ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

รัฐบาลจับมือบิ๊กธุรกิจจีน ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพานสู่ฮับส่งออกแห่งใหม่

รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าขยายตลาดปศุสัตว์ไทย จับมือกลุ่มวิสาหกิจชั้นนำของจีน เร่งเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิต 1.2 ล้านตัวต่อปี พร้อมปักหมุดบางสะพานเป็นศูนย์กักโรคมาตรฐานสากล รองรับการส่งออกสู่ตลาดจีน มูลค่านำเข้าเนื้อโคสูงกว่า 6.7 แสนล้านบาทต่อปี

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยและการยกระดับรายได้เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทยสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคเนื้อโคที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ล่าสุด นายชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์ ผู้แทนภาคเอกชนไทย และบริษัทชั้นนำจากประเทศจีนในเครือ China Merchants Group เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตของไทยไปยังจีนอย่างเป็นรูปธรรม

ส่งออก

ภาพประกอบำไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวตั้งเป้ารวบรวมโคเนื้อจากเกษตรกรไทยเพื่อส่งออกทางเรือเดือนละ 100,000 ตัว หรือประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดและยกระดับรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยังมีแผนลงทุนพัฒนาโรงเชือดมาตรฐานสูงเพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโคเนื้อในอนาคต

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังติดตามความคืบหน้าการเจรจากับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) อย่างใกล้ชิด โดยสามารถลดประเด็นข้อซักถามด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยทางสัตวแพทย์จากกว่า 40 ประเด็น เหลือเพียง 4 ประเด็นหลัก สะท้อนถึงความคืบหน้าสำคัญในการเตรียมเปิดตลาดส่งออกอย่างเป็นทางการ

พร้อมกันนี้ ได้เตรียมสำรวจพื้นที่ท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กักกันโรคสัตว์ขนาดใหญ่ (Quarantine Station) สำหรับตรวจคัดกรองโรคตามมาตรฐานสากลก่อนการส่งออก ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าปศุสัตว์ของภูมิภาค

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศจีนมีการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 675,000-810,000 ล้านบาท และต้องใช้โคมีชีวิตเทียบเท่ากว่า 13.5 ล้านตัวต่อปี จึงถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้เลี้ยงโคไทยในการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตล็อตแรกของไทยไปยังประเทศจีนภายใน 1 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ปธ.กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ‘ภาวุธ’ แจงปมเงิน 28 ล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย Forex

ปธ.กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ 'ภาวุธ' แจงปมเงิน 28 ล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย Forex

ปธ.กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ‘ภาวุธ’ แจงปมเงิน 28 ล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย Forex

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.59 น.

เอาแล้ว! ‘ปธ.กมธ.ตำรวจ’ จ่อเชิญ ‘ภาวุธ’ แจงปมเงิน 28 ล้าน โยง ‘คดี Forex’ ให้โอกาสใช้กลไกกรรมาธิการพิสูจน์ความบริสุทธิ์

20มิ.ย.2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมออกหมายเรียก นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) หลังดีเอสไอ พบหลักฐานเส้นทางการเงินโอนเข้าข่ายเชื่อมโยงกับโบรกเกอร์เครือข่ายฟอเร็กซ์ (Forex) มูลค่าสูงถึง 28 ล้านบาทว่า ตนเตรียมนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม กมธ.ตำรวจฯ เพื่อพิจารณาเชิญนายภาวุธ เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กมธ.ตำรวจฯ เพื่อเปิดโอกาสให้นายภาวุธได้ใช้กลไกของกมธ.ฯ ในการชี้แจงรายละเอียดต่างๆ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส ซึ่งสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ทางดีเอสไอได้มีการแถลงข่าวถึงความเชื่อมโยงของนายภาวุธ กับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย จนนำไปสู่การพบหลักฐานการโอนเงินจำนวน 28 ล้านบาทดังกล่าว

วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนจะเชิญตัวนายภาวุธเข้ามาชี้แจงในวันเวลาใด รวมถึงจะมีการพิจารณาเชิญบุคคล หรือตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาร่วมให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยหรือไม่นั้น จะนำเรื่องนี้เข้าหารือใน กมธ.ตำรวจฯ เพื่อกำหนดความชัดเจนทั้งหมดอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

สยบข่าวลือการเมือง ‘พลรักษ์’ เผย ภาพ ‘ทักษิณ’ บินพบ ‘ยิ่งลักษณ์’ เป็นของปลอมสร้างจาก AI

สยบข่าวลือการเมือง ‘พลรักษ์’ เผย ภาพ ‘ทักษิณ’ บินพบ ‘ยิ่งลักษณ์’ เป็นของปลอมสร้างจาก AI

สยบข่าวลือการเมือง ‘พลรักษ์’ เผย ภาพ ‘ทักษิณ’ บินพบ ‘ยิ่งลักษณ์’ เป็นของปลอมสร้างจาก AI

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.37 น.

