สุริยะ ยันปุ๋ยไทยเพียงพอ แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด

สุริยะ ยันปุ๋ยไทยเพียงพอ แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด

สุริยะ ยันปุ๋ยไทยเพียงพอ แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.05 น.

“สุริยะ”ยันสถานการณ์ปุ๋ยไทยยังเพียงพอ แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด รอ”รมว.เกษตรฯมาเลเซีย”นัดหารือเคลียร์ปมระงับกุ้งไทย 5 สายพันธุ์

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีความคืบหน้าเดินทางไปเจรจากับ รมว.เกษตรฯ ของประเทศมาเลเซีย เพื่อปลดล็อกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ว่า ขณะนี้ยังรอหนังสือตอบรับกำหนดการเข้านัดหารือกับ รมว.เกษตรฯ ของมาเลเซีย

เมื่อถามว่า กรณีที่สมาคมกุ้งไทยเสนอให้ใช้มาตรการเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบปลากะพงของประเทศมาเลเซีย เพื่อนำไปหารือนั้น นายสุริยะ กล่าวว่า ขอรอหนังสือตอบรับจาก รมว.เกษตรฯ ของมาเลเซีย ก่อน

เมื่อถามว่า สถานการณ์ปุ๋ยในประเทศไทยเป็นอย่างไร ภายหลังยังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ นายสุริยะ กล่าวว่า ปุ๋ยตอนนี้คงยังไม่มีปัญหา และยืนยันว่า สถานการณ์ปุ๋ยยังคงมีเพียงพอจนหมดฤดูกาลเพาะปลูก

ปธ.หอการค้าฯ มั่นใจ! รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก

ปธ.หอการค้าฯ มั่นใจ! รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก

ปธ.หอการค้าฯ มั่นใจ! รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.44 น.

“พจน์”มั่นใจ! รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก รอผลยุติสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 ภาวะเศรษฐกิจอาจจะชะงัก ว่า ไม่น่าจะชะงักแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนราชการจะต้องเพิ่มเติมมาตรการอะไรหรือไม่ นายพจน์ กล่าวว่า ต้องรอดูผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรก ไม่ต้องห่วง ซึ่งตนมองว่า กรอบการเจรจาสหรัฐอเมริกาและอิหร่านน่าจะดีขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลมีแผนหลายอย่าง รวมถึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุด ดังนั้น ไม่ต้องห่วง

ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวสั้นๆ ถึงมาตรการรับมือสถานการณ์สหรัฐฯและอิหร่าน ว่า ขอรอผลการประชุม กรอ. เมื่อถามถึงความคืบหน้าการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ
นายลวรณ กล่าวว่า เขาเพิ่งปิดไปเมื่อตอน 23.00 น.ของคืนวันที่ 21 มิ.ย.และเมื่อได้ข้อมูลทั้งหมด จะมีการเรียกประชุมเพื่อเริ่มกระบวนการกลั่นกรองต่อไป

เบอร์ 5 ลุยไม่หยุด! อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกลาดกระบัง-คลองสามวา ฟังเสียงชาวกรุง

เบอร์ 5 ลุยไม่หยุด! อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกลาดกระบัง-คลองสามวา ฟังเสียงชาวกรุง

เบอร์ 5 ลุยไม่หยุด! อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกลาดกระบัง-คลองสามวา ฟังเสียงชาวกรุง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.25 น.

“อนุชา เบอร์ 5-อภิสิทธิ์”ลุยหาเสียงไม่หยุด บุก”ลาดกระบัง-คลองสามวา” ชูนโยบายรถฟีดเดอร์ ขยายศูนย์ฝึกอาชีพ จี้ตรวจโครงสร้างอาคารเก่าชั้นในกรุง

22 มิถุนายน 2568 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดกลางนครร่มเกล้า ตลาดเกรียงไกร กับ น.สพ.อนันต์ ฤกษ์ดี ผู้สมัคร ส.ก.เขตลาดกระบัง หมายเลข 6 จากนั้นลงพื้นที่ชุมชนเคซี 1 กับ นายมนูญ อินช่วย ผู้สมัคร ส.ก.เขตคลองสามวา หมายเลข 5 ก่อนจะไปลงพื้นที่ตลาด Sun Plaza เขตจตุจักร ช่วงเที่ยง

นายอนุชา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่วันนี้ ก็ได้รับฟังปัญหาที่ชาวบ้านสะท้อนมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะอาดในตลาด เรื่องการคมนาคม ซึ่งเรานำเสนอเกี่ยวกับเรื่องของ รถฟีดเดอร์ (Feeder) หรือรถเมล์เล็กมาวิ่งตามตรอกซอกซอย เพราะว่าหลายที่ในบริเวณนี้จะมีหมู่บ้าน มีการเคหะที่อยู่อาศัยกัน แต่ยังไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่มารับส่ง บางทีต้องรอเป็นชั่วโมง ก็เลยอยากให้เพิ่มความถี่นำไปสู่ระบบขนส่งหลัก

นายอนุชา ยังกล่าวถึงนโยบายการสร้างรายได้ว่า เมื่อวานนี้ก็ได้ไปที่ศูนย์ฝึกอาชีพของ กทม. ก็เห็นปัญหาเรื่องความแออัดของศูนย์ มีคนเป็นร้อย แต่ปรากฏว่าอยู่ในห้องประมาณไม่เกิน 3 ห้องเล็กๆ แล้วก็ร้อนด้วย หลายคนบอกว่าอยากให้ขยาย บางคนยังต้องไปฝึกอาชีพกันอยู่บริเวณริมทางเดิน หลายคนบอกว่าอยากให้ขยาย อยากให้เพิ่มเติมหลายๆ จุดมากขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าหลายคนเดินทางมาไกล ขณะที่ปัญหาอิทธิพลแรงงานต่างด้าว เดินตามแผงในตลาดก็ยังเห็นอยู่ มีหลายคนมากระซิบบอกว่าไม่อยากพูดดัง แสดงว่าเริ่มมีอิทธิพล ตรงนี้เรายอมไม่ได้ อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ไม่ควรให้การสนับสนุน

สำหรับปัญหาระเบียงอาคารเก่าถล่มที่เขตสัมพันธวงศ์ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นายอนุชา กล่าวว่า ตอนนี้หลายคนมองว่า “ถ้าปัญหาไม่เกิด ก็ไม่เข้าไปดำเนินการ” แต่สิ่งที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์มองจากนี้ไป กทม. ต้องมีนโยบายทำงานเชิงรุก อะไรที่มองเห็นแล้วคิดว่าต้องเข้ามาตรวจสอบ อาจต้องดำเนินการก่อนที่จะเกิดปัญหา อย่างเมื่อวันก่อนที่เห็นคืออาคารอายุกว่าร้อยปี แต่อาคารเหล่านั้นไม่ได้เป็นที่พักอาศัยแล้ว ส่วนใหญ่คนที่เคยอยู่บริเวณนั้นใช้เป็นหน้าร้านขายของ ถ้าเกิดสมมติว่าเป็นที่พักอาศัย อาจจะเกิดความเสี่ยงกว่านี้ได้

“ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชั้นในที่อาคารมีอายุการใช้งานค่อนข้างมาก เมื่อวานดูแล้วอาคารมีลักษณะคล้ายๆ กัน หลังๆ ก็จะมีการเปลี่ยนในเรื่องของกฎระเบียบมากขึ้น ทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น แต่ว่าของเก่าเราจะไปบอกให้เขารื้อทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น คงต้องเข้าไปดูว่าจะไปเสริมอย่างไรให้เกิดความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น ต้องให้แต่ละเขตไปพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องของการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบตรงนี้เพิ่มเติม” นายอนุชา กล่าว

– 006

‘กรณ์’ อัดรัฐบาลแจก AI หวั่นข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ชี้สถิติคนไทยเน้นใช้ ‘ดูดวง’ เสี่ยงโดนมิจฉาชีพล้วงความลับ

'กรณ์' อัดรัฐบาลแจก AI หวั่นข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ชี้สถิติคนไทยเน้นใช้ 'ดูดวง' เสี่ยงโดนมิจฉาชีพล้วงความลับ

‘กรณ์’ อัดรัฐบาลแจก AI หวั่นข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ชี้สถิติคนไทยเน้นใช้ ‘ดูดวง’ เสี่ยงโดนมิจฉาชีพล้วงความลับ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 – นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแสดงความกังวลและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในการเตรียมแจกสิทธิการใช้งานระบบ AI ภายใต้แอปพลิเคชัน TH-AI Passport ให้กับประชาชนจำนวน 5 ล้านคน ด้วยงบประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงร้ายแรงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และการขาดอธิปไตยทางเทคโนโลยี (AI Sovereignty)

พร้อมเปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานที่น่าตกใจว่า คนไทยใช้ AI เพื่อ “การดูดวง” สูงถึง 3 ใน 4 ของผู้ใช้งานทั้งหมด ซึ่งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกถูกดูดไปใช้ในการหลอกลวงแบบเฉพาะเจาะจง (Hyper-Personalized AI Phishing) พร้อมตั้งคำถามตัวโตถึงรัฐบาลว่า หากเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมาย โดยมีรายละเอียดเนื้อหาฉบับเต็มระบุว่า

“ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างเช่น Norway เขาเริ่มกังวลเรื่องการใช้ AI โดยผู้ใช้ขาดความเข้าใจ และมีมาตรการจำกัดการเข้าถึงและใช้งานในบางกรณี..

..แต่ภาครัฐของไทยเรากลับกำลังจะหว่านแจกสิทธิการใช้โดยไม่ระมัดระวังว่าอาจจะนำไปสู่ภัยอันตรายอะไร

การถกเถียงเรื่องนี้ในหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาก็จะเน้นประเด็นดราม่า จนล่าสุดถึงกับมี DSI ออกมาแถลง “ข้อมูลที่ไม่เป็นการกล่าวหา“ สส. พรรคฝ่ายค้านที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเปิดโปงนโยบายนี้

ข้อเท็จจริงเรื่องของ สส. ท่านนั้นเป็นอย่างไรเราคงต้องรอดู แต่หากจะบอกว่าการตั้งโต๊ะแถลงโดย DSI ไม่มีการเมืองเกี่ยงข้องคงมีน้อยคนที่เชื่อ

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังคงต้องเดินหน้าอย่างเข้มข้นต่อไป

เพราะความเสี่ยงเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความคุ้มค่าหรือเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ยังมีความเสี่ยงว่าโครงการนี้อาจจะเป็นประตูเชื่อมระหว่างประชาชน 5 ล้านคนกับกลุ่มมิจฉาชีพที่รอล้วงข้อมูลออกไปใช้ในการหลอกลวงเรา

นี่คือประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์ สิทธิการเป็นเจ้าของข้อมูลและอธิปไตยทางเทคโนโลยี หรือ AI Sovereignty

กระทรวงดีอีย้ำบ่อยครั้งว่าการให้สิทธิ์คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึงระบบคือเป้าหมายหลักและเป็น KPI สำคัญ แต่หลักคิดในการผลักดันเทคโนโลยีระดับชาติ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแจกสิทธิ์เพื่อให้คนกดรับพร่ำเพรื่อ แต่อยู่ที่ทำให้คนไทยใช้เป็นและมีภูมิคุ้มกันในการใช้งาน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นผลักให้คนไทยรับความเสี่ยงมากกว่าการได้รับการสนับสนุนทางปัญญาและนวัตกรรม

เรามาดูตามจริงกันครับ ว่าที่ผ่านมาคนไทยใช้ AI ทำอะไร

ข้อมูลสถิติที่น่าสนใจและเป็นตลกร้ายคือ คนไทยใช้ AI ในการดูดวงเป็นอันดับหนึ่งของโลก และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 3 ใน 4 ของผู้ใช้งานทั้งหมดในประเทศ!

เมื่อประชาชนที่ยังขาดความเข้าใจบวกกับความชอบเรื่องการดูดวง มองหน้าต่างแชท AI เป็นเหมือนร่างทรงดิจิทัลหรือเพื่อนปรับทุกข์ สิ่งที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ฐานข้อมูลจึงไม่ใช่คำสั่งที่เน้นเรื่องนวัตกรรมหรือการเพิ่ม Productivity ของภาคธุรกิจ แต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกที่ละเอียดอ่อนมาก ไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก ความกังวล ปัญหาครอบครัว หรือแม้กระทั่งหนี้สินส่วนบุคคล ซึ่งข้อมูลประเภทนี้ไม่ควรหลุดเข้าไปในระบบอินเทอร์เน็ตตั้งแต่แรก

ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านี้เปราะบางมาก หากระบบความปลอดภัยหละหลวมและรั่วไหลไปสู่มิจฉาชีพ ซึ่งปัญหาข้อมูลรั่วไหลของภาครัฐไทยก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วโดยไม่มีการดำเนินการแก้ไขที่เป็นกิจลักษณะ

ผมเกรงว่าหากแอปพลิเคชัน TH-AI Passport ที่สร้างด้วยความเร่งรีบ บีบกระบวนการให้ประมูลผ่านและทำระบบในเวลาเพียง 30 วัน สามารถเกิดปัญหารั่วไหลได้ และสิ่งที่มิจฉาชีพจะได้ไปรอบนี้ไม่ใช่แค่ชื่อหรือเบอร์โทรอีกต่อไป แต่คือประวัติการสนทนาและความลับในชีวิต แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะสามารถอัปเกรดเครื่องมือไปสู่การทำ Hyper-Personalized AI Phishing โทรมาหลอกลวงโดยจี้ถูกจุดอ่อนทางจิตวิทยา ความเครียดเรื่องหนี้สิน หรือปัญหาครอบครัวที่คุณเคยพิมพ์คุยกับ AI ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

แม้กระทรวงดีอีจะพยายามชี้แจงว่าข้อมูลปลอดภัยเพราะตั้งอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ไทย แต่ถ้าดูหลักโครงสร้างแล้ว ข้อมูลคำสั่งหรือ Prompt ทั้งหมดต้องถูกยิงผ่าน API ออกไปประมวลผลที่ในต่างประเทศอยู่ดี และข้อชี้แจงของภาครัฐใน TOR ก็ยังมีความย้อนแย้งไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการคลังข้อมูลพฤติกรรมศาสตร์ขนาดใหญ่ หรือ Behavioral Big Data นี้ ซึ่งสุดท้ายแล้วสิทธิ์มักจะตกไปอยู่ในมือของบริษัทเอกชนตัวกลางในประเทศที่เป็นผู้รับงาน

สภาพการณ์แบบนี้เท่ากับเราใช้เงินภาษี 1,600 ล้านบาท ไปสร้างกลไกเก็บรวบรวมวิธีคิด ความลับ และพฤติกรรมความอ่อนแอของคนไทย 5 ล้านคน ไปกองไว้ในมือของเอกชนและบิ๊กเทคข้ามชาติ โดยที่ประเทศไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ถาวรหรือโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเองเลยหลังจบสัญญาเช่าใช้ 1 ปี

และที่หน้ากลัวที่สุด ระบบที่เปิดให้คนใช้งานในสเกลระดับล้านคนเช่นนี้ ย่อมเผชิญกับความเสี่ยงจากช่องโหว่ทางไซเบอร์ที่เรียกว่า Prompt Injection ซึ่งเป็นการถูกโจมตีด้วยการฝังคำสั่งลวงจากผู้ไม่หวังดี ลองนึกดูครับหากประชาชนไปกดรับลิงก์หรือคัดลอกข้อความที่มีการซ่อนสคริปต์ลวงมาวางในช่องแชท ตัวโมเดลจะถูกบิดเบือนให้ปฏิเสธคำสั่งระบบเดิม แล้วหันมาส่งข้อมูลปลอม ข้อความหลอกลวง หรือแม้กระทั่งลิงก์ดูดเงินให้แก่ผู้ใช้ทันที เมื่อประชาชนใช้งานโดยไม่มี AI Literacy และเลือกที่จะเชื่อใจคำแนะนำทั้งหมดเพราะคิดว่าเป็นแพลตฟอร์มที่รัฐจัดหาและรับรองให้ ความเสี่ยงทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชนทันที

คำถามสำคัญที่รัฐต้องตอบคือ หากเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนบนแพลตฟอร์มนี้ ในทางกฎหมายใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?”

ปฏิรูปเริ่มเห็นผล! รัฐบาลปลื้ม จัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น

ปฏิรูปเริ่มเห็นผล! รัฐบาลปลื้ม จัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น

ปฏิรูปเริ่มเห็นผล! รัฐบาลปลื้ม จัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.14 น.

22 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเผยผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโลกของ IMD ปี 2569 พบการศึกษาไทยขยับขึ้น 3 อันดับ สู่อันดับ 52 ของโลก หลังอันดับลดลงต่อเนื่องหลายปี ขณะที่อัตราการรู้หนังสือพุ่งขึ้นถึง 9 อันดับ สะท้อนผลปฏิรูปเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมเร่งแผนเชิงรุก 4 ด้าน ยกระดับภาษาอังกฤษ ทักษะแรงงาน และ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริม AI Literacy และการหารือกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดแนวทาง Screen Time ในสถานศึกษาอย่างสมดุล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความยินดีต่อผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2569 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพบว่าปัจจัยด้านการศึกษาของไทยปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 52 ของโลก ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญของภาคการศึกษาไทย หลังจากอันดับด้านการศึกษาปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า IMD เป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกที่จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเมินจากข้อมูลเชิงประจักษ์จากแหล่งสถิติระหว่างประเทศควบคู่กับการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคเอกชนทั่วโลก ซึ่งผลการจัดอันดับปี 2569 พบว่าประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 ของโลก จากเดิมอันดับ 30 โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างน่าสนใจคือด้านการศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้การประเมินด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

เมื่อพิจารณารายละเอียดรายตัวชี้วัดด้านการศึกษา พบว่าหลายด้านปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ขยับขึ้นถึง 9 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 48 ของโลก สะท้อนความสำเร็จในการขยายโอกาสทางการศึกษาและการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะที่งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียนปรับดีขึ้น 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 50 ของโลก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรด้านการศึกษา

นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจยังสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพการศึกษาของไทยมากขึ้น โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานปรับดีขึ้น 3 อันดับ และการศึกษาระดับอุดมศึกษาปรับดีขึ้น 2 อันดับ สะท้อนว่าระบบการศึกษาสามารถพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานได้ดียิ่งขึ้น

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า แม้ผลการจัดอันดับจะสะท้อนพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลยังคงตระหนักดีว่ายังมีประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะแรงงานระดับสูงที่ปรับลดลง 8 อันดับ และทักษะภาษาต่างประเทศที่ปรับลดลง 5 อันดับ ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการของภาคธุรกิจในด้านกำลังคนคุณภาพสูงยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ระบบการศึกษาไทยต้องยกระดับอย่างจริงจัง

กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เร่งขับเคลื่อนแผนเชิงรุก 4 ด้าน ประกอบด้วย การยกระดับฐานข้อมูลการศึกษาให้เป็นปัจจุบันและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลสากล การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตในสาขา STEM เทคโนโลยี การบริหารจัดการข้อมูล และภาษาอังกฤษ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม สำหรับด้านการนำ AI มาใช้ในสถานศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นการสร้าง “AI Literacy” ให้ผู้เรียนและครูสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ ควบคู่กับการกำหนดแนวทาง การใช้เครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ในสถานศึกษา ที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีในชั้นเรียนส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการนำอุปกรณ์ดิจิทัลเข้ามาทดแทนการเรียนรู้แบบเดิม

รัฐบาลเปิดเกมรุก! เดินหน้าปราบอาชญากรรมข้ามชาติเต็มรูปแบบ

รัฐบาลเปิดเกมรุก! เดินหน้าปราบอาชญากรรมข้ามชาติเต็มรูปแบบ

รัฐบาลเปิดเกมรุก! เดินหน้าปราบอาชญากรรมข้ามชาติเต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.05 น.

22 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ควบคู่กับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน ภายใต้แนวทาง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนในทุกมิติ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ด้วยอาชญากรรมจำนวนมากเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน รัฐบาลจึงต้องยกระดับเครื่องมือและความร่วมมือระหว่างประเทศให้ทันต่อรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือระบบ SCAM & Human Trafficking Information Exchange and Linked Database หรือ “SHIELD” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศในฐานะแพลตฟอร์มกลางสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ โดยระบบ SHIELD ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินระหว่างประเทศ ทำให้การติดตามผู้กระทำผิด การขยายผลเครือข่าย และการดำเนินคดีมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดช่องว่างที่กลุ่มอาชญากรเคยใช้หลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้ SHIELD ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของศูนย์ปฏิบัติการ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) หรือศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคาร ปปง. ดีเอสไอ กระทรวงดีอี กระทรวงการต่างประเทศ ในการติดตามเส้นทางการเงิน อายัดบัญชี ช่วยเหลือผู้เสียหาย และขยายผลจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์อย่างเป็นระบบ จนได้รับการยอมรับและความสนใจจากหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้านำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านระบบ IBOC (Intelligent Bird Eye Operation Center) หรือศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับความผิดปกติและเข้าระงับเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีแผนพัฒนาเกาะเสม็ดเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนต่อปี ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่สำคัญอื่นของประเทศ

