ทนายยื่นศาลปกครองแล้ว ร้อง 4 ข้อ ระงับรับรองผล-เลือกใหม่

ทนายยื่นศาลปกครองแล้ว ร้อง 4 ข้อ ระงับรับรองผล-เลือกใหม่

ทนายยื่นศาลปกครองแล้ว ร้อง 4 ข้อ ระงับรับรองผล-เลือกใหม่

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.51 น.

13 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจาก นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย ทนายความ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เกี่ยวกับกรณีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง จะสามารถ Track ถึงตัวบุคคลที่จะลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งใบนั้นๆ ได้ จึงขอให้ระงับการรับรองผลเลือกตั้ง

ล่าสุด นายธนู ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Updateล่าสุด ศาลปกครองกลางออกหมายเลขคดีดำที่ 304/2569

จากกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและ QR code ที่ทำให้สามารถสืบย้อนกลับไปหาต้นขั้ว จนสามารถติดตามได้ว่าบัตรใบไหนลงคะแนนโดยใคร

จนทำให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาสูญเสียความเป็นความลับในการลงคะแนนไป

ผมได้ยื่นฟ้องกกต. ต่อศาลปกครองกลาง ผ่านทางe-fling

ขอให้

1. จัดเลือกตั้งใหม่ โดยพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้ไม่สามารถtrackกลับได้ และเผาทำลายบัตรเลือกตั้งเดิมที่ได้ลงคะแนนไว้แล้วเสียทั้งหมด

2. ขอให้พิพากษาตามข้อ 1. เป็นการเร่งด่วนตามข้อ ๔๙/๒ ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง เนื่องจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปนั้นเป็นเรื่องที่กระทบประโยชน์สาธารณะเป็นอย่างสูง เป็นกลไกกำหนดทิศทางของประเทศ ในส่วนของการเผาทำลายบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการลงคะแนนมาแล้ว หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปอาจมีการสืบย้อนกลับว่าผู้ลงคะแนนแต่ละคนลงคะแนนให้ผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดได้

3. ขอให้ระงับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

4. ขอให้ศาลมีคำสั่งตามข้อ 3. โดยเร่งด่วนตามข้อ ๗๖/๑ ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง เพราะผู้ถูกฟ้องคดีอาจประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเมื่อใดก็ได้ ซึ่งเมื่อรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ย่อมเกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยา

อนุทิน ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวอยุธยา เลือกภท.แลนด์สไลด์ยกจังหวัด อสม. ตระโกนบอกรัก นายกฯ

อนุทิน ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวอยุธยา เลือกภท.แลนด์สไลด์ยกจังหวัด อสม. ตระโกนบอกรัก นายกฯ

อนุทิน ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวอยุธยา เลือกภท.แลนด์สไลด์ยกจังหวัด อสม. ตระโกนบอกรัก นายกฯ

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.26 น.

อนุทิน ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวอยุธยา เลือกภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ยกจังหวัด เนื้อหอมเด็กเจนซีกรี้ดดีใจขอเซลฟี่ ด้าน อสม. ตระโกนบอกรัก นายกฯ

เมื่อเวลา 19.15 น. วันที่ 13 ก.พ.2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ นายภราดร และ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ว่าที่ สส.อ่างทอง และว่าที่ สส.อยุธยา ทั้ง 5 เขต ขึ้นขบวนรถแห่เพื่อขอบคุณคะแนนเสียงของชาวอยุธยาที่เลือกพรรคภูมิใจไทยให้ชนะแบบแลนด์สไลด์ ได้โบกมือทักทาย และไหว้ขอบคุณประชาชนทั้ง 2 ข้างทาง 

จากนั้น นายอนุทินและคณะ ได้ลงเดินตลาดนัดทางเข้างานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก ได้ถ่ายภาพและทักทายประชาชนอย่างเป็นกันเอง ต่อมา นายอนุทินและภริยา พร้อมคณะ ได้สักการะศาลหลักเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนจะเดินตลาดนัดและร่วมเล่นกิจกรรมภายในงาน

ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้แวะเซ็นชื่อลงบันทึกประจำวัน ที่บูทของโรงพักอโยธยา พร้อมถ่ายภาพคู่กับป้ายว่า “รักเมียมาก“

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่ นายอนุทิน จะเดินไปเวทีงานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก มีกลุ่มนักเรียนเจนซี วิ่งเข้ามาขอถ่ายรูปเซลฟี่ด้วย ทำให้ นายอนุทิน ยิ้มแก้มปริ รวมทั้งมีกลุ่ม อสม.อยุธยา ได้ตระโกนว่า “อสม. รักนายกฯ” ก่อนจะร่วมถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน

สำหรับรายชื่อ ว่าที่ สส.อยุธยา 5 เขต ประกอบด้วย
เขตที่ 1 นายทรงพล สุขสมบูรณ์ หรือ “ส.จ.เบียร์”
เขตที่ 2 นายนพ ชีวานันท์
เขตที่ 3 นางสาวพิมพฤดา ตันจรารักษ์
เขตที่ 4 นายคงกฤช รามศักดิ์
เขตที่ 5 นายประดิษฐ์ สังขจาย

โปรดเกล้าฯเปิดสภาวิสามัญ 26 ก.พ. ให้วุฒิสภาเลือก กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน-คตง.

โปรดเกล้าฯเปิดสภาวิสามัญ 26 ก.พ. ให้วุฒิสภาเลือก กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน-คตง.

โปรดเกล้าฯเปิดสภาวิสามัญ 26 ก.พ. ให้วุฒิสภาเลือก กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน-คตง.

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.37 น.

13 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลฯ ว่า ในขณะนี้อยู่ระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่เนื่องจากมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐที่วุฒิสภาจะต้องมีการประชุมเพื่อทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธธรรมนูญตามมาตรา 126 (2) ของรัฐธธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย คือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามมาตมาตรา 228 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามมาตรา238 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อให้วุฒิสภาดำเนินการประชุมและปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122 และมาตรา 126 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา เพื่อให้วุฒิสภาดำเนินการประชุมตามมาตรา 126 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามมาตรา 228 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามมาตรา 238 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอามาจักรไทย ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569

ประกาศ ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569  
เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 
นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่ได้มีประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2569 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.2569 นั้น บัดนี้ สมควรที่จะให้ปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาดังกล่าว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี

– 006

ไทยโต้กัมพูชา ยันไร้การละเมิดชายแดน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทูตทหารพิสูจน์ความจริง หลังลงนามถ้อยแถลงร่วม

ไทยโต้กัมพูชา ยันไร้การละเมิดชายแดน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทูตทหารพิสูจน์ความจริง หลังลงนามถ้อยแถลงร่วม

ไทยโต้กัมพูชา ยันไร้การละเมิดชายแดน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทูตทหารพิสูจน์ความจริง หลังลงนามถ้อยแถลงร่วม

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.41 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ ยันไทยทำตามถ้อยแถลงร่วม 27 ธ.ค. เคร่งครัด ไม่ละเมิดชายแดน–ชี้พาผู้ช่วยทูตดูพื้นที่เพื่อความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวชี้แจงกรณีการดำเนินการของไทยตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังถ้อยแถลงร่วมลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยยืนยันว่าทุกมาตรการของไทยเป็นไปตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด และไม่มีกิจกรรมใดขัดต่อกรอบที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า การวางกำลังยังคงอยู่ในแนวเดิมภายหลังการหยุดยิง และการจัดวางสิ่งกีดขวางในบางจุดเป็นเพียงมาตรการด้านความปลอดภัยภายในพื้นที่ที่ไทยควบคุมอยู่แล้ว ไม่ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงร่วมแต่อย่างใด

สำหรับกรณีการนำผู้ช่วยทูตทหารจากต่างประเทศลงพื้นที่ชายแดน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศรับทราบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส และเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ โดยยึดหลักความเปิดเผยและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ

ส่วนการวางสิ่งกีดขวางตามแนวชายแดนถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหรือไม่ นั้นไม่ถือเป็นการละเมิด เนื่องจากเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยภายในพื้นที่ที่ไทยควบคุมอยู่แล้ว และไม่เกินขอบเขตที่ถ้อยแถลงร่วมฯ กำหนดไว้

ต่อข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล พร้อมยืนยันข้อเท็จจริงตามกรอบข้อตกลงร่วม

สำหรับท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ชายแดนในระยะต่อไปคืออะไร ไทยมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ยึดหลักเพื่อนบ้านที่ดี ความจริงใจ และความสุจริตใจ เพื่อรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ไทยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วม ซึ่งยังคงเดินหน้าภายใต้กรอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ตามปกติ

ประเทศไทยมีข้อเรียกร้องเพิ่มเติมต่อกัมพูชาหรือไม่ นั้นไทยเราเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหาออนไลน์สแกมตามแนวชายแดน ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

ท้ายที่สุด ไทยย้ำจุดยืนแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี บนหลักการเพื่อนบ้านที่ดี ความจริงใจ และความสุจริตใจ เพื่อรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ศทช.ระดมกำลังกู้ทุ่นระเบิด ปราสาทตาควาย พบ PMN2 ลูกปืน ค.

ศทช.ระดมกำลังกู้ทุ่นระเบิด ปราสาทตาควาย พบ PMN2 ลูกปืน ค.

ศทช.ระดมกำลังกู้ทุ่นระเบิด ปราสาทตาควาย พบ PMN2 ลูกปืน ค.

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.32 น.

