเมียปลัดมท. เอี่ยวทุจริตโกงสอบท้องถิ่น ยิ้มแซวปลัดถูกสื่อรุมมากกว่านายกฯ ขออย่ามองเป็นเกมเขย่าเก้าอี้นายกฯ-ปลัดมท. 

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.15 น. ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกการเป็นประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นายอนุทิน พร้อม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมา ที่อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเยี่ยมชมงาน “OTOP Midyear 2026 ไทยช่วยไทยสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาสู่ระดับสากล” เป็นวันที่ 6 

ระหว่างที่เดินอยู่ภายในงาน และถ่ายรูปร่วมกับประชาชนที่มาเดินเที่ยวชมงานได้มีสายโทรศัพท์โทรเข้ามา ทำให้นายกรัฐมนตรีได้เดินออกจากงานไปยืนคุยโทรศัพท์อยู่สักพักใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องรับรองที่อยู่ใกล้กับฮอล์ที่จัดงาน เพื่อเข้าไปทักทายนายชวรัตน์ และนางทัศนีย์ ชาญวีรกูล บิดาและมารดา ที่มาเดินเที่ยวชมงาน OTOP ก่อนหน้า และเข้ามานั่งพักอยู่ภายในห้องรับรอง 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้นั่งพักอยู่ภายในห้องรับรอง ก่อนที่นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี พร้อมทีมงาน ได้นำกระเป๋าลากใส่เอกสารขนาดใหญ่มาด้วย ก่อนจะนำแฟ้มเอกสารจำนวนหลายแฟ้มให้นายกรัฐมนตรีเซ็น ทั้งนี้ระหว่างเซ็นเอกสารโทรทัศน์ภายในห้องรับรองที่กำลังนำเสนอข่าวกรณีคลิปเสียงภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เผยแพร่ออกมา ทำให้นายกรัฐมนตรีถึงกับหยุดเซ็นเอกสารและหันไปดูข่าวดังกล่าว พร้อมกล่าวติดตลกว่า “เป็นครั้งแรกที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยถูกสื่อรุมสัมภาษณ์มากกว่านายกรัฐมนตรี” ซึ่งระหว่างนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทยก็อยู่ภายในห้องรับรองด้วย

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินออกห้องรับรอง หลังเซ็นเอกสารต่างๆที่ทีมงานนำมาให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว นายอนุทิน ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนทำงานได้ทุกที่ และเนื่องจากจะต้องเดินทางไปต่างประเทศหลายวันจำเป็นต้องเซ็นเอกสารหลายแฟ้ม 

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องเดินทางไปต่างประเทศหลายวันได้มีการกำชับสั่งการรองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการนายกรัฐมนตรีอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้สั่งการไว้หมดแล้วเดินทางไปแค่ 3 วัน ช่วงกลางอาทิตย์ก็กลับ 

เมื่อถามว่าขณะนายกฯนั่งเซ็นแฟ้มเอกสารซึ่งเป็นช่วงที่โทรทัศน์เผยแพร่ข่าวเพจ CSI LA ปล่อยคลิปเสียงที่อ้างว่าเมียปลัดกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่นนายกฯรู้สึกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราตั้งชุดสอบสวนใครผิดก็ว่าไปตามผิด ส่วนที่มีการกล่าวหาว่ามีคนใกล้ชิดปลัดกระทรวงมหาดไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกังวลหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะว่าเรายึดหลักฐาน

เมื่อถามว่าคลิปถูกปล่อยออกมาเรื่อยๆมองว่ามีกระบวนการอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องมีคนทำผิดแน่นอน และตอนนี้พยายามที่จะเบี่ยงประเด็นอะไรต่างๆ แต่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยเราได้ตั้งกรรมการสอบสวนและดึงคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อเดินหน้าด้วยความเป็นธรรมและไม่ต้องเกรงใจใคร 

