สว.สำรอง สบช่องยื่น ศาลปกครอง สอย กกต. ปม บาร์โค้ด ชี้ผลโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งใหม่

สว.สำรอง สบช่องยื่น ศาลปกครอง สอย กกต. ปม บาร์โค้ด ชี้ผลโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งใหม่

สว.สำรอง สบช่องยื่น ศาลปกครอง สอย กกต. ปม บาร์โค้ด ชี้ผลโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งใหม่

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.42 น.

‘สว.สำรอง’ สบช่องยื่น ‘ศาลปกครอง’ สอย ‘กกต.’ ปม ‘บาร์โค้ด’ ชี้ผลโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ 

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) บัญชีสำรอง ส่งคำฟ้องในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพวก ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่15ก.พ.ที่ผ่านมา กล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีจัดพิมพ์รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.  โดยขัดหลักการลงคะแนนลับและรัฐธรรมนูญ พร้อมขอศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการรับรองผล

โดยนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นฟ้อง 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 3. เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย

สำหรับคำฟ้องโดยสรุป ระบุพฤติการณ์ว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 และเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. 2569 ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดทำสัญลักษณ์พิเศษลงในบัตรเลือกตั้ง ดังนี้ 

– บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) : มีการพิมพ์ “บาร์โค้ด” (Barcode) ไว้ที่บัตรและท้ายบัตร

– บัตรเลือกตั้งแบบเขต (บัตรสีเขียว) ก็มีลักษณะเดียวกัน แต่ผู้ถูกฟ้องได้จัดทำเป็น “คิวอาร์โค้ด” (QR Code) เอาไว้ที่บัตร ซึ่งต้องฉีกมาจากสมุดต้นขั้วเช่นกัน

– ต้นขั้วสมุดฉีกบัตร : มีการระบุ “เลขรหัสลับ” เอาไว้ และผู้ใช้สิทธิลงคะแนนต้องลงลายมือชื่อกำกับ

นายอัครวัฒน์ระบุในคำฟ้องต่อไปว่า เมื่อนำบัตรเลือกตั้งไปสแกนโค้ดดังกล่าว จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังต้นขั้วสมุดฉีกที่มีลายมือชื่อของผู้ใช้สิทธิได้ทันที ทำให้ทราบได้ว่า “ผู้ใช้สิทธิคนใด เป็นผู้ลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด” ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนน “โดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 85 และมาตรา 53

คำฟ้องบรรยายว่า แม้ทาง กกต. จะเคยชี้แจงผ่านสื่อเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2569 ว่าทำไปเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันบัตรปลอม แต่เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะในการลงคะแนนออกเสียงประชามติ กลับไม่มีการพิมพ์บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดลงในบัตรแต่อย่างใด ส่อให้เห็นเจตนาทุจริตเจาะจงเฉพาะการเลือกตั้ง สส.

นอกจากนี้ การพิมพ์สัญลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นการทำเครื่องหมายอื่นใดเพิ่มเติมที่ทำให้บัตรเลือกตั้งกลายเป็น “บัตรเสีย” ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 ข้อ 174 (2) และ (7) ที่ห้ามมีเครื่องหมายสังเกตอื่นนอกจากกากบาท
 
ผู้ฟ้องคดีระบุว่า การกระทำนี้สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน เพราะหากกรรมการประจำหน่วยหรือหัวคะแนนแอบถ่ายรูปบัตรขณะนับคะแนน ก็จะสามารถนำไปตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร นำไปสู่ความไม่ปลอดภัยในชีวิต หรือเอื้อประโยชน์ต่อการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างง่ายดาย

ในตอนท้ายของคำฟ้อง นายอัครวัฒน์ ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังต่อไปนี้

1. ให้บัตรเลือกตั้ง สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต ในรอบวันที่ 1 และ 8 ก.พ. 2569 เป็นบัตรเสียและไม่ให้นับเป็นคะแนน
2. สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี เผาหรือทำลายบัตรเลือกตั้ง ดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ
3. ขอคุ้มครองชั่วคราว ไม่รับรองผลการเลือกตั้ง
4. ลงโทษผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. (โทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
5. ให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งสิ้น
6. ขอให้ศาลเร่งพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนผูู้ถูกฟ้องที่ 1 ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. ใหม่

ทนายอั๋น ถือเทียนบุก กกต แซะองค์กรสุดมืดมน จี้เปิดคะแนนทั้งหมด

ทนายอั๋น ถือเทียนบุก กกต แซะองค์กรสุดมืดมน จี้เปิดคะแนนทั้งหมด

ทนายอั๋น ถือเทียนบุก กกต แซะองค์กรสุดมืดมน จี้เปิดคะแนนทั้งหมด

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.00 น.

วันนี้ 16 ก.พ. 2569  ที่สำนักงาน กกต. นายภัทรพงศ์ ศุภักษร  หรือ  ทนายอั๋น บุรีรัมย์  ถือเทียนเข้ามาบริเวณด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์  ว่า กกต.ไม่มีความสว่างในข้อเท็จจริง และในสายตาประชาชนเป็นองค์กรที่มืดบอด สกปรก  เพราะขณะนี้ผ่านการเลือกตั้ง สส. มาแล้ว 8 วัน   ถ้าเป็นมนุษย์ในการใช้ชีวิต  ร่างกายถ้าเสียชีวิตไปแล้วร่างกายผิดรูปจำหน้าไม่ได้   ระบุตัวตนไม่ได้แล้ว วันนี้ กกต. ยังคงอึมครึมประกาศผลหน้าเว็บไซต์ยังคงค้างอยู่ที่ร้อยละ 95  เป็นคะแนนที่ตรวจสอบแล้ว  แต่ทำไมยังคงมีตัวเลขบัตรเขย่งอยู่  เหลืออีกร้อยละ 5  หรือ ราว 2.5 ล้านคะแนน อยู่ตรงไหนเป็นคะแนนที่เอาไปตกแต่งเพิ่มเติมหรือไม่ ทำไมรอเวลาถึง 8 วัน หรือศูนย์รวมคะแนนไม่ได้อยู่ที่ กกต.แต่อยู่ที่ซอยรางน้ำ เพราะตอนนี้มีการแบ่งปันเก้าอี้รัฐมนตรีกันแล้ว  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปร้องที่ศาลไหน เสมือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้  เป็นไปด้วยความปกติ  จึงจำเป็นจะต้องไปร้องศาลหลักเมืองวันเสาร์ 21 ก.พ.นี้

“ทำไมถึงไม่ประกาศ 100%  เพราะทุกคะแนนจากทุกหน่วยเลือกตั้งก็วิ่งตรงมาที่ กกต.แล้ว  จะหน่วงเวลาไว้ทำไม  ถ้าเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่นี่ ทำไมถึงไม่กล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่นเดียวกับกรณีสเปคเตอร์ ซี  ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นไอโอของพรรคประชาชนก็ได้มีการเปิดเผยให้สื่อมวลชนเข้าไปดูทั้งหมดบริเวณชั้น 4”  นายภัทรพงศ์ กล่าว

ทนายอั๋น

นายภัทรพงศ์  ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีบุคคลอื่นที่ สามารถเข้าถึงข้อมูลของ กกต.ได้  กกต.ไม่เคยแสดงความโปร่งใสหรือไม่เคยอธิบาย เพราะเซิร์ฟเวอร์เป็นปัญหาตั้งแต่วันแรก และปิดกั้นไม่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปสอบถามหรือนั่งฟังการแถลงข่าว

“ถ้าอย่างนั้นก็ทำเหมือนศาลรัฐธรรมนูญเสียเลยสิพี่แหวง ไม่ต้องให้สื่อมวลชนเข้าไปหรอก ถ่ายทอดผ่านจอทีวีไปเลย ถ้าจะไม่ให้ถาม ผมเองเป็นหนึ่งคนที่รับเรื่องร้องเรียนและเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนตั้งคำถามกับ กกต.  แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปถามได้ ฉะนั้นสถานที่แห่งนี้มืดมนและสกปรกในสายตาประชาชน” นายภัทรพงศ์กล่าว

ทนายอั๋น

พร้อมเห็นว่าการควบคุมการผลรายงานผลคะแนนอาจจะไม่ใช่เพียงแค่ กกต.หรือไม่ อาจจะมีบุคคลภายนอก หรือ เซิร์ฟเวอร์อาจจะอยู่ซอยรางน้ำซึ่งตนทราบมาว่าวันนี้ผู้มีอำนาจสั่งให้ กกต.รีบรับรอง จึงเป็นที่มาของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ทางสภาวุฒิสภาจะเปิดประชุมวิสามัญเพื่อคัดตัว กกต.2 คนมานั่งใหม่ 2 คนนี้แหละที่จะเข้ามาเป็นคนเซ็นใบอนุญาตให้บรรดา สส.ที่ผ่านการเลือกตั้งที่คนไทยมองว่าสกปรกที่สุด

นายภัทรพงศ์  ยังฝากถึงพรรคเพื่อไทย ว่าตนจะตรวจสอบพรรคเพื่อไทยมากขึ้น   และพรรคเพื่อไทยจะอยู่ไม่เกิน 6 เดือนก็จะโดนเขี่ยออก และเอาพรรคกล้าธรรมกลับมาเสียบ  ซึ่งเป็นแผนเอาคืนในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเคยเขี่ยพรรคภูมิใจไทยออกจากการร่วมรัฐบาล การทำเช่นนี้ทำให้เกียรติคุณของพรรคเพื่อไทยไม่เหลือ ไม่มีศักดิ์ศรี

ทนายอั๋น

เอ็ดดี้ เปรียบ อนุทิน นักแก้ปัญหา VS อภิสิทธิ์ สถาปนิก 2 สไตล์ผู้นำ ที่ไทยต้องเลือกใช้ให้ถูกเวลา

เอ็ดดี้ เปรียบ อนุทิน นักแก้ปัญหา VS อภิสิทธิ์ สถาปนิก 2 สไตล์ผู้นำ ที่ไทยต้องเลือกใช้ให้ถูกเวลา

เอ็ดดี้ เปรียบ อนุทิน นักแก้ปัญหา VS อภิสิทธิ์ สถาปนิก 2 สไตล์ผู้นำ ที่ไทยต้องเลือกใช้ให้ถูกเวลา

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.30 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิถีของผู้นำ: วิถีอนุทิน วิถีอภิสิทธิ์ #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

อนุทิน ชาญวีรกูล: ผู้นำ “สามก๊ก” ในร่างเดียว

เมื่อความนอบน้อมดั่งเล่าปี่ ความเด็ดขาดดั่งซุนกวน และความใจกว้างดั่งโจโฉ หลอมรวมอยู่ในตัวผู้นำ

หากจะนิยามสไตล์การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำประเทศ การจะเปรียบเปรยกับตัวละครใดตัวละครหนึ่งในสามก๊กเพียงคนเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะในแต่ละสถานการณ์ เขาได้ดึงเอา “ไพ่ใบพิเศษ” ของยอดคนแต่ละยุคออกมาใช้ได้อย่างถูกจังหวะ ทั้งความอ่อนน้อมเพื่อครองใจคนเก่ง ความแข็งกร้าวเพื่อรักษาชาติ และการกลืนเลือดเพื่อชัยชนะ

1. ภาค “เล่าปี่”: นอบน้อมถ่อมตน เพื่อ “ยืมสมอง” คนที่เก่ง ในบริบทของการบริหารราชการแผ่นดินและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อนุทินเลือกใช้วิถีของ “เล่าปี่” คือการรู้ว่าตนเองไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นและดึงคนเก่งมาร่วมงาน เฉกเช่นเล่าปี่ที่ยอมลดทิฐิมานะ ไปเยือนกระท่อมหญ้าถึง 3 ครั้ง เพื่อเชิญ ขงเบ้ง ผู้มีปัญญาเลิศล้ำมาเป็นกุนซือ อนุทินในวันนี้ก็ได้แสดงความนอบน้อมและให้เกียรติมืออาชีพ โดยการเชื้อเชิญบุคคลระดับมันสมองของประเทศมาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น คุณศุภจี คุณสีหศักดิ์ คุณเอกนิติ

การกระทำนี้สะท้อนว่า เขาเลือกที่จะเป็นผู้นำที่ “รับฟัง” และใช้คนให้ถูกกับงาน (Put the right man on the right job) มากกว่าการสั่งการแบบเผด็จการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เล่าปี่ครองใจปราชญ์และสร้างจ๊กก๊กขึ้นมาได้

2. ภาค “ซุนกวน”: ยืนหยัดท้าทายมหาอำนาจ เพื่อศักดิ์ศรีของชาติ ในบริบทของการต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา หรือข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา อนุทินสลัดคราบเล่าปี่ทิ้ง และสวมวิญญาณ “ซุนกวน” ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

ย้อนกลับไปในศึกผาแดง เมื่อโจโฉผู้ยิ่งใหญ่ส่งสาส์นข่มขู่จะยกทัพ 8 แสนมาบดขยี้ ขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างหวาดกลัวและเสนอให้ซุนกวนยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิต แต่ซุนกวนกลับเลือกที่จะเชื่อจิวยี่ เขาชักกระบี่ฟันมุมโต๊ะขาดสะบั้น ประกาศก้องว่า “หากใครพูดเรื่องยอมแพ้โจโฉอีก จะต้องมีจุดจบเช่นโต๊ะตัวนี้!”

