2 ผู้สมัคร สส.ส้ม บุก กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ

2 ผู้สมัคร สส.ส้ม บุก กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ

2 ผู้สมัคร สส.ส้ม บุก กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.50 น.

2 ผู้สมัคร สส.พรรคส้ม บุก กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ “วีรภัทร”จี้ถ้าไม่นับคะแนนใหม่ ก็เลือกตั้งใหม่ งง!มีใบรายชื่อคนเลือกตั้ง“บุรีรัมย์”ด้วย ด้าน“ประสิทธิ์”ร้อง PDPA จากปมบาร์โค้ด ล้วงข้อมูลทัศนคติการเมือง เชื่อพรรคไหนได้ข้อมูลไปชนะเลือกตั้งไปอีกหลายครั้ง

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งการเลือกตั้ง (กกต.) 2 ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ได้แก่ นายวีรภัทร คันธะ ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ และนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบกรณีพบใบขีดคะแนนในพื้นที่สมุทรปราการ และตรวจสอบบาร์โค้ดที่ปรากฎบนบัตรเลือกตั้งว่าเข้าข่าย PDPA หรือไม่ กรณีของตนเป็นกรณีที่สืบเนื่องจากที่มีการนำใบขีดคะแนนและป้ายต่างๆ ทิ้งที่บ่อขยะในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ วันนี้จึงได้นำเอกสารขอคัดค้านผลการเลือกตั้งและขอให้นับคะแนนใหม่ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นตนได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานที่นำไปสู่การนับคะแนนใหม่ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากหน่วยใดหรือเขตเลือกตั้งใดที่มีความรู้สึกว่าไม่สุจริตไม่โปร่งใส สามารถนับคะแนนใหม่ได้

นายวีรภัทร กล่าวต่อว่า ตนได้รับรายงานจากหลายคนที่พบความผิดปกติในการเลือกตั้งพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ไม่ใช่แค่ใบขีดคะแนนเท่านั้น แต่พฤติกรรมของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และอีกหลายเรื่อง เช่น ใบลงคะแนนที่มีปัญหา แม้แต่หน้าหน่วยเลือกตั้งที่มีการนำเอาชื่อคนอื่นมาติดแทนชื่อของตน ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น ตนได้ยื่นต่อ กกต.จังหวัดไปแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะใบขีดคะแนน ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญ ได้นำไปทิ้งที่บ่อขยะที่อยู่ในพื้นที่ปิดของเทศบาลเมืองลัดหลวง ตนเข้าใจว่าเป็นการเช่าพื้นที่จากเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์

นายวีรภัทร ระบุว่า ยังมีเอกสารอื่นๆ ด้วย เช่น ใบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจ ว่าเหตุใดถึงมาปรากฎที่บ่อขยะแห่งนี้ และถ้าเราไม่ได้พบพลเมืองดี เราคงไม่ทราบว่ามีการนำเอาขยะมาทิ้ง เอาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมาทิ้ง เรื่องนี้ตนคิดว่าต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเรื่องที่กระทบไม่ใช่แค่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง เอกสารที่พบนี้อาจเป็นแค่บางส่วนด้วยซ้ำ ยังมีที่เราไม่พบอีกจะเป็นอย่างไร จึงนำรายละเอียดมายื่นต่อ กกต.เพื่อร้องขอถ้าไม่นับคะแนนใหม่ ก็ควรจะเลือกตั้งใหม่

นายวีรภัทร ยังกล่าวว่า กกต.เองเคยดูงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตนได้รับรายงานมาว่า กกต.ไปดูงานเรื่องประชามติ ซึ่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะเรื่องการจัดประชามติอย่างโปร่งใส แต่ กกต.เองในที่นั้น มีการพูดในลักษณะที่ว่าความโปร่งใสแบบนี้ไม่น่าจะทำได้ที่ประเทศของเรา หรือไม่อย่างไร ซึ่งตนคิดว่าสมควรตั้งข้อสงสัยมากๆ ว่าในการดูงานของ กกต.เสียเปล่าหรือไม่

“ผมทราบว่าจริงๆ แล้ว กกต.น่าจะสนุกสนานกับการไปดูงานบนยอดเขาที่สวิตเซอร์แลนด์ หรือเมืองที่อยู่ในทะเลสาบ มากกว่าการทำประชามติหรือการจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส เรื่องนี้ผมมีหลักฐาน และทราบมาว่าหลายต่อหลายคนที่เดินทางไปในครั้งนี้ น่าจะท่องเที่ยวมากกว่าการตั้งใจไปดูงาน” นายวีรภัทร กล่าว

เมื่อถามว่า เอกสารที่มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ มีรายละเอียดอย่างไร นายวีรภัทร กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่ไปช่วยตรวจสอบ ทราบว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งปกติชื่อเหล่านี้จะอยู่ที่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้ง รายละเอียดชัดๆ ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากเอกสารเหล่านี้อยู่ในเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระสมุทรเจดีย์ ตนไม่ได้มีส่วนยุ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดการเอกสารหรือการเข้าตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า แบบนี้จะมีน้ำหนักหรือไม่ เพราะกรณีที่ชลบุรี หลักฐานที่อ้างอิงมาจากสื่อมวลชน ก็ถูกปัดตก นายวีรภัทร กล่าวว่า ถ้าตนไปเจอแล้วไปหยิบมา ตนอาจจะโดนปั้นหลักฐานเท็จด้วยซ้ำ แต่กรณีนี้ พี่น้องสื่อมวลชนไปลงพื้นที่ และมีภาพปรากฎไม่ใช่การลงพื้นที่แค่ครั้งเดียว ดังนั้นแล้วเรื่องนี้มีน้ำหนักสูงในข้อเท็จจริงที่ปรากฎ เพราะส่วนหนึ่งตนเชื่อว่าทาง กกต.เอง หรือทางผู้ที่จัดเก็บคงไม่คาดว่าจะมีคนไปพบเอกสารเหล่านี้อยู่ในกองขยะ ซึ่งเป็นพื้นที่พื้นที่ปิด

เมื่อถามว่า ต้องการให้มีการสืบเสาะหาผู้กระทำผิดเพื่อเอาผิดหรือไม่ นายวีรภัทร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบของ กกต. แค่ส่วนเดียว กกต.จำเป็นจะต้องตามหาผู้ที่กระทำความผิด เพราะเอกสารเหล่านี้ไม่ควรจะมาพบที่บ่อขยะ อีกส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่ก็มีการปล่อยปะละเลย ควรจะการลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง ว่าการกระทำลักษณะนี้เป็นการละเมิดสิทธิประชาชน ผู้ที่มาลงคะแนนออกเสียง

“ผมเชื่อว่าเป็นเป็นอย่างยิ่งว่า กกต.ในฐานะที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่มีหน้าที่ในการสั่งให้นับคะแนนใหม่ แต่ควรจะสืบเสาะหาความจริงว่าการนำเอกสารเหล่านี้มากระทำด้วยเหตุผลอะไร และมีความจำเป็นอะไรที่จะนำมาทิ้งในที่ลักษณะดังกล่าว แล้วที่เราไม่ได้เจอพื้นที่อื่นที่เกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน มีการกระทำแบบนี้อีกทั่วประเทศหรือไม่” นายวีรภัทร กล่าว

ขณะที่ นายประสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้มีเรื่องที่ต้องผิด กกต. วันนี้ตนมาแจ้ง PDPA ซึ่งมีโทษอาญาถึงขั้นจำคุกคดี เราเห็นแล้วว่ามีการใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะผิดกฎหมายข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่ผ่านมาเคยมีการเอาผิดแล้วเรื่องข้อมูลรั่วไหล แต่ยังไม่มีการเอาผิดเรื่องขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคำร้องของตนจะเอาผิดตั้งแต่ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล จนถึงขั้นตอนการเผยแพร่

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า ซึ่งไม่มีการแจ้งให้ประชาชนรับทราบ และที่สำคัญที่สุด ห้ามไม่ให้เก็บข้อมูลความคิดเห็นทางการเมือง ตามมาตรา 26 ถือเป็นคดีอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท

นายประสิทธิ์ ยังขอให้ลงโทษ กกต.ทั้งทางปกครองคือการจัดทำข้อมูลบาร์โค้ดออกมา และทางอาญาคือการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่ง กกต.อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต.สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ แต่ตามกฎหมาย รัฐสภาหรือองค์กรที่แต่งตั้งโดยรัฐสภาสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้เพื่อการพิจารณาคดี ไม่ใช่เก็บรวบรวมเพื่อการบริหารจัดการ เพราะการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด เป็นขั้นตอนการบริหารจัดการ การนับคะแนนก็อยู่ในขั้นตอนการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ กกต.จะพูดว่าสามารถทำได้ จะต้องตกไป

ส่วนที่มีข้ออ้างว่าพิมพ์บาร์โค้ด เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัย ตนมีข้อโต้แย้งอีกว่า การสร้างความปลอดภัย ป้องกันการปลอมแปลง มีวิธีการอื่นอีกเยอะแยะมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีการพิมพ์บาร์โค้ด เพราะความปลอดภัยไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยกันละเมิดสิทธิข้อมูลพื้นฐานของประชาชน

“ผมไม่ได้มาร้องเรียนเพื่อตัวเอง อย่างที่ทราบข้อมูลส่วนนี้มีประชาชนที่ไปเลือกตั้งทั่วประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคะแนนเลือกตั้งได้อย่างไร ไม่ได้เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง แต่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การล้วงความเห็นทางการเมือง ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงมาก” นายประสิทธิ์ กล่าว

นายประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนยื่นให้ศาลปกครองแล้ว ตนเป็นกังวลว่าพรรคการเมืองที่ได้ข้อมูลเหล่านี้ไป เขาจะรู้ว่าใครเลือกหรือไม่เลือกพรรคไหน หรือการซื้อเสียง เขาจะรู้ว่าคนที่ซื้อเสียงเลือกเขาหรือไม่ รอบหน้าเขาจะทำได้ตรงเป้ามากขึ้น และจะทำให้ชนะการเลือกตั้งไปอีกหลายครั้ง

“การที่รู้ทัศนคติทางการเมือง รู้ว่าข้าราชการคนไหนเลือกพรรคอะไร มีผลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายด้วย ถือว่าเป็นอันตรายมาก และประชาชนไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน คูหาเลือกตั้งควรจะเป็นที่ปลอดภัยไม่ใช่คูหาสอดแนม” นายประสิทธิ์ กล่าว

พี่เต้ ร้องผู้ตรวจการฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัยด่วน เหตุบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

พี่เต้ ร้องผู้ตรวจการฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัยด่วน เหตุบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

พี่เต้ ร้องผู้ตรวจการฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัยด่วน เหตุบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

“มงคลกิตติ์”ร้องผู้ตรวจการฯ ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด่วน เหตุบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ขัด รธน.ไม่ใช่การลงคะแนนโดยตรงและลับ

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคทางเลือกใหม่ แถลงว่า จะไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ในกรณีที่ กกต.มีการติดบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ทั้งบัญชีรายชื่อและเขต ซึ่งสามารถตรวจสอบจากต้นขั้วได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบนี้เป็นของใครและลงคะแนนให้ใคร ซึ่งเป็นการขาดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจเสนอต่อศาลปกครอง หรือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยพลัน ซึ่งนำเอกสารหลักฐานในการเลือกตั้งปี 69 ที่พบปัญหาหลายอย่าง ทั้งบัตรเขียวเกินกว่าบัตรชมพู , คะแนนลงบันทึกสวนทางกับคะแนนที่ติดอยู่หน้าบอร์ด และคะแนนที่ลงบันทึกไม่ตรงกับคะแนนระบบออนไลน์ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้มีอะไรที่ไม่สมบูรณ์หลายอย่าง มีการไม่สั่งให้นับคะแนนใหม่ในบางหน่วย และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วย แม้จะเป็นอำนาจของ กกต.ก็จริง แต่กรณีที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ได้ชี้แจงว่าหากจะเช็ครหัสที่อยู่บนบัตรลงคะแนนกับต้นขั้วได้ แต่ กกต.ก็ปิดเป็นความลับ ก็ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับนั้น คงไม่ใช่ เพราะคำว่าลับ ไม่ว่าใครก็ตาม แม้ว่าจะตรวจสอบในภายหลังก็จะไม่รู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร เหมือนกับการเลือกตั้งในปี 2549 ที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นว่าภาคประชาชน มีหน่วยงาน มีพรรคการเมือง มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และไม่เป็นความลับ

“เรื่องนี้เป็นประเด็นสังคมขนาดนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินคงไม่ช้า และสิ้นสุดการเลือกตั้งครั้งนี้เชื่อว่าสิ้นสุดที่ศาล ถ้าศาลตัดสินเป็นไปด้วยหลักนิติรัฐนิติธรรม บ้านเมืองก็จะไม่วุ่นวาย ถ้าศาลตัดสินสวนกระแสกับประชาชนที่เห็นไปตามข้อเท็จจริง ตนมองว่าศาลก็จะอยู่ไม่ได้” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่นายมงคลกิตให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น ได้ลงไปวิดพื้นตามนโยบายของพรรคทางเลือกใหม่ จำนวน 20 ครั้ง ก่อนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

– 006

เท้ง ท้า กกต. เปิดรายชื่อ กปน. แสนหน่วยทั่วประเทศ พิสูจน์ความโปร่งใส

เท้ง ท้า กกต. เปิดรายชื่อ กปน. แสนหน่วยทั่วประเทศ พิสูจน์ความโปร่งใส

เท้ง ท้า กกต. เปิดรายชื่อ กปน. แสนหน่วยทั่วประเทศ พิสูจน์ความโปร่งใส

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.19 น.

เท้ง จี้ กกต.เปิดชื่อ กปน. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส กกต. เชื่อ ดีที่สุด กกต.ต้องเร่งทำลายบัตรให้เร็วที่สุด

16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ที่ศาลอาญารัชดา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน  กล่าวถึงกรณีที่ กกต.เรียกสอบ กปน.ที่มีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่แสดงบาร์โค้ด นายณัฐพงษ์ มองว่า หากเป็นการเรียกสอบโดยสุจริตว่า กปน.ทำถูกระเบียบหรือไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมกำลังตั้งคำถามเพราะ กกต.มีการแสดงความเห็นว่าจะขู่ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 กับประชาชนทั่วไปรวมถึง กปน.ที่ทำหน้าที่สุจริตด้วย ซึ่งโดยระเบียบการถ่ายภาพหลังคูหาที่เห็นการลงคะแนนหรือการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งผิดกฎหมายแน่นอน แต่การถ่ายภาพขั้นตอนก่อนการลงคะแนนไม่ได้ผิดอะไร ฉะนั้นการที่ กกต.พุ่งเป้าไปเรียกสอบ กปน.อาจจะมีการเผยแพร่ภาพต้นขั้วออกมา ต้องดูว่าเขาทำผิดระเบียบจริงหรือไม่ หรือพยายามเรียกสอบเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ ทำให้ กกต.มีความสุ่มเสี่ยงพิสูจน์ให้เห็นว่า บาร์โค้ดที่ติดอยู่ในบัตรเลือกตั้งที่ กกต.ออกแบบมา ไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ จึงอยากเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการทุกอย่างตรงไปตรงมา ไม่อยากให้ใช้อำนาจของตนเองในการไปปิดปากคนอื่น 

ในส่วนที่ประชาชนร่วมลงชื่อถอดถอน กกต.พรรคประชาชนจะทำในสิ่งที่พรรคการเมืองหนึ่งทำได้อย่างเต็มที่  โดยเฉพาะการดำเนินคดีอาญามาตรา 157 และ 172 ต่อ กกต. ขณะที่ช่องทางอื่นมีภาคประชาสังคม หรือประชาชนโดยทั่วไปที่ไปยื่นร้องเรียนแล้วในหลายช่องทาง ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย และการยื่นต่อศาลปกครอง ซึ่งพรรคประชาชนจะไม่ยื่นร้องให้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น  แต่เราพร้อมจะติดตามเรื่องนี้ เรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยข้อมูลให้มีความโปร่งใสมากที่สุด

ทั้งนี้ ที่หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับบาร์โค้ด สิ่งที่ทุกคนกำลังกังวลคือ ข้อมูลอาจจะรั่วไหลตั้งแต่ในชั้นคูหาเลือกตั้ง หากมี กปน.บางส่วนที่ทุจริตมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง อาจทำให้ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงในแต่ละบัตรรั่วไหล ตั้งแต่การนับคะแนน ซึ่ง กกต.พยายามชี้แจงว่ากระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งเป็นความลับและมีการแยกจัดเก็บ 

“ส่วนตัว ผมเชื่อมั่นในความสุจริตของคนส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่า กปน.ทุกหน่วยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก้อนการเมือง คือ การเปิดเผยชื่อ กปน.ทั่วทั้งประเทศ เพราะปกติก็เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว และต้องมีลายเซ็น กปน.กำกับหน้าหน่วย จึงไม่ใช่ข้อมูลที่มีชั้นความลับแต่อย่างใด กกต.เป็นคนเดียวในประเทศนี้ที่ถือชื่อ กปน.แสนหน่วยทั่วทั้งประเทศ ดังนั้น ถ้าอยากให้เกิดความโปร่งใส กกต.ต้องเปิดรายชื่อ กปน. หากย้อนหลังไปหลายปีจะได้เห็นว่ามีรายชื่อต่างจากปีก่อน ๆ หรือไม่ ซึ่งจะทำให้สังคมคลายความสงสัยไปได้มากยิ่งขึ้น”  

เมื่อถามว่า ปัญหาจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อาจเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ทั้งศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเรามีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเราแพ้การเลือกตั้ง แล้วออกมาเรียกร้องหรือไม่  สิ่งที่เราเรียกร้องได้คือ การเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใสยุติธรรม ปกป้องสิทธิ์ของประชาชนให้ถึงที่สุด  ขณะนี้บัตรเลือกตั้งมีปัญหา กกต.ต้องพยามดำเนินการอย่างเต็มที่ ดีที่สุด ให้เก็บรักษามีความลับ ดีที่สุด คือต้องเร่งทำลายบัตรให้เร็วที่สุด ส่วนจะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ตนเองอยู่ในฐานะที่ไม่เหมาะสมที่จะพูด ต้องให้หน่วยงานอื่น ๆเป็นผู้ตัดสินแทน

ไชยชนกปัดลือเขี่ยทิ้งกล้าธรรม ถามเนวินเกี่ยวอะไร หลังสะพัดออกโรงนัดคุยธรรมนัส

ไชยชนกปัดลือเขี่ยทิ้งกล้าธรรม ถามเนวินเกี่ยวอะไร หลังสะพัดออกโรงนัดคุยธรรมนัส

ไชยชนกปัดลือเขี่ยทิ้งกล้าธรรม ถามเนวินเกี่ยวอะไร หลังสะพัดออกโรงนัดคุยธรรมนัส

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.20 น.

“ไชยชนก”ปัดลือเขี่ย”กล้าธรรม”ไปเป็นฝ่ายค้าน ถามกลับ”เนวิน”เกี่ยวอะไร หลังสะพัดออกโรงนัดคุย”ธรรมนัส”เอง ยัน”ภูมิใจไทย”ไม่มีเชิญใครร่วมรัฐบาล แต่เปิดให้ทุกพรรคหารือ-แสดงเจตจำนง เผย”เพื่อไทย-พรรคเล็ก”ประสานมาร่วมงานเอง ย้ำยังไม่มึแบ่งกระทรวงฯ รอ”กกต.”รับรองผลเลือกตั้ง ด้าน”2 พรรคเล็ก”หนุนเติมอีก 3 เสียง-ไร้เงื่อนไข ส่งผลให้ขณะนี้รวมเสียงในมือได้แล้ว 278 เสียง

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย , น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย ว่าที่ สส.จากพรรคการเมืองขนาดเล็ก จำนวน 2 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อชาติไทย ได้ว่าที่ สส. 2 คน คือ นายพงษ์ฐวัฒน์ เตชะเดชเรืองกุล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติไทย และนายอชินาธิรัตน์ ฉัตรทวีวรชัย ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และพรรคมิติใหม่ ได้ว่าที่ สส. 1 คน คือ นายปรีชา ไข่แก้ว ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคมิติใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อแสดงเจตจำนงสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการเสนอชื่อเป็นบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดย นายพงษ์ฐวัฒน์ กล่าวว่า ทางพรรคเพื่อชาติไทยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น และพร้อมสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่งผลให้ขณะนี้ พรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมและประกาศอย่างเป็นทางการ รวมทั้งสิ้น 278 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง , พรรคเพื่อไทย 74 เสียง , พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง , พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง และพรรคเล็ก จำนวน 6 พรรคๆ ละ 1 เสียง รวม 6 เสียง คือ พรรคใหม่ , พรรครวมใจไทย , พรรคประชาธิปไตยใหม่ , พรรคไทยทรัพย์ทวี , พรรครวมพลังประชาชน และพรรคมิติใหม่

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล หลังมีกระแสข่าวว่าจะไม่เชิญพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้าร่วมรัฐบาล นายไชยชนก ในฐานะเลขาฯ ภูมิใจไทย ที่ได้รับมอบหมายให้ประสานงานเพื่อหารือในการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวว่า เราได้แสดงเจตจำนงไปตั้งแต่ต้นว่าจะคุยกับทุกพรรคตามลำดับ แล้วแต่ว่าใครที่แสดงเจตจำนงว่าจะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ยังไม่มีการประสานงานมาจากพรรคกล้าธรรม ส่วนที่ปรากฎชื่อ นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เตรียมพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมนั้น นายเนวินเกี่ยวอะไร เพราะนายอนุทินได้ประกาศไปแล้วว่า จะพูดคุยกับทุกพรรค ประกอบกับต้องรอยืนยันการประกาศผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการก่อน ก็เป็นไปตามที่ได้แถลงก่อนหน้านี้ว่าขณะนีัมีพรรคเพื่อไทย และพรรคเล็ก ที่เข้ามาแสดงเจตจำนง

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่จะมีการดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมรัฐบาลแทนพรรคกล้าธรรม นายไชยชนก กล่าวว่า สุดท้ายแล้วต้องรอผลการเลือกตั้ง เพราะโจทย์คือต้องตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดอยู่แล้วตามสถานการณ์บ้านเมือง แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคว่าจะแสดงเจตจำนง และตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน

เมื่อถามว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความจำเป็นจะต้องอยู่กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องดูการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. ดูสมการ การพูดคุย และข้อเสนอกับทุกพรรคก่อน

เมื่อถามว่า กระทรวงเศรษฐกิจ จะต้องอยู่กับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ที่จะมี รมว.คลัง เป็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ รมว.พาณิชย์ เป็น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ส่วนจะต้องรวมไปถึงกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคม ด้วยหรือไม่นั้น ขอย้ำว่าต้องรอการพูดคุย พรรคภูมิใจไทยต้องรอดูผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพมากพอ สามารถร่วมงานกับใครก็ได้ และคิดว่า ตราบใดพรรคที่มาร่วมรัฐบาล มีเจตนาทำเพื่อประเทศชาติ ก็สามารถร่วมงานกันได้ เช่นเดียวกันกับกระทรวงด้านความมั่นคง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงกลาโหม ซึ่งไม่ว่าจะจับมือกับใคร ก็ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวลเรื่องความมั่นคง เพราะในช่วงที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มี 70 เสียง เราสามารถต่อสู้ยืนหยัด และปกป้องด้านความมั่นคงอธิปไตย และปัญหาอื่นที่รุมเร้าประเทศได้ แต่วันนี้เราเป็นพรรคที่มีเกือบ 200 เสียง จุดยืนเรายังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะจับมือกับใครก็ยืนหยัดที่จะทำเพื่อประเทศชาติเหมือนเดิม ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เชิญใครมาร่วมรัฐบาล แต่ได้ประกาศไปว่า พร้อมที่จะพูดคุยกับทุกพรรคที่มีเจตนาจะเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ก็มีพรรคตามที่ได้แถลงไปเป็นผู้ติดต่อมา

เมื่อถามย้ำว่า เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ติดต่อมาเองใช่หรือไม่ นายไชยนก กล่าวว่า เป็นการประสานงานมา เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ขณะนี้มีการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับพรรคเพื่อไทยแล้ว เช่น กระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นายไชยชนก กล่าวว่า ยืนยันว่ายังไม่มีการแบ่งกระทรวงจนกว่าจะมีการยืนยันผลการเลือกตั้ง เมื่อถามว่า แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยจะยังคุยกับพรรคกล้าธรรม จนกว่าพรรคกล้าธรรมจะติดต่อมาเองใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเช่นเดียวกันกับทุกพรรค

เท้ง ยังไม่ได้คุย แก้วตา เผยส่งคนเคลียร์แล้ว ปัดข่าวลือพรรคทำ IO ส้ม

เท้ง ยังไม่ได้คุย แก้วตา เผยส่งคนเคลียร์แล้ว ปัดข่าวลือพรรคทำ IO ส้ม

เท้ง ยังไม่ได้คุย แก้วตา เผยส่งคนเคลียร์แล้ว ปัดข่าวลือพรรคทำ IO ส้ม

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.09 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ได้มีการพูดคุยกับ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน หรือไม่ ภายหลังจากออกมาให้ข้อมูลโจมตีพรรคประชาชน โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีตัวแทนของพรรคได้พูดคุยอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวยังไม่ได้ยกหูคุยกันโดยตรง แต่สิ่งที่สื่อสารออกไปทางสื่อต่างๆ เป็นการบอกถึง น.ส.ธิษะณา อยู่แล้ว ว่าไม่ได้ต้องการทำร้าย น.ส.ธิษะณา แต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกันเขาคงยืนยันในสิ่งที่พูดได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่ส่วนตัวคิดว่าอยากให้ทุกคนลองมองทั้งสองด้าน ว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายออกมาแสดงความคิดความเห็นนั้น มีเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ว่า หลังจากนี้ น.ส.ธิษะณา จะออกมาเปิดเผยข้อมูลของพรรคประชาชนอีก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลายอย่างที่ น.ส.ธิษะณา ออกมาสื่อสาร ยืนยันว่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เช่น ที่ใช้คำว่า “IO ส้ม” พรรคประชาชนไม่เคยมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบนั้น สิ่งที่เรามีอาจจะมีทีมที่เรียกว่า Social Monitoring หรือ Social Listening จริง เพื่อติดตามความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ไม่ได้มีหน่วยงานเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมา เพื่อพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือชี้นำความคิดของสังคม เช่น มีทีมงานไปคอยตอบคอมเมนต์ใต้โพสต์ต่างๆ ที่เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอันนี้ไม่มีแน่นอน ตนขอปฏิเสธ

เท้ง แจงปมเลขหลังบัตร ปชช. ยันสมัครสมาชิก ปชน.ทำตามขั้นตอนกรมการปกครอง

เท้ง แจงปมเลขหลังบัตร ปชช. ยันสมัครสมาชิก ปชน.ทำตามขั้นตอนกรมการปกครอง

เท้ง แจงปมเลขหลังบัตร ปชช. ยันสมัครสมาชิก ปชน.ทำตามขั้นตอนกรมการปกครอง

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.05 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการสมัครสมาชิกของพรรคประชาชน ที่ขอให้ผู้สมัครกรอก เลข Laser ID ด้านหลังบัตรประจำตัวประชาชน ควบคู่กับเลขบัตร 13 หลัก และอาจเสี่ยงทำให้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล นั้น ตนขอยืนยันว่า เราไม่ได้มีการเก็บข้อมูลอะไรที่ทำให้เกิดความเสี่ยง ต่อการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล การขอเลขหลังบัตรประชาชน เป็นไปตามที่กรมการปกครอง เปิดช่องทาง เพื่อยืนยันความถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่า การสมัครสมาชิก การทำธุรกรรม หรือการบริจาคใดๆ ก็ตาม เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด เพื่อยืนยันว่าเป็นประชาชนตัวจริง จึงเป็นสาเหตุให้เราเก็บข้อมูลเลขหลังบัตรประชาชน มาใช้ยืนยันตามที่กรมการปกครองกำหนด

เมื่อถามว่า จะไม่มีปัญหาภายหลังใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีแน่นอน ได้ตรวจสอบกับทีมงานหลังบ้านแล้ว ว่าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ เพื่อไม่ให้รั่วไหล

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า เราใช้ในการไปยืนยันกับกรมการปกครอง อยากให้ทุกคนไปสอบถามกับกรมการปกครอง ช่องทางที่เรียกว่า API ที่เปิดให้หน่วยงานต่างๆ เช่น พรรคประชาชน เข้าไปตรวจสอบเขาต้องการ Laser Code ไปยืนยัน เราไม่ได้บรรจุข้อมูลส่วนนี้ไว้ในฐานข้อมูลของเรา

เท้ง สู้คดีกัลฟ์ ยืนยันความบริสุทธิ์-ศาลนัดสืบพยาน ต.ค.นี้

เท้ง สู้คดีกัลฟ์ ยืนยันความบริสุทธิ์-ศาลนัดสืบพยาน ต.ค.นี้

เท้ง สู้คดีกัลฟ์ ยืนยันความบริสุทธิ์-ศาลนัดสืบพยาน ต.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.01 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวภายหลังเดินทางมาให้ปากคำต่อศาลอาญาคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และทำให้เสียชื่อเสียง ในคดีที่บริษัท กัลฟ์ ดีเวลอปเมนท์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง และเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท กรณีที่ตนแถลงข่าวเรียกร้องรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงในช่วงเดือนตุลาคม 2567 และมี นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งถูกบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ฟ้องหลังจากอภิปรายเรื่องนี้ในสภาฯ โดยบริษัทดังกล่าวเรียกค่าเสียหายคนละ 100 ล้านบาท เดินทางมาพร้อมทนายความด้วย

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นไปตามขบวนการ หลังจากที่เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางมายื่นขอประกันตัวล่วงหน้าไปแล้ว และวันนี้มาให้การต่อศาลในฐานะจำเลย และตนได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะเป็นการนัดสืบพยาน เบื้องต้นนัดสืบในช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยตนขอไม่เปิดรายละเอียดว่าพยานที่เตรียมไว้มีใครบ้าง เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของพยาน ที่จะมาให้คำยืนยันแทนผู้ที่ถูกกล่าวหาในฐานะที่ผลักดันเรื่องพลังงานในประเทศไทย ที่ไม่ต้องการให้มีการผูกขาดพลังงาน

สำหรับในส่วน นายศุภโชติ ไชยสัจ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นัดยื่นพยานหลักฐานและคำให้การในช่วงเวลา 13.00 น.วันนี้ ส่วนของ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ศาลนัดสอบคำให้การในเดือน เม.ย.2569 นี้

อาจถึงขั้นยุบพรรค อ.ธนพร จี้พิรุธ ปชน. เรียกเก็บเลขหลังบัตร ปชช.ส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์

อาจถึงขั้นยุบพรรค อ.ธนพร จี้พิรุธ ปชน. เรียกเก็บเลขหลังบัตร ปชช.ส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์

อาจถึงขั้นยุบพรรค อ.ธนพร จี้พิรุธ ปชน. เรียกเก็บเลขหลังบัตร ปชช.ส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.29 น.

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีเว็บไซต์พรรคประชาชน (ปชน.) กำหนดให้ผู้สมัครสมาชิกพรรคต้องกรอกข้อมูลส่วนบุคคลอย่างละเอียด โดยนอกจากเลขบัตรประชาชน 13 หลักแล้ว ยังมีการเรียกเก็บรหัส Laser ID (เลขหลังบัตรประชาชน) ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ และได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยข้อมูลส่วนนี้ปกติจะเปิดเผยได้เฉพาะเมื่อมีคำสั่งศาล หรือเจ้าของบัตรยินยอมเท่านั้น ท่ามกลางความกังวลว่าหากข้อมูลหลุดไปถึงมิจฉาชีพ อาจถูกนำไปใช้สวมรอยทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายได้

ล่าสุด รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง ได้ออกมาให้ความเห็นถึงกรณีดังกล่าว ว่า การกระทำของพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เนื่องจากเลข Laser ID คือรหัสสำคัญที่กรมการปกครองระบุชัดเจนว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวขั้นสูง หากผู้ใดได้ไปสามารถนำไปใช้ทำกิจกรรมแทนเจ้าของบัตรได้แทบทุกอย่าง การเรียกเก็บข้อมูลเช่นนี้จึงทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลของพรรค

สำหรับข้ออ้างของพรรคประชาชนที่ระบุว่าจำเป็นต้องขอ Laser ID เพื่อยืนยันสัญชาติไทยของผู้สมัครให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นั้น รศ.ดร.ธนพร เห็นแย้งว่า เหตุผลดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เพราะโดยปกติการทำธุรกรรมกับหน่วยงานราชการ หรือธนาคาร เพียงแค่เลขหน้าบัตร 13 หลัก ก็เพียงพอในการยืนยันตัวตนแล้ว การที่พรรคการเมืองพยายามเข้าถึงรหัสลับหลังบัตร จึงดูเป็นการกระทำที่เกินความจำเป็น และไม่ตรงไปตรงมา

นอกจากนี้ รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า การกำหนดแบบฟอร์มสมัครสมาชิกต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรค หากพิสูจน์ได้ว่ากรรมการบริหารพรรครู้อยู่แล้ว ว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย หรือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ก็แสดงให้เห็นว่าการดำเนินกิจการพรรคส่อเจตนาแฝงเร้น ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมือง โดยเชื่อว่า หากมีผู้ไปร้องเรียนในประเด็นนี้ เรื่องอาจจะลุกลามใหญ่โตจนถึงขั้นพิจารณายุบพรรคได้ในที่สุด

จับตา!วิกฤตการเมือง จตุพร วิจารณ์จัดตั้งรัฐบาลส่อทำลายเจตจำนง ปชช.

จับตา!วิกฤตการเมือง จตุพร วิจารณ์จัดตั้งรัฐบาลส่อทำลายเจตจำนง ปชช.

จับตา!วิกฤตการเมือง จตุพร วิจารณ์จัดตั้งรัฐบาลส่อทำลายเจตจำนง ปชช.

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.39 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า ถ้าอารมณ์ไม่พอใจการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาบรรจบกับนักการเมืองหาเสียงด้วยคำลวงหลอกซ้ำสองจะยิ่งเติมเชื่อไฟปะทุกระพือโหมได้ในพริบตา

อีกทั้ง นายจตุพร กล่าวว่า อุณหภูมิทางการเมืองขณะนี้เหมือนบรรยากาศการเลือกตั้งเป็นโมฆะในปี 49 และปี 57 อันเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ขณะที่การเลือกตั้งปี 69 บัตรเลือกตั้งสามารถสืบย้อนไปถึงการลงคะแนนเสียง จึงไม่เป็นความลับอีกต่อไป และที่สำคัญบรรยากาศชุลมุนเช่นนี้เป็นกรณีศึกษาจะลงท้ายที่เกิดรัฐประหารทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดย กกต.อ้างว่าป้องกันบัตรปลอมย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะมีวิธีสารพัดในการป้องกัน แต่บาร์โค้ดสามารถสืบค้นได้ จึงทำให้การลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ขัด รธน.มาตรา 85 โดยกรณีนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ตรวจการแผ่นดินและศาล รธน.จะวินิจฉัยเป็นผลปลายทางสุดท้าย

ในด้านการเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง การร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยนั้น ประชาชนฟังหาเสียงของพรรคนี้จะรับได้หรือไม่กับการปราศรัยที่กะล่อน ตลบตะแลง และด่าพรรคการเมืองตรงข้ามสารพัด เมื่อเลือกตั้งเสร็จผลออกมาแพ้ก็กลายเป็นโอละพ่อ กลับหลังหันเข้าร่วมรัฐบาล การทำการเมืองแบบนี้ จึงไม่มีใครทำลายประชาธิปไตยได้ดีไปกว่าพวกนักการเมืองหาเสียงหลอกลวง

“คนไปเลือกตั้ง (ลงคะแนนเสียง) ต้องเลือกตามความกะล่อน ถ้าโกหกสำเร็จกลายเป็นพรรคลำดับต้น โกหกไม่สำเร็จก็เป็นพรรคอันดับสาม แล้วอย่างไงละ เมื่ออุณหภูมิการเมืองแบบนี้ย่อมเป็นปัญหาของบ้านเมือง” นายจตุพร กล่าว และว่า คนไปเลือกพรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะไม่พอใจพรรคเพื่อไทยในเรื่องกรณีไทย-กัมพูชา จึงเทกระแสเสียงเลือกตั้งมาให้ ดังนั้น คนไทยต้องตั้งสติกันว่า การเมืองแบบนี้ใช้ได้ เพราะทำลายเจตจำนงของประชาชน แม้การทำผิด รธน.และกฎหมายเลือกตั้ง กกต.ต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ความเหลวแหลกของนักการเมืองก็เป็นความเสียหายเช่นกัน ดังนั้น เมื่ออารมณืทั้งสองอย่างมาบรรจบกัน ความไม่พอใจของประชาชนจะกระพือโหมและขยายออกไปไกลมาก จึงไม่ควรประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินเหตุการณ์ที่ล้มเหลวอยู่เบื้องหน้า

“พอเพื่อไทยจับมือกับภูมิใจไทย อารมณ์ไม่พอใจทั้งสองอารมณ์ (ที่เกิดกับพรรคการเมือง) ทำให้คนหมดใจกัน พรรคเพื่อไทยบางคนที่เป็นขี้ข้ายังทนไม่ได้เลย เพราะเพิ่งฟังปราศรับจนหูชากันมา และก่อนไปจับมือ (ร่วมรัฐบาล) กันยังจะยื่นให้เป็นเลือกตั้งโมฆะ พอจับมือแล้วเลือกตั้งโมฆะเงียบกริบ เหมือนเคยหลอกคนเสื้อแดงเรื่องร้อยวันฟ้องตรง ก็อาการเดียวกัน”

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อวิกฤตศรัทธาเกิดขึ้นจะประมาทไม่ได้ โดยกรณีต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร กับนิรโทษสุดซอยในสมัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้อารมณ์สองอย่างมาบรรจบกัน คนจึงมาเต็มถนน แต่ครั้งนี้ในปี 69 เป็นผลกระทบจากการไปใช้สิทธิ์ และถ้ามาบรรจบกับอารมณ์ของคนตามความเชื่อเหมือนถูกทรยศหักหลัง โดยอาการแบบนี้ดูเหมือนขณะนี้คนยังไม่ล้นถนน แต่อารมณ์คนในสื่อสังคมโซเชียลไปไกลกว่า ดังนั้น การเมืองทำแบบนี้กันได้เหรอ ซึ่งเป็นการทำซ้ำจากปี 66 ที่ตระบัดสัตย์ข้ามขั้ว

อย่างไรก็ตาม กรณีตั้งรัฐบาล ถ้าการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ หากพรรคกล้าธรรมถอยสุดซอย ทั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยอมไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ เลย และรับได้ทุกกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยแบ่งให้ เพื่อแลกกับเขี่ยพรรคเพื่อไทยจากร่วมรัฐบาล หากเป็นแบบนี้เพื่อไทยย่อมตกอยู่ในสถานะลำบากหนักกว่าเดิมเลย หนำซ้ำยังต้องเผชิญกับวิกฤตเสื่อมศรัทธาของประชาชน

“สิ่งสำคัญ หากสองอารมณ์ไม่พอใจมาบรรจบกัน เมื่อ (เพื่อไทย) ทำครั้งแรกในปี 66 ยังเฉยได้ แต่มาทำซ้ำครั้งสองในปี 69 เหมือนเอาเท้าเหยียบหน้าคนศรัทธาที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเลือกเพื่อไทย เท่ากับตีค่าให้เป็นพวกกระจอกงอกง่อยเลย จะตบหน้า เอาเท้าเหยียบหน้าก็ไม่รู้สึกรู้สา” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร เชื่อว่า อารมณ์ของประชาชนที่ไม่พอใช้การเลือกตั้งและพรรคการเมือง ถ้าเกิดปะทุขึ้นในชั่วพริบตา จะกระทบการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งจะทำไม่ได้ง่าย ดังนั้น การตั้งรัฐบาลไม่ได้อยู่เสียงข้างมากอย่างเดียว หากไม่สนใจภาระความรู้สึกของประชาชนย่อมมีอันเป็นไปทั้งนั้น

“เมื่อพรรคการเมืองรีบตั้งรัฐบาล ไม่รอผลเลือกตั้งแล้ว ยิ่งทำให้สองอารมณ์ไม่พอใจทั้ง กกต.และพรรคการเมืองมาบรรจบ หรือบวกกันเร็วขึ้นในพริบตาทันที เสียงรัฐบาล 377 เสียงยังล้มมาได้แล้ว ดังนั้น อย่าประมาทอารมณ์ประชาชน” นายจตุพร กล่าว

หนทางตีบตัน! นันทิวัฒน์ ชี้เลือกตั้ง 7 วันไร้ข้อยุติ แฉวงจรซื้อเสียง-ถอนทุนคืน

หนทางตีบตัน! นันทิวัฒน์ ชี้เลือกตั้ง 7 วันไร้ข้อยุติ แฉวงจรซื้อเสียง-ถอนทุนคืน

หนทางตีบตัน! นันทิวัฒน์ ชี้เลือกตั้ง 7 วันไร้ข้อยุติ แฉวงจรซื้อเสียง-ถอนทุนคืน

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.14 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หนทางตีบตัน

เลือกตั้งผ่านมา​ 7 วันแล้ว

พรรคไหนได้กี่เสียงชัดๆยังไม่มี​ กกต.​กำลังถูก
รุมถล่มเละ​ไม่สามารถประกาศรับรองผลอย่าง
เป็นทางการได้แม้แต่คนเดียว

กกต.ถูกก่นด่า​ ไม่สามารถแจกใบเหลืองแดง
คนเค้ารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าซื้อเสียง
ศาลถามหาพยานพร้อมหลักฐาน
มีใครยอมเป็นพยานขึ้นศาลด้วยวิญญาน
แต่ไม่มีลมหายใจ​ เพราะตายไปก่อนแล้ว

นักการเมืองตีรวน​ อยากให้นับคะแนนใหม่​ บาง
พวกไปไกล​ จะให้เลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ​ อยาก
สู้ใหม่อีกสักยก

เอาจริงๆ​ นับคะแนนใหม่​ ผลจะพลิกหน้ามือเป็น
หลังมือได้ไหม​ น้ำเงินแพ้ส้ม​ แพ้แดง

ใครเชื่ออย่างนี้ยกมือขึ้น

หรือหากมีเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นจริงๆ
พรรคไหนจะชนะ​ ใครสามารถอ่านใจคนไทย
แต่ไทยจะว่างเว้นไม่มีรัฐบาลไปอีกกี่เดือน​ รัฐบาล
นี้เป็นรัฐบาลรักษาการ​ ไม่มีอำนาจบริหารราชการใดๆ​นอกจากทำงานประจำ

เพื่อนบางคนเครียดโทรมาบ่นว่า​ เบื่อมาก​ ยิ่งได้
ฟังอินฟูเอนเซอร์เจ้าเก่าพูดตำหนิโน่นนี่นั่น​ ด่า
พรรคบางพรรค​ ทำนองว่า​ เลวอย่างนั้นอย่างนี้​
ไม่ควรร่วมรัฐบาล

อยากจะถามเพื่อนๆ​ ลอยๆๆ ไม่ต้องการคำตอบ
ชี้มาที​ พรรคไหนไม่ใช้เงินซื้อเสียง
ซื้อเสียงเป็นพันเป็นหมื่นล้าน​ จะเอาทุนคืนยังไง
ถอนทุนคืนจากงบประมาณ​ สร้างอภิมหาโครงการ
พรรคไหนบ้างที่ไม่โกง​ นักการเมืองขาวสะอาด
เบื่อการเมืองเลือกตั้งอย่างนี้หรือยัง

ถ้านักการเมืองแก้กฎหมายเพื่อตัวเองได้
ใครจะเอากระบวนไปผูกคอแมวได้
การเมืองไทยคงย่ำอยู่ในน้ำเน่าเช่นนี้อีกนาน

แพ้ไม่รู้จักแพ้​ ชอบโกงไปโกงมา
หลีกเลี่ยงกฎหมายจับไม่ได้ถึงจะเก่ง
ไทยจะอยู่กันอย่างนี้หรือ