หนูทิ้งปมย้ายผู้ว่าภูเก็ต โลกคือละคร ฉากสุดท้ายตายทุกคน อดีตสว.ฉะลดกระแส

หนูทิ้งปมย้ายผู้ว่าภูเก็ต โลกคือละคร ฉากสุดท้ายตายทุกคน อดีตสว.ฉะลดกระแส

หนูทิ้งปมย้ายผู้ว่าภูเก็ต โลกคือละคร ฉากสุดท้ายตายทุกคน อดีตสว.ฉะลดกระแส

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูทิ้งปมย้ายผู้ว่าภูเก็ต โลกคือละคร ฉากสุดท้ายตายทุกคน อดีตสว.ฉะลดกระแส

“อนุทิน” บอก “โลกคือละคร” ฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร หลังถูกถามย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต ปัดอวยยศ “รองซีฟู้ด” หลังเด้งไปนั่ง “รองพ่อเมืองนครศรีฯ” ด้าน’สุรเดช’ซัดย้าย ผวจ.-รองผวจ.แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต ชง ใช้ตร.ส่วนกลางลงไปปราบ

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 08.15 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการโยกย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง อาศัยจังหวะสถานการณ์เพื่อวางคนของระบอบสีน้ำเงิน โดยนายกฯ ทวนคำถามผู้สื่อข่าวว่า “ละครฉากหนึ่ง“ ก่อนระบุว่าต่อว่า โลกคือละครฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร

เมื่อถามต่อว่า มีเสียงสะท้อนกรณีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาที่คนในพื้นที่เสียดาย เพราะ ได้วางระบบการป้องกันน้ำท่วม แต่เมื่อใกล้จะถึงฤดูน้ำท่วม กลับถูกย้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง เราไม่ผูกติดกับตัวบุคคลนี่คือการบริหารราชการแผ่นดินบริหารประเทศ ใครมาใครไปสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือประชาชน และประเทศต้องได้ประโยชน์ เรามีการพิจารณาไตร่ตรองตามลำดับขั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบสนองนโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ใครทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ถ้ายังไม่ผิดกฎหมาย ตัวท่านเองก็ยังทรงสิทธิ์ไว้ในการพิจารณาโยกย้ายไปในตำแหน่งที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม

ส่วนกรณีที่มีการมองว่าการย้ายนายธีระพงศ์ ช่วยชู อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กลับไปจังหวัดบ้านเกิด เป็นการอวยยศมากกว่าการลงโทษ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไปถามดูว่าอวยหรือเปล่า พร้อมยืนยันว่า “ไม่มี นึกภาพออกไหมครับ“

วัยเดียวกันนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาใน จ.ภูเก็ต ว่า การโยกย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต และรองผู้ว่าฯภูเก็ต เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด การโยกย้าย 2 รองผู้ว่าฯที่มีข่าวความขัดแย้งกันและถูกเชื่อมโยงกับหลายเรื่องใน จ.ภูเก็ต ไปจังหวัดอื่น โดยคนหนึ่งไปที่ จ.นครศรีธรรมราช อีกคนไปสงขลา มันไม่ใช่การลงโทษ ในกระทรวงมหาดไทยรู้ดีว่า 2 จังหวัดดังกล่าวถูกจัดเป็นเกรดเอเหมือนกับ จ.ภูเก็ต และมีขนาดใหญ่กว่า มีผลประโยชน์มหาศาลไม่ต่างกับจังหวัดเดิม และเจตนาต้องการแค่ลดกระแสเท่านั้น ส่วนผู้ว่าฯที่ถูกโยกย้ายมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นการตอกย้ำข่าวลือเรื่องการขู่ย้ายผู้ว่าฯ ว่ามีมูล ในเมื่อผู้ว่าฯคนเก่าทำงานดี จนรองผู้ว่าฯไม่พอใจเพราะไปขัดขวางหลายการกระทำ เหตุใดจึงไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อแก้ปัญหา

นายสุรเดช กล่าวว่า การแก้ปัญหา ต้องแก้ทั้งระบบ ต้องมีการถ่วงดุลอำนาจส่วนราชการในจังหวัดด้วย การจัดการแบบนี้ต้องใช้ตำรวจส่วนกลาง เริ่มต้นต้องหาข้อมูล รัฐบาลรู้ดีว่า ใครเป็นคนเรียกค่าคุ้มครอง ใครเป็นหัวหน้า โยงกับนอมินีต่างชาติกลุ่มไหน ตรวจสอบได้ง่าย ไม่ยาก โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว รู้ว่าใครเป็นใคร และควรเอา จ.ภูเก็ต เป็นโมเดลในการจัดการผู้มีอิทธิพล ต้องมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบ เช่น กองปราบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบ การมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปจะทำให้ตำรวจและข้าราชการในพื้นที่ตื่นตัว กลัว จะไม่กล้าไปรับส่วย ทุกอย่างต้องระมัดระวัง ตำรวจกองปราบไปได้ทั่วประเทศ มีอำนาจตามกฎหมายและจับกุมได้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องถือหุ้นแทนนอมินีต่างชาติ ทุนเทานั้น ปัจจุบันพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายเกี่ยวกับนอมินี ค่อนข้างแรง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 – 1,000,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 – 50,000 บาท ดังนั้น ถ้าเราบังคับใช้จริงจัง นอมินีจะเบาบางลง แต่รัฐบาลต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วย

‘อยากให้นายกฯและรัฐบาลเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ใช่จบแค่ลงพื้นที่ ไม่ใช่แค่มอบหมายงานรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่โยกย้ายผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ แต่ลงไปแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ปัญหาได้ถูกแก้ไขและน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด’นายสุรเดช ระบุ

ไม่สนกระแส อนุทินอุ้มรมต.ลูกเทพ เมินเสียงต้านTH-AI

ไม่สนกระแส อนุทินอุ้มรมต.ลูกเทพ เมินเสียงต้านTH-AI

ไม่สนกระแส อนุทินอุ้มรมต.ลูกเทพ เมินเสียงต้านTH-AI

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่สนกระแส อนุทินอุ้มรมต.ลูกเทพ เมินเสียงต้านTH-AI

นายกฯ ไม่มีวัด KPI มีแต่ API ยังไม่ปรับครม.ปัจจุบันยังทำงานกันได้ด้วยดี ลั่นหากเกิดเสียหายให้บ้านเมืองพร้อมปรับทันที ย้ำคุย “ไชยชนก” ทุกเรื่อง หลังดีอีถูกโจมตีหนักปมโครงการ TH-AI Passport ย้ำไม่มีขัดแย้ง “พิพัฒน์” ไม่เกี่ยวปัญหาสัญญาเชื่อมรถไฟ 3 สนามบิน หลังดึง EEC กลับมาดูเอง เหตุอยู่ในช่วงทำการตลาดสร้างความมั่นใจ-ดึงนักลงทุน ด้าน “ปชน.” จัด 30 สส. ถลกงบฯปี’70 ลั่นตรวจสอบเข้มทุกโครงการ เน้นงบกระทรวงดีอี

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการเตรียมการประเมิน KPI รัฐมนตรีในการทำงาน 1 ปี โดยออกตัวก่อนว่า เดามาจากในเครื่องแล้วว่าจะต้องถามคำถามนี้ ก่อนกล่าวต่อว่า รัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารประเทศ ฉะนั้นจะต้องมีการประเมิน ผลการดำเนินงาน การทำงานของเขาอยู่แล้ว ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ตนดูแลอยู่ก็เป็นไปตามข่าว ทุกคนต้องทำงานทุ่มเททุกอย่างให้กับรัฐบาล ประเทศและประชาชน ตรงนี้ไม่ต้องวัด KPI เพราะมีแต่ API หรือ อนุทิน PI

เมื่อถามว่ามีกระทรวงใด ที่จะต้องเจาะจงหรือไม่ โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนายอนุทิน กล่าวว่า ตนดูภาพรวมและเจาะเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นปกติในการทำงานให้กับประเทศ ที่จะต้องมีการตื่นตัวตลอดเวลา คนเก่งจะไม่ตื่นตัว หรือติดลมบนแล้ว ก็ต้องปรับปรุง

‘หนู’ยังไม่ปรับครม.-ทุกคนทำงานดี

เมื่อถามว่าที่วางเกณฑ์การประเมินผลไว้ 1 ปีจะมีระยะเวลาเร็วกว่านั้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่ได้วางอะไรและไม่มีกำหนดเวลา เพราะหากทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองเมื่อไหร่ ก็จะต้องพิจารณาแก้ไขในทันที” เมื่อถามย้ำว่า ได้วางไว้หรือไม่ว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อใด นายอนุทินกล่าวว่า “ยัง ตอนนี้ยังไม่คิด ซึ่งรัฐมนตรีทุกท่านยังทำงานกันได้ด้วยดีอยู่ ยังทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่ บางคนอ่อนประชาสัมพันธ์ ก็มีการเชิญมาให้เร่งแจ้งผลงานที่ได้ทำ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ”

เมื่อถามว่าอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอี ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีหรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้มีกระแสเชิงลบกับกระทรวง นายอนุทินกล่าวว่านายไชยชนก ชิดชอบ เป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คุยกันเป็นประจำ คุยกันทุกวัน ปรึกษาหารือกันทุกเรื่องอยู่แล้ว

คุย’ไชยนก’ทุกวัน-ไม่สนกระแส

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า แต่ตอนนี้กระทรวงดีอี เจอกระแสหนักกับโครงการ TH – AI Passport นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่เคยสนใจกระแส สนใจแต่ความจริง และสิ่งที่เป็นประโยชน์ และให้ความมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และศักยภาพของของประชาชนทั่วไป นักศึกษาที่จะยกระดับเทคโนโลยีการสื่อสารระดับสูง เมื่อถามว่า จะมีการวัด KPI ในส่วนของรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไปยุ่งกับเขาได้อย่างไร แต่ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น ก็ต้องแจ้งหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เพราะมีกฎกติกามารยาทอยู่ หากมีความเสียหายก็ต้องแจ้ง แต่การตัดสินใจอยู่ที่ตน

ไม่ขัดแย้ง’พิพัฒน์’ดึงEECมาดูเอง

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ดึงอำนาจการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมกลับมาดูแลเอง ว่า เป็นโหมดๆไป ตอนนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านพ้นตรงนั้นไปแล้ว ตอนนี้คือการเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพื่อนำเม็ดเงินเข้ามาในประเทศมากที่สุด และใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตโดยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ยังขาดเพียงเรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะเรามีทางเลือกอีกหลายทางเลือก ด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ เพราะมีทั้งสนามบินท่าเรือ นอกจากแหลมฉบังก็ยังมีการจะขยายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการขนส่งทั้งทางบกทางอากาศ ที่ค่อนข้างจะความสมบูรณ์ ทึ่เชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่

“ตอนนี้ผ่านจากช่วงโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องของการทำการตลาด ไม่มีอะไรต้องกังวลเพราะนายพิพัฒน์ต้องการจะนำโครงการกลับมาคืนผมทุกวัน และมีการพูดคุยกันตลอด ซึ่งตอนแรกจะมอบให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลแต่ช่วงนี้ตนเดินทางบ่อย มีการพบกับภาคเอกชนมากมายทั้งในและต่างประเทศ จึงนำกลับมาดูเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้เร็วมากขึ้น“ นายกฯ กล่าว

อย่าไปโยงเชื่อมรถไฟ3สนามบิน

เมื่อถามว่าไม่มีความขัดแย้งกันภายในใช่หรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งภายในและยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟฟ้า 3 สนามบิน อย่านำไปผูกเรื่อง เพราะเป็นคนละเรื่องกัน โครงการเชื่อมรถไฟ 3 สนามบิน เราต้องดูสัญญาและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

‘ปชน.’ตรวจสอบเข้มรบ.ใช้งบ70

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และพ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ว่า ช่วงเวลาในการอภิปรายงบทั้ง 2 เรื่องใกล้เคียงกัน คือ ในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เชิญหน่วยงานมาชี้แจงเรื่องการของบประมาณเพื่อที่จะได้เห็นหน้าตางบประมาณ ขณะเดียวกันก็ต้องรอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 มิ.ย.นี้ที่จะเห็นชอบเล่มร่างงบประมาณปี 2570 ซึ่งพรรคมีเวลาเตรียมตัวก่อนอภิปรายงบไม่ถึง 1 สัปดาห์

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับพ.ร.บ.โอนงบปี 2569 แม้จะมีเวลาใช้เงินเพียง 3 เดือน พรรคก็ให้ความสำคัญในการอภิปรายเช่นกัน โดยพ.ร.บ.โอนงบฯ มีวงเงิน 1 หมื่น 3 ร้อยล้านบาท โอนไปอยู่ในงบกลาง ทั้งที่รัฐบาลบอกว่าจะตัดงบเข้าสู้การโอนแสนล้านบาท ลดเหลือ 8 หมื่นล้านบาท ท้ายที่สุดก็เหลือ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามไทย-กัมพูชา มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ก็ต้องติดตามว่าจะมีการอนุมัติงบส่วนนี้ไปใช้อย่างไร ส่วนการอภิปรายงบประมาณปี 2570 นั้น ก็มีหลายโครงการที่น่าจับตา หลังจากรัฐบาลได้ประกาศนโยบายหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น การลดงบประมาณในการก่อสร้างอาคารที่ไม่จำเป็น เท่าที่ทราบมามีการตัดงบการสร้างอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งต้องตามต่อว่าชั่วคราวหรือยกเลิก หรือมีการปรับปรุงแบบอาคารใหม่หรือไม่ และหน่วยงานต่างๆ ถูกปรับลดงบประมาณลง2ใน3 ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดว่ามีการปรับลดในสิ่งที่ไม่สมควรหรือไม่

สงสัยจ่อทำTH-AIภาค2ต่อหรือไม่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ขณะที่บางหน่วยงานหรือกระทรวงที่ได้รับงบเพิ่มอย่างน่าประหลาดใจ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงเดียวได้เพิ่ม 30% โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ได้รับงบเพิ่มมา 1 เท่าตัว หรือ 95% ซึ่งจะต้องดูว่านำไปทำอะไรต่อ มีแนวโน้มว่า อาจจะเป็นโครงการภาคต่อของ TH-AI Passport หรือไม่ ต้องไปติดตามตรวจสอบกัน และต้องบอกว่าโครงการ TH-AI Passport ไม่ได้ใช้งบประมาณอย่างเดียว แต่ใช้เงินกองทุนดีอี ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณ โดยที่ผ่านมาเป็นปัญหาและช่องโหว่ที่สภาฯ ตรวจสอบได้ยากมาตลอด เราจึงต้องพูดถึงการตรวจสอบเงินนอกงบประมาณทั้งหมดของแผ่นดินว่าเอาไปใช้อย่างไร มีความซ้ำซ้อนกับโครงการที่อยู่ในงบประมาณหรือไม่

เตรียม30ขุนพลชำแหละพรบ.งบ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า รอบนี้รัฐบาลมีเงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยในตัว 2 แสนล้านบาทหลังเป็นเรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงาน น่าจะมีความซ้อนทับของกระทรวงพลังงานและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตามตรวจสอบในรายละเอียดเพราะมีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือ เป็นงบประมาณที่บอกได้ว่าประเทศนี้ รัฐบาลนี้ เจองบประมาณมีปัญหาหนักมาก ฝีแตก ไม่สามารถปิดบังแผลที่เรื้อรังมานานของงบประมาณไทยได้ โดยเฉพาะรายจ่ายประจำพุ่ง งบลงทุนต่ำลง เมื่อถามถึงการจัดทัพ สส.ในการอภิปรายงบประมาณ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การอภิปรายจะแบ่งเป็นรายประเด็น ซึ่งเราได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ประมาณ 30 คน เช่น เรื่องพลังงานอาจจะคาบเกี่ยวกระทรวงกัน โดยจะไล่เรียงตั้งแต่ปัญหาการคลัง การจัดเก็บรายได้ ของนโยบายอุตสาหกรรม งบด้านสิ่งแวดล้อมและกองทัพ การกระจายอำนาจ ส่วนหัวข้ออภิปรายนั้น ต้องขอเห็นรายละเอียดของงบประมาณก่อน แม้ช่วงนี้มีความพยายามดิสเครดิตความน่าเชื่อถือของพรรค แต่ยืนยันว่าการตรวจสอบของพรรคยังเข้มข้นเช่นเดิม ที่จะต้องตรวจสอบความคุ้มค่า ความเหมาะสมของงบประมาณ รวมถึงความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น อยากชวนประชาชนจับตาการอภิปรายงบครั้งนี้

‘สว.-สส.’รุดหารือ’ศาลรัฐธรรมนูญ

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรม นูญ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ประธานคณะกรรมาธิการ รวมถึงตัวแทนพรรคการเมือง อาทิ นายพริษฐ์วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เข้าหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เลือกตั้งสสร.โดยตรงจากปชช.ทำได้

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า การเข้าหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจถ้อยคำในคำวินิจฉัย ที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเป็นข้อถกเถียงมาตั้งแต่ช่วงความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในปีที่ผ่านมา โดยสังคมต้องการทราบขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชนตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบ

ทั้งนี้ จากการหารือ ตุลาการศาลรัฐธรรม นูญได้ให้ความเห็นว่า การจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรม นูญ หรือ สสร. ไม่ได้เป็นประเด็นที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ข้อจำกัดอยู่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อย่างไรก็ตาม หากมีสภาหรือองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำหน้าที่คัดเลือกคณะกรรมาธิ การยกร่างอีกทอดหนึ่ง ก็สามารถดำเนินการได้

ปชน.เล็งถกพรรคทบทวนร่างใหม่

ด้าน นายพริษฐ์วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า จากคำอธิบายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ คือการให้ประชาชนเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะไม่สามารถเลือก สสร. ได้ ดังนั้น หากออกแบบให้ สสร. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นผู้คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างและพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยพรรคอาจนำประเด็นดังกล่าวไปหารือในพรรคเพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ โดยยืนยันจุดยืนเดิมต้องการให้ สสร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน100% หลังได้รับความชัดเจนว่า คำวินิจฉัยไม่ห้ามดำเนินการลักษณะดังกล่าว

‘สนธิญา’ยื่นสอบจริยธรรม‘ไอซ์’

ที่รัฐสภา นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวภายหลังยื่นหนังสือต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านสารระบบ ให้ตรวจสอบจริยธรรมของน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษา (กมธ.) การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรว่า การยื่นของตนครั้งนี้ ไม่ได้จองเวรจองกรรม หรือกระทำการต่างๆด้วยความสะใจหรืออะไรต่อน.ส.รักชนก เพราะที่ผ่านมาตนติดตามทั้งเรื่องมาตรา 112 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ จนเมื่อกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ตนได้รับหนังสือให้เข้าร่วมประชุมกมธ.ติดตามงบฯ ซึ่งตนสนับสนุนการทำงานของน.ส.รักชนก ให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายและความถูกต้อง แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นไปโดยความถูกต้อง หรือตามกระบวนการ ข้อบังคับของสภาฯ หรือคณะกรรมาธิการจำเป็นต้องทำหนังสือเพื่อให้ประธานสภาฯได้พิจารณาและวินิจฉัย

งงทำไมยื่นให้ปปช.สอบTH-AI

นายสนธิญา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ตนเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมกมธ.และไม่ได้ถามพรรคประชาชน เพราะเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.นันทนานันทวโรภาส สว.ได้ร่วมลงชื่อ เพื่อที่จะยื่นให้ประธานรัฐสภา ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา พิจารณาให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษตรวจสอบคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่มาวันนี้ น.ส.รักชนกประกาศว่ากรณี TH-AI passport จะส่งเรื่องให้ป.ป.ช.พิจารณา ตนขอถามว่าพรรคประชาชนทั้งพรรค ซึ่งรวมทั้งน.ส.รักชนก ก็ได้ร่วมลงชื่อด้วย แต่กลับจะเสนอเรื่อง TH-AI passport ให้ป.ป.ช.วินิจฉัย เปรียบเสมือนคุณกำลังทำตอไม้ที่ตายแล้ว ที่เน่าไปแล้ว แต่วันนี้คุณกลับเอาน้ำไปลด คิดอะไรกันอยู่ ทั้งที่ผ่านมายื่นให้ตรวจสอบป.ป.ช. เพราะไม่ไว้ใจ แต่วันนี้คุณบอกว่าโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้องก็จะยื่นให้ป.ป.ช. พิจารณาอีกขอถามว่าใช้ตรรกะอะไรที่จะยื่นให้หน่วยงานที่คุณไม่ไว้วางใจ

เคืองโพสต์‘จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา’

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ต้องการให้ประธานสภาฯ พิจารณาคือ 1. ก่อนการประชุมกมธ. ในเฟสบุ๊กของน.ส.รักชนก โพสต์ว่าจะเชิญตนมาร่วมประชุม ในวันที่ 18 มิ.ย. ด้วย และด้านล่างมีคำว่าจุ้น คืออะไร และเผลอเตะชามข้าวหมา ซึ่งในที่ประชุมกมธ. ตนถามน.ส.รักชนกว่า หมายถึงตนหรือไม่ อย่างไร เพราะมีชื่อตนอยู่ด้วย แต่น.ส.รักชนกบอกว่า เป็นเพราะผู้สื่อข่าวนำไปลง แล้วขอให้ตนทำหนังสือสอบถามไปยังผู้สื่อข่าวผู้นั้นเอง และเมื่อน.ส.รักชนกไม่ตอบ ตนก็ถือว่าการประชุมดังกล่าวตนไม่มีศักดิ์ศรีอะไรในสายตาท่านประธาน แต่เห็นว่ากรณีที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สส. และประธานกมธ.เป็นผู้ที่น่าเชื่อถือแต่กลับไปกล่าวหาว่าผู้อื่นว่าจุ้นซึ่งตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน จุ้น แปลว่ายุ่งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และไปเตะชามข้าวหมาของบุคคลอื่น ตนถามว่า หมาเป็นของตนหรือหมาเป็นของใคร และคำพูดนี้เป็นคำพูดเปรียบเทียบ

โวยประธานกมธ.ไม่ควรทำเช่นนี้

ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานกมธ.หรือสส. ไม่ควรจะพูดหรือกระทำการโพสต์ ลงในรูปแบบนั้น ฉะนั้น การกระทำดังกล่าวของน.ส.รักชนก เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน 2. ถือว่าน.ส.รักชนก โกหกในการประชุมกมธ.ทั้ง 2 คณะ คือกมธ.ติดตามงบฯ และกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ประชุมร่วมกัน 3. การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมพ.ศ.2563 ประมาณ 7 ข้อ และ 4. ในการประชุมของทั้ง 2 กมธ. ประธานสภาฯ หรือรองประธานสภาฯ ได้เห็นชอบอนุมัติในหลักการให้มีการประชุมหรือไม่ เพราะตนเคยเป็นกมธ.กฎหมายฯ มาแล้วเกือบ 3ปี ไม่เคยเห็นการประชุมร่วมเช่นนี้

ฟ้องหมิ่นประมาทได้แต่ไม่อยากทำ

นายสนธิญา กล่าวด้วยว่า ดังนั้นต้องการให้ประธานสภาฯ พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ข้อบังคับสภาฯ และคณะกรรมาธิการปี 61 หรือข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการทั้งหมด ซึ่งพรรคพวกตนแนะนำว่าเรื่องเหล่านี้สามารถฟ้องเป็นดคีอาญาดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทของน.ส.รักชนก ได้เพราะมีการระบุชื่อของตนด้วย แต่ตนไม่มีเจตนาหรือไม่ต้องการฟ้องเป็นคดีอาญาหมิ่นประมาทต่อน.ส.รักชนก แต่ต้องการความกระจ่างและชัดเจน ไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่า เรื่องหมาๆ จุ้นหรือไม่จุ้น เพราะกรณีการที่บุคคลหนึ่งบุคคลในจะทำหน้าที่ปกป้อง หรือสอบถามเบประมาณ การดำเนินการของสภาฯ ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 41 (1)(2) ประกอบมาตรา50 ที่พึงกระทำได้ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ประธานสภาฯ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณา

นายกฯ พอใจผลการเยือนรัสเซีย

ด้าน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ประสบความสำเร็จในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 โดยใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่แก่ประชาชนไทย โดย นายกฯได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Business Forum และนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค โดยชูจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์และสุขภาพ และเศรษฐกิจสีเขียว

นายกฯยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยง (Connectivity) การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดของภาคเอกชนไทยในอนาคต

ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิด “3Rs” ได้แก่ Regionalism, Resilience และ Relevance โดยเน้นบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค การเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อให้ความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ที่ประชุมรับรองเอกสารสำคัญ4ฉบับ

อีกหนึ่งผลสำเร็จสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่ผู้นำอาเซียนและรัสเซียร่วมรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน-รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” 2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน 3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม และ 4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมในระยะต่อไป

นอกจากนี้ นายกฯยังได้เข้าร่วมการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ผู้แทนองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และภาคธุรกิจของรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและภูมิภาคยูเรเซีย ในโอกาสเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในรัสเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนสะท้อนว่ารัสเซียและภูมิภาคยูเรเซียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง พร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าการเจรจา Thai-EAEU FTA เพื่อเพิ่มความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

ตอกย้ำมิตรภาพและสัมพันธ์2ปท.

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัสซานัลโบลเกียห์มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การเกษตร พลังงาน สาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุน รวมถึงการติดตามการลงนามความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน

การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีปูตินเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยประธานาธิบดีปูตินกล่าวถึงการเยือนไทยในฐานะแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำ พร้อมย้ำถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับรัสเซียตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของทั้งสองประเทศ

ขอบคุณคนไทยมั่นใจนโยบายรัฐ

เวลา 08.15น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทยที่ให้ความมั่นใจ ต่อนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สะท้อนต่อความมั่นใจของนานาชาติ และเป็นการทําให้ศักยภาพของประเทศไทยมีการยกระดับสูงขึ้น ผู้ที่จะมาลงทุน มาท่องเที่ยว มาใช้ชีวิตในประเทศไทยก็มีความมั่นใจมากมากขึ้น ขอย้ำว่าต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนและขอให้เราร่วมมือกันอย่างนี้ต่อไป

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ควรเอา จ.ภูเก็ต เป็นโมเดลในการจัดการผู้มีอิทธิพล ต้องมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบ เช่น กองปราบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบการมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปจะทำให้ตำรวจและข้าราชการในพื้นที่ตื่นตัว กลัว จะไม่กล้าไปรับส่วย”

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์

นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

ชัชชาติทิ้งขาด ศึกชิงผู้ว่ากทม. มัลลิกาขยับที่2

ชัชชาติทิ้งขาด ศึกชิงผู้ว่ากทม. มัลลิกาขยับที่2

ชัชชาติทิ้งขาด ศึกชิงผู้ว่ากทม. มัลลิกาขยับที่2

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชัชชาติทิ้งขาด ศึกชิงผู้ว่ากทม. มัลลิกาขยับที่2

นิด้าโพล เผยคะแนนนิยมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.69 “ชัชชาติ” นําโด่ง 72% ทิ้งห่างคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น “มัลลิกา” ที่ 2 แซง “ดร.โจ” ส่วนสนาม ส.ก.“ผู้สมัครอิสระ”มาเป็นอันดับ 1 พรรค ปชน.ตามติด “ชัชชาติ” ชี้โลกเปลี่ยน หาเสียงเน้นนโยบาย-โซเชียลมีเดีย เข้าถึงคนมากกว่าเปิดเวทีปราศรัย มั่นใจมาถูกทาง แต่บอกทีมงานห้ามประมาท แย้มมีเซอร์ไพรส์ ด้าน‘อนุชา-อภิสิทธิ์’ หาเสียง บางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม มุ่งเป้าโค้งสุดท้าย กกต. เตือน ห้ามเผยผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ช่วง 7 วัน ก่อนกาบัตร ฝ่าฝืนมีโทษ ทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ศูนย์สํารวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสํารวจล่าสุดเรื่อง “โค้งสอง สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย.2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 หน่วยตัวอย่างทั่วกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เพื่อประเมินทิศทางความนิยมในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่กําลังจะมาถึง

เมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 72.35 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)อันดับ 3 ร้อยละ 8.80 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 2.70 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 6 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) และร้อยละ 2.10 ระบุอื่น ๆ

ส่วนใหญ่เลือกส.ก.อิสระ

เมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.85 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 27.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 12.30 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 8.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน อันดับ 6 ร้อยละ 6.85 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว อันดับ 7 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น ทีม Better Bangkok อันดับ 8 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเศรษฐกิจ กลุ่มพัฒนาหนองแขม และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

ทั้งนี้ ผลสํารวจดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าในสนามผู้ว่าฯ กทม. คะแนนนิยมมีความชัดเจนค่อนข้างมาก แต่ในส่วนของ ส.ก. ยังคงมีการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างผู้สมัครอิสระและพรรคการเมืองรุ่นใหม่

‘ชัชชาติ’บุกตลาดเช้าตรอกจันทร์

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมงาน “+กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงเขตสาทร พบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ที่ตลาดสะพาน 2 และตลาดเช้า ซอยจันทน์ 18/7 (ตลาดเช้าตรอกจันท์) บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของพากันเข้ามาต้อนรับอย่างเนืองแน่น โดยพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากได้พร้อมใจกันเชิญชวนนายชัชชาติ ให้มาร่วมถ่ายรูปคู่หน้าร้านค้าของตัวเองไว้เป็นที่ระลึก บางคนส่งเสียงตะโกน “เบอร์ 9” ดังสนั่น บางคนประกาศสนับสนุนว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ จะพร้อมใจกันลงคะแนนเทใจให้เบอร์ 9 อย่างแน่นอน

หลังจากเดินตลาดสะพาน 2 นายชัชชาติและทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เดินเท้าลุยหาเสียงต่อในบริเวณถนนจันทน์ เขตสาทร พบปะทักทายพี่น้องประชาชนตามอาคารบ้านเรือนและร้านค้าริมทาง โดยได้แวะพบปะพูดคุย ทักทาย คนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

เน้นหาเสียงทางโซเชียลมีเดีย

นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์การจัดเวทีปราศรัยของผู้สมัครฯหลายคนในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ขณะที่ตนยังคงนิ่งอยู่ ว่าจะกระทบต่อคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ ว่า จากที่ดูผลโพลตนคิดว่ายุทธศาสตร์ที่เราทำมาถูกต้องแล้ว โดยเราอาศัยพูดเรื่องนโยบายเป็นหลักและไม่ได้โจมตีใคร ทำงานของเราไป มีข้อกล่าวหาอะไรก็สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตนคิดว่าเวทีปราศรัยในปัจจุบันไม่มีผลเท่ากับโซเชียลมีเดีย เราขึ้นเวทีปราศรัยอาจจะมีคนมาฟังเราแค่ 500 คน แต่โซเชียลมีเดีย 1 โพสต์มีคนมาดูเป็นล้านวิว วันนี้โลกเปลี่ยนไปเวทีปราศรัยอาจจะไม่ใช่รูปแบบเดิม แต่ในวันสุดท้ายเราจะมีเซอร์ไพรส์ เป็นการเดินทางไกล ขอให้นักข่าวเตรียมตัวให้พร้อมต้องมีหลายผลัด ที่จะให้ดูชีวิตคนกรุงเทพฯ 24 ชั่วโมงว่าเป็นอย่างไรบ้าง

“การจัดเวทีปราศรัยนั้นไม่ค่อยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของเราอย่างครั้งที่แล้วก็จัดเวทีปราศรัยแค่ 1 ครั้งแล้วก็จัดแค่ครั้งเดียวเพราะไม่มีคนมาฟัง และไม่รู้จะเกณฑ์คนจากไหนมาฟัง แต่โซเชียลมีเดียมีพลัง เหมือนกับที่ตนทำป้ายโฆษณา ทำป้ายติดหน้าลิฟต์ มีแค่ 2 ป้ายแต่มีคนเห็นเป็นล้านคนเพราะใช้พลังของโซเชียลมีเดีย ทำป้ายบิลบอร์ด เวลาแค่ 15 วินาที แต่มีคนเห็นทั่วเมืองเหมือนกับออก 24 ชั่วโมง ซึ่งมองว่าเราต้องเลือกใช้ยุทธศาสตร์ให้ถูกต้องด้วยงบประมาณที่จำกัดและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายชัชชาติ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าแพลนในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงจะมีอะไรออกมาอีกหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า จะพยายามเน้นเรื่องนโยบายซึ่งเราก็มีนโยบายให้ดูอยู่แล้วในเว็บไซต์ ทีมชัชชาติ.com แต่สิ่งที่กลัวอย่างเดียวคือคนจะไม่ออกมาเลือกตั้ง ดังนั้นจะต้องพยายามช่วยกันกระจายว่าวันที่ 28 มิถุนายน ออกมาเลือกตั้งกัน เพราะบางคนยังงงอยู่ อาจจะรู้เบอร์เราแต่ไม่รู้ว่าเลือกตั้งวันที่เท่าไหร่ และบางคนก็ยังถามว่าเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อไหร่ ซึ่งขอยืนยันว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าไม่มี มีแค่วันเดียวคือวันที่ 28 มิถุนายนที่ต้องไปปรากฏตัวหน้าคูหาเลือกตั้ง

ชี้มาถูกทางแล้วแต่ยังประมาทไม่ได้

ส่วนผลโพลล่าสุดของนิด้าโพลที่ออกมาพบว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งถึง 72.35% จะเลือก “ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ” กลับไปเป็นผู้ว่าฯกทม. นั้น นายชัชชาติ กล่าวย้ำว่า แสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว เราคงไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด ซึ่งเราก็ยังรักษาไว้ได้ในระดับที่น่าพอใจแต่ก็บอกทีมงานว่าเรายังประมาทไม่ได้ เพราะเราต้องเคารพประชาชนเพราะผลคะแนนท้ายที่สุดคือวันสุดท้ายที่จะออกไปลงคะแนนเสียง ซึ่งเราก็จะต้องทำงานหนักไปจนถึงวันสุดท้าย ผลโพลก็ถือว่าเป็นเครื่องบอกทิศทางได้ แต่เราจะยึดถือไม่ได้เพราะเราต้องเคารพประชาชนจนถึงนาทีสุดท้าย

‘อนุชา-อภิสิทธิ์’ลุยบางนา-พระโขนง

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ ผู้สมัคร ส.ก. เขตพระโขนง หมายเลข 4 และนายศิวโรจณ์ แสงจรัสโชติ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางนา หมายเลข 1 ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงที่ตลาดหน้าวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร และตลาดมหาสิน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างให้ความสนใจ เข้ามาทักทาย ถ่ายภาพ และได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่อย่างหลากหลายเพื่อฝากเป็นนโยบายในการพัฒนาเมือง

ชูAIปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม

จากการลงพื้นที่รับฟังประชาชนในเขตบางนาและพระโขนง นายอนุชา พบว่ายังมีปัญหาเรื่องกลิ่นขยะในพื้นที่อยู่ จึงเน้นย้ำถึงการปรับปรุงศูนย์กำจัดขยะอ่อนนุชให้เป็นระบบปิด 100% ตรวจวัดกลิ่นตามมาตรฐานทันที ตั้งเป้าลดการฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Landfill) โดยเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนคัดแยกขยะด้วยการลดค่าธรรมเนียม รวมถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ด้วยการเปลี่ยนระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำจากแรงงานคน (Manual) เป็นระบบ AI เพื่อประมวลผลภาพรวมและเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยให้รวดเร็วที่สุด รวมถึงการนำ AI ควบคุมสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กันทั้งเครือข่ายถนน (อุดมสุข-ศรีนครินทร์-กิ่งแก้ว-พัฒนาการ) แทนการกดมือ เพื่อให้รถในซอยไหลเวียนได้ดีขึ้น พร้อมจัดให้มีรถเมล์ขนาดเล็ก (Feeder) รับ-ส่งประชาชนเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าสายสีเขียว

สำหรับนโยบายสาธารณสุข นายอนุชา นำเสนอว่า ต้องเพิ่มจำนวนศูนย์บริการสาธารณสุขให้ครอบคลุม พร้อมเพิ่มบุคลากรแพทย์-พยาบาลเพื่อรองรับการรักษาโรคเบื้องต้นและทันตกรรม ไฮไลต์สำคัญคือการทำฐานข้อมูลผู้ป่วย (Database) เชื่อมโยงกันทั้งระบบ เพื่อลดภาระการเดินทางไปขอใบส่งตัวของผู้สูงอายุ พร้อมร่วมมือกับ สปสช. ดึงกองทุนสุขภาพมาดูแลชุมชนแออัดเชิงรุก

นำเสนอ Bangkok Vision

ส่วนเวทีเสวนากึ่งปราศรัยที่ปาร์ค สีลม (Park Silom) ในช่วงเย็นวันเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ “Bangkok Vision” (วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ) เพื่อส่งมอบอนาคตและความหวังให้คนกรุงฯ เพราะการแก้ปัญหาพื้นฐานเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่เมืองต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่ดีกว่าภายใต้แนวคิด “กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้” พร้อมการเปิดตัวแอปพลิเคชัน“ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเช่นกัน

ห้ามเผยผลโพลช่วง7วันก่อนเลือกตั้ง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอความร่วมมือผู้สมัคร พรรคการเมือง สื่อมวลชน ผู้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็น และประชาชน งดเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย.2569 จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569

ทั้งนี้ ระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 ข้อ 23/2 กำหนดว่า ห้ามผู้สมัครกระทำหรือยินยอมให้พรรคการเมืองหรือผู้ใดกระทำการเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในระหว่างเวลา 7 วัน ก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

การกำหนดข้อห้ามดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจอย่างอิสระ ปราศจากอิทธิพลจากผลสำรวจความคิดเห็นที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 66 ประกอบมาตรา 129 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 ที่กำหนดว่า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ย้ำไม่มีเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกเขต

นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.69 ไม่มีบทบัญญัติให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกเขต ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเดินทางไปลงคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีสิทธิ ในวันดังกล่าววันเดียวเท่านั้น ขอให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่เลือกตั้งไว้ก่อน เพื่อป้องกันความสับสนในวันเลือกตั้ง และสามารถใช้สิทธิได้อย่างถูกต้อง

ใครไม่ว่างต้องแจ้งผ่านออนไลน์

ทั้งนี้ หากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีเหตุจำเป็นไม่อาจไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งได้ (เช่น มีธุระด่วน, เดินทางไปต่างจังหวัด/ต่างประเทศ, เจ็บป่วย) สามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองในอนาคต โดยสามารถแจ้งได้ภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง (วันที่ 21 – 27 มิ.ย. 69) หรือภายใน 7 วันหลังวันเลือกตั้ง (วันที่ 29 มิ.ย. – 5 ก.ค. 69) ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมการปกครอง โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการเลือกตั้งได้ทางเฟซบุ๊ก กรุงเทพมหานคร และเว็บไซต์ http://www.เลือกตั้งกรุงเทพ69.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สายด่วน กกต. โทร. 1444

พร้อมขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มาร่วมใจกันออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง เพื่อร่วมแสดงพลังประชาธิปไตย และกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในแบบที่คุณต้องการ

แวดวงนักปกครอง : 20 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 20 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 20 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“Kick Off จัดทำบัตรผู้หนีภัยฯ เมียนมา!กรมการปกครองเดินหน้าจัดระเบียบข้อมูลบุคคล เสริมมนุษยธรรมควบคู่ความมั่นคง” นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Offณ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ร่วมมือกับUNHCR และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการบริหารจัดการผู้หนีภัยฯ อย่างเป็นระบบพร้อมมอบบัตรประจำตัวแก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ยกระดับการพิสูจน์และจัดเก็บข้อมูลบุคคล กำกับดูแล การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่การรักษาความมั่นคงของประเทศตามหลักมนุษยธรรม

“นายอำเภอโคกโพธิ์ลงพื้นที่! สร้างขวัญกำลังใจประชาชนบ้านท่าคลอง เสริมความเชื่อมั่นในชุมชน” นายเชาวลิต สิทธิฤทธิ์ นายอำเภอโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี นำทีมฝ่ายปกครองร่วมกิจกรรมสร้างขวัญและกำลังใจ ให้ประชาชนบ้านท่าคลอง ต.โคกโพธิ์ ภายหลังจากเหตุการณ์การปิดล้อมเพื่อบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ โดยร่วมพบปะผู้นำชุมชน ประชาชน และผู้นำศาสนา รับฟังความคิดเห็น พร้อมร่วมกิจกรรมบำรุงมัสยิดสร้างความเข้าใจ ไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน

นายปรีดา ฟุ้งตระกูลชัย

นายอำเภอท่าสองยาง จ.ตาก

นายยศพงษ์ ทรงศิลป์

นายอำเภอหนองฮี จ.ร้อยเอ็ด

“นายอำเภอแม่เมาะนำทีมปลูกป่า! ผนึก กฟผ.ฟื้นฟูพื้นที่เหมือง สร้างปอดสีเขียวให้ชุมชน” นายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ จ.ลำปาง ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูสภาพเหมือง ประจำปี 2569 กับ กฟผ.แม่เมาะ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เดินหน้าสร้างความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชนโดยปลูกต้นไม้กว่า 350 ต้น บนพื้นที่3 ไร่ แสดงถึงพลังความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ปลุกจิตสำนึกรักและหวงแหนผืนป่า เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีสู่คนรุ่นต่อไป

“นายอำเภอท่าสองยางส่งต่อความห่วงใย!มอบรองเท้า–ถุงเท้ากว่า 300 ชิ้น เติมโอกาสเด็กกลุ่มเปราะบาง” นายปรีดา ฟุ้งตระกูลชัยนายอำเภอท่าสองยาง จ.ตาก นำทีมลงพื้นที่มอบรองเท้า 100 คู่ และถุงเท้า 200 คู่ ให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง ต.แม่สอง จากการสนับสนุนของผู้มีจิตศรัทธา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นเติมกำลังใจให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้ก้าวเดินสู่อนาคตอย่างมั่นคง

นายอำเภอพาเที่ยวอาทิตย์นี้!เปิดตำนาน “บ่อพันขัน” มรดก 2,500 ปีเมืองโบราณแห่งหนองฮี นายยศพงษ์ทรงศิลป์ นายอำเภอหนองฮี จ.ร้อยเอ็ดพาไปเปิดเสน่ห์อำเภอหนองฮี กับแหล่งท่องเที่ยวสุด Unseen “บ่อพันขัน” ตาน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์กลางแหล่งดินเค็ม แหล่งผลิตเกลือสินเธาว์โบราณ ก่อนแวะสักการะ “พระพุทธสหัสขันธมหามุนีนาถ” ณ วัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ และขอพร “เจ้าปู่ผ่านภูวงศ์” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสัมผัสวิถีชุมชน ชมผ้ามัดหมี่เล่าขานตำนานเมืองเก่า ท่ามกลางเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน ที่ยังคงงดงาม “หนองฮี…มาที่นี่แล้วจะรัก”

ปิดท้ายสัปดาห์ กรมการปกครองยังเดินหน้ากวาดล้างขบวนการทุจริตทุกรูปแบบ เปิดปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” ทลายขบวนการทุจริตทางทะเบียน จับกุม ปลัดอำเภอ เครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง และผู้สวมรายการ หลังพบการนำคนต่างด้าวสวมตัวเด็กอักษร G เพื่อจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อปกป้องความถูกต้องของฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร และรักษาความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ

นาย..อำเภอน้อย

เปิดฉากประชุมสันติภาพโลก ICPDN 2026 รมว.กลาโหมไทย ย้ำ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ

เปิดฉากประชุมสันติภาพโลก ICPDN 2026  รมว.กลาโหมไทย ย้ำ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ

เปิดฉากประชุมสันติภาพโลก ICPDN 2026 รมว.กลาโหมไทย ย้ำ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 23.26 น.

เปิดฉากประชุมสันติภาพโลก ICPDN 2026  รมว.กลาโหมไทย ย้ำ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ  “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชู  “พันธสัญญาอะกอร่า” 4 ข้อ แก้วิกฤตคุณธรรมให้ยั่งยืน

 19 มิถุนายน 2569 การประชุมนานาชาติว่าด้วยสันติภาพบนฐานคุณธรรม การพัฒนา และการสร้างชาติ (The International Conference on Peace upon Morality, Development and Nation-Building: ICPDN 2026) หัวข้อ สันติภาพบนฐานคุณธรรมในโลกแห่งความคลุมเครือทางคุณธรรม (Peace upon Morality in a World of Blurred Morality) จัดโดยสถาบันการสร้างชาตินานาชาติ (Nation-Building International Institute: NBII) และองค์กรพันธมิตรนานาชาติ 

โดยพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติกล่าวเปิดการประชุม ว่า การประชุมนานาชาติในหัวข้อดังกล่าว สะท้อนถึงความท้าทายสำคัญของโลกยุคปัจจุบันที่กำลังเผชิญความแตกแยกทางสังคม ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการลดลงของความไว้วางใจระหว่างผู้คนและสถาบันต่าง ซึ่งสันติภาพในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงเพียงการปราศจากความขัดแย้ง แต่รวมถึงการสร้างความยุติธรรม การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การเสริมสร้างความไว้วางใจ และการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเท่าเทียม พร้อมย้ำว่า การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การส่งเสริมการศึกษา การลดเงื่อนไขของความขัดแย้ง และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ไปพร้อมกัน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ความท้าทายสำคัญต่อสันติภาพในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ใช่เพียงสงคราม การก่อการร้าย หรือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น หากแต่เป็น “ความคลุมเครือทางคุณธรรม” (Blurred Morality) ซึ่งกำลังกัดกร่อนความไว้วางใจ ความรับผิดชอบ และความสามารถของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปัญหาสำคัญในโลกปัจจุบันไม่ใช่การที่ผู้คนไม่มีคุณธรรม แต่เป็นการที่ผู้คนยึดถือกรอบคุณธรรมที่แตกต่างกัน และต่างเชื่อว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในระดับปัจเจก ชุมชน ประเทศ และประชาคมโลก ตั้งแต่ความแตกแยกทางสังคม การเสื่อมถอยของความไว้วางใจต่อสถาบัน การแบ่งขั้วทางการเมือง ไปจนถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาร่วมของมนุษยชาติ

ประธานสถาบันการสร้างชาติ เสนอแนวคิด “พันธสัญญาอะกอร่า” (Agora Covenant) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Agora พื้นที่สาธารณะในนครเอเธนส์โบราณ ที่ผู้คนซึ่งมีความเชื่อ ค่านิยม และผลประโยชน์แตกต่างกันสามารถพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแสวงหาทางออกเพื่อส่วนรวมได้อย่างสันติ มี 4 ประการ ดังนี้ ประการแรก สร้างความฉลาดรู้ทางคุณธรรม (Moral Literacy) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้คนอาจยึดถือกรอบคุณธรรมที่แตกต่างกัน และพัฒนาทักษะการตระหนักรู้ตนเอง การคิดเชิงวิพากษ์ และการรู้เท่าทันอคติของตนเอง โดยความฉลาดรู้ทางศีลธรรมมิได้ลดทอนความเชื่อมั่นในหลักคุณธรรมที่ตนยึดถือ หรือหมายความว่าคุณค่าทุกแบบถูกต้อง แต่ช่วยให้สังคมสามารถเข้าใจความแตกต่าง และแสวงหาหลักธรรมะสากลที่ฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน 

ประการที่สอง พัฒนาคุณธรรมความรับผิดชอบในทุกบุคคล (Moral Accountability) ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสถาบัน โดยยึดหลักความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมพัฒนากลไกส่งเสริมความรับผิดชอบ ทางสังคม เช่น ระบบ Nation-Building Credit Score การประเมินผลกระทบทางจริยธรรม และการจัดทำรายงานตรวจสอบ คุณธรรมสาธารณะประจำปี เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในสังคม เป็นต้น
ประการที่สาม ส่งเสริมพื้นที่สนทนาอย่างมีคุณธรรม (Moral Dialogue) โดยพัฒนากลไกและพื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเห็นแตกต่างสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน และแสวงหาความเข้าใจร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องในทุกประเด็น อาทิ การจัดอารยสนทนาเพื่อเป็นพื้นที่สนทนาสาธารณะที่มีโครงสร้างสำหรับการจัดการความเห็นต่าง และประการสุดท้าย สร้างความร่วมมือบนฐานคุณธรรม (Moral Cooperation) โดยผลักดันให้กลุ่มคนที่มีความเชื่อ อุดมการณ์ และมุมมองที่แตกต่างกัน สามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสาธารณะบนพื้นฐาน ของเป้าหมายร่วมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เปลี่ยนจุดเน้นจาก “การสร้างฉันทามติ” ไปสู่ “การสร้างความร่วมมือ” ผ่านการให้นักศึกษาฝึกงานบริการสังคมภาคบังคับ 2 ปีหลังเรียนจบ เพื่อสร้างอัตลักษณ์พลเมืองร่วม การจัดตั้งแพลตฟอร์มนโยบาย เพื่อสร้างพื้นที่ฉันทามติด้านนโยบายระหว่างกลุ่มการเมือง และการขับเคลื่อน การบริหารบนฐานพันธกิจในประเด็นสำคัญของประเทศและโลก 

ขณะที่ ดร.สุธนี บิณฑสันต์ ประธานคณะกรรมการจัดงาน ICNWP และประธานที่ปรึกษาสถาบันการสร้างชาตินานาชาติ  กล่าวว่า ในการประชุมนานาชาติครั้งนี้ เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสันติภาพ คุณธรรม และการพัฒนาสังคม โดยรวบรวมผู้นำ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศร่วมอภิปรายประเด็นสำคัญ ของโลกยุคใหม่ พร้อมเปิดตัวดัชนี Global Total Peace Index และ Global Blurred Morality Index ตลอดจนการนำเสนอผลงานวิจัยกว่า 80 เรื่อง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและสร้างแนวทางสู่สังคมที่มีสันติภาพ คุณธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก

นอกจากนี้ยังมีรศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และนายไกลาศ สัตยารถี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2014 ร่วมกล่าวปาฐกถา โดยมีนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมจากหลายประเทศทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อรับมือ กับความท้าทาย ด้านสันติภาพในศตวรรษที่ 21 กว่า 3,000 คน เข้าร่วมทั้งออนไซต์และออนไลน์ อาทิ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ,วชิราวุธวิทยาลัย นักเรียน นักศึกษา รวมทั้ังหน่วยงานและองค์กรต่างๆเข้าร่วมรับฟัง

เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ’จะนะ’ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ'จะนะ'ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ’จะนะ’ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

เปิดรายละเอียดการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

19   มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์         (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 –   28 สิงหาคม 2568)

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้

 คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่ (1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (2) อำเภอ สุไหงโก – ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 – 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ

2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้

• ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่

• สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก

• พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชนชาวไทยทุกคน

สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา

สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา

สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.58 น.

“สรรเพชญ” ติดตามตึก 9 ชั้น รพ.สงขลา ย้ำไม่ทุบทิ้ง เร่งเดินหน้าโครงการเพื่อประชาชน เร่งรื้อถอนเครนภายใน 3 วันหวั่นกระทบความปลอดภัย

วันนี้ (19 มิ.ย.) ที่โรงพยาบาลสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้น ของโรงพยาบาลสงขลา หลังประสบปัญหาผู้รับเหมารายเดิมทิ้งงาน ส่งผลให้โครงการล่าช้ากว่ากำหนด โดยมีนายจิรวัฒน์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายแพทย์ปพน ดีไชยเศรษฐ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา พร้อมนพ.รัตนพล ล้อประเสริฐกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมติดตามและรายงานความคืบหน้าโครงการอย่างใกล้ชิด

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า  ตนในฐานะตัวแทนของคณะรัฐมนตรี และได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีความห่วงใยในโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้นแห่งนี้ ถือเป็นโครงการสำคัญด้านสาธารณสุขของจังหวัดสงขลา ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง จึงได้ประสานงานร่วมกับจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้โดยเร็วที่สุด

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวงเงินก่อสร้างรวม 426 ล้านบาท ปัจจุบันมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ต้องบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมารายเดิม เนื่องจากมีความล่าช้าในการส่งมอบงานอย่างต่อเนื่อง จนมีค่าปรับสะสมเกินร้อยละ 10 ของวงเงินสัญญา และระยะเวลาก่อสร้างเกินกว่าที่กำหนดไว้ ส่งผลให้โรงพยาบาลสงขลาสามารถดำเนินการยกเลิกสัญญาตามกฎหมายได้

ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการปรับราคากลางใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ก่อนเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณา และดำเนินการจัดทำ TOR เพื่อเปิดประมูลหาผู้รับเหมารายใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 และใช้ระยะเวลาก่อสร้างต่ออีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะสามารถเปิดใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

ด้านความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร วิศวกรของโรงพยาบาลสงขลายืนยันว่า ตัวอาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จบางส่วนยังมีความมั่นคงแข็งแรงและได้มาตรฐาน สามารถดำเนินงานต่อได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนกังวลเกี่ยวกับเครนและนั่งร้านที่ยังคงอยู่ในพื้นที่นั้น ได้ข้อสรุปให้ผู้รับเหมารายเดิมเข้ารื้อถอนออกโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม หากผู้รับเหมารายเดิมไม่ดำเนินการ จังหวัดสงขลาได้อนุมัติงบประมาณสำรองจ่ายจำนวน 300,000 บาท เพื่อให้โรงพยาบาลดำเนินการรื้อถอนเองทันที เพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและค่าปรับจากผู้รับเหมารายเดิมตามกฎหมายต่อไป

นายสรรเพชญ ยังยืนยันว่า “ขอยืนยันตรงนี้ว่ากระแสข่าวเรื่องการทุบตึกทิ้งไม่เป็นความจริง ตึกนี้ไม่มีการทุบทิ้งแน่นอน” พร้อมระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้อาคารสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้โดยเร็วที่สุด ส่วนแนวทางการใช้ประโยชน์ในอนาคต จะมีการพิจารณาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยและทิศทางการพัฒนาระบบสาธารณสุข อาจมีการปรับพื้นที่บางส่วนเป็นศูนย์รักษาเฉพาะทาง หรือคลินิกพรีเมียม เพื่อรองรับการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้น โรงพยาบาลสงขลา เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 และกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 โดยจากการตรวจสอบพบความล่าช้าของการส่งมอบงานในหลายงวด จนนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาและเตรียมดำเนินการจัดจ้างผู้รับเหมารายใหม่ เพื่อให้โครงการสำคัญของจังหวัดสงขลาแห่งนี้สามารถเดินหน้าต่อและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

015

กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

โฆษกกองทัพบก ขอประชาชนเชื่อมั่นทหารดูแลพื้นที่ปราสาทคนาเข้มข้น ขณะ ผบ.ทบ. ย้ำต้องไม่ประมาทในทุกสถานการณ์ เพื่อไม่ให้กัมพูชารุกล้ำอีก

19 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ปราสาทคนา ว่า เป็นการให้กำลังใจทหารในพื้นที่ และเพื่อเป็นการย้ำว่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มความสามารถในการเฝ้าปกป้องอธิปไตย ไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามาได้

ส่วนปราสาทคนาเป็นพื้นที่เพ่งเล็งของกัมพูชาหรือไม่ โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ก็ต้องถือว่าเป็นที่สำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นที่สูง และกัมพูชาเคยรุกล้ำขึ้นมา พร้อมตั้งฐานทหารบริเวณนี้มาซักระยะหนึ่ง ซึ่งในทางทหารพื้นที่สูงถือว่ามีความได้เปรียบ แต่ปัจจุบันพื้นที่ลักษณะนี้ร้อยละ 90 อยู่ในการควบคุมของฝ่ายไทยทั้งหมด ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนสบายใจ

ส่วนที่กัมพูชาสร้างบันไดขึ้นมาบนปราสาทคนาก่อนหน้านี้ ทางทหารไทยก็ได้ทำลายไปแล้ว และที่ผ่านมาปริมาณงานในพื้นที่ชายแดนมีมาก เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถดูแลชายแดนได้ตลอดเวลาและทั่วถึง ดังนั้นหลังจากนี้ต้องเพิ่มความเข้มข้น เพื่อไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามาอีก

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำว่า ต้องไม่ประมาทต่อสถานการณ์ ดังนั้นการทำงานทุกอย่างอย่างเข้มข้นเหมือนเดิม โดยย้ำความสำคัญกับภารกิจ 3 ด้าน คือ 1.เฝ้าตรวจ เฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมตลอดเวลา 2.การปรัยผรุงที่มั่นต่างๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ให้เกิดความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาเส้นทางต่างๆที่ต้องใช้ลาดตระเวนและใช้เพื่อการส่งกำลัง 3.การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และสุดท้ายทุกภารกิจต้องตั้งอยู่บนความปลอดภัยสูงสุด

ส่วนนโยบายของรัฐบาลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ มีผลต่อการทำหน้าที่ของทหารอย่างไร โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ทหารยังทำงานเหมือนเดิม ซึ่งมีบทบาท 2 ส่วนคือ หน่วยปฏิบัติ และเรื่องของการทูต ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นสากล โดยหากเป็นช่วงเกิดสถานการณ์ก็จะใช้การปฏิบัติทางทหารเป็นหลัก ต่อมาเมื่อเข้าสู่โหมดการทูต ทหารก็ต้องอยู่ในกรอบกติกา ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผยทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผยทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผยทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผย ทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ ย้ำ บางอย่างต้อง ลับลวงพราง พร้อมเกาะติดรถถังล็อตใหม่กัมพูชา ชี้ทุกพื้นที่ล่อแหลม ต้องเตรียมพร้อมทุกมิติ ใครไวกว่า อาวุธมากกว่า โอกาสรบชนะสูง

19 มิถุนายน 2569 ที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่ากองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี มีพื้นที่ในความรับผิดชอบกว่า 400 กิโลเมตร ตั้งแต่ช่องบก จ.อุบลราชธานีไปจนถึง หลักเขต28 อ.ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์

สําหรับปราสาทคนาเป็นโบราณสถานที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ไล่เรียงมาจาก ประสาทตาเมือน ประสาทตาควาย อําเภอพนม ดงรัก จังหวัดสุรินทร์ รวมไปถึงพื้นที่ภูโคกใหญ่ ช่องบก จ. อุบลราชธานี

สำหรับ ปราสาทคนาเป็นที่หมายแรก ในการยึดพื้นที่เข้าปฏิบัติการทางทหารควบคุมพื้นที่ตามยุทธการศตวรรษ และมีกําลังพลสละชีวิต1นาย และตนได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัววานนี้ เพื่อดูแลความเป็นอยู่ ส่วนบันไดที่เป็นทางเชื่อมมาบนปราสาทคนาของฝ่ายกัมพูชานั้น ที่ผ่านมาทางไทยได้ทำลายไปแล้ว บางอย่างเราไม่ได้บอกไปทั้งหมด เพราะต้องลับลวงพราง พูดไปหมดไม่ได้มันเป็นการปฏิบัติการทางยุทธวิธี แต่เราต้องมีวิธีการตอบโต้ต่อต้าน

นอกจากนี้ตนเตรียมตรวจเยี่ยมปราสาทภูโคกใหญ่ช่องบก ซึ่งมีลักษณะคล้ายปราสาทคนา และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่เราสามารถสร้างถนนไปถึงปราสาท และนำกำลังพลขึ้นไปควบคุมพื้นที่ ซึ่งการสร้างถนนทางกองทัพบกได้มอบงบประมาณมาส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือเป็นการช่วยเหลือจากประชาชน

พลโทวีรยุทธ ย้ำว่า ปัจจุบันได้ยึดควบคุมพื้นที่เอาไว้ทั้งหมด ตลอดแนว พร้อมทั้งยืนยันว่ากำลังพลทั้งหมดทุกเหล่าทัพ ประชาชนต่างเข้ามามีส่วนร่วมปกป้องพื้นที่ ถือเป็นความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของเรา ในขณะที่สื่อมวลชนก็เป็นกระบอกเสียง ได้เห็นถึงความสามัคคีของทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างถนนหนทาง นอกจากเป็นการดําเนินการของเหล่าทัพแล้ว ประชาชนก็ยังได้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่ออํานวยความสะดวกในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร นอกจากนี้เรื่องปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ที่เราต้องปฏิบัติร่วมกัน เพื่อตอบโต้ต่อต้านข่าวบิดเบือน เกิดจากการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม 

พล.ท.วีระยุทธ์ ยังระบุต่อว่า ตามภาพข่าว เราอาจจะได้เห็นภาพทหารกัมพูชามีการเคลื่อนย้ายรถถัง หรือยุทธโธปกรณ์ต่างๆ แต่นัยสำคัญในพื้นที่เราได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ ซึ่งอาวุธยุทธโธปกรณ์ทุกชนิดต้องได้รับการฝึก และต้องใช้เวลาทั้งเรื่องการเตรียมความพร้อมของกำลังพล ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ถึงจะสามารถเคลื่อนย้ายมาได้ เช่น มีถนนลำเลียงและน้ำมันมีเติมหรือไม่

ทั้งนี้ย้ำว่าเราติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา หากเกิดการปะทะรอบ3 ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาค2 และพื้นที่จันทบุรี-ตราดของกองทัพเรือ ล้วนมีความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ล่อแหลมทั้งหมด เราต้องรวบรวมข่าวสารเพื่อประเมินสถานการณ์ ในการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านกำลังพล ทรัพยากร การฝึก ใครพร้อมกว่า ไวกว่า มีอาวุธมากกว่า ไปถึงที่หมายได้ไวกว่าก็มีโอกาสตอบโต้เอาชนะได้ 

พล.ท.วีระยุทธ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการสร้างอ่างเก็บน้ำที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ อยู่ในขั้นตอนของการวางแผนกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการทำงบประมาณเสนอโครงการที่จะต้องเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตามได้มีการกำชับกำลังพลให้อยู่ใน ระเบียบวินัย ระมัดระวังเรื่องการตอบโต้หากมีการยั่วยุ ต้องมีการสั่งการ และควบคุมแต่ไม่ใช่ห้าม ต้องมีมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม ผู้บังคับหน่วยทุกระดับมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่ต้องมีการควบคุม เนื่องจากการยั่วยุบางอย่างอาจจะไม่ใช่ที่จะต้องยิงหรือปะทะหรือปะทะเลย อาจจะเป็นการไร้ระเบียบวินัยของฝ่ายตรงข้าม

ดังนั้นเราต้องมีวินัยมากกว่าเพราะหากเราปฏิบัติแล้วจะต้องมีผลสำเร็จ และต้องเหนือกว่าคู่ต่อสู้ หากดำเนินการแล้วไม่มีการควบคุม จะทำให้เกิดความเสียหาย