เมื่อถามว่าตอนนี้ถูกมองไปไกลกว่านั้น มองว่า เป็นเกม พยายามเขย่าเก้าอี้นายกฯและปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนละเรื่องกัน และจะคิดทุกอย่างเป็นเกมไม่ได้ หน้าที่รัฐบาลเมื่อมีการกระทำผิดตรงไหนก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด อย่างที่ภูเก็ตก็มีการติดตามตรวจสอบดำเนินคดี ยึดทรัพย์ และเอาที่ของหลวงกลับคืนมาจากคนที่ยักยอกและโกงไป ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะถูกโยงไปถึงสมัยที่ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมจะต้องกังวลเมื่อผมทำ และตอนนี้ไม่ว่าอยู่ในกระทรวงไหนผมก็ต้องไปจัดการทั้งหมดถ้าเกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ในส่วนนั้นกระทรวงมหาดไทยก็ต้องจัดการ ไอ้เรื่องที่จะไปยกเว้นใครไม่มีอยู่แล้ว ผมก็ทำให้เห็นไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้วว่าไม่เคยมีการยกเว้น ความผิดไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม“

เมื่อถามย้ำว่าเอ๊ะหรือไม่ว่าตอนนี้มีคนกำลังเล่นงาน นายกฯย้อนถามว่า “เล่นงานผมนั่นหรอ“ ก่อนกล่าวอีกว่า ”ตั้งแต่ผมมาเป็นรองนายกฯ ตั้งแต่เล่นการเมืองแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่ในความตั้งมั่น ความมั่นใจ ถ้าเราทำอะไรผิด จะเห็นได้ว่าคนทำผิดต้องวิ่งออกมาแก้ตัว ออกมาเบี่ยงประเด็น สร้างความวุ่นวาย เป็นพัลวัน แต่คนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดก็ทำงานตามปกติ ห้ามให้คนมากล่าวหาไม่ได้“

เมื่อถามว่าให้คำมั่นได้หรือไม่ว่าเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นจะต้องมีคนรับผิดชอบ นายกฯ กล่าวว่า ดำเนินคดีเต็มที่ ไม่ใช่ว่ารับผิดชอบ แต่ต้องรับโทษ รับผิดอย่างเดียว ไม่มีรับชอบ เมื่อถามอีกว่าตัวปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดใจคุยกันหรือไม่หลังจากมีชื่อไปเกี่ยวข้อง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องเปิดใจ ท่านทำงานอยู่กับตนตลอดเวลา และเมื่อมีเรื่อง  คนที่สั่งดำเนินการโดยทันที ตั้งกรรมการสอบ สั่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเข้ามาประจำกระทรวง คือท่านปลัดฯได้ทำทุกอย่างก่อนที่จะมาหารือกับตน ทำให้ตนเห็นว่าท่านได้ดำเนินการตามกรอบแห่งกฎหมายแล้ว ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย จะเอาแต่ทันใจคนไม่ได้ เพราะถ้าจะเอาแต่ทันใจคนอย่างเดียวก็จะไปผิดหลักของกฎหมาย ตอนนี้มันถูกล็อกอยู่ด้วยข้อของกฎหมาย และเมื่อถูกล็อกด้วยข้อกฎหมายก็ต้องใช้วิธีการทางกฎหมายแก้ปัญหา 

เมื่อถามว่า ทำไมตอนนี้ยังไม่ย้ายปลัดฯไปนั่งตรงอื่นก่อน เพื่อให้การสอบสวนเกิดความเป็นธรรม นายกฯ ย้อนถามว่าเรื่องอะไร ผู้สื่อข่าวตอบว่าเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เพราะถือว่าปลัดฯเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการมหาดไทย นายกฯกล่าวว่า อันนี้คุณถือเอง เพราะได้สั่งอธิบดีฯเข้ามาแล้ว ถ้ามีหลักฐานชัดเจนก็ทำได้เลย แต่ถ้ายัง ก็เป็นการถูกกล่าวหา ตอนนี้เรื่องทุกอย่างที่เป็นประเด็นกำลังอยู่ในกระบวนการหมดแล้ว ได้รับการตอบสนองและดำเนินการ ดำเนินคดีหาข้อเท็จจริง อย่างกรณีทุจริตสอบอีก7วันเขาก็ต้องกลับมารายงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดฯก็ต้องมารายงานตน ซึ่งตนเดินทางกลับจากต่างประเทศพอดี เราก็จะรู้และดำเนินการขั้นต่อไป

