เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.โอนงบฯ ตั้ง 6 รองประธาน-3 โฆษก ขยายเวลาแปรญัตติถึงจันทร์นี้

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.โอนงบฯ ตั้ง 6 รองประธาน-3 โฆษก ขยายเวลาแปรญัตติถึงจันทร์นี้

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.โอนงบฯ ตั้ง 6 รองประธาน-3 โฆษก ขยายเวลาแปรญัตติถึงจันทร์นี้

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

‘เอกนิติ’ นั่ง ‘ประธานกมธ.โอนงบฯ’ รองประธาน 6 โฆษก 3 กำหนดกรอบ ‘แปรญัตติ’ วันเดียวไม่เสร็จขยายต่อถึงวันจันทร์

26 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ พ.ศ. … มีการเลือกตำแหน่งต่างๆ ในกมธ. ดังนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกมธ. มีรองประธาน 6 คน ได้แก่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองประธานคนที่ 1 นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รองประธานคนที่ 2 นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย รองประธานคนที่ 3 นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน รองประธานคนที่ 4 น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม รองประธานคนที่ 5 และนายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย รองประธานคนที่ 6

ส่วนเลขานุการกมธ. ได้แก่ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ขณะที่โฆษกกมธ. 3 คน 1.นางคมคาย อุดรพิมพ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย , 2. น.ส.กิตติ์ธัญญา วาจาดี สส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และ 3. นายศิรสิทธิ์ สงนุ้ย อดีตสส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน

สำหรับการประชุมวันแรกของกมธ. เป็นสอบถามกระบวนการโอนงบประมาณของแต่ละหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งมีหน่วยงานที่เข้าที่แจงแล้วในวันนี้ เช่น สำนักงบประมาณ , กรมบัญชีกลาง คณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงกลาโหม สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง , และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น ส่วนเรื่องเกณฑ์การดึงงบประมาณนั้น เบื้องต้นยังอยู่ในช่วงการสอบถามแต่ละหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งจากเดิมกำหนดการแปรญัตติไว้วันเดียว แต่เนื่องจากมีหลายหน่วยงาน จึงมีการขยายเวลาออกไป คาดว่า จะได้ข้อสรุป และให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนได้ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้

รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง เผย ดีเอสไอ พบเส้นเงินผิดวิสัยธุรกรรมปกติ

รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง เผย ดีเอสไอ พบเส้นเงินผิดวิสัยธุรกรรมปกติ

รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง เผย ดีเอสไอ พบเส้นเงินผิดวิสัยธุรกรรมปกติ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง เผย ดีเอสไอ พบเส้นเงินผิดวิสัยธุรกรรมปกติ เพราะรับโอนจาก บริษัทที่เจ้าตัวเคยถือหุ้น แทนที่จะเป็นเงินเข้าออกบริษัทเดิม ส่วนเงินบริจาคถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่เป็นหน้าที่กกต.  ด้านปปง. รับลูกประสานข้อมูล จ่อขยายผลเส้นทางเงินเอี่ยวนักการเมือง

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ได้ตอบกระทู้ในสภา ที่ระบุว่ามีเส้นเงิน บางส่วนที่โอนมาถึงนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน จำนวน 28 ล้านบาท โดยไม่ใช่บริษัทที่นายธาวุธ อ้างว่ามีการเทรดทอง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ว่า ขณะนี้มีข้อสงสัยของทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) การเทรดทองก็จะมีโบรกเกอร์ มีบริษัทชำระเงิน ที่โอนเงินเข้าและรับเงินออก อย่างเช่นบริษัท QRS Global ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ ส่วนบริษัทชําระเงิน หรือเพย์เมนต์เกตเวย์ จะใช้ของบริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น การรับโอนของนายภาวุธ ได้ไปรับเงินโอนจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด จํานวน 28 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นครั้งละ 2 ล้านบาท 14 ครั้ง ซึ่งนี่เป็นข้อสงสัย เพราะปกติการเทรดทองเราจะฝากเงินเข้าบริษัทอะไร จะต้องรับโอนเงินจากบริษัทนั้น ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ บริษัท สปาร์กฯ นายภาวุธเคยเป็นผู้ถือหุ้นมาก่อน

เมื่อถามว่า บทบาทของบริษัท สปาร์กฯ มีหน้าที่พักเงินก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงธุรกรรมการเงิน ใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า อันนี้ขอทาง ดีเอสไอ ตรวจสอบนิดนึง เพราะมีหลายบริษัทมาก ๆ ซึ่งในผังของ ดีเอสไอ ก็มีบริษัทที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทชำระเงิน ที่เป็นช่องทางผู้รับโอนเงินจากการเทรด ที่แยกออกมา ซึ่งบางบริษัทก็จดทะเบียนว่าเป็นบริษัทชําระเงิน แต่หน่วยงานที่รับจดทะเบียนไม่อนุญาตให้ประกอบธุรกิจทางด้านนี้ 

เมื่อถามว่า ที่สุดแล้วหากมีการตรวจสอบบริษัทที่เกี่ยวข้องว่ามีความผิดแล้วมีการโอนเงิน ไปให้พรรคประชาชน ความผิดของพรรคจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล  ตอบว่า เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่จะพิจารณา 

เมื่อถามว่า นายภาวุธ ได้ขอติดต่อเพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนของ ดีเอสไอ ก่อนกําหนดการวันที่ 2 กรกฎาคมหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับทราบในส่วนนี้ 

ด้านนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงกรณีที่ปปง.เข้าไปช่วยสอบเส้นทางการเงินคดีฟอเร็กซ์ ว่า มีการประสานและบูรณาการการทำงานร่วมกันอยู่แล้ว 

