‘เจเศรษฐ์’ สั่ง ปภ. แจ้งเตือนประชาชน เลี่ยงเส้นทางย่านพระราม 4 หลังกันสาดอาคารถล่ม

'เจเศรษฐ์' สั่ง ปภ. แจ้งเตือนประชาชน เลี่ยงเส้นทางย่านพระราม 4 หลังกันสาดอาคารถล่ม

‘เจเศรษฐ์’ สั่ง ปภ. แจ้งเตือนประชาชน เลี่ยงเส้นทางย่านพระราม 4 หลังกันสาดอาคารถล่ม

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.58 น.

“เจเศรษฐ์” สั่งปภ. แจ้งประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางสะพานเจริญสวัสดิ์ ถึงแยกหมอมี พร้อม สแตนด์บาย USAR สนับสนุน กทม.  ป้องกันเหตุเกิดซ้ำ หลังเกิดเหตุกันสาดอาคาร 2 ชั้นทรุดตัวถล่ม

วันที่ 20 มิุนายน 2569  นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าที่เกิดเหตุกันสาดอาคาร 2 ชั้น บริเวณแยกหมอมี ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ เกิดการทรุดตัวถล่มลงมา โดยให้เร่งแจ้งเตือนข้อมูลประชาชน Cell Broadcast ในพื้นที่ใกล้เคียง และให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ประสานกับ กรุงเทพมหานคร  เร่งช่วยเหลือประชาชน และตรวจสอบภายในตัวอาคาร ป้องกันเหตุเกิดซ้ำ รวมถึงคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ด้วย 

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รับแจ้งว่าเบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย รถยนต์เสียหาย 3 คัน รถจักรยานต์ 2 คัน หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กทม. และอาสาสมัครมูลนิธิ เข้าที่เกิดเหตุเคลียร์พื้นที่ และนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ขณะที่การไฟฟ้านครหลวงได้เข้าตัดกระแสไฟฟ้า และตำรวจได้ปิดกั้นเส้นทางจราจรในจุดเกิดเหตุเพื่อเร่งเคลียร์พื้นที่

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สั่งสแตนบายทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมืองแห่งชาติ (USAR Thailand) เพื่อสนับสนุน กทม. หากมีการร้องขอการสนับสนุนหากเกิดอาคารทรุดตัว พร้อมได้ส่งแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจร ตั้งแต่สะพานเจริญสวัสดิ์จนถึงแยกหมอมีเพื่อความปลอดภัย จนกว่าการช่วยเหลือและเคลียร์พื้นที่จะแล้วเสร็จ

‘3 รมช.มหาดไทย’ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’ จ.เลย

‘3 รมช.มหาดไทย’ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’ จ.เลย

‘3 รมช.มหาดไทย’ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’ จ.เลย

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.40 น.

3 รมช.มหาดไทย ผนึกกำลัง เน้นย้ำนโยบาย นายกฯ “มหาดไทย ทำทันที Action 5 Plus” ทำให้เกิดผล เป็นรูปธรรม ทั่วถึงทุกพื้นที่

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายและติดตามผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทยของจังหวัดเลย ที่ศาลากลางจังหวัดเลย 

โดย 3 รมช.มหาดไทย ได้เน้นย้ำนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย “มหาดไทย ทำทันที Action 5 Plus” รวมถึงแนวนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ แก้ไขปัญหาความมั่นคง ขจัดยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ไฟฟ้าประปาต้องพร้อม ป้องกันและจัดการภัยพิบัติได้ตลอดเวลา บริหารราชการทันสมัย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อำนวยความสะดวกประชาชน ซึ่งขณะนี้มีนโยบายยกระดับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้เป็นหน่วยงาน One Stop Service และเร่งพัฒนาระบบให้บริการประชาชนเรื่องการจัดการกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสังคมมีความสงบสุข มั่นคง ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุขถ้วนหน้า พร้อมทั้งกำชับให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญและเน้นย้ำการขับเคลื่อนตามนโยบายสำคัญเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีนี้ด้วย    

ภายหลังการประชุมมอบนโยบาย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปที่ศาลาประชาคมอำเภอภูเรือ เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยระดับพื้นที่ รวมทั้งได้รับฟังแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติด “เลยโมเดล” ที่บูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ ประชาชน และเครือข่ายชุมชน ใน 5 แนวทาง “สกัดกั้น – ป้องกัน – ปราบปราม – บำบัดรักษา – ฟื้นฟูสภาพทางสังคม”

อนุทิน ควง ภริยา ตำส้มตำ ในงาน OTOP Midyear 2026 ชวนใช้ไทยช่วยไทย พลัส

อนุทิน ควง ภริยา ตำส้มตำ ในงาน OTOP Midyear 2026 ชวนใช้ไทยช่วยไทย พลัส

อนุทิน ควง ภริยา ตำส้มตำ ในงาน OTOP Midyear 2026 ชวนใช้ไทยช่วยไทย พลัส

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

นายกฯ ควงภริยาเยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ชวนใช้ไทยช่วยไทยพลัส หนุนเศรษฐกิจฐานราก 