อนุทินในบริบทนี้ก็เช่นกัน แม้ไทยจะเป็นประเทศเล็กกว่ามหาอำนาจ แต่จุดยืนคือการ “ไม่เลือกข้างจนเสียดุล” และ “ไม่ยอมอ่อนข้อหากถูกเอาเปรียบ” การกล้าที่จะงัดข้อในเวทีโลก หรือการแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวในกรณีพื้นที่ทับซ้อนหรือศักดิ์ศรีของชาติ คือการดำเนินนโยบายแบบซุนกวนที่ยึดถือว่า เสียประโยชน์เล็กน้อยได้ แต่เสียดินแดนหรือเกียรติภูมิไม่ได้

3. ภาค “โจโฉ”: กลืนเลือด ลืมแค้น เพื่อเป้าหมายใหญ่ ในบริบทที่ยากที่สุด คือเกมการเมืองภายใน อนุทินสะท้อนภาพของ “โจโฉ” ออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด นั่นคือความสามารถในการแยกแยะ “ความแค้นส่วนตัว” ออกจาก “ผลประโยชน์ของบ้านเมือง”

สถานการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ การที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง แต่กลับเลือกดึง พรรคเพื่อไทย มาร่วมรัฐบาล ทั้งที่ในอดีตเคยมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งที่รุนแรง เคยถูกบีบออกจากขั้วอำนาจ หรือมีการตอบโต้กันอย่างดุเดือดในสนามเลือกตั้ง หากเป็นคนทั่วไปอาจเลือกที่จะ “หัก” เพื่อแก้แค้น แต่เขากลับเลือกที่จะ “งอ” เพื่อเดินหน้าเหตุการณ์ที่ “เตียวสิ้ว” สวามิภักดิ์ต่อโจโฉ

คือบทเรียนคลาสสิก เตียวสิ้วเคยหักหลังโจโฉ ฆ่า “โจงั่ง” บุตรชายคนโต และ “เตียนอุย” องครักษ์คู่ใจตายในที่รบ นับเป็นความแค้นที่สุดแสนสาหัส แต่เมื่อเวลาผ่านไป เตียวสิ้วจนตรอกและกลับมาขอสวามิภักดิ์อีกครั้งเพื่อจะร่วมต้านอ้วนเสี้ยว

แทนที่โจโฉจะสั่งประหารล้างแค้นให้ลูกชาย เขากลับเดินลงมาต้อนรับ จูงมือเตียวสิ้วขึ้นศาลา และแต่งตั้งให้เป็นนายพล คอยดูแลทัพหลวง โจโฉยอม “กลืนเลือด” ลืมความเจ็บปวดในอดีต เพราะเขามองเห็นว่า “หากฆ่าเตียวสิ้ว ก็ได้แค่ความสะใจ แต่หากใช้เตียวสิ้ว จะได้แผ่นดิน” 

ถามว่าโจโฉลืมความเจ็บปวดเรื่องลูกชายหรือไม่? … ไม่มีทางลืม แต่โจโฉเลือก “ชัยชนะในวันข้างหน้า” มากกว่า “ความสะใจในวันนี้”

เฉกเช่นเดียวกับนายกฯ อนุทิน การดึงอดีตคู่ขัดแย้งมาร่วมรัฐบาล ไม่ใช่การลืมอดีต แต่คือการก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เขาเลือกที่จะเป็นผู้ชนะที่ใจกว้าง ดั่งโจโฉที่รู้ว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ต้องบรรจุความคับแค้นไว้ในอกได้ เพื่อแลกกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า”

เมื่อเปรียบเทียบ อนุทิน เป็น “ผู้นำสามก๊กในร่างเดียว” คือนิยามของ “ผู้นำเชิงปฏิบัติ” หรือผู้นำที่เน้น “ผลลัพธ์” เป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะ “ยืดหยุ่น” พลิกแพลงกลยุทธ์ตามสถานการณ์ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด และเมื่อนำมาวางเทียบกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราจะเห็นภาพ “ความต่างขั้ว” ที่น่าสนใจมาก เหมือนการปะทะกันของ ปรัชญาตะวันออก (สามก๊ก/ยืดหยุ่น) กับ ปรัชญาตะวันตก (หลักการ/ระบบ)

อนุทิน ชาญวีรกูล: วิถีแห่ง “น้ำ” “เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ”

สไตล์ของอนุทินคือการมองที่ “Output” (ผลลัพธ์) มากกว่า “Process” (กระบวนการที่ตายตัว)

เพราะเขาถูกหล่อหลอมจากโลกธุรกิจ การเจรจาต่อรอง และการเมืองภาคปฏิบัติ จึงมีจุดเด่นที่มีความคล่องตัวสูง เหมือน “น้ำ” ที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะ (สถานการณ์) เมื่อเจอทางตันก็ไหลอ้อม เมื่อเจอเขื่อนก็รอจังหวะ เอ่อล้นข้ามไป การจับมือกับศัตรูในอดีต (แบบโจโฉ) หรือการอ่อนน้อม (แบบเล่าปี่) ไม่ใช่การเสียจุดยืน แต่คือ “กลยุทธ์” เพื่อให้งานสำเร็จ หรือเพื่อให้ประเทศเดินหน้า

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: วิถีแห่ง “หินผา” “ความถูกต้องสำคัญเท่ากับความสำเร็จ” อภิสิทธิ์ คือตัวแทนของ “ผู้นำเชิงหลักการ” อย่างแท้จริง
เพราะเขาถูกหล่อหลอมจาก(Eton & Oxford) 

การบ่มเพาะจาก Eton College โรงเรียนประจำระดับโลก ปลูกฝังเรื่อง “ระเบียบวินัย เกียรติยศ และธรรมเนียมปฏิบัติ” อย่างเคร่งครัด ต่อด้วย Oxford (สาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์) ซึ่งเน้นหนักเรื่องตรรกะ จริยธรรม และระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม

จึงมีจุดเด่นในการยึดมั่นใน “ระบบ” และ “ความชอบธรรม” 

เขาเปรียบเสมือน “หินผา” หรือเสาหลักที่ปักแน่น ยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อว่า “ถูกตามหลักการ” แม้ว่าสิ่งนั้นอาจจะทำให้พ่ายแพ้ในเกมการเมืองระยะสั้น หรือดูเหมือน “ตึง” เกินไปในสายตาคนอื่น
สำหรับอภิสิทธิ์ “วิธีการ” มีความสำคัญพอๆ กับ “เป้าหมาย” หากเป้าหมายดีแต่วิธีการผิดหลักการ (เช่น การนิรโทษกรรมเหมาเข่ง หรือการร่วมรัฐบาลโดยทิ้งอุดมการณ์) เขาเลือกที่จะ “ไม่เอา”

อนุทิน คือ “นักแก้ปัญหา” ที่เก่งในการพาเรือฝ่าพายุ โดยไม่เกี่ยงว่าจะต้องใช้ใบเรือสีอะไร

อภิสิทธิ์ คือ “สถาปนิก” ที่ต้องการสร้างตึกที่แข็งแรงตามหลักวิศวกรรม โดยไม่ยอมใช้วัสดุที่ด้อยคุณภาพแม้จะสร้างเสร็จเร็วกว่า

โลกการเมืองที่สมบูรณ์แบบ อาจต้องการคนที่มี “ความยืดหยุ่นของอนุทิน” ในการทำงาน แต่มี “แกนกลางทางจริยธรรมของอภิสิทธิ์” กำกับอยู่ในใจ

ซึ่งทั้ง 2 แบบ 2 สไตล์จากทั้ง 2 คน “ไม่มีใครผิดหรือถูก” เพราะทั้งสองแบบคือ “เครื่องมือ” ที่จำเป็นในบริบทที่ต่างกัน

“ผู้นำไม่ใช่สูตรสำเร็จทางคณิตศาสตร์ที่มีคำตอบเดียว แต่คือเครื่องมือที่ต้องเลือกใช้ให้ถูกกับงานและเวลา”

เราไม่ได้ตัดสินว่า “ค้อน” ผิด หรือ “ไขควง” ถูก เพราะทั้งคู่มีหน้าที่ต่างกัน

เหรียญสองด้านของ “ราคาที่ต้องจ่าย”