ศทช.ระดมกำลังกู้ทุ่นระเบิด “ปราสาทตาควาย” พบ PMN2–ลูกปืน ค. เร่งคืนความปลอดภัยชายแดนไทย–เขมร

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ปฏิบัติการระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ภายใต้กองบัญชาการกองทัพไทย โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 จัดกำลังเข้าปฏิบัติภารกิจตรวจค้นและเก็บกู้ทุ่นระเบิด สนับสนุนการปฏิบัติของกองพันทหารราบที่ 22 ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย ตามโซนเป้าหมายที่กำหนดไว้

การปฏิบัติการครั้งนี้ “TMAC” ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ และสุนัขทหาร (K9) จำนวน 2 นาย เข้าดำเนินการตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่บริเวณทางขึ้นปราสาทตาควาย ด้านหน้าทางทิศตะวันออก โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถขนาดใหญ่ปรับเกลี่ยพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเข้าตรวจค้นอย่างละเอียด

ผลการตรวจสอบล่าสุดพบวัตถุระเบิดในพื้นที่ ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN2 และกระสุนลูกปืน ค. ซึ่งถือเป็นวัตถุอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

สำหรับภารกิจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกู้และทำลายทุ่นระเบิดที่ตกค้าง ให้พื้นที่มีความปลอดภัย พร้อมคืนความมั่นคงแก่พี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการบูรณะและพัฒนาพื้นที่ในระยะต่อไป

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯส่งศาล รธน. วินิจฉัยปมบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ขัด กม.หรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯส่งศาล รธน. วินิจฉัยปมบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ขัด กม.หรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจฯส่งศาล รธน. วินิจฉัยปมบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ขัด กม.หรือไม่

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.25 น.

“ศรีสุวรรณ”ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาล รธน.วินิจฉัยบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่

13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการฯ อาคาร C นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง พิจารณาวินิจฉัย กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในการใช้สิทธิของผู้เลือกตั้งได้ อันทำให้การเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ และการออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 มาตรา 84 และมาตรา 86 หรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีประชาชน ผู้รู้ นักวิชาการ นักการเมือง และสื่อมวลชน ได้ออกมาวิพากษ์เกี่ยวกับ “บัตรเลือกตั้ง” ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างมาก ซึ่งอาจเป็นผลให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายได้ เนื่องจากบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ทั้งสองแบบ มีการจัดทำ “บาร์โค้ด” อยู่ภายในบัตรเลือกตั้งทั้งสองแบบด้วย ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปถึงต้นขั้ว ซึ่งมีข้อมูลผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ทำให้การออกเสียงเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ไม่เป็นความลับ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมได้

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 บัญญัติไว้ในมาตรา 85 ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธี ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ขณะเดียวกัน พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 84 และมาตรา 96 บัญญัติไว้ว่า การออกเสียงลงคะแนนให้กระทําได้โดยวิธีการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการอาจกําหนดให้มีการออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีอื่นก็ได้ หากการออกเสียงลงคะแนน โดยวิธีนั้นสามารถป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกกว่าการออกเสียง ลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งและมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า และวิธีการนั้นเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ รวมทั้งห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง

แต่ปรากฎว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดทำบัตรเลือกตั้ง สส.ที่มีบาร์โค้ดที่บุคคลอื่นอาจล่วงรู้ได้ แลการออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 มาเพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่ทว่าระเบียบดังกล่าวในข้อ 129 กลับระบุว่า “คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ ในบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งการออกระเบียบข้อดังกล่าว อาจทำให้บุคคลอื่นล่วงรู้การออกเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ อันทำให้การออกเสียงของผู้เลือกตั้งไม่เป็นความลับ ระเบียบข้อดังกล่าวจึงอาจมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายได้

“องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213 มาตรา 231 (2) ประกอบมาตรา 23 (2) แห่ง พรป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 2560 สามารถเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญและปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้าได้ จึงนำความมาร้องเพื่อหาข้อยุติดังกล่าวต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

– 006

ไม่กังวลปม QR Code บัตรเลือกตั้ง อนุทินชี้เป็นหน้าที่ กกต.-รอศาล รธน.ชี้ขาด

ไม่กังวลปม QR Code บัตรเลือกตั้ง อนุทินชี้เป็นหน้าที่ กกต.-รอศาล รธน.ชี้ขาด

ไม่กังวลปม QR Code บัตรเลือกตั้ง อนุทินชี้เป็นหน้าที่ กกต.-รอศาล รธน.ชี้ขาด

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.10 น.