เมื่อถามย้ำว่าก่อนนายกฯจะไปต่างประเทศได้กำชับเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าไม่ต้องกำชับทุกคนรู้หน้าที่ และทุกวันนี้ก็ทำงานเป็นเกลียว หัวเป็นน็อตอยู่แล้ว เรื่องไหนที่เป็นเรื่องที่ดีก็ทำต่อไป แต่เรื่องไหนที่ไม่ดีเราก็แก้ไข 

สุริยะ ยอมรับ ยังไร้สัญญาณนัดเจรจาส่งออกกุ้งไปยังมาเลเซีย

สุริยะ ยอมรับ ยังไร้สัญญาณนัดเจรจาส่งออกกุ้งไปยังมาเลเซีย

สุริยะ ยอมรับ ยังไร้สัญญาณนัดเจรจาส่งออกกุ้งไปยังมาเลเซีย

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.32 น.

“สุริยะ”  ยอมรับ ยังไร้สัญญาณนัดเจรจาส่งออกกุ้งไปยังมาเลเซีย แต่ยืนยัน เอกสารพร้อม เตรียมบินร่วมคณะนายกฯ เยือนมาเลเซียเดือนหน้า หวังใช้เวทีดังกล่าวปรับความเข้าใจ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่กำลังประสบปัญหาส่งออกและราคาสินค้าตกต่ำ หลังมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งห้าชนิดของไทยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า
ความคืบหน้าล่าสุด กระทรวงเกษตรฯได้ทำหนังสือแจ้งไปยังทางการมาเลเซียแล้ว เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน  เพื่อเร่งเจรจาขอเปิดเส้นทางส่งออกกุ้งของไทย แต่จนถึงขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างรอการตอบรับอย่างเป็นทางการ และย้ำว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมในเรื่องของเอกสารการเจรจา และในเดือนหน้า(กรกฎาคม) มีกำหนดการจะร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะใช้โอกาสนี้ร่วมหารือกับมาเลเซีย เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ส่วนของมาตรการช่วยเหลือเยียวยาราคากุ้งในประเทศ ที่เกษตรกรขอให้สนับสนุนค่าชดเชยเป็นจำนวนเงิน 20 บาท/กิโลกรัม รวมถึงให้ตั้ง “บอร์ดกุ้ง” เพื่อกำกับดูแลโครงสร้างราคานั้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่อยู่ระหว่างการเร่งประสานงาน และต้องทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและดูแลกลไกตลาด

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบ กทม.-กรมศิลป์ ปมปล่อยให้มีการรื้อถอนอาคารโบราณ ชุมชนเยาวราช

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบ กทม.-กรมศิลป์ ปมปล่อยให้มีการรื้อถอนอาคารโบราณ ชุมชนเยาวราช

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบ กทม.-กรมศิลป์ ปมปล่อยให้มีการรื้อถอนอาคารโบราณ ชุมชนเยาวราช

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบ กทม.-กรมศิลป์ ปมปล่อยให้มีการรื้อถอนอาคารโบราณ ชุมชนเยาวราช

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องเอาผิดผู้ว่า กทม, ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ และอธิบดีกรมศิลปากร ในกรณีใช้อำนาจโดยมิชอบ ในการอนุญาตให้มีการรื้อทำลายอาคารโบราณรอบตลาดภูธเรศ และอาคารบริเวณถนนแปลงนามบางส่วน และอาจรื้อย้ายวัดญวนบนถนนดังกล่าวด้วย เป็นการทำลายอาคารที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมประเภทย่านชุมชน อันชัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากชาวบ้านในพื้นที่รอบตลาดภูธเรศ เยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กทม. กำลังได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย อันเนื่องมาจาก กทม.ได้อนุญาตให้มีการรื้อถอนอาคารโบราณรอบตลาดภูธเรศ และอาคารโบราณบนถนนแปลงนาม ไปจนถึงวัดมงคลสมาคมซึ่งเป็นวัดญวน และเป็นอาคารและย่านชุมชนร้านค้าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าบรมวง์เธอพระองค์เจ้าทวีถวัลย ลาภ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ (พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ได้มีส่วนจัดตั้งขึ้น

พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในย่านตลาดเก่าในชุมชนเยาวราชที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งชุมชนอาศัยของคนไทยเชื้อสายจีน อันมีความสำคัญต่อไชน่าทาวน์เมืองไทยอย่างมาก ทั้งยังเป็นแหล่งวัตถุดิบเพื่อนำไปประกอบในเทศกาลงานต่างๆ ตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีน ย่านดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ สืยสานประเพณีและวัฒนธรรมกันมาอย่างยาวนานนับ 100-200  ปี ถือว่าเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของชุมชนเก่าแก่ในเยาวราช

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ที่สำคัญ อาคารและย่านดังกล่าว ได้รับการจึ้นทะเบียนเป็นแหล่งสิ่งแวดล้อมทางศิลปกรรมประเภทย่านชุมชนเก่า จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม(สผ.) แล้ว เป็นพื้นที่อนุรักษ์เมืองเก่า และถูกควบคุมโดยข้อบัญญัติ กทม.เรื่องการกำหนดห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารฯ พ.ศ.2542  ดังนั้น องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เอาผิดผู้ถูกร้องและบุคคลที่เกี่ยวข้อง การที่ กทม.และกรมศิลปากร อนุญาตให้มีการรื้อถอน ทำลาย อาคารโบราณสถานดังกล่าว จึงเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรา 43(1) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ พรบ.โบราณสถานฯ 2504 แก้ไข พ.ศ.2535, พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และข้องบัญญัติ กทม.โดยขัดเจน เข่าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

อภิสิทธิ์-อนุชา ลุยโค้งสุดท้าย! มัดใจชาวดุสิต-ราชเทวี ลั่นตรวจสอบปมทุจริตงบ กทม. เข้มข้น หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม.

อภิสิทธิ์-อนุชา ลุยโค้งสุดท้าย! มัดใจชาวดุสิต-ราชเทวี ลั่นตรวจสอบปมทุจริตงบ กทม. เข้มข้น หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม.

อภิสิทธิ์-อนุชา ลุยโค้งสุดท้าย! มัดใจชาวดุสิต-ราชเทวี ลั่นตรวจสอบปมทุจริตงบ กทม. เข้มข้น หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม.

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“อภิสิทธิ์-อนุชา” เดินหน้าโค้งสุดท้าย! มัดใจชาวดุสิต-ราชเทวี ลั่นตรวจสอบปมทุจริตงบ กทม. เข้มข้น หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม.

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 เดินหน้ากระชับพื้นที่หาเสียงโค้งสุดท้ายอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงบ่าย นายอนุชาได้นำทีมลงพื้นที่เขตดุสิตร่วมกับ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายศรราม ภูมิไชย ผู้สมัคร ส.ก. เขตดุสิต เบอร์ 2 ร่วมคณะพบปะพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องประชาชน ณ ตลาดศรีย่าน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากคนในพื้นที่

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาเสริมทัพร่วมกับนายอนุชา และ น.ส.ทัดดาว ตั้งตรงเจริญ ผู้สมัคร ส.ก. เขตราชเทวี เบอร์ 4 ลงพื้นที่มัสยิดดารุ้ลอะมาน เพื่อเข้าพบผู้นำชุมชนมุสลิมและพี่น้องชาวไทย-มุสลิม โดยตลอดเส้นทางที่เดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกซอกซอย นายอนุชาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีประชาชนในชุมชนนำดอกกุหลาบมามอบให้เพื่อเป็นกำลังใจ โดยผู้นำชุมชนได้สะท้อนความต้องการให้ กทม. สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับย่านที่อยู่อาศัยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งนายอนุชาเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และ ส.ก. ของพรรคจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความต้องการของพี่น้องประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

“ได้กล่าวถึงการตอบรับของประชาชนว่า รู้สึกดีใจที่นโยบายทั้ง 5 ด้าน โดยเฉพาะประเด็นการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณที่พบความผิดปกติ ได้รับความสนใจอย่างมาก ประชาชนต่างเรียกร้องให้เข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มข้นหากได้รับเลือกตั้ง” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ นายอนุชา ยืนยันว่าหากได้เข้าไปเป็นผู้บริหาร กทม. การทำงานตรวจสอบจะมีความเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม พร้อมเชิญชวนพี่น้องประชาชนติดตามการปราศรัยใหญ่ในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งจะนำเสนอภาพรวมการทำงานในรูปแบบที่เป็นกันเองและครอบคลุมทุกประเด็น โดยสามารถรับชมผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวเสริมถึงการลงพื้นที่ของนายอนุชาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการนำเสนอวิสัยทัศน์และข้อมูลนโยบายที่สำคัญซึ่งพี่น้องประชาชนหลายคนยังไม่เคยทราบมาก่อน ถือเป็นความสำเร็จในการทำหน้าที่ให้เจ้าของเมืองได้รับรู้ข้อเท็จจริง และจะยังคงเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างเต็มที่จนกว่าจะสิ้นสุดเวลาหาเสียง