วันที่ 20 มิถุนายน 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหารร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี และภริยาได้เยี่ยมชมบูธผู้ประกอบการ OTOP จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมให้กำลังใจผู้ผลิตและผู้ประกอบการ รวมทั้งเยี่ยมชมโซนไฮไลต์ ได้แก่ OTOP Premium, OTOP Craft & Beverage Hub และผ้าไทยใส่ให้สนุก ที่สะท้อนศักยภาพภูมิปัญญาไทยสู่ตลาดสมัยใหม่

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมชิมอาหารในโซน OTOP ชวนชิม และตำส้มตำให้ประชาชนอย่างเป็นกันเอง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้า OTOP และใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชน สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน งาน OTOP Midyear 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–28 มิ.ย. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

‘ชัยวัฒน์‘ กางโรดแมป 100 วันแรก ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ

‘ชัยวัฒน์‘ กางโรดแมป 100 วันแรก ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ

‘ชัยวัฒน์‘ กางโรดแมป 100 วันแรก ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.04 น.

‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดโรดแมป ‘100 วันแรก สร้างเมืองแคร์คน’ ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ ภายใน 1 ปี ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ขอชาว กทม. เลือกผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง ‘ธนาธร’ ยกนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพลอกท่อ เปลี่ยน กทม. ด้วยการฝันใหญ่-ลงมือทำจริง

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อนำเสนอนโยบายสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองแคร์คน’ คอยช่วยพยุงชีวิตประชาชนในวันที่ยากลำบาก คืนเวลาให้คนได้ใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและเติบโตได้ ภายในงานประกอบด้วย Interactive Exhibition, โซนนำเสนอนโยบายรายเขตของผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต และเวทีเสวนา นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน

ในช่วงเสวนา นายณัฐพงษ์ กล่าวในหัวข้อ ‘ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น’  ว่า การทำงานของพวกเราตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล มาถึงพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ ‘ฝันใหญ่’ เพราะจะเป็นแรงบันดาลใจทำให้พวกเรามารวมตัวกันเช่นเดียวกับวันนี้ เช่น การทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน สุราก้าวหน้า และสมรสเท่าเทียม ซึ่งตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร แต่การฝันให้ใหญ่ ลงมือทำจริง และมีประชาชนอยู่เคียงข้าง ทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้จริง เช่นเดียวกันกับสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นความฝันใหญ่ที่พรรคผลักดันมาโดยตลอด คือการผลักดันการเมืองที่ก้าวหน้าและการกระจายอำนาจ แม้ในพื้นที่ที่งบประมาณจำกัด เช่น อบจ.ลำพูน แต่พรรคสามารถส่งมอบนโยบายที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง เช่น รถรับ-ส่งบุตรหลานไปโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าต้องอาศัยการใส่ใจรายละเอียดและเจตจำนงทางการเมือง แม้ใช้งบประมาณไม่มากก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ดังนั้นหากพิจารณาถึงงบประมาณของกรุงเทพมหานคร ปีละกว่า 1 แสนล้านบาทและ กทม. ยังเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีอำนาจกำหนดระเบียบการเบิกจ่ายของตัวเองได้ หากให้โอกาสพรรคประชาชน ให้โอกาสทีมบริหาร และ ส.ก. ของพรรคทั้ง 50 เขต จะสามารถเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ได้มากเพียงใด 

หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่แคร์คนมากกว่านี้ ลำพังอำนาจของผู้ว่าฯ อาจทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะกรุงเทพฯ ยังมีปัญหาใหญ่ที่บางครั้งมองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่เรารู้สึกอยู่ทุกวัน เช่น ปัญหาใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง, ปัญหาสัดส่วนค่าเช่าบ้านต่อรายได้ของคนกรุงเทพฯ สูงกว่าเมืองอื่นๆ ซึ่งในเมืองที่เจริญแล้วจะมีกฎหมายท้องถิ่นควบคุมสัดส่วนที่อยู่อาศัยสำหรับคนรายได้น้อยในโครงการจัดสรรต่างๆ คำถามสำคัญคือ กรุงเทพฯ วันนี้มีอำนาจในระดับพระราชบัญญัติแล้ว แต่สภา กทม. มีการตราข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าเหล่านี้หรือยัง

นอกจากนี้ ยังรวมถึงปัญหาการจัดการสัมปทานที่ไม่เป็นธรรม ตั้งแต่รถไฟฟ้าจนถึงโรงขยะอ่อนนุช และปัญหาความโปร่งใสของงบประมาณ กทม. ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ส.ก. ทั้ง 50 เขต หากเราไม่มีตัวแทนในสภากรุงเทพมหานคร และเกิดการต่อรองผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมา เราจะเปลี่ยนงบประมาณให้โปร่งใสได้อย่างไร ดังนั้นวันนี้คนกรุงเทพฯ ต้องการอะไรที่ไปไกลกว่าการแก้ปัญหาหน้าบ้าน เช่น น้ำรอระบาย ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไฟไม่สว่าง เพราะปัญหาเหล่านี้ผู้ว่า กทม. ทุกคนต้องเข้ามาแก้ไขอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพลังจากสภากรุงเทพมหานครเข้ามาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ก. หาเสียงในหลายสิบเขตว่า พ่อค้าแม่ค้าต่างบ่นเรื่องเศรษฐกิจฝืดเคืองและปัญหาการเรียกรับส่วย แม้แต่อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็เคยยอมรับว่ามีส่วยเทศกิจ คำถามคือเราจะปล่อยให้ระบบนี้กดขี่คนตัวเล็กตัวน้อยต่อไปจริงหรือ การจะทำให้ระบบราชการโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลำพังผู้ว่าฯ และทีมบริหารไม่กี่สิบคน ไม่สามารถดูแลสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตได้ หากอยากได้การเปลี่ยนแปลงต้องให้ตัวแทนของประชาชนเข้าไปจัดการ เพราะปัจจุบันผู้อำนวยการเขตมาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ในขณะที่ระบบราชการมีการไต่เต้าโดยมักมีค่าตำแหน่งค่าเก้าอี้ ซึ่งสุดท้ายก็จบลงที่รีดไถจากประชาชน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิดแต่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย

นายณัฐพงษ์ ย้ำทิ้งท้ายถึงการเลือกตั้ง กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ว่า ไม่อยากให้คนกรุงเทพฯ เลือกเพียงเพราะความรู้สึกว่ากำลังเลือกผู้บริหารคนต่อไป แต่อยากให้ออกไปเลือกผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ คือ 1. มีเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน ทำงานตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน 2. มีทีมบริหารมืออาชีพพร้อมทำงานตั้งแต่วันแรก และ 3. มี ส.ก. ในมือเพื่อผลักดันวาระก้าวหน้าผ่านสภากรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันพรรคประชาชนยังมี สส. อีก 119 คน ที่พร้อมผลักดันกฎหมายในระดับประเทศ เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคนมากกว่านี้

“สนามการเมืองระดับประเทศที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ ตัดสินใจออกไป ‘กาเพื่อเปลี่ยน’ ไว้วางใจ สส. ทั้ง 33 เขตของพรรคประชาชน ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการเมืองระดับประเทศที่โปร่งใส กติกาสูงสุดที่มีความเป็นประชาธิปไตย ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ และต้องการให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ถ้าชาวกรุงเทพฯ ยังอยากได้ประเทศที่มีหน้าตาแบบนี้ 28 มิถุนายนนี้ ขอให้ออกไปกาด้วยความรู้สึกและความหวังแบบเดิม”

“ผมเชื่อว่าพรรคประชาชนสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากสนามการเมืองท้องถิ่น 8 วันสุดท้ายนี้ เติมพลังใจให้เต็มเปี่ยม ออกจากบ้านไปกาด้วยความหวัง กาด้วยเจตจำนงแห่งการเปลี่ยนแปลง” ณัฐพงษ์ทิ้งท้าย

ต่อมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พูดในหัวข้อ ‘การเมืองท้องถิ่น ใกล้ตัวกว่าที่คิด ติดขัดกว่าที่เห็น’  โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ผ่านการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตจริง เช่น ปัญหาน้ำท่วมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในหน้าฝน โดยระบุว่าท่อระบายน้ำของกรุงเทพฯ มีความยาวรวม 6,564 กิโลเมตร แบ่งเป็นท่อใหญ่ภายใต้การดูแลของสำนักระบายน้ำ กทม. และท่อเล็กในซอยภายใต้การดูแลของ 50 สำนักงานเขต

นายธนาธร อ้างอิงผลการศึกษาแบบจำลองจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า ประสิทธิภาพการระบายน้ำของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 43% หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ถึง 50% จะช่วยลดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้มากกว่า 10 เขต โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่เป็นการใช้ของเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยงบประมาณ 8,000 ล้านบาทของสำนักระบายน้ำ ซึ่งมีงบงานลอกท่อเพียง 120 ล้านบาทต่อปี สามารถลอกท่อได้เพียง 58% เท่านั้น ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวต่อว่า ในไทยการลอกท่อยังใช้แรงงานคนลงไปทำงานโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย ต่างจากต่างประเทศที่ใช้เครื่องจักร Water Jet แรงดันสูง ทั้งนี้ จากการทำ Time and Motion Study ร่วมกับ ส.ก. พรรคประชาชน พบว่าเครื่องจักรให้คุณภาพงานที่ดีกว่า เร็วกว่า และใช้คนน้อยกว่า แม้จะมีราคาสูงกว่า ซึ่งตนพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่ามีเทคโนโลยีและวิธีการจัดการหลายรูปแบบ แต่ละพื้นที่ต้องการการจัดการที่ไม่เหมือนกัน แต่ปัจจุบันเรามีข้อมูลไม่เพียงพอ ทุกวันนี้ กทม. รู้ได้อย่างไรว่าท่อที่ไหนตันหรือไม่ตัน ถ้าไม่รู้แล้วไปเปิดทำความสะอาดท่อที่ไม่ตัน ก็เสียงบประมาณเสียทรัพยากร แต่ถ้าท่อที่ตันแล้วไม่ทำ ฝนตกก็น้ำท่วมขัง ดังนั้นต้องมีข้อมูลก่อนว่าควรทำที่ไหนบ้าง

พร้อมกันนี้ นายธนาธร เสนอการใช้เทคโนโลยี Smart City ติดตั้งเรดาร์และตัวส่งสัญญาณวัดระดับน้ำและสิ่งอุดตัน ราคาชุดละประมาณ 60,000 บาท หากมีการติดตั้งใน 5,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ ใช้งบไม่เกิน 300 ล้านบาท จะทำให้มีข้อมูลที่ชัดเจนในการจัดการงบประมาณอย่างตรงจุด

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง จากเดิมที่จ้างเป็นโครงการสั้นๆ เส้นละ 200-500 เมตร ซึ่งไม่เอื้อให้เอกชนกล้าลงทุนในเครื่องจักรที่ทันสมัย โดยเสนอให้ทำสัญญาระยะยาวเพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพ รวมถึงการบังคับใช้ข้อบัญญัติเรื่องบ่อดักไขมันตามชุมชนและตลาดอย่างจริงจัง เพื่อลดการอุดตันในท่อ และการจัดการกำจัดเลนให้ถูกสุขลักษณะ แทนการปล่อยให้เอกชนไปหาที่ทิ้งเองจนส่งกลิ่นเหม็นกระทบชุมชนรอบข้าง

“เวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง เราต้องฝันใหญ่ กล้าทะเยอทะยาน แต่เวลาทำ ต้องทำจริงและทำเล็กๆ ถ้าจะทำต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แบบเดิมที่จ้างเป็นเส้นๆ ไม่สามารถทำให้เอกชนกล้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพของเขาได้ ต้องมีการติดอุปกรณ์ IoT เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าซอยไหนถนนไหนท่อตัน ถ้าเราทำแบบเดิมก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” ธนาธรกล่าว

นายธนาธร ทิ้งท้ายว่า การเมืองท้องถิ่นนั้นใกล้กับเรามาก เรื่องท่อระบายน้ำในกรุงเทพฯ นั้น ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็แก้ให้เราไม่ได้ คนที่จะแก้ได้คือผู้ว่า กทม. และเวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง คือการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ ทำบ่อยๆ ย้ำๆ จนเกิดมาตรฐานใหม่ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำประปา เรื่องการศึกษา เรื่องการระบายน้ำ เราต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน รูปแบบการจัดสรรงบประมาณ รูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเราทำให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้ เช่นที่เกิดขึ้นใน อบจ.ลำพูน

“28 มิถุนายนนี้ เปิดประตูให้เราหน่อย ให้พวกเราเข้าไปทำงาน เราต้องการความท้าทายที่ใหญ่กว่าเดิม ต้องการปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ขอฝาก ‘โจ ชัยวัฒน์’ และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขตของพรรคประชาชน หวังว่าประชาชนจะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ ประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ขอพรรคประชาชน 2 ใบ เดินทางไปด้วยกัน” ธนาธร กล่าวปิดท้าย

ด้าน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน แถลงวิสัยทัศน์และโรดแมปการทำงาน “100 วันแรก สร้างเมืองที่แคร์คน” โดยนำเสนอภารกิจเร่งด่วนที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ไปจนถึงเป้าหมายภายใน 1 ปี เพื่อพลิกโฉม กรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่โอบอุ้มผู้คน ลดต้นทุนชีวิต เปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งตัวได้ และเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม .

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหรือการบริหารจัดการเมืองเท่านั้น แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่าย ความไม่มั่นคง และอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสาธารณะด้วยตนเอง เมืองที่ดีจึงไม่ใช่เมืองที่ปล่อยให้ประชาชนดิ้นรนตามลำพัง แต่ต้องเป็นเมืองที่ช่วยแบ่งเบาภาระ เปิดโอกาส และทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

โรดแมปดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ “เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย ค้าขายง่าย และเดินทางง่าย” ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ การยกระดับความโปร่งใสของกรุงเทพมหานคร การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่นพิษ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

ภารกิจเร่งด่วนตั้งแต่วันแรก ประกอบด้วยการทำหนังสือถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อขอเพิ่มโควตาการดูแลผู้ถือสิทธิบัตรทองในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครจาก 800,000 คน เป็น 1 ล้านคน พร้อมเริ่มหารือแนวทางแก้ไขปัญหาระบบใบส่งตัว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้สะดวกขึ้น

ภายในสัปดาห์แรก จะเพิ่มบริการรถรับส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็น 180,000 เที่ยวต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ รวมถึงเปิดเผยระบบ BKK Red Flag AI ให้ประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนร่วมตรวจสอบความเสี่ยงด้านการทุจริตและการใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร

ภายในเดือนแรก จะเร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากโรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นรบกวนชุมชน โดยยกเลิกสัญญาเดิม เจรจาชดเชยภาคเอกชน และจัดการขยะด้วยแนวทางที่ลดผลกระทบต่อประชาชนระหว่างการก่อสร้างระบบกำจัดขยะแบบปิดที่ได้มาตรฐาน

ในระยะ 6 เดือน จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่าน ‘หวยใบเสร็จ SMEs กรุงเทพฯ’ เพื่อจูงใจให้ประชาชนจับจ่ายกับร้านค้ารายย่อย พร้อมจัดตั้งศูนย์ Reskill กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของนายจ้าง ขณะเดียวกันจะผลักดันการขยายเขตควบคุมมลพิษต่ำ (LEZ) และข้อบัญญัติด้านความปลอดภัยสาธารณะ รวมถึงมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการจัดทำงบประมาณและการทำงานของสภากรุงเทพมหานคร

สำหรับเป้าหมายภายใน 1 ปี จะเดินหน้าลอกท่อระบายน้ำครบ 100% พร้อมเปิดเผยแผนลอกท่อประจำปีต่อสาธารณะ เพิ่มงบพัฒนาย่านเป็น 500 ล้านบาทต่อปี ปรับปรุงศูนย์เด็กเล็กทั่วกรุงเทพมหานครให้มีคุณภาพมากขึ้นและเปิดดูแลเด็กถึงเวลา 18.00 น. เพิ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงถึง 2,500 ตำแหน่ง พร้อมบริการดูแลถึงบ้านฟรี 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขยายพื้นที่ค้าขายที่เป็นธรรมและปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงเพิ่มเส้นทางรถเมล์และฟื้นฟูระบบเรือโดยสารในคลองสำคัญของกรุงเทพมหานคร

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า นโยบายทั้งหมดไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการพัฒนาเมืองในเชิงกายภาพ แต่เป็นการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็น ‘เมืองที่แคร์คน’ เมืองที่ช่วยให้ประชาชนเลี้ยงครอบครัวได้ง่ายขึ้น ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น มีโอกาสสร้างรายได้และตั้งตัวได้มากขึ้น และได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่มีแต่ตึกสูงหรือโครงการใหญ่ แต่คือเมืองที่ประชาชนรู้สึกได้ว่ามีคนมองเห็นปัญหาของเขา รับฟังเขา และพร้อมช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เมืองที่แคร์คนต้องเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนลุกขึ้นตั้งตัวและก้าวไปข้างหน้าได้” ชัยวัฒน์กล่าว 
 

‘อาสพลธ์’ จี้ ประธานสภา กำชับ กมธ.ทุกคณะ ไม่ทำงานซ้ำซ้อน หลัง 2กรรมาธิการฯ แย่งสอบ TH-AI Passport

‘อาสพลธ์’ จี้ ประธานสภา กำชับ กมธ.ทุกคณะ ไม่ทำงานซ้ำซ้อน หลัง 2กรรมาธิการฯ แย่งสอบ TH-AI Passport

‘อาสพลธ์’ จี้ ประธานสภา กำชับ กมธ.ทุกคณะ ไม่ทำงานซ้ำซ้อน หลัง 2กรรมาธิการฯ แย่งสอบ TH-AI Passport

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

การตรวจสอบต้องไม่ซ้ำซ้อน! ‘สส.อาสพลธ์’ ออกโรงจี้ ‘ประธานสภาฯ’ กำชับ ‘ปธ.กมธ.’ ทุกคณะยึด ‘กรอบ-ข้อบังคับฯ’ เคร่งครัด หลัง ‘2กรรมาธิการฯ’ ผนึกสอบ ‘TH-AI Passport’ เปล่าขัดขวาง แต่เพื่อความถูกต้อง ไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่กัน

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำชับและตักเตือนประธานกรรมาธิการทุกคณะ ให้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบอำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างเคร่งครัด หลังพบว่าช่วงที่ผ่านมา มีการประชุมของกรรมาธิการบางคณะที่หยิบยกประเด็นซึ่งอาจไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะตนเองขึ้นมาพิจารณา รวมถึงชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ได้ประชุมร่วมกับ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ เพื่อเดินหน้าตรวจสอบโครงการTH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เมื่อวันที่18มิ.ย.ที่ผ่านมา

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เพื่อขัดขวางการตรวจสอบ แต่เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความถูกต้อง ไม่ซ้ำซ้อน ไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ระหว่างกัน และรักษาความศักดิ์สิทธิ์ในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ยืนยันว่า สำหรับทุกเรื่องร้องเรียนที่มีประเด็นส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมรับเรื่องและดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะมาจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ หรือกรรมาธิการคณะใดก็ตาม

“การปราบปรามการทุจริตต้องดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” นายอาสพลธ์ กล่าว

ผอ. JIC ยันชายแดนไทย–กัมพูชาปลอดภัย กองทัพติดตามใกล้ชิด 24 ชม.

ผอ. JIC ยันชายแดนไทย–กัมพูชาปลอดภัย กองทัพติดตามใกล้ชิด 24 ชม.

ผอ. JIC ยันชายแดนไทย–กัมพูชาปลอดภัย กองทัพติดตามใกล้ชิด 24 ชม.

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.32 น.

“ผอ. JIC“ ยันชายแดนไทย–กัมพูชาปลอดภัย กองทัพติดตามใกล้ชิด 24 ชม. ขอให้มั่นใจกองทัพเรารับมือได้ทุกสถานการณ์

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกระแสความกังวลของประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน หลังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเสริมกำลังและการนำรถถังเข้าประจำการของฝ่ายกัมพูชา โดยยืนยันว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

พล.อ.อ.ประภาส ระบุอีกว่า ทั้งการติดตามข่าวสาร การลาดตระเวนภาคพื้น และการเฝ้าตรวจทางอากาศ ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยการเคลื่อนย้ายกำลังหรือยุทโธปกรณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นข้อมูลที่หน่วยงานด้านความมั่นคงนำมาประเมินตามปกติ และประเทศไทยมีมาตรการรองรับในทุกระดับสถานการณ์

ทั้งนี้ ย้ำว่าประเทศไทยยังคงยึดแนวทางสันติวิธีควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ในประเด็นความพร้อมของกองทัพอากาศในช่วงฤดูฝน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพอากาศมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจในทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน ฤดูฝน หรือฤดูหนาว โดยนักบิน อากาศยาน และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ได้รับการฝึกและออกแบบให้สามารถปฏิบัติการได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

ส่วนข้อกังขาที่ว่าอากาศยานขับไล่ เช่น F-16 และ Gripen จะสามารถใช้อาวุธได้ในสภาพฝนตกหนักหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า อากาศยานสมัยใหม่ถูกออกแบบให้สามารถปฏิบัติการได้ในสภาพอากาศที่หลากหลาย มีระบบนำร่องและระบบอาวุธที่ทันสมัย อย่างไรก็ตาม ทุกภารกิจจะต้องผ่านการประเมินสภาพอากาศและความปลอดภัยอย่างละเอียดก่อนการปฏิบัติ

สำหรับกรณีที่บางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าไทยมีความ “เงียบ” ในด้านความมั่นคง อาจหมายถึงการไม่ดำเนินการใด ๆ นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า งานด้านความมั่นคงหลายส่วนไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ทั้งหมด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของกำลังพลและผลประโยชน์ของประเทศ การที่ประชาชนไม่เห็นรายละเอียด จึงไม่หมายความว่าไม่มีการดำเนินการ

”ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลด้านความมั่นคง ควบคู่กับการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในทุกสถานการณ์ “พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน คมนาคมเร่งแก้ปัญหา Pay to Fly เดินหน้าศึกษาแนวทางคุ้มครองนักบินไทย

ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน คมนาคมเร่งแก้ปัญหา Pay to Fly เดินหน้าศึกษาแนวทางคุ้มครองนักบินไทย

ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน คมนาคมเร่งแก้ปัญหา Pay to Fly เดินหน้าศึกษาแนวทางคุ้มครองนักบินไทย

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

คมนาคมเร่งแก้ปัญหา “Pay to Fly” เดินหน้าศึกษาแนวทางคุ้มครองนักบินไทย ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน สร้างความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมการบิน

วันนี้ 20 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยและการสร้างความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการบินซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ล่าสุด กระทรวงคมนาคมได้เร่งดำเนินการติดตามและหาแนวทางแก้ไขกรณีข้อกังวลเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อแลกกับโอกาสในการทำงานบิน หรือ “Pay to Fly” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากสังคมในขณะนี้

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้หารือร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับโอกาสในการประกอบอาชีพของนักบินไทย ตลอดจนส่งผลต่อภาพลักษณ์และมาตรฐานของอุตสาหกรรมการบินของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อเท็จจริง รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เหมาะสม สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

Pay to fly

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมระบบการจ้างงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยสามารถเข้าสู่อาชีพนักบินได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพและความสามารถ พร้อมทั้งช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองโอกาสในการทำงานของคนไทย ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมการบินของประเทศ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยอาศัยข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการจ้างงาน ความเป็นธรรมในวิชาชีพ และการรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมและสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจะติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมการอย่างใกล้ชิด และเมื่อได้ข้อสรุปหรือมีความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว จะรายงานผลให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินไทยต่อไป.

อภิสิทธิ์ มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัย ชี้คำอธิบายศาล รธน. คลายทุกข้อกังวล

อภิสิทธิ์ มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัย  ชี้คำอธิบายศาล รธน. คลายทุกข้อกังวล

อภิสิทธิ์ มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัย ชี้คำอธิบายศาล รธน. คลายทุกข้อกังวล

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

‘อภิสิทธิ์’ ยกคำอธิบาย ‘ตุลาการศาล รธน.’ ชัดเจน ช่วยคลายกังวลแก้รัฐธรรมนูญ มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัย ยันเร่งดันร่างฯเข้าสภาฯก่อนปิดสมัยประชุม

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่สะพานสาทร กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้มีความกังวลจากทั้ง ส.ส.และ ส.ว. ที่ต้องการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 250 และกังวลว่าจะถูกตีความว่าขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประธานศาลและคณะได้เข้าพบและอธิบายอย่างชัดเจนว่า คำที่ระบุว่าสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรงนั้น หมายถึง “ตัวผู้ร่าง” หรือบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่ยกร่างโดยตรง

ในส่วนของกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ประธานศาลฯยืนยันว่าไม่ได้ห้ามหรือปิดกั้นสิทธิในการออกแบบกระบวนการให้ประชาชนเข้าคูหาแสดงความเห็น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้มีการหยั่งเสียงแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างทั่วถึง ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และไม่ใช้ทรัพยากรมากเกินความจำเป็น ทั้งนี้ มองว่าในสัปดาห์หน้ายังมีกฎหมายอีกหลายร่างที่สามารถเสนอต่อสภาได้

เมื่อถามถึงกรณีการถอนชื่อออกจากบางร่างออกไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดิมมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะเมื่อมีการถอนชื่อจากบางร่าง ก็ทำให้ สส.หลายคนเกิดความกังวลและยังไม่อยากร่วมลงชื่อ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาขัดต่อกฎหมายหรือไม่

“ขณะนี้ยืนยันได้ว่า การหารือระหว่างคณะกรรมาธิการกับประธานศาลได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนแล้วว่า พวกเราไม่มีใครฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น หากทุกพรรคร่วมมือกัน ก็จะทำให้ทุกร่างสามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ก่อนปิดสมัยประชุม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ร่างของพรรคประชาธิปัตย์เสร็จสมบูรณ์แล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในภาคปฏิบัติร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อ ซึ่งเดิมเกือบครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อเกิดประเด็นดังกล่าวขึ้น ทำให้กระบวนการชะงักไป คาดว่าจะสามารถเสนอเข้าสภาได้ภายในสัปดาห์หน้า

เท้ง ปลุกพลังส้มโค้งสุดท้าย นำทีมพรรคประชาชนแห่รอบ กทม. ลั่นขอ ส.ก. ครบ 50 เขต

เท้ง ปลุกพลังส้มโค้งสุดท้าย นำทีมพรรคประชาชนแห่รอบ กทม. ลั่นขอ ส.ก. ครบ 50 เขต

เท้ง ปลุกพลังส้มโค้งสุดท้าย นำทีมพรรคประชาชนแห่รอบ กทม. ลั่นขอ ส.ก. ครบ 50 เขต

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

‘เท้ง’ นำทัพผู้สมัคร ส.ก. แห่รอบ กทม. ชั้นในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง เจอประชาชนมอบส้ม 10 ขวด ลั่นขอเปลี่ยนเป็น ส.ก.ประชาชน 50 คน.

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.กรุงเทพฯ และผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชน ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ร่วมกิจกรรมคาราวาน กทม.ชั้นใน เพื่อเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ ส.ก. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ซึ่งพรรคประชาชนส่ง ‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ เป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ หมายเลข 1 พร้อมผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต .           สำหรับเส้นทางคาราวานในวันนี้ เริ่มต้นด้วยการปราศรัยที่ตลาดวัดแขก (ซอยสีลม 20) เขตบางรัก ก่อนจะเคลื่อนขบวนผ่านพื้นที่เขตปทุมวัน ราชเทวี และพญาไท มุ่งหน้าสู่การปราศรัยจุดที่สองที่ตลาดราชวัตร เขตดุสิต จากนั้นคาราวานได้เดินทางต่อไปยังเขตพระนครเพื่อปราศรัยที่ตลาดตรอกหม้อ ต่อไปยังเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและเขตสัมพันธวงศ์ ปิดท้ายการปราศรัยที่ย่านเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนสนใจรับฟังและให้กำลังใจตลอดเส้นทาง.

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ตอนนี้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เหลืออีกเพียง 8 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ขอเชิญชวนชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิ์ให้มากๆ ให้โอกาส ‘โจ ชัยวัฒน์’ และพรรคประชาชนเข้าไปบริหารกรุงเทพมหานคร ด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ มีทีมบริหารที่มีความพร้อม และนโยบายของพรรคที่ออกแบบมาอย่างรอบด้าน จะเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน ทั้งนี้ระหว่างการปราศรัยมีประชาชนนำน้ำส้ม 10 ขวดมามอบให้เป็นกำลังใจ  หัวหน้าพรรคประชาชนจึงกล่าวว่า “ขอให้ส้ม 10 ขวดนี้เปลี่ยนเป็น ส.ก. 50 คน”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ทนายเขากระโดง ชี้ เอกสาร รฟท. ฟ้องขับไล่ ‘ที่ดิน4แปลง-เรียกค่าเสียหาย’ เป็นแค่คำฟ้องไม่ใช่คำตัดสิน