เมื่อถามย้ำว่าพบเส้นทางการเงินเกี่ยวกับนักการเมืองด้วยหรือไม่ นายเทพสุ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการประสานงานกัน 

กลุ่ม สสร.50 ฮึ่มร่อนแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งส่งเรื่องสอบ คดี ฮั้ว สว.ส่งศาลฏีกา

กลุ่ม สสร.50 ฮึ่มร่อนแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งส่งเรื่องสอบ คดี ฮั้ว สว.ส่งศาลฏีกา

กลุ่ม สสร.50 ฮึ่มร่อนแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งส่งเรื่องสอบ คดี ฮั้ว สว.ส่งศาลฏีกา

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

‘กลุ่ม สสร.50’ ฮึ่มร่อนแถลงการณ์ จี้ ‘กกต.’ เร่งส่งเรื่องสอบ ‘คดี ฮั้ว สว.’ ให้ ‘ศาลฏีกา’ ชี้หากเพิกเฉยส่อลามเป็น ‘เผด็จการรัฐสภา’ กระทบเชื่อมั่น ‘นิติรัฐ-นิติธรรม’

26 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นำโดย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายวิชา มหาคุณ นายมานิจ สุขสมจิตร ได้ออกแถลงการณ์ถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องขอให้บังคับใช้กฎหมายก่อนที่กลไกขององค์กรนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระถูกแทรกแซงอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการจัดการกับผู้กระทำความผิดกฎหมาย ฮั้วเลือกสว. โดยมีสาระสำคัญ ระบุว่าสว.ชุดปัจจุบันมีครหาร้ายแรงจากการบล็อกโหวต และทุจริตเชิงโครงสร้าง ขอให้ กกต. ตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นของสภาสูงซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพล การครอบงำของกลุ่มการเมือง หรือ พรรคการเมืองที่กระทบต่อหน้าที่ อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และพาประเทศไปสู่เผด็จการรัฐสภาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การกลั่นกรองกฎหมายในรัฐสภา และการเห็นชอบให้บุคคลเข้าสู่อำนาจในองค์กรอิสระ

“ประเด็นสำคัญเร่งด่วน คือ ขณะนี้มีบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็น กกต. เพื่อทดแทนคนเดิมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังได้รับการเลือกสรรและเห็นชอบจากสวว.ที่มีข้อครหา ซึ่งอาจทำให้สังคมเคลือบแคลงและสงสัยและกล่าวหาได้ว่า กกต. มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์กับการพิจารณาคดีฮั้วเลือกสว.ที่ผ่านมา เพื่อป้องเกียรติและศักดิ์ศรีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ขอให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และกล้าหาญ เร่งพิจารณาส่งเรื่องและพยานหลักฐานให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีฮั้วสว. ให้เร็วที่สุดเพื่อให้เกิดความถูกต้อง เป็นธรรม โปร่งใสต่อสายตาประชาชน” แถลงการณ์สสร.50 ระบุ

แถลงการณ์ สสร.50 ระบุต่อว่า หาก กกต. เพิกเฉยต่อหลักฐาน ข้อกฎหมาย ปล่อยให้สว.ที่มาจากการฮั้วและบล็อกโหวต ทำหน้าที่ควบคุมกฎหมาย องค์กรอิสระ องค์กรศาล อัยการสูงสุด องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ประชาชนจะเสื่อมศรัทธา และกระทบต่อความเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม.  

พริษฐ์ เปิด 5 หลักฐานเด็ด มัดปมฮั้ว สว. จังหวัดนครพนม จี้ กกต. ส่งฟ้อง 229 ราย อย่าปัดคดี

พริษฐ์ เปิด 5 หลักฐานเด็ด มัดปมฮั้ว สว. จังหวัดนครพนม จี้ กกต. ส่งฟ้อง 229 ราย อย่าปัดคดี

พริษฐ์ เปิด 5 หลักฐานเด็ด มัดปมฮั้ว สว. จังหวัดนครพนม จี้ กกต. ส่งฟ้อง 229 ราย อย่าปัดคดี

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

‘พริษฐ์’ เปิดหลักฐานเพิ่มฮั้วเลือก สว. เกี่ยวกับจังหวัดนครพนม คลิปเสียง-พยานบ่งชี้มีขบวนการจัดตั้งทั่วประเทศ สัญญาให้ผลประโยชน์ ชี้หลักฐานแน่นพอให้ กกต. ส่งศาลได้ จี้ กกต. ส่งฟ้อง 229 ราย-อย่าปัดคดี

26 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวเปิดหลักฐานกรณีการฮั้ว สว. เพิ่มเติม เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปีการเลือก สว. ระดับประเทศ โดยนายพริษฐ์ ระบุว่า ในเวลานี้คดีฮั้ว สว. อยู่ที่คณะกรรมการ กกต. ซึ่งตามกรอบเวลาแล้วจะต้องมีมติภายในต้นเดือนกันยายน 2569 โดยมี 2 ข้อเสนอจากสองคณะที่แตกต่างกัน คือคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีข้อเสนอให้ กกต. ส่งฟ้องอย่างน้อย 229 คน ขณะที่คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีมติเสนอให้ยกคำร้องทุกคน 