“รัฐบาลเชื่อว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมยุคใหม่ต้องทำทั้งเชิงรุกและเชิงระบบ SHIELD ช่วยเชื่อมข้อมูลและไล่ล่าเครือข่ายอาชญากรรมในระดับนานาชาติ ขณะที่ AI ผ่านระบบ IBOC ช่วยป้องกันเหตุและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จริง ทั้งสองส่วนจะทำงานควบคู่กันเพื่อปกป้องประชาชน ลดความเสียหายจากอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

เดือดขู่ฟ้อง‘ดีเอสไอ’ เท้งอุ้มภาวุธ โวยป้ายสีคดีฟอเร็กซ์

เดือดขู่ฟ้อง‘ดีเอสไอ’  เท้งอุ้มภาวุธ  โวยป้ายสีคดีฟอเร็กซ์

เดือดขู่ฟ้อง‘ดีเอสไอ’ เท้งอุ้มภาวุธ โวยป้ายสีคดีฟอเร็กซ์

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดือดขู่ฟ้อง‘ดีเอสไอ’ เท้งอุ้มภาวุธ โวยป้ายสีคดีฟอเร็กซ์ เอาคืนจี้ปปช.สอบTH-AI อ้างไม่จำเป็นต้องมีคนร้อง เรืองไกรตามเช็คบิลไอซ์

หัวหน้าเท้ง ยังไม่หายแค้น หลังสส.ภาวุธ ถูกโยงคดีฟอเร็กซ์ ขู่ฟ้องกลับ ม.157 ดีเอสไอ ทั้งจี้ ป.ป.ช.สอบฮั้ว TH-AI Passport ของรัฐมนตรีพรรคสีน้ำเงินโดยไม่จำเป็นต้องมีคนไปร้อง ด้านอธิบดีปกครอง ย้ำไม่ได้ส่งไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” หลังโดนอดีตปลัดภูเก็ตเอาผิด ด้านประชาชน ชวนจับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา “ปริญญา-สมชัย” เจ้าเก่าเกาะติดถี่ยิบ ฝ่ายอนุชา-ปชป.ชูปราบคอร์รัปชั่น

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในความผิดตามมาตรา 157 กรณีคำสั่งให้ช่วยราชการไม่ชอบ และปมแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ในส่วนประเด็นไลน์หลุด ยืนยันว่าไม่ใช่ข้อความของตน และไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ส่วนเรื่องคำสั่งให้ช่วยราชการนายรุ่งเรือง นั้น มั่นใจว่าทำตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง ตนได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาให้รับทราบแล้ว และยังไม่มีผู้บังคับบัญชาท่านใดท้วงติง หรือเห็นว่าตนทำผิดระเบียบและกฎหมายข้อไหน สำหรับการฟ้องร้องของนายรุ่งเรือง ตนมองว่าเป็นสิทธิ หากเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ขอให้รอดูข้อเท็จจริงของผลการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยต่อไป

“ผมนอกจากเป็นอธิบดีกรมการปกครองแล้ว ยังมีฐานะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) จากนี้ทุกเรื่องที่พิจารณาว่าเข้าข่ายมูลฐานความผิด ป.ป.ง. ผมจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ง.ดำเนินการต่อตามหน้าที่ อำนาจ ต่อไปทุกราย” อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว

ภท.เกาะติดคดีสส.พรรคส้ม

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน รวมถึง นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ออดมาระบุ พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน ในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติด จนส่งผลให้พ้นจากการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ว่า คดีของอดีตผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน มีที่มาจากการขยายผลของเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 2 (บก.ปส.2) เมื่อเดือน ธ.ค.2568 จากคดียาเสพติดสำคัญรวม 10 คดี ก่อนพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังผู้ต้องหา 11 ราย จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา และเข้าตรวจค้น จับกุม พร้อมยึดทรัพย์สินหลายรายการ ต่อมา พนักงานสอบสวน บก.ปส.2 มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 11 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน และส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาเมื่อเดือนมีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง พร้อมส่งสำนวนกลับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1 คดีนี้ยังไม่ยุติ ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับสำนวนกลับมาแล้ว และเชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง เพื่อส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ปชป.พร้อมอภิปรายงบฯ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเตรียม สส.  อภิปรายเนื้อหาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณ ปี 2569 ราว 3 – 4 คน ซึ่งเรื่องใหญ่ที่พรรคจะชี้เห็นคือรัฐบาลดำเนินการ จัดทำร่างกฏหมายโอนงบล่าช้า จึงทำให้ไทยเสียโอกาสเปลี่ยนแปลงการใช้งบประมาณ ทำให้หน่วยงานเร่งใช้งบฯ จากเดิมที่รัฐคาดการณ์จะทำการโอนงบได้เกือบ 100,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายโอนงบได้เพียง 10,000 ล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลดำเนินการโอนงบได้เร็วอาจไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทำให้เสียโอกาสในการใช้งบฯ โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย  

นายสาทิตย์ กล่าวว่า การอภิปรายร่างกฎหมายงบฯ 2570 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สำคัญ รัฐบาลมีเวลาที่จะดูเรื่องการใช้จ่ายงบฯ มากพอสมควรที่จะดูแลเรื่องการจัดสรรงบ โดยในภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจขณะนี้ การใช้จ่ายงบฯ ของรัฐที่มีจำกัด ควรมีทิศทางในการใช้จ่ายสอดคล้องกับภาวะการทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และรัฐบาลอ้างเรื่องของภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ดังนั้นการใช้จ่ายต้องกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เช่น 1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม การใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนพุ่งเป้า หว่านโปรย ต้องดูว่ารัฐบาลจัดสรรงบฯ ดูแลประชาชนในกลุ่มต่างๆ อย่างไร 2. ในภาวะเศรษฐกิจจะต้องระมัดระวังหลายเรื่องเช่น เรื่องเงินเฟ้อ 3.ต้องรู้ว่าการใช้จ่ายตามนโยบายรัฐบาลตอบโจทย์ภาวะการทางเศรษฐกิจหรือไม่ เช่นงบลงทุนต้องสอดคล้องกับทิศทางที่ควรเป็นในมิติของอนาคตเช่นการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และ 4. โครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ควบคุมทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวง ทบวง กรมทำให้เกิดการใช้จ่ายงบซ้ำซ้อน และสูญเปล่า

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตการใช้งบประมาณที่อาจเกิดขึ้นที่จะเป็นประเด็นใหญ่ในการอภิปรายว่าการจัดสรรงบงบประมาณรายจ่ายประจำปี เรื่องใหญ่คือการใช้ Open Data  การเปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ในการอภิปรายพรรคประชาธิปัตย์จะชี้เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างที่เรียลไทม์ทันต่อเวลาจะทำให้เกิดการตรวจสอบรั่วไหลของงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อนุชา”ชูปราบคอรัปชั่น

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดยิ่งเจริญ กับ นายชัชชนะพงศ์ แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางเขน หมายเลข 2

