อภิสิทธิ์ บี้ รัฐบาล แจงเหตุ พ.ร.บ.โอนงบฯน้อย ข้องใจทำเสมือนเรื่องปกติ ทั้งที่เคยอ้างเป็น ‘วิกฤต’ ต้องกู้ 4 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ บี้ รัฐบาล แจงเหตุ พ.ร.บ.โอนงบฯน้อย ข้องใจทำเสมือนเรื่องปกติ ทั้งที่เคยอ้างเป็น ‘วิกฤต’ ต้องกู้ 4 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ บี้ รัฐบาล แจงเหตุ พ.ร.บ.โอนงบฯน้อย ข้องใจทำเสมือนเรื่องปกติ ทั้งที่เคยอ้างเป็น ‘วิกฤต’ ต้องกู้ 4 แสนล้าน

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

‘หัวหน้าปชป.’ บี้ ’รัฐบาล‘ แจงเหตุโอนงบฯน้อย -ล่าช้า ข้องใจทำเสมือนเรื่องปกติ ทั้งที่เคยอ้างเป็น ‘วิกฤต’ ต้องกู้ 4 แสนล้าน ยันเกาะติดภาพรวมศก. ตรวจสอบจัดสรรงบฯละเอียด เผยเตรียมสส.อภิปราย ’ร่างพ.ร.บ.ฯ‘ พุ่งเป้า ’สถานะหนี้ฯประเทศ‘

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่สะพานสาทร กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในช่วงปลายเดือนนี้ว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ปัญหาสำคัญในเวลานี้คือ พรรคฝ่ายค้านยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดของร่างกฎหมาย โดยทราบเพียงว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารนี้ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันพฤหัสบดีที่25มิ.ย.นี้

“เราเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วน แต่คำถามเบื้องต้นคือ เหตุใดรัฐบาลจึงดำเนินการล่าช้า และเหตุใดจึงโอนงบประมาณในวงเงินที่น้อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดวิกฤต รัฐบาลเคยอ้างความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่มเติมถึง 400,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการงบประมาณและโครงการต่างๆ แต่การดำเนินการครั้งนี้กลับเป็นไปในลักษณะเสมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ยังมีข่าวปัญหาของหลายโครงการปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า เดิมฝ่ายค้านเคยประเมินว่า หากรัฐบาลสามารถโอนงบประมาณได้ราว 100,000 ล้านบาท ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม แต่ล่าสุดได้รับข้อมูลว่าจะมีการโอนงบประมาณเพียง 10,000 ล้านบาทเท่านั้น

“เราติดตามภาพรวมเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินความเหมาะสมของการจัดสรรงบประมาณ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณรายกระทรวงและรายโครงการ หากได้รับข้อมูลดังกล่าวแล้ว จะนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามถึงแนวทางการอภิปรายร่างกฎหมายดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จำเป็นต้องรอพิจารณารายละเอียดของร่างกฎหมายก่อน อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นจะมีสส.ของพรรคหลายคนร่วมอภิปรายในภาพรวม โดยเฉพาะประเด็นสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ

“ขณะนี้รัฐบาลกำลังผลักภาระหนี้สาธารณะเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้ที่กำหนดไว้มากขึ้น ดังนั้น การขาดดุลงบประมาณจึงจำเป็นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

พท. มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. จ่อปรับแนวทางเลือก สสร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้

พท. มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. จ่อปรับแนวทางเลือก สสร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้

พท. มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. จ่อปรับแนวทางเลือก สสร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

พท.จ่อปรับแนวทางเลือก สสร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้ มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. 

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายกฤช เอื้อวงศ์ กรรมการบริหารพรรคและฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และฝ่ายค้าน เข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% ทางพรรคเพื่อไทยจะปรับแก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้โมเดลเลือกตั้งสสร. 100% หรือไม่ว่า ทางผู้บริหารของพรรคจะนัดกันหารือในวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยตามเจตนาแรกนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด โดยให้ สสร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่เมื่อเราไปดูคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ และตีความว่าการตั้ง สสร.โดยตรงไม่สามารถทำได้ แล้วไปออกแบบให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ทำให้บางพรรคถอนชื่อออก ก็ทำให้เกิดความกังวล เราก็มาคุยกันและทำการปรับรูปแบบ แต่พอทางกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ได้เข้าไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปออกมาว่าการเลือกตั้งสสร.จากประชาชนสามารถทำได้นั้น ทางผู้บริหารพรรคก็จะต้องเอาทั้งหมดมาคุยกันอีกครั้ง ว่าตกลงเราจะปรับเปลี่ยนในสัดส่วนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญของเราอย่างไร

แก้รธน.

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

เมื่อถามว่าแนวทางจะปรับให้มี สสร.จากประชาชนเต็มรูปแบบเลยหรือไม่ นายกฤช กล่าวว่า เราก็เดินหน้าแต่ด้วยเสียงของพรรคเพื่อไทย ยื่นโดยลำพังไม่ได้ เราก็ต้องไปขอเสียงจากพรรคอื่น เพราะเรามีเพียง 74 เสียง ขาดอีก 26 เสียง แต่เรื่องจำนวนของเสียงตนมองว่าไม่ใช่ประเด็น แต่อยู่ที่หลักการสำคัญของตัวร่างมากกว่า ว่าจะไปในแนวทางใด ซึ่งจะปรับแก้อย่างไรนั้นก็อยู่ที่มติของกรรมการบริหารพรรค และมองว่าหากได้ข้อยุติเร็ว ก็จะสามารถบรรจุร่างแก้ไขเข้าไปทันตามที่วิป 3 ฝ่ายประเมินว่าจะประชุมร่วมรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ในวันที่ 7 และ 8 ก.ค. เพราะการปรับเปลี่ยนร่างไม่ได้ใช้เวลามาก

‘พีรวัส’จี้พาณิชย์สร้างกำแพงกั้นของแพง เตือนคลื่นเงินเฟ้อลูกใหญ่จ่อถล่ม

'พีรวัส'จี้พาณิชย์สร้างกำแพงกั้นของแพง เตือนคลื่นเงินเฟ้อลูกใหญ่จ่อถล่ม

‘พีรวัส’จี้พาณิชย์สร้างกำแพงกั้นของแพง เตือนคลื่นเงินเฟ้อลูกใหญ่จ่อถล่ม

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยว่า วันนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจกำลังส่งสัญญาณอันตรายอย่างชัดเจน แต่กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลับยังไม่สามารถแสดงให้ประชาชนเห็นถึงมาตรการควบคุมราคาสินค้าที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้

นายพีรวัสกล่าวว่า เงินเฟ้อทั่วไปของไทยพลิกจากติดลบร้อยละ 0.88 ในเดือนกุมภาพันธ์ ขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.79 ในเดือนพฤษภาคม หรือเพิ่มขึ้นถึง 3.67 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงสามเดือน ขณะที่เดือนเมษายนเคยพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 2.89 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงกราฟบนโต๊ะแถลงข่าว แต่หมายถึงราคาน้ำมัน ค่าโดยสาร อาหารสำเร็จรูป ผักสด และของใช้ประจำวัน ซึ่งกำลังกัดกินรายได้ของประชาชนทุกครัวเรือน

“ประชาชนไม่ได้อิ่มท้องด้วยถ้อยคำว่า ‘กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด’ ทุกวันที่กระทรวงพาณิชย์นั่งติดตาม ราคาสินค้ากลับเดินขึ้นทุกวัน แต่รายได้ของประชาชนไม่ได้เดินตามไปด้วย หากสิ่งที่กระทรวงทำมีเพียงประชุม ตั้งคณะทำงาน ลงพื้นที่ถ่ายภาพ และจัดมหกรรมลดราคาเป็นครั้งคราว ก็ต้องถามตรง ๆ ว่านี่คือการแก้ปัญหา หรือเป็นเพียงละครค่าครองชีพที่จัดแสดงให้ประชาชนดู” นายพีรวัสกล่าว

นายพีรวัสระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ยอมรับเองว่า เงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ค่าโดยสารสาธารณะ และการที่ผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาอาหารสำเร็จรูป นั่นหมายความว่า กระทรวงรู้ทั้งต้นเหตุ รู้เส้นทางการส่งผ่านต้นทุน และรู้ว่าสินค้ากลุ่มใดกำลังจะได้รับผลกระทบ แต่คำถามคือ เมื่อรู้แล้วได้ลงมือป้องกันอะไรอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง

“น้ำมันแพงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ กระทรวงรู้ล่วงหน้าว่าต้นทุนจะไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันเข้าสู่รถขนส่ง จากรถขนส่งเข้าสู่โรงงาน จากโรงงานเข้าสู่ร้านค้า และสุดท้ายจะไปจบที่กระเป๋าของประชาชน แต่แทนที่จะสร้างกำแพงป้องกัน กลับปล่อยให้ต้นทุนเดินทางมาถึงจานข้าว แล้วจึงออกมาแสดงบทห่วงใย”

รองโฆษกพรรคกล้าธรรมกล่าวว่า ประเทศไทยต้องไม่ทำตัวเป็น “กบอยู่ในกะลา” เพราะวิกฤตเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย สหรัฐอเมริกามีเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมสูงถึงร้อยละ 4.2 มากที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.5 จากปีก่อน และราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 40

ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.5 สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 โดยราคาพลังงานในภาคการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.7 และค่าขนส่งกับคลังสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 สะท้อนว่าต้นทุนจากต้นน้ำกำลังสะสมและรอส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทาง

ด้านไต้หวัน แม้ธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2 แต่ประกาศใช้นโยบายในทิศทางเข้มงวดขึ้น หลังเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมทะลุระดับเฝ้าระวังร้อยละ 2 พร้อมเตรียมรับมือความเสี่ยงจากราคาพลังงานอย่างจริงจัง

“ประเทศอื่นกำลังมองไปข้างหน้าและวางแผนรับมือก่อนที่ไฟเงินเฟ้อจะลามทั้งระบบ แต่รัฐมนตรีพาณิชย์ไทยดูเหมือนกำลังมองกระจก เช็กภาพลักษณ์ และท่องบทเดิมว่าเอาอยู่ ทั้งที่ตัวเลขกำลังเดินสวนทางกับคำพูด”

นายพีรวัสกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ กระทรวงพาณิชย์ยังคงประเมินเงินเฟ้อทั้งปี 2569 อยู่ในกรอบร้อยละ 1.5–2.5 โดยมีค่ากลางร้อยละ 2 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 2.9 และอาจทะลุกรอบบนร้อยละ 3 เป็นระยะ

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังเตือนว่า การส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าอาจต้องใช้เวลา 6–8 เดือนจึงจะปรากฏอย่างเต็มที่ โดยกลุ่มเสี่ยงประกอบด้วยอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุง ของใช้ส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ปิโตรเคมี และพลาสติก

“นั่นหมายความว่า สิ่งที่ประชาชนกำลังเจอในวันนี้อาจยังไม่ใช่คลื่นลูกใหญ่ที่สุด เพราะต้นทุนอีกส่วนหนึ่งยังค้างอยู่ในโรงงาน ในสต๊อกสินค้า และในระบบขนส่ง หากรัฐมนตรีพาณิชย์ยังประเมินโลกต่ำกว่าความเป็นจริง เมื่อคลื่นต้นทุนลูกใหญ่ซัดเข้ามา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หรือสุดท้ายก็จะปล่อยให้ประชาชนรับกรรมเหมือนเดิม”

นายพีรวัสเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยผลการดำเนินงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า ที่ผ่านมาได้รับคำขอปรับขึ้นราคาสินค้ากี่รายการ อนุมัติและไม่อนุมัติกี่รายการ ดำเนินคดีกับผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้ากี่ราย ราคาสินค้าจำเป็นรายการใดลดลงจากมาตรการของกระทรวงจริง รวมถึงปริมาณสต๊อกปุ๋ย อาหารสัตว์ เม็ดพลาสติก และวัตถุดิบสำคัญมีเพียงพอรองรับสถานการณ์อีกกี่เดือน

นอกจากนี้ ต้องเปิดเผยว่าโครงการลดค่าครองชีพต่าง ๆ ใช้งบประมาณเท่าใด เข้าถึงประชาชนจำนวนกี่ครัวเรือน และสามารถลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยได้จริงครัวเรือนละกี่บาท ไม่ใช่นำเพียงจำนวนจุดจำหน่ายหรือจำนวนครั้งที่รัฐมนตรีลงพื้นที่มาอ้างเป็นผลงาน

“รัฐมนตรีพาณิชย์อาจไม่ใช่ผู้จุดไฟสงคราม และไม่ใช่ผู้กำหนดราคาน้ำมันโลก แต่มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ไฟจากต่างประเทศลามมาเผากระเป๋าคนไทย วันนี้ประชาชนไม่ได้ถามว่าท่านประชุมไปกี่ครั้ง แต่อยากรู้ว่าราคาสินค้าลดลงกี่บาท”

“ประเทศไทยไม่มีเวลารอดูละครฉากต่อไป กระทรวงพาณิชย์ต้องเลิกสวมบทผู้สังเกตการณ์ แล้วกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ค่าครองชีพอย่างจริงจัง เพราะหากยังปล่อยให้ประชาชนต่อสู้กับของแพงตามลำพัง วันหนึ่งตัวเลขเงินเฟ้ออาจลดลง แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอาจไม่มีวันกลับมา” นายพีรวัสกล่าว

ช่วยน้ำเงินด้วย ไม่จบง่าย ‘อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต’ สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ผิด ม.157

ช่วยน้ำเงินด้วย ไม่จบง่าย ‘อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต’ สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ผิด ม.157

ช่วยน้ำเงินด้วย ไม่จบง่าย ‘อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต’ สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ผิด ม.157

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.49 น.

ช่วยน้ำเงินด้วยไม่จบง่าย! ‘อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต’ สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ผิดม.157

20มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่ถูกสั่งย้ายได้ยื่นฟ้องนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตผู้บังคับบัญชา ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อช่วงต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

รุ่งเรือง ธิมาบุตร

แฟ้มภาพ

โดยเนื้อความในคำฟ้องระบุว่า นายนฤชา เป็นอธิบดีกรมการปกครอง เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ขณะที่พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพบเรือน กำหนดให้ต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และมีระเบียบห้ามสำคัญไว้ในระยะเวลาที่มีการรับสมัครเลือกตั้ง ต้องไม่แสดงออกโดยตรง หรือโดยปริยายช่วยเหลือผู้สมัครเลือกตั้งใด และวางตัวเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญ แต่หลังการประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยให้รายการสถานการณ์ความเคลื่อนไหวและข้อมูลการเลือกตั้งในจ.ภูเก็ต

ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 20.46 น. โจทก์ได้รายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา และเพิ่มเพื่อนในไลน์บัญชี อธิบดีนฤชา ที่ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์ 092-xxx-xxxx และได้รายงานข้อมูลติดต่อสื่อสารกันมาตลอด และได้ส่งสำเนารายงานสถานการณ์เลือกตั้ง ในวันที่ 9 มกราคม 2569 ต่อมาวันเดียกัน เวลา 08.05 น. นายนฤชา ส่งข้อความผ่านไลน์ ระบุคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งรู้กันดีว่าน้ำเงินหมายถึงพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และไม่ได้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง

แชต

แฟ้มภาพ

ถือเป็นการสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ฝ่ายปกครองใช้อำนาจหน้าที่หรือกลไกราชการเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมือง อันขัดกับหลักการความเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยมิชอบ

การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อระเบียบราชการ และทำลายความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ซึ่งโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ซึ่งแม้พรรคการเมืองที่ขอให้ช่วยจะแพ้เลือกตั้ง แต่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อระบบราชการแล้ว และหลังเลือกตั้ง จำเลยมีพฤติการณ์ตอบโต้ กลั่นแกล้ง ใช้อำนาจโดยมิชอบ สั่งย้ายไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ทำหน้าที่ยึดผืนป่าริมหาด 65 ไร่ ดำเนินคดี 23 คดี แต่กลับถูกกลั่นแกล้ง สร้างข้อกล่าวหาเรื่องการร้องเรียนของสถานบันเทิง การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ไม่มีคำสั่งแทรกแซง โฆษกรัฐบาล แจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ วิจารณ์ได้ พร้อมฟัง

ไม่มีคำสั่งแทรกแซง โฆษกรัฐบาล แจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ วิจารณ์ได้ พร้อมฟัง

ไม่มีคำสั่งแทรกแซง โฆษกรัฐบาล แจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ วิจารณ์ได้ พร้อมฟัง

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

โฆษกรัฐบาลแจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง ชี้สื่อวิจารณ์ได้ พร้อมฟัง

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพสื่อ และมีการอ้างว่ารัฐบาลมอนิเตอร์ จับตา หรือเฝ้าระวังสื่อมวลชนบางสำนักเป็นพิเศษ ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง และไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการกดดันการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

รัชดา ธนาดิเรก

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันหลักการชัดเจนว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลเคารพการทำหน้าที่ของสื่อทุกแขนง ทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ และผู้ผลิตเนื้อหาสาธารณะ โดยเฉพาะการรายงานที่อยู่บนฐานข้อเท็จจริง ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

“รัฐบาลไม่มีการแทรกแซงสื่อ ไม่มีการสั่งจับตา ไม่มีการเฝ้าระวังสำนักข่าวใดเป็นพิเศษ และไม่มีการใช้อำนาจรัฐไปกดดันการทำหน้าที่ของสื่อ” น.ส.รัชดากล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ประชาชนเห็นได้ทุกวัน คือสื่อมวลชนยังคงนำเสนอข่าว ตรวจสอบ แสดงความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลมีนโยบายปิดกั้นสื่อจริง ภาพการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ย่อมไม่ปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างที่เป็นอยู่

สำหรับกรณีรายการเจาะลึกทั่วไทย ซึ่งมีการประกาศยุติการออกอากาศกับทาง อ.ส.ม.ท. นั้น น.ส.รัชดากล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือการแทรกแซงจากรัฐบาล และไม่ได้หมายความว่าสื่อหรือผู้ดำเนินรายการจะไม่สามารถตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรัฐบาลได้อีก สื่อทุกแขนงยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ ภายใต้ข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม

น.ส.รัชดา ยังกล่าวว่าด้วยว่า ในการทำงานของภาครัฐมีความจำเป็นที่ต้องติดตามข่าวหรือมอนิเตอร์ข่าว เป็นภารกิจปกติของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลรับรู้เสียงสะท้อน ปัญหา ข้อร้องเรียน และข้อวิจารณ์จากประชาชน ในกรณีพบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะโดยเร็ว ไม่ใช่การจำกัดสิทธิหรือคุกคามสื่อใดเป็นการเฉพาะ และถ้าจะไม่ให้มีการติดตามข่าวสารเลย รัฐบาลจะรับรู้เสียงสังคมได้อย่างไร

