พริษฐ์ บี้ภูมิใจไทย จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พริษฐ์ บี้ภูมิใจไทย จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พริษฐ์ บี้ภูมิใจไทย จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

“พริษฐ์”บี้”ภูมิใจไทย” จริงใจเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยัน”สสร.”มาจากการเลือกตั้ง 100% ทำได้ สวนอย่าอ้างคำวินิจฉัยที่คลุมเครือ จ้องออกแบบผูกขาดโดย”ระบอบน้ำเงิน”เลือกผู้ร่าง-ชี้ขาดเนื้อหา

22 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.เงา) ของพรรคประชาชน ครั้งที่ 7 ว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนว่าต้องการให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ได้ระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แม้ว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวและสร้างข้อจำกัดในการเดินหน้า สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง นี่จึงเป็นที่มาที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ของสมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับ คำวินิจฉัยดังกล่าว และเพื่อทวงคืนสิ่งที่เรามองว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ส.ส.ร.

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า โดยผลการหารือประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงว่า ประชาชนสามารถเลือกตั้งสสร.ได้ ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/ 2568 เป็นเพียงแค่การห้ามไม่ให้ประชาชนเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งนั่นหมายความว่าประชาชนสามารถเลือกตั้งสสร. โดยตรงได้ โดยสสร.ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นอาจจะมีอำนาจในการแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างและมีอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างได้จัดทำ

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงข้อกังวลต่างๆว่า มีหลายคนมองว่าผลการหารือไม่เท่ากับคำวินิจฉัย ซึ่งเราเข้าใจดีแต่เป็นการขยายความหรืออธิบาย คำวินิจฉัยเดิมที่มีความคลุมเครือ และตนมองว่าเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นว่าการเดินหน้าต่อของเราอะไรที่จะขัดหรือไม่ขัดกับคำวินิจฉัย บางคนบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของตุลาการ ที่อยู่ในที่ประชุมเท่านั้น จึงขอย้ำว่า แม้ในวันประชุมหารือ จะมีเพียงประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนเท่านั้นแต่ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำว่าสิ่งที่จะอธิบายในที่ประชุมไม่ได้เป็นความเห็นส่วนตัวของเขา เพราะขณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้ไม่ได้วินิจฉัยข้อจำกัดใดๆ เรื่องการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่จะขยายความในที่ประชุมคือการอธิบายความเห็นของที่ประชุมร่วมกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ก่อนที่จะมีการออกคำวินิจฉัยกลาง 18/2568 ออกมา

เมื่อถามถึงกรณีที่ สส.จากพรรคภูมิใจไทยบางคนพยายามหยิบยกว่าการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะแบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 67 ซึ่งตอนนั้นได้ข้อสรุปว่าทำประชามติ 2 รอบได้ แต่พอท้ายที่สุดคำวินิจฉัยของปี 68 บอกว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นสะท้อนให้เห็นว่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อนได้ ตนจึงต้องย้ำว่าการโต้แย้งในลักษณะดังกล่าวเป็นการโต้แย้งบนข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน ผลการหารือ กับศาลรัฐธรรมนูญในวันนั้น ชัดเจนว่าสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยทำประชามติแค่ 2 รอบได้ โดยในรอบแรกจะต้องถาม 2 คำถาม และเมื่อดูคำวินิจฉัย 18/2568 ก็พูดชัดว่าสามารถทำประชามติ 2 รอบได้แต่รอบแรกอาจจะต้องมี 2 คำถาม ฉะนั้นคำวินิจฉัยที่ 18/2568 เกี่ยวกับเรื่องการทำประชามติ สอดคล้องกับผลการหารือ กับทางประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 67

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ โดยแบ่งเป็น 4 ประเด็น คือ 1. พรรคประชาชนจะเดินหน้าในการผลักดันให้มีสสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% โดยจะนำข้อสรุปจากการหารือกับศาลรัฐธรรมนูญ เข้าหารือกับที่ประชุมสส.พรรคประชาชนในวันพรุ่งนี้ว่าจำเป็น จะต้องมีการปรับปรุงร่างที่ยื่นไปแล้วหรือไม่ เพื่อผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งส.ส.ร. 100% 2. ขอเชิญชวนประชาชนในการร่วมลงชื่อให้กับร่างรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ที่มีการเสนอให้มีการเลือกตั้งสสร.จากประชาชน 100% เช่นกัน ขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้ว 23,000 กว่ารายชื่อ ซึ่งจะต้องให้ถึง 50,000 รายชื่อ ถึงจะส่งเข้าสู่การประชุมรัฐสภาได้ หวังว่าร่างของภาคประชาชนนั้นจะได้ถูกพิจารณาในวาระ1 พร้อมกับร่างของพรรคการเมือง 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3. ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เคยประกาศจุดยืนสนับสนุนสสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ได้ยื่นร่างไปแล้ว แต่ไม่ได้มีสสร. จากประชาชน 100% อยากให้พรรคการเมืองเหล่านั้น หารือกันภายในพรรคว่าจะมีการทบทวนร่างของตนเอง เพื่อมาร่วมกับเราในการผลักดันสสร. ที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่  และ4.อยากสื่อสารกับพรรคภูมิใจไทยเนื่องจากว่ามีสส.จากพรรคภูมิใจไทยหลายคนที่ออกมาให้ความเห็นในกรณีดังกล่าวว่าหากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่ อยากจะเห็นสสร. ที่มาจากการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยควรจะนำข้อมูลใหม่ที่ได้จากการหารือกับศาลรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาอย่างรอบคอบ และมาหารือร่วมกับทุกฝ่ายว่าจะร่วมกันผลักดันสสร. ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร 