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เพราะทุกวิถีทางมี “ต้นทุน” ของมันเอง

วิถีอนุทิน
• ข้อดีคือ งานสำเร็จ, ลดความขัดแย้ง, มีพันธมิตรมาก
• ราคาที่ต้องจ่ายคือ การที่อาจถูกมองว่าไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน, ภาพลักษณ์ของการต่อรองผลประโยชน์

วิถีอภิสิทธิ์
• ข้อดีคือ ภาพลักษณ์สง่างาม, น่าเชื่อถือ, เป็นหลักประกันความถูกต้อง
• ราคาที่ต้องจ่ายคือ ศัตรูทางการเมืองเยอะ, ขยับตัวยากเพราะติดกรอบ, อาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ทันใจ

คำว่า “ไม่มีใครผิดหรือถูก” จึงหมายความว่า

“ความถูกต้องทางการเมือง ไม่ใช่สัจธรรมที่ตายตัว แต่เป็นพลวัต ที่ขึ้นอยู่กับว่า ในวินาทีนั้น ประเทศชาติกำลังป่วยเป็นโรคอะไร และต้องการหมอแบบไหนมารักษา”

ถ้าประเทศกำลังจะจมน้ำ… เราต้องการคนแบบ อนุทิน ที่คว้าไม้กระดานอะไรก็ได้มาให้เกาะ (ผลลัพธ์ต้องรอด)

ถ้าประเทศกำลังจะสร้างตึกระฟ้า… เราต้องการคนแบบ อภิสิทธิ์ ที่ตรวจสเปกเหล็กทุกเส้นไม่ให้ผิดเพี้ยน (กระบวนการต้องเป๊ะ)

ดังนั้น ทั้งคู่จึง “ถูก” ในบทบาทหน้าที่และช่วงเวลาของตนเอง

จาก Spectre C ถึงตำนาน ไอโอผี มหากาพย์ลากไส้โซเชียลพรรคส้มที่ไม่เคยจบ

จาก Spectre C ถึงตำนาน ไอโอผี มหากาพย์ลากไส้โซเชียลพรรคส้มที่ไม่เคยจบ

จาก Spectre C ถึงตำนาน ไอโอผี มหากาพย์ลากไส้โซเชียลพรรคส้มที่ไม่เคยจบ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.14 น.

พายุการเมืองลูกนี้ยังไม่มีทีท่าจะสงบ แถมยังทวีความแรงต่อเนื่อง หลังจากที่ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาเขย่าวงในด้วยการเปิดโปงกลไกเบื้องหลังที่ชื่อว่า Spectre C หน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาคอยจับจ้องความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ให้พรรคอย่างใกล้ชิด ซึ่งหน่วยงานนี้จะคอยแทรกซึมไปทุกพื้นที่ดิจิทัล เพื่อมอนิเตอร์ทุกคอมเมนต์ของชาวเน็ต รวมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนทุกขั้ว ไปจนถึงสื่อปีกที่สนับสนุนพรรค เพื่อประเมินว่ากระแสสังคมกำลังพูดถึงพรรคอย่างไร

ทว่า แก้วตา ไม่ใช่คนแรกที่กล้าออกมาลากไส้คนกันเอง หากย้อนกลับไปในยุคก่อตั้ง ความรุนแรงของพายุก็เคยพัดถล่มจนพรรคเกือบพังมาแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เมื่อครั้ง ดร.โจ หรือ ชาญวิทย์ ใจสว่าง อดีตผู้สมัคร สส.ชุมพร เขต 1 พรรคอนาคตใหม่ ออกมาแฉขบวนการ ไอโอส้ม หลังถูกสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งตั้งคำถามถึงกลุ่มซอมบี้ที่ตามถล่มคนเห็นต่าง ว่า “ไม่มีซอมบี้มาถล่ม ดร.โจ เลยเหรอคะ หรือว่าบล็อกไม่ไหวเลยพูดอะไรไปสุภาพแท้ๆ พากันมาถล่มด่าอย่างหยาบคายเหมือนคนบ้า ยิ่งทำให้ชังพรรคอนาคตใหม่มากยิ่งขึ้น ถ้าคนในพรรคนี้เป็นแบบ ดร.โจ ก็พอฟังได้ รู้คิดอะไรใช่ไม่ใช่”

ดร.โจ

แฟ้มภาพ

นายชาญวิทย์ตอบกลับไปว่า “เฟซบุ๊กที่ไม่มีตัวตน ถูกสร้างมาจากบริษัทดูแลเว็บไซต์ครับ เราตรวจสอบจนพบ มีการใช้ทีมเฝ้าหน้าจอที่วิจารณ์พรรค เขาสร้างไว้เป็นร้อยๆ เฟซบุ๊ก นับไม่ทัน แล้วจะถล่มพร้อมกัน ก็อปภาษา แต่งคำต่างนิดหน่อย แล้วถล่มเรียงกันเลย เขาติดตามทุกคนที่วิจารณ์พรรค ที่ตั้งแยกไปอยู่อีกสถานที่หนึ่ง (ไม่เปิดเผยออกสื่อ) ทำงาน 7.00- 24.00 น. เต็มกำลัง รอคิดภาษาสำนวนด่าคน เพื่อให้คนที่ไม่รู้เรื่องราวพลอยเกลียดชังไปด้วยคำเหล่านี้ เฟซบุ๊กเหล่านี้จะไปถล่ม พร้อมกับเพื่อนการเมืองของผม ดังนั้น ฝ่ายไอทีของผมตรวจสอบเฟซบุ๊กผี แล้วสกัดไม่ให้เข้ามาด่าทออย่างไร้เหตุผล สกรีนตัวตนเฟซบุ๊กก่อน ผมยอมรับความแตกต่าง พูดคุย สอบถามกันนะครับว่าจริงเท็จอย่างไรคุยกัน แต่ผมไม่พร้อมตอบโต้กับคนไม่ถามหาข้อมูลแลกเปลี่ยนใดๆ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กผี ใช้คนปลอมเข้ามาเพื่อประณาม หยาบคายอย่างเดียว ขอบคุณครับคุณ… รวมถึงขอบคุณทุกคนที่อ่านข้อความนี้ด้วยครับ”

ความร้อนแรงจากการแฉของ แก้วตา ในวันนี้ กับความขมขื่นของ ดร.ชาญวิทย์ ในวันวาน จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้สังคมต้องกลับมาเพ่งเล็งว่า ภายใต้ภาพลักษณ์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นความทันสมัย มีเทคโนโลยีอย่าง Spectre C คอยมอนิเตอร์สังคมนั้น… แท้จริงแล้วเนื้อในยังคงมีการแบ่งชนชั้น และมีวัฒนธรรมการปกครองที่ไม่เห็นหัวคน เหมือนที่คนในออกมาแฉต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรือไม่!

ดร ชาญวิทย์ ใจสว่าง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องคลิกเลย 

>>> แก้วตา เปิด Spectre C ไอโอพรรคส้ม <<<

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ดร.โจ ชาญวิทย์ ใจสว่าง

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.โจ ชาญวิทย์ ใจสว่าง,เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan อยู่ที่ GMM Grammy Place

ไผ่ ลิกค์ แย้มดีลลับ 2 พรรค จับตา ธรรมนัส-อนุทิน เคลียร์จบหลังถก ครม.