พรรคประชาชนยืนยันว่า กกต. ควรเดินหน้าส่งคำร้องไปที่ศาลสำหรับทั้ง 229 คน เนื่องจากหลักฐานในคดีดังกล่าวมีความชัดเจนและหนักแน่นเพียงพอ และเมื่อ กกต. ส่วนใหญ่มาจากการรับรองโดย สว. ที่อยู่ในสำนวนคดีนี้ หากไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลก็อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อีกทั้งปัจจุบัน กกต. ยังถูกตั้งคำถามจากหลายเหตุการณ์ในอดีต หากไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลแม้หลักฐานชัด ก็ยิ่งอาจถูกมองว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า แม้ในเวลานี้จะไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดทั้งหมดในสำนวนของคดีได้ แต่สิ่งที่สามารถวิเคราะห์ต่อได้คือหลักฐานที่สามารถรวบรวมได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะหรือมาจากบุคคลที่ไปให้การกับคณะไต่สวน หรือผู้ที่พร้อมส่งหลักฐานเพิ่มเติมมาให้พรรคประชาชนรวบรวมและตรวจสอบ ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าหลักฐานที่ กกต. และดีเอสไอมีอยู่ชัดเจนและหนักแน่นแค่ไหน

พรรคประชาชนจึงจะทำการเดินหน้ารวบรวมและเปิดเผยนำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริตการเลือก สว. จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้พรรคประชาชนจะเปิดเผยในหนึ่งจังหวัดก่อน คือที่ จ.นครพนม ประกอบด้วย

1) คลิปเสียงของ นายศุภชัย โพธิ์สุ ที่มีการกล่าวว่า สว. 3 คนของ จ.นครพนม เป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถตั้งคำถามได้ว่านายศุภชัยอาจมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้กำลังใจหรือไม่

2) พยานหลักฐานในเหตุการณ์ในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 หรือ 1-2 วันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ ที่มีกลุ่มผู้สมัคร สว. จำนวนหนึ่ง รวมถึงผู้สมัคร สว. จากนครพนม มีการรวมตัวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยพยานซึ่งเป็นผู้สมัครรายหนึ่งที่ไปร่วมการประชุมในวันดังกล่าวด้วย ระบุว่านอกจากผู้สมัคร สว. จากหลายจังหวัดที่มารวมตัวกันแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญที่อยู่ในห้องประชุมดังกล่าวด้วย ก็คือศุภชัย ผู้สมัคร 3 คนที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว. นครพนม และ ‘อาจารย์ ป.’ ซึ่งมีส่วนร่วมในการทำโพย 

นายพริษฐ์ ระบุว่า จากคำให้การของพยาน ระบุว่ามีการจัดทำโพยข้างหลังเอกสาร สว.3 และยังมีผู้สมัครบางคนที่เกิดอาการไม่พอใจ เพราะไม่เห็นเลขผู้สมัครตัวเองปรากฏอยู่ในโพย จนเกิดคำถามขึ้นมาว่าตนเองจะไม่ได้รับประโยชน์หรือถูกรับเลือกจากกระบวนการดังกล่าวหรือไม่ จากนั้นผู้สมัครคนหนึ่งที่ปัจจุบันได้เป็น สว. กล่าวว่าไม่ต้องกลัว ถ้าไม่มีหมายเลขของเราเดี๋ยวจังหวัดอื่นก็จะมาเลือกหมายเลขของเรา รวมถึงมีการให้สัญญาด้วยว่าถ้าใครไม่มีแต้มให้มาเอาเงินสดกับตัวเอง 300,000 บาท 

นอกจากนี้เมื่อมีคนเริ่มไม่พอใจ จากคำให้การของพยาน ระบุว่าคุณศุภชัยได้มีการไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับบุคคลเหล่านั้นด้วย โดยบอกว่า จ.นครพนม มี สว. ได้กี่คนและจะมีผู้ช่วยเพิ่มมาได้กี่คน ดังนั้นจะสามารถเวียนกันมาเป็นผู้ช่วยได้ รวมถึงมีการยืนยันว่าใครที่ได้เป็น สว. จะให้มีการเซ็นใบลาออกล่วงหน้าไว้ และยังบอกด้วยว่าห้องที่ประชุมกันในวันนั้นมีกล้องวงจรปิดที่เก็บภาพไว้ทั้งหมดอยู่แล้ว เสมือนเป็นการข่มขู่ผู้สมัครทางอ้อม

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ตนเชื่อว่า กกต. และดีเอสไอ พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะโรงแรมแห่งนี้ทีมงานของตนได้ไปสำรวจมาแล้ว ทราบว่ามีกล้องวงจรปิดพอสมควร ที่น่าจะบ่งบอกได้ว่าในวันดังกล่าวมีบุคคลใดไปร่วมประชุมกันบ้าง รวมถึงเจ้าของโรงแรมดังกล่าวก็เป็นคนที่อยู่ในครอบครัวของนักการเมืองในพื้นที่ ซึ่งตนก็หวังว่าจะให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน

3) การรวมตัวประชุมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันนั้นไม่ได้เป็นการต่างคนต่างเดินทางมา แต่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัคร โดยผู้สมัคร สว. คนหนึ่ง ได้ซื้อตั๋วให้ผู้สมัคร 8 คน ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ กกต. และดีเอสไอย่อมสามารถพิสูจน์ได้ด้วยเช่นกัน ว่าไฟลท์บินในวันดังกล่าวมีบุคคลชื่อเหล่านี้อยู่หรือไม่ จองผ่านใคร การจ่ายเงินเป็นอย่างไร

4) ในวันที่ 20 มิถุนายน 2567 กลุ่มผู้สมัครดังกล่าวได้มีการรวมตัวหารือที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม

5) คลิปเสียงสนทนาระหว่างบุคคลที่ปัจจุบันได้เป็น สว.นครพนม กับผู้สมัครอีกคนหนึ่ง พยายามนำเสนอผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว. ระบุอย่างชัดเจนว่ามีขบวนการจัดตั้งโดยพรรคการเมืองหนึ่ง รับประกัน 40 คะแนนในรอบแรกได้ มีค่าใช้จ่ายและค่าเบี้ยเลี้ยงให้เป็นเลข 6 หลัก จ่ายค่าเครื่องบินและโรงแรมเตรียมให้หมดแล้วในกลุ่ม จ.นครพนม และสัญญาว่าจะให้เป็นผู้ช่วยมีเงินเดือนให้

นายพริษฐ์ กล่าวว่า จากคลิปสนทนาจะเห็นได้ว่ามีขบวนการจัดตั้งโดยพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งเป็นขบวนการที่จัดตั้งกันในระดับทั่วประเทศ จึงสามารถสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้ และยังมีเรื่องของเงินและค่าตอบแทนมาเกี่ยวข้อง มีการให้สัญญาเรื่องตำแหน่งผู้ช่วยด้วย ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานชิ้นอื่นที่ตนได้นำเสนอไปในวันนี้

นี่คือหลักฐานที่เกิดขึ้นในหนึ่งจังหวัด ถ้าตนสามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นได้ขนาดนี้ ตนเชื่อว่า กกต. และดีเอสไอ ในคณะไต่สวน ก็ย่อมต้องเข้าถึงหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นกว่านี้ได้แน่นอน หลักฐานทั้งหมดที่นำเสนอในวันนี้จึงตอกย้ำความเห็นของพรรคประชาชน ว่าหาก กกต. จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ก็ควรส่งเรื่องดังกล่าวต่อไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และหลังจากวันนี้ตนและพรรคประชาชนหากมีการรวบรวมหลักฐานที่เพียงพอจากเหตุการณ์ในจังหวัดไหนได้อีก ก็จะทยอยมานำเสนอให้สาธารณะทราบต่อไป

“ถ้า กกต. ทำงานอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องเอาหลักฐานทุกส่วนมาพิจารณาร่วมกัน หลักฐานที่ผมนำมาประกอบทั้งหมดในวันนี้ชี้ให้เห็นถึงขบวนการจัดตั้งที่ทำกันทั่วประเทศ และชัดเจนว่ามีเรื่องของค่าตอบแทนเงินทองมาเกี่ยวข้อง พอมององค์ประกอบทั้งหมด มันตอกย้ำให้เราเห็นว่ามีขบวนการแบบไหนเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน และทำไม กกต. ควรส่งเรื่องไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 โดยไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม” นายพริษฐ์ กล่าว.

กางไทม์ไลน์ ‘ลุงตู่’ หว่านเมล็ดพันธุ์ สะสมเงินลงทุนเฉียด 5 ล้านล้าน

กางไทม์ไลน์ 'ลุงตู่' หว่านเมล็ดพันธุ์ สะสมเงินลงทุนเฉียด 5 ล้านล้าน

กางไทม์ไลน์ ‘ลุงตู่’ หว่านเมล็ดพันธุ์ สะสมเงินลงทุนเฉียด 5 ล้านล้าน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Tee Nop ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้น่าสนใจโดยมีข้อความว่า.. 

Thailand as Next Supply Chain ‘Rising Star’ ยาวหน่อยนะครับ แต่สำหรับแฟนลุงตู่รับรอง อิ่มอกอิ่มใจ
ต่อเนื่องจากเรื่องที่หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมประเทศไทยถึงมาถึงจุดนี้ได้? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังภาพคลาดเคลื่อนที่คนพยายามด้อยค่าการทำงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาตลอด วันนี้เราจะมากางข้อมูลความจริงเพื่อเจาะลึกถึงเบื้องหลัง “เงินลงทุนสะสมเกือบ 5 ล้านล้านบาท” ว่าเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้หลั่งไหลเข้ามาในช่วงไหน และรากฐานเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

 

จากเรื่องที่หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมประเทศไทยถึงมาถึงจุดนี้ได้? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังภาพคลาดเคลื่อนที่คนพยายามด้อยค่าการทำงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาตลอด วันนี้เราจะมากางข้อมูลความจริงเพื่อเจาะลึกถึงเบื้องหลัง “เงินลงทุนสะสมเกือบ 5 ล้านล้านบาท” ว่าเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้หลั่งไหลเข้ามาในช่วงไหน และรากฐานเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

ไทม์ไลน์การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนประวัติศาสตร์ (ปี 2024 – ปัจจุบัน)

หากกางปฏิทินดูไทม์ไลน์กันแบบชัดๆ เงินลงทุนก้อนนี้เริ่มนับก้าวแรกตั้งแต่ปี 2024 และยิงยาวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (มิถุนายน ปี 2026) โดยสามารถแบ่งการไต่ระดับของเม็ดเงินออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ดังนี้

  • ปี 2024 (จุดเริ่มต้นการก้าวกระโดด): 1.14 ล้านล้านบาท

เป็นปีที่เม็ดเงินเริ่มส่งสัญญาณแรง บอร์ด BOI ได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งทะลุถึง 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขระดับล้านล้านในรอบปีเดียวนี้ ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีของประเทศไทย

  • ปี 2025 (ปีแห่งการทำลายสถิติประวัติศาสตร์): 1.87 ล้านล้านบาท

เข้าสู่ปี 2025 แทนที่เม็ดเงินจะแผ่วลง กลับเร่งเครื่องแรงยิ่งกว่าเดิม ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนพุ่งกระฉูดแตะระดับ 1.87 ล้านล้านบาท จารึกสถิติใหม่ว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการตั้ง BOI