“แต่หากพรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจเดินหน้าโดยปฏิเสธข้อมูลใหม่ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผลที่แท้จริง เป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยมีธงไว้อยู่แล้วว่าต้องการจะฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่มีความคลุมเครือ เพื่อนำมาเป็นข้ออ้าง ในการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งส.ส.ร.ออกไปเพื่อทำให้การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นกระบวนการที่ถูกผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงิน ที่จะสามารถเข้ามาผูกขาดในการเลือกผู้ร่างและผู้ที่ชี้ขาดเนื้อหา ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้” นายพริษฐ์ กล่าว 

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เราจะโต้แย้งอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทุกคนทราบดีว่าคำวินิจฉัย 18/2568 มีความคลุมเครือ ซึ่งเราพยายามขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยดังกล่าว ซึ่งในที่ประชุมก็มีสส.พรรคภูมิใจไทยร่วมประชุมกับประธานศาลรัฐธรรมนูญด้วย ถ้าพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจจริงๆเรื่องการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งสสร. เหมือนกับที่เคยประกาศเมื่อมีข้อมูลใหม่นี้มาควรจะเห็นปฏิกิริยาแบบไหน  ถ้านั้นเมื่อมีข้อมูลใหม่แบบนี้มาปฏิกิริยาที่ควรจะเห็นคือการที่พรรคภูมิใจไทย มาประชุมร่วมกับพรรคการเมืองอื่นว่าในเมื่อมีข้อมูลใหม่เช่นนี้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้นเช่นนี้เราจะออกแบบ แนวทางในการเลือกตั้ง สสร.อย่างไร แต่เราไม่เห็นสิ่งเหล่านี้สิ่งที่เราเห็นตลอด 2 วันที่ผ่านมาคือแกนนำพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อย 3 คนเรียงคิวกันออกมาพยายามปฏิเสธความสำคัญของข้อมูลเหล่านี้ จึงอดสงสัยไม่ได้ ที่มีปฏิกิริยาเช่นนี้ เป็นการยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีธงอยู่แล้ว ว่าไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งสสร. แล้วที่ผ่านมาก็พยายามจะเอาคำวินิจฉัยที่มีความคลุมเครือมาเป็นข้ออ้างในการปัดตกเรื่องของสสร. เลือกตั้ง ทำให้เขาสามารถออกแบบสสร. ที่เขาสามารถผูกขาด ทั้งการคัดเลือกผู้ร่างและการชี้ขาดเนื้อหาได้

“ถ้ามองภาพใหญ่ตอนนี้ สิ่งที่ระบอบสีน้ำเงินต้องการคือต้องการระบบการเมืองที่เปิดช่องให้สามารถฮั้วกันได้ทั้งกระดาน ซึ่งเขาจะประสบความสำเร็จดังกล่าว 2 ทางด้วยกัน คือ 1.ทำยังไงก็ได้ให้การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดหยุดลงและเราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีของระบบการเมือง ที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน 2. หากต้องการให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าไปได้ เขาก็ต้องพยายามทำให้การเดินหน้านั้นเป็นการเดินหน้าที่อยู่บนเงื่อนไข ที่เขาสามารถผูกขาด การคัดเลือกผู้ล่างและชี้ขาดเนื้อหาได้ซึ่ง รูปธรรมของสิ่งนั้นคือเนื้อหาของร่าง เพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอเข้ามา” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ที่ประชาชนสามารถเลือกสสร.ได้ แต่ประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ยกร่างได้ นายพริษฐ์กล่าวว่า ในฐานะพรรคประชาชน เราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยการมีประโยคที่เติมเข้ามาว่าประชาชนไม่อาจเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ แต่เมื่อออกมาเป็นเช่นนี้คือทำยังไงให้เราทวงคืนสิทธิ์อันชอบธรรมของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งสสรให้ได้มากที่สุด และคำตอบที่ได้รับคือประชาชนสามารถเลือกตั้งสสรโดยตรงได้ แต่เมื่อมีสสรที่มาจากการเลือกตั้งแล้วจะไปแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างอีกทีหนึ่งก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ซึ่งนี่เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนจากความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับข้อจำกัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าหากตกลงกันไม่ได้จำเป็นจะต้องเขียนคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็นจะต้องส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่พรรคการเมืองอื่นจะดำเนินการอย่างไรต้องรอดูท่าทีของเขา

เท้ง-พิจารณ์ ประสานเสียงป้อง ภาวุธ ลั่นพรรคมีมาตรฐานวินัย-ไม่อุ้มคนผิด

เท้ง-พิจารณ์ ประสานเสียงป้อง ภาวุธ ลั่นพรรคมีมาตรฐานวินัย-ไม่อุ้มคนผิด

เท้ง-พิจารณ์ ประสานเสียงป้อง ภาวุธ ลั่นพรรคมีมาตรฐานวินัย-ไม่อุ้มคนผิด

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.20 น.

“เท้ง-พิจารณ์”ประสานเสียงป้อง”ภาวุธ” เชื่อพร้อมแจง”ดีเอสไอ” ลั่นพรรคมีมาตรฐานวินัย-ไม่อุ้มคนผิด ชี้เป็นหน้าที่เจ้าตัวแจงข้อสงสัยสังคม หลังหายตัวเกือบสัปดาห์ เชื่อเป็นกระบวนการลดทอนความน่าเชื่อถือ ปัดตอบฟ้องกลับหรือไม่ บอกเห็นใจข้าราชการ ทำเพื่อตอบสนองฝ่ายการเมือง

22 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่หากทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือเชิญ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ไปชี้แจง ทางพรรคประชาชน หรือฝ่ายค้าน จะมีมติอย่างไร ว่า ตนขอแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรกคือความสมัครใจของนายภาวุธเอง เชื่อว่านายภาวุฒิพร้อมที่จะเข้าไปชี้แจงต่อทุกหน่วยงาน แต่รอความชัดเจนจากทางดีเอสไอก่อนว่าตกลงแล้วข้อกล่าวหาที่มีต่อนายภาวุธเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้นายภาวุธยังอยู่ในสถานะของผู้ต้องสงสัยอยู่ ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องของกระบวนการภายใน พรรคประชาชนก็มีมาตรฐานการกำกับดูแลกระบวนการภายในอยู่เช่นเดียวกัน

ด้าน นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า ถ้าเราพิจารณาจากสิ่งที่ดีเอสไอตั้งโต๊ะแถลง คิดว่าสังคมตั้งคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ จากการติดตามการแถลงของดีเอสไอก็ทราบว่าจะแถลง 3 ประเด็น แต่สุดท้ายปรากฏว่าแถลงประเด็นเดียว การแถลงที่พาดพิงมาที่นายภาวุธ ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ชี้ด้วยซ้ำว่าเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างไร แต่กลับสร้างความเคลือบแคลงให้กับสังคมรู้สึกต่อตัวนายภาวุธ

“ผมเองก็ต้องตั้งคำถามและตั้งข้อสังเกตว่านี่มันคือความพยายามที่จะลดทอนความน่าเชื่อถือของนายภาวุธ และของพรรคประชาชนในการตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาลหรือไม่ เป็นความพยายามที่จะทำให้ความเข้มข้นในการตรวจสอบของเราลดลงหรือเปล่า” นายพิจารณ์ กล่าว

นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า การชี้แจงต่อสังคม ก็เป็นหน้าที่ที่นายภาวุธต้องพิสูจน์ตัวเอง ให้สังคมได้รับรู้ข้อกล่าวหายังไม่ชัดเจน แต่หากติดตามในโลกโซเชียลมีเดีย ก็จะเห็นว่าข้อกล่าวหาอาจจะรุนแรงถึงขั้นเป็นอาชญากรข้ามชาติ หลอกลวงฟอกเงินหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งนายภาวุธก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้กับตัวเอง ถึงขั้นบอกว่าจะไม่ใช้เอกสิทธิของ สส. สำหรับพรรคเองเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ทางพรรคก็จะมีคณะกรรมการวินัยที่จะตรวจสอบเป็นการภายในของพรรคเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นมาตรฐานและวัฒนธรรมที่พรรคยืนยันว่าเราไม่มีการปกป้องคนผิด แต่ปัจจุบันดีเอสไอยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาใดๆ กับนายภาวุธเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่า การแถลงที่ผิดวิสัยแบบนี้ถ้าสุดท้ายในภาวุธไม่มีความผิด มีโอกาสที่จะฟ้องหรือเรียกร้องหรือไม่ นายพิจารณ์ กล่าวว่า ต้องถามว่าการแถลงของดีเอสไอ ประเทศไทยได้อะไร ประชาชนได้อะไร เราอยากเห็นบทบาทการทำงานของหน่วยงานภาครัฐทุกแห่ง ทำงานอย่างตรงไปตรงมาแก้ปัญหาให้กับประชาชนจริงๆ เราอยากเห็นการทำงานที่ตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ของประเทศ สำหรับกระบวนการทางกฎหมายตรงนั้นยังคงไม่ถึงเวลาที่จะมาพูดหรือลงรายละเอียดแต่อยากจะให้กำลังใจกับข้าราชการทุกคนมากกว่า ถ้าทำงานและยึดมั่นในอุดมการณ์ ผลประโยชน์ของประชาชนเชื่อว่าสังคมพร้อมที่จะสนับสนุน

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตหรือไม่ ในการแถลงข่าว เพราะมีการเอ่ยชื่อ-นามสกุลเต็มของนายภาวุธ พร้อมบอกว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง นายพิจารณ์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเห็นใจการทำงานของข้าราชการ ตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นการถูกกดดันโดยฝ่ายการเมือง ที่สอดคล้องกับการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport โดยสองกรรมาธิการของพรรคประชาชน มีการพยายามสร้างกระแสสร้างเรื่องราวเพื่อพยายามลดทอน ความน่าเชื่อถือในการตรวจสอบของพวกเรา ตนคิดว่ามีความรู้สึกเห็นใจต่อข้าราชการ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อตอบสนอง ทางฝ่ายการเมืองหรือไม่

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ เพราะนายภาวุธไม่ได้เข้าร่วมประชุมและติดต่อไม่ได้ และอาจโดนเพ่งเล็งเป็นประเด็นการเมือง นายพิจารณ์ กล่าวว่า หน้าที่ในการชี้แจงต่อสังคมเป็นหน้าที่ของนายภาวุธ พรรคเอง ไม่ได้นิ่งนอนใจเราก็จะใช้คณะกรรมการวินัยของพรรคตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชน ที่ติดตามอยู่ได้เห็นว่า นายภาวุธและพรรคไม่ได้พยายามปิดบังข้อมูลใดๆ และจะทำงานอย่างเต็มที่

พอใจทุกหน่วยงานมุ่งมั่น! นายกฯ แถลงผลปราบสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ

พอใจทุกหน่วยงานมุ่งมั่น! นายกฯ แถลงผลปราบสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ

พอใจทุกหน่วยงานมุ่งมั่น! นายกฯ แถลงผลปราบสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.34 น.

“นายกฯ”นำแถลงผลปราบปรามสแกมเมอร์-ตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ระบุพอใจทุกหน่วยงานมุ่งมั่นทำงาน ทำไทยไต่ระดับความเชื่อมั่นจากนานาชาติดีขึ้น

22 มิถุนายน 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์ และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลย คอลเซนเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ และองค์การเครือข่ายนอมินีต่างๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบ และสร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลจึงยกระดับให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ เป็นวาระแห่งชาติ โดยตนได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน และปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อกำหนดนโยบาย และแนวทางดำเนินการ ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลักดันความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจทั้ง 15 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับการช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย และใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดแก้ไข โดยยกระดับป้องกันปราบปรามการใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องสิทธิของคนไทย รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้ แน่นอนว่าความพยายามเหล่านี้ จะต้องเผชิญความท้าทายทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ทำให้สามารถจัดการผู้กระทำผิดได้ และสามารถรายงานความคืบหน้าแก่พี่น้องประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เจตนาของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ การบำบัดทุกข์บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากทุกส่วน เราดำเนินการทุกรูปแบบด้วยความท้าทาย โดยจะไม่ยอมให้มีเรื่องที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้ ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ถือว่ามีความโชคดีที่มีเพื่อนเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำให้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกโกรธแค้นเมื่อพบการกระทำผิดกฎหมายแทนประชาชน และต้องการรักษาประโยชน์เพื่อประชาชน ตนให้ความมั่นใจว่าให้ทุกท่านทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ ไม่ว่าเผชิญกับสิ่งใดไม่ต้องมีความกังวลใดๆทั้งสิ้น เพราะถ้าพวกเรากลัว บ้านเมืองนี้ก็ไม่มีขื่อมีแป ดังนั้น ขอให้ใช้อำนาจที่มีอยู่ให้เกิดความเป็นธรรมความสงบสุขในประเทศของเรา

“รัฐบาลของผมมีความมุ่งมั่นที่จะต่อต้าน ป้องกันปราบปรามสิ่งเหล่านี้ เพราะเรื่องสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ถือเป็นวาระแห่งชาติเนื่องจากทำให้ชื่อเสียงของประเทศป่นปี้ ความมั่นใจไม่มี นักท่องเที่ยวไม่มา แบบนี้ประเทศจะประสบความลำบากเต็มทน ดังนั้น สิ่งที่เราทำมาเพื่อทำให้ประเทศมีความเข้มแข็ง และมีความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ซึ่งเราทำมาถึงระดับที่เริ่มเรียกความเชื่อมั่นจากพวกเขาแล้ว ทำให้ประเทศได้ขยับขึ้นมาในลำดับต้นๆ” นายกฯ ระบุ

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในความเป็นนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง ตลอดจนสำนักงานปราบปรามที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขอแสดงความชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานอย่างเต็มที่  โดยปราศจากความเกรงกลัวต่อสิ่งเย้ายวน สิ่งที่จะทำให้ไขว้เขว รวมถึงอิทธิพลต่างๆ ยืนยันว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ความมุ่งมั่นของของทุกท่านบิดเบือนไปได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งตนมีความพึงพอใจ และจะทำต่อไปให้ดียิ่งขึ้น

ใครไม่ผิดคืนตำแหน่งเดิม! อธิบดีปกครอง เผย ส่ง 2 นายอำเภอกลับภูเก็ตแล้ว

ใครไม่ผิดคืนตำแหน่งเดิม! อธิบดีปกครอง เผย ส่ง 2 นายอำเภอกลับภูเก็ตแล้ว

ใครไม่ผิดคืนตำแหน่งเดิม! อธิบดีปกครอง เผย ส่ง 2 นายอำเภอกลับภูเก็ตแล้ว

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.58 น.

“อธิบดีปกครอง”เผยส่ง 2 นายอำเภอกลับภูเก็ตแล้ว ส่วนปลัดจังหวัดไม่ให้ความร่วมมือสอบปากคำ ให้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรแทน รับ 24 มิ.ย.ครบกำหนด 30 วัน ใครไม่ผิดคืนตำแหน่งเดิม

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ว่า เรื่องผลสอบในการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ได้สั่งให้ปลัดจังหวัด นายอำเภอ และป้องกันจังหวัด เข้ามาประจำที่กรมการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะครบ 30 วัน ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ ระหว่างนี้ในส่วนของนายอำเภอเมืองภูเก็ต นายอำเภอกระทู้ ได้ให้ปากคำหมดแล้ว พบว่ายังไม่มีความผิดถึงขั้นจะต้องดำเนินการทางวินัยร้ายแรง ซึ่งเราได้ส่งให้ไปปฎิบัติหน้าที่เดิมที่ จ.ภูเก็ต เรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 3 ราย โดยปลัดจังหวัดมีปัญหาในเรื่องของไม่ให้ความร่วมมือในการสอบปากคำ เนื่องจากเมื่อมาถึงก็ใช้สิทธิการลา ลาไปครั้งละ 10 วัน 2 ครั้ง วันนี้เราต้องใช้วิธีการให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเข้ามา เจ้าหน้าที่กำลังดูเรื่องนี้กันอยู่ แล้วถ้าดูประเด็นครบถ้วนอย่างไรจะได้สรุปสำนวนประเด็นตรงนี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพบหลักฐานอื่นหรือไม่ เช่น เส้นทางการเงิน นายนฤชา กล่าวว่า อันนี้ยังอยู่ในส่วนของการรวบรวมของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเรื่องยังอยู่ในส่วนของการทำคดีอยู่ จึงไม่อยากให้มีการเปิดเผยในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า หากครบเวลาแล้วจะมีการขยายอีกหรือไม่ เพราะเหลืออีกเพียง 2 วัน นายนฤชา กล่าวว่า ถ้าเราสรุปเรียบร้อย เมื่อมีประเด็นพอที่จะดำเนินการในด้านอื่นใดต่อได้ หรือเราสรุปแล้วไม่พบความผิดที่เราจะดำเนินการต่อไป เราก็ต้องให้เขามีสิทธิในการกลับสู่ตำแหน่งเดิม

สมชาย กระทุ้ง กกต. ร่อนคำพิพากษาศาลฎีกา จี้คดีฮั้ว สว.

สมชาย กระทุ้ง กกต. ร่อนคำพิพากษาศาลฎีกา จี้คดีฮั้ว สว.

สมชาย กระทุ้ง กกต. ร่อนคำพิพากษาศาลฎีกา จี้คดีฮั้ว สว.

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.53 น.

22 มิถุนายน 2569 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในโอกาสที่การเลือกสมาชิกวุฒิสภา แบบเลือกกันเอง ในระดับประเทศจะครบ 2 ปี นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2567

ซึ่ง กกต ได้ประกาศรับรองไปก่อนแล้วจะสอยทีหลังนั้น มีคำถามว่า คดีฮั้ว สว ที่ผ่านมาเนิ่นนานถึง 2 ปี และมีโอกาสล่าช้า ไปอีกอย่างน้อยครึ่งปีนั้น กกต จะมีมติอย่างไร ที่ดำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิในการทำหน้าที่ดังที่ประกาศไว้ว่า จะทำให้การเลือกตั้ง สุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริงให้ สังคมเชื่อได้หรือไม่

เพราะที่ผ่านมา กกต เคยมีมติส่งผู้สมัคร สว (สอบตก) ในหลายจังหวัดหลายคดี ไปยังศาลฎีกา และได้รับคำพิพากษาเป็นแนวทางชัดเจน ในคดี#ฮั้วสว ว่า แม้การฮั้วแลกคะแนนกันทางไลน์ การช่วยเหลือการเดินทาง การจัดเลี้ยง การใช้ จ้างวาน เพื่อได้มาซึ่งการเป็นสวในระดับจังหวัด อาทิ ที่ชลบุรี นครราชสีมา ยะลา นราธิวาส ฯลฯ ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผิด ตัดสิทธิ์ทางการเมือง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้สมัครและ ผู้เกี่ยวข้อง ไปแล้วคนละ 10 ปี ทุกคดี

คำพิพากษาในคดีเหล่านั้นจึง เป็นบรรทัดฐานชัดเจน ที่ กกต จะต้องใช้ประกอบการพิจารณาคดีที่ทุจริตฮั้วเลือก สว ที่ยังค้างอยู่ในคดีที่ DSI และอนุกรรมการ ชุดที่ 26 สรุปว่า ทำกันเป็นขบวนการในการทุจริต #ฮั้วสว ด้วยวิธีการต่างๆ ดังปรากฏในสำนวนและเอกสารที่ชัดเจนและเชื่อมโยฃกันจำนวนมาก

ดังนั้น เพื่อเตือนความจำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต) ว่า ท่านมีหน้าที่ ในการส่งคดี ทุจริตการเลือก ไปให้ศาลเป็นผู้พิพากษาในอรรถคดีทั้งปวง จึงขอส่งตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีฮั้ว สว ทั้งหลายมาให้ได้ทราบ และเพื่อขอให้ กกต ดำเนินการมีมติส่งศาลโดยเร็วต่อไป ตามตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาตามนี้ครับ

@ คำพิพากษาฉบับเต็ม! เพิกถอนสิทธิฯ 10 ปี 2 ผู้สมัคร จ.ชลบุรี จับคู่ฮั้วลงคะแนนเลือก สว.
https://isranews.org/…/isranews…/141177-senate.html…,

@เปิดคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้สมัคร สว.ระดับจังหวัด นครราชสีมา ส่งไลน์ขอแลกคะแนน
https://www.isranews.org/…/isranews…/143989-korat.html

@กกต.’ แพร่ คำวินิจฉัย ‘ทุจริตเลือกสว.’ จว.ยะลา ‘จับคู่แลกคะแนน’ – ส่ง ‘ศาลฎีกา’ ตัดสิทธิลต. 10 ปี
https://www.isranews.org/…/146920-isranews-1000-1000…

@เพิกถอนสิทธิฯ 10 ปี ผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับ อ.เมืองสมุทรปราการ ทุจริตจัดหาคะแนน
https://isranews.org/…/isranews-news/144718-isr-133.html

@คดีทุจริตเลือก สว. จ.สมุทรปราการ! คลิป “..เราจัดให้ ถ้าคุณช่วยผลักดันเรา” หลักฐานมัด
https://www.isranews.org/…/isr…/145287-isra-news-12.html

@กกต.ชงศาลฎีกาฟันอาญา-เพิกถอนสิทธิ 3 คนกลาง ทุจริตเลือก สว.
https://www.thaipbs.or.th/news/content/500375

#กกตมีหน้าที่ #อย่าขี้ลืม #ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม

ไอซ์ รักชนก แซะ เหล่า สส.ภูมิใจไทย ใครยังไม่ได้โอ๋ ไชยชนก ป้องโครงการ TH-AI Passport รีบเลย

ไอซ์ รักชนก แซะ เหล่า สส.ภูมิใจไทย ใครยังไม่ได้โอ๋ ไชยชนก ป้องโครงการ TH-AI Passport รีบเลย

ไอซ์ รักชนก แซะ เหล่า สส.ภูมิใจไทย ใครยังไม่ได้โอ๋ ไชยชนก ป้องโครงการ TH-AI Passport รีบเลย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.53 น.

ไอซ์ รักชนก แซะ เหล่า สส.ภูมิใจไทย ใครยังไม่ได้โอ๋ ไชยชนก ป้องโครงการ TH-AI Passport รีบเลย

เมื่อวันที่ 22 ม.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประกาศ สส.ภูมิใจไทย ท่านไหน โดยเฉพาะที่มีตำแหน่งแห่งที่ ถ้ายังไม่ได้ออกมาปกป้อง TH-AI Passport หรือยังไม่ได้แสดงตัวโอ๋คุณไชยชนก รีบเลยนะคะ ตอนนี้คนที่ไม่มีตำแหน่ง แข่งกันทำคะแนนใหญ่ เห็นใจค่ะ แทนที่จะวัดฝีมือการทำงานต้องมาแข่งอะไรแบบนี้”

ทร.สั่งสอบด่วน ปมพลทหารโดนซ่อมโหด คาดรับน้องทหารใหม่ ลั่นผิดจริงฟันอาญา-วินัย

ทร.สั่งสอบด่วน ปมพลทหารโดนซ่อมโหด คาดรับน้องทหารใหม่ ลั่นผิดจริงฟันอาญา-วินัย

ทร.สั่งสอบด่วน ปมพลทหารโดนซ่อมโหด คาดรับน้องทหารใหม่ ลั่นผิดจริงฟันอาญา-วินัย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

ทร.สอบด่วนปมพลทหารถูกลงโทษไม่เหมาะสม ว่อนโซเชียล คาดโยงรับน้องทหารใหม่ ลั่นผิดจริงฟันทั้งวินัย-อาญา

22 มิถุนายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าพลทหารสังกัดกองทัพเรือรายหนึ่งถูกลงโทษในลักษณะไม่เหมาะสม จนเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ

โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า กองทัพเรือได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทั้งนี้ หากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการทางวินัยและทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้น

“กองทัพเรือยืนยันไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรง การกลั่นแกล้ง หรือการลงโทษนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด พร้อมย้ำให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของกำลังพลทุกนาย โดยจะดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และแจ้งผลให้สาธารณชนรับทราบต่อไป” โฆษกกองทัพเรือกล่าว

รายงานข่าวจากกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เหตุการณ์ดังกล่าวคาดว่ามีสาเหตุมาจากการรับน้องภายในหน่วย ระหว่างทหารกองประจำการที่เข้ารับราชการมาก่อน กับทหารกองประจำการที่เพิ่งเข้ามาประจำการใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง.

ม็อบต้านแลนด์บริดจ์ปักหลักทำเนียบฯ ประสิทธิชัย สับเละเจ๊งแน่! สร้างเสร็จก็ร้าง-สิ่งแวดล้อมพัง

ม็อบต้านแลนด์บริดจ์ปักหลักทำเนียบฯ ประสิทธิชัย สับเละเจ๊งแน่! สร้างเสร็จก็ร้าง-สิ่งแวดล้อมพัง

ม็อบต้านแลนด์บริดจ์ปักหลักทำเนียบฯ ประสิทธิชัย สับเละเจ๊งแน่! สร้างเสร็จก็ร้าง-สิ่งแวดล้อมพัง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

เครือข่าย SEC Whtch ปักหลักประชิดทำเนียบฯ ค้าน พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ-โครงการแลนด์บริดจ์ “ประสิทธิชัย”ซัดหาก กม.บังคับใช้ คนใต้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง เชื่อ”แลนด์บริดจ์”หากดึงดันสร้างเสร็จ โครงการร้างแน่ เสียทั้งสิ่งแวดล้อม-ธุรกิจ เชื่อ”EEC”เดดล็อก จาก รธน.ปี 60-ยุทธศาสตร์ชาติ หวั่นทําที่ดินหลุดเข้ามือต่างชาติ

22 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณศาลกรมหลวงชุมพร ถ.พระราม 5 ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทําเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Whtch) ประมาณ 10 คน นำโดย นายประสิทธิชัย หนูนวล ประธานเครือข่ายฯ ปักหลักชุมนุม เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นวันที่สอง โดยได้แจ้งการชุมนุมต่อ สน.นางเลิ้ง เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่ วันที่ 21 มิถุนายน ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569

โดย นายประสิทธิชัย เปิดเผยว่า ตามกระบวนการไทม์ไลน์ ปลายเดือนมิถุนายนนี้ หรือต้นเดือนกรกฎาคม ร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ จะนําเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อ ครม.เห็นชอบก็จะผ่านไปยังสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนนี้ตามไทม์ไลน์ในเดือนธันวาคมต้องพิจารณากฎหมายให้เสร็จ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่มีผลบังคับใช้ทันที และจากนั้นก็จะทําให้ชาวจังหวัดภาคใต้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง หรือชนชั้นแรงงาน ซึ่งมีกลุ่มนายทุนเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง

“นี่เป็นการสูญเสียที่สําคัญที่สุด และเป็นภัยพิบัติที่สําคัญที่สุด ที่ก่อโดยคนไทย เขียนกฎหมายโดยคนไทย ยึดทรัพยากรโดยคนไทย เพื่อเอาไปให้ต่างชาติ เราไม่เก็บค่าธรรมเนียม ไม่เก็บภาษี เราไม่ได้อะไรเลย คนใต้มีหน้าที่สองอย่างคือ หนึ่ง รับรู้ข้อมูลจากผลกระทบ สองรับการเยียวยา กฎหมายมันเป็นอย่างนี้”

นายประสิทธิชัย กล่าวต่อ โครงการแลนด์บริดจ์ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เราพิจารณากันมา 2 – 3 ปี และพอตนได้รับข้อมูลจากทั้งฝ่ายวิชาการและฝ่ายธุรกิจ ทําให้มั่นใจชัดเจนว่าหากสร้างแล้วจะต้องร้างแน่นอน บอกไม่มีบริษัทเดินเรือใดที่จะมาใช้บริการ แต่ที่รัฐบาลบอกว่าจะสร้างงานได้ มีบริษัทส่วนใหญ่สนใจนั้น ก็คือบริษัทก่อสร้าง เพราะยังไงก็ได้ประโยชน์ แต่บริษัทเดินเรือไม่มีใครมาใช้ เพราะเขาใช้ที่ช่องแคบมะละกาอยู่แล้ว ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องยกตู้มาทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย และพิจารณาจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะต้องมีการถมทะเลนับหมื่นไร่ ต้องสูญเสียทรัพยากรชายฝั่งที่มีความสวยงาม

สรุปคือทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและเรื่องธุรกิจมันไม่คุ้ม เมื่อเอาสองเรื่องนี้มาเป็นตัวตั้ง ตนคิดว่าโครงการแลนด์บริดจ์ยังไงก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งก่อนหน้าโครงการเซาธ์เทิร์น ซีบอร์ด เดิมก็ร้างอยู่ ตนจึงไม่คิดว่าควรจะร้างเป็นรอบที่สอง ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นเมกะโปรเจคก์ ที่ตนเชื่อว่ามีคน 90 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าอย่าเดินไปทางนั้น เพราะเชื่อว่าประเทศจะหายนะทางเศรษฐกิจ เพราะมันไม่คุ้ม

นายประสิทธิชัย กล่าวถึงโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่นายกรัฐมนตรีกําลังดึงกลับไปดูแลด้วยตัวเอง ว่า เป็นการเร่งกระบวน ที่จะใช้พื้นที่ของอีอีซีที่ผ่านกฎหมายหมดแล้ว ทำการโปรโมทให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามา ซึ่งตนคิดว่าตรงนี้เป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตราย โดยข้อเท็จจริงตอนนี้นักลงทุนคุณภาพเขาหนีออกจากบ้านเรา เมื่อมีการเปิดกติกาแบบนี้ อาจจะมีนักลงทุนสีเทาที่เข้ามา เพราะเขาชอบกติกาที่ไม่ต้องใช้เหตุผล เนื่องจากกฎหมายอีอีซี เป็นการใช้อํานาจในการบังคับ ว่าจะเอาที่ดินตรงนี้เพื่อไปทําอย่างนี้ แต่ในการวางแผนเศรษฐกิจ เราควรใช้เหตุผลและข้อมูล ว่าจะได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมันควรจะเป็นแบบไหน ฉะนั้น ตนจึงคิดว่าการเกิดขึ้นของกฎหมายเศรษฐกิจพิเศษ มันไม่ตอบโจทย์ในพื้นที่ภาคใต้ และไม่ตอบโจทย์ทั่วประเทศด้วย และที่ตนกังวลคือ กฎหมายนี้บังคับใช้ที่ภาคตะวันออกแล้ว และกําลังจะมาภาคใต้ และไปภาคอีสาน ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญปี 60 และ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าจะต้องมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะฉะนั้นโดยการบังคับของกฎหมาย ประเทศไทยทุกภูมิภาคจะถูกบังคับโดยกฎหมายนี้ ว่าที่ดินจะหลุดไปสู่มือต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม นายประสิทธิชัย ระบุด้วยว่า การปักหลักชุมนุมที่นี่ จะเน้นไปที่การให้ข้อมูลเชิงวิชาการ ส่วนการจะยกระดับอย่างไรนั้นจะประเมินอีกครั้ง

นายกฯ ยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วยเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ถกทุกเดือน

นายกฯ ยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วยเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ถกทุกเดือน

นายกฯ ยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วยเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ถกทุกเดือน

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก กรอ.นัดแรก ยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วยเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ถกทุกเดือน

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยก่อนการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เข้าหารือกับนายกฯบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม 

โดยการประชุม กรอ. นัดแรก มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง อาทิ นายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

ด้านนายกฯ กล่าวว่า  วันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายใหม่ในการที่พวกเราทุกคนได้มาร่วมประชุมที่คณะกรรมการกรอ. ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศของเรามีความมั่นคงแข็งแรง และยั่งยืน ซึ่งวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะใช้ที่ประชุมแห่งนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อให้การพัฒนาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตอนแรกเราก็คิดว่าจะเป็นรูปแบบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ) แต่ได้หารือกับครม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกฯที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจท่านเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีมีองค์ประกอบแบบเป็นครม.เศรษฐกิจ แต่ขอให้มีเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาและหารือแนวทางร่วมร่วมกัน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนครม.เศรษฐกิจพลัส มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วยถือว่าเป็นกำลังสำคัญอีกหนึ่งแรงของรัฐบาลประเด็นที่หารือในวันนี้ เป็นเรื่องของการสร้างความสามารถการแข่งขันของประเทศนี้
ถ้าเราสามารถประชุมในทุกเดือนหรือ 6 สัปดาห์ต่อครั้ง 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ถ้าเรามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่มีการกลั่นกรองที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตรด้านพลังงาน ด้านแรงงาน ด้านการค้า เราก็จะสามารถใช้มติของที่ประชุมนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อประหยัดเวลา เพราะครม.ส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ฉะนั้นการเห็นชอบในที่ประชุมนี้นำเข้าที่ประชุมครม.จะทำให้พิจารณาได้เร็ว ฉะนั้นตรงนี้อยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการ ฝ่ายองค์กรอิสระ และฝ่ายรัฐบาลในการแสวงหาความร่วมมือประสานงานกันอย่างต่อเนื่องให้เกิดผลอย่างเป็นธรรมและรวดเร็วสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 

ศุภจี แจ้งข่าวดีสถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลาย หลังเรือขนส่งที่ติดค้างเริ่มเดินทางได้ตามปกติ

ศุภจี แจ้งข่าวดีสถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลาย หลังเรือขนส่งที่ติดค้างเริ่มเดินทางได้ตามปกติ

ศุภจี แจ้งข่าวดีสถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลาย หลังเรือขนส่งที่ติดค้างเริ่มเดินทางได้ตามปกติ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.47 น.