ทนายเขากระโดง ชี้ เอกสาร รฟท. ฟ้องขับไล่  'ที่ดิน4แปลง-เรียกค่าเสียหาย' เป็นแค่คำฟ้องไม่ใช่คำตัดสิน

ทนายเขากระโดง ชี้ เอกสาร รฟท. ฟ้องขับไล่ ‘ที่ดิน4แปลง-เรียกค่าเสียหาย’ เป็นแค่คำฟ้องไม่ใช่คำตัดสิน

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

‘ทนายเขากระโดง’ ชี้ ‘เอกสาร รฟท.’ ฟ้องขับไล่  ‘ที่ดิน4แปลง – เรียกค่าเสียหาย’ เป็นแค่ ‘คำฟ้อง’ ไม่ใช่ ‘คำตัดสิน’ กระตุก ‘อินฟลูฯ’ นำเสนอข่าวตามความจริง หากคำพิพากษาคดีเก่าบังคับครอบจักรวาล ‘การรถไฟฯ’ ไม่ต้องมานั่งฟ้องเป็นคดีใหม่รายแปลง

20 มิ.ย.2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า อินฟลูเอ็นเซอร์ หลายท่าน น่าจะหมดมุกหันมานำคำฟ้อง ไม่ไปโหมข่าว ทั้งที่ยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของโจทก์ในคดีแพ่ง ไม่ใช่คำพิพากษา และคำขอท้ายฟ้องก็ยังขอให้ศาลเพิกถอนโฉนด 4 แปลง ขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย ไม่ใช่ศาลตัดสินแล้ว ช่างสรรหาเสียจริง

จะให้เชิงความรู้ว่า คำฟ้อง คือข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังแล้ว และยังไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นในคำฟ้องนี้ก็เป็นรูปแบบเดิม คือ รฟท. อ้างฐานสิทธิในที่ดินเขากระโดง อ้างคำพิพากษาคดีเดิม ใช้ยันสิทธิแนวเขตที่ตนอ้างว่าครอบคลุมที่ดินพิพาท แล้วขอให้ศาลเพิกถอนโฉนด ขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย ซึ่งทั้งหมดนี้ยังต้องพิสูจน์กันในศาลตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่น่าสนใจคือการตอกย้ำว่า แม้ศาลฎีกาเคยตัดสินแล้ว แล้วเหตุใด รฟท. ยังต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดเป็นรายแปลง และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย หรือบุคคลภายนอกอีก ไม่ย้อนแย้งกับนักวิชาการ นักกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นเหรอ

ชี้ให้เห็นว่า หากคำพิพากษาคดีเดิมมีผลบังคับกับบุคคลภายนอกทั้งหมดจริง รฟท. คงไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีใหม่ และศาลก็คงไม่ต้องเปิดกระบวนการให้คู่ความยื่นคำให้การ สืบพยาน และพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันอีกให้มากความ  การที่ยังมีคำฟ้องคดีใหม่ จึงสะท้อนในตัวว่า คำพิพากษาเดิมอย่างมากเป็นฐานที่ รฟท. นำมา “ใช้ยัน” แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะตัดสิทธิของจำเลยในคดีใหม่โดยไม่ต้องพิจารณาพยานหลักฐาน

ดังนั้น ใครจะนำคำฟ้องมาเปิดเผยต่อสาธารณะย่อมทำได้ตามขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต แต่ควรบอกประชาชนให้ตรงว่า “นี่คือคำฟ้อง” ไม่ใช่ “คำพิพากษา” และควรแยกให้ชัดว่า ข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องยังต้องผ่านการโต้แย้ง พิสูจน์ และชั่งน้ำหนักโดยศาลก่อน

คดีนี้จึงไม่ได้มีอะไรให้หนักใจในเชิงข้อต่อสู้ เพราะประเด็นหลักยังเป็นประเด็นเดิม คือ รฟท. ต้องพิสูจน์ฐานสิทธิ แนวเขต และเหตุเพิกถอนโฉนด ส่วนจำเลยก็มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้าง และพิสูจน์สิทธิของตนตามกระบวนการ

พูดให้ตรงที่สุดคือ นอกจาก รฟท. ในฐานะโจทก์ และฝ่ายจำเลยกับทนายความที่อยู่ในสำนวนแล้ว คนที่อยู่วงนอกจำนวนมากยังห่างไกลจากข้อเท็จจริงในคดีจริงมากพอสมควร การนำคำฟ้องมาเล่าเหมือนคำพิพากษา จึงไม่ได้ทำให้สังคมเข้าใจคดีมากขึ้น แต่กลับทำให้เห็นชัดว่า หลายคนยังแยกไม่ออกระหว่าง “ข้อกล่าวอ้างในคำฟ้อง” กับ “ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยแล้ว”