อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือนสติพวกไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ หัดมีน้ำใจนักกีฬา แพ้นับใหม่ ยังดรามาไม่ยอมจบ

อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือนสติพวกไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ หัดมีน้ำใจนักกีฬา แพ้นับใหม่ ยังดรามาไม่ยอมจบ

อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือนสติพวกไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ หัดมีน้ำใจนักกีฬา แพ้นับใหม่ ยังดรามาไม่ยอมจบ

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.58 น.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  ดราม่า​ แพ้นับใหม่
ยังไม่ยอมจบ​ ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
ประท้วงให้นับใหม่​ แรกๆก็เฉพาะเขต
หนักเข้า​ จะเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ
มากไปไหม

หัดมีน้ำใจนักกีฬา  รู้แพ้รู้ชนะ
โพลที่พรรคตัวเองทำ​ กวาด​ ​300
มันเป็นโพลมโน​ เป็นเอ็กโคแชมเบอร์
สมัยโบราณหน่อยก็ตระโกนในโอ่ง
สมัยนี้​ ต้องตระโกนในห้องแชมเบอร์​
เท่ดี

กระหยิ่มยิ้มย่อง​ ชนะขาดลอยแน่
หารู้ไม่​ นักการเมืