เอ็ดดี้ เปรียบ อนุทิน นักแก้ปัญหา VS อภิสิทธิ์ สถาปนิก 2 สไตล์ผู้นำ ที่ไทยต้องเลือกใช้ให้ถูกเวลา
วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.30 น.
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิถีของผู้นำ: วิถีอนุทิน วิถีอภิสิทธิ์ #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
อนุทิน ชาญวีรกูล: ผู้นำ “สามก๊ก” ในร่างเดียว
เมื่อความนอบน้อมดั่งเล่าปี่ ความเด็ดขาดดั่งซุนกวน และความใจกว้างดั่งโจโฉ หลอมรวมอยู่ในตัวผู้นำ
หากจะนิยามสไตล์การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำประเทศ การจะเปรียบเปรยกับตัวละครใดตัวละครหนึ่งในสามก๊กเพียงคนเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะในแต่ละสถานการณ์ เขาได้ดึงเอา “ไพ่ใบพิเศษ” ของยอดคนแต่ละยุคออกมาใช้ได้อย่างถูกจังหวะ ทั้งความอ่อนน้อมเพื่อครองใจคนเก่ง ความแข็งกร้าวเพื่อรักษาชาติ และการกลืนเลือดเพื่อชัยชนะ1. ภาค “เล่าปี่”: นอบน้อมถ่อมตน เพื่อ “ยืมสมอง” คนที่เก่ง ในบริบทของการบริหารราชการแผ่นดินและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อนุทินเลือกใช้วิถีของ “เล่าปี่” คือการรู้ว่าตนเองไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นและดึงคนเก่งมาร่วมงาน เฉกเช่นเล่าปี่ที่ยอมลดทิฐิมานะ ไปเยือนกระท่อมหญ้าถึง 3 ครั้ง เพื่อเชิญ ขงเบ้ง ผู้มีปัญญาเลิศล้ำมาเป็นกุนซือ อนุทินในวันนี้ก็ได้แสดงความนอบน้อมและให้เกียรติมืออาชีพ โดยการเชื้อเชิญบุคคลระดับมันสมองของประเทศมาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น คุณศุภจี คุณสีหศักดิ์ คุณเอกนิติ
การกระทำนี้สะท้อนว่า เขาเลือกที่จะเป็นผู้นำที่ “รับฟัง” และใช้คนให้ถูกกับงาน (Put the right man on the right job) มากกว่าการสั่งการแบบเผด็จการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เล่าปี่ครองใจปราชญ์และสร้างจ๊กก๊กขึ้นมาได้2. ภาค “ซุนกวน”: ยืนหยัดท้าทายมหาอำนาจ เพื่อศักดิ์ศรีของชาติ ในบริบทของการต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา หรือข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา อนุทินสลัดคราบเล่าปี่ทิ้ง และสวมวิญญาณ “ซุนกวน” ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
ย้อนกลับไปในศึกผาแดง เมื่อโจโฉผู้ยิ่งใหญ่ส่งสาส์นข่มขู่จะยกทัพ 8 แสนมาบดขยี้ ขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างหวาดกลัวและเสนอให้ซุนกวนยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิต แต่ซุนกวนกลับเลือกที่จะเชื่อจิวยี่ เขาชักกระบี่ฟันมุมโต๊ะขาดสะบั้น ประกาศก้องว่า “หากใครพูดเรื่องยอมแพ้โจโฉอีก จะต้องมีจุดจบเช่นโต๊ะตัวนี้!”
อนุทินในบริบทนี้ก็เช่นกัน แม้ไทยจะเป็นประเทศเล็กกว่ามหาอำนาจ แต่จุดยืนคือการ “ไม่เลือกข้างจนเสียดุล” และ “ไม่ยอมอ่อนข้อหากถูกเอาเปรียบ” การกล้าที่จะงัดข้อในเวทีโลก หรือการแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวในกรณีพื้นที่ทับซ้อนหรือศักดิ์ศรีของชาติ คือการดำเนินนโยบายแบบซุนกวนที่ยึดถือว่า เสียประโยชน์เล็กน้อยได้ แต่เสียดินแดนหรือเกียรติภูมิไม่ได้3. ภาค “โจโฉ”: กลืนเลือด ลืมแค้น เพื่อเป้าหมายใหญ่ ในบริบทที่ยากที่สุด คือเกมการเมืองภายใน อนุทินสะท้อนภาพของ “โจโฉ” ออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด นั่นคือความสามารถในการแยกแยะ “ความแค้นส่วนตัว” ออกจาก “ผลประโยชน์ของบ้านเมือง”
สถานการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ การที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง แต่กลับเลือกดึง พรรคเพื่อไทย มาร่วมรัฐบาล ทั้งที่ในอดีตเคยมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งที่รุนแรง เคยถูกบีบออกจากขั้วอำนาจ หรือมีการตอบโต้กันอย่างดุเดือดในสนามเลือกตั้ง หากเป็นคนทั่วไปอาจเลือกที่จะ “หัก” เพื่อแก้แค้น แต่เขากลับเลือกที่จะ “งอ” เพื่อเดินหน้าเหตุการณ์ที่ “เตียวสิ้ว” สวามิภักดิ์ต่อโจโฉ
คือบทเรียนคลาสสิก เตียวสิ้วเคยหักหลังโจโฉ ฆ่า “โจงั่ง” บุตรชายคนโต และ “เตียนอุย” องครักษ์คู่ใจตายในที่รบ นับเป็นความแค้นที่สุดแสนสาหัส แต่เมื่อเวลาผ่านไป เตียวสิ้วจนตรอกและกลับมาขอสวามิภักดิ์อีกครั้งเพื่อจะร่วมต้านอ้วนเสี้ยว
แทนที่โจโฉจะสั่งประหารล้างแค้นให้ลูกชาย เขากลับเดินลงมาต้อนรับ จูงมือเตียวสิ้วขึ้นศาลา และแต่งตั้งให้เป็นนายพล คอยดูแลทัพหลวง โจโฉยอม “กลืนเลือด” ลืมความเจ็บปวดในอดีต เพราะเขามองเห็นว่า “หากฆ่าเตียวสิ้ว ก็ได้แค่ความสะใจ แต่หากใช้เตียวสิ้ว จะได้แผ่นดิน”
ถามว่าโจโฉลืมความเจ็บปวดเรื่องลูกชายหรือไม่? … ไม่มีทางลืม แต่โจโฉเลือก “ชัยชนะในวันข้างหน้า” มากกว่า “ความสะใจในวันนี้”
เฉกเช่นเดียวกับนายกฯ อนุทิน การดึงอดีตคู่ขัดแย้งมาร่วมรัฐบาล ไม่ใช่การลืมอดีต แต่คือการก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เขาเลือกที่จะเป็นผู้ชนะที่ใจกว้าง ดั่งโจโฉที่รู้ว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ต้องบรรจุความคับแค้นไว้ในอกได้ เพื่อแลกกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า” เมื่อเปรียบเทียบ อนุทิน เป็น “ผู้นำสามก๊กในร่างเดียว” คือนิยามของ “ผู้นำเชิงปฏิบัติ” หรือผู้นำที่เน้น “ผลลัพธ์” เป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะ “ยืดหยุ่น” พลิกแพลงกลยุทธ์ตามสถานการณ์ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด และเมื่อนำมาวางเทียบกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราจะเห็นภาพ “ความต่างขั้ว” ที่น่าสนใจมาก เหมือนการปะทะกันของ ปรัชญาตะวันออก (สามก๊ก/ยืดหยุ่น) กับ ปรัชญาตะวันตก (หลักการ/ระบบ)อนุทิน ชาญวีรกูล: วิถีแห่ง “น้ำ” “เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ”
สไตล์ของอนุทินคือการมองที่ “Output” (ผลลัพธ์) มากกว่า “Process” (กระบวนการที่ตายตัว)
เพราะเขาถูกหล่อหลอมจากโลกธุรกิจ การเจรจาต่อรอง และการเมืองภาคปฏิบัติ จึงมีจุดเด่นที่มีความคล่องตัวสูง เหมือน “น้ำ” ที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะ (สถานการณ์) เมื่อเจอทางตันก็ไหลอ้อม เมื่อเจอเขื่อนก็รอจังหวะ เอ่อล้นข้ามไป การจับมือกับศัตรูในอดีต (แบบโจโฉ) หรือการอ่อนน้อม (แบบเล่าปี่) ไม่ใช่การเสียจุดยืน แต่คือ “กลยุทธ์” เพื่อให้งานสำเร็จ หรือเพื่อให้ประเทศเดินหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: วิถีแห่ง “หินผา” “ความถูกต้องสำคัญเท่ากับความสำเร็จ” อภิสิทธิ์ คือตัวแทนของ “ผู้นำเชิงหลักการ” อย่างแท้จริง เพราะเขาถูกหล่อหลอมจาก(Eton & Oxford)
การบ่มเพาะจาก Eton College โรงเรียนประจำระดับโลก ปลูกฝังเรื่อง “ระเบียบวินัย เกียรติยศ และธรรมเนียมปฏิบัติ” อย่างเคร่งครัด ต่อด้วย Oxford (สาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์) ซึ่งเน้นหนักเรื่องตรรกะ จริยธรรม และระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม
จึงมีจุดเด่นในการยึดมั่นใน “ระบบ” และ “ความชอบธรรม”
เขาเปรียบเสมือน “หินผา” หรือเสาหลักที่ปักแน่น ยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อว่า “ถูกตามหลักการ” แม้ว่าสิ่งนั้นอาจจะทำให้พ่ายแพ้ในเกมการเมืองระยะสั้น หรือดูเหมือน “ตึง” เกินไปในสายตาคนอื่น สำหรับอภิสิทธิ์ “วิธีการ” มีความสำคัญพอๆ กับ “เป้าหมาย” หากเป้าหมายดีแต่วิธีการผิดหลักการ (เช่น การนิรโทษกรรมเหมาเข่ง หรือการร่วมรัฐบาลโดยทิ้งอุดมการณ์) เขาเลือกที่จะ “ไม่เอา” อนุทิน คือ “นักแก้ปัญหา” ที่เก่งในการพาเรือฝ่าพายุ โดยไม่เกี่ยงว่าจะต้องใช้ใบเรือสีอะไร
อภิสิทธิ์ คือ “สถาปนิก” ที่ต้องการสร้างตึกที่แข็งแรงตามหลักวิศวกรรม โดยไม่ยอมใช้วัสดุที่ด้อยคุณภาพแม้จะสร้างเสร็จเร็วกว่า
โลกการเมืองที่สมบูรณ์แบบ อาจต้องการคนที่มี “ความยืดหยุ่นของอนุทิน” ในการทำงาน แต่มี “แกนกลางทางจริยธรรมของอภิสิทธิ์” กำกับอยู่ในใจ
ซึ่งทั้ง 2 แบบ 2 สไตล์จากทั้ง 2 คน “ไม่มีใครผิดหรือถูก” เพราะทั้งสองแบบคือ “เครื่องมือ” ที่จำเป็นในบริบทที่ต่างกัน
“ผู้นำไม่ใช่สูตรสำเร็จทางคณิตศาสตร์ที่มีคำตอบเดียว แต่คือเครื่องมือที่ต้องเลือกใช้ให้ถูกกับงานและเวลา”
เราไม่ได้ตัดสินว่า “ค้อน” ผิด หรือ “ไขควง” ถูก เพราะทั้งคู่มีหน้าที่ต่างกัน
เหรียญสองด้านของ “ราคาที่ต้องจ่าย”
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เพราะทุกวิถีทางมี “ต้นทุน” ของมันเอง
วิถีอนุทิน • ข้อดีคือ งานสำเร็จ, ลดความขัดแย้ง, มีพันธมิตรมาก • ราคาที่ต้องจ่ายคือ การที่อาจถูกมองว่าไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน, ภาพลักษณ์ของการต่อรองผลประโยชน์
วิถีอภิสิทธิ์ • ข้อดีคือ ภาพลักษณ์สง่างาม, น่าเชื่อถือ, เป็นหลักประกันความถูกต้อง • ราคาที่ต้องจ่ายคือ ศัตรูทางการเมืองเยอะ, ขยับตัวยากเพราะติดกรอบ, อาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ทันใจ
คำว่า “ไม่มีใครผิดหรือถูก” จึงหมายความว่า
“ความถูกต้องทางการเมือง ไม่ใช่สัจธรรมที่ตายตัว แต่เป็นพลวัต ที่ขึ้นอยู่กับว่า ในวินาทีนั้น ประเทศชาติกำลังป่วยเป็นโรคอะไร และต้องการหมอแบบไหนมารักษา”
ถ้าประเทศกำลังจะจมน้ำ… เราต้องการคนแบบ อนุทิน ที่คว้าไม้กระดานอะไรก็ได้มาให้เกาะ (ผลลัพธ์ต้องรอด)
ถ้าประเทศกำลังจะสร้างตึกระฟ้า… เราต้องการคนแบบ อภิสิทธิ์ ที่ตรวจสเปกเหล็กทุกเส้นไม่ให้ผิดเพี้ยน (กระบวนการต้องเป๊ะ)
ดังนั้น ทั้งคู่จึง “ถูก” ในบทบาทหน้าที่และช่วงเวลาของตนเอง