  • ปี 2026 (ไหลเข้าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน): อีกกว่า 1.5 – 1.9 ล้านล้านบาท

ตัวเลขการลงทุนเฉียด 5 ล้านล้านที่ต่างชาติแห่เข้ามา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการแอบ “วางท่อ” โครงสร้างพื้นฐานที่เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจนกลายเป็นสารตั้งต้นชั้นดี

ถอดรหัส 4 รากฐานสำคัญจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

ความสำเร็จที่ทำให้ไทยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในยุคการย้ายฐานผลิตตอนนี้ เกิดจากการเตรียมความพร้อมในอดีต นี่คือ 4 กลยุทธ์หลักที่รัฐบาลชุดก่อนได้ลุยสร้างไว้

1. ปั้น EEC และล็อกเป้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)

  • เปลี่ยนผ่านวิสัยทัศน์: พลิกโฉมจากประเทศที่เน้นรับจ้างผลิตของราคาถูกและพึ่งพาค่าแรงต่ำ สู่การโฟกัสอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และเศรษฐกิจดิจิทัล
  • โครงสร้างพื้นฐานพร้อมสรรพ: ลุยสร้างระบบโลจิสติกส์แบบบูรณาการในพื้นที่ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ทำให้เมื่อค่ายรถ EV หรือบริษัทไฮเทคต้องการย้ายฐานการผลิตมาเอเชีย โครงสร้างพื้นฐานของไทยก็พร้อมรองรับทันที

2. วางรากฐานดิจิทัลและดัน 5G จนเป็นเบอร์ต้นๆ ของอาเซียน

  • โครงข่ายแห่งอนาคต: รัฐบาลเร่งประมูลและเปิดใช้ 5G เชิงพาณิชย์เป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาค รวมถึงการวางสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงข้ามประเทศ
  • ดึงดูด Big Tech ระดับโลก: ผลลัพธ์คืออินเทอร์เน็ตในไทยมีความเร็ว เสถียร และความหน่วงต่ำ (Low Latency) ทำให้ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Microsoft, Google และ AWS มั่นใจ และนำเงินระดับแสนล้านมาลงทุนสร้าง Data Center และระบบ Cloud ในประเทศไทย

3. ออกวีซ่า 10 ปี (LTR Visa) และอัดสิทธิประโยชน์ล่อใจ

  • ดึงดูด Talent ระดับโลก: อุตสาหกรรมไฮเทคไม่สามารถเติบโตได้หากขาด “คนเก่ง” รัฐบาลจึงแก้กฎหมายออก Long-Term Resident Visa (LTR Visa) ให้ผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนต่างชาติสามารถพำนักและทำงานในไทยได้ยาวถึง 10 ปี
  • สิทธิประโยชน์ BOI ขั้นสุด: ปลดล็อกเงื่อนไข ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 13-15 ปี สำหรับบริษัทที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง เป็นสิทธิประโยชน์ที่หอมหวานจนค่ายใหญ่ๆ ไม่สามารถปฏิเสธได้

4. เตรียม “ไฟฟ้าสีเขียว” (Green Energy) รองรับเมกะเทรนด์โลก

  • ตอบโจทย์พลังงานสะอาด: ปัจจุบันบริษัทระดับโลกมีเงื่อนไขชี้ชะตาว่า โรงงานหรือ Data Center ของตนจะต้องใช้พลังงานสะอาด 100% (RE100) เท่านั้น
  • เดินหน้าสู่ความยั่งยืน: รัฐบาลช่วงท้ายได้เริ่มวางกรอบแผนพลังงานชาติ มุ่งหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และริเริ่มกลไก Utility Green Tariff (UGT) ที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติสามารถเจาะจงซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในไทยได้ จุดนี้เองที่ทำให้เรามีแต้มต่อชนะประเทศเพื่อนบ้านที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานถ่านหินเป็นหลัก

การหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ “ถูกที่ ถูกเวลา”

ปรากฏการณ์เม็ดเงินคำขอ BOI ถล่มทลาย คือภาพสะท้อนของความสำเร็จแบบ “ถูกที่ ถูกเวลา”

รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนชาวนาที่ “หว่านเมล็ดพันธุ์” ทิ้งไว้ในช่วงที่เศรษฐกิจในบ้านเราอาจดูซึมๆ (ทั้งการลุยสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, โครงข่าย 5G, พื้นที่ EEC และการแก้กฎหมายภาษี) และเมื่อโลกเข้าสู่สภาวะสงครามการค้าที่ทุกบริษัทต้องการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ต้นไม้ที่เราปลูกเตรียมรับมือไว้ จึงเติบโตพรวดพราดและผลักดันให้ประเทศไทยผงาดขึ้นเป็น “Rising Star” แห่งภูมิภาคได้อย่างเต็มภาคภูมิในวันนี้ครับ

หมอวรงค์ มอง ระบอบน้ำเงิน-ทักษิณ น่ากลัวทั้งคู่! ต่างกันแค่ ซอฟท์กับก้าวร้าว เตือนกระแสไม่เอามาเร็ว

หมอวรงค์ มอง ระบอบน้ำเงิน-ทักษิณ น่ากลัวทั้งคู่! ต่างกันแค่ ซอฟท์กับก้าวร้าว เตือนกระแสไม่เอามาเร็ว

หมอวรงค์ มอง ระบอบน้ำเงิน-ทักษิณ น่ากลัวทั้งคู่! ต่างกันแค่ ซอฟท์กับก้าวร้าว เตือนกระแสไม่เอามาเร็ว

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

หมอวรงค์ มอง ระบอบน้ำเงิน-ทักษิณ น่ากลัวทั้งคู่! ต่างกันแค่ ซอฟท์กับก้าวร้าว ยัน ไม่ต้องการล้มรัฐบาล ต้องการร่วมปราบโกง แนะปรับปรุงตัว ไม่เหิมในอำนาจ-ไม่โกง อยู่ได้ เตือนความรู้สึก ปชช. 3 เดือนเหมือน 3 ปี กระแสไม่เอามาเร็ว

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี แสดงความคิดเห็นเปรียบเทียบความน่ากลัวระหว่างระบอบทักษิณ และระบอบสีน้ำเงินว่าน่ากลัวทั้งคู่ แต่ต้องยอมรับว่าผู้นำของทั้ง 2 ระบอบมีความแตกต่างกันโดยผู้นำระบอบทักษิณมีความก้าวร้าว แต่ผู้นำระบอบสีน้ำเงิน ที่อยู่ในตำแหน่งมีความนุ่มนวลกว่า ซึ่งในเชิงความรู้สึกความนุ่มนวลช่วยได้เยอะ แต่ระบอบสีน้ำเงินมีความน่ากลัวตรงที่เป็นเจ้าของระบบเกือบทั้งหมด รวมถึง สว. องค์กรอิสระ ขณะที่ระบอบทักษิณเพียงแค่พยายามเข้าไปแทรกแซง แต่ระบอบสีน้ำเงินเข้ามาเพื่อเทคโอเวอร์ มีอิทธิพลเหนือกว่ามากๆ ถ้าใช้พฤติกรรมในทางที่ไม่ชอบถือว่าอันตรา

พร้อมจำว่านับวันจะยิ่งทำให้คนกังวลใจ ช่วงแรกๆตนก็ไม่กังวลใจเพราะเห็นว่าไม่น่าจะมีความเลวร้าย แต่ตนเห็นพฤติกรรมในสภาในช่วงหลังๆ เหิมเกริมในอำนาจมากขึ้น จึงขอเตือนว่าให้มีความพอดิบพอดี อะไรที่เป็นประโยชน์และเพื่อประเทศชาติเป็นหลักก็จะสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ หากเปรียบเทียบทั้งสองอย่างก็แย่ทั้งคู่

ส่วนจะไปถึงจุดจบเดียวกับระบอบทักษิณหรือไม่นั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า จากเหตุ การณ์ปิดใหม่ในสภาเมื่อวานนี้ กระแสประชาชนในโลกออนไลน์มองว่าการปิดไมค์ สส.เป็นการปิดหูปิดตาประชาชน หากยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ไปเรื่อยๆก็คงจะไม่จบแตกต่างกันมาก ไปต่อไม่ได้ ส่วนจะจบแบบไหนไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะตนเชื่อว่าประชาชนก็ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ

เมื่อถามว่าหากระบอบสีน้ำเงินยังคงเดินหน้าต่อในจุดที่สุ่มเสี่ยงจะจบลงแบบไหน นพ.วรงค์ กล่าวว่า หากยังคงเดินหน้าในรูปแบบนี้ ทางเลือกจะออกมาในรูปแบบที่ 1 คือ ประชาชนไม่ยอมรับ โดยผ่านมาแค่ 3 เดือน ก็เกิดกระแสประชาชนไม่ยอมรับเร็วมาก ตั้งแต่เปิดสภามาก็เจอกับสภาวะปัญหาน้ำมัน แล้วมาเจอปัญหาอื่นๆ ก็จะทำให้ประชาชนไม่ยอมรับ หากยังเดินหน้าต่อแรงต้านจากประชาชนจะแรงมาก กระทบต่อความเชื่อมั่นเสื่อมลง  ซึ่งความเสื่อมสลายก็จะเกิดขึ้นในระบบรัฐบาลแพแตก  พรรคภูมิใจไทยอาจจะแตก เพราะสุดท้ายก็อาจจะมีคนบางคนไม่ไหวเพราะมีการปิดกั้นประชาชนหรือโกงมากขนาดนี้ และทางเลือกที่ 2 ที่คนมักจะเกิดคำถามว่าจะนำไปสู่การรัฐประหารหรือไม่ โดยส่วนตัวไม่เชื่อ และมองไม่ออกว่าจะเป็นทางออกของประเทศ แต่ก็คงจะดันกันไปเพราะจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ น่าจะมีทางออกที่จะทำให้ปัญหาของชาติบ้านเมืองได้รับการแก้ไขบ้าง

เมื่อถามย้ำว่ารัฐบาลผ่านมา 3 เดือนยังมีสภาพย่ำแย่และเดินลำบาก หากให้คาดเดาอายุของรัฐบาลว่าจะเดินหน้าได้เท่าไหร่นั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า 3 เดือนเหมือน 3 ปี เพราะความรู้สึกของประชาชนเป็นเช่นนั้นจริงๆ ตนจึงขอเตือนว่าตนไม่คิดมาล้มรัฐบาล ดังนั้นต้องปรับปรุงตัวเอง เพื่อให้เดินหน้าต่อได้

“ต้องให้เครดิตคุณอนุทินนิดนึง บุคลิกเขาซอฟท์ คือ คนไม่ต้านมากด้วยบุคลิก แต่ถ้าปล่อยให้องคาพยพขับเคลื่อนไปในรูปแบบนี้ ผมก็เชื่อว่าไปไม่ได้ แต่จะจบเมื่อไหร่ ไม่มีใครคาดเดาได้ ก็เตือนด้วยความหวังดีเท่านั้นเอง” นพ.วรงค์กล่าว

กทม. ไม่หวั่นแม้ฝนมามาก! ชวนวางแผนเดินทางใช้สิทธิ พร้อมเกาะติดผลคะแนนออนไลน์

กทม. ไม่หวั่นแม้ฝนมามาก! ชวนวางแผนเดินทางใช้สิทธิ พร้อมเกาะติดผลคะแนนออนไลน์

กทม. ไม่หวั่นแม้ฝนมามาก! ชวนวางแผนเดินทางใช้สิทธิ พร้อมเกาะติดผลคะแนนออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.24 น.

