โค้งสุดท้ายผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชี้สัญญาณดีคนกลับมาเลือก ปชป.

โค้งสุดท้ายผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชี้สัญญาณดีคนกลับมาเลือก ปชป.

โค้งสุดท้ายผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชี้สัญญาณดีคนกลับมาเลือก ปชป.

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.24 น.

โค้งสุดท้ายผู้ว่าฯ กทม. “อนุชา”ชูปราบคอร์รัปชัน ชี้สัญญาณดีคนกลับมาเลือก ปชป. ห่วงโครงสร้างอาคารเก่าแยกหมอมี “อภิสิทธิ์”ฝากคนกรุง ทบทวน 4 ปีที่ผ่านมายังเจอปัญหาเดิมซ้ำซาก

21 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดยิ่งเจริญ กับ นายชัชชนะพงศ์ แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางเขน หมายเลข 2

จากนั้นลงพื้นที่กับ นายต้นรังสรรค์ กียปัจจ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตหลักสี่ หมายเลข 4 ที่ตลาดเมืองทอง (บึงสีกัน) ซอยแจ้งวัฒนะ 14 ก่อนจะลงพื้นที่ร่วมกับนายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ ผู้สมัคร ส.ก.เขตมีนบุรี หมายเลข 2 ที่ตลาดจตุจักร 2 ต่อด้วยการลงพื้นที่กับนายเกษนันท์ เรืองตาบ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคันนายาว หมายเลข 1

นายอนุชา กล่าวถึงเสียงสะท้อนจากการลงพื้นที่ที่เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายว่า นอกเหนือจากปัญหาเรื้อรังที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องการให้แก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาขยะและความสะอาดแล้ว ประชาชนยังเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา “การทุจริตคอร์รัปชัน” อย่างจริงจัง

“ประชาชนต้องการให้ผู้ว่าฯ และ ส.ก. จากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปขจัดการทำงานที่ไม่โปร่งใสใน กทม.ทั้งในระดับผู้บริหารและข้าราชการประจำ โดยเฉพาะประเด็นการซื้อขายตำแหน่งและการเรียกรับผลประโยชน์ (ใต้โต๊ะ) เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณของกรุงเทพมหานคร จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและไม่มีการรั่วไหล ซึ่งนโยบายต่อต้านการทุจริตเป็นข้อสั่งการตรงจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่กำชับให้ผู้สมัครทุกระดับ ยึดถือปฏิบัติ หากพบความไม่โปร่งใส หรือมีข้อสงสัยจากสังคม ผู้ปฏิบัติงานจะต้องสามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนผ่านกลไกของพรรค” นายอนุชา กล่าว

สำหรับผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอนุชา ระบุว่า ไม่ได้มีความกังวลใจใดๆ เนื่องจากตลอดการลงพื้นที่ ประชาชนยังคงให้กำลังใจและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อไป นอกจากนี้ยังพบสัญญาณบวกจาก 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มอดีตผู้สนับสนุนพรรค ที่เคยไปเลือกผู้สมัคร หรือพรรคอื่น เริ่มแสดงความจำนงกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง หลังเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่วนกลุ่มที่ยังลังเล เริ่มตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น จากการนำเสนอนโยบายที่เอาจริงเอาจังและวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่พรรคนำเสนอ

นายอนุชา ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบอุบัติเหตุบริเวณเขตสัมพันธวงศ์ในช่วงเย็นเมื่อวานนี้ (20 มิ.ย.)ว่า ตนได้เข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุเพื่อดูว่ามีอะไรเพิ่มเติมที่พอจะประสานได้และมีโอกาสสอบถามปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ และได้พูดคุยกับหน่วยกู้ภัยต่างๆ โดยได้พยายามตัดไฟในเบื้องต้นก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมหรืออันตรายกับคนที่อยู่บริเวณรอบข้าง มีการย้ายเสาไฟฟ้า เพื่อให้เข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งจริงแล้วอาคารไม่ได้ถล่มแต่เป็นระเบียงด้านหน้าที่ร่วงลงมา จนเกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต โดยผู้เสียชีวิตกลับมาเตรียมปิดร้าน แต่อย่างอื่นคงต้องรอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในช่วงเช้านี้ ว่าโครงสร้างอาคารต่างๆ เป็นอย่างไร เพราะเท่าที่สังเกตเมื่อวาน บริเวณรอบข้างก็จะมีลักษณะเดียวกัน ซึ่งคงต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องความแข็งแรงว่า ถ้าทิ้งไว้แบบเดิมจะต้องเข้าไปดำเนินการเร่งด่วนหรือไม่

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการหาเสียงผู้ว่า กทม.ช่วงโค้งสุดท้าย ว่า ฝากข้อคิดให้ชาวกรุงเทพฯ ทบทวนผลงานการบริหารจัดการเมืองในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ว่าตอบโจทย์ความพึงพอใจหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่าเพียงแค่ช่วง 1 เดือนของการหาเสียง กรุงเทพฯ ยังคงเผชิญปัญหาเดิมซ้ำซาก ทั้งน้ำท่วม อาคารถล่ม และถนนยุบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายังมีภาระงานที่รอการแก้ไขอีกมาก

นายอภิสิทธิ์ เน้นย้ำว่า นอกเหนือจากการยกระดับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ แล้ว กทม.ยังต้องการผู้นำที่กล้าตัดสินใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งระบบจัดการน้ำท่วม การจัดการขยะ และระบบขนส่งมวลชน

“กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ การผลักดันให้เป็น AI Hub คือสิ่งที่เป็นไปได้ แต่เราไม่ต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยกัญชา หรือการปล่อยปละละเลยให้ชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย นี่คือปัญหาใหญ่ที่เราตั้งใจจะเข้าไปแก้ไขและกำหนดทิศทางของเมืองในอนาคต” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

– 006

ยกระดับสมุดสีชมพูโฉมใหม่ เชื่อมข้อมูลสุขภาพแม่และเด็กสู่ระบบดิจิทัล

ยกระดับสมุดสีชมพูโฉมใหม่ เชื่อมข้อมูลสุขภาพแม่และเด็กสู่ระบบดิจิทัล

ยกระดับสมุดสีชมพูโฉมใหม่ เชื่อมข้อมูลสุขภาพแม่และเด็กสู่ระบบดิจิทัล

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

21 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพแม่และเด็กตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนถึงวัยเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับปรุง “สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก” หรือ “สมุดสีชมพู” โฉมใหม่ เพื่อยกระดับการฝากครรภ์คุณภาพและเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านสุขภาพเข้าสู่ระบบดิจิทัล รองรับการดูแลสุขภาพแม่และเด็กอย่างครบวงจร สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านการพัฒนาระบบประกันสุขภาพและบริการสาธารณสุข ที่มุ่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนให้สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมุดสีชมพูโฉมใหม่ได้รับการปรับปรุงจากข้อเสนอแนะของหญิงตั้งครรภ์ ผู้ปกครอง และบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ เพื่อให้ทันสมัย ใช้งานสะดวก และตอบโจทย์การดูแลสุขภาพในยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น โดยมีการพัฒนาใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปรับรูปแบบการบันทึกข้อมูลการฝากครรภ์ให้มีความชัดเจนและใช้งานง่าย การเพิ่มเครื่องมือประเมินสุขภาพ เช่น กราฟติดตามน้ำหนักตามค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ (BMI) เพื่อช่วยประเมินภาวะโภชนาการและเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านสุขภาพ รวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาการดูแลตนเองระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด และหลังคลอดให้สอดคล้องกับองค์ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านสุขภาพเข้าสู่ระบบดิจิทัลผ่าน QR Code ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างสะดวก ทั้งด้านโภชนาการสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก การดูแลสุขภาพช่องปาก การใช้สื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสม และการเลี้ยงดูเด็กตามช่วงวัย

พร้อมกันนี้ ยังได้นำแนวคิด Nurturing Care Framework มาใช้ในการพัฒนาเนื้อหา เพื่อส่งเสริมการดูแลเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเจริญเติบโต การเรียนรู้ สุขภาวะทางอารมณ์ และความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงส่งเสริมบทบาทของครอบครัวในการติดตามการเจริญเติบโต การรับวัคซีนตามวัย การดูแลสุขภาพช่องปากตั้งแต่ฟันซี่แรก และการสังเกตพัฒนาการของเด็กอย่างใกล้ชิด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรมอนามัยยังได้พัฒนาเนื้อหาเพิ่มเติมให้เข้าใจง่าย ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงสื่อดิจิทัล รวมถึงบูรณาการโครงการโรงเรียนพ่อแม่แบบผสมผสาน (Smart Hybrid Parenting School) ซึ่งดำเนินการร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อเพิ่มองค์ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์และผู้ดูแลเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ สมุดสีชมพูยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นบริการฝากครรภ์คุณภาพ การตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อน การรับวัคซีน การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และบริการส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ ตามระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล

“รัฐบาลมุ่งยกระดับการดูแลสุขภาพแม่และเด็กตั้งแต่ก่อนคลอดจนถึงวัยเด็ก ผ่านการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ และส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเติบโตอย่างสมวัย มีพัฒนาการที่เหมาะสม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามเป้าหมาย ‘ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย เด็กไทยเติบโตสมวัย มีสุขภาพดีตลอดช่วงชีวิต’ ” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ กรมอนามัยขอเชิญชวนหญิงตั้งครรภ์ทุกคนเข้ารับบริการฝากครรภ์(ก่อน 12 สัปดาห์) และนำสมุดสีชมพูติดตัวทุกครั้งที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขสามารถติดตามและดูแลสุขภาพแม่และลูกได้อย่างต่อเนื่อง ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสถานพยาบาลที่สนใจสามารถขอรับสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

รัฐบาลกวาดล้างนอมินี ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ ภูเก็ต-กระบี่-พังงา มูลค่าพันล้าน

รัฐบาลกวาดล้างนอมินี ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ ภูเก็ต-กระบี่-พังงา มูลค่าพันล้าน

รัฐบาลกวาดล้างนอมินี ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ ภูเก็ต-กระบี่-พังงา มูลค่าพันล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

21 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี ในการกวาดล้างขบวนการนอมินี หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลบูรณาความร่วมมือสนธิกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนนโยบายของนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นลงพื้นที่กวาดล้างขบวนการนอมินี รวมถึงแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 500 นาย ปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3” ในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดกระบี่ ดำเนินการตรวจค้นที่ดิน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตร.ว.รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 1,053 ล้านบาท ในพื้นที่เป้าหมาย 3 จังหวัด ดังนี้

จังหวัดภูเก็ต ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 50.5 ตร.ว.มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน/หมายจับ 13 หมายจับ และบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 62.5 ตร.ว.มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมายค้น รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 56 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 13 ตร.ว.มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท

จังหวัดพังงา ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 7 แปลง จำนวน 17 ไร่ 3 งาน 18 ตร.ว.มูลค่าประมาณ 269 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 6 หมายจับ ศาลอนุมัติหมายค้น 3 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 1 คน และบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 1 บริษัท ที่ดิน 1 แปลง จำนวน 9 ไร่ 3 งาน 20.4 ตร.ว.เจ้าพนักงานที่ดินสาขาตะกั่วป่า ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ บริษัท อตามันฯ ซึ่งถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่าประมาณ 54 ล้านบาท

จังหวัดกระบี่ ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 17 แปลง จำนวน 6 ไร่ 1 งาน 12.4 ตร.ว.มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 40 หมายจับ หมายค้น 13 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทย 26 คน ชาวต่างชาติ 12 คน นำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 8 บริษัท ที่ดิน 8 แปลง จำนวน  8 ไร่ 25.6 ตร.ว.มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาท ศาลได้อนุมัติหมายค้น 6 หมาย เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามของบริษัท

สรุปผลการปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3” ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา บริษัทที่มีลักษณะเป็นนอมินี จำนวน 29 บริษัท และ บริษัทถือครองที่ดิน แต่มีจำนวนผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวมากกว่าคนไทย จำนวน 48 บริษัท ดำเนินการตามหมายและกระบวนการทางกฎหมาย/ออกหมายจับ จำนวน 59 หมาย ออกหมายค้น จำนวน 60 หมาย ที่ดิน จำนวน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 1,053,518,872 บาท

“นายกรัฐมนตรีสั่งการเร่งขยายผลลงพื้นที่กวาดล้าง ปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ แจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

‘มัลลิกา’หาเสียงหนัก โกยแต้มชิงผู้ว่ากทม.

‘มัลลิกา’หาเสียงหนัก โกยแต้มชิงผู้ว่ากทม.

‘มัลลิกา’หาเสียงหนัก โกยแต้มชิงผู้ว่ากทม.

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘มัลลิกา’หาเสียงหนัก โกยแต้มชิงผู้ว่ากทม.

“มัลลิกา” หาเสียงตลาดริมบึง เขตหลักสี่ ชูแผนฟื้นเศรษฐกิจแก้ปัญหาเมืองเรื้อรัง นำเทคโนโลยี AI ช่วยแก้จราจร-น้ำท่วม ลั่นผลโพลมาอันดับ 2 แต่มีโอกาสชนะสูงมาก คะแนนหายใจรดต้นคอ “ชัชชาติ” แล้วขณะที่ “อนุชา-อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่ สาทร ยานนาวา-บางแค แต่เช้า มั่นใจนโยบายตรงใจ ประกาศยกเครื่องระบบขยะ ชูยุทธศาสตร์องคาพยพ ปชป. กระจายตัวทั่ว กทม. ลุยโค้งสุดท้าย ด้าน “เท้ง” นำทัพผู้สมัคร สก. แห่รอบ กทม. ชั้นในช่วงโค้งสุดท้ายศึกเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดริมบึง แขวงทุ่งสีกัน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ และประชาชนในย่านตลาดริมบึง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของเขตหลักสี่และมีประชาชนสัญจรจำนวนมากตลอดทั้งวัน

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนจำนวนมากเข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพ และสะท้อนปัญหาที่ต้องการให้กรุงเทพมหานครเร่งแก้ไข โดย ดร.มัลลิกา ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในภารกิจโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งที่เหลือเวลาอีกเพียง 7 วัน เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนและนำเสนอแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานคร
ภายใต้ยุทธศาสตร์ 14 ด้าน ที่สามารถดำเนินการได้ทันที

ปัญหาปากท้องสำคัญมากที่สุด

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ คือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การค้าขาย และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น จึงผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนผู้ค้ารายย่อย ตลาดชุมชน และผู้ประกอบการขนาดเล็กให้สามารถสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในทุกเขตของกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ เขตหลักสี่ยังเป็นพื้นที่ที่เผชิญปัญหาเรื้อรังหลายด้าน ทั้งปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ น้ำท่วมซ้ำซาก และจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ ปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฝนตกหนัก ปัญหาไฟส่องสว่างในชุมชนและทางเดินสาธารณะ ความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เสนอนำAIช่วยบริหารจัดการเมือง

ดร.มัลลิกา จึงเสนอแนวทางแก้ไขด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการเมือง ไม่ว่าจะเป็นระบบ AI Traffic Real-Time เพื่อแก้ปัญหาการจราจร ระบบ AI Flood Radar เพื่อเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำท่วมล่วงหน้าการเพิ่มไฟส่องสว่างอัจฉริยะและกล้องวงจรปิดในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการยกระดับบริการสาธารณะให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส

“กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสสร้างรายได้ มีความปลอดภัยและได้รับบริการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันทั้ง 50 เขต หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนพร้อมทำงานทันที ทำเป็นเพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งโอกาส เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน” ดร.มัลลิกา กล่าว

มั่นใจมีโอกาสชนะสูงมาก

ทั้งนี้ ดร.มัลลิกา ได้เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 และขอคะแนนเสียงให้หมายเลข 14เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงและอนาคตใหม่ให้กับกรุงเทพมหานครต่อไป

“ขณะนี้ผลสำรวจคะแนนนำมาเป็นอันดับ 2 แต่ไม่ได้ห่างอย่างที่นักวิชาการทำผลสำรวจโดยปัจจุบันมีโอกาสชนะสูงมากคะแนนหายใจรดต้นคอเลย จึงขอให้ทุกคนที่จะกาเบอร์ 14 อยู่แล้วขอให้เชื่อมั่นและไปขอคะแนนจากเพื่อนและครอบครัวมาอีกจากหนึ่งคนไปขอเพิ่มอีกสี่คนมั่นใจว่าชนะขาด” ดร.มัลลิกา กล่าวทิ้งท้าย

‘อนุชา-อภิสิทธิ์’ออกหาเสียงแต่เช้า

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายมนตรี เปรมบุญ ผู้สมัคร สก.เขตสาทร หมายเลข 1 ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่มาออกกำลังกาย ที่สวนสุขภาพแต้จิ๋วตั้งแต่ช่วงเช้า ต่อด้วยการลงพื้นที่ตลาดเช้าเซนต์หลุยส์ หรือตลาดเช้ากิตติ

จากนั้นลงพื้นที่คู่กับ นายสมเกียรติ ปัญญะธารา ผู้สมัคร สก.เขตยานนาวา หมายเลข 3 ที่ตลาดรุ่งเจริญ ก่อนจะไปที่ตลาดบางแค โดยการล่องเรือผ่านชุมชนริมคลองราชมนตรี กับนายกวิน ชาตะวนิช ผู้สมัคร สก.เขตบางแค หมายเลข 3 โดยทุกพื้นที่ประชาชนต่างทักทายให้การต้อนรับ และแลกเปลี่ยนถึงปัญหาในพื้นที่ต่อนายอนุชาและคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง

ปัญหา‘ขยะ-น้ำท่วม’ต้องแก้ไขด่วน

นายอนุชา เปิดเผยถึงภาพรวมการลงพื้นที่ว่า ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากพี่น้องประชาชน หลายคนแสดงความดีใจที่ได้พบปะพูดคุยกับผู้สมัครโดยตรง พร้อมทั้งสะท้อนว่านโยบายทั้ง 5 ด้านที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนั้นมีความตรงใจ และอยากให้เร่งนำไปขับเคลื่อนจริงหากได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในศาลาว่าการ กทม. และสภากรุงเทพมหานคร

สำหรับปัญหาเร่งด่วนในพื้นที่เขตสาทร นายอนุชา ระบุว่า จากการรับฟังความเห็นของประชาชน พบว่ามี 2 เรื่องหลักที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ เรื่องการบริหารจัดการขยะ ที่ประชาชนสะท้อนว่า แม้จะพยายามคัดแยกขยะจากครัวเรือนแล้ว แต่สุดท้ายรถเก็บขยะของ กทม. ก็ยังนำมารวมกันในรถคันเดียว ซึ่งปัญหานี้จะต้องได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ส่วนอีกเรื่องคือ ปัญหาน้ำท่วมขัง เวลาฝนตกหนัก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนฝากความหวังไว้สูง

เดินหน้าลุยหาเสียง-ไม่สนผลโพล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ล่าสุด นายอนุชา กล่าวอย่างมั่นใจว่า ตนเองและพรรคยังคงเดินหน้าหาเสียงตามแนวทางและนโยบายที่ตั้งไว้ต่อไป อีกทั้งในขบวนการลงพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาให้กำลังใจ และยืนยันว่าไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ หรือผลโพลจะอยู่อันดับที่เท่าไหร่ ตนก็คือที่หนึ่งในใจของพวกเขา และพร้อมจะออกไปสิทธิเลือกตั้งให้พรรคประชาธิปัตย์ทั้งผู้ว่าฯ และ สก. แน่นอน

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังได้กล่าวเชิญชวนชาวกรุงเทพมหานครให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัคร สก.ครบทั้ง 50 เขต ซึ่งทุกคนเป็นบุคลากรที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี มีประสบการณ์การทำงานในพื้นที่มาเป็นสิบๆ ปี แม้ในช่วงที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ก็ยังคงทำหน้าที่รับฟังและช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เน้นทำงานเป็นทีม/ลงพื้นที่ทั้ง50เขต

“ยุทธศาสตร์ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้พรรคประชาธิปัตย์ใช้การทำงานเป็นทีม (องคาพยพ) โดยมีผู้บริหารพรรคในทุกระดับชั้นกระจายกำลังลงพื้นที่ทั้ง 50 เขต เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนกรุงเทพฯ ว่า ผู้ว่าฯและ สก. ของเรา มีพรรคคอยสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิด ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้สิทธิ์กันให้มากๆ ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ครับ” นายอนุชา กล่าว

‘เท้ง’นำทัพผู้สมัครสก.แห่หาเสียง

ทางด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.กรุงเทพฯ และผู้สมัคร สก.พรรคประชาชน ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในร่วมกิจกรรมคาราวาน กทม.ชั้นใน เพื่อเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ สก. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ซึ่งพรรคประชาชนส่ง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ หมายเลข 1 พร้อมผู้สมัครสก. ครบทั้ง 50 เขต .

สำหรับเส้นทางคาราวานในวันนี้เริ่มต้นด้วยการปราศรัยที่ตลาดวัดแขก (ซอยสีลม 20) เขตบางรัก ก่อนจะเคลื่อนขบวนผ่านพื้นที่เขตปทุมวัน ราชเทวี และพญาไท มุ่งหน้าสู่การปราศรัยจุดที่สองที่ตลาดราชวัตร เขตดุสิต จากนั้นคาราวานได้เดินทางต่อไปยังเขตพระนครเพื่อปราศรัยที่ตลาดตรอกหม้อ ต่อไปยังเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและเขตสัมพันธวงศ์ ปิดท้ายการปราศรัยที่ย่านเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนสนใจรับฟังและให้กำลังใจตลอดเส้นทาง

ขอโอกาสให้ปชน.บริหารกรุงเทพฯ

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ตอนนี้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เหลืออีกเพียง 8 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ขอเชิญชวนชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิ์ให้มากๆ ให้โอกาส โจ ชัยวัฒน์ และพรรคประชาชนเข้าไปบริหารกรุงเทพมหานคร ด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ มีทีมบริหารที่มีความพร้อม และนโยบายของพรรคที่ออกแบบมาอย่างรอบด้าน จะเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน ทั้งนี้ระหว่างการปราศรัยมีประชาชนนำน้ำส้ม 10 ขวดมามอบให้เป็นกำลังใจ หัวหน้าพรรคประชาชนจึงกล่าวว่า “ขอให้ส้ม 10 ขวดนี้เปลี่ยนเป็น สก. 50 คน”

กมธ.ตำรวจลงดาบ สอบสส.ภาวุธ พัวพันฟอเร็กซ์ฉาว เปิดทางพิสูจน์ความจริง

กมธ.ตำรวจลงดาบ สอบสส.ภาวุธ พัวพันฟอเร็กซ์ฉาว เปิดทางพิสูจน์ความจริง

กมธ.ตำรวจลงดาบ สอบสส.ภาวุธ พัวพันฟอเร็กซ์ฉาว เปิดทางพิสูจน์ความจริง

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กมธ.ตำรวจลงดาบ สอบสส.ภาวุธ พัวพันฟอเร็กซ์ฉาว เปิดทางพิสูจน์ความจริง ‘เท้ง’โวยปชน.โดนรังแก พท.จี้ให้รีบปัดกวาดบ้าน

ประธาน กมธ.ตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร จ่อเรียก สส.ปชน. ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ แจงปมโอนเงิน 28 ล้าน โยงคดีฟอเร็กซ์ ชี้ให้โอกาสใช้กลไกของสภา พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ด้าน “เท้ง” ครวญดีเอสไอดิสเครดิต ขณะที่ เพื่อไทย สบช่องแนะ ปชน. รีบปัดกวาดบ้านเป็นการด่วน เปิดผังสืบสวนดีเอสไอคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ ขยายผล 3 กลุ่มเครือข่ายเกี่ยวข้อง “โบรกเกอร์-IB โค้ชสอนเทรด-บริษัท Payment” เส้นเงินขณะคนถูกพาดพิงยังเงียบ

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)นำโดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 24 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดในปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 ภายใต้ชื่อ“Shutdown the laundering” ซื้อขาย Forex โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับมีการตรวจยึดเงินสด กว่า 65 ล้านบาท และทรัพย์สินมูลค่าสูงอีกหลายรายการ พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่ายการลงทุน จากการขยายผลเส้นทางการเงินพบว่ามีนักการเมืองและดาราชื่อดังเกี่ยวข้องรับโอนเงินจากบริษัทกลุ่มโบรกเกอร์ซึ่งผู้เสียหายกว่า 500 ราย ความเสียหายรวมพันล้านบาท ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ ทั้งนี้ คณะพนักงานสืบสวนที่ 52/2569 ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่บุคคลใดเนื่องจากยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานผู้เสียหาย รวบรวมหลักฐานเพื่อเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณารับสอบสวนเป็นคดีพิเศษในความผิดฐาน พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้าพ.ศ. 2546 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 นั้น

เปิดผังคดีหลอกลงทุน‘ฟอเร็กซ์’

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยถึงรูปแบบการฉ้อโกงและฟอกเงิน : เครือข่ายไอบี (IB:กลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์หรือIntroducing Broker)-โบรกเกอร์-อะคาเดมี ดังนี้ ขั้นที่ 1 “เหยื่อ”หรือ “ประชาชนผู้ลงทุน” ถูกชวนผ่านโฆษณา/คอร์ส ขั้นที่ 2 ไอบี (IB)หรือตัวแทน ซึ่งเป็นตัวกลางหาลูกค้า รับค่าคอมฯ ตามยอดเทรด ต้องขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ขั้นที่ 3 โบรกเกอร์(Broker) แพลตฟอร์มเทรดจริงหรือหลอกปนกันไป อาจเป็นโบรกเกอร์นอกหรือเถื่อนซึ่งมักจะมีการโชว์กำไรปลอม ทำให้เหยื่อเติมเงินลงทุนซ้ำ ซึ่งต้องขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และยังมีอะคาเดมี (Academy) หรืออินฟลูเอนเซอร์ดำเนินการขายคอร์ส สร้างความน่าเชื่อถือดันคนเข้าระบบไอบี (IB)

ขั้นที่ 4 ผู้รับชำระเงิน (Payment Gateway) จะทำการรวมยอดเหยื่อ จ่ายออกเป็นยอดร้านค้า ซึ่งในกลุ่มของผู้รับชำระเงินจะมีผู้ให้บริการหลายราย มีทั้งให้บริการถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย และสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย ปะปนกันไปขั้นที่ 5 นอมินี มีหน้าที่รับเงินก้อนใหญ่บังหน้ามักอยู่ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้ ขั้นที่ 6 จะเป็นขั้นตอนของการแปลงสภาพเงิน และบางส่วนไหลออกนอกประเทศซึ่งมักจะเป็นทางสุดท้ายของเงินเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่น ไม่ว่าจะเป็นคริปโตเคอเรนซี สินทรัพย์อื่นๆ

กางแผนผังขยายผล3กลุ่มเครือข่าย

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่าหากกางแผนผังของ3 กลุ่มในธุรกิจ Forex อันประกอบด้วย 1.บริษัทโบรกเกอร์ที่รับเทรด(ตรวจพบ 4 บริษัท)2.ไอบี (IB):Introducing Broker คือ การชักชวนในรูปแบบต่างๆ สอนหรือถ่ายทอดองค์ความรู้ทำอย่างไรให้เทรดได้ ซึ่งการกระทำอาจจะมีลักษณะเป็นไปในทิศทางว่าไม่ได้บอกตรงๆ ว่าได้ผลตอบแทนเท่าไร แต่มีการแสดงถึงทรัพย์สินเงินทองของผู้ชักชวนว่าเป็นคนมีฐานะ และได้เงินจากการเทรดเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเข้าไปเทรดมากขึ้นเข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้น(มีการตรวจพบ 5 บริษัท) 3.กลุ่มเพย์เมนต์ (Payment) คือ บริษัทและนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้เส้นทางการเงินจากโบรกเกอร์ต่างๆ ไหลผ่านสู่ระบบ Payment และไปสู่ในเรื่องของเงินดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ (ตรวจพบ 2 บริษัท)

‘ภาวุธ-ฟิล์ม’ยังไม่ประสานพบแจงDSI

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า สำหรับกรณีของ “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” อดีตนักร้องนักแสดงชื่อดังพบว่ามีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงในกลุ่มของบริษัทโบรกเกอร์ 2 บริษัท ส่วนนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นักการเมืองชื่อดัง พบเส้นทางการเงินจำนวน 28 ล้านบาท เชื่อมโยงกับอีก 2 บริษัท ในส่วนของ“ชายรายหนึ่ง”ที่ปรากฏชื่อในเอกสาร Client Agreement ที่ QRS เผยแพร่พบชื่อ“Vantage” เป็นหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่าสัญญาลูกค้าลอกมาจากโบรกเกอร์อื่น อีกทั้งยังเป็นคนเดียวกับที่รายงานการสืบสวนระบุว่ารู้จักและสนิทสนมกับนายภาวุธ มีการเคยไปเที่ยวปารีสด้วยกัน มีภาพร่วมงานประชุมสัมมนาร่วมกันจึงเป็นสาเหตุที่ทางดีเอสไอมองว่าทั้งสองคนตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเรื่องของการปรากฏเส้นทางการเงินเชื่อมโยง พร้อมยืนยันว่าให้ความเป็นธรรม รับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐานการทำธุรกรรมของทั้งคู่ซึ่งในตอนนี้ทางคณะพนักงานสืบสวนยังไม่ได้รับการประสานนัดหมาย ขอเข้าพบชี้แจงของทั้งคู่แต่อย่างใด

กมธ.ตร.จ่อเชิญ‘ภาวุธ’แจง

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมออกหมายเรียก นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) หลังดีเอสไอ พบหลักฐานเส้นทางการเงินโอนเข้าข่ายเชื่อมโยงกับโบรกเกอร์
เครือข่ายฟอเร็กซ์ (Forex) มูลค่าสูงถึง 28 ล้านบาท ว่า ตนเตรียมนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม กมธ.ตำรวจฯ เพื่อพิจารณาเชิญนายภาวุธเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กมธ.ตำรวจฯ เพื่อเปิดโอกาสให้นายภาวุธได้ใช้กลไกของกมธ.ฯในการชี้แจงรายละเอียดต่างๆ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสซึ่งสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางดีเอสไอได้มีการแถลงข่าวถึงความเชื่อมโยงของนายภาวุธกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย จนนำไปสู่การพบหลักฐานการโอนเงินจำนวน 28 ล้านบาทดังกล่าว

นายวัชรพงศ์ กล่าวว่าส่วนจะเชิญตัวนายภาวุธเข้ามาชี้แจงในวันเวลาใดรวมถึงจะมีการพิจารณาเชิญบุคคลหรือตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาร่วมให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยหรือไม่นั้น จะนำเรื่องนี้เข้าหารือใน กมธ.ตำรวจฯ เพื่อกำหนดความชัดเจนทั้งหมดอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า

‘เด็จพี่’ซัด‘เท้ง’อย่าเพิ่งด่วนสรุป

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ติดตามการให้สัมภาษณ์นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯชี้แจงและปกป้อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนบางคน ที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีเครือข่ายForex และประกาศจะใช้สิทธิตามกฎหมาย หากเห็นว่าหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้ ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับความเป็นธรรม และมีสิทธิใช้ช่องทางตามกฎหมายปกป้องสิทธิของตนเองได้ กรณีที่เป็นข่าว ข้อเท็จจริงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ควรรีบสรุปทำสังคมสับสนว่า เป็นเกมการเมือง การใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นสิทธิของทุกฝ่าย ไม่ควรใช้ข้อกล่าวหาทางการเมืองมาหยุดการตรวจสอบของสังคมหรือรีบสรุปแทน

“ทั้งที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ ดีเอสไอ ยังไม่ได้ออกหมายเรียกหมายจับ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยแสดงเอกสาร หลักฐานเพิ่มเติมได้ ยังไม่ได้มีข้อสรุปออกมา การตรวจสอบรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ ประเด็นที่สังคมสงสัย เป็นสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตย ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้กับบ้านเมือง”นายพร้อมพงศ์ ระบุ

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ในอดีต นักการเมืองทุกพรรค ต่างเคยถูกตั้งข้อสังเกตและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบมาแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย การถูกตรวจสอบไม่ได้หมายความว่ามีความผิด แต่หมายความว่า ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบบนหลักกฎหมายเดียวกัน ทุกฝ่ายต้องพร้อมให้ข้อเท็จจริง หากคนของตนเองถูกสังคมตั้งข้อสังเกต ต้องพร้อมได้รับการตรวจสอบ ต้องกล้ายืนอยู่บนหลักการเดียวกันกับทุกฝ่าย

สะกิด‘เท้ง’กวาดบ้านตัวเองก่อน

“ขอเรียกร้องไปยังนายณัฐพงษ์ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ก่อนจะถือไฟไปส่องคนอื่น ควรกวาดบ้านตัวเองก่อน ความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้กับพรรคการเมืองไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้ใครอยู่เหนือการตรวจสอบ ผู้ที่เมื่อไปตรวจสอบคนอื่น บอกเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เมื่อโดนตรวจสอบทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด หรือมีคำพิพากษา กลับกล่าวอ้างเป็นเกมการเมือง ดิสเครดิต พรรคที่มักเรียกร้องให้บ้านเมืองโปร่งใสต้องพร้อมถูกตรวจสอบเหมือนกัน ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ ดั่งคำว่าทองแท้ไม่กลัวไฟ คนโปร่งใส ต้องไม่กลัวความจริง”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

‘เท้ง’ซัดDSIปล่อยชื่อ‘ภาวุธ’หวังดิสเครดิต

ก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงผลการปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายธุรกิจ Forex ผิดกฎหมาย โดยมีการเปิดชื่อนายภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมา ว่า จากการที่ DSI มีการแถลงข่าวไปแล้วสิ่งที่น่าสังเกตมากที่สุด คือ ผู้ต้องหาไม่มีใครถูกเอ่ยชื่อเลย แต่ว่าผู้ต้องสงสัยผู้ถูกสงสัยและยังไม่ถูกหมายเรียก คือนายภาวุธถูกเอ่ยชื่อมาอย่างชัดเจน

“เรื่องนี้อยากให้สังคมช่วยกันตั้งคำถามว่าการดำเนินการของ DSI เป็นการดำเนินการที่ถูกตามกระบวนการหรือไม่แล้วอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองอยู่ ถ้ามีใบสั่งๆให้พวกเขาต้องออกมาดำเนินการแบบนี้ก็อยากให้ทุกคนอย่าไปทำตามเพราะสุดท้ายคนที่ต้องรับผิดชอบคือข้าราชการประจำที่ทำตามใบสั่งของนักการเมือง”นายณัฐพงษ์กล่าว

จวกยับคดีการเมือง-สกัดสอบTH-AI

เมื่อถามว่าการแถลงวันนี้มีเจตนาชัดเจนว่าเป็นใบสั่งหรือไม่แม้ทางอธิบดีจะปฏิเสธ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ก็ลองดูว่าช่วงที่จะมีการแถลงข่าวหรือปล่อยข่าวออกมาเป็นช่วงเดียวกันกับที่ 2 กรรมาธิการมีการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ซึ่งนายภาวุธเองก็เป็นคนที่ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างแข็งขัน สิ่งที่มีข่าวออกมาพยายามจะสร้างกระแสมากลบข่าว พยายามดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือของนายภาวุธหรือไม่ และการแถลงข่าวออกมาแท้จริงแล้วแทบไม่มีเนื้ออะไรเลย นายภาวุธเองก็ได้ให้ข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว ว่ามาจากการเทรดทองและทำการซื้อขายอยู่แล้วเป็นปกตินายภาวุธเองก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Payment Gateway ดังนั้น อยากให้ DSI ทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมามากกว่านี้ไม่อยากให้สังคมต้องตั้งคำถามว่า การกระทำครั้งนี้เป็นคดีการเมือง

ขู่ยื่นฟ้องม.157ใช้อำนาจมิชอบ

เมื่อถามว่าทางพรรคจะมีการทำหนังสือถึง DSI ให้ชี้แจงหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่กับทีมกฎหมายของพรรคว่าถ้าเราเจอเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ก็มีมาตรา 157 มีช่องทางที่เราจะดำเนินการได้และอยากเรียกร้องกับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)โดยตรง เนื่องจากในการประชุมร่วมกันของสองกรรมาธิการวันนั้น มีตัวแทนของ ป.ป.ช.เข้าประชุมอยู่ด้วยกัน

เมื่อถามว่ามีผลเสียต่อคะแนนของพรรคหรือไม่ในช่วงนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ห่วงในเรื่องนี้ คิดว่าสังคมและประชาชนมองออกว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด การดำเนินการที่ผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ จะเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลเองขาดความน่าเชื่อถือ

เมื่อถามว่าจะมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่ในนามของพรรคหลังนายภาวุธออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแล้ว นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนคิดว่าตอนนี้นายภาวุธก็แสดงความตั้งใจและความบริสุทธิ์ใจ และไม่ขอใช้เอกสิทธิ์สส. ด้วยซ้ำ และพร้อมเข้าไปชี้แจงถ้านายภาวุธชี้แจงได้ทุกอย่างแล้ว ก็เป็นการเคลียร์ข้อสงสัยทุกอย่างในฝั่งของเรา และถ้าเราเคลียร์ได้ทุกอย่าง จริงๆ คนที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ก็คือ DSIที่แถลงออกมา เพราะทำให้นายภาวุธและพรรคประชาชนเกิดความเสียหาย

จี้ปปช.สอบปมฮั้วโครงการTH-AI

นายณัฐพงษ์ยังระบุถึงการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passportว่าอย่าลืมว่าตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูลมาตรา 14 วรรค 2 เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้า ป.ป.ช. เห็นด้วยตัวเอง ว่ามีพฤติการณ์ที่ส่อฮั้วประมูล ไม่ต้องมีมูลแค่ส่อว่ามีพฤติการณ์ฮั้วประมูล ซึ่งการชี้แจงในรรมาธิการวันนั้นเห็นได้ชัดว่ามีการล็อก TOR หรือไม่ บริษัทที่ชนะการประมูลมีความเกี่ยวข้องโดยตรงหรือทางอ้อมกับบริษัทที่มีป้ายโฆษณาจำนวนมากหรือไม่ข้อสงสัยต่างๆ เหล่านี้มันเพียงพอแล้วที่ป.ป.ช. จะดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง ถ้า ป.ป.ช. ไม่ดำเนินการตนคิดว่า ป.ป.ช. ก็อาจจะขัดต่อกฎหมาย พ.ร.บ.ฮั้วประมูลเช่นเดียวกัน

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ผู้ฟ้องคดีจึงได้เดินทางไปปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราว ตามคำสั่งดังกล่าวโดยไปรายงานตัวที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 1 ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2550 เป็นต้นมา หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 2 มกราคม 2551ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 เพื่อขออนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราวครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 รวม 147 วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 178,170 บาท และ ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551 รวม 35 วัน เป็นเงิน 42,650 บาท แต่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 แจ้งปฏิเสธ ไม่อนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการให้ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 มาตรา 13 (4) กำหนดว่า การเดินทางไปราชการชั่วคราว ได้แก่ การไปช่วยราชการ ไปรักษาการในตำแหน่ง หรือไปรักษาราชการแทน ทั้งนี้ มาตรา 14 และ มาตรา 15 กำหนดให้ผู้เดินทางไปราชการดังกล่าวย่อมมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการได้แก่ ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายในการเดินทางไปราชการได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และ มาตรา 32 กำหนดว่า การเดินทางไปราชการประจำได้แก่ การเดินทางไปประจำต่างสำนักงาน ไปรักษาการในตำแหน่ง หรือรักษาราชการแทน เพื่อดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใหม

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ทหารยังทำงานเหมือนเดิม ซึ่งมีบทบาท 2 ส่วนคือ หน่วยปฏิบัติ และเรื่องของการทูตซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นสากล โดยหากเป็นช่วงเกิดสถานการณ์ก็จะใช้การปฏิบัติทางทหารเป็นหลัก ต่อมาเมื่อเข้าสู่โหมดการทูต ทหารก็ต้องอยู่ในกรอบกติกา ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม”

พล.ต.วินธัย สุวารี

โฆษกกองทัพบก

1.6พันล.คุ้มค่า สส.โผล่หนุนTH-AI ปัดตั้งธงอุ้มรัฐมนตรี

1.6พันล.คุ้มค่า สส.โผล่หนุนTH-AI ปัดตั้งธงอุ้มรัฐมนตรี

1.6พันล.คุ้มค่า สส.โผล่หนุนTH-AI ปัดตั้งธงอุ้มรัฐมนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

1.6พันล.คุ้มค่า สว.โผล่หนุนTH-AI ปัดตั้งธงอุ้มรัฐมนตรี

“นพ.อลงกต” หนุนเดินหน้า TH-AI Passport ชี้งบ 1.6 พันล้านคุ้มค่า ลงทุนพัฒนาคน-ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา ยันรัฐจ่ายตามใช้จริง เตรียมเชิญทุกฝ่ายแจง TOR สัปดาห์หน้า ด้าน พท.จ่อปรับแนวทางเลือกส.ส.ร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้ มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. “อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต” สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง “อธิบดีปกครอง” ผิด ม.157 ปมไลน์ช่วยสีน้ำเงินด้วย

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นพ.อลงกต มณีกาศ ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยถึง โครงการ “TH-AI Passport” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ว่า จากการลงพื้นที่พบปะนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการค้าออนไลน์ในจังหวัดนครพนม พบว่าส่วนใหญ่มีความต้องการใช้งานสูงมากและอยากให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อแพ็กเกจ AI ระดับ Proของเอกชนที่มีราคาสูงถึงเดือนละ 200-300 บาท และสร้างโอกาสความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง

นพ.อลงกตกล่าวว่า ประชาชนตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงจำกัดสิทธิ์โครงการนี้ไว้เพียง 5 ล้านสิทธิ์ ซึ่งได้ชี้แจงไปว่าเป็นลักษณะโครงการนำร่อง หากเปรียบเทียบงบประมาณ 1,600 ล้านบาท กับการก่อสร้างถนนหนึ่งเส้น ถือว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณน้อยมาก แต่ผลลัพธ์คือการลงทุนเพื่อพัฒนาคนและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กต่างจังหวัดมีศักยภาพเท่าเทียมกับเด็กในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่ภาคการศึกษาหรือการค้าออนไลน์ แต่แทรกซึมไปในทุกภาคส่วน เช่น ภาคการเกษตร ภาคแรงงาน รวมถึงภาคการแพทย์ที่ใช้AI ในการอ่านฟิล์มเอกซเรย์, CT Scan
และ MRI ถ้าคนไทยไม่รู้เท่าทันจะตกรุ่นและเสียโอกาสทันที

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับราคาในร่าง TOR ที่ระบุค่าบริการไม่เกิน27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งแตกต่างจากราคาตลาดนั้น ประธาน กมธ.ดีอีเอสกล่าวว่า เงื่อนไขระบุชัดเจนว่า รัฐบาลจะจ่ายเงินให้เฉพาะกรณีที่มีการเปิดใช้งานจริงเท่านั้น สิทธิ์ใดที่ไม่มีการใช้งานรัฐก็ไม่ต้องเสียเงิน ยืนยันว่าคณะกรรมาธิการไม่มีการตั้งธงหรือเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดอย่างแน่นอน

เชิญมาชี้แจง20มิ.ย.

ประธาน กมธ.ดีอีเอส กล่าวต่อว่า ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ คณะอนุกรรมาธิการจะเชิญผู้แทนจากสมาคมผู้ประกอบการAI ภาคเอกชนกว่า 30 ท่าน มาร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของแพ็กเกจต่างๆ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม กมธ.ชุดใหญ่ในวันที่ 25 มิ.ย. และจะเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือปลัดกระทรวงฯเข้ามาชี้แจงรายละเอียด ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของกรรมาธิการเห็นว่าควรเดินหน้าโครงการต่อเพื่อประโยชน์ของประชาชน และรัฐมนตรีดีอี ยืนยันชัดเจนว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่า TOR หรือสัญญาผิดกฎหมายพร้อมจะยกเลิกทันที แต่หากถูกต้องตามระเบียบราชการก็จะเดินหน้าต่อไป เพื่อไม่ให้ประเทศเสียโอกาส เชื่อว่าสัปดาห์หน้าจะเกิดความชัดเจนอย่างแน่นอน

พท.ปรับแนวทางเลือกสสร.

นายกฤช เอื้อวงศ์ กรรมการบริหารพรรคและฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และฝ่ายค้านเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% ทางพรรคเพื่อไทยจะปรับแก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้โมเดลเลือกตั้งส.ส.ร. 100% หรือไม่ว่า ทางผู้บริหารของพรรคจะนัดกันหารือในวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยตามเจตนาแรกนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด โดยให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่เมื่อเราไปดูคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ และตีความว่าการตั้งส.ส.ร.โดยตรงไม่สามารถทำได้ แล้วไปออกแบบให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ทำให้บางพรรคถอนชื่อออก ก็ทำให้เกิดความกังวล เราก็มาคุยกันและทำการปรับรูปแบบ แต่พอทางกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ได้เข้าไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปออกมาว่าการเลือกตั้งส.ส.ร.จากประชาชนสามารถทำได้นั้น ทางผู้บริหารพรรคก็จะต้องเอาทั้งหมดมาคุยกันอีกครั้ง ว่าตกลงเราจะปรับเปลี่ยนในสัดส่วนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญของเราอย่างไร

คาดใช้เวลาไม่มาก

เมื่อถามว่าแนวทางจะปรับให้มี ส.ส.ร.จากประชาชนเต็มรูปแบบเลยหรือไม่ นายกฤช กล่าวว่า เราก็เดินหน้าแต่ด้วยเสียงของพรรคเพื่อไทย ยื่นโดยลำพังไม่ได้ เราก็ต้องไปขอเสียงจากพรรคอื่น เพราะเรามีเพียง 74 เสียง ขาดอีก 26 เสียง แต่เรื่องจำนวนของเสียงตนมองว่าไม่ใช่ประเด็น แต่อยู่ที่หลักการสำคัญของตัวร่างมากกว่า ว่าจะไปในแนวทางใด ซึ่งจะปรับแก้อย่างไรนั้นก็อยู่ที่มติของกรรมการบริหารพรรค และมองว่าหากได้ข้อยุติเร็ว ก็จะสามารถบรรจุร่างแก้ไขเข้าไปทันตามที่วิป 3 ฝ่ายประเมินว่าจะประชุมร่วมรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ในวันที่ 7 และ 8 ก.ค. เพราะการปรับเปลี่ยนร่างไม่ได้ใช้เวลามาก

ช่วยสีน้ำเงินด้วยไม่จบง่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่ถูกสั่งย้ายจากกรณีไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ได้ยื่นฟ้องนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตผู้บังคับบัญชา ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อช่วงต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

โดยเนื้อความในคำฟ้องระบุว่า นายนฤชา เป็นอธิบดีกรมการปกครอง เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ขณะที่พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน กำหนดให้ต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และมีระเบียบห้ามสำคัญไว้ในระยะเวลาที่มีการรับสมัครเลือกตั้ง ต้องไม่แสดงออกโดยตรง หรือโดยปริยายช่วยเหลือผู้สมัครเลือกตั้งใด และวางตัวเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญ แต่หลังการประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยให้รายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวและข้อมูลการเลือกตั้งในจ.ภูเก็ต

ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 20.46 น. โจทก์ได้รายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา และเพิ่มเพื่อนในไลน์บัญชี อธิบดีนฤชา ที่ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์ 092-xxx-xxxx และได้รายงานข้อมูลติดต่อสื่อสารกันมาตลอด และได้ส่งสำเนารายงานสถานการณ์เลือกตั้ง ในวันที่ 9 มกราคม 2569 ต่อมาวันเดียวกัน เวลา 08.05 น.นายนฤชา ส่งข้อความผ่านไลน์ ระบุคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งรู้กันดีว่าน้ำเงินหมายถึงพรรคการเมืองพรรคหนึ่งจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และไม่ได้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง

ใช้กลไกราชการไม่ถูกต้อง

ถือเป็นการสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ฝ่ายปกครองใช้อำนาจหน้าที่หรือกลไกราชการเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองอันขัดกับหลักการความเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยมิชอบ

การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อระเบียบราชการ และทำลายความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งซึ่งโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ซึ่งแม้พรรคการเมืองที่ขอให้ช่วยจะแพ้เลือกตั้ง แต่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อระบบราชการแล้ว และหลังเลือกตั้ง จำเลยมีพฤติการณ์ตอบโต้ กลั่นแกล้ง ใช้อำนาจโดยมิชอบ สั่งย้ายไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ทำหน้าที่ยึดผืนป่าริมหาด 65 ไร่ ดำเนินคดี 23 คดี แต่กลับถูกกลั่นแกล้ง สร้างข้อกล่าวหาเรื่องการร้องเรียนของสถานบันเทิง การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คนร้ายยิงที่ทำการภท.

เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยพ.ต.อ.ณัฐชนน เกิดก่อ รอง ผบก.ภ.จว.สฎ.รรท. ผกก.สภ.เสวียด, พ.ต.ท.เชาวรัตน์ ใจห้าว รอง ผกก.ป.สภ.เสวียด เข้าตรวจสอบที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย หมู่ 6 ต.เสวียด อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานของ นายพิชัย ชมพูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย และเป็นคณะกรรมาธิการการตำรวจสภาผู้แทนราษฎร ที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ป้ายที่ทำการและตัวอาคารได้รับความเสียหาย ซึ่งจากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่า คนร้ายได้ใช้ปืนขนาด 9 มม. มีปลอกกระสุนตกอยู่ในที่เกิดเหตุ จำนวน 13 ปลอก

เบื้องต้นจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.20 น. ซึ่งที่ทำการพักได้เปิดทำการแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งอยู่ภายในตัวอาคาร คนร้ายขับรถเก๋ง สีดำ ทะเบียน 8กศ 9917 กรุงเทพมหานคร เข้ามาจอด เป็นจังหวะเดียวกับที่คนร้ายเจอนายวรรณกร ชูศรี กำนันตำบลเสวียด ซึ่งเดินออกกำลังกายอยู่หน้าที่ทำการ และได้ถามหา สส.พิชัย แต่เมื่อได้รับคำตอบว่า สส.พิชัยยังไม่เข้ามายังที่ทำการ คนร้ายจึงหันกลับไปใช้อาวุธปืนยิงใส่ป้ายที่ทำการและตัวอาคารก่อนจะขับหลบหนีไป

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เจ้าหน้าที่ทราบตัวคนร้ายแล้วโดยพบว่าเป็นข้าราชการตำรวจ ยศร้อยตำรวจเอกซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีสภาวะจิตไม่สมบูรณ์และมีอาวุธปืน

อนุชา ลงพื้นที่ เหตุระเบียงอาคารถล่ม ย้ำเป็นอีกบทเรียนที่ ผู้ว่ากทม.คนต่อไป ต้องให้ความสำคัญ

อนุชา ลงพื้นที่ เหตุระเบียงอาคารถล่ม ย้ำเป็นอีกบทเรียนที่ ผู้ว่ากทม.คนต่อไป ต้องให้ความสำคัญ

อนุชา ลงพื้นที่ เหตุระเบียงอาคารถล่ม ย้ำเป็นอีกบทเรียนที่ ผู้ว่ากทม.คนต่อไป ต้องให้ความสำคัญ

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.33 น.

“อนุชา” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 5 ลงพื้นที่ช่วยประสานงาน เหตุระเบียงอาคารถล่มใกล้แยกหมอมี เผยขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียชีวิต และย้ำเป็นอีกบทเรียน ที่ผู้ว่ากทม. คนต่อไปต้องให้ความสำคัญ

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เบอร์ 5 พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หลังรับทราบเหตุระเบียงอาคารถล่มใกล้แยกหมอมี ติดศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย ตน พร้อมด้วยนายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ผู้สมัคร สก. เบอร์ 2 เขตสัมพันธวงศ์ ได้เดินทางลงไปยังพื้นที่เกิดเหตุ  เพื่อติดตามและเกาะติดสถานการณ์อุบัติเหตุ พร้อมช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้กำลังใจต่อเจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ซากระเบียงอาคารที่ถล่มลงมาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดวังและปลอดภัย

“ผมและ สก.พินิจ ต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งด้วย ซึ่งผมและท่าน สก.พินิจ จะติดตามเหตุการณ์ครั้งนี้จนกว่าจะแล้วเสร็จ” นายอนุชา กล่าว 

“จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมถือว่า เป็นอีกบทเรียน ที่ผู้ว่ากทม. คนต่อไป จะต้องให้ความสำคัญเรื่องการตรวจสอบโครงสร้างอาคารของเมือง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และนักท่องเที่ยวทุกคน” นายอนุชาเน้นย้ำ 

นักเขียนรางวัลซีไรต์ ฟาด พรรคส้ม 10 ปีมีผลงานอะไรบ้าง?

นักเขียนรางวัลซีไรต์ ฟาด พรรคส้ม 10 ปีมีผลงานอะไรบ้าง?

นักเขียนรางวัลซีไรต์ ฟาด พรรคส้ม 10 ปีมีผลงานอะไรบ้าง?

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.40 น.

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์  โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตั้งพรรคส้มมาจะ 10 ปีแล้ว เคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน “ทุกคน” บ้าง? นอกจากบ่อนเซาะสถาบัน แหกปากโวยวายก่นด่ากล่าวหาผู้อื่นพรรคอื่นโดยไม่ต้องมีหลักฐาน

ประกาศจะตรวจสอบคนนั้นพรรคนี้ มีข้อมูลพร้อม แต่ไม่เคยทำจริงจังสักเรื่อง แม้แต่เรื่องในพรรคตนเองก็ตรวจสอบไม่ได้ ไม่มีความสามารถจะตรวจสอบ

นั่นบอกว่าคนในพรรคไม่ศักยภาพอะไรเลย นอกจากพ่นน้ำลายใส่สังคมไปวัน ๆ

เกือบ 1 ทศวรรษที่ตั้งพรรคมาเก่งแต่สร้างปัญหาให้สังคม แล้วก็วนแก้ปัญหาในพรรคตนด้วยการก่นโทษและขู่คนอื่น