ป.ป.ช. จ่อตั้งคณะทำงานร่วม ปปง. สอบเส้นเงินโกงสอบท้องถิ่น เร่งพิสูจน์คลิปเสียงโยงนักการเมือง

ป.ป.ช. จ่อตั้งคณะทำงานร่วม ปปง. สอบเส้นเงินโกงสอบท้องถิ่น เร่งพิสูจน์คลิปเสียงโยงนักการเมือง

ป.ป.ช. จ่อตั้งคณะทำงานร่วม ปปง. สอบเส้นเงินโกงสอบท้องถิ่น เร่งพิสูจน์คลิปเสียงโยงนักการเมือง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

ป.ป.ช. จ่อตั้งคณะทำงานร่วม ปปง. สอบเส้นเงินทุจริตโกงสอบท้องถิ่น เร่งพิสูจน์สัมพันธ์โรงพิมพ์สมุทรปราการ-คลิปเสียงโยงนักการเมือง ชี้ ช้าหรือเร็วอยู่ที่หลักฐาน แต่คงไม่นาน

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตสอบเข้ารับตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่น ว่า ในส่วนของ ป.ป.ช.ได้เข้าไปรวบรวมกระดาษคำตอบฉบับจริงจากโรงพิมพ์จังหวัดสมุทรปราการแล้ว เราก็นำมาเก็บไว้ที่ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างการรวบรวมรายละเอียด ตั้งแต่การเข้าไปที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ว่ามีเอกสารหลักฐานหรือบุคคลใดเกี่ยวข้องอะไรบ้าง ซึ่งพนักงานไต่สวนอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

เมื่อถามว่า ทาง มศว ชี้แจงว่าได้ส่งไฟล์ผลสอบไปให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) แล้ว หากนำมาเปิดต่อหน้าสาธารณชน จะกระทบกับรูปคดีหรือไม่ นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า เราได้ติดตามจากสื่อมวลชนเช่นกัน ซึ่งหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้อง หากแสดงความบริสุทธิ์ใจที่จะส่งข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่มีมาให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ เราก็ยินดี ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องจะชี้แจงอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของท่าน ซึ่งข้อมูลต่างๆ ป.ป.ช.จะมาประมวลอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องนำไฟล์คำตอบของทาง มศว มาเทียบกับกระดาษคำตอบที่ยึดได้ด้วยหรือไม่ นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า พนักงานไต่สวนจะรวบรวม และเสนอแนวทางการไต่สวนต่อไป ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้หลายวิธี และอาจเป็นวิธีในการตรวจสอบเปรียบเทียบ อย่างไรก็ตามข้อมูลของเราตอนนี้ ได้จากการตรวจค้นและได้รับจาก มศว แต่ในส่วนของจากทาง สถ. ไม่แน่ใจว่ามีการส่งเข้ามาในสำนวนคดีแล้วหรือยัง ตนยังไม่ได้รับการติดต่อ

เมื่อถามว่า พบความเชื่อมโยงของโรงพิมพ์จ.สมุทรปราการ กับขบวนการทุจริตโกงข้อสอบแล้วหรือยัง นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่พบ ยังเร็วไปที่จะตอบในจุดนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล พยานหลักฐาน หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องก็ต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ทั้งหมด 

เมื่อถามว่า ทีโออาร์ที่ระบุว่าไฟล์ผลสอบจะต้องอยู่ที่ มศว และ สถ. จะต้องไปตรวจสอบต้นขั้วเพื่อหาตัวผู้ที่ทำให้ผลสอบหลุดออกมาหรือไม่ นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในวิธีการ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองของประเทศไทย ทั้งนี้จากการเข้าไปตรวจค้น เราได้ข้อมูลเกือบครบถ้วน และหน่วยงานที่เราไปประสานงาน ก็ให้ความร่วมมือส่งมอบเอกสารหลักฐานเป็นอย่างดี และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ ว่าจะใช้วิธีการใด 

นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้นำเรียนเลขาธิการ ป.ป.ช.แล้ว ท่านมีแนวคิดว่า จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ที่มีผู้เชี่ยวชาญจาก ป.ป.ช. และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งตนได้นำเรียนกับเลขาธิการ ปปง.แล้ว ว่าจะขอความร่วมมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงินต่างๆ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบ เราขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญงานบริหารบุคคล และการตรวจข้อสอบต่างๆ แต่ต้องมีการหารือกันก่อน

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะเรียกบุคคลใดมาชี้แจงอีกหรือไม่ นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า ต้องดูวัตถุพยานก่อน ซึ่งอยู่ระหว่างการไล่รายละเอียดว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งพนักงานไต่สวนยังไม่ได้เสนอมา ส่วนพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ รวมถึงมหาวิทยาลัยเท่าที่รายงานมาทราบว่าได้ให้ถ้อยคำไปบางส่วนแล้ว

เมื่อถามถึง กรณีโลกโซเชียลมีการเผยแพร่คลิปเสียงเชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง มีมูลพอที่ ป.ป.ช.จะเรียกคนที่ถูกอ้างในคลิปเสียงมาชี้แจงหรือไม่ นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า ข้อมูลเหล่านี้สามารถส่งเข้ามาในสำนวนได้ แต่รายละเอียดต้องตรวจสอบให้รัดกุม คลิปดังกล่าวต้องมีการตรวจพิสูจน์ให้ชัดเจน แต่ถือเป็นพยานในการสืบสวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องนำไปประมวลเพื่อประกอบการพิจารณา

เมื่อถามว่า กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.จะใช้เวลานานหรือไม่ และจะทับซ้อนกับกระบวนการของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า การดำเนินการเป็นคนละกฎหมายกัน ในส่วนของ ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานภายนอกที่ตรวจสอบ เราก็ทำตามขั้นตอนของเรา ส่วนจะช้าหรือเร็ว ก็เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานด้วย หากพยานหลักฐานครบถ้วน ก็อาจจะสามารถดำเนินการได้เร็ว ส่วนหน่วยงานต้นสังกัดจะดำเนินการอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของเขา เป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยที่จะต้องไปรวบรวมพยานหลักฐาน 

ลุ้นชี้ชะตา ‘หมอสรณ’ กับเก้าอี้ ปธ.กสทช. หลังอดีตกมธ. ICT วุฒิสภา ยื่นหลักฐานชุดสุดท้าย

ลุ้นชี้ชะตา 'หมอสรณ' กับเก้าอี้ ปธ.กสทช. หลังอดีตกมธ. ICT วุฒิสภา ยื่นหลักฐานชุดสุดท้าย

ลุ้นชี้ชะตา ‘หมอสรณ’ กับเก้าอี้ ปธ.กสทช. หลังอดีตกมธ. ICT วุฒิสภา ยื่นหลักฐานชุดสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

ลุ้นชี้ชะตา ’หมอสรณ‘ กับเก้าอี้ประธาน กสทช.! ’อดีตปธ.กมธ. ICT สว. ยุคลุงตู่‘ บุกยื่นหลักฐานชุดสุดท้ายกับคกก.สรรหา ยันเอกสารมัดชัด ’ขาดคุณสมบัติ‘ ตามกฎหมาย เชื่อกก.สรรหาฯ มีมติไม่เกิน 1 นัด ชี้หากฟันขาดคุณสมบัติ อาจมีผลย้อนหลังตั้งแต่ก่อนโปรดเกล้าฯ ลากยาวลาม ’ผลงานชิ้นโบว์ดำ‘ หลายเรื่อง  

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (ICT) วุฒิสภา พร้อมคณะเข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. กรณีการขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ทั้งนี้ พล.อ.อนันตพร ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและคณะมาชี้แจงเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมการสรรหาฯจะพิจารณาข้อมูลที่เราส่งไปน้ันเป็นข้อเท็จจริงอย่างไร และมีความเหมาะสมอย่างไรในการตัดสินใจ 

พล.อ.อนันตพร กล่าวต่อว่า สาเหตุที่คดีนี้ล่าช้าไปประมาณปีกว่า เป็นเพราะที่ผ่านมา ไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะเป็นผู้ตัดสิน แต่ทางคณะกรรมการกฤษฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า ให้คณะกรรมการสรรหาฯเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งคิดว่า วันนี้ (26 มิ.ย. )คณะกรรมการสรรหาน่าจะพิจารณาเสร็จ เพราะเราได้ให้ข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว จึงไม่แน่ใจว่า จะให้เวลากรรมการสรรหาไปอ่านเอกสารอีกครั้งหรือไม่ จึงอยู่ที่ว่าคณะกรรมการสรรหาฯจะลงมติเมื่อไหร่ แต่คิดว่า คณะกรรมการสรรหาฯจะประชุมกันอีกไม่เกิน 1 หนึ่งครั้งก็จะมีมติ

เมื่อถามว่า หากผลการตัดสินออกมาตามข้อมูลปรากฎ จะมีผลย้อนหลังต่อการทำหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช.หรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ถ้าพิจารณาตามกฎหมาย และชี้ว่ามีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งกรณีนี้เกิดเหตุก่อนที่จะนำชื่อขึ้นโปรดเกล้าฯ ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่วันนั้น ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน 

เมื่อถามว่า คิดว่าข้อมูลที่มีอยู่จะมีน้ำหนักเพียงพอ นำไปสู่การตัดสินของคณะกรรมการสรรหาฯ และมีข้อสรุปที่ชัดเจนหรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ทำไป มีเอกสารและบันทึกการประชุมรองรับ ที่ได้ประชุมร่วมกันถึง 16 ครั้ง และมีคนยืนยันตามที่มีการร้องเรียนมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน เราไม่อยากบอกว่าถูกหรือไม่ แต่เอกสารยืนยันชัดเจนว่า นายแพทย์สรณ ขัดต่อพระราชบัญญัติ กสทช. จึงคิดว่ากรรมการสรรหาฯต้องนำประเด็นเหล่านี้ไปพิจารณา เพราะเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งสำคัญกว่ากระบวนการ

ด้านนายประพันธ์ คูณมี  อดีต สว. และอดีตกรรมาธิการไอซีที กล่าวว่า เราได้พูดถึงเหตุผลและที่มาว่าทำไมถึงได้รับเรื่องนี้มาตรวจสอบคุณสมบัติและสอบข้อเท็จจริง เพราะนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาในขณะนั้น เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน ในประเด็นประธานกสทช. มีคุณสมบัติ ทางกรรมาธิการจึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นไปตามที่ผู้ร้องร้องหรือไม่ มีคุณสมับัติขัดต่อกฎหมาย หรือมีลักษณะต้องห้าม และกระทำการขัดต่อพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่  โดยเรามีข้อสรุปพร้อมทำทำรายงานเสนอไปว่ามีคุณลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายจริง ถือว่าเสร็จสิ้นหน้าที่ของกรรมาธิการชุดนี้ เพราะมีการขอให้สอบตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ส่วนหน้าที่ในการที่จะวินิจฉัยว่ากรรมการและประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติพ้นจากตำแหน่งแล้วหรือไม่ เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ตีความมาแล้ว และกรรมการสรรหาก็กำลังพิจารณาอยู่

นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ผลสรุปที่ออกมาว่ามีความผิดจริงนั้นเรารวบรวมหลักฐานจากหน่วยงานต่างๆอาทิ หนังสือหลักฐานจากมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ง.ด. 40 จากสำนักงานกรมสรรพากร   เอกสารจากธนาคารกรุงเทพ ตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเราได้รวบรวมพบบนข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตามในกรณี หนึ่งในอดีตกรรมาธิการICT  ระบุว่าหากผลการวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯชี้ว่า น.พ.สรณมีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายจริง จะนำไปสู่ปัญหาหลายเรื่องที่เคยทำไว้ในอดีตระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานกทสช. เช่นการควบรวมกิจการระหว่างทรูมูฟกับดีแทค กิจการทีวีดิจิทัล  เป็นต้น