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้การเมืองไทยเดินไปในทางสร้างสรรค์ ไม่มองผู้ตรวจสอบเป็นคู่ขัดแย้ง สื่อ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และฝ่ายการเมืองควรทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา เพราะผลประโยชน์สุดท้ายตกอยู่กับประชาชนและประเทศโดยรวม 

รัฐบาลพร้อมรับฟังและเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบการทำงานอย่างต่อเนื่อง และย้ำว่าไม่มีนโยบายแทรกแซงสื่อ ยึดหลักเสรีภาพการทำงานของสื่อมวลชนตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ประธานกมธ.พาณิชย์ แจงปม ครม.ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้าน

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ประธานกมธ.พาณิชย์ แจงปม ครม.ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้าน

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ประธานกมธ.พาณิชย์ แจงปม ครม.ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้าน

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

‘ประธานกมธ.พาณิชย์’ หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปม ครม.ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้านไปถึง 31 ส.ค. ชี้ หาก 1-2 เดือนข้างหน้า เปลี่ยนใจไปปลูกชนิดอื่น อาจทำผลผลิตล้นตลาด-กระทบราคา 

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน จากวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็น 31 สิงหาคม 2569 ว่า ตนขอพูดข้อเท็จจริงเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คลายความกังวลใจ ตั้งแต่ปี 2554 ประเทศไทยมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี อาเซียน (AFTA) เพื่อมาใช้ทดแทนผลผลิตภายในประเทศที่เราผลิตได้ประมาณ 5 ล้านตัน/ปี แต่โรงงานอาหารสัตว์ต้องการใช้ประมาณ 9 ล้านตัน/ปี โดยรัฐบาลกำหนดให้เอกชนนำเข้าได้ในช่วงเวลาที่ไม่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตภายในประเทศ คือ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม ของทุกปี แต่จะต้องซื้อข้าวโพดภายในประเทศจากเกษตรกรให้หมดก่อน ซึ่งได้ปฏิบัติกันมามากกว่า 10 ปี  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะนำเข้ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับราคา และความต้องการของโรงงานอาหารสัตว์ 

สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์
 
นายสัมฤทธิ์ กล่าวว่า แต่ในช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมาแนวโน้มราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตกต่ำ เพราะมีการคาดการณ์ผลผลิตน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ตนเป็นหนึ่งคนที่ห่วงใยเรื่องนี้ ได้เสนอต่อที่ประชุมหลายคณะ และเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หลายครั้ง เสนอให้รัฐบาลในมาตรการต่างๆ มาช่วยเหลือเกษตรกร 1 ในนั้นตนได้เสนอให้ลดเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านให้สิ้นสุดเพียง 30 มิถุนายน 69 เพื่อกดดันให้โรงงานอาหารสัตว์ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาที่สูงขึ้น มีคำถามในที่ประชุมว่า หากลดเวลานำเข้าแล้วข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้จะแก้ปัญหาอย่างไร ที่ประชุมสรุปว่า หากปีใดไม่พอใช้จริงๆ ก็ขยายเวลาให้นำเข้าได้แต่ต้องไม่เกิน 31 สิงหาคม ซึ่งเป็นกรอบเวลาเดิม และจะต้องไม่กระทบกับผลผลิตใหม่ที่จะเก็บเกี่ยว

ประธาน กมธ.การพาณิชย์ฯ  กล่าวว่า ปีนี้คาดว่า ผลผลิตภายในประเทศจะเริ่มเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกันยายน หรือตุลาคม เพราะการเพาะปลูกล่าช้า เนื่องจากสภาพภูมิอากาศและต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น ดังนั้น การอนุญาตให้นำเข้าถึง 31 สิงหาคม 2569 จึงเป็นไปตามกรอบเวลาเดิมที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่ปี 2554 ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ไม่ได้ขยายเวลาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด หากปีใดมีการเพาะปลูกเร็วขึ้น มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตเร็วขึ้น ตนในฐานะประธาน กมธ.การพาณิชย์ฯ จะต่อสู้ และเสนอให้รัฐบาลลดเวลาการนำเข้า เพื่อรักษาประโยชน์ให้กับเกษตรกรอย่างแน่นอน 

สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์

“ยืนยันว่า ผมไม่ได้แก้ต่างหรือเข้าข้างใคร แต่อยากให้เกษตรกรได้รับทราบข้อเท็จจริง เพราะหากมีการเข้าใจผิด อาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรว่า ใน 1-2 เดือนข้างหน้า พวกเขาจะเลือกเพาะปลูกอะไร หากหันไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น อ้อย และผลผลิตเพิ่มขึ้นสัก 10% จะทำให้ล้นโรงงานและมีผลต่อราคา ซึ่งปัจจุบันการเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ มีความสมดุลอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนตัวผมคิดว่า ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดี เพราะดูจากข้าวสาลีในตลาดโลกหากเอกชนสั่งซื้อวันนี้ราคาสูง ประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม” นายสัมฤทธิ์ ระบุ