สยบข่าวลือ! “พลรักษ์” ทีมงานประธาน กมธ.อว. ออกโรงเตือนอย่าส่งต่อ”ข่าวปลอม” ลือ อดีตนายกฯทักษิณ ออกนอกประเทศไปพบอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่สหรัฐฯ

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายพลรักษ์ รักษาพล เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เตือนอย่าส่งต่อ “ข่าวปลอม” ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางออกไปจากประเทศไทยไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อไปพบนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าภาพดังกล่าว เป็นภาพที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย ถูกสร้างขึ้นจาก Ai ซึ่งเป็นข่าวปลอม ที่มุ่งสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม

พลรักษ์ รักษาพล

“ตามที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ และสอบถามกันมาเป็นจำนวนมากนั้น พบว่า ข้อมูลดังกล่าว เป็นการสร้างจาก Ai บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม ขอยืนยันว่าภาพและข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงครับ” พลรักษ์ รักษาพล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางสถานการณ์เฟกนิวส์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในทุกแพลตฟอร์มดิจิทัล แม้ข่าวที่แชร์กันจะเป็นข่าวปลอม แต่ประเด็นเรื่องทางการเมือง โดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ประชาชนและสังคมได้รับความสนใจอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายพลรักษ์ รักษาพล ปัจจุบันเป็นคณะทำงานประธานกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) เคยดำรงตำแหน่ง คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 2 สมัยในยุครัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน และ รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่าย Social Media ให้กับสถานีโทรทัศน์ด้านการเมือง และสำนักข่าวออนไลน์ด้านการเมืองมาตั้งแต่ยุครัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงเคยเป็นผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์ด้านการเมือง มาก่อนด้วย 

ข่าวปลอม
ข่าวปลอม

มัลลิกา ลุยตลาดเช้า ริมบึงแจ้งวัฒนะ 14 ดันโครงการ Food Street และ Art Street

มัลลิกา ลุยตลาดเช้า ริมบึงแจ้งวัฒนะ 14  ดันโครงการ Food Street และ Art Street

มัลลิกา ลุยตลาดเช้า ริมบึงแจ้งวัฒนะ 14 ดันโครงการ Food Street และ Art Street

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.16 น.

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่ตลาดเช้า ริมบึง ซอยแจ้งวัฒนะ 14 พร้อมประกาศวิสัยทัศน์พลิกฟื้นพื้นที่ริมบึงให้กลับมาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และแหล่งสร้างรายได้ของประชาชน โดยเตรียมผลักดันโครงการ Food Street และ Art Street  เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ศิลปิน ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ค้าชุมชน สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ปชป. จัดหนัก อภิสิทธิ์-อนุชา ลงพื้นที่ ลุยโค้งสุดท้าย ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.นี้

ปชป. จัดหนัก อภิสิทธิ์-อนุชา ลงพื้นที่ ลุยโค้งสุดท้าย ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.นี้

ปชป. จัดหนัก อภิสิทธิ์-อนุชา ลงพื้นที่ ลุยโค้งสุดท้าย ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.03 น.

“อนุชา เบอร์ 5” แพ็คคู่ “อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่ สาทร -ยานนาวา-บางแค แต่เช้า มั่นใจนโยบายตรงใจ ประกาศยกเครื่องระบบขยะ ชูยุทธศาสตร์องคาพยบ ปชป. กระจายตัวทั่ว กทม. ลุยโค้งสุดท้าย ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค  นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายมนตรี เปรมบุญ ผู้สมัคร ส.ก.เขตสาทร หมายเลข 1 ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่มาออกกำลังกายที่สวนสุขภาพแต้จิ๋วตั้งแต่ช่วงเช้า ต่อด้วยการลงพื้นที่ตลาดเช้าเซนต์หลุยส์ หรือตลาดเช้ากิตติ จากนั้นลงพื้นที่คู่กับนายสมเกียรติ ปัญญะธารา ผู้สมัคร ส.ก.เขตยานนาวา หมายเลข 3 ที่ตลาดรุ่งเจริญ ก่อนจะไปที่ตลาดบางแค โดยการล่องเรือผ่านชุมชนริมคลองราชมนตรี กับนายกวิน ชาตะวนิช ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางแค หมายเลข 3 โดยทุกพื้นที่ประชาชนต่างทักทายให้การต้อนรับ และแลกเปลี่ยนถึงปัญหาในพื้นที่ต่อนายอนุชาและคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา เปิดเผยถึงภาพรวมการลงพื้นที่ว่า ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากพี่น้องประชาชน หลายคนแสดงความดีใจที่ได้พบปะพูดคุยกับผู้สมัครโดยตรง พร้อมทั้งสะท้อนว่านโยบายทั้ง 5 ด้านที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนั้นมีความตรงใจ และอยากให้เร่งนำไปขับเคลื่อนจริงหากได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในศาลาว่าการ กทม. และสภากรุงเทพมหานคร