13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแถลงเรื่องบัตรเลือกตั้ง ที่มี QR code และต้นขั้วสามารถระบุตัวตนการลงคะแนนเสียงได้ และทำให้การเลือกตั้งมีความเสี่ยงอาจเป็นโมฆะ ว่า อยู่ที่ กกต.เพราะรัฐบาลไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง และตนไม่ทราบรายละเอียดว่ามีต้นขั้วอะไรอย่างไร สุดท้ายก็ต้องไปจบที่ศาล

เมื่อถามว่า แสดงว่าหากต้องการความชัดเจนจะต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มอง เพราะไม่ทราบเรื่อง และไม่ทราบรายละเอียดเพราะยุ่งทั้งวัน

เมื่อถามต่อว่า แต่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความไปแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า เหรอ ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ดีที่สุดคือมีระบบยุติธรรม ซึ่งรัฐบาลให้ความร่วมมือเต็มที่ในการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งในส่วนวิธีการแนวทางในการเลือกตั้ง ไม่มีส่วนใดที่รัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย อย่างไรก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย

ไล่เชิญทีละพรรค! อนุทินคอนเฟิร์ม กล้าธรรมอยู่ในคิว แต่ขออุบวันนัด

ไล่เชิญทีละพรรค! อนุทินคอนเฟิร์ม กล้าธรรมอยู่ในคิว แต่ขออุบวันนัด

ไล่เชิญทีละพรรค! อนุทินคอนเฟิร์ม กล้าธรรมอยู่ในคิว แต่ขออุบวันนัด

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.07 น.

13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมทีมเศรษฐกิจของพรรค ว่า จะเป็นการนำนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชนมาจัดลำดับทางโครงสร้าง เพราะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการร่างแถลงนโยบายของรัฐบาล จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้รับเรื่องไปดูว่าจะต้องเพิ่มหรือขยายความอย่างไร เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกัน พร้อมกับยอมรับว่า ได้เชิญสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เข้ามา เพื่อตรวจยกร่างนโยบายให้เป็นเค้าโครง

เมื่อถามว่า ได้วันที่จะเชิญพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้ามาเป็นรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องเชิญเป็นลำดับไป เมื่อถามย้ำว่า จะเชิญเข้ามาในวันที่ 14 ก.พ.เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันที่ 14 ก.พ.เป็นวันวาเลนไทน์ เมื่อถามว่า ได้วิเคราะห์ว่าสมการการตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย จะไม่มีพรรคกล้าธรรม นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

เมื่อถามว่า ขั้นตอนการทาบทามพรรคร่วมรัฐบาลในสัปดาห์นี้จะจบเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็ไล่ไปแต่ละพรรค ซึ่งเหลืออีกไม่กี่พรรคและพรรคกล้าธรรมก็อยู่ในคิว เมื่อถามว่า พรรคที่เชิญมาไม่จำเป็นจะต้องมาร่วมรัฐบาลเสมอไปใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า เราก็ต้องคุยกับทุกพรรค

กกต.แจงยิบ ปม QR Code-Bar Code บนบัตรเลือกตั้ง

กกต.แจงยิบ ปม QR Code-Bar Code บนบัตรเลือกตั้ง

กกต.แจงยิบ ปม QR Code-Bar Code บนบัตรเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.34 น.

กกต.รับ QR Code และ Bar Code ตรวจสอบถึงบัตรเลือกตั้งได้ แต่ต้องมีต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง ชี้เพื่อป้องกันปลอมแปลงบัตร-นำบัตรออกนอกหน่วยทำบัตรเขย่ง ยันไม่รู้ถึงคนลงคะแนนแน่นอน แจงสาเหตุมี QR Code เป็นเทคนิคการพิมพ์ของโรงพิมพ์ ยันไม่มีทางเป็น Big Data เร่งหาตัว กปน.ปล่อยภาพบัตรติดต้นขั้วว่อนเน็ต

เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวรพงศ์ อนันเจริญกิจ ผู้อำนวยการ ชี้แจงข้อสงสัยกรณีที่มีการกำหนดบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ว่า โดยมีฐานที่มาจากข้อกฎหมายซึ่งถูกกำหนดไว้ในระเบียบกกต. ข้อที่ 129 ที่ให้อำนาจกกต.ในการกำหนดให้มีรหัสหรือเครื่องหมายหรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งในส่วนของบาร์โค้ดและ QR code ที่กำหนดไว้ นอกจากในเรื่องของการปลอมแปลงแล้ว ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในหลายมาตรการป้องกันการปลอมแปลง และยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและบริหารจัดการโดยเฉพาะบัตรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม เช่นในกระบวนการจัดพิมพ์บาร์โค้ดหรือ QR code เป็นข้อมูลในการ tracking จำนวนบัตรที่ถูกจัดพิมพ์ไว้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่าที่กำหนดหรือไม่ 

และขั้นตอนต่อมาคือการเข้าเล่มการ tracking ต่างๆก็มีการใช้บาร์โค้ดและ QR code สำหรับตรวจสอบก่อนเข้าเล่มบัตรเลือกตั้ง 1 เล่มมี 20 บัตร ก็ใช้วิธีการ tracking(ระบบติดตาม) จาก QR code และ barcode เพื่อให้รู้ว่าปกบัตรเล่มนี้มี 20 ใบมีเลขอะไรถึงเลขอะไรครบถ้วนถูกต้อง เมื่อนำไปใช้ในหน่วยเลือกตั้งจะไม่มีปัญหาเรื่องบัตรเขย่ง

 ส่วนกระบวนการแจกจ่ายให้กับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่างๆ เช่น กกต.เขต และคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เมื่อแจกจ่ายไปแล้วหากมีประเด็นบัตรเลือกตั้งเล็ดลอดออกไปสู่ภายนอก ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรที่เล็ดลอดออกไปถูกจัดสรรหรืออยู่ในความรับผิดชอบของใคร ผู้ใดเป็นผู้ต้องสงสัยที่กระทำความผิดซึ่งเป็นมาตรการที่กำหนดไว้ สุดท้ายเรื่องการตรวจสอบการป้องกันการทุจริตต่างๆ ก็สามารถนำมาตรวจสอบได้ เช่นการนำบัตรปลอมมาใช้ การนำบัตรมาใช้ข้ามเขตข้ามหน่วยต่างๆก็สามาถใช้บาร์โค้ดและ QR code ในการตรวจสอบได้เช่นกัน ยกตัวอย่างกรณีที่มีภาพปรากฏถ่ายบัตรเลือกตั้งติดกับต้นขั้วที่มีการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย ยอมรับว่าในบาร์โค้ดนี้เมื่อสแกนแล้วสามารถระบุได้ถึงเลขที่บัตรเลือกตั้ง โดยจากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าสามารถ tracking ได้ ตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนเผยแพร่ เพราะบัตรที่ถูกเผยแพร่เป็นบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในเล่ม ยังไม่ได้ถูกฉีกออกไป แสดงว่าอยู่ในมือของผู้รับผิดชอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป ย้ำว่าเรื่องของการใช้ QR code และบาร์โค้ดไม่ได้ทำมาเพื่อถูกตรวจสอบtracking ไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกไปตามที่ปรากฏเป็นข่าว แต่ใช้ในการตรวจสอบควบคุมเรื่องการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น  

ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปโดยตรงหรือลับนั้นหรือไม่ ก็จะเห็นว่าในแต่ละขั้นตอนกระบวนการไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด แม้จะมีภาพปรากฏว่ามีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและนำไปเผยแพร่เลขต่างๆนั้นไม่ได้พิสูจน์ว่าบัตรเลือกตั้งใบนี้ผู้ใดเป็นคนลงคะแนน   สำหรับกระบวนการรักษาความปลอดภัย หีบบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรต่างๆ ย้ำว่ามีกระบวนการจัดเก็บอย่างละกลุ่ม มีการแยกจัดเก็บอย่างเป็นสัดส่วนมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่เชื่อมั่นว่าบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนนไปแล้วเมื่อวันที่8 ก.พ.ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ลงคะแนนให้กับผู้สมัครและพรรคการเมืองใด 

ว่าที่ร.ต. ภาสกร ฝากไปถึงประชาชนว่าอย่าคิดไกลไปถึงคนอื่นขอให้คิดเฉพาะที่ตนเองไปใช้สิทธิกระบวนการที่ไหลไปตามขั้นตอนจะไม่มีใครล่วงรู้ว่าตนเองลงคะแนนให้ใคร จนไปถึงกระบวนการควบคุมการเก็บรักษาจนถึงขั้นสุดท้ายซึ่งเก็บรักษาไว้ 2 ปี แม้กกต.ก็ไม่สามารถเปิดหีบบัตรได้ แต่จะสั่งเปิดได้กรณีเดียวคือการสั่งให้นับคะแนนใหม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นมาตรการที่ต้องการบอกให้รู้ว่าการเลือกตั้งของท่านที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 และวันที่ 8 ก.พ.เป็นไปโดยตรงและลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 85 

นายวรพงศ์  กล่าวอีกว่า การจัดทำบาร์โค้ด และ QR code บนบัตรเลือกตั้ง เป็นมาตรการตรวจสอบความปลอดภัย ส่วนประชาชนที่ไปลงคะแนนห้ามทำเครื่องหมายเป็นที่สังเกตได้  สำหรับกรณีที่กปน.เข้าถึงบัตรต้นขั้วได้ ก็จะสามารถรู้ได้ว่าใครลงคะแนนให้กับบุคคลใดได้หรือไม่ ว่าที่ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า กระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการนับต่อหน้าสาธารณชน ก็จะมีการแยกบัตรดีบัตรเสียและบัตรไม่ลงคะแนนให้กับผู้สมัครใด ก็จะมีการจัดเก็บไว้ดังนั้นไม่สามารถนำบัตรแต่ละใบมาถ่ายมาสแกน เพื่อจะรู้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใดไม่สามารถทำได้ เพราะจะมีผู้สังเกตการณ์มีผู้แทนพรรคการเมืองไปนั่งสังเกตการณ์กระบวนการเหล่านี้ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน และกระบวนการวช้สิทธิเป็นการใช้สิทธิแบบคนต่อคน ดังนั้นกรรมการจะไม่ให้ประชาชนเข้าไปดูเอกสารของผู้ใดหรือเอกสารของใคร ซึ่งจะดูว่าประชาชนไปใช้สิทธิในลำดับของตัวเองและแจกบัตรให้ไป และไม่ทราบว่าบัตรใบไหนจะแจกให้ โดยผู้มีสิทธิจำนวนมากก็อาจจะใช้บัตรเลือกตั้งหลายเล่ม ดังนั้นไม่สามารถคิดได้ว่าใครที่อยู่ลำดับหลังจากเราจะเลือกใคร การใช้สิทธิเป็นเรื่องเฉพาะของเราเท่านั้น

เมื่อถามว่าบาร์โค้ดแม้จะบอกว่าป้องกัน แต่ว่าในทางปฏิบัติ มีการสแกนออกมาแล้ว ตัวเลขเป็นตัวเลขยูนิคนัมเบอร์ ตรวจย้อนกลับไปได้หรือไม่ ต้นขั้วเทียบกันได้หรือไม่ ถ้าเทียบแล้วเป็นความลับหรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าสแกนออกมาแล้วจะขึ้นเป็นเลขที่บัตร แต่อย่างที่นำเรียน ขั้นตอนออกเสียงลงคะแนน และนับคะแนนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ การเก็บรักษาอย่างที่นำเรียนไปแล้ว เรามีมาตรการหลายชั้น รวมถึงการเก็บรักษาขั้นสุดท้ายในที่ปลอดภัย และห้ามเปิด

เมื่อถามย้ำว่า แบบนี้ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวเสริมว่า โดยลับหมายถึง เราไปใช้สิทธิต้องไม่มีใครรู้ว่าเราใช้สิทธิให้กับผู้ใด อันนี้โดยตรงถือว่าลับแล้ว

เมื่อถามอีกว่าด้วยเหตุอะไรก็ตามแต่สามารถเอาต้นขั้ว และเอาบัตรลงคะแนน บาร์โค้ดไปแมตช์กัน จะสามารถบอกได้ว่าคน ๆ นั้นเลือกใคร อยากให้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า ขอเล่าว่ากระบวนการเก็บต้นขั้วบัตรต่าง ๆ เก็บทั้งเขตเลือกตั้ง เขตหนึ่งราว 250 หน่วย หรือเก็บในภาพรวมทั้งจังหวัด อาจมีเป็นพันหน่วย อย่างที่ยกตัวอย่างเป็นไปได้ยากมากที่จะไปสืบค้น เพราะด้วยปริมาณที่นำเรียนถ้าคนกระทำคือมีเจตนาทุจริตแล้ว ไปเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง มีความผิดตามกฎหมาย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนักข่าวสอบถามประเด็นนี้ ได้เน้นย้ำหลายครั้งว่า กระบวนการนี้สามารถไล่ย้อนไปถึงต้นขั้ว และจะทราบว่าประชาชนกาผู้สมัคร หรือพรรคใดได้ใช่หรือไม่นั้น นายวรพงศ์ ไม่ได้ตอบคำถามในเรื่องนี้ แต่กล่าวว่า ถ้านำต้นขั้วบัตร หรือนำบัตรมาเทียบ มาตรการในการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่า กกต.เอง หรือส่วนการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ไม่ว่าเก็บที่ กกต.จังหวัด ตอนนี้ไม่มีใครสามารถนำต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งที่จัดเก็บยุบรวมแบบนี้มาดูได้ว่า บัตรเลือกตั้งนั้นเป็นของใคร ถ้าใครกระทำการแบบนั้น จะมีความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่าพนักงาน กกต.เอง หรือในส่วนของจังหวัดเองก็เช่นเดียวกัน 

“ใครเปิดหีบบัตรเลือกตั้งที่ยุบรวมกันแล้ว โดยที่ กกต.ไม่มีมติสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ก็แล้วแต่ ไม่มีผู้ใดดำเนินการดังเช่นว่าได้ โดยสำนักงาน กกต.ส่วนกลาง หรือจังหวัด มีเรื่องวินัยกำกับดูแลพวกเราเช่นเดียวกัน ถ้าใครทำหน้าที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตจะถูกลงโทษทางกฎหมาย”  ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสงสัยว่าบาร์โค้ดที่หลุดในโซเชียลมีเดียตอนนี้ ไม่ว่าบัตรเลือกตั้งใด ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิไม่รั่วไหลใช่หรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวยืนยันว่า เห็นแค่เลขที่ ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้