ตอกย้ำความสัมพันธ์ นักวิชาการ ชี้ ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี

ตอกย้ำความสัมพันธ์ นักวิชาการ ชี้ ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี

ตอกย้ำความสัมพันธ์ นักวิชาการ ชี้ ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

นักวิชาการชี้ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นสองประเทศ

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย (ASEAN-Russia Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน ว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย และเป็นการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันยาวนานที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 130 ในปี 2570

วันวิชิต บุญโปร่ง

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์คู่เจรจาระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย โดยผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมประชุมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญความผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้ใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอวิสัยทัศน์ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และโลจิสติกส์ของภูมิภาค พร้อมเสนอแนวคิด 3Rs ได้แก่ Resilience หรือการสร้างความยืดหยุ่นต่อวิกฤต Responsibility หรือความรับผิดชอบร่วมกัน และ Reform หรือการปฏิรูปเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมอย่างมาก

อนุทิน ชาญวีรกูล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศไม่น้อยไปกว่าประเด็นการประชุม คือภาพการทักทายและการสวมกอดอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูติน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ จนเกิดคำถามตามมาว่า ความใกล้ชิดดังกล่าวมีที่มาอย่างไร

ผศ.ดร.วันวิชิต อธิบายว่า รัสเซียมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่ให้การต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยได้รับการมองว่าเป็นหุ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อนุทิน ชาญวีรกูล

ในมิติด้านความมั่นคง รัสเซียมีความสนใจที่จะขยายบทบาทและความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น แต่กรณีของประเทศไทยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหลายประเทศ เนื่องจากรัสเซียเข้าใจนโยบายการต่างประเทศแบบสมดุลของไทย ที่รักษาความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย โดยไม่ได้พยายามกดดันให้ไทยเลือกข้างทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ รัสเซียต้องการยกระดับความร่วมมือกับไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงาน และความมั่นคงทางทะเล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือรัสเซียมีความร่วมมือที่ดี ทั้งการฝึกร่วมทางทะเล การเยือนท่าเรือ และการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านยุทธการ ส่งผลให้ฝ่ายรัสเซียมีความพึงพอใจต่อบทบาทของไทยอย่างมาก

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้บริหารระดับสูงของรัสเซียมองประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพ และคาดหวังว่าจะเห็นการยกระดับความร่วมมือด้านการทหารในอนาคต ทั้งระหว่างกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและผลประโยชน์ร่วมกันในระดับภูมิภาค

“ปี 2570 จะเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 130 ปี ไทย-รัสเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน การเดินทางเยือนรัสเซียของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำมรดกแห่งมิตรภาพที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

พร้อมกันนี้ มองว่า ภาพการสวมกอดระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูติน ไม่ได้เป็นเพียงภาพเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต แต่สะท้อนถึงความไว้วางใจ ความอบอุ่น และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน และความมั่นคงในอนาคตต่อไป

ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่ นายกฯ เตรียม กดปุ่มคิกออฟ Thailand FastPass 23 มิ.ย.นี้

ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่ นายกฯ เตรียม กดปุ่มคิกออฟ Thailand FastPass 23 มิ.ย.นี้

ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่ นายกฯ เตรียม กดปุ่มคิกออฟ Thailand FastPass 23 มิ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

“รัฐบาล” ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่เต็มสูบ “นายกฯ”เตรียม กดปุ่มคิกออฟ ‘Thailand FastPass’ 23 มิ.ย.นี้ ดันคำขอส่งเสริมลงทุนแสนล้านสู่การลงทุนจริง ด้าน“เอกนิติ” ชี้ปรับกลไกการอนุมัติภาครัฐ หนุนเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนเพิ่ม ปลื้ม IMD ให้คะแนนส่งเสริมลงทุนระหว่างประเทศไทยพุ่งขึ้น 6 อันดับ  

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่าในวันที่ 23 มิ.ย.2569 เวลา 13.30 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน” ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ 8 หน่วยงาน และมีบริษัทเอกชนที่ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วได้รับการคัดเลือกให้เข้าสู่โครงการ “Thailand FastPass” เข้าร่วมงานด้วย

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่าในวันอังคารที่จะถึงนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “Thailand Fast Pass” ซึ่งโครงการนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและการลงทุนของรัฐบาล โดยต่อยอดมาจากความสำเร็จของโครงการ “BOI Fast Pass”

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการปรับปรุงกระบวนการภาครัฐในการอนุมัติ อนุญาตภาคเอกชน โดยบูรณาการทำงานของหน่วยงานรัฐร่วมกันสามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุนทางตรง (FDI) จากต่างประเทศที่เข้ามายังประเทศไทยได้มากขึ้น 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

“การดำเนินนโยบายในลักษณะที่เป็น Fast ในการขับเคลื่อนการลงทุนนี้ ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับผลการจัดอันดับของสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจชั้นนำระดับโลก (IMD)  ในด้านการส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ของไทยขยับดีขึ้นจากอันดับที่ 30 มาอยู่ที่อันดับ 24 ขยับดีขึ้น 6 อันดับ โดยในระยะต่อไปโครงการลักษณะนี้จะเป็นหนึ่งในแนวทางการทำงานร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กรอ.) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐและเอกชนในระยะยาว” นายเอกนิติ กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนหน้านี้นายเอกนิติในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอได้ประชุมติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อน การลงทุน โดยเฉพาะการเร่งรัดการลงทุนผ่านระบบและขั้นตอนในโครงการ Thailand FastPass เพื่อการปลดล็อกอุปสรรคหลัก ที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด รวมถึงการจัดหาพื้นที่ลงทุนโดยในการประชุมบอร์ดบีโอไอ และเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ประชุมได้เห็นชอบการคัดเลือกโดรงการลงทุนในโครงการสำคัญให้ข้าสู่ระบบเร่งรัดการลงทุน Thailand FastPass ในล็อตที่ 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ เงินลงทุนรวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากโครงการล็อตแรกที่อนุมัติไปในการประชุมเดือน มี.ค.2569 จำนวน 16 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ เงินลงทุนรวม 223,216 ล้านบาท โดยทุกโครงการที่เข้าสู่ระบบ Thalland FastPass จะได้รับสิทธิในการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ และอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ส่านักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ (สผ.) กรมศุลกากร และหน่วยงานการไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นเร็วขึ้น

สำหรับภาพรวมโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2566-2568 มีจำนวน 78 โครงการ มูลค่ารวม 4.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มี 35 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนได้แล้ว และมี 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนเริ่มลงทุนชัดเจนในปี 2569-2570 ขณะที่อีก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ทั้งเรื่องไฟฟ้า ที่ดิน และใบอนุญาตต่าง ๆ โดยคาดว่าหากแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ จะทำให้เกิดการลงทุนจริงของโครงการในกลุ่มนี้อีกประมาณ 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570 

พร้อมพงศ์ ฟาด ณัฐพงษ์ กวาดบ้านตัวเองก่อน อย่าใช้เกมการเมืองดิสเครดิตปมตรวจสอบ

พร้อมพงศ์ ฟาด ณัฐพงษ์ กวาดบ้านตัวเองก่อน อย่าใช้เกมการเมืองดิสเครดิตปมตรวจสอบ

พร้อมพงศ์ ฟาด ณัฐพงษ์ กวาดบ้านตัวเองก่อน อย่าใช้เกมการเมืองดิสเครดิตปมตรวจสอบ

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.36 น.

“พร้อมพงศ์” สะกิด “ณัฐพงษ์-ประชาชน” กวาดบ้านตัวเองก่อน ตรวจสอบรัฐบาลได้ ต้องพร้อมรับการตรวจสอบ บนหลักกฎหมายเดียวกันด้วย ขอ อย่าเพิ่งด่วนสรุป ทำสังคมสับสน เป็นเกมการเมือง ย้ำ ทองแท้ไม่กลัวไฟ คนโปร่งใสต้องไม่กลัวความจริง

20 มิ.ย.69 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ติดตามการให้สัมภาษณ์นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้แจงและปกป้องสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนบางคน ที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีเครือข่าย Forex และประกาศจะใช้สิทธิตามกฎหมาย หากเห็นว่า หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับความเป็นธรรม และมีสิทธิใช้ช่องทางตามกฎหมายปกป้องสิทธิของตนเองได้

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

กรณีที่เป็นข่าว ข้อเท็จจริงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ควรรีบสรุป ทำสังคมสับสนว่า เป็นเกมการเมือง การใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นสิทธิของทุกฝ่าย ไม่ควรใช้ข้อกล่าวหาทางการเมืองมาหยุดการตรวจสอบของสังคมหรือรีบสรุปแทน ทั้งที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ ดีเอสไอ ยังไม่ได้ออกหมายเรียก หมายจับ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยแสดงเอกสาร หลักฐานเพิ่มเติมได้ ยังไม่ได้มีข้อสรุปออกมา การตรวจสอบรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ ประเด็นที่สังคมสงสัย เป็นสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตย ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้กับบ้านเมือง

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ในอดีต นักการเมืองทุกพรรคต่างเคยถูกตั้งข้อสังเกตและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบมาแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย การถูกตรวจสอบไม่ได้หมายความว่ามีความผิด แต่หมายความว่า ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบบนหลักกฎหมายเดียวกัน ทุกฝ่ายต้องพร้อมให้ข้อเท็จจริง หากคนของตนเองถูกสังคมตั้งข้อสังเกต ต้องพร้อมได้รับการตรวจสอบ ต้องกล้ายืนอยู่บนหลักการเดียวกันกับทุกฝ่าย

“ขอเรียกร้องไปยังนายณัฐพงษ์ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ก่อนจะถือไฟไปส่องคนอื่น ควรกวาดบ้านตัวเองก่อน ความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้กับพรรคการเมือง ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้ใครอยู่เหนือการตรวจสอบ ผู้ที่เมื่อไปตรวจสอบคนอื่น บอกเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เมื่อโดนตรวจสอบทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุดหรือมีคำพิพากษา กลับกล่าวอ้างเป็นเกมการเมือง ดิสเครดิต พรรคที่มักเรียกร้องให้บ้านเมืองโปร่งใส ต้องพร้อมถูกตรวจสอบเหมือนกัน ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ ดั่งคำว่า ทองแท้ไม่กลัวไฟ คนโปร่งใส ต้องไม่กลัวความจริง” นายพร้อมพงศ์กล่าว 

แค่แนวทางไม่ใช่คำวินิจฉัย นิกร ชี้ ผลหารือ 2 กมธ. กับศาล รธน. ไร้ผลผูกพันกับองค์กร

แค่แนวทางไม่ใช่คำวินิจฉัย นิกร ชี้ ผลหารือ 2 กมธ. กับศาล รธน. ไร้ผลผูกพันกับองค์กร

แค่แนวทางไม่ใช่คำวินิจฉัย นิกร ชี้ ผลหารือ 2 กมธ. กับศาล รธน. ไร้ผลผูกพันกับองค์กร

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

แค่แนวทางไม่ใช่คำวินิจฉัย! ‘นิกร’ ชี้ผลหารือ ‘2กมธ.ร่วม’ กับ ‘ศาลรธน.’ ปมมีคูหาให้ปชช.เลือก ’สสร.‘ ไร้ผลผูกผันกับองค์กร ยัน ‘ภท.’ เดินหน้ามี ’สภาร่างฯ‘ จาก ‘รัฐสภา’ เลือก เปิดกว้างประชาชนมีส่วนร่วมแท้จริง มองสสร.เลือกตั้ง แต่ยกร่างรธน.ไม่ได้ ไร้ความหมาย

20 มิ.ย. 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ 2 กรรมาธิการสามัญ ของสภาฯ และ วุฒิสภา เข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. และมีข้อสรุปจากการสัมภาษณ์ของนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. สามารถมีคูหาให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้ว่า การหารือดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร ทั้งนี้ตนมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ต้องเป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ 2560 และตามบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้  คือ คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่ะบุว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง โดยมีเหตุผลสำคัญที่อธิบายไว้ในวารสารของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า รัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญ 2560กำหนดไว้เท่านั้น หากรัฐสภา กำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เท่ากับรัฐสภาไปสร้างองค์กรอื่นให้ใช้อำนาจสถาปนาแทนตน ซึ่งรัฐสภาไม่อาจส่งมอบอำนาจในลักษณะดังกล่าวได้

นิกร จำนง

นายนิกร กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ต้องพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วย คือคำวินิจฉัย ที่ 18-22/2555 ที่วางหลักการว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ รัฐสภาจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับโดยไม่ถามประชาชนก่อนไม่ได้  และ คำวินิจฉัยที่ 4/2564 ที่ยืนยันว่าอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการทำประชามติเพื่อขออาณัติมหาชนก่อน  ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้  ต่อแนวทางการทำประชามติที่ต้องทำ รวม 3 ครั้ง

“ผมจะนำประเด็นนี้เข้าหารือกับคณะกรรมการกฏหมายของพรรคภูมิใจไทยที่ตั้งขึ้นใหม่หบังการเลือกตั้งและจะมีการนัดประชุมกันครั้งแรกในวันที่23 มิ.ย.นี้ แต่เบื้องต้นผมขอยืนยันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเนื้อหา ซึ่งในร่างแก้ไขที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ กำหนดให้ ประชาชนมีส่วนร่วมสมัครเข้ามาเป็น สสร. ที่รัฐสภาคัดเลือก และกำหนดให้มีสภารับฟังความคิดเห็น ที่มาจาก สสร. ส่วนหนึ่งไปรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นระยะเวลานานถึง 1 ปี ถือว่ามีความเหมาะสม แต่กรณีที่จะให้ประชาชนเลือก สสร.เข้ามา แต่ สสร. ไม่มีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะอาจขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าไม่เปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” นายนิกร กล่าว

นิกร จำนง

นายนิกร กล่าวด้วยว่า การหารือระหว่าง 2 กมธ. กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผูกพันกับคำวินิจฉัยและไม่ผูกพันองค์กรใด เช่นเดียวกับเมื่อไม่นานนี้มีการหารือกันแล้วพากันสรุปว่าสามารถทำประชามติเหลือเพียงแค่สองครั้ง แต่คำวินิจฉัยสุดท้ายก็ออกมาสุดท้ายว่าต้องทำประชามติสามครั้งอยู่ดี