ศุภจี แจ้งข่าวดีสถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลาย หลังเรือขนส่งที่ติดค้างเริ่มเดินทางได้ตามปกติ พร้อมเดินหน้าเจรจาอิหร่าน-รัสเซียหนุนซัพพลายเต็มที่ เผยทิศทางราคา ยูเรีย ในตลาดโลก เริ่มปรับลดลง มั่นใจทำราคาในไทยค่อยๆ ลดตามต้นทุน ย้ำไม่มีการปรับขึ้นแน่นอน พร้อมลุยมาตรการ ปุ๋ยธงเขียว พร้อมเตรียมคลอด แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง ช่วยลดภาระเกษตรกรไทย สั่งคุมเข้มห้ามกักตุน-ฉวยโอกาสเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงสถานการณ์การบริหารจัดการปุ๋ยว่า รัฐบาลในฐานะทีมประเทศไทยได้ติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด แม้จะยังมีความไม่แน่นอนเรื่องการยุติสงคราม แต่ยืนยันว่าจะควบคุมทั้งปริมาณไม่ให้ขาดแคลนและดูแลราคาให้เหมาะสม 

ล่าสุดได้รับข่าวดีว่าเรือขนส่งปุ๋ย 5 ลำที่เคยติดอยู่ในช่องแคบ สามารถประสานจนหลุดออกมาได้แล้ว 2 ลำ และอีก 1 ลำมีการปรับเส้นทางขนถ่ายสินค้าทางบกเพื่อลงเรือที่ทะเลแดงมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย ทำให้สถานการณ์ซัพพลายเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทย ปุ๋ยธงเขียวเพื่อลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยตั้งเป้ากระจายไป 40 จังหวัด ปัจจุบันทำแล้ว 6 จังหวัด และจะทำต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 

ส่วนในด้านการควบคุมราคา กรมการค้าภายในได้ดำเนินคดีกับผู้ขายปุ๋ยเกินราคาไปแล้วกว่า 1,640 ราย และขอให้เกษตรกรแจ้งเบาะแสหากพบการเอาเปรียบ 

สำหรับแผนระยะยาว รัฐบาลได้เตรียมโครงการ แม่ปุ๋ยคนละครึ่งและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่งโดยจะสนับสนุนเงินกู้ผ่าน ธกส. ครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงตามสภาพดินและเพิ่มผลผลิตให้ตรงความต้องการตลาด อีกทั้งยังมีการเจรจากับประเทศมิตรไมตรีอย่างจีนและรัสเซียเพื่อเป็นแหล่งนำเข้าสำรองหากเส้นทางปกติมีปัญหา 

นายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล อุปนายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่าระบุว่า สถานการณ์ขาดแคลนปุ๋ยในตลาดโลกเริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่เคยขาดหายไปในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า (มีนาคม-พฤษภาคม) เริ่มมีการนำเข้าจากแถบตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว 

ขณะเดียวกันผู้ผลิตในซาอุดีอาระเบียก็ได้ปรับแผนขนส่งทางรถบรรทุกจากฝั่งตะวันออกไปยังท่าเรือทะเลแดงเพื่อส่งมาไทยอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับแนวโน้มราคาเริ่มอ่อนตัวลง โดยเฉพาะกลุ่มไนโตรเจนและยูเรีย ส่วนสูตร NP และ NPK ราคาหยุดนิ่งและมีโอกาสปรับลดลงในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม ราคาในประเทศจะค่อยๆ ทยอยปรับลงตามต้นทุนจริงคล้ายกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน แต่อาจไม่ลดลงทันทีเนื่องจากยังมีสต็อกต้นทุนเดิมอยู่ แต่ยืนยันว่าจะไม่ปรับขึ้นราคาแน่นอน 

นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย เปิดเผยความคืบหน้าด้านการเจรจาระหว่างประเทศว่า รัฐบาลอิหร่านยืนยันพร้อมสนับสนุนปุ๋ยยูเรียให้ไทย และได้รับข้อมูลว่าจะไม่คิดค่าธรรมเนียมพิเศษหรือ “หัวคิว” สำหรับเรือที่จะเดินทางมายังประเทศไทย เช่นเดียวกับทางรัสเซียที่พร้อมให้ความร่วมมือในการซื้อขายปุ๋ยเคมีกับไทยในฐานะมิตรประเทศ 

“ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนกและมั่นใจได้ว่าปุ๋ยจะไม่ขาดแคลนแน่นอน [12, 13] พร้อมระบุว่าปัจจุบันถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สินค้าเกษตรไทย เช่น ข้าว มียอดส่งออกและราคาพุ่งสูงขึ้น ช่วยสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ” 

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน  กล่าวว่าจากข้อมูลสถิติราคาว่า หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ปุ๋ยยูเรียมีการปรับขึ้นสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 60% ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตปรับขึ้นเฉลี่ย 20% และโพแทสเซียมปรับขึ้นเพียง 0.2% ปัจจุบันราคายูเรียมีทิศทางปรับลดลงชัดเจนที่สุด 

ทั้งนี้ กรมฯ มีการติดตามสต็อกปุ๋ยจากผู้ประกอบการทุก 15 วัน ยืนยันว่าปัจจุบันมีปุ๋ยทุกสูตรเพียงพอจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือสื่อมวลชนไม่ลงรายละเอียดจำนวนสต็อกเชิงลึก เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลบางกลุ่มฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรจนเกิดราคาเทียมขึ้นในตลาด ซึ่งกรมฯ จะทำงานร่วมกับคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และสมาคมต่างๆ เพื่อดูแลให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างเป็นธรรมต่อไป