สำหรับบาร์โค้ดใช้ในการ Tracking การทุจริต หรือบัตรเขย่ง ทำไมใช้บาร์โค้ดในการตรวจสอบ มีวิธีการอื่น หรือเทคโนโลยีอื่นหรือไม่ เห็นจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ไม่มี และบัตรลงคะแนนที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลตอนนี้ มีบาร์โค้ดที่เปิดไปแล้ว จะลงคะแนนโดยลับอยู่หรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า เลือกตั้งปี 2566 บัตรเลือกตั้งแบ่งเขตมีการใช้คิวอาร์โค้ดอยู่ ส่วนการเผยแพร่ภาพบัตรในโซเชียลไปแล้ว เป็นบัตรที่ยังไม่มีการลงคะแนน เป็นบัตรติดเล่มอยู่ที่หน่วย อีกกรณีคือเผยแพร่ระหว่างการนับคะแนน กปน.เป็นผู้นับคะแนนเจ้าตัวไม่ได้เปิดเผยเอง และมีผู้สังเกตการณ์อยู่ด้วย  เมื่อถามอีกว่า ทำไมต้องใช้บาร์โค้ด มีวิธีอื่นอีกหรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า จริง ๆ มีหลายวิธี แต่ว่าขึ้นอยู่กับเครื่องพิมพ์และเทคนิคการพิมพ์ของแต่ละโรงพิมพ์ กระบวนการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เวลาจำกัด แต่ละโรงอาจถนัดใช้เทคโนโลยีแบบนี้ บางโรงอาจไม่ถนัด แต่อยู่ในเงื่อนไขต้องสามารถตรวจสอบเรื่องตั้งให้สุจริตได้ เป็นวิธีแต่ละโรงพิมพ์จัดทำ

เมื่อถามว่า กกต.สั่งการโรงพิมพ์ทั้ง 3 แห่งให้ดำเนินการดังกล่าว แต่ไม่กลัวบัตรประชามติรั่วไหลหรือไม่ เพราะไม่ได้มีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด นายวรพงศ์ กล่าวว่า แม้บัตรประชามติไม่ได้มีบาร์โค้ด แต่มีมาตรการตรวจสอบทุจริตได้ แต่ต้องเรียนว่าไม่อาจเปิดเผย เพราะถ้าเปิดเผยจะรู้กันหมดว่าอยู่ตรงไหน โดยวิธีการขึ้นอยู่กับโรงพิมพ์แต่ละโรง เขาใช้วิธีการอะไรอย่างไร ทั้งนี้การใช้คิวอาร์โค้ด หรือบาร์โค้ดดังกล่าว ใช้ในการเลือกตั้งปี 2566 การเลือกตั้งท้องถิ่นมีแต่เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถ้าเปิดเผย ก็เป็นรูปแบบเดียวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยปัจจุบันเมื่อดูข้อมูล มีหลายประเทศใช้รหัส ใช้โค้ดอยู่ แต่อาจไม่ได้เป็นคิวอาร์โค้ด หรือเป็นบาร์โค้ดชัดเจน

เมื่อถามว่า การใช้บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด จะสแกนกรณีไหนได้บ้าง ช่วยยกตัวอย่างให้ชัดเจน นายวรพงศ์ กล่าวว่า เรื่องการตรวจสอบ มีเหตุร้องเรียนว่า มีการนำบัตรไปใช้ผิดที่ผิดทาง ข้ามหน่วยข้ามเขต การสแกนตรวจสอบได้ แต่เราก็สแกนแค่ว่า บัตรนี้จัดสรรไปที่เขตเลือกตั้งไหน และอยู่เขตเลือกตั้งนั้นหรือไม่ ถ้าดูเลขแล้วอยู่คนละเขต แสดงว่ามีความผิดปกติ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น

ส่วนตัวบัตรเลือกตั้งที่แยกออกเป็น 3 ส่วน ต้นขั้ว บัตรเลือกตั้งเอง พอพ้นอายุ 2 ปีไปแล้ว ทำลายอย่างไร และจะกลายเป็นบิ๊กดาต้าตรวจสอบได้หรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า เรื่องการเก็บรักษาเก็บไว้ 2 ปี ส่วนเรื่องการทำลายเป็นอำนาจของ กกต.ในการอนุมัติให้ทำลายบัตรเลือกตั้ง กำหนดวิธีการ รูปแบบวิธีการว่าทำลายด้วยรูปแบบอะไร โอกาสไม่เกิดเป็นบิ๊กดาต้าแน่นอน เพราะว่าไม่มีใครไปเปิด

กรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) มาร้องเรียน เขียนในคำร้องว่า ตรวจสอบขั้วบัตรตรงกับรหัสหรือไม่ และระบบความลับต้องไม่มีใครรู้ เมื่อ กกต.รู้แล้ว สุ่มเสี่ยงหรือไม่ กังวลหรือไม่หากมีการไปร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า เหมือนที่นำเรียน เวลาเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร กับตัวบัตรแยกกันต่างหาก ไม่สามารถรีเช็คได้ ต้นขั้วจัดเก็บส่วนหนึ่ง ส่วนบัตรเลือกตั้งใส่ในหีบเก็บรักษาไว้ส่วนหนึ่ง กระบวนการนี้ไม่มีใครรีเช็คได้ เว้นแต่กระทำการทุจริต หรือฝ่าฝืนกฎหมายจริง ๆ อันนั้นก็พิจารณาตามข้อเท็จจริงไป

เคลียร์ดรามา บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง คมสัน ยันไม่ขัดหลักลงคะแนนลับ ชี้ไว้สกัดโกง-ตรวจสอบที่มา

เคลียร์ดรามา บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง คมสัน ยันไม่ขัดหลักลงคะแนนลับ ชี้ไว้สกัดโกง-ตรวจสอบที่มา

เคลียร์ดรามา บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง คมสัน ยันไม่ขัดหลักลงคะแนนลับ ชี้ไว้สกัดโกง-ตรวจสอบที่มา

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.32 น.