วันที่ 26 มิ.ย. 69  นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ระหว่างเวลา 08.00 – 17.00 น. โดยกล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 28 มิ.ย. – 1 ก.ค. 69 ว่าประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 – 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครได้เตรียมความพร้อมรับมือฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงวันเลือกตั้งไว้แล้ว จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งวางแผนการเดินทางและเตรียมอุปกรณ์กันฝนให้พร้อม เพื่อออกมาใช้สิทธิลงคะแนนได้อย่างราบรื่นตลอดทั้งวัน

กางแผนเผชิญเหตุ สั่งสำนักการระบายน้ำและ 50 เขต รับมือน้ำท่วมฉุกเฉิน

ปลัดกทม. กล่าวด้วยว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน กรุงเทพมหานครได้จัดทำ “แผนเผชิญเหตุกรณีเกิดน้ำท่วมฉุกเฉิน” โดยมอบหมายให้สำนักการระบายน้ำร่วมกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกในวันเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด โดยมีมาตรการสำคัญเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในวันเลือกตั้ง ดังนี้

• เตรียมพร้อมระบบระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ

ตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำ บ่อสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และระบบไฟฟ้าให้สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมจัดเตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง รถสูบน้ำเคลื่อนที่ (Mobile Unit) และอุปกรณ์สนับสนุนต่าง ๆ เพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

• ลดความเสี่ยงน้ำท่วมขังในพื้นที่เลือกตั้ง

ควบคุมระดับน้ำในคลอง คูน้ำ และลำรางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เร่งเปิดทางน้ำไหล จัดเก็บขยะและสิ่งกีดขวางในคลอง รวมถึงตรวจสอบและซ่อมแซมฝาบ่อพัก ท่อระบายน้ำ และช่องรับน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

• จัดกำลังเจ้าหน้าที่และหน่วยเร่งด่วนประจำพื้นที่

จัดเจ้าหน้าที่ประจำสถานีสูบน้ำ จุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง และหน่วยเร่งด่วนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตลอดวันเลือกตั้ง พร้อมเตรียมทีมซ่อมบำรุงเครื่องสูบน้ำ ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเข้าดำเนินการได้ทันทีหากเกิดเหตุขัดข้อง

• ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ฝนตลอด 24 ชั่วโมง

เฝ้าระวังและติดตามกลุ่มเมฆฝนผ่านระบบเรดาร์ของสำนักการระบายน้ำ ควบคู่กับข้อมูลพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา พร้อมประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ชวนลุ้นผลคะแนนที่เว็บไซต์ “เลือกตั้งกรุงเทพ69”

ภายหลังปิดหีบลงคะแนนในเวลา 17.00 น. และเข้าสู่กระบวนการนับคะแนน ประชาชนสามารถร่วมติดตามและตรวจสอบผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง ส.ก. และผู้ว่าฯ กทม. ได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรุงเทพมหานคร http://www.เลือกตั้งกรุงเทพ69.com ซึ่งจะรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการและอัปเดตความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

“กทม. ได้เตรียมมาตรการดูแลความสะดวกและความปลอดภัยไว้อย่างรอบด้าน เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้จะมีอุปสรรคจากสภาพอากาศ ขอเชิญชวนพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของเมืองหลวงของเราอย่างพร้อมเพรียง” ปลัดกทม. กล่าว

อธิบดีปกครอง เผย โยกปลัดภูเก็ตกลับทำงานส่อพ่วงคดีอาญา รับมีประเด็นเงินๆ ทองๆ เกี่ยวข้อง

อธิบดีปกครอง เผย โยกปลัดภูเก็ตกลับทำงานส่อพ่วงคดีอาญา รับมีประเด็นเงินๆ ทองๆ เกี่ยวข้อง

อธิบดีปกครอง เผย โยกปลัดภูเก็ตกลับทำงานส่อพ่วงคดีอาญา รับมีประเด็นเงินๆ ทองๆ เกี่ยวข้อง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.51 น.

อธิบดีปกครอง เผย โยกปลัดภูเก็ตกลับทำงานส่อพ่วงคดีอาญา รับมีประเด็นเงินๆ ทองๆ-ผลประโยชน์เกี่ยวข้อง รอผลสอบเดินหน้าตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์กรณีมีคำสั่งให้ปลัดจังหวัดภูเก็ต กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งเดิม หลังถูกสั่งให้มาช่วยราชการส่วนกลางจากนี้จะมีคดีในเรื่องใดอีกหรือไม่ ว่า เป็นไปตามกระบวนการถ้าใครมีความผิด และประเด็นอะไรก็ต้องว่ากันต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีประเด็นอื่นที่นอกเหนือจากการดึงให้ไปช่วยราชการ หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ประเด็นอื่นอยู่ในกระบวนการ ส่วนเรื่องคดีอาญาเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนต้องว่ากันไป

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องคดีอาญาเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องอาญาพวกเราก็รู้อยู่แล้วว่าเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญา

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เกี่ยวข้องกับในพื้นที่ภูเก็ตใช่หรือไม่ นายนฤชา พยักหน้ารับ

เมื่อถามว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินทองหรือผลประโยชน์อะไร นายนฤชา กล่าวว่า ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกันทั้งหมด 

อัดสื่อเขมร บิดเบือนประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา วอนหยุดปลุกปั่นความเกลียดชัง

อัดสื่อเขมร บิดเบือนประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา วอนหยุดปลุกปั่นความเกลียดชัง

อัดสื่อเขมร บิดเบือนประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา วอนหยุดปลุกปั่นความเกลียดชัง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

’JIC ไทย‘ อัดสื่อเขมรบิดเบือนประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา วอนหยุดปลุกปั่นความเกลียดชัง ย้ำยึดข้อเท็จจริง-สันติวิธี

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (JIC) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเผยแพร่ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาพาดพิงประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (JIC) ขอแสดงความห่วงใยต่อการเผยแพร่สื่อหรือผลงานที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชาในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความเกลียดชัง หรือปลุกเร้าอคติระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยืนยันว่า การตีความประวัติศาสตร์ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และงานวิชาการที่เป็นกลาง มิใช่การสร้างภาพจำหรือกล่าวหาอีกฝ่ายโดยปราศจากข้อมูลที่รอบด้าน เพราะอาจบั่นทอนความไว้วางใจและกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (JIC) ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลหรือสื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ งดใช้สื่อเป็นเครื่องมือปลุกปั่นความเกลียดชังหรือยั่วยุความขัดแย้ง พร้อมทั้งส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลอย่างรับผิดชอบ เคารพข้อเท็จจริง และคำนึงถึงผลกระทบต่อสันติภาพในภูมิภาค

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวย้ำว่า ประเทศไทยเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ความเคารพซึ่งกันและกัน และการแก้ไขความเห็นต่างด้วยสันติวิธี ไม่ใช่การสร้างความแตกแยกผ่านการบิดเบือนประวัติศาสตร์หรือการกล่าวหาเพื่อปลุกกระแสความเกลียดชัง

สมบัติชาติ 2พันปี จี้ตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติดอนยายทอง หลังพบกำไลทอง-กลองมโหระทึก

สมบัติชาติ 2พันปี จี้ตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติดอนยายทอง หลังพบกำไลทอง-กลองมโหระทึก

สมบัติชาติ 2พันปี จี้ตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติดอนยายทอง หลังพบกำไลทอง-กลองมโหระทึก

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.22 น.

ประธานกมธ.ศาสนาฯ’ จี้รัฐทุ่มงบสำรวจ-ดันตั้ง ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เพชรบุรี’ หลังพบขุมทรัพย์อารยธรรมโบราณ 2,000 ปี ทั้ง ‘กำไลทอง-กลองมโหระทึก ลูกปัดโบราณ’

26 มิถุนายน 2569 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตามการค้นพบแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรีว่า กมธ.ฯได้ให้ความสำคัญกับการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ พร้อมโบราณวัตถุล้ำค่าจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกำไลทองคำ แหวนทองคำ ลูกปัดโบราณ เครื่องปั้นดินเผา และกลองมโหระทึก ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของชุมชนโบราณ วิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรม และสถานะทางสังคมของผู้คนเมื่อกว่า 1,500-2,000 ปีก่อน นอกจากนี้ หลักฐานที่ค้นพบยังแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านงานช่างทองของผู้คนในพื้นที่เมืองเพชร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน และสะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในอดีต

นางธิวัลรัตน์ กล่าวต่อว่า กมธ.ฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม รวมถึงลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งโบราณคดีดอนยายทองด้วยตนเอง ทำให้ทราบว่าการค้นพบครั้งนี้มีคุณค่าทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากโบราณวัตถุและโครงกระดูกที่พบมีอายุเก่าแก่กว่า 1,500-2,000 ปี และมีความเชื่อมโยงกับพิธีกรรม ความเชื่อ ตลอดจนโครงสร้างทางสังคมของมนุษย์ในยุคโบราณ

‘สิ่งที่ค้นพบไม่ใช่เพียงโบราณวัตถุ แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่บอกเล่ารากเหง้าและพัฒนาการของจังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งเป็นหลักฐานสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย’ นางธิวัลรัตน์ กล่าว

ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวอีกว่า กมธ.ฯได้เสนอแนะไปยัง ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ให้จัดตั้งคณะทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศิลปากร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันศึกษาประวัติศาสตร์ วางแผนพัฒนาพื้นที่แหล่งโบราณคดี และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประชาชนผ่านการจัดนิทรรศการและกิจกรรมด้านการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางการบริหารจัดการแหล่งโบราณคดีดอนยายทองในระยะยาว 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก จัดแสดงนิทรรศการโบราณวัตถุที่ค้นพบในพื้นที่ดอนยายทองเป็นเวลาอย่างน้อย 10-15 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนชาวเพชรบุรี และผู้สนใจทั่วประเทศ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์และคุณค่าของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้อย่างใกล้ชิด ประการที่สอง ผลักดันการจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และเทคโนโลยี เพื่อเดินหน้าขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติม หวังค้นพบข้อมูลและโบราณวัตถุใหม่ที่จะช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ต่อยอดงานวิชาการ ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบุรี และประการสุดท้าย เสนอจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น หรือผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดเพชรบุรี เพื่อรวบรวมโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีดอนยายทองและพื้นที่สำคัญอื่น ๆ ในจังหวัด ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางโบราณคดี สร้างความภาคภูมิใจแก่ชาวเพชรบุรี และเปิดโอกาสให้ประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวได้ศึกษาประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของเมืองเพชรอย่างยั่งยืน.