สนธิญา ยื่นสอบจริยธรรม ไอซ์ รักชนก ปมแชร์โพสต์ จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา

สนธิญา ยื่นสอบจริยธรรม ไอซ์ รักชนก ปมแชร์โพสต์ จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา

สนธิญา ยื่นสอบจริยธรรม ไอซ์ รักชนก ปมแชร์โพสต์ จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

‘สนธิญา’ ยื่น ’ปธ.สภาฯ‘ สอบจริยธรรม ‘ไอซ์ รักชนก’ ปม โพสต์ ‘จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา’ ลั่น เป็นระดับประธานกมธ. ไม่ควรทำเช่นนี้ โอ่ฟ้องหมิ่นประมาทได้ แต่ไม่ทำ ไม่อยากจองเวรจองกรรม 
 
วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวภายหลังยื่นหนังสือต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านสารระบบ ให้ตรวจสอบจริยธรรมของน.ส.รักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษา (กมธ.) การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรว่า การยื่นของตนครั้งนี้ ไม่ได้จองเวรจองกรรม หรือกระทำการต่างๆด้วยความสะใจหรืออะไรต่อน.ส.รักชนก เพราะที่ผ่านมาตนติดตามทั้งเรื่องมาตรา 112 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ จนเมื่อกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ตนได้รับหนังสือให้เข้าร่วมประชุมกมธ.ติดตามงบฯ ซึ่งตนสนับสนุนการทำงานของน.ส.รักชนก ให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายและความถูกต้อง แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นไปโดยความถูกต้อง หรือตามกระบวนการ ข้อบังคับของสภาฯ หรือคณะกรรมาธิการ ก็จำเป็นต้องทำหนังสือเพื่อให้ประธานสภาฯ ได้พิจารณาและวินิจฉัย 

นายสนธิญา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ตนเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมกมธ. และไม่ได้ถามพรรคประชาชน เพราะเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ได้ร่วมลงชื่อ เพื่อที่จะยื่นให้ประธานรัฐสภา ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา พิจารณาให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษตรวจสอบคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่มาวันนี้ น.ส.รักชนกประกาศว่ากรณี TH-AI passport จะส่งเรื่องให้ป.ป.ช. พิจารณา ตนขอถามว่าพรรคประชาชนทั้งพรรค ซึ่งรวมทั้งน.ส.รักชนก ก็ได้ร่วมลงชื่อด้วย แต่กลับจะเสนอเรื่อง TH-AI passport ให้ป.ป.ช. วินิจฉัย เปรียบเสมือนคุณกำลังทำตอไม้ที่ตายแล้ว ที่เน่าไปแล้ว แต่วันนี้คุณกลับเอาน้ำไปลด คิดอะไรกันอยู่ ทั้งที่ผ่านมายื่นให้ตรวจสอบป.ป.ช. เพราะไม่ไว้ใจ แต่วันนี้คุณบอกว่าโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้องก็จะยื่นให้ป.ป.ช. พิจารณาอีกขอถามว่าใช้ตรรกะอะไรที่จะยื่นให้หน่วยงานที่คุณไม่ไว้วางใจ 

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ต้องการให้ประธานสภาฯ พิจารณาคือ 1. ก่อนการประชุมกมธ. ในเฟสบุ๊กของน.ส.รักชนก โพสต์ว่าจะเชิญตนมาร่วมประชุม ในวันที่ 18 มิ.ย. ด้วย และด้านล่างมีคำว่าจุ้น คืออะไร และเผลอเตะชามข้าวหมา ซึ่งในที่ประชุมกมธ. ตนถามน.ส.รักชนกว่า หมายถึงตนหรือไม่ อย่างไร เพราะมีชื่อตนอยู่ด้วย แต่น.ส.รักชนกบอกว่า เป็นเพราะผู้สื่อข่าวนำไปลง แล้วขอให้ตนทำหนังสือสอบถามไปยังผู้สื่อข่าวผู้นั้นเอง และเมื่อน.ส.รักชนกไม่ตอบ ตนก็ถือว่าการประชุมดังกล่าวตนไม่มีศักดิ์ศรีอะไรในสายตาท่านประธาน แต่เห็นว่ากรณีที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สส. และประธานกมธ. เป็นผู้ที่น่าเชื่อถือ แต่กลับไปกล่าวหาว่าผู้อื่นว่าจุ้น ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน จุ้น แปลว่ายุ่งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และไปเตะชามข้าวหมาของบุคคลอื่น ตนถามว่า หมาเป็นของตนหรือหมาเป็นของใคร และคำพูดนี้เป็นคำพูดเปรียบเทียบ ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานกมธ.หรือสส. ไม่ควรจะพูดหรือกระทำการโพสต์ ลงในรูปแบบนั้น ฉะนั้น การกระทำดังกล่าวของน.ส.รักชนก เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน 2. ถือว่าน.ส.รักชนก โกหกในการประชุมกมธ.ทั้ง 2 คณะ คือกมธ.ติดตามงบฯ และกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ประชุมร่วมกัน 3. การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมพ.ศ.2563 ประมาณ 7 ข้อ  และ 4. ในการประชุมของทั้ง 2 กมธ. ประธานสภาฯ หรือรองประธานสภาฯ ได้เห็นชอบอนุมัติในหลักการให้มีการประชุมหรือไม่ เพราะตนเคยเป็นกมธ.กฎหมายฯ มาแล้วเกือบ 3 ปี ไม่เคยเห็นการประชุมร่วมเช่นนี้ 

นายสนธิญา กล่าวด้วยว่า ดังนั้น ต้องการให้ประธานสภาฯ พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ข้อบังคับสภาฯ และคณะกรรมาธิการปี 61 หรือข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการทั้งหมด ซึ่งพรรคพวกตนแนะนำว่าเรื่องเหล่านี้สามารถฟ้องเป็นดคีอาญาดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทของน.ส.รักชนก ได้เพราะมีการระบุชื่อของตนด้วย แต่ตนไม่มีเจตนาหรือไม่ต้องการฟ้องเป็นคดีอาญาหมิ่นประมาทต่อน.ส.รักชนก แต่ต้องการความกระจ่างและชัดเจน ไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าเรื่องหมาๆ จุ้นหรือไม่จุ้น เพราะกรณีการที่บุคคลหนึ่งบุคคลในจะทำหน้าที่ปกป้อง หรือสอบถามเกี่ยวกับงบประมาณ การดำเนินการของสภาฯ ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 41 (1)(2) ประกอบมาตรา 50 ที่พึงกระทำได้ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ประธานสภาฯ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณา 

แจกฟรีแล้วไงต่อ? ‘อรรถวิชช์’แนะทางรอด TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า

แจกฟรีแล้วไงต่อ? 'อรรถวิชช์'แนะทางรอด TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า

แจกฟรีแล้วไงต่อ? ‘อรรถวิชช์’แนะทางรอด TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.12 น.

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับโครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาล ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้ใช้งาน AI ระดับ Pro ฟรีถึง 5 ล้านสิทธิ์ ทว่าล่าสุด นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแสดงความกังวลและเสนอแนวคิดผ่านคลิปวิดีโอในหัวข้อ “TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า” หวั่นงบประมาณรัฐละลายแม่น้ำหากไร้การกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริง

” TH-AI Passport ใช้ยังไงให้คุ้มค่า รัฐมีโครงการ TH-AI Passport ให้ประชาชนใช้ AI pro ฟรี 5 ล้านคน แต่หากไม่มีการดึงคนมาใช้งานจริง โครงการนี้อาจสูญเปล่าได้ครับ

ผมขอเสนอแนวคิดแบบบูรณาการ นำกระทรวงดีอี มา ต่อปลั๊กกับกระทรวงแรงงาน ให้บริษัทที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไป อบรมใช้ TH-AI Passport โดยนายจ้างจะได้สิทธิ์ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ 1% เข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน วิธีนี้นายจ้างจะได้ประหยัดต้นทุน และได้พนักงานอัพสกิลใช้ AI ระดับโปรไปช่วยงานบริษัทและหาเงินพิเศษเพิ่มได้อีกทาง

งบประมาณฯจึงจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าครับ “ นายอรรถวิชช์ ระบุ

ดีเอสไอแฉเส้นเงิน Forex โยง ‘ภาวุธ’ 28 ล้าน โอนครั้งละ 2 ล้าน 14 ครั้งภายในวันเดียว

ดีเอสไอแฉเส้นเงิน Forex โยง 'ภาวุธ' 28 ล้าน โอนครั้งละ 2 ล้าน  14 ครั้งภายในวันเดียว

ดีเอสไอแฉเส้นเงิน Forex โยง ‘ภาวุธ’ 28 ล้าน โอนครั้งละ 2 ล้าน 14 ครั้งภายในวันเดียว

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.59 น.

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม เวลา 11.00 น. ที่ห้องรับรองกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชั้น 2 ประตู 3 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (ศูนย์ราชการอาคารเอ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ แถลงข่าวปฏิบัติการตรวจค้น Shutdown the laundering ซื้อขาย forex โดยไม่ได้รับอนุญาต ว่าเบื้องต้นมีผู้เสียหายประมาณกว่า 500 รายมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท จาการตรวจค้นสถานที่ตั้งจดทะเบีบนนิติบุคคลไม่คล้องกับการจดทะเบียนบริษัท

ทั้งนี้ พบว่าบริษัทสปาร์คดิจิตัล ได้โอนเงินไปยังบัญชีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน เป็นจำนวนประมาณ 28 ล้านบาท โอนครั้งละประมาณ 2 ล้านบาท จำนวน 14 ครั้ง ซึ่งโอนภายในวันเดียว โดยรับโอนเงิน 2 ทอด ผ่านนิติบุคคล และ กลุ่มpayment 

สำหรับบริษัทสปาร์คดิจิตัล จดทะเบียนที่ตั้งบริษัทในสถานที่ตั้งเดียวกันกับบริษัททริปเปิ้ล SF

ขณะที่ในส่วนของ”ฟิลม์-รัฐภูมิ”นั้น โอนเงินผ่าน จากกลุ่มโบรกเกอร์ โดยในส่วนของ”ฟิล์ม-รัฐภูมิ”นั้นเกี่ยวข้องกับบริษัทอีเทอร์เวลล์

“ยืนยันข่าวได้ในการสอบสวนมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยในขณะนี้เพื่อยับยั้งไม่ให้มีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้ไม่ได้มีส่วนของฝ่ายการเมืองเข้ามากดดัน

อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีของนายภาวุธยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด อและจะยังไม่มีการดำเนินการใด เนื่องจากอยู่ในช่วงสมัยการประชุมสภา

พริษฐ์ สรุป 9 ประเด็น คดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

พริษฐ์ สรุป 9 ประเด็น คดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

พริษฐ์ สรุป 9 ประเด็น คดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.19 น.

‘พริษฐ์’ สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

วันที่ 19 มิ.ย. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยรายละเอียดการประชุมเรื่อง ‘คดีฮั้ว สว.’ ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) องค์กรอิสระฯ ร่วมกับตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อตรวจสอบและเสนอแนะการทำหน้าที่ของ กกต. ในคดี ‘ฮั้ว สว.’ โดยสรุปเป็น 9 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

พริษฐ์

1. ประเด็นหลักที่ตรวจสอบคือ การเปรียบเทียบการทำหน้าที่ระหว่าง 2 คณะ ที่มีมติสวนทางกัน ระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เสนอให้ กกต. มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปที่ศาล กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (คณะอนุวินิจฉัยฯ) ชุดที่ 36 ที่เสนอให้ กกต. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ให้ไปไม่ถึงศาล

2. รายละเอียดการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีมติให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. 229 คน ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงว่า

– องค์ประกอบ: กรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากเจ้าหน้าที่ กกต. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

– ระยะเวลาพิจารณา: ใช้เวลาพิจารณาทั้งหมด 120 วัน โดยประชุมทุกวัน หรือแทบทุกวัน

– รายละเอียดการพิจารณา: มีเอกสารประกอบทั้งหมดประมาณ 90,000 หน้า เป็นความเห็นกรรมการราว 1,000 หน้า และมีการสอบพยานหลักร้อยคน

3. ส่วนรายละเอียดการทำงานของอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งมีมติยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงว่า

– องค์ประกอบ: อนุกรรมการประกอบไปด้วย 7 คน ซึ่งแต่ละคนถูกเสนอโดยกรรมการ กกต. แต่ละคน

– ระยะเวลาพิจารณา: ตัวแทน กกต. ที่มาชี้แจงว่าไม่ทราบข้อมูล

– รายละเอียดการพิจารณา: ตัวแทน กกต. ที่มาชี้แจงว่าไม่ทราบข้อมูลอีกเช่นกัน

4. ข้อพิรุธเรื่องการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจาก

– ได้รับการยืนยันว่า โดยปกติแล้ว กกต. จะมีอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 ชุด โดยในการกลั่นกรองแต่ละคดีจะใช้วิธีสุ่มหรือเวียนว่าใช้อนุวินิจฉัยฯ ชุดไหน จะไปรับผิดชอบคดีใด เพื่อไม่ให้เกิดการ ‘ล็อก’ คนที่ไปพิจารณาคดีต่างๆ แต่ในกรณีคดีฮั้ว สว. มีการยืนยันว่า กกต. ได้ตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งทาง กมธ. จะทำหนังสือตามไปเพื่อขอรายชื่อคดีทั้งหมดก่อนหน้า ที่มีการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดพิเศษเป็นการเฉพาะในลักษณะนี้ โดยนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มบังคับใช้

– มีการยืนยันว่า รายชื่ออนุกรรมการ 7 คน ของคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่ได้มีแค่คนที่เป็นอนุกรรมการอยู่ใน 35 ชุด ที่ถูกเลือกมาอยู่ในชุดที่ 36 แต่ยังมี ‘คนนอก’ ที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในอนุวินิจฉัยฯ 35 ชุดเลย แต่ถูกดึงมาอยู่ในชุดที่ 36 โดยเฉพาะ ซึ่งตัวแทน กกต. ให้ข้อมูลว่า จำตัวเลขไม่ได้ว่ามีคนนอกกี่คนจาก 7 คน

5. นอกจากความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 แล้ว ยังได้รับแจ้งว่า คณะกรรมการ กกต. ที่พิจารณาคดีนี้อยู่ ยังมีความเห็นของ ‘เลขาธิการ กกต.’ ซึ่ง กกต. ชี้แจงว่าไม่ใช่ความเห็นของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แต่เป็นความเห็นของ ‘องค์คณะรองเลขาฯ ที่รับผิดชอบสำนวน’
 หรือพูดง่ายๆ คือ คณะกรรมการ กกต. สำหรับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน จะมี 3 ความเห็นคือ (1) คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง (2) เลขาธิการ กกต. เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง (3) อนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง

6. หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่กำลังถูกพิจารณาโดย กกต. ทางตัวแทน กกต. เลือกที่จะไม่ตอบคำถามผมว่ามีหลักฐานประเภทใดอยู่บ้าง เช่น การวิเคราะห์สถิติการลงคะแนน โพยจัดตั้ง หลักฐานการนัดหมาย หลักฐานการจ่ายค่าเดินทาง แต่ยืนยันว่าหลักฐานมีความหลากหลาย

7. ส่วนหลักฐานในคลิปที่ได้เผยแพร่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ หนึ่งในคณะกรรมการ กกต. และการเก็บเอกสารจาก มงคล สุระสัจจะ ซึ่งต่อมาเป็นประธานวุฒิสภา

– ตัวแทน กกต. เลือกที่จะไม่ตอบคำถามว่า หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคลิปดังกล่าวอยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่หรือไม่

– โดย กกต. ตอบเพียงแค่ว่า หลักฐานหรือประเด็นในคลิปนี้จะมีอยู่ในสำนวนที่เคยมีคำร้องในประเด็นดังกล่าว ซึ่งคาดว่าเป็นคำร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. แต่ไม่ได้ตอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่กำลังถูกพิจารณาโดย กกต. ในคดีฮั้ว สว. ณ เวลานี้หรือไม่

8. การเผยแพร่คลิปจากวันเลือก สว. ทางตัวแทน กกต. ยืนยันว่า กกต. มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ร.ป. เลือก สว.) ในการบันทึกคลิปการเลือก สว. ทุกระดับอยู่แล้ว และยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า บางกรณีในอดีตมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน กกต. จึงเผยแพร่บางส่วนของคลิปดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจนกับสังคม

ดังนั้น ในเมื่อ กกต. มีคลิปการเลือก สว. ทั้งหมดอยู่ในมือ ทาง กกต. ก็สามารถเลือกที่จะเผยแพร่ทั้งหมดหรือบางส่วนของคลิปดังกล่าวได้ เพื่อไขข้อสงสัยของสังคมว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างในวันดังกล่าว

9. หลังจากนี้ คณะกรรมการ กกต. จะต้องมีมติภายใน 90 วันหลังจากการพิจารณานัดแรก ซึ่งจะครบ 90 วันช่วงเดือนกันยายน 2569 ว่าจะสั่งฟ้องใครบ้าง หรือยกคำร้องใครบ้าง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือหากมีการยกคำร้องใคร เอกสารที่ กกต. ยืนยันกับ กมธ. ว่าจะเผยแพร่ต่อสาธารณะ จะมีเพียง ‘คำวินิจฉัย’ ถึงเหตุผลในการยกคำร้องบุคคลดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นเพียงคำอธิบายสั้นๆ 3-4 ย่อหน้า ว่า ‘พยานหลักฐานไม่เพียงพอ’ โดยไม่มีการเผยแพร่ผลการตรวจสอบหรือข้อเท็จจริงในคดีโดยละเอียด

บทสรุปคือ ทาง กมธ. จะทำหนังสือขอข้อมูลจากทาง กกต. อีกครั้ง เพื่อขอคำตอบและเอกสารในหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำชี้แจง

สุรเดช ซัด ย้ายผวจ.-รองผวจ. แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต แนะใช้กองปราบ-DSI ลุยนอมินีทุนเทา

สุรเดช ซัด ย้ายผวจ.-รองผวจ. แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต แนะใช้กองปราบ-DSI ลุยนอมินีทุนเทา

สุรเดช ซัด ย้ายผวจ.-รองผวจ. แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต แนะใช้กองปราบ-DSI ลุยนอมินีทุนเทา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.07 น.

‘สุรเดช’ ซัด ย้ายผวจ.-รองผวจ. แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต ชง ใช้ตร.ส่วนกลางลงไปปราบ ทำให้ตร.-จนท.รัฐในพื้นที่กลัว แนะ เลิกฟรีวีซ่า เปิดช่องทุนนอมินี-ทุนเทา เข้ามาแย่งงาน-แย่งเงินคนไทย ยัน ไม่กระทบท่องเที่ยว – สัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใช้กลไก กต.คุยได้ 

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาใน จ.ภูเก็ต ว่า การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด การโยกย้าย 2 รองผู้ว่าฯ ที่มีข่าวความขัดแย้งกันและถูกเชื่อมโยงกับหลายเรื่องใน จ.ภูเก็ต ไปจังหวัดอื่น โดยคนหนึ่งไปที่ จ.นครศรีธรรมราช อีกคนไปสงขลา มันไม่ใช่การลงโทษ ในกระทรวงมหาดไทยรู้ดีว่า 2 จังหวัดดังกล่าวถูกจัดเป็นเกรดเอเหมือนกับ จ.ภูเก็ต และมีขนาดใหญ่กว่า มีผลประโยชน์มหาศาลไม่ต่างกับจังหวัดเดิม และเจตนาต้องการแค่ลดกระแสเท่านั้น ส่วนผู้ว่าฯที่ถูกโยกย้ายมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นการตอกย้ำข่าวลือเรื่องการขู่ย้ายผู้ว่าฯ ว่ามีมูล ในเมื่อผู้ว่าฯคนเก่าทำงานดี จนรองผู้ว่าฯไม่พอใจเพราะไปขัดขวางหลายการกระทำ เหตุใดจึงไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อแก้ปัญหา 

นายสุรเดช กล่าวว่า การแก้ปัญหา ต้องแก้ทั้งระบบ ต้องมีการถ่วงดุลอำนาจส่วนราชการในจังหวัดด้วย การจัดการแบบนี้ต้องใช้ตำรวจส่วนกลาง เริ่มต้นต้องหาข้อมูล รัฐบาลรู้ดีว่า ใครเป็นคนเรียกค่าคุ้มครอง ใครเป็นหัวหน้า โยงกับนอมินีต่างชาติกลุ่มไหน ตรวจสอบได้ง่าย ไม่ยาก โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว รู้ว่าใครเป็นใคร และควรเอา จ.ภูเก็ต เป็นโมเดลในการจัดการผู้มีอิทธิพล ต้องมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบ เช่น กองปราบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบ การมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปจะทำให้ตำรวจและข้าราชการในพื้นที่ตื่นตัว กลัว จะไม่กล้าไปรับส่วย ทุกอย่างต้องระมัดระวัง ตำรวจกองปราบไปได้ทั่วประเทศ มีอำนาจตามกฎหมายและจับกุมได้ 

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องถือหุ้นแทนนอมินีต่างชาติ ทุนเทานั้น ปัจจุบันพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายเกี่ยวกับนอมินี ค่อนข้างแรง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 – 1,000,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 – 50,000 บาท  ดังนั้น ถ้าเราบังคับใช้จริงจัง นอมินีจะเบาบางลง แต่รัฐบาลต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วย 

นายสุรเดช กล่าวว่า ขณะนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง หรือ รัสเซีย-ยูเครน คนในประเทศเหล่านี้มีทั้งคนดีและไม่ดี จึงต้องแสวงหาสถานที่ใหม่ มาหลบภัย หรือมาหาทางทำธุรกิจ มาลงหลักปักฐาน ส่วนใหญ่จะมองประเทศไทย เพราะประเทศไทยคุ้มค่าในการมาใช้จ่าย จึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ปีหนึ่ง 30 กว่าล้านคน ตนมองว่า ฟรีวีซ่าไม่มีความจำเป็นแล้วในสถานการณ์แบบนี้ จะทำให้เสี่ยงว่า ใครก็เข้ามาประเทศได้ ดังนั้น จะลดฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เป็น 30 วัน หรือ 15 วัน ต่อให้ลดเหลือ 10 วัน ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเข้ามาฟรี จึงต้องยกเลิกเลย เพื่อให้เข้าระบบของกระทรวงการต่างประเทศ คัดกรองคนตั้งแต่ต้นทาง คนที่อยู่ ที่เป็นนอมินี ทุนเทา ก็จะเข้า-ออก ลำบาก ครั้งหน้ากลับไป จะกลับเข้ามาต้องถูกคัดกรองว่า มีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ จะทำให้พวกนี้ทำธุรกิจเทาๆ ในประเทศไทยลำบาก เราต้องมองเรื่องความมั่นคงก่อน ตอนนี้มีชาวต่างชาติ เช่น จีน ซึ่งมีทุนเทาจำนวนมาก ที่หนีมาจากจีนและมาตั้งรกรากในไทยจำนวนมาก และจะเอาเครือข่ายเข้ามาเพิ่ม ทุนเทาพวกนี้จะทำสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอิสราเอล ที่ไปยึดเกาะพะงัน หรือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ตรงนี้ต้องแก้ไข ไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามาแล้วแย่งงานคนไทยและสร้างปัญหา

นายสุรเดช กล่าวว่า  ส่วนข้อกังวลว่า หากยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่าจะทำให้การท่องเที่ยวตกลงนั้น รู้ได้อย่างไรว่า การท่องเที่ยวจะตก การท่องเที่ยวสำคัญคือ ต้องหานักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาท่องเที่ยวและกลับประเทศ ไม่ใช่มาหาช่องทางทำธุรกิจผิดกฎหมาย จำเป็นต้องคัดกรองจากสถานทูตของเราเท่านั้น ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ต้องคุยกันว่า เราจำเป็นต้องยกเลิก เพราะประเทศเรากำลังประสบปัญหาแบบนี้ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศพูดคุยกับกระทรวงการต่างประเทศนั้นๆ ได้ ดังนั้น ควรที่จะยกเลิกฟรีวีซ่า อย่างน้อยในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะมันล่อแหลมเกี่ยวกับความมั่นคง 

‘อยากให้นายกฯและรัฐบาลเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ใช่จบแค่ลงพื้นที่ ไม่ใช่แค่มอบหมายงานรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่โยกย้ายผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ แต่ลงไปแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ปัญหาได้ถูกแก้ไขและน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด’นายสุรเดช ระบุ

อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียง บางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม มุ่งเป้าโค้งสุดท้าย

อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียง บางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม มุ่งเป้าโค้งสุดท้าย

อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียง บางนา-พระโขนง ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม มุ่งเป้าโค้งสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.51 น.

“อนุชา” เบอร์ 5 – “อภิสิทธิ์” หาเสียง บางนา-พระโขนง “อนุชา” ชู AI ปฏิรูปจราจร-น้ำท่วม มุ่งเป้าโค้งสุดท้าย “Bangkok Vision” ปลุกความหวังคนกรุงฯ เตรียมเปิดข้อมูลจากแอป “ส่องรัฐ” เพิ่ม ชวนฟังปราศรัยเสวนากึ่งปราศรัยที่ปาร์ค สีลม เย็นนี้

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ ผู้สมัคร ส.ก. เขตพระโขนง หมายเลข 4 และนายศิวโรจณ์ แสงจรัสโชติ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางนา หมายเลข 1 ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงที่ตลาดหน้าวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร และตลาดมหาสิน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างให้ความสนใจ เข้ามาทักทาย ถ่ายภาพ และได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่อย่างหลากหลายเพื่อฝากเป็นนโยบายในการพัฒนาเมือง

จากการลงพื้นที่รับฟังประชาชนในเขตบางนาและพระโขนง นายอนุชา พบว่ายังมีปัญหาเรื่องกลิ่นขยะในพื้นที่อยู่ จึงเน้นย้ำถึงการปรับปรุงศูนย์กำจัดขยะอ่อนนุชให้เป็นระบบปิด 100% ตรวจวัดกลิ่นตามมาตรฐานทันที ตั้งเป้าลดการฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Landfill) โดยเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนคัดแยกขยะด้วยการลดค่าธรรมเนียม รวมถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ด้วยการเปลี่ยนระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำจากแรงงานคน (Manual) เป็นระบบ AI เพื่อประมวลผลภาพรวมและเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยให้รวดเร็วที่สุด รวมถึงการนำ AI ควบคุมสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กันทั้งเครือข่ายถนน (อุดมสุข-ศรีนครินทร์-กิ่งแก้ว-พัฒนาการ) แทนการกดมือ เพื่อให้รถในซอยไหลเวียนได้ดีขึ้น พร้อมจัดให้มีรถเมล์ขนาดเล็ก (Feeder) รับ-ส่งประชาชนเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าสายสีเขียว

สำหรันโยบายสาธารณสุข นายอนุชา นำเสนอว่า ต้องเพิ่มจำนวนศูนย์บริการสาธารณสุขให้ครอบคลุม พร้อมเพิ่มบุคลากรแพทย์-พยาบาลเพื่อรองรับการรักษาโรคเบื้องต้นและทันตกรรม ไฮไลต์สำคัญคือการทำฐานข้อมูลผู้ป่วย (Database) เชื่อมโยงกันทั้งระบบ เพื่อลดภาระการเดินทางไปขอใบส่งตัวของผู้สูงอายุ พร้อมร่วมมือกับ สปสช. ดึงกองทุนสุขภาพมาดูแลชุมชนแออัดเชิงรุก

นายอนุชา ยังกล่าวถึงเวทีเสวนากึ่งปราศรัยที่ปาร์ค สีลม (Park Silom) ที่จะจัดช่วงเย็นวันนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมุ่งนำเสนอ “Bangkok Vision” (วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ) เพื่อส่งมอบอนาคตและความหวังให้คนกรุงฯ เพราะการแก้ปัญหาพื้นฐานเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่เมืองต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่ดีกว่าภายใต้แนวคิด “กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้”

ขณะที่ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ระบุว่า จะมีการไลฟ์สดผ่านเพจพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเสนอนโยบายอุดช่องว่างการพัฒนาเมืองตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางการปราบปรามการทุจริต เพื่อทำให้กรุงเทพฯ ใสสะอาดและสุจริตมากขึ้น ซึ่งเย็นนี้ทุกคนก็จะได้พบกับการเปิดตัวแอปพลิเคชัน “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเช่นกัน โดยจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่เราได้เคยเกริ่นนำไปแล้วในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

อนุทิน ชี้เป็นเรื่องดีเอสไอ แถลงขบวนการ Forex เอี่ยวนักการเมือง-บันเทิง ลั่นไปไล่จับเองไม่ได้

อนุทิน ชี้เป็นเรื่องดีเอสไอ แถลงขบวนการ Forex เอี่ยวนักการเมือง-บันเทิง ลั่นไปไล่จับเองไม่ได้

อนุทิน ชี้เป็นเรื่องดีเอสไอ แถลงขบวนการ Forex เอี่ยวนักการเมือง-บันเทิง ลั่นไปไล่จับเองไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.38 น.

’อนุทิน‘บอก เรื่องของจนท.หลัง ‘ดีเอสไอ’จ่อแถลงขบวนการ Forex เอี่ยวนักการเมือง  ร้องโอ๊ยนายกฯ ไปไล่จับผู้ร้ายเองไม่ได้ เดี๋ยวโดนผูกการเมือง

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 08.15 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมแถลงข่าวการดำเนินคดีเกี่ยวกับการชักชวนลงทุน Forex โดยจะเปิดเผยข้อมูลบุคคลในแวดวงการเมืองและบันเทิงในวันเดียวกันนี้  โดยนายกฯ ร้องโอ๊ย นี่มันเรื่องของ ระดับดีเอสไอ นายกฯจะไปทำอะไรทุกเรื่อง เดี๋ยวก็โดนผูกเป็นเรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวกัน เรื่องการทำที่ผิดกฎหมาย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหน่วยงานป้องกันและปราบปราม นายกฯจะไปจับผู้ร้ายแบบนั้นไม่ได้

นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซีย ชูไทย ประตูยุทธศาสตร์ ผลักดัน FTA เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจ

นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซีย ชูไทย ประตูยุทธศาสตร์ ผลักดัน FTA เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจ

นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซีย ชูไทย ประตูยุทธศาสตร์ ผลักดัน FTA เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.29 น.

นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซีย บรรลุเป้าหมาย ร่วมรับรองปฏิญญาคาซาน 2026 พบผู้นำชาติต่างๆ เร่งผลักดันความร่วมมือพลังงาน ก๊าซ และปุ๋ย พร้อมเชื่อมอาเซียน–ยูเรเซีย

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประสบความสำเร็จในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 โดยใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่แก่ประชาชนไทย

รัชดา ธนาดิเรก

ตลอดการเยือน นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Business Forum และนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค โดยชูจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์และสุขภาพ และเศรษฐกิจสีเขียว

นายกรัฐมนตรียังได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยง (Connectivity) การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดของภาคเอกชนไทยในอนาคต

ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิด “3Rs” ได้แก่ Regionalism, Resilience และ Relevance โดยเน้นบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค การเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อให้ความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งผลสำเร็จสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่ผู้นำอาเซียนและรัสเซียร่วมรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน-รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” 2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน 3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม และ 4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมในระยะต่อไป

อนุทิน ชาญวีรกูล

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าร่วมการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ผู้แทนองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และภาคธุรกิจของรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและภูมิภาคยูเรเซีย

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า สันติภาพและเสถียรภาพเป็นรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันส่งเสริมความเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่และยกระดับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค

ในโอกาสเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในรัสเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนสะท้อนว่ารัสเซียและภูมิภาคยูเรเซียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง พร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าการเจรจา Thai-EAEU FTA เพื่อเพิ่มความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การเกษตร พลังงาน สาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุน รวมถึงการติดตามการลงนามความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน

การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีปูตินเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยประธานาธิบดีปูตินกล่าวถึงการเยือนไทยในฐานะแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำ พร้อมย้ำถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับรัสเซียตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของทั้งสองประเทศ

การเยือนสหพันธรัฐรัสเซียในครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาสำคัญ ตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมเปิดโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อนุทิน บอก โลกคือละคร ฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร หลังถูกถามย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต

อนุทิน บอก โลกคือละคร ฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร หลังถูกถามย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต

อนุทิน บอก โลกคือละคร ฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร หลังถูกถามย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.28 น.

“อนุทิน ” บอก “โลกคือละคร ฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร” หลังถูกถามย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต แค่ละครฉากหนึ่ง ขณะปมย้ายรองผู้ว่าฯสงขลา เชื่อประชาชนได้ประโยชน์ ขออย่าผูกติดตัวบุคคล

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 08.15 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการโยกย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง อาศัยจังหวะสถานการณ์เพื่อวางคนของระบอบสีน้ำเงิน โดยนายกฯ ทวนคำถามผู้สื่อข่าวว่า “ละครฉากหนึ่ง“ ก่อนระบุว่าต่อว่า โลกคือละครฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร 
     
เมื่อถามต่อว่า มีเสียงสะท้อนกรณีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาที่คนในพื้นที่เสียดาย เพราะ ได้วางระบบการป้องกันน้ำท่วม แต่เมื่อใกล้จะถึงฤดูน้ำท่วม กลับถูกย้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง เราไม่ผูกติดกับตัวบุคคลนี่คือการบริหารราชการแผ่นดินบริหารประเทศ ใครมาใครไปสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือประชาชน และประเทศต้องได้ประโยชน์ เรามีการพิจารณาไตร่ตรองตามลำดับขั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบสนองนโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ใครทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ถ้ายังไม่ผิดกฎหมาย ตัวท่านเองก็ยังทรงสิทธิ์ไว้ในการพิจารณาโยกย้ายไปในตำแหน่งที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม

ส่วนกรณีที่มีการมองว่าการย้ายนายธีระพงศ์ ช่วยชู อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กลับไปจังหวัดบ้านเกิด เป็นการอวยยศมากกว่าการลงโทษ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไปถามดูว่าอวยหรือเปล่า พร้อมยืนยันว่า “ไม่มี นึกภาพออกไหมครับ“

ชัชชาติ บุกตลาดเช้าสาทร พ่อค้าแม่ค้าแห่เซลฟี่-ตะโกนเชียร์คึกคัก

ชัชชาติ บุกตลาดเช้าสาทร พ่อค้าแม่ค้าแห่เซลฟี่-ตะโกนเชียร์คึกคัก

ชัชชาติ บุกตลาดเช้าสาทร พ่อค้าแม่ค้าแห่เซลฟี่-ตะโกนเชียร์คึกคัก

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

“ชัชชาติ” บุกตลาดเช้าสาทร “สะพาน 2-ตรอกจันท์” พ่อค้าแม่ค้าแห่เซลฟี่-ตะโกนเชียร์คึกคัก

วันที่ 19 มิถุนายน 2569  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงเขตสาทร ลุยเดินตลาดพบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ที่ตลาดสะพาน 2 และตลาดเช้า ซอยจันทน์ 18/7 (ตลาดเช้าตรอกจันท์)

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักทันทีที่นายชัชชาติและทีมงานเดินทางถึง พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของพากันเข้ามาต้อนรับอย่างเนืองแน่น โดยพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากได้พร้อมใจกันเชิญชวน อ.ชัชชาติ ให้มาร่วมถ่ายรูปคู่หน้าร้านค้าของตัวเองไว้เป็นที่ระลึก บางคนส่งเสียงตะโกน “เบอร์ 9” ดังสนั่น บางคนประกาศสนับสนุนว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ จะพร้อมใจกันลงคะแนนเทใจให้เบอร์ 9 อย่างแน่นอน

หลังจากเดินตลาดสะพาน 2 นายชัชชาติและทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เดินเท้าลุยหาเสียงต่อในบริเวณถนนจันทน์ เขตสาทร พบปะทักทายพี่น้องประชาชนตามอาคารบ้านเรือนและร้านค้าริมทาง โดยได้แวะพบปะพูดคุย ทักทาย คนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์