จากกรณีโลกออนไลน์เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง 2569 โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ และลามไปถึงการเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ล่าสุด นักวิชาการกฎหมายออกมาชี้แจง ย้ำเป็นระบบสากลเพื่อการตรวจสอบ ป้องกันการสวมสิทธิและบัตรเขย่ง

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ในรายการ “แนวหน้าข่าวเที่ยง” ดำเนินรายการโดย ปรเมษฐ์ ภู่โต และ อัญชะลี ไพรีรัก ได้สัมภาษณ์ อ.คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย ถึงประเด็นร้อนที่สังคมกำลังเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับการระบุบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง

นิยาม “การลงคะแนนลับ” ที่แท้จริง

อ.คมสัน อธิบายว่า หลักการของการเลือกตั้งโดยลับคือ “อย่าให้ใครรู้ว่าเราลงคะแนนให้ใคร” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยระบุไว้ว่า “ใคร” ในที่นี้หมายถึง ผู้มีส่วนได้เสียอย่างผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ไม่ได้หมายรวมถึงเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งที่มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง

ในอดีตเคยมีปัญหาเรื่อง “คนร่มไพ่ไฟ” หรือการแอบใส่บัตรเลือกตั้งเพิ่มในช่วงไฟดับ ทำให้ระบบบัตรเลือกตั้งในยุคหลังต้องมีการระบุเล่มที่ เลขที่ และบาร์โค้ด เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าบัตรใบนั้นมาจากหน่วยเลือกตั้งใดจริงหรือไม่

บาร์โค้ด: เกราะป้องกันการทุจริต ไม่ใช่เครื่องมือจับผิดผู้ใช้สิทธิ

อ.คมสัน ยืนยันว่า บาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์สำคัญคือการ “ป้องกันการทุจริต” โดยเฉพาะในกรณีที่มีการร้องเรียนให้มีการนับคะแนนใหม่ หากไม่มีระบบบาร์โค้ดหรือเครื่องหมายที่ระบุที่มาได้ จะไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าบัตรที่อยู่ในหีบเป็นบัตรจริงหรือบัตรที่แอบพิมพ์เพิ่มเข้ามา

“ในความเป็นจริง ถ้าคุณไม่มีระบบของ กกต.ที่จะสแกน คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าบัตรนั้นมาจากเล่มไหน เลขที่เท่าไหร่ การเลือกตั้งยังคงเป็นความลับอยู่ แต่เจ้าพนักงานต้องรู้เพื่อใช้ตรวจสอบกรณีมีเหตุทุจริต เปรียบได้กับบาร์โค้ดบนสมุดบัญชีธนาคาร ที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตน และความถูกต้องของธุรกรรม” อ.คมสัน กล่าว

ชี้กระแสปั่น “เลือกตั้งโมฆะ” เกินเลยกว่าความจริง

ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อ.คมสัน มองว่า เรื่องนี้ “ไม่ถึงขั้นนั้น” และต้องพิจารณาจากหลักฐาน 3 ประเด็นหลัก คือ :

1.ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเข้าถึงระบบของ กกต.ได้หรือไม่?

2.ผู้สมัครสามารถเข้าถึงต้นขั้วบัตรหรือบัญชีรายชื่อได้หรือไม่?

3.มีการแอบสแกนบัตรระหว่างนับคะแนนจริงหรือไม่?

หากไม่ปรากฏหลักฐานเหล่านี้ การเลือกตั้งก็ยังถือว่าดำเนินไปโดยลับตามกฎหมาย ทั้งนี้ อ.คมสัน ยังตั้งข้อสังเกตว่า กระแสดรามาที่เกิดขึ้นอาจมาจากความผิดหวังในผลคะแนนของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม และเตือนว่าการจัดเลือกตั้งใหม่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 7 – 8 พันล้านบาท ไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือสนองความต้องการทางการเมืองโดยปราศจากหลักฐานที่ชัดเจน

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้ อ.คมสัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับจริงหรือ?” ไขคำตอบด้วยข้อกฎหมาย ชี้เป็นระบบความปลอดภัยกันทุจริต “ไพ่ไฟ-พลร่ม” เปรียบเหมือนแถบแม่เหล็กสมุดเงินฝากธนาคาร ยันข้อมูลไม่ได้รั่วไหลถึงพรรคการเมืองง่ายๆ อย่างที่ปั่นกระแส (คลิกอ่านโพสต์ฉบับเต็มที่นี่)

– 006