ไผ่ ลิกค์ แย้มดีลลับ 2 พรรค จับตา ธรรมนัส-อนุทิน เคลียร์จบหลังถก ครม.

ไผ่ ลิกค์ แย้มดีลลับ 2 พรรค จับตา ธรรมนัส-อนุทิน เคลียร์จบหลังถก ครม.

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.59 น.

“ไผ่ ลิกค์”ยันหลังประชุม ครม.สัปดาห์นี้ “กล้าธรรม”จะยืนยันเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ หลัง”ธรรมนัส”จะคุยตัวต่อตัว”อนุทิน” ยอมรับล่าสุดเลขาธิการพรรคทั้ง 2 หารือเบื้องต้นแล้ว รอผู้ใหญ่ฟันธง ขณะที่”ธรรมนัส”สั่ง”กล้าธรรม”ประชุมใหญ่ 19 ก.พ.นี้ กำหนดทิศทางพรรค

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) ระบุถึงสถานการณ์ทางการเมือง ในการหารือกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคกล้าธรรม เพื่อยื่นข้อเสนอร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่า ล่าสุดได้มีการพูดคุยกันในระดับเลขาธิการพรรค นั่นคือระหว่างตนเอง กับ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แล้ววันนี้ แต่รายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้

ส่วนในวันพรุ่งนี้ (17 ก.พ.69 ) ที่จะมีการประชุม ครม.ประจำสัปดาห์ เชื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะได้มีการพูดคุยกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม.เพื่อพูดคุยถึงความชัดเจนอีกครั้ง แต่ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้มีข้อยึดติดอะไร ขอแค่ให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปให้ได้

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากพรรคกล้าธรรม รายงานว่า ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้เปิดการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคครั้งแรกในวันที่ 19 ก.พ.69 หลังจากผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุว่า ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส เคยให้สัมภาษณ์ว่าตนจะเดินทางไปปฏิบัติราชการต่างประเทศ แต่อาจจะต้องเลื่อนกำหนดการออกไปหรือไม่ เพื่อกำหนดท่าทีของพรรคฯ และหาข้อสรุปการเจราจาเข้าร่วมรัฐบาลให้มีความชัดเจนก่อน

ขณะที่ฝากฝั่งพรรคภูมิใจไทย หลายฝ่ายกำลังจับตาไปที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่มีรายงานข่าวว่าจะได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบรมว.พาณิชย์ และกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ นางศุภจี มีภารกิจเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการนานาชาติ ที่กระทรวงการต่างประเทศ เดิมมีกำหนดการจะให้สัมภาษณ์สื่อ แต่ก่อนถึงเวลาแถลงเพียงไม่กี่นาที เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งกับผู้สื่อข่าวทราบว่า นางศุภจี ไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ แต่ผู้สื่อข่าวพยายามรอ แต่สุดท้าย นางศุภจี เดินทางถึงงาน พร้อมส่ายหน้าปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ก่อนที่งานสัมมนาจะเริ่มขึ้น ด้านทีมติดตามระบุว่า การยกเลิกแถลงข่าวครั้งนี้ เนื่องจากกังวลประเด็นการเมือง

ธิษะณา ชุณหะวัณ ทายาทรุ่น 4 ซอยราชครู ดาบเดียวเสียวทั้งพรรค

ธิษะณา ชุณหะวัณ ทายาทรุ่น 4 ซอยราชครู ดาบเดียวเสียวทั้งพรรค

ธิษะณา ชุณหะวัณ ทายาทรุ่น 4 ซอยราชครู ดาบเดียวเสียวทั้งพรรค

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.54 น.

ในแวดวงการเมืองนาทีนี้ ชื่อของ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส. กทม. พรรคประชาชน กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตาพูดถึงอย่างมาก หลังจากที่ไม่ได้ลงสมัคร สส.ในครั้งนี้ เธอตัดสินใจหันหลังให้ต้นสังกัดเดิม พร้อมเปิดปฏิบัติการ “แฉ” ขบวนการภายในอย่างเผ็ดร้อน

นอกเหนือจากการปะทะคารม ในโซเชียลมีเดีย อย่างดุเดือดแบบชนิดด่ามาด่ากลับไม่โกง กับ ตัวตึงของพรรคอย่าง ไอซ์ รักชนก และอดีต สส.รุ่นใหญ่ของพรรคส้มอย่าง อมรัตน์ โชคปมิตกุล ไปแล้ว

เธอยังเปิดประเด็น ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และถูกสื่อและฝ่ายตรงข้ามกับพรรคส้มไปขยี้ต่ออย่างเมามัน นั่นคือการออกมาเปิดโปงเรื่อง IO (Information Operation) และความเชื่อมโยงกับบริษัท สเปคเตอร์ซี (Spectre C) ที่เธอระบุว่าเป็นกลไกในการปั่นกระแสและโจมตีผู้เห็นต่าง ที่มีที่ตั้งอยู่บนอาคารอนาคตใหม่ อันเป็นอาคารเดียวกับที่ทำการพรรคประชาชน ที่ทำให้บรรดาสมาชิกพรรคส้ม ตลอดจนด้อมส้มทั้งหลายที่ยังไม่หายตกตะลึงกับความพ่ายแพ้แบบยับเยินของพรรค ต้องตกใจซ้ำซ้อนอีกครั้ง เพราะปฏิบัติการ “ดาบเดียวสะเทือนทั้งพรรค” ครั้งนี้

เป็นความจริงที่ว่า เรื่องการทำไอโอ กับพรรคส้มนั้น สังคมทั่วไปมีความเชื่อเรื่องนี้กันอยู่แล้ว หากแต่การที่มีคนในที่เคยเป็นถึงอดีต สส.ของพรรคออกมาแฉแบบละเอียด ระบุชื่อบริษัท ระบุพฤติกรรมเช่นนี้ ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำข้อสงสัยดังกล่าวให้ “มีน้ำหนัก”มากขึ้น

การเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อ ของแก้วตา โดยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์บรรดาแกนนำพรรคหลายคน รวมถึง ด้านลบของระบบภายในพรรค อย่างต่อเนื่อง ต้องถือว่า สามารถเขย่าพรรคส้มให้สะเทือนได้มากทีเดียว

ทายาทรุ่นที่ 4 แห่ง “ซอยราชครู”

หลังการเลือกตั้ง ปี 66  แก้วตา เดินเข้าสู่สภาในฐานะ สส.หน้าใหม่ แต่จากพื้นฐานครอบครัวแล้ว เธอคือ “ลูกไม้ใต้ต้น” รุ่นที่ 4 ของตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งของไทย โดยเธอเป็นบุตรสาวของ อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ปัญญาชนและนักการเมืองชื่อดัง กับ คุณอโนทัย ชุณหะวัณ ศิลปินนักวาดภาพ

และยังเป็นหลานปู่ของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 17 ของไทย เจ้าของสโลแกน “No Problem ไม่มีปัญหา”

หากจะเข้าใจตัวตนของเธอ ต้องย้อนไปดูรากเหง้าของ “กลุ่มซอยราชครู” ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่มีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศไทยมาหลายทศวรรษ

รุ่นที่ 1 – จอมพลผิน ชุณหะวัณ : ต้นตระกูลผู้มีบทบาทสำคัญในการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 และนายทหารที่อยู่ในกลุ่มศูนย์กลางอำนาจในยุคนั้น

รุ่นที่ 2 – พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ : บุตรชายของจอมพลผิน และเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 เจ้าของนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ผู้สร้างยุคทองทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย นอกจากนี้ พลเอกชาติชาย ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งพรรคชาติไทย ร่วมกับพลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร เมื่อปี 2517

รุ่นที่ 3 – อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ : บุตรชายพลเอกชาติชาย  นักวิชาการและนักการเมืองสายสิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม เคยเป็นทั้งสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง และสส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของตระกูลเชื่อมโยงกับความเป็นประชาธิปไตยและการตรวจสอบอำนาจรัฐมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีนักการเมืองที่ถือเป็นเครือญาติทั้งสายตรง และเกี่ยวดองกันจากการแต่งงานกับคนในตระกูลนี้ และมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอีกหลายคน เช่น พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร อดีต รมว.มหาดไทย, นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกฯและรัฐมนตรี หลายกระทรวง ,ดร.ปรานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ เป็นต้น

ไม่ใช่ “ตะเกียงไร้น้ำมัน” การคัมแบ็กที่เหนือความคาดหมาย

หากพิจารณาจากประวัติการศึกษาจะพบว่าเธอมีพื้นฐานทางวิชาการที่เข้มข้นในระดับสากล โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกฎหมาย 

โดยศึกษาระดับปริญญาตรีที่ คณะศิลปศาสตรบัณฑิต (สังคมศาสตร์) สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจการทั่วโลก วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC)

ระดับปริญญาโท : MA in Public International Law (Human Rights concentration) จาก SOAS University of London สหราชอาณาจักร

SOAS (School of Oriental and African Studies) เป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นทางวิชาการสาย “การเมือง-สังคมศาสตร์” ซึ่งส่งผลต่อวิธีคิดและการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนของเธออย่างชัดเจน

ด้วยดีกรี ด้านกฎหมายมหาชนระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน ทำให้บทบาทของเธอในสภาไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมืองภายในพรรค แต่เธอยังเป็นหนึ่งใน สส. ที่มีบทบาทโดดเด่นในด้านงานด้านผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ

ในช่วงแรกของการเป็น สส. ภาพพจน์ของแก้วตาอาจดูไม่สู้ดีนักในสายตาชาวเน็ตบางกลุ่ม เธอเคยถูกล้อเลียนเรื่อง “การนับเลขผิดกลางสภา” ซึ่งภายหลังเธอได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นเพราะเธอไปใช้ชีวิตและเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ทำให้การสื่อสารภาษาไทยบางคำหรือการนับตัวเลขในที่สาธารณะเกิดความประหม่า รวมถึงประเด็นภาพหลุด “สูบบุหรี่ไฟฟ้า” ที่ทำให้เธอถูกโจมตีอย่างหนัก

“การเติบโตในต่างแดนอาจทำให้ภาษาไทยไม่คล่องแคล่ว แต่ไม่ได้แปลว่าความเข้าใจทางการเมืองของเธอนั้นอ่อนด้อย”

แต่บทเรียนจากความผิดพลาดเหล่านั้น กลับกลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้เธอแกร่งขึ้น วันนี้ ธิษะณา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอคือ “ของจริง” การออกมาโต้กลับพรรคเดิมด้วยข้อมูลเชิงลึก แสดงให้เห็นถึงดีเอ็นเอของตระกูลชุณหะวัณที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

แก้วตา หรือ ธิษะณา ในวันนี้ไม่ใช่ นักการเมือง หน้าใหม่ที่ใครจะรังแกหรือบูลลี่ได้ง่ายๆ อีกต่อไป แต่เธอคือทายาทรุ่น 4 แห่งซอยราชครูที่พร้อมจะ สวนกลับทุกดอก ตอกกลับทุกคน อย่างถึงพริกถึงขิง

จริงไม่จริง ปรากฎการณ์ดาบเดียวเสียวทั้งพรรค การจุดพลุประเด็น Spectre C จนทำให้สังคมตั้งคำถามกัลป์พรรคส้ม และแกนนำพรรคหลายคนต้องพากันออกมาแก้ตัวกันพัลวัน น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ถึง พลังงานแห่งการตอบโต้ของเธอได้เป็นอย่างดี

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

หยุดแถ!!! โบว์ ณัฏฐา จี้ กกต. ควรยอมรับความผิดพลาด ปมบาร์โค้ด

หยุดแถ!!! โบว์ ณัฏฐา จี้ กกต. ควรยอมรับความผิดพลาด ปมบาร์โค้ด

หยุดแถ!!! โบว์ ณัฏฐา จี้ กกต. ควรยอมรับความผิดพลาด ปมบาร์โค้ด

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ นักวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เรื่องบาร์โค้ดที่ทำให้ระบุได้จริงว่าใครโหวตให้ใคร อยากถาม กกต.ว่า ถ้าคิดว่ามันคือสิ่งที่ทำได้ คราวหน้าจะทำต่อมั้ยคะ? 

คนทั้งประเทศรู้แล้วว่าเขามีความเสี่ยงที่จะถูกเช็คว่าโหวตให้ใครไป คราวนี้ใครรับเงินซื้อเสียงมาก็ยิ่งไม่กล้าโหวตคนอื่น เพราะรู้แล้วว่าถ้าคนซื้อเส้นใหญ่พอ ก็มีช่องทางให้เข้าไปเช็คบัตรได้เลยว่าได้กาตามที่จ่ายไปมั้ย … 

การออกแบบบัตรแบบนี้ทำให้การโหวตไม่เป็นความลับเพราะมีช่องทางให้เช็คได้ และต่อให้ไม่มีใครเช็คก็ยังใช้ขู่ชาวบ้านให้กลัวได้ มันเป็นวิธีคิดที่ผิดหลักการจัดการเลือกตั้งมาแต่ต้น 
ไม่มีเหตุผลให้ทำและไม่มีใครทำ ทุกคำแถที่อ้างมาฟังไม่ขึ้น ควรยอมรับว่าผิดค่ะ

อนุทิน เยือนถิ่นเก่าอัสสัมชัญ ฉลองครบรอบ 141 ปี โบกมือทักทายศิษย์ปัจจุบัน

อนุทิน เยือนถิ่นเก่าอัสสัมชัญ ฉลองครบรอบ 141 ปี โบกมือทักทายศิษย์ปัจจุบัน

อนุทิน เยือนถิ่นเก่าอัสสัมชัญ ฉลองครบรอบ 141 ปี โบกมือทักทายศิษย์ปัจจุบัน

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.35 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 13.40 น. ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งนายอนุทินเป็นศิษย์เก่า เมื่อมาถึงมีผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้บริหาร เพื่อนร่วมรุ่นนายกฯ และตัวแทนเด็กนักเรียนมาต้อนรับ โดยนายอนุทินได้หันมาโบกมือทักทายเด็กๆที่ออกมาส่งเสียงตะโกนทักทายนายกฯด้วยความดีใจ 

นายกฯยังได้แซวนักข่าวที่มาติดตามทำข่าวว่านี่งานโรงเรียนไม่ใช่งานการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ปี 2569 โต 2% นายกฯ กล่าวว่า ใช่ๆ มันดีขึ้นจริง

เปิดเบื้องลึกวงประชุมภูมิใจไทย ว่าที่ สส.ส่งสัญญาณอึดอัด หากร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม

เปิดเบื้องลึกวงประชุมภูมิใจไทย ว่าที่ สส.ส่งสัญญาณอึดอัด หากร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม

เปิดเบื้องลึกวงประชุมภูมิใจไทย ว่าที่ สส.ส่งสัญญาณอึดอัด หากร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.26 น.

เปิดเบื้องลึกวงประชุม”ภูมิใจไทย” “ว่าที่ สส.”ส่งสัญญาณอึดอัด หากร่วมรัฐบาลกับ”กล้าธรรม” หวั่นลามกระทบถึง”อนุทิน”ถูกยื่นตีความคุณสมบัติปมตั้ง รมต.เคลือบแคลง-มีข้อกังขา สยบข่าวดีล”พท.”ตกลง 5 เก้าอี้ แจงแค่ขอเข้าพบแสดงความยินดี-หนุน”เสี่ยหนู”เป็นนายกฯ ย้ำกำกับกระทรวง”ความมั่นคง-เศรษฐกิจ” เดินหน้าสนองนโยบาย ปชช. เปิดกว้างคุยทุกพรรค

16 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แจ้งว่า กรณีแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นเพียงการขอเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีต่อพรรคภูมิใจไทย และแสดงท่าทีพร้อมสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการแบ่งกระทรวงร่วมรัฐบาลตามที่มีกระแสข่าว ว่าพรรคเพื่อไทยเสนอ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เนื่องจากต้องรอหารือกับพรรคการเมืองตามลำดับ และเมื่อทราบความต้องการของแต่ละพรรคแล้ว จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยต่อไป

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว แกนนำพรรคภูมิใจไทยได้แจ้งกับแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า พรรคภูมิใจไทยมีความประสงค์จะกำกับกระทรวงด้านความมั่นคง รวมถึงกระทรวงด้านเศรษฐกิจทั้งระบบ เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพตามนโยบายที่ประกาศต่อประชาชน

ด้านแหล่งข่าวในการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยยังเปิดโอกาสให้ทุกพรรคเข้ามาร่วมกันทำงานเพื่อประชาชน ส่วนการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังไม่มีการติดต่อเข้ามา และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพูดคุยหลัง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.อย่างเป็นทางการ ดังนั้น กระแสข่าวว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะนั่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พร้อมกำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯ จึงเป็นเพียงการคาดการณ์ที่เร็วเกินไป รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลและสัดส่วนรัฐมนตรีต่างๆ จะพิจารณาหลังจากลงมติสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร

แหล่งข่าวฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเป็นด่านแรกหลังเปิดประชุมสภาฯ นัดแรก กรณีมีชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ว่าที่ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ยังไม่มีข้อยุติ แม้ยอมรับว่า นายโสภณ เป็นตัวเลือกหนึ่งที่เหมาะสม เพราะมีความเก๋าเกมทางการเมือง เป็น สส.มานาน และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว แต่ภายในพรรคยังมี สส.คนอื่นที่มีความสามารถ ทั้ง สส.หลายคนที่มีประสบการณ์ รวมถึง สส.ที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ทำหน้าที่ในสภาฯ มาหลายสมัย ยังเป็นตัวเลือกที่มีความเหมาะสม รวมทั้งตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ก็จะเป็นโควตาพรรคด้วย โดยคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยจะเป็นผู้พิจารณาและชี้ขาดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทย จำนวน 193 คน เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา นายอนุทินได้แจ้งสถานการณ์ว่า จะทยอยเชิญพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้คะแนนตามลำดับจากมากไปน้อย โดยจะเชิญพรรคเพื่อไทย , พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ แต่จะไม่เชิญพรรคประชาชน (ปชน.) เนื่องจากแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน โดยในที่ประชุม มีว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทยหลายคน แสดงความอึดอัดใจกับการร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม เพราะเกรงว่าจะมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรี หากมีการทูลเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลหรือแกนนำของพรรคกล้าธรรมที่มีประวัติเป็นที่เคลือบแคลงทั้งข้อกฎหมาย รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่สังคมยังคงกังขา

สนธิญา ป้องระบบบาร์โค้ด เชื่อมั่นเลือกตั้งสุจริต วอนอย่าเหมาเข่งทำโมฆะ

สนธิญา ป้องระบบบาร์โค้ด เชื่อมั่นเลือกตั้งสุจริต วอนอย่าเหมาเข่งทำโมฆะ

สนธิญา ป้องระบบบาร์โค้ด เชื่อมั่นเลือกตั้งสุจริต วอนอย่าเหมาเข่งทำโมฆะ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(สนง.กกต.) นายสนธิญา สวัสดี เคลื่อนไหวทางการเมืองได้เดินทางมายื่นเรื่องต่อกกต. ระบุว่าสนับสนุนการมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด เพื่อป้องกัน การมีบัตรผี การทุจริต และไม่สามารถนำบัตรออกมาเพื่อที่จะสแกนหาบุคคล ชื่อ บุคคลที่ลงคะแนนได้ในจำนวนมาก ที่บุคคลธรรมดาพึงกระทำได้  และประเด็นการนำเรื่องหน่วยเลือกตั้งปทุมธานี เข้ามาเสนอข่าว สุดท้ายมีการแก้ไขแล้ว รวมทั้งมีการซูมภาพเข้าไปถึงบุคคลที่กาหมายเลขเลือกตั้งอยู่ นอกจากนี้ เรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พรป.การเลือกตั้ง สส. กฎข้อบังคับ และคำสั่งอย่างเคร่งครัด และดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายด้วยความเท็จอย่างเด็ดขาดต่อไป

โดยนายสนธิญา กล่าวว่า กรณีการที่คิดไม่เหมือน คิดต่างไม่ใช่เป็นเรื่องโง่ แต่คือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ขอฝากเรียนไปถึงการชุมนุมที่สกายวอล์คเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ.ที่ผ่าน มาและขณะนี้ด้วยว่า เมื่อปี 2562 ศาลสั่งจำคุก 4 เดือน รอลงอาญา 2 ปี อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ 4 คน คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล น.ส.พรรณิการ์ วานิช นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผมเรียนเตือนไปยังน้องๆหลานๆลูกๆที่ชุมนุมอยู่ที่sky walk ผมรอดูอยู่ถ้าหากเกินเลยเมื่อไหร่ เพราะตรงนั้นกับหน้าวังสระปทุม ห่างกันไม่เกิน 150 เมตร  ซึ่งขัด พ.ร.ป.ว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ และ 4 คนที่ตนกล่าวถึงนั้น โดนศาลพิพากษาตัดสินไปแล้ว

สนธิญา

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 คือต้องการเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาและดำเนินคดีทั้งพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากกรณีที่มีผู้บอกว่าเหตุการณ์ไฟฟ้าดับระหว่างนับคะแนนเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี ทั้งที่ความจริงแล้วเกิดขึ้นที่จังหวัดปทุมธานี และกรณีการนำใบขีดคะแนนมาโชว์แล้วระบุว่าพบในกองขยะ ตนขอเรียกร้องให้กกต. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพราะเชื่อว่าปุถุชนคนธรรมดาไม่อยากจะเข้าไปกองขยะแน่นอน อีกทั้งจะได้ทราบว่าที่มา ที่ไปของเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้นำใบขีดคะแนนไปทิ้งขยะ รวมถึงกรณีที่เกิดขึ้นที่เทศบาลท่าโขลง อำเภอเมืองปทุมธานี มีสื่อโทรทัศน์แห่งหนึ่ง มีความพยายามที่จะซูมเข้าไปเพื่อจะให้เห็นถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งกาหมายเลข  ซึ่งตนได้นำคลิปนี้ส่งให้กกต.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากสื่อดังกล่าวการกระทำเหล่านั้นเพื่อที่กำลังจะบอกว่า กกต.จัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริต ยืนยันว่าตนไม่ได้รับประโยชน์ใดๆจาก กกต.และหากมีการเลือกตั้งเป็นโมฆะตนก็จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์คนหนึ่งเหมือนกัน 

ส่วนกรณีที่กกต. จัดทำ QR code และบาร์โค้ดบนบัตร นายสนธิญา ระบุว่าตนเห็นด้วยเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถตรวจสอบที่มาของบัตรเลือกตั้งได้ยังมีคุณภาพ พร้อมถามกลับว่าถ้ากรณี QR code หรือบาร์โค้ด เป็นความลับตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในกระบวนการเลือกตั้งมีตั้งแต่การที่ประชาชนไปที่คูหาแล้วดูว่ามีชื่อของตนเองอยู่หรือไม่  แล้วนำบัตรประชาชนแสดงตนแล้วรับบัตรเลือกตั้งและเข้าไปกาในคูหา และเดินออกมา เมื่อเลือกตั้งแล้วเสร็จเวลา 17.00 น.ก็มีการเปิดหีบนับคะแนน เมื่อนับแล้วเสร็จก็จะมีการรวมคะแนน ซึ่งกระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการลับหรือไม่ ซึ่งการรวมคะแนนในแต่ละหน่วยและนำไปรวมรวมกันในเขตเลือกตั้งก่อนนำไปรวมในระดับอำเภอ ดังนั้น ต้องตีประเด็นในตรงนี้ก่อนว่าความลับไม่สามารถที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมนั้นอยู่ที่ว่าตรงนั้นเป็นความลับระดับไหน 

สนธิญา

นายสนธิญา กล่าวว่า ตนจึงเห็นว่ากรณีบาร์โค้ดและ QR code เป็นเรื่องของการตรวจสอบที่มาของบัตร ส่วนใครที่จะมีอำนาจหรือนำบัตรเลือกตั้งที่มีอยู่ถึง 32 ล้านใบหรือแต่ละหน่วยเลือกตั้งที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 100,000 คนนำไปสแกน QR หรือ barcode ตนคิดว่าสามารถทำได้แต่ขอถามว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ต้องใช้คนกี่คนในการสแกน ต้องใช้อาคารสำนักงานขนาดไหนและที่สำคัญจะนำบัตรนั้นออกมาได้อย่างไร เพราะปัจจุบันต้องยอมรับความเป็นจริงการเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นการเลือกตั้งที่ซื้อเสียงมากที่สุดครั้งหนึ่ง

“และการซื้อเสียงก็เป็นการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองผู้สมัคร สส.และผู้รับเงินและประสิทธิภาพของการทำงานไม่ต้องพึ่งบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด อย่างปัจจุบัน บ้านใหญ่ก็มี ผู้ใหญ่ บ้านกำนัน อสม. อบต.สท. มีนายกอบต. นายกเทศบาล ซึ่งมีรายชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดอยู่แล้ว ถามว่าใครจะมาปัญญาอ่อนนำเอาบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดไปสแกนข้อมูล แล้วใช้คนเป็นสิบเป็นร้อย ผมไม่เชื่อ แต่หากถามว่าสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองจะต้องพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้เมื่อเทียบกับคดีที่ผมเคยไปร้องศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง ซึ่งศาลไม่รับคำร้องเนื่องจากมองว่าไม่เข้าเงื่อนไขในการยื่นคำร้อง และถ้า 2 หน่วยงานนี้ไม่รับ ผมเรียกร้องไปยังผู้ที่ยื่นและพรรคการเมืองที่สนับสนุน อย่าไปบอกว่าองค์กรอิสระเป็นพวกเดียวกันอีก เพราะขณะนี้กระบวนการนี้เมื่อกล่าวหาว่า กกต.เป็นองค์กรที่ไม่เที่ยงตรงไม่เที่ยงธรรม” นายสนธิญา กล่าว

สนธิญา

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า นิด้าโพลล์ ระบุว่าประชาชนเกือบร้อยละ 60 ระบุว่ามีความน่าเชื่อถือ แต่ขณะเดียวกันถ้าเมื่อไหร่ที่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ก็อย่าไปกล่าวหาว่าองค์กรเหล่านั้นไม่ยุติธรรมอีก และกำลังจะนำไปสู่การจัดชุมนุมในประเด็นนี้ต่อเนื่องกันไป ตนไม่คิดว่ากรณี 44 สส.ซึ่งตนเป็นหนึ่งในผู้ร้องที่ให้ ปปชส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยและอาจจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แม้จะมีพรรคการเมืองนั้นบอกว่าจะยื่นเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อตนก็จะคัดค้านในประเด็นนี้เช่นกัน 

นายสนธิญา ยังขอเรียกร้องว่าให้มีการดำเนินการตามกฎหมาย หากจะยื่นคำร้องหรือคำฟ้องใดๆ ซึ่งตนมีแนวคิดเช่นนี้ ขออย่ามองว่าตนรับเงินจาก กกต.เพราะตนไม่ได้อะไรสักบาทนอกจากคนที่ด่าตน ขณะเดียวกันหลังเลือกตั้งก็ต้องดำเนินการต่อไป เพราะขนาดนี้มีหน่วยเลือกตั้งกว่า 99,400 กว่าหน่วยเลือกตั้ง หรือเกือบแสนหน่วย แต่มีหน่วยเลือกตั้งเพียงไม่กี่หน่วยที่เกิดปัญหา และจะนำไปสู่การโมฆะทั้งกระดานนั้น เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ออกไปใช้สิทธิ 32 ล้านคนหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงมายื่นให้กกต.พิจารณาวินิจฉัยและดำเนินและดำเนินคดีดำเนินการตามกระบวนการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยที่ระบุกรณี กกต.แจ้งความผู้หนึ่งผู้ใด แล้วบอกว่าปิดปาก ขณะที่ก็ร่วมหัวกันฟ้อง กกต.ขณะนี้ กี่คดีแล้ว ซึ่ง กกต.ก็จำเป็นต้องรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของ กกต.ไว้ด้วย และเห็นว่าเมื่อภาคประชาชนให้ข้อมูลกับประชาชนเรื่องหนึ่งเรื่องใดกกต.ก็จำเป็นที่จะต้องมีการให้ข้อมูลกับประชาชนได้ด้วย เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลครบถ้วนจากทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของประชาชน 

สนธิญา
สนธิญา