จากนั้นลงพื้นที่กับ นายต้นรังสรรค์ กียปัจจ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตหลักสี่ หมายเลข 4 ที่ตลาดเมืองทอง (บึงสีกัน) ซอยแจ้งวัฒนะ 14 ก่อนจะลงพื้นที่ร่วมกับนายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ ผู้สมัคร ส.ก.เขตมีนบุรี หมายเลข 2 ที่ตลาดจตุจักร 2 ต่อด้วยการลงพื้นที่กับนายเกษนันท์ เรืองตาบ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคันนายาว หมายเลข 1

นายอนุชา กล่าวถึงเสียงสะท้อนจากการลงพื้นที่ที่เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายว่า นอกเหนือจากปัญหาเรื้อรังที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องการให้แก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาขยะและความสะอาดแล้ว ประชาชนยังเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา “การทุจริตคอร์รัปชัน” อย่างจริงจัง

“ประชาชนต้องการให้ผู้ว่าฯ และ ส.ก. จากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปขจัดการทำงานที่ไม่โปร่งใสใน กทม.ทั้งในระดับผู้บริหารและข้าราชการประจำ โดยเฉพาะประเด็นการซื้อขายตำแหน่งและการเรียกรับผลประโยชน์ (ใต้โต๊ะ) เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณของกรุงเทพมหานคร จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและไม่มีการรั่วไหล ซึ่งนโยบายต่อต้านการทุจริตเป็นข้อสั่งการตรงจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่กำชับให้ผู้สมัครทุกระดับ ยึดถือปฏิบัติ หากพบความไม่โปร่งใส หรือมีข้อสงสัยจากสังคม ผู้ปฏิบัติงานจะต้องสามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนผ่านกลไกของพรรค” นายอนุชา กล่าว

ไม่ได้กังวลโพลโค้งสุดท้าย

สำหรับผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอนุชา ระบุว่า ไม่ได้มีความกังวลใจใดๆ เนื่องจากตลอดการลงพื้นที่ ประชาชนยังคงให้กำลังใจและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อไป นอกจากนี้ยังพบสัญญาณบวกจาก 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มอดีตผู้สนับสนุนพรรค ที่เคยไปเลือกผู้สมัคร หรือพรรคอื่น เริ่มแสดงความจำนงกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง หลังเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่วนกลุ่มที่ยังลังเล เริ่มตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น จากการนำเสนอนโยบายที่เอาจริงเอาจังและวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่พรรคนำเสนอ

ภาคประชาชนจับตาเลือกตั้ง

ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ องค์กรภาคประชาชนร่วมแถลงข่าว “จับตาความโปร่งใส เลือกตั้ง กทม.-พัทยา” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

โดยมี รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน จาก We Watch นายยิ่งชีพ อัขฌานนท์ Vote62 และนางสาวกัลยกร สุนทรพฤกษ์ iLaw

รศ.ปริญญา กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่มีคำถามมากมายเรื่องความไม่โปร่งใส และจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งของประเทศไทยไม่เกิดคำถามหรือข้อสงสัยแบบนี้อีก การเลือกตั้งท้องถิ่นซึ่งเป็นรูปแบบพิเศษ นอกจากจะมี อบจ. เทศบาล มี อบต. แล้ว ประเทศไทยก็มีการเลือกตั้งพิเศษ 2 แห่ง คือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ซึ่งเลือกพร้อมกัน ดังนั้น องค์กรที่เป็นภาคประชาชนที่ติดตามสังเกตการณ์เลือกตั้งมาหลายครั้ง คือ We Watch, iLaw และเครือข่ายภาคประชาชน จึงจัดกิจกรรมจับตาการเลือกตั้งในครั้งนี้ เพื่อนำหลักความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนให้กลับคืนมา เพราะสิ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกใครก็เป็นสิทธิโดยบริบูรณ์ของประชาชน และประชาธิปไตยของการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นต่าง ก็จบที่หีบบัตรเลือกตั้ง

ดังนั้น บัตรเลือกตั้งทุกใบก็ควรจะนับให้ตรงกับการแสดงเจตจำนง การจดคะแนน หรือการลงคะแนน ผลคะแนนทุกอย่างก็เป็นไปตามสิ่งที่เป็นเจตจำนงของประชาชนที่กากบาทไป ใครแพ้ชนะก็เป็นไปตามความเป็นจริงที่ประชาชนได้ตัดสินใจแล้วในคูหาเลือกตั้ง แต่เมื่อความโปร่งใสมีปัญหา การมีส่วนร่วมก็มีน้อย จึงเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้น ครั้งนี้ ทั้ง iLaw และ We Watch จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อหาว่าจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งในครั้งนี้โปร่งใส

จับตาเลือกตั้งนายกฯพัทยา

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้หลายคนบอกว่าไม่ค่อยได้มาแสดงออก หรือถกเถียง หรือปะทะกันในเชิงความคิดสร้างสรรค์ในการกำหนดนโยบายที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่มีการดิสเครดิตกันทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียคะแนน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นความก้าวหน้าการแข่งขัน หรือการหาเสียงเลือกตั้ง จึงคิดว่าควรปรับปรุงเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่น่าสนใจและที่ต้องจับตาในการเลือกตั้งเมืองพัทยา จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์น้อยมาก 49.96% ซึ่งก็เป็นความท้าทาย บัตรเลือกตั้งหาย หรือบัตรเลือกตั้งเขย่ง สิ่งเหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นถึงขั้นประกาศชะลอการนับคะแนน และสั่งให้เลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้นก็เคยมีมาแล้ว

สมชัย เสียดายไร้นวัตกรรม

ด้าน รศ. สมชัย กล่าวว่า หากดู พ.ร.บ. การเลือกตั้งท้องถิ่นและเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง สส. ก็จะเห็นความแตกต่างว่า พ.ร.บ. ท้องถิ่นมีความก้าวหน้ามากกว่า ยกตัวอย่างเรื่องรูปแบบของการใช้สิทธิ์ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง สส. ไปกำหนดเพียงรูปแบบเดียวว่าต้องใช้บัตรเลือกตั้งเท่านั้น ส่วน พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่นสามารถใช้รูปแบบอื่น ๆ ได้ จะเป็นบัตรเลือกตั้งก็ได้ หรือจะเป็นเครื่องลงคะแนนก็ได้ เพื่ออำนวยความสะดวก ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้สะดวกกว่าเดิม และ กกต. ควรจะใช้โอกาสของการเลือกตั้งท้องถิ่นในการพัฒนาการจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการทบทวนใช้นวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อเตรียมการการเลือกตั้งทั่วไปในอนาคต เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส รวมถึงการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการรายงานผลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กลับไม่ใช้โอกาสนี้เลย แต่กลับบอกว่าจะใช้การเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานครและพัทยาครั้งนี้ให้ดีที่สุด ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเอกชนหรือภาคประชาชนมาดำเนินการเอง

ย้ำคนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ

ช่วงท้ายของการแถลงข่าว รศ.ปริญญา กล่าวว่า ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของการเลือกตั้งและร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ป้องกันไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งมีเครื่องมือหลายอย่าง ทั้งกล้องถ่าย การบันทึกคลิปวิดีโอ หรือแม้แต่การใช้ AI เข้ามาช่วย และอีกข้อ ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนที่จับตาการเลือกตั้ง คือการทักท้วงเมื่อเห็นว่าการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้นผิดปกติ เช่น การคิดคะแนนบนบอร์ดไม่ชัดเจน หรือบอร์ดนับคะแนนตั้งห่างไป ประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์ก็สามารถทักท้วงได้

ร้องปปช.สอบทรัพย์สินไอซ์

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ด้วยการสรรหา สว.เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่า มีการยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น อันอาจจะเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง หรือไม่

นายเรืองไกรยังยกตัวอย่างทรัพย์สินหลายราบการของนส.รักชนก ประกอบกำร้องด้วย

‘เท้ง’บี้’ปปช.’สอบฮั้วTH-AI

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการติดตามตรวจสอบโครงการTH-AI Passport ของรัฐบาล โดยส่งสัญญาณเตือนอย่างเข้มข้นไปยังหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. และกระบวนการยุติธรรม ว่า ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) มาตรา 14 วรรคสอง กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าไม่จำเป็นต้องรอให้พฤติการณ์มีมูลความผิดชัดแจ้ง หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบพฤติกรรมที่ส่อเค้าว่าจะมีการล็อกสเปก หรือการตกลงราคาล่วงหน้าที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ป.ป.ช. ต้องดำเนินการสอบสวนทันที ที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม 2 คณะ มีตัวแทน ป.ป.ช. นั่งร่วมรับฟังอยู่ด้วย และทาง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เตรียมจะส่งข้อสังเกตและบันทึกการประชุมไล่เรียงพฤติการณ์ทั้งหมดไปให้ ป.ป.ช. อย่างเป็นทางการ

ปปช.ต้องทำงานเชิงรุก

“ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุก เมื่อเห็นพฤติการณ์ส่อทุจริตต้องสอบสวนทันทีโดยไม่ต้องมีคนร้องเรียน หาก ป.ป.ช. ไม่ทำ ก็จะเข้าข่ายกระทำความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เสียเอง ส่วนฝั่งฝ่ายค้านก็จะตรวจสอบควบคู่ขนานกันไป คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 1 เดือน” นายณัฐพงษ์ ย้ำ

เมื่อถามว่ากรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาท้าให้ตรวจสอบนั้น ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่ าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องปฏิเสธ แต่หากบริสุทธิ์ใจจริง รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างให้โปร่งใส หรือสั่งชะลอและยกเลิกโครงการนี้ไปก่อนเพื่อเปิดประมูลใหม่ตามช่องทางของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากเป็นโครงการที่สังคมตั้งคำถามสูงมาก

“เท้ง”อุ้ม”ภาวุธ”

นายณัฐพงษ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้เปิดโปงโครงการ TH-AI Passport แต่กลับถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงข่าวเชื่อมโยงกับคดีความ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการแถลงข่าวของ DSI ครั้งนี้มีความผิดปกติอย่างมาก

“เป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะผู้ต้องสงสัยกลับถูกเปิดเผยชื่ออย่างเอิกเกริก แต่รายชื่อของผู้ต้องหาตัวจริงกลับไม่มีใครถูกเปิดเผยเลยแม้แต่คนเดียว อยากเรียกร้องให้ DSI ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา”

หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุเพิ่มเติมว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคได้หารือกันแล้ว หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือยอมตนเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม พรรคประชาชนพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อฟ้องดำเนินคดีกลับกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนอย่างถึงที่สุด

เมื่อถามถึงประเด็นที่ นายภาวุธ ขาดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้อ้างว่ามีภารกิจประชุมจำนวนมาก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนตอบแทนไม่ได้ เจ้าตัวต้องเป็นผู้ชี้แจงเองว่าวันนั้นติดภารกิจด่วนอะไร

ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริงภาวุธ

ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการเงินจำนวน 28 ล้านบาทที่ไหลเข้าบัญชีของนายภาวุธนั้น ผู้นำฝ่ายค้านชี้แจงว่า จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นภายในพรรค ทราบว่านายภาวุธมีพฤติกรรมการลงทุนและเทรดสินทรัพย์อยู่แล้ว เช่น ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งการทำธุรกรรมออนไลน์อาจมีข้อจำกัดเรื่องการโอนเงินบ้าง ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาทุจริตเสมอไป และขอให้สังคมให้ความเป็นธรรม

ขณะนี้พรรคประชาชนได้ตั้งคณะกรรมการเสาะหาข้อเท็จจริงภายใน โดยมี นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ดูแลร่วมกัน แต่เนื่องจากกรณียังไม่มีหมายเรียกหรือเอกสารทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเหมือนกรณีของสมาชิกพรรคคนอื่น จึงยังไม่ถึงขั้นตั้งกรรมการสอบสวนวินัย แต่อย่างไรก็ตาม จะให้นายภาวุธเข้ามาชี้แจงรายละเอียดของที่มาเงิน 28 ล้านบาทด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สังคม

ซัดกลับเขมร ไทยโต้แถลงการณ์มั่ว ไม่ได้ละเมิดอธิปไตย

ซัดกลับเขมร ไทยโต้แถลงการณ์มั่ว  ไม่ได้ละเมิดอธิปไตย

ซัดกลับเขมร ไทยโต้แถลงการณ์มั่ว ไม่ได้ละเมิดอธิปไตย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวฯโต้กัมพูชา ย้ำปักธงในพื้นที่ปฏิบัติการเดิม ไม่ใช่ละเมิดอธิปไตย ชี้ข้อกล่าวหาเผาคลังสินค้าไร้หลักฐาน ยืนยันไทยยึด MOU 2000 และถ้อยแถลงร่วมปี 2568 อย่างเคร่งครัด หนุนตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมทุกประเด็น ย้ำไม่ต้องการเพิ่มความตึงเครียดชายแดน กองทัพลุยกู้ระเบิดกว่า 200 ลูก บริเวณเนิน 350 เตือนอย่าเดินนอกเส้นทางเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 กล่าวหาว่าฝ่ายไทยปักธงชาติไทยในดินแดนกัมพูชา อันเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชานั้น ว่า ฝ่ายไทยขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ไทยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยดูแลรักษาความปลอดภัยและปฏิบัติภารกิจมาโดยตลอด การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การยึดครองดินแดนโดยมิชอบ และไม่มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสถานะของพื้นที่หรือแนวเขตแดนแต่อย่างใด

พร้อมระบุว่า ในกรณีพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน ควรได้รับการพิจารณาและแก้ไขผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ถูกตีความหรือขยายความจนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ สำหรับกรณีแถลงการณ์กัมพูชากล่าวหาว่าไทยเป็นผู้เผาคลังสินค้าบริเวณ O Smach นั้น ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานใดที่สามารถยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าวได้ ฝ่ายไทยเห็นว่าควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันผ่านกลไกที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เมื่อถามถึงกรณีการก่อสร้างรั้วหรือสิ่งปลูกสร้างตามแนวชายแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การปรับปรุงพื้นที่หรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความปลอดภัยในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลและการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายไทย สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่ตามปกติ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่ มิได้มุ่งเปลี่ยนแปลงแนวเขตแดนหรือสร้างความได้เปรียบทางดินแดนแต่อย่างใด

ส่วนข้อกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจขัดต่อบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา หรือ MOU 2000 หรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส ยืนยันว่า ไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตาม MOU 2000 อย่างเคร่งครัด ประเด็นใดที่ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน ควรได้รับการหารือผ่านกลไกทวิภาคีตามที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน มากกว่าการดำเนินการฝ่ายเดียว

เมื่อถามว่า รัฐบาลไทยจะตอบโต้แถลงการณ์ของกัมพูชาหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ไทยยังคงยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้กลไกทางการทูตมากกว่าการโต้ตอบผ่านสื่อ ประเทศไทยพร้อมชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง และดำเนินการผ่านช่องทางทวิภาคีที่มีอยู่ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องการให้สถานการณ์ลุกลามหรือเพิ่มระดับความตึงเครียดตามแนวชายแดน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวย้ำว่า จุดยืนของประเทศไทยคือการดำเนินการภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายไทยมาโดยตลอด ควบคู่กับการยึดมั่นในข้อตกลงที่มีร่วมกันระหว่างสองประเทศ ขณะที่ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ควรได้รับการพิสูจน์และตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน และไม่ประสงค์ให้เกิดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม

ด้านกองทัพบกรายงานความคืบหน้าปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณ”เนิน 350” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากอดีต โดยระบุว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้โดยกองกำลังกัมพูชา ได้แล้วมากกว่า 200ทุ่น

มีรายงานของกองทัพบกยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการตรวจค้นและเก็บกู้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเมินว่ายังมีทุ่นระเบิดฝังอยู่ในบริเวณดังกล่าวอีกเป็นจำนวนมาก

จากสถานการณ์ดังกล่าว กองทัพบกจึงได้ออกประกาศแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมหรือทำกิจกรรมในบริเวณเนิน 350 ขอให้เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด และปฏิบัติตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามกฎและคำแนะนำ ขอให้รับฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างเคร่งครัด ห้ามออกนอกเส้นทาง ไม่อนุญาตให้เดินออกนอกเส้นทางที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันอันตรายถึงชีวิตจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่ยังไม่ได้ทำการเก็บกู้ หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง แคะ แกะ หรือเคลื่อนย้ายวัตถุแปลกปลอมเด็ดขาด และให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที กองทัพบกขอย้ำเตือนว่า ความปลอดภัยของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือเพื่อให้การเข้าเยี่ยมชมพื้นที่เป็นไปอย่างปลอดภัย

ทลายเครือข่ายนอมินี เปิดกลุ่มลับ! ยึดหาดเปลือยอาบแดด

ทลายเครือข่ายนอมินี  เปิดกลุ่มลับ!  ยึดหาดเปลือยอาบแดด

ทลายเครือข่ายนอมินี เปิดกลุ่มลับ! ยึดหาดเปลือยอาบแดด

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทลายเครือข่ายนอมินี เปิดกลุ่มลับ! ยึดหาดเปลือยอาบแดด รบ.ลุยตัดวงจร3จังหวัด เอาคืนที่ดินกว่า1,000ล.

รัฐบาลเอาจริงเปิดปฏิบัติการกวาดล้างนอมินีในพื้นที่ภูเก็ต–กระบี่-พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท เร่งขยายผลปราบปรามทั่วประเทศ ด้านกรมพัฒนาธุรกิจฯ เผยบางบริษัทมีคนไทยถือหุ้น 100% แต่ในความเป็นจริงให้ต่างชาติมีผู้บริหารและควบคุมกิจการพบทั้งรับทำธุรกิจก่อสร้างพูลวิลล่า แถมยังเปิดรีสอร์ทกลุ่มลับเฉพาะยึดเป็นหาดส่วนตัวเปลือยกายกลางแจ้ง

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี ในการกวาดล้างขบวนการนอมินีหรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลได้บูรณาความร่วมมือสนธิกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนนโยบายของนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องมุ่งเน้นลงพื้นที่กวาดล้างขบวนการนอมินีรวมถึงแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยวันที่ 22 มิถุนายนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามสแกมเมอร์และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 500 นาย ปฏิบัติการ ”ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3“ในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดกระบี่ ดำเนินการตรวจค้นที่ดิน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 1,053 ล้านบาท ในพื้นที่เป้าหมาย 3 จังหวัด ดังนี้

จังหวัดภูเก็ต ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 50.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน หมายจับ 13 หมายจับ และ บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 62.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมายค้น รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 56 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 13 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท

จังหวัดพังงา ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 7 แปลง จำนวน 17 ไร่ 3 งาน 18 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 269 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 6 หมายจับ ศาลอนุมัติหมายค้น 3 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 1 คน และบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 1 บริษัท ที่ดิน 1 แปลง จำนวน 9 ไร่ 3 งาน 20.4 ตร.ว. เจ้าพนักงานที่ดินสาขาตะกั่วป่า ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ บริษัท อตามันฯ ซึ่งถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่าประมาณ 54 ล้านบาท

จังหวัดกระบี่ ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 17 แปลง จำนวน 6 ไร่ 1 งาน 12.4 ตร.ว.มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 40 หมายจับ หมายค้น 13 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทย 26 คน ชาวต่างชาติ 12 คน นำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 8 บริษัท ที่ดิน 8 แปลง จำนวน 8 ไร่ 25.6 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาทศาลได้อนุมัติหมายค้น 6 หมาย เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามของบริษัท

สรุปผลการปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3ในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา บริษัทที่มีลักษณะเป็นนอมินี จำนวน 29 บริษัท และ บริษัทถือครองที่ดิน แต่มีจำนวนผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวมากกว่าคนไทย จำนวน 48 บริษัท ดำเนินการตามหมายและกระบวนการทางกฎหมาย / ออกหมายจับ จำนวน 59 หมาย ออกหมายค้น จำนวน 60 หมาย ที่ดิน จำนวน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 1,053,518,872 บาท

“นายกรัฐมนตรีสั่งการเร่งขยายผลลงพื้นที่กวาดล้าง ปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ แจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยหม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการปราบปรามการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมสนับสนุนตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น และงบการเงินแบบเชิงลึก

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ได้ร่วมกับพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนจากกรมที่ดิน ผู้แทนสำนักงานพาณิชย์ทั้งสองจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ชื่อปฏิบัติการของ สตช. ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามันเพื่อป้องกันและปราบปรามการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า

นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่าผลการปฏิบัติการในจังหวัดภูเก็ต พบบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นนอมินีจำนวน 10 บริษัท เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย โดยมีจำนวนที่ดิน 4 แปลง จำนวนกว่า 2 ไร่ มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท และพบบริษัทอีก 39 ราย ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดินรวม 52 แปลง มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตกว่า 231 ล้านบาท

โดยจุดที่กรมฯ ได้ร่วมตรวจค้นเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอป่าตอง ซึ่งจดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2562 ประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ห้องชุด และบริการเช่ารถจักรยานยนต์ รวมทั้งเคยประกอบธุรกิจนำเที่ยว แต่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตนำเที่ยวเนื่องกระทำผิดเงื่อนไขเรื่องสัดส่วนกรรมการ จากการตรวจสอบพบว่ากรรมการและผู้ถือหุ้นคนไทยในบริษัทมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 3 บริษัท และเป็นกรรมการ 5 บริษัท โดยผู้ถือหุ้นคนไทยยอมรับว่าถือหุ้นแทนคนอิสราเอล และยังพบว่ามีบริษัทที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านกัญชา ใช้ที่ตั้งแห่งเดียวกันในการประกอบกิจการด้วย

นายพูนพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดกระบี่ พบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินีจำนวน 9 บริษัท ถือครองที่ดิน 17แปลง จำนวนกว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท และพบบริษัทอีก 8 ราย ที่มีโครงสร้างการถือหุ้นเข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน 8 แปลง จำนวนกว่า 8 ไร่ มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกว่า 499 ล้านบาท

นอกจากนี้ การตรวจสอบยังพบกรณีสำคัญอีกหลายประเด็น อาทิ การตรวจพบบริษัททรอปิคอลเฮาส์ฯ ประกอบธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างพูลวิลล่า โครงการตั้งอยู่ในทำเลทองในจังหวัดกระบี่ มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท ถือครองที่ดิน 16 แปลง จำนวนกว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียน

จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน มีคนไทยถือหุ้น100% ทำให้บริษัทถือสัญชาติไทย แต่ในความเป็นจริงบริษัทดังกล่าว มีผู้บริหารและควบคุมกิจการโดยชาวต่างชาติ แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยเชื่อว่าคนไทยไม่ได้มีการลงทุนจริง และ บริษัท ซาลาบัฟ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ที่หาลูกค้าที่เป็นรีสอร์ทเพื่อหาสมาชิกของกลุ่มลับเฉพาะในการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่นิยมไม่สวมใส่เสื้อผ้าในกิจกรรมกลางแจ้งภายในรีสอร์ทและหาดทรายแบบมีความเป็นส่วนตัว โดยกรรมการเป็นคนไทยที่ไม่สามารถให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นผู้ลงทุนจริงแม้ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวจะมีคนไทยถือหุ้น 100% เพราะบริษัทมีความผิดปกติหลายๆ ประเด็นที่ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นนอมินี

นายพูนพงษ์ ยังระบุว่า จะมีการขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเตรียมส่งข้อมูลบริษัท 623 รายในพื้นที่ 4 จังหวัด (สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา) ซึ่งพบผู้ทำบัญชีเข้าไปพัวพันให้การสนับสนุนต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีให้ชุดเฉพาะกิจฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“ขอย้ำว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมอำนวยความสะดวกต่อการลงทุนจากต่างชาติที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ใช้ช่องทางนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ นายพูนพงษ์ ยังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา และคณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยฌโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีรวมถึงการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

จากกาการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทางทีมปราบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้นำส่งข้อมูลนิติบุคคลรวม 53 ราย ให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกรรมทางการเงิน และนำส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกในทุกมิติ เพื่อนำผู้ฝ่าฝืนกฎหมายมาลงโทษให้ถึงที่สุด พร้อมทั้งนำส่งข้อมูลให้ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพากร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่โดยละเอียดอีกขั้นหนึ่ง

สำหรับพื้นที่เขตห้วยขวาง กรมฯ ได้รับการสนับสนุนข้อมูลร้านอาหารที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนจากสำนักงานเขตห้วยขวางแล้ว 112 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก สำหรับพื้นที่อื่นในกรุงเทพมหานครอีก 49 เขต กรมฯ ได้ขอข้อมูลไปที่ทำการเขตทุกแห่งแล้ว รอการส่งข้อมูลกลับของแต่ละเขตเพื่อตรวจสอบต่อไป

อนุทิน สะพายย่ามช้อปโอท็อปวันที่สอง เดินเพลินนานกว่า 5 ชั่วโมง

อนุทิน สะพายย่ามช้อปโอท็อปวันที่สอง เดินเพลินนานกว่า 5 ชั่วโมง

อนุทิน สะพายย่ามช้อปโอท็อปวันที่สอง เดินเพลินนานกว่า 5 ชั่วโมง

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

‘อนุทิน’สะพายย่ามช้อปโอท็อปวันที่สอง เดินเพลินนานกว่า 5 ชั่วโมง ร่วมขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ยามเย็น -ใกล้รุ่ง‘ ก่อนแวะนวด ’คอ บ่า ไหล่‘ ปลื้มยอดจำหน่าย 1 วันครึ่ง สะพัด 147 ล้าน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 21 มิ.ย.69 ภายหลังเดินทางกลับจากภารกิจที่จังหวัดเลย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังงาน OTOP Midyear 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางอรจิรา ศิริมงคล อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายวรงค์ แสงเมือง นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมให้การต้อนรับ

โดยนายอนุทิน ร่วมขับร้องเพลงประสานเสียงกับเยาวชนวง VoiZe Academy Thailand อาทิ บทเพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น (Love at Sundown)” และบทเพลง “ใกล้รุ่ง” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพลงปลุกใจ “บ้านเกิดเมืองนอน”

จากนั้นนายอนุทิน สะพ่ายย่ามเดินเยี่ยมชมบูธต่างๆเพื่อให้กำลังใจผู้ประกอบการ และพบปะขอบคุณประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอยในงานตามโซนต่าง ๆ โดยได้แวะชิม และช็อป สินค้าประเภทต่าง ๆ ทั้งอาหารแห้ง อาหารทะเลแปรรูป น้ําพริกกุ้งเสียบ ปลาเค็ม เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย โดยในระหว่างที่เดินเยี่ยมชมบูธ ได้เชิญชวนประชาชนช่วยกันจับจ่ายใช้สอย อุดหนุนผู้ประกอบการสินค้าประเภทต่าง ๆ จากทั่วประเทศ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ช่วยกันใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งผู้ประกอบการในงานได้ลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการร้านไทยช่วยไทยพลัส เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้เพื่อลดภาระค่าครองชีพ 60/40 ตามนโยบายรัฐบาล และได้เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ผลผลิตสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และผลิตภัณฑ์ของผู้ต้องขังที่ได้รับการพัฒนาฝึกทักษะวิชาชีพโดยกรมราชทัณฑ์ พร้อมทั้งได้แวะนวดคอ บ่า ไหล่ ที่ร้านทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เสา H1 ชานเลนเจอร์ 1 อีกด้วย โดยนายอนุทินใช้เวลาเดินในงานกว่า 5 ชั่วโมง

ขณะที่ยอดจำหน่ายงาน OTOP Midyear 2026 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรก จนถึงเวลา 13.00 น. วันนี้ มียอดจำหน่ายรวม 147.433 ล้านบาท โดยโซนที่ได้รับความนิยมสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. OTOP 5 ประเภท 2. OTOP ชวนชิม 3. ศิลปิน OTOP 4. OTOP Startup และ 5. OTOP Premuim

รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทย กำหนดจัดงาน OTOP Midyear 2026 ภายใต้แนวคิด “OTOP NEXT INSPIRATION สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา สู่ระดับสากล” มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านการผสมผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 3 – 5 ดาว จาก 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร มากกว่า 2,500 บูธ มาให้ประชาชนได้เลือกซื้ออย่างจุใจ พร้อมเปิดโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งจะมีพิธีเปิดงานในวันที่ 22 มิ.ย.2569 เวลา 15.00 น. โดยมีนายอนุทินเป็นประธาน