สำหรับปัญหาเร่งด่วนในพื้นที่เขตสาทร นายอนุชา ระบุว่า จากการรับฟังความเห็นของประชาชน พบว่ามี 2 เรื่องหลักที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ เรื่องการบริหารจัดการขยะ ที่ประชาชนสะท้อนว่า แม้จะพยายามคัดแยกขยะจากครัวเรือนแล้ว แต่สุดท้ายรถเก็บขยะของ กทม. ก็ยังนำมารวมกันในรถคันเดียว ซึ่งปัญหานี้จะต้องได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ส่วนอีกเรื่องคือ ปัญหาน้ำท่วมขัง เวลาฝนตกหนัก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนฝากความหวังไว้สูง

อนุชา บูรพชัยศรี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ล่าสุด นายอนุชา กล่าวอย่างมั่นใจว่า ตนเองและพรรคยังคงเดินหน้าหาเสียงตามแนวทางและนโยบายที่ตั้งไว้ต่อไป อีกทั้งในขบวนการลงพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาให้กำลังใจ และยืนยันว่าไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ หรือผลโพลจะอยู่อันดับที่เท่าไหร่ ตนก็คือที่หนึ่งในใจของพวกเขา และพร้อมจะออกไปสิทธิ์เลือกตั้งให้พรรคประชาธิปัตย์ทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. แน่นอน

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังได้กล่าวเชิญชวนชาวกรุงเทพมหานครให้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต ซึ่งทุกคนเป็นบุคลากรที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี มีประสบการณ์การทำงานในพื้นที่มาเป็นสิบ ๆ ปี แม้ในช่วงที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ก็ยังคงทำหน้าที่รับฟังและช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

อนุชา บูรพชัยศรี

“ยุทธศาสตร์ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ พรรคประชาธิปัตย์ใช้การทำงานเป็นทีม (องคาพยพ) โดยมีผู้บริหารพรรคในทุกระดับชั้นกระจายกำลังลงพื้นที่ทั้ง 50 เขต เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนกรุงเทพฯ ว่าผู้ว่าฯ และ ส.ก. ของเรา มีพรรคคอยสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิด ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้สิทธิ์กันให้มาก ๆ ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ครับ” นายอนุชา กล่าว

อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี

ธนกร ซัด ศิริกัญญา อย่าสาดโคลน ปมงบ 70 ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นไทยผ่านฉลุย

ธนกร ซัด ศิริกัญญา อย่าสาดโคลน ปมงบ 70 ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นไทยผ่านฉลุย

ธนกร ซัด ศิริกัญญา อย่าสาดโคลน ปมงบ 70 ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นไทยผ่านฉลุย

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.29 น.

“ธนกร” แนะ “ศิริกัญญา” ระดม 30 ส.ส.ถกงบ 70 ถ้าอภิปรายด้วยหลักเหตุผลไม่มีใครว่า แต่ถ้าหาหลักฐานไม่ได้ อย่าสาดโคลนรัฐบาลแล้วลอยตัวหนีความรับผิดชอบ ชี้ IMD ปรับอันดับความสามารถการแข่งขันของไทยขึ้น 4 อันดับ และ S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย พิสูจน์ชัดนานาประเทศเชื่อมั่นประเทศไทย 

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เตรียมผู้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และ พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ไว้ประมาณ 30 คนว่า หากฝ่ายค้านอภิปรายด้วยหลักเหตุผลถือว่าเป็นเรื่องดีที่มีคนช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ากับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด แต่ถ้าหาข้อผิดพลาดไม่ได้ก็ควรสนับสนุนเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่อยากให้เอะอะอะไรก็อ้างลูกเดียวว่ามีความพยายามดิสเครดิตความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้าน หรือตีกินแบบกว้างๆ ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะถ้าหากมีหลักฐานชัดเจนว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตจริงๆ ก็ควรนำมาเปิดเผยให้ชัดเจน หรือใช้ช่องทางกฎหมายดำเนินการได้ ไม่ใช่พูดลอยๆ สาดโคลนใส่รัฐบาลเอามันแล้วก็เงียบหายไป

ธนกร วังบุญคงชนะ

ส่วนกรณีที่นางสาวศิริกัญญาระบุว่า รัฐบาลมีปัญหางบประมาณหนักมาก ฝีแตก ไม่สามารถปิดบังแผลที่เรื้อรังมานานของงบประมาณไทยได้ โดยเฉพาะรายจ่ายประจำพุ่ง งบลงทุนต่ำลงนั้น นายธนกร กล่าวว่า การพูดแบบไม่รับผิดชอบนั้นง่าย ทั้งๆ ที่ฝ่ายค้านเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า รายจ่ายประจำพุ่ง งบลงทุนต่ำนั้นไม่ได้มาเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ ควรจะให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลด้วย ไม่ใช่หวังแต่จะหาเสียงเพียงด้วยการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือพูดไปแล้วประชาชนจะสับสนอย่างไรก็ช่างมัน แบบนั้นมีแต่จะยิ่งด้อยค่าตัวของพรรคฝ่ายค้านเองเปล่าๆ อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายค้านบอกว่ารัฐบาลฝีแตก หรือปิดบังแผลที่เรื้อรังมานานของงบประมาณไทยไม่ได้นั้น ฝ่ายค้านน่าจะกำลังเข้าใจผิด เพราะรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยต้องปิดบังอะไรประชาชน แต่วันนี้รัฐบาลกำลังทำหน้าที่หมอเพื่อรักษาฝีหรือแผลให้หายโดยเร็วที่สุดต่างหาก ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาบ้างกับปัญหาที่สะสมมานาน แต่สุดท้ายแล้วประชาชนจะพบว่า ทุกปัญหาจะค่อยๆ ดีขึ้นแน่นอน

“วันนี้ IMD (International Institute for Management Development) ปรับอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยขึ้น 4 อันดับ ขณะที่ S&P (S&P Global Ratings) ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย จากนี้ไปนักลงทุนคงจะทยอยเข้ามาลงทุน นักท่องเที่ยวก็มาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่เชื่อมั่นในรัฐบาล และร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อเป็นเจ้าบ้านที่ดีเสมอมา หวังว่าพี่น้องประชาชนจะร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อประเทศไทยของเราต่อไป” นายธนกร กล่าว

ตรวจร้านกัญชากว่า 1,200 ร้าน รัฐบาล เผย ผลงาน 1 เดือน ประชาชนโทรปรึกษา 200 สาย

ตรวจร้านกัญชากว่า 1,200 ร้าน รัฐบาล เผย ผลงาน 1 เดือน ประชาชนโทรปรึกษา 200 สาย

ตรวจร้านกัญชากว่า 1,200 ร้าน รัฐบาล เผย ผลงาน 1 เดือน ประชาชนโทรปรึกษา 200 สาย

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.11 น.

รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบ “กัญชาทางการแพทย์” เผยผลงาน 1 เดือน ประชาชนโทรปรึกษา 200 สาย พร้อมแจ้งเบาะแสการกระทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชาแล้ว กว่า 1,200 ร้านค้าทั่วประเทศ   

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมาย และผลการดำเนินงานของช่องทางรับแจ้งเบาะแส รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านกัญชาทางการแพทย์ ของรัฐบาล โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  กระทรวงสาธารณสุข ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา   เพื่อมุ่งควบคุมการใช้กัญชาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ และสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนและเยาวชน เพื่อควบคุมการใช้กัญชาทางการแพทย์ให้เป็นไปตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานสำคัญแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย ศูนย์ประสานงานและให้ข้อมูลกัญชาทางการแพทย์ (Call Center) ซึ่งระหว่างวันที่ 1 – 31 พฤษภาคม 2569 มีประชาชนโทรเข้ามาใช้บริการรวม 209 สาย เจ้าหน้าที่สามารถรับสายและให้คำปรึกษาได้ทันที 187 สาย โดยประเด็นหลักที่สอบถามส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการอบรมและสติกเกอร์ใบอนุญาต ทั้งนี้ ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการให้บริการสูงถึง 93.26% พร้อมกันนี้ ยังมีการรับข้อร้องเรียนเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการเชิงรุกเพิ่มเติมด้วย

ขณะที่ระบบแจ้งเบาะแสและร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ซึ่งเปิดให้แจ้งเหตุได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 12 มิถุนายน 2569 มีประชาชนร่วมส่งเบาะแสการกระทำผิดเข้ามาแล้วรวม 73 เรื่อง ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว 5 เรื่อง และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 5 เรื่อง 

กัญชา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นอกจากนี้ ได้บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการกัญชาเชิงรุกแล้วมากกว่า 1,247 ร้านทั่วประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจับกุมผู้กระทำผิด การพักใช้ใบอนุญาต รวมถึงการตรวจยึดและ อายัดของต้องสงสัยจำนวนมาก

“นโยบายหลักของรัฐบาลคือการสนับสนุนกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจสุขภาพเท่านั้น โดยปฏิเสธแนวทางกัญชาเสรีเพื่อการสันทนาการอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนสามารถร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสร้านผิดกฎหมายผ่าน Line @traffyfondue ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบพิกัดและใบอนุญาตผ่านระบบ MC-GIS ทางเว็บไซต์ cannabis-gis.dtam.moph.go.th หรือผ่าน Super App “หมอพร้อม” ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทั้งร้านค้า แปลงปลูก และวันหมดอายุใบอนุญาต รวมถึงสามารถขอคำปรึกษาผ่านสายด่วนศูนย์ประสานงานกัญชาทางการแพทย์ โทร. 0 2257 7042 ในวันและเวลาราชการ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

รัฐบาลลุยโมเดลยุโรป พลิกโฉมงานวิจัยไทยสู่พาณิชย์ สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

รัฐบาลลุยโมเดลยุโรป พลิกโฉมงานวิจัยไทยสู่พาณิชย์ สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

รัฐบาลลุยโมเดลยุโรป พลิกโฉมงานวิจัยไทยสู่พาณิชย์ สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.58 น.

รัฐบาลดึงโมเดลยุโรป ดันงานวิจัยไทยสู่การสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยีอนาคต 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยไทย ให้สามารถสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก 2 สถาบันนวัตกรรมระดับโลกในประเทศเบลเยียม เพื่อนำมาช่วยปิดจุดอ่อนของงานวิจัยไทย เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีงานวิจัยที่ยอดเยี่ยมจำนวนมาก แต่ยังขาดการต่อยอดจากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม และก้าวสู่การสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีม อว. ได้เข้าศึกษาโมเดล Bio Base Europe Pilot Plant ศูนย์วิจัยและโรงงานต้นแบบที่ทำหน้าที่แบบครบวงจรในการช่วยเหลือนักวิจัย ตั้งแต่กระบวนการผลิตจากห้องปฏิบัติการสู่ระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย โดยรัฐบาลเล็งเห็นว่าโมเดลนี้จะเข้ามายกระดับสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงของไทยได้  และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของรัฐบาล

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

นอกจากนี้ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย VUB ของเบลเยียม ที่จับมือร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี “โฟโตนิกส์” หรือการใช้แสงแทนไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และชิปคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ ก็จะช่วยเชื่อมงานวิจัยไทยสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ด้วย โดยสิ่งที่ไทยนำกลับมาใช้ทันทีคือ แนวคิดที่ว่างานวิจัยต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยต้องคิดวางแผนธุรกิจควบคู่กันกับการวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นทดลอง และจากนั้นจะมีทีมให้คำปรึกษาด้านการลงทุน และจับคู่ธุรกิจให้ ซึ่งแนวทางนี้สามารถตอบโจทย์ปัญหาของไทยโดยตรง

ทั้งนี้ หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำทั้งสองโมเดลนี้มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรและงานวิจัยคุณภาพสูงของไทยให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ต่อไป

เศรษฐกิจไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ไทยลุยเวทีโลก รัฐบาลไฟเขียว เฟ้นหาตัวแทน ชิงตำแหน่งสูงสุด ผู้อำนวยการใหญ่ WHO

ไทยลุยเวทีโลก รัฐบาลไฟเขียว เฟ้นหาตัวแทน ชิงตำแหน่งสูงสุด ผู้อำนวยการใหญ่ WHO

ไทยลุยเวทีโลก รัฐบาลไฟเขียว เฟ้นหาตัวแทน ชิงตำแหน่งสูงสุด ผู้อำนวยการใหญ่ WHO

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.44 น.

รัฐบาลเปิดรับสมัครผู้แทนไทยชิงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ปี 2570 ผลักดันบทบาทไทยสู่ผู้นำด้านสาธารณสุขโลก ยกระดับอิทธิพลการกำหนดวาระสุขภาพระหว่างประเทศ

วันนี้ 20 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดรับสมัครบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้ารับการเลือกตั้งในตำแหน่ง “ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO)” ซึ่งจะครบวาระในปี 2570

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เห็นชอบให้ประเทศไทยส่งผู้แทนเข้ารับการเลือกตั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก และมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินกระบวนการสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสม โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการต่างประเทศ และผู้มีประสบการณ์ด้านองค์การระหว่างประเทศ เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกถือเป็นหนึ่งในตำแหน่งผู้นำด้านสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของโลก มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายสุขภาพระดับโลก การรับมือโรคอุบัติใหม่ การส่งเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพ และการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

สำหรับผู้สมัครจะต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 45 ปีบริบูรณ์ ณ วันปิดรับสมัคร และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก อาทิ มีผลงานและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ด้านสุขภาพและการสาธารณสุข มีประสบการณ์ด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง มีภาวะผู้นำ และยึดมั่นในพันธกิจขององค์การอนามัยโลก โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ กระทรวงสาธารณสุข หลังจากนั้นผู้สมัครจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ก่อนเสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในฐานะผู้แทนประเทศไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่ประเทศไทยมีผู้แทนเข้ารับการเลือกตั้งในตำแหน่งสำคัญระดับโลกครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพและความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการขยายบทบาทของประเทศไทยในการกำหนดและผลักดันวาระด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

สาธารณสุข

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

“หากผู้แทนของประเทศไทยได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ เพิ่มโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และเปิดพื้นที่ให้บุคลากรสาธารณสุขไทยได้พัฒนาศักยภาพและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสุขภาพระดับโลกมากยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนกระบวนการสรรหาและผลักดันผู้แทนประเทศไทยอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณสุขสำคัญของโลก และเสริมสร้างชื่อเสียงของประเทศในฐานะผู้นำด้านสุขภาพและสาธารณสุขในระดับสากลต่อไป.

รัฐบาลลุยทลาย เหมืองคริปโตฯ มหาดไทย-PEA ผนึกกำลัง ยึดเครื่องขุด 315 ตัว เสียหายพุ่ง 40 ล้าน

รัฐบาลลุยทลาย เหมืองคริปโตฯ มหาดไทย-PEA ผนึกกำลัง ยึดเครื่องขุด 315 ตัว เสียหายพุ่ง 40 ล้าน

รัฐบาลลุยทลาย เหมืองคริปโตฯ มหาดไทย-PEA ผนึกกำลัง ยึดเครื่องขุด 315 ตัว เสียหายพุ่ง 40 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.35 น.

มหาดไทย–PEA เดินหน้าปราบปรามเหมืองบิตคอยน์เถื่อนทั่วประเทศ ตรวจค้น 14 จุด 5 จังหวัด ยึดเครื่องขุด 315 เครื่อง เสียหายกว่า 40 ล้านบาท

วันนี้ (20 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สร้างความเสียหายต่อรัฐ และเพิ่มภาระต้นทุนแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม โดยล่าสุดกระทรวงมหาดไทยร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตรวจสอบและปราบปรามการลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัลอย่างจริงจัง

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานแถลงผลการดำเนินการตรวจสอบและปราบปรามการลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัล (Bitcoin) ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบูรณาการข้อมูลและปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติในพื้นที่เป้าหมาย

การปฏิบัติการครั้งนี้ได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 14 จุด ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม โดยผลการตรวจสอบพบการกระทำผิดในลักษณะดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าและลักลอบใช้ไฟฟ้าโดยไม่ผ่านมิเตอร์ เพื่อนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องขุดเหมืองเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบจำหน่ายไฟฟ้า

มหาดไทย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเครื่องขุดเหมืองเงินดิจิทัลได้รวมทั้งสิ้น 315 เครื่อง และประเมินมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 40.38 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าจำนวน 5.38 ล้านบาท และค่าปรับปรุงหน่วยไฟฟ้าประมาณ 35 ล้านบาท โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รวบรวมพยานหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายแล้ว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัลไม่เพียงเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ยังส่งผลให้เกิดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าของประเทศ กระทบต่อประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า และสร้างภาระต้นทุนแก่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการปราบปรามการกระทำในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

มหาดไทย

“รัฐบาลจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบและปราบปรามการลักลอบใช้ไฟฟ้าในทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ และปกป้องผลประโยชน์ของรัฐในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว