ภูมิธรรมแจงปมร่วมรัฐบาล ลั่น!เมื่อมีโอกาสเข้าไปทำงาน จะไม่ยืนดูอยู่ข้างสนาม

ภูมิธรรมแจงปมร่วมรัฐบาล ลั่น!เมื่อมีโอกาสเข้าไปทำงาน จะไม่ยืนดูอยู่ข้างสนาม

ภูมิธรรมแจงปมร่วมรัฐบาล ลั่น!เมื่อมีโอกาสเข้าไปทำงาน จะไม่ยืนดูอยู่ข้างสนาม

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.18 น.

“ภูมิธรรม”แจงปมร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย บอกฝ่ายค้านอาจพูดได้เต็มที่ แต่การเป็นรัฐบาลคือการลงมือทำจริง ลั่น!เมื่อมีโอกาสเข้าไปทำงาน จะไม่ยืนดูอยู่ข้างสนาม ชี้การเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีของพรรค แต่คือความรับผิดชอบต่อประเทศ

15 กุมภาพันธ์ 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงการตัดสินใจตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ว่า การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ในการตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยอาจมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นี่คือธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าใครจับมือกับใคร คำถามคือประชาชนจะได้อะไรจากการตัดสินใจครั้งนี้ การเป็นฝ่ายค้านอาจพูดได้เต็มที่ แต่การเป็นรัฐบาลคือการลงมือทำจริง

นายภูมิธรรม ระบุต่อว่า เราเลือกเส้นทางที่ทำให้นโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจต้องเดินหน้า ปากท้องต้องดีขึ้น ปัญหายาเสพติด ความมั่นคง ความเหลื่อมล้ำ ต้องได้รับการแก้ไข การเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีของพรรค แต่คือความรับผิดชอบต่อประเทศ เมื่อมีโอกาสเข้าไปทำงาน เราจะไม่ยืนดูอยู่ข้างสนาม อย่างไรก็ตาม เราเคารพและรับฟังเหตุผลของทุกความเห็นต่าง โดยเฉพาะเสียงของผู้สนับสนุนที่แสดงความกังวลต่อการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้

“ทุกความคิดเห็นมีคุณค่าและจะถูกนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับยุทธศาสตร์และทิศทางการทำงานของพรรคต่อไป เพราะสำหรับพรรคเพื่อไทย อำนาจมีไว้ใช้เพื่อเปลี่ยนชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นและเสียงของประชาชนคือเข็มทิศในการตัดสินใจของเรา” นายภูมิธรรม ระบุ

เจออีก!พบหลักฐานชัด กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในแผ่นดินไทย

เจออีก!พบหลักฐานชัด กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในแผ่นดินไทย

เจออีก!พบหลักฐานชัด กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในแผ่นดินไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.58 น.

เจออีก!พบหลักฐานชัด กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในแผ่นดินไทย ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

15 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.) ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 สภาพใหม่ จำนวน 6 ทุ่น ในพื้นที่บ้านชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ระหว่างปฏิบัติการยึดคืนและเคลียร์พื้นที่ตามแผน “ตราดพิฆาตไพรี” เมื่อวันที่ 14 ก.พ.69

จากการตรวจสอบยืนยันว่า เป็นทุ่นระเบิดที่ถูกนำมาวางใหม่โดยฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่ทุ่นตกค้างเดิม อีกทั้งในพื้นที่ใกล้เคียงยังพบทุ่น PMN-1 จำนวน 3 ทุ่น และ POMZ จำนวน 1 ทุ่น ระหว่างการพัฒนาเส้นทางทางยุทธวิธีตามแนวชายแดน

กองทัพเรือ ยืนยันว่า ฝ่ายไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมไทย – กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 อย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักมนุษยธรรม ไม่ใช้และไม่สนับสนุนการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในทุกกรณี

การใช้ทุ่นระเบิดดังกล่าว โดยเฉพาะ PMN-2 สภาพใหม่ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและพันธกรณีด้านการห้ามใช้ทุ่นระเบิดอย่างร้ายแรง ฝ่ายไทยขอประณามการกระทำดังกล่าว และจะบันทึกหลักฐานอย่างเป็นระบบ พร้อมดำเนินการตามกรอบกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศต่อไป

– 006

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถึงรหัสหลังบัตรประชาชน 2มาตรฐานพรรคส้ม

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถึงรหัสหลังบัตรประชาชน 2มาตรฐานพรรคส้ม

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถึงรหัสหลังบัตรประชาชน 2มาตรฐานพรรคส้ม

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.21 น.

15 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนหรือพรรคส้มกำลังถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อในระบบสมัครสมาชิกพรรค มีการให้ผู้สมัครกรอกทั้งเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และรหัส Laser ID 12 หลักที่อยู่ด้านหลังบัตรประจำตัวประชาชน เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นทันที เพราะรหัสหลังบัตรไม่ใช่ข้อมูลทั่วไป แต่เป็นข้อมูลที่ใช้ยืนยันตัวตนในระบบของรัฐและสถาบันการเงิน

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พรรคส้มเคยตั้งคำถามเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยกังวลว่าระบบอาจกระทบหลักการลงคะแนนลับ ภาพของพรรคจึงผูกอยู่กับการปกป้องความลับของผู้ใช้สิทธิ เมื่อมาถึงกรณีการเก็บรหัสหลังบัตรประชาชนของสมาชิกจำนวนมาก สังคมจึงเริ่มเปรียบเทียบสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน

Laser ID คือรหัส 12 หลักที่อยู่หลังบัตรประชาชน ใช้เวลาทำธุรกรรมออนไลน์กับหน่วยงานรัฐหรือธนาคาร เมื่อนำไปใช้คู่กับเลขบัตร 13 หลักด้านหน้า ระบบสามารถตรวจสอบตัวบุคคลได้อย่างแม่นยำ จึงถือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวตนโดยตรงและต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

กฎหมายที่ถูกพูดถึงทันทีคือ PDPA หรือ Personal Data Protection Act ซึ่งหมายถึงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หลักสำคัญของกฎหมายนี้คือ การเก็บและใช้ข้อมูลต้องมีเหตุผลที่ชัด และต้องไม่เกินความจำเป็นต่อวัตถุประสงค์นั้น

พรรคส้มชี้แจงว่า การขอรหัสหลังบัตรมีเหตุผลตามกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อยืนยันสัญชาติของผู้สมัครและผู้บริจาคเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่เมื่อย้อนดูประกาศเกี่ยวกับเอกสารสมัครสมาชิก กลับพบว่าระบุเพียงสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารพื้นฐานอื่น

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า การขอ Laser ID เป็นข้อบังคับที่กฎหมายเขียนไว้ชัดหรือไม่ หากกฎหมายไม่ได้ระบุโดยตรง การเก็บข้อมูลระดับนี้ถือว่าเกินความจำเป็นหรือเปล่า และมีทางเลือกอื่นที่ใช้ยืนยันตัวตนได้โดยไม่ต้องเก็บรหัสหลังบัตรหรือไม่

คำว่า Personal Data หมายถึงข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน ส่วน Data Privacy คือสิทธิของแต่ละคนในการควบคุมว่าข้อมูลของตนจะถูกใช้เพื่ออะไร PDPA กำหนดให้ผู้เก็บข้อมูลต้องอธิบายได้ว่า เก็บไปทำไม และป้องกันข้อมูลอย่างไร

เมื่อพรรคส้มมีสมาชิกกว่าหนึ่งแสนคน ฐานข้อมูลที่รวบรวมไว้จึงมีขนาดใหญ่ ยิ่งมีข้อมูลยืนยันตัวตนมากเท่าใด ความคาดหวังเรื่องการปกป้องข้อมูลก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ เรื่องความยินยอม หากการสมัครสมาชิกต้องกรอกรหัสหลังบัตรประชาชนจึงจะดำเนินการได้ ความยินยอมในลักษณะนี้เป็นทางเลือกจริงหรือไม่ PDPA ระบุว่าความยินยอมต้องเกิดจากความสมัครใจ และเจ้าของข้อมูลต้องเข้าใจว่าจะถูกนำไปใช้ในขอบเขตใด

เมื่อพรรคส้มเคยแสดงจุดยืนเข้มข้นต่อความลับของการลงคะแนนเลือกตั้ง การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะสองเรื่องนี้ต่างเกี่ยวข้องกับสิทธิพื้นฐานของประชาชน

หากมีผู้ร้องเรียนว่า การขอรหัสหลังบัตรไม่มีฐานกฎหมายชัดเจน และต่อมามีการวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่องจะเดินไปทางไหน จะเป็นเพียงประเด็นภายในองค์กร หรือจะถูกขยายไปสู่คำถามเรื่องสถานะของพรรค

ในทางการเมืองไทย การยุบพรรคเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง หากมีการร้องเรียนและพบการกระทำที่ถูกมองว่าขัดต่อกฎหมายในสาระสำคัญ คำถามเรื่องความเสี่ยงถึงขั้นยุบพรรคย่อมถูกหยิบขึ้นมาพูด แม้วันนี้ยังไม่มีคำตอบใด ๆ ชัดเจน

กรณีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนสมัครสมาชิก แต่สะท้อนภาพกว้างของการเมืองในยุคข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนกลายเป็นสิ่งที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพราะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นโดยตรง

ภาพที่เห็นชัดคือ ด้านหนึ่งพรรคส้มตั้งคำถามเรื่องความลับของบัตรเลือกตั้ง อีกด้านหนึ่งพรรคส้มเก็บข้อมูลยืนยันตัวตนของสมาชิกจำนวนมาก สังคมจึงนำสองภาพมาเทียบกัน และตั้งคำถามเรื่องมาตรฐาน

เรื่องนี้อาจจบลงด้วยคำชี้แจงและการปรับปรุงขั้นตอนให้เหมาะสม หรืออาจถูกนำไปสู่การตรวจสอบในอนาคต หากมีผู้เห็นว่าการกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมาย เส้นทางของประเด็นนี้จะไปไกลเพียงใด ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการตีความตามกฎหมาย

อย่างน้อยที่สุด ประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งและรหัสหลังบัตรประชาชน ได้ทำให้คำถามเรื่องสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลในสนามการเมืองถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง และพรรคส้มเองก็ถูกคาดหวังให้ชี้แจงให้ชัด ว่าหลักการที่ใช้ตรวจสอบผู้อื่น จะถูกใช้กับตัวเองในระดับเดียวกันเพียงใด.

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

วิเคราะห์ดีล น้ำเงินผสมแดง เทพไทชี้หวังแค่ผลประโยชน์ ทำมวลชนอกหัก-ผิดหวัง

วิเคราะห์ดีล น้ำเงินผสมแดง เทพไทชี้หวังแค่ผลประโยชน์ ทำมวลชนอกหัก-ผิดหวัง

วิเคราะห์ดีล น้ำเงินผสมแดง เทพไทชี้หวังแค่ผลประโยชน์ ทำมวลชนอกหัก-ผิดหวัง

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.34 น.

15 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า น้ำเงินผสมพันธุ์แดง มวลชนผิดหวัง

นับว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งของการจัดตั้งรัฐบาล ที่มวลชน กองเชียร์ ผู้สนับสนุน รู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากที่สุด ที่เห็นพรรคการเมืองที่ตัวเองสนับสนุน และเลือกเข้ามา หวังจะเป็นรัฐบาล และต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคการเมืองอีกขั้วหนึ่ง เช่นเดียวกับการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่มีการจัดรัฐบาลข้ามขั้ว พรรคเพื่อไทยตระบัดสัตย์ กระโดดทิ้งพรรคก้าวไกล ฉีกเอ็มโอยู เพื่อจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มาจากคณะรัฐประหาร ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ประกาศบนเวทีหาเสียงว่า จะไม่จับมือกับคณะรัฐประหารอย่างแน่นอน แต่ในที่สุดก็มาร่วมกันเป็นรัฐบาล ถึงทำให้มวลชนทั้ง2ฝ่ายผิดหวัง รู้สึกสับสน และหาคำตอบไม่ได้ว่า ทำไมพรรคการเมือง2ขั้ว ที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น ไม่ต่างอะไรกับน้ำกับน้ำมัน แต่ในที่สุดก็มาจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลได้

ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เห็นภาพการจับมือการจัดตั้งรัฐบาล ของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย ทั้ง2พรรคนี้แข่งขันกันมา และมีปัญหากันระหว่างการร่วมรัฐบาล มีการยึดกระทรวงมหาดไทยกลับคืนมา มีการออกแถลงการณ์ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เป็นการชิงความได้เปรียบทางการเมือง ในกรณีคลิปหลุด ระหว่างอังเคิ่ลกับหลาน คือระหว่างสมเด็จฮุนเซนกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และระหว่างการรณรงค์หาเสียง ก็มีการโจมตีพาดพิงกันในประเด็นต่างๆ รวมไปถึงคดีที่ดินเขากระโดง คดีฮั้วส.ว. และในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็ถูกโจมตีเรื่องคลิปอังเคิ่ล และที่ดินอัลไพน์

แต่ในที่สุดหลังจากผลการเลือกตั้งออกมา พรรคภูมิใจไทยได้เชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ทำให้มวลชนผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัด หรืออนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ที่เสนอแนวทางเลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์ให้เทคะแนนเลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อเอาชนะพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนให้ได้ แต่ในที่สุดทั้ง2พรรค ก็มาจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล สร้างความผิดหวังให้กับมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว หรือที่เรียกกันว่าขวาจัดได้ไม่น้อย

ในขณะเดียวกันมวลชนของพรรคเพื่อไทยก็ลำบากใจ หรือไม่เห็นด้วยที่จะให้พรรคเพื่อไทย มาจับมือจะตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย แต่นั่นเป็นความเห็น เป็นความรู้สึกของมวลชนทั้ง2ฝ่าย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทั้งหมดคือประโยชน์ทางการเมืองของพรรคการเมืองทั้ง2พรรค และเชื่อว่าจะเห็นภาพร่วมรัฐบาล3พรรคจับมือกัน คือพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรค เพราะทั้ง3พรรคนี้ ต้องยอมรับความจริงว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ลงทุนด้านทรัพยากร กระสุนดินดำเป็นจำนวนมาก พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด ตกขบวนไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ทำให้ขาดทุนทางการเมือง ที่ได้ลงทุนไปในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

จึงจำเป็นต้องจับมือกัน และจะเห็นภาพพรรคร่วมรัฐบาล3พรรคจับมือกัน คือภูมิใจไทย เพื่อไทย กล้าธรรม และพรรคเล็กพรรคน้อย ที่หวังจะโหนรถไฟขบวนสุดท้าย เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองเช่นเดียวกัน

ปชช. 58.28% มอง กกต. ไม่สามารถลงโทษ ผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้

ปชช. 58.28% มอง กกต. ไม่สามารถลงโทษ ผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้

ปชช. 58.28% มอง กกต. ไม่สามารถลงโทษ ผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.25 น.

15 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.08 ระบุว่า ไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า ร้อยละ 19.54 ระบุว่า อาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีแน่นอน

เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอนและอาจจะมีการทุจริต ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 58.28 ระบุว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี ร้อยละ 11.32 ระบุว่า จะสามารถลงโทษได้แน่นอน และร้อยละ 1.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.55 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 17.63 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

‘ภูมิใจไทย’ย้ำการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ลุ้น ‘หนู’ คุย ‘ธรรมนัส’ พรรคเล็กแห่ซบต่อเนื่อง ฟันธงทุกอย่างจบ16ก.พ. ‘ไผ่’ยันกธ.ร่วมรัฐบาลแน่

‘ภูมิใจไทย’ย้ำการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ลุ้น‘หนู’คย‘ธรรมนัส’ พรรคเล็กแห่ซบต่อเนื่อง ฟันธงทุกอย่างจบ16ก.พ. ‘ไผ่’ยันกธ.ร่วมรัฐบาลแน่

‘ภูมิใจไทย’ย้ำการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ลุ้น‘หนู’คย‘ธรรมนัส’ พรรคเล็กแห่ซบต่อเนื่อง ฟันธงทุกอย่างจบ16ก.พ. ‘ไผ่’ยันกธ.ร่วมรัฐบาลแน่

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ภูมิใจไทย’ย้ำการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ลุ้น‘หนู’คย‘ธรรมนัส’ พรรคเล็กแห่ซบต่อเนื่อง ฟันธงทุกอย่างจบ16ก.พ. ‘ไผ่’ยันกธ.ร่วมรัฐบาลแน่ เพื่อไทยปัดกระสันอำนาจ

“ภูมิใจไทย” เนื้อหอมต่อเนื่อง 7 พรรค 9 เสียง เข้าซบ โฆษกสีน้ำเงินระบุการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน รอลุ้น “หนู” เคลียร์ “ธรรมนัส” คาด 16 กุมภาพันธ์ ได้ความชัดเจน และต้องเดินหน้าต่อไป ขณะที่ “ไผ่ ลิกค์” ยันกล้าธรรมได้ร่วมรัฐบาลแน่นอน “ยศชนัน” โพสต์ซุกปีกภูมิใจไทย อาจทำให้แฟนคลับไม่สบายใจ ก็ต้องกราบขออภัยและรับผิดชอบ ทุกอย่าง เด็จพี่ปัดกระสันอำนาจ แค่อยากทำงานให้ประชาชน

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงพรรคเล็กที่พร้อมสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้ มีพรรคเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน และล่าสุดวันเดียวกันนี้ได้รับการยืนยันอีกหนึ่งพรรค คือ พรรคมิติใหม่ รวมพรรคเล็ก 7 พรรค 9 คน โดยทั้งหมดยืนยันว่า แสดงเจตจำนงพร้อมสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี

“หลังจากนี้คงจะมีการพูดคุยประสานงานกันเรื่อยๆซึ่งคงจะรอดูวันที่16 ก.พ.อีกทีว่าจะมีการแถลงเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งนี้ การพูดคุยกับหลายพรรคที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อเข้ามาเพื่อแสดงเจตจำนงเท่านั้นไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร”โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวย้ำ

แสดงเจตจำนงหนุน‘หนู’นายกฯ

เมื่อถามว่าพรรคที่ได้มีการพูดคุยกันแสดงว่าจะได้ร่วมรัฐบาลแน่นอนใช่หรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดากล่าวว่า เบื้องต้นเป็นการแสดงเจตจำนงที่จะสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯก่อน เมื่อถามว่าส่วนใหญ่เข้าใจว่าถ้ามาแล้วสนับสนุนให้เป็นนายกฯก็หมายถึงการได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า คงจะต้องไปถามพรรคการเมืองต่างๆ แต่เท่าที่เราพูดคุยเบื้องต้นคือเป็นการโหวตนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคกล้าธรรมจะมีความชัดเจนอย่างไรน.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า อย่างที่หัวหน้าพรรคได้พูดไปว่าเราจะคุยตามลำดับที่ได้มีการประสานไป ซึ่งในส่วนของพรรคได้ชี้แจงกับสมาชิกไปว่าไม่ว่าจะมีการพูดคุยกับพรรคการเมืองใดที่มีสส.อยู่ก็ขอให้เป็นหน้าที่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคที่จะพูดคุย

ชี้แค่เรื่องคาดเดาดึงพท.ไร้กธ.

เมื่อถามว่าไม่ได้เป็นการปิดโอกาสพรรคการเมืองบางพรรคใช่หรือไม่เพราะมีการไปจับโยงว่ามีพรรคเพื่อไทยมาแสดง แต่ไม่มีพรรคกล้าธรรม น.ส.แนน บุณย์ธิดากล่าวว่า เป็นเรื่องของการคาดเดาของคนอื่น แต่หัวหน้าพรรคพูดชัดเจนแล้วว่าเรามีการทาบทามตามลำดับขั้น เมื่อตอนนี้เราเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ก็มีการประสานพรรคอันดับสอง สาม สี่ ถ้าพรรคไหนเข้ามาแสดงเจตจำนง ก็จะเป็นไปตามนั้น

ย้ำการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน

เมื่อถามว่าจะให้ความชัดเจนได้หรือไม่ว่าถ้ามีพรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในทางการเมืองไม่มีการการันตีอะไรทั้งนั้น เพราะตอนนี้ทุกพรรคการเมืองยังคงเป็นเพียงว่าที่สส.ด้วยกันทั้งหมด ซึ่งตามข้อเท็จจริงเราต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองก่อน เมื่อรับรองแล้วก็เป็นขั้นตอนของสภาที่จะเรียกประชุมภายใน 15 วัน ในการเลือกประธานสภา ส่วนการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลมีการคุยกันซึ่งหัวหน้ายืนยันว่าจะคุยทุกพรรค

เมื่อถามว่าในที่ประชุมพรรคได้คุยถึงกรณีของบางพรรคที่ถูกวิจารณ์เรื่องของสีเทาว่าเราสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่และจะชี้แจงกับประชาชนได้หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ในที่ประชุมของสมาชิกพรรคเพียง แค่มอบให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆเมื่อพูดคุยแล้วแต่ละพรรคตอบรับอย่างไรก็จะนำมาคุยกับกรรมการบริหารพรรคอีกทีหนึ่ง

เข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจดึง‘พท.’

เมื่อถามถึงการเชิญพรรคเพื่อไทยมาพูดคุยทำให้โหวตเตอร์ของพรรคภูมิใจไทยไม่พอใจจะชี้แจงอย่างไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตอนนี้ขอให้รอดูก่อนว่าหน้าตาของรัฐบาลและการทำงานในอนาคต จะเป็นแบบไหนอย่างไร เพราะตอนนี้หลังเลือกตั้งฝุ่นยังตลบอยู่ กองเชียร์ของแต่ละพรรคยังมีความค้างคาใจๆอะไรหลายอย่างในการหาเสียงของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งก็เข้าใจอารมณ์ของกองเชียร์ดี แต่เมื่อเราอยู่ในโหมดที่จะต้องเดินหน้าต่อไปในการทำงาน ก็จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ประชาชนคนไทยเห็นว่าความตั้งใจในการทำงานจะออกมาเป็นอย่างไร

สำหรับพรรคการเมืองที่ปรากฏตัวออกมาสนับสนุน พรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ขณะนี้นอกจากสส.ภูมิใจไทย 193 เสียงแล้ว ยังมี สส.พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคเล็ก 7 พรรค รวม 9 เสียง

‘ยศชนัน’ย้ำจุดยืนน้อมรับเสียงปชช.

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า“ที่ผ่านมา ผมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนหลายกลุ่ม หลายองค์กรในทุกสถานการณ์ที่มีโอกาสรวมถึงการประชุมร่วมกับทีมงานทุกๆฝ่ายจากการได้พูดคุยกับหลายคน หลายองค์กร ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าบริบทของสังคมโลกและสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ปัจจัยทางการเมืองในการเลือกตั้งคราวนี้มีความซับซ้อนและเป็นความจริงว่าการจัดการทางการเมือง การใช้ทรัพยากรในรูปแบบต่างๆมีบทบาทสูงมากต่อผลการเลือกตั้ง จุดยืนของผมและพรรคเพื่อไทย คือ เคารพและน้อมรับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนอย่างที่ได้แถลงไปก่อนหน้านี้แล้ว

มีบางประเด็นที่ผมอยากบอกกล่าวกับทุกท่านในขณะนี้ 1. ผมยังยึดความสุจริตโปร่งใสของการเลือกตั้งสำคัญที่สุดและเห็นว่าเสียงทักท้วงในหลายแง่มุมของพี่น้องประชาชน มีน้ำหนักที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะผู้รับผิดชอบต้องรับฟัง และชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง รวมถึงให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบในทุกกระบวนการเพื่อรักษาความชอบธรรมของการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยอีกทางหนึ่งและจะติดตามความคืบหน้าจนกว่าจะมีข้อยุติ

รับไม่ใช่เรื่องง่ายตัดสินใจร่วม‘ภท.’

2. ผมจะรับผิดชอบต่อทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนให้ได้ดีที่สุด สิ่งที่ได้พูดคุย ปราศรัยหรือรับปากไว้ทุกพื้นที่ รวมถึงทุกปัญหาจากข้อมูลที่รับฟังจากผู้สมัครมา เราจะร่วมกับคนเก่งทุกฝ่าย ทั้งบุคลากรภายในพรรค กลไกรัฐ กลุ่มภาคเอกชน และภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้สุดความสามารถที่สุดจากสถานะทางการเมืองและศักยภาพของเรา ทุกปัญหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่เรา ไม่จบไม่เลิก หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เรามี 2 ทางเลือก ที่ต้องตัดสินใจ คือ การเข้าร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นแกนนำรัฐบาล มีผลงานจากการบริหารประเทศเป็นที่ยอมรับของผู้คนมาอย่างยาวนาน

หากทำให้ไม่สบายใจกราบขออภัย

นายยศชนันยังระบุว่า ผมทราบดีว่ามีทั้งคนเห็นด้วย และเห็นต่างโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่เป็นพลังสนับสนุนพรรคมาตลอดก็มีความเห็นไม่ตรงกันต่อทั้ง 2 แนวทาง เราขบคิด แลกเปลี่ยนความเห็น และรับฟังหลายฝ่ายในพรรค แม้จะมีเวลาพูดคุยกันไม่มากนัก แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าควรเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งยืนยันมาตลอดว่าจะร่วมทางในทุกสถานการณ์ ผมพร้อมจะก้าวเดินร่วมกับทุกคนในเส้นทางที่เราเลือก หากก้าวย่างในวันนี้สร้างความไม่สบายใจต่อท่านใดก็แล้วแต่ ผมขอกราบขออภัยด้วยความจริงใจ ผมได้อ่านได้ยินเสียงความเห็นของทุกท่านและรับฟังด้วยความเคารพเสมอมา

“การตอบรับคำเชิญของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและมีการแถลงข่าวร่วมกันโดยพรรคเพื่อไทยประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับ1เป็นแกนนำตามระบบรัฐสภา คือความคืบหน้าล่าสุดในขณะนี้ รายละเอียดต่างๆ หลังจากนี้ ผมจะรายงานให้ทราบทุกขั้นตอนครับ”

ชูเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

นอกจากนี้นายยศชนันยังย้ำว่า ส่วนตัวผมเห็นว่าเรื่องเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ทั่วถึงพี่น้องในทุกพื้นที่ บูรณาการความร่วมมือหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องไปช่วยกัน และสร้างโอกาสที่จะกำหนดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ เราจะมุ่งมั่นทำงานอย่างไม่ย่อท้อ เต็มที่ทุกนาทีเพื่อยืนยันว่าพวกเราทำได้ และร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาใหม่

“ผมพร้อมรับผิดชอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นแม้ผมจะเดินเข้ามาในวันที่พ่ายแพ้ แต่ผมจะยืนอยู่ที่พรรคเพื่อไทยจนถึงวันที่เราชนะด้วยกันอีกครั้ง ผมมั่นใจว่าผมทำได้ และพร้อมรับฟังทุกๆ ท่านเสมอ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกัน ประชาธิปไตยยิ่งใหญ่และงดงามเสมอ”นายยศชนัน ระบุทิ้งท้าย

พท.น้อมรับความเห็นหลังร่วมภท.

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยได้รับทาบทามจากพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาล มีเสียงสะท้อนจากผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย นักวิชาการมีทั้งไม่เห็นด้วย เห็นด้วย รวมทั้งข้อมูลจากว่าที่ ส.ส.74 คน และกลุ่มอดีตส.ส. ในแง่มุมต่างๆ เราน้อมรับเคารพทุกความคิดเห็น นักวิชาการบางท่าน นายยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ออกมาสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่เพียง เพราะอำนาจ แต่เพราะนโยบายที่หาเสียงไว้ได้เดินหน้าที่จะทำเพื่อประชาชน

ในฐานะที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงพรรค เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผู้บริหารพรรควันนี้ต้องเอาปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้ง การปราศรัยหาเสียงของพรรค มีนโยบายพูดไว้กับประชาชน ที่จะต้องไปผลักดันแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสาธารณสุข ยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจพี่น้องประชาชนและเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น เรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี ล้วนรอการแก้ไขให้เห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้

ปัดกระหายอำนาจ-มุ่งดันนโยบาย

“การจัดตั้งรัฐบาลเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่เพราะกระหายอำนาจ อยากเป็นรัฐบาล แต่ยังมีอีกหลายนโยบายที่รอการผลักดันที่จะต้องเดินไปด้วยกัน วันข้างหน้ายังไม่รู้จะได้เข้าไปทำอะไร ตรงไหนบ้าง แต่ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายให้ทำอะไร เชื่อมั่นว่าบุคคลากรของพรรคพร้อมผลักดันนโยบายพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาลให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ประชาชนตามสโลแกนของพรรค เพื่อไทยทำได้ดังนั้น ตรงไหนที่ไปอยู่แล้วทำงานได้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม บุคลากรของพรรคพร้อมเข้าไปทำงานรับใช้ประชาชน เปลี่ยนแปลงทำให้ดียิ่งขึ้นตามที่พรรคได้สัญญากับประชาชนอย่างแน่นอน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ชี้พท.ร่วมรบ.เพื่อเข้าไปทำงาน

น.ส.ขัตติยา สวัสดิ์ผล ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยทวีตข้อความผ่านแอปพลิเคชันXระบุว่า เลือกเพื่อไทยไปทำงานเพื่อคนไทย คือ ภารกิจที่เรามุ่งมั่นตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นจริง การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่เพราะเหตุผลเรื่องอำนาจ แต่คือความรับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้เราเข้าไปทำงานในฐานะรัฐบาล หากพรรคเพื่อไทย เลือกเป็นฝ่ายค้าน นโยบายที่ประชาชนเลือกเรามาจะไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม และนั่นเท่ากับปล่อยให้คะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนสูญเปล่า พรรคเพื่อไทยยืนยันมาโดยตลอด ว่า นโยบายที่ดีต้องไม่เพียงตอบโจทย์ปัญหาของประชาชน แต่ต้องทำได้จริง ส่งมอบได้จริง และเห็นผลได้จริง ดังนั้น การตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล จึงไม่ใช่การเลือกทางที่ง่าย หากแต่เป็นการเลือกทางที่รับผิดชอบที่สุดต่อประเทศและต่อคะแนนเสียงของประชาชน

พร้อมเดินหน้า-ทุกเสียงไม่สูญเปล่า

“นโยบายในการเลือกตั้งของเราครั้งนี้ ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกกระทรวง นั่นหมายความว่า ไม่ว่าเราจะได้รับมอบหมายให้ทำงานด้านใด เราพร้อมเดินหน้าทันที ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ การยกระดับทักษะและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องอาศัยอำนาจฝ่ายบริหารเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาหลายด้านที่ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถแก้ได้เพียงลำพัง การร่วมมือกันทำงานระหว่างพรรคการเมืองจึงเป็นความจำเป็นในการพาประเทศเดินไปข้างหน้า เราน้อมรับทุกคำวิจารณ์ พร้อมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และพร้อมพิสูจน์ด้วยการทำงานในทุกวัน ขอให้พี่น้องที่เลือกพรรคเพื่อไทยทุกคนมั่นใจว่า คะแนนเสียงของพี่น้องจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน” น.ส.ขัตติยา ระบุ

‘ธรรมนัส’ปลื้มร่วมงานตรุษจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กเพจ ธรรมนัส พรหมเผ่า ของ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมโพสต์รูปภาพและข้อความว่า เมื่อวันที่11กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ปีมะเมีย 2569 ภายใต้ชื่องาน“Embracing the Chinese New Year”ตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr.Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยโดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงาน ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

‘ไผ่ ลิกค์’ลั่นจะเป็นรบ.ลุยงานต่อทันที

ในโอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัสได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย์ พร้อมรับชมวิดีทัศน์เกี่ยวกับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนรับชมการแสดงหุ่นยนต์เต้นประกอบแสงสีเสียงและเยี่ยมชมบูธอาหารจีนจากท้องถิ่นต่าง ๆ แสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและจีน และอวยพรให้ชาวไทยเชื้อสายจีนกับพี่น้องชาวจีนทุกคนมีความสุขในวันตรุษจีนปีม้า

ด้านนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ว่าที่ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 1พรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความว่า “เราจะเป็นรัฐบาลและจะสานงานต่อ “ทันที” กำแพงเพชรต้องดีขึ้นมาก”

‘ไทรวมพลัง’พร้อมร่วมรัฐบาล‘ภท.’

ขณะที่ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ซึ่งภายหลังการเลือกตั้งได้ส.ส.จำนวน 6 ที่นั่ง ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยว่าขณะนี้ยังไม่มีการเทียบเชิญพรรคไทรวมพลังอย่างเป็นทางการ และเราให้เกียรติพรรคอันดับ1ในการจัดตั้งรัฐบาลทั้งนี้ พรรคไทรวมพลังไม่ได้มีความขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทย และนโยบายก็ไปในทิศทางเดียวกัน ยินดีที่จะทำงานให้เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องชายแดน

‘ไอติม’ย้ำปชน.เดินหน้าเป็นฝ่ายค้าน

ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีหากพรรคภูมิใจไทย ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ พรรคประชาชนพร้อมตั้งรัฐบาลหรือไม่ว่า ตอนนี้พรรคภูมิใจไทย ตั้งรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว เห็นได้จากการประกาศจับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กอีกซึ่งตัวเลขสส.ที่ได้เกิน 250 แล้วและในเชิงหลักการ พรรคประชาชนยืนยันมาตลอดว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรม ที่พรรคอันดับหนึ่งจะรวมเสียงตั้งรัฐบาล เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่า พรรคประชาชนไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่ง พรรคประชาชนก็เคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่งและพรรคประชาชน ก็เป็นฝ่ายค้าน โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล ยืนยันว่าพรรคประชาชน ทำหน้าที่เป็นแกนนำฝ่ายค้าน

ปัดคุยผูก้องหลังภท.จ่อยึดก.เกษตรฯ

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยจะเอากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คืนจากพรรคกล้าธรรมเรื่องนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้คุยกับพรรคประชาชนหรือไม่ นายพริษฐ์ ยืนยันว่าไม่มีการคุยกัน เป็นหน้าที่ของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะคุยกันเอง แต่สิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือ วาระที่พรรคการเมืองหลายพรรคจะผลักดันร่วมกันเมื่อมีหลายพรรคมาจับมือตั้งรัฐบาล ประชาชนย่อมอยากเห็นว่านโยบายที่ต่างกัน จะหาข้อสรุปในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไรเพราะแตกละพรรค ก็ต้องการทำนโยบายที่หาเสียงไว้ให้สำเร็จ ซึ่งเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นความชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะผลักดันวาระอะไรเป็นเรื่องแรกๆ

โต้‘แก้วตา’ยันปชน.ไม่มีรัง IO

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชนยังกล่าวตอบโต้กรณีน.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งโดยระบุว่าพรรคประชาชนมีการว่าจ้างบริษัท สเปกเตอร์ ซีที่อยู่ชั้น 4 อาคารอนาคตใหม่ เพื่อปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ(IO)ว่าพรรคประชาชนไม่มีการว่าจ้างบริษัทใดๆให้มาดำเนินการไอโอ ขณะนี้อยู่ขั้นตอนพิจารณาว่าจะต้องมีกระบวนการในการพิสูจน์เพิ่มเติมอย่างไรเพื่อให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย โดยบริษัทสเปกเตอร์ ซี เป็นบริษัทที่พรรคเคยว่า จ้างให้ผลิตสื่อในเพจพรรค เช่นกราฟิกหรือวิดีโอ หากว่าจ้างครั้งไหนใช้เงินกองทุนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะต้องมีการชี้แจงตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงในเชิงบริษัท สามารถค้นหาได้ในเชิงสาธารณะ

ขอย้ำว่าพรรคประชาชน ไม่ได้มีIOแต่อย่างใด ทั้งนี้ ชั้น4ของอาคารอนาคตใหม่ เป็นที่ทำการของพนักงานประจำของพรรคประชาชนมีฝ่ายทะเบียนและฝ่ายกฎหมาย เราไม่เคยมีการปิดกั้นการเข้าไปถ่ายทำในพื้นที่

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับน.ส.ธิษะณาเป็นการส่วนตัวหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า หากมีการวิพากษ์วิจารณ์พรรคจากประชาชน หรือ อดีตคนที่เคยทำงาน พรรคก็เฝ้าติดตามอยู่ว่าข้อกล่าวหา ข้อวิจารณ์เป็นเรื่องอะไร หากเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนเช่นกรณีที่กล่าวหาพรรคประชาชนว่ามีไอโอก็จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงกับประชาชน ส่วนถ้าเป็นความเห็นของใครคนใดคนหนึ่งที่แสดงออก ขอให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ

ยังคาใจบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รุมยำ‘กกต.’เละ ‘ไทยสร้างไทย’ร้องศาลฎีกา ปชน.ตามประเคนซ้ำม.157

ยังคาใจบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รุมยำ‘กกต.’เละ ‘ไทยสร้างไทย’ร้องศาลฎีกา ปชน.ตามประเคนซ้ำม.157

ยังคาใจบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รุมยำ‘กกต.’เละ ‘ไทยสร้างไทย’ร้องศาลฎีกา ปชน.ตามประเคนซ้ำม.157

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยังคาใจบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รุมยำ‘กกต.’เละ ‘ไทยสร้างไทย’ร้องศาลฎีกา ปชน.ตามประเคนซ้ำม.157 หย่อนบัตรขัดรัฐธรรมนูญ

ลุยล้างบางทุจริต “ไทยสร้างไทย” จ่อฟ้อง กกต. พบหลักฐานเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ชี้ปมบาร์โค้ดบนบัตรลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งส่อขัด รธน. เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสอบจาตุรนต์ ยันบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ทำลงคะแนนไม่เป็นไป โดยลับ ขัดรัฐธรรมนูญชัด ด้านปชน.ตามกัดไม่ปล่อย ฟ้องกกต.ทำผิด 157

พรรคไทยสร้างไทย นำโดยนายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยนายภัชริ นิจสิริภัช และนายโรจนินท์ ศิริเบญญาภิรมย์ ร่วมกันแถลงข่าวก่อนลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ส่อว่าจะมีการทุจริตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย

นายศุชัยวุธ พรรคไทยสร้างไทย ขอย้ำว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 41(2) (3) และมาตรา 50 (1)และมาตรา51 ให้สิทธิประชาชน ร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐ เพื่อพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัริย์ทรงเป็นประมุข และต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ

ขณะนี้พรรคไทยสร้างไทย ได้รับข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์จากประชาชนจำนวนมาก ที่ส่อให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นความแตกต่างของจำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อในบางเขต ที่มีจำนวนห่างกันนับหมื่นใบ รวมถึงการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาการซื้อเสียงที่ปรากฏเป็นข่าว แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่ากกต. ได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่อย่างไร อันอาจจะเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้น ตามป.อาญา มาตรา157

จ่อฟ้องศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง

ด้านนายภัชริ ยังได้หยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างระเบียบ กกต. และรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะมาตรา 85 ที่ระบุชัดเจนว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ แต่จากการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งพบว่ามีการระบุรหัส บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดที่สามารถสืบสาวกลับไปยังต้นขั้วและระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ อันอาจขัดกับกฏหมายรัฐธรรมนูญ แม้ กกต. จะอ้างว่าจะมีการจัดเก็บอย่างดีเพื่อเป็นความลับ และปลอดภัย

พรรคไทยสร้างไทย เห็นว่า ปัญหาดังกล่าว เกิดจากการจัดการและควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224(1) (2) มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เห็นควรยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ เพื่อให้เห็นว่าคนไทยมีสิทธิร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41(2) (3) และมาตรา 50 (1)และมาตรา51เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคะแนนเสียงประชาชน และสร้างบรรทัดฐานความถูกต้องให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้สืบไป

จาตุรนต์ยันขัดรัฐธรรมนูญ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นกรณีบัตรเลือกตั้ง ลงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ มีบาร์โค้ด ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ย่อมมีความหมายว่า นอกจากผู้ออกเสียงลงคะแนนเองแล้วจะให้ผู้อื่นผู้ใดล่วงรู้ไม่ได้ว่าออกเสียงลงคะแนนไปอย่างไร เลือกใคร และนี่ไม่ได้มีความหมายว่าต้องเป็นความลับเฉพาะตอนกาบัตรหรือหย่อนบัตรเท่านั้น แต่ย่อมหมายความว่า จะต้องเป็นความลับตลอดไป คือไม่มีทางที่ผู้อื่นผู้ใดจะหาทางตรวจสอบว่าใครเลือกใครได้อีกเลย ถ้าการมี QR Code หรือบาร์โค้ด ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร ก็เท่ากับว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ คือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั่นเอง #โกงเลือกตั้ง69

นายจาตุรนต์ยังได้โพสต์ตอบข้อความทางแพลตฟอร์ม X ว่า “ผมรณรงค์ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยเหตุผลข้อหนึ่งคือ องค์กรอิสระไม่เป็นกลาง เมื่อปรากฏปัญหาว่า กกต.อาจจัดการเลือกตั้งไปโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องวิจารณ์ ไม่ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปอย่างไร การแสดงความเห็นต่อการจัดการเลือกตั้งก็ต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาครับ”

ปชน.ตามกัดไม่ปล่อย

ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้อำนวยการกองอำนวยการการเลือกตั้งของพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการติดตามตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้ง 2569 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

โดยนายพริษฐ์ เริ่มต้นโดยย้ำว่า เจตนาของพรรคประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งปี 69 ตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา ไม่ได้มีเจตนาเพื่อมุ่งเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง ไม่ใช่การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง แต่เราจำเป็นต้องตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งเพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคนว่าเสียงของเขาถูกบันทึกอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะกาให้กับพรรคการเมืองไหนก็ตาม รวมถึงเราต้องการให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างบกพร่องหรือจงใจทุจริต ต้องรับผิดชอบต่อกฎหมาย เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้เรามีการเลือกตั้งในอนาคตที่ประชาชนเชื่อมั่นเชื่อถือได้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า การแถลงในวันนี้มี 4 หัวข้อ หัวข้อแรกคือกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ในการแถลงข่าวของ กกต. เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.) มีข้อสรุปว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าว ในทางทฤษฎีสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเราเห็นว่ามีปัญหา 3 เรื่องหลัก

ตรวจรู้ใครเป็นคนกาบัตร

ปัญหาแรก ทำให้การลงคะแนนเสียงที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยลับ ตามหลักการที่สังคมเข้าใจโดยทั่วไปมาโดยตลอด การลงคะแนนที่ “ลับ” หมายถึง เมื่อเราลงคะแนนไปแล้วจะต้องไม่สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้เลย แต่การแถลงของ กกต.เมื่อวานเป็นการยืนยันว่าสามารถทำได้ในเชิงทฤษฎีหากมีการเข้าถึงข้อมูล 3 ส่วน คือ ข้อมูลบนบัตร, รหัสตรงต้นขั้ว และชื่อผู้ลงคะแนนของรหัสนั้นๆ ดังนั้น เราเห็นว่าประเด็นที่สำคัญไม่ใช่ความยากหรือง่ายในการเข้าถึงข้อมูล แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า หากใครเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ จะสามารถระบุตัวตนผู้กาบัตรได้ คำตอบก็คือทำได้ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งในอดีตที่ไม่ว่าใครจะเข้าถึงข้อมูลส่วนใด ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร

ปัญหาที่สอง เป็นการเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ทำให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง สามารถใช้ประโยชน์จากบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร .

ถึงแม้ กกต. จะชี้แจงว่ามีการเก็บรักษาบัตรและต้นขั้วไว้ในที่ปลอดภัย แต่หากมีพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดรู้เรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมาก่อนล่วงหน้า อาจเปิดช่องให้สามารถออกแบบกระบวนการในการตรวจสอบได้ว่าใครโหวตอย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบัตรหรือต้นขั้วที่ กกต. เก็บไว้หลังปิดหีบ เช่น ตัวแทนพรรคอาจใช้อิทธิพลข่มขู่ให้ประชาชนแจ้งรหัสต้นขั้วก่อนลงคะแนน และจากนั้นมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทุกใบขณะนับคะแนน เพื่อนำมาสแกนตรวจสอบภายหลังว่าลงคะแนนตามที่ตกลงหรือไม่ หรือหากมีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) บางคนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็อาจแอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเพื่อส่งให้ตัวแทนพรรคที่กระทำการดังกล่าวได้

ไม่เชื่อแค่รักษาความปลอดภัย

ดังนั้น แม้ กกต. พยายามชี้แจงว่าทั้งหมดที่ทำเพื่อ “รักษาความปลอดภัย” และแม้เรายอมเชื่อไว้ก่อนว่า กกต. มีเจตนาดีเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจริง แต่การดำเนินการของ กกต. เป็นการเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ที่ทำให้การเลือกตั้งอาจจะไม่สุจริตเที่ยงธรรม และทำให้อาจจะกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหลับปัญหาที่สาม เรามีความกังวลว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จาก QR Code และบาร์โค้ดไม่ได้กระทบเฉพาะการเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 8 กุมภาเท่านั้น แต่เสี่ยงจะเกิดความเสียหายระยะยาวต่อการเลือกตั้งในอนาคตด้วย เพราะแม้มีการเก็บบัตรและต้นขั้วไว้ หากข้อมูลดังกล่าวรั่วไหลหรือมีบุคคลใดเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว จะเกิดปัญหาสำหรับอนาคต เพราะข้อมูลการเลือกพรรคการเมืองของประชาชน ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว และจะกลายเป็นข้อมูลที่ผู้มีอำนาจสามารถนำไปใช้จัดเก็บสถิติแยกตามเพศ อายุ และพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเตรียมการเลือกตั้งในอนาคตได้เช่นกัน

เตรียมประเคนม.157.

“ดังนั้น พรรคปรพชาชน เดินหน้าด้วยการมอบหมายให้ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค ฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงและทำคำร้องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อดำเนินคดีกับ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต“ นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หัวข้อต่อมา คือการตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีจำนวนไม่เท่ากันในเขตเลือกตั้งเดียวกัน โดยพบปัญหานี้ในหลายเขตเลือกตั้ง เมื่อวานนี้ กกต. ระบุว่าความคลาดเคลื่อนเกิดจากระบบรายงานผลบนเว็บไซต์ของ กกต. แต่เราต้องยืนยันว่าข้อสังเกตของพรรคประชาชน ไม่ได้อ้างอิงข้อมูลเว็บไซต์ของ กกต. แต่อ้างอิงจากข้อมูลที่อยู่ในบอร์ดรายงานผลในแต่ละเขตเลือกตั้ง

ดังนั้นไม่ว่ากระบวนการในการรายงานตัวเลขผ่านเว็บไซต์ของ กกต. จะมีปัญหาแค่ไหน แต่เป็นคนละเรื่องกับหลักฐานที่เราเอามากางก่อนหน้านี้และในวันนี้ ยกตัวอย่างความผิดปกติที่ชัดเจนในพื้นที่สงขลา เขต 3 และ ศรีสะเกษ เขต 2 ที่มีส่วนต่างกันอยู่ ซึ่งตนได้มีการเปิดข้อมูลไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงอีกหลายเขตที่มีการเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ซึ่งในเขตเลือกตั้งดังกล่าว มีทั้งเขตที่พรรคประชาชนแพ้เลือกตั้งเป็นอันดับ 3 และเขตที่พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อหวังจะทำให้พรรคประชาชนมี สส. มากขึ้น แต่เราต้องการตรวจสอบประเด็นนี้ เพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคนแลทำให้เรื่องนี้สิ้นข้อสงสัย

แจ้งเบาะแสปราบทุจริต

ด้าน กิตติชัย กล่าวถึงภาพรวมของเรื่องร้องเรียนที่ผู้สมัคร สส. ของพรรค และประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยในส่วนผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชน รับเรื่องร้องเรียนมาทั้งหมด 57 เรื่อง ฝ่ายกฎหมายได้ทำเรื่องไปยัง กกต. ขอให้มีการตรวจสอบแล้ว 37 เรื่อง ส่วนการร้องเรียนของประชาชนผ่านเว็บไซต์ report69 ยอดทั้งหมดกว่า 4,000 เรื่อง ตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การร้องเรียนได้ 1,260 เรื่อง โดยฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการตรวจสอบและส่งให้ผู้สมัคร สส. ของพรรคร้องคัดค้านการประกาศผลต่อไป

โวอีกมีคลิปเด็ดปากน้ำ

และหัวข้อสุดท้าย เป็นเรื่องร้องเรียนใหม่ที่สมุทรปราการ เขต 6 มีประชาชนส่งคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่ามีการทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงใบขีดคะแนน (ส.ส. 5/11) ที่บ่อขยะแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยเอกสารดังกล่าวระบุวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และระบุหน่วยเลือกตั้งด้วย จุดดังกล่าวไม่ใช่จุดรวมหีบหรือจุดยุบหีบเหมือนกรณีชลบุรีเขต 1 อย่างแน่นอน เพราะเห็นชัดเจนว่าเป็นบ่อขยะ และจุดรวมหีบของสมุทรปราการ เขต 6 เองอยู่ห่างจากจุดของบ่อขยะนี้ถึง 8 กิโลเมตร ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีใครคนใดคนหนึ่งนำมาทิ้งไว้ ซึ่งเรื่องนี้เราต้องขอให้ กกต. และ กกต.สมุทรปราการ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนโดยเร็ว ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร โดยประชาชนที่ส่งหลักฐานเข้ามาได้ลงบันทึกประจำวันกับสถานีตำรวจไว้แล้ว

ภท.ชี้เป็นหน้าที่ของกกต.

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าที่สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง สถานการณ์ทางการเมือง ที่ในขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของมวลชนออกมาเรียกร้องหลังเลือกตั้ง ทำให้เหตุการณ์อาจจะบานปลายได้ ว่า เรื่องหลักๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทย แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ว่าจะรับรองผลการเลือกตั้งได้เมื่อไหร่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 กกต.ใช้เวลารับรองสส.อย่างเป็นทางการโดยใช้ 36 วัน ซึ่งขณะเราอยู่ในฐานะผู้เล่น ก็ต้องรอว่าขั้นตอนต่อไปในแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไร ย้ำว่าต้องแยกกันในเรื่องของการทำงานของกกต. และส่วนอื่นๆ หรือในส่วนที่มีการยื่นคำร้อง ทุกส่วนต้องแยกกัน เรามาในฐานะว่าที่สส. ก็ต้องรออย่างเดียวเพราะตอนนี้ตอบอะไรไม่ได้ และในการเลือกตั้งปี 2566 ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นแต่กกต. ยังใช้เวลาถึง 36 วัน

เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงกลุ่มมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้หรือไม่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่าทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นของตัวเองในช่องทางต่างๆ ที่เห็นสมควรที่จะทำอย่างนั้น จะให้ทุกคนเห็นเหมือนกันนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยในการจะยื่นคำร้องหรือตัดสินอะไรก็ตามแต่ ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย

เมื่อถามถึงกรณีศาลปกครอง ออกเลขรับคดี ขอให้ระงับการรับรองผลการเลือกตั้ง จากกรณี QR Code ในบัตรเลือกตั้ง นั้น นางสาวแนน บุณย์ธิดากล่าวว่า เป็นหน้าที่ของกกต. ที่จะชี้แจงว่าอย่างไร ซึ่งย้ำว่าในขณะนี้เราทุกคนอยู่ในฐานะผู้เล่น ไม่ใช่กรรมการ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการเลือกตั้ง ที่เขาจะต้องชี้แจงเราก็ต้องรอฟังว่าจะเป็นอย่างไร และที่ติดตามข่าวมาไม่ใช่เพียงแค่ปีนี้ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อวินิจฉัยว่าจะเป็นอย่างไร

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“รัฐบาลจะอยู่ครบเทอม 4 ปีหรือไม่นั้น ก็ไม่มีอะไรสามารถการันตีได้ เพราะการเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ถ้ารัฐบาลทำงานได้ดี แก้ปัญหาต่างๆ ได้ ไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง หรือไม่มีเรื่องที่ทุจริตคอร์รัปชัน ก็คงไม่มีปัญหาอะไร”

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ประธานพรรคชาติพัฒนา

แก้วตา เดือด!!! เตรียมฟ้อง อมรัตน์ หลังโพสต์ลอยๆ

แก้วตา เดือด!!! เตรียมฟ้อง อมรัตน์ หลังโพสต์ลอยๆ

แก้วตา เดือด!!! เตรียมฟ้อง อมรัตน์ หลังโพสต์ลอยๆ

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.10 น.

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ เจี๊ยบ อดีตสส.พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ว่า “ไม่ว่าองค์กรใดก็ไม่ควรเป็นแพะรับบาป ให้กับคนที่พังตัวเองด้วยสารเสพติด”

ล่าสุด น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) ก็ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  “เตรียมตัวรับหมายศาลค่ะ ฟ้องถึงที่สุด”

ไม่ชอบเอามากๆ แต่ทางเลือกน้อย! น้าเดช วิเคราะห์สูตรตั้งรัฐบาล ทำไมต้อง ภูมิใจไทย+เพื่อไทย?

ไม่ชอบเอามากๆ แต่ทางเลือกน้อย! น้าเดช วิเคราะห์สูตรตั้งรัฐบาล ทำไมต้อง ภูมิใจไทย+เพื่อไทย?

ไม่ชอบเอามากๆ แต่ทางเลือกน้อย! น้าเดช วิเคราะห์สูตรตั้งรัฐบาล ทำไมต้อง ภูมิใจไทย+เพื่อไทย?

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.47 น.

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” ระบุว่า นักวิแคะ กองแช่ง กองเชียร์พรรคอื่น แม้แต่กองเชียร์ภูมิใจไทย พอมีภาพภูมิใจไทยหารือกับเพื่อไทย ก็ดิ้นกันไปเรื่อย

ถามจริงๆ สูตรแรกด้วยเสียงที่ภูมิใจไทยมี ถ้าไม่เอาเพื่อไทย แล้วหันไปเอากล้าธรรมของธรรมมนัส บวกพรรคเล็กพรรคน้อย แล้วมีเสียงปริ่มน้ำ เพราะอภิสิทธิ์ประกาศว่ามีธรรมนัส ปชป. ไม่ร่วมด้วย จะตั้งรัฐบาลอย่างไร กองเชียร์ภูมิไทย คนเลือกภูมิใจไทย ชอบแบบนั้นมากกว่าใช่หรือไม่

สูตรต่อมา ถ้าภูมิใจไทยรวมกับ ประชาชน แล้วมีพรรคเล็กพรรคน้อยร่วมด้วย เสียงอาจจะมั่นคง สูตรนี้คนออกเสียงให้ภูมิใจไทย ชอบกว่าสูตรแรกไหม

ส่วนสูตรที่รวมกับเพื่อไทย และพรรคเล็กพรรคน้อย โดยข้อแม้ของอนุทินคือ จำนวนเก้าอี้ทั้งหมดที่จะมาแบ่งกัน ต้องหักออกไปก่อน ๔ เก้าอี้ คือ พาณิชย์, คลัง และต่างประเทศ ( กระทรวงหลังนี้อาจจะต่อรองกันได้ แต่ สีหศักดิ์ต้องนั่งรองนายกที่ควบคุมต่างประเทศ )  อีกทั้งกลาโหมต้องเป็นของภูมิใจไทย 

แน่นอนว่าสูตรนี้ สุริยะ อาจจะต้องร้องขอคมนาคม  ซึ่งจะได้หรือไม่ได้ผมไม่รู้ สูตรนี้ถ้าจะว่าไปแล้ว ยังมีโอกาสที่ ปชป. จะเข้ามาร่วมด้วย เพราะไม่มีธรรมนัสแล้ว ถ้าเป็นไปได้จริงๆ วันนั้นกองเชียร์ ปชป. อย่ากลับรถกลางสี่แยกก็แล้วกัน

ในฐานะคนกากะบาทภูมิใจไทย ถามว่าผมพอใจไหมที่รวมกับเพื่อไทย ตอบได้เลยว่า ไม่ชอบเอามากๆ แต่มองทางเลือกแล้ว เหลือน้อยทางจริงๆ และผมเชื่อว่า ถ้าเพื่อไทยยึกยักหรือต่อรองมาก ภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะตัดเชือก เพราะเป่าปี่ไม่กี่เพลงก็คงมีงูเลื้อยมาบ้างพอสมควร เช่นเดียวกับกล้าธรรม ที่งูในเข่งก็รอเสียงปี่เป่าเรียกเหมือนกัน

อย่าเชื่อผมมากนัก  เพราะผมไม่ใช่วงใน  ไม่ใช่นักวิเคราะห์ ไม่ใช่ลูกหาบ และไม่ใช่คนที่ฟังข่าวจากแหล่งนั้นแหล่งนี้แล้วก็ดิ้นพล่าน ผมเป็นเพียงแค่ชายชราขี้เหล้า ที่เมาแล้วเดินโซเซผ่านมาเท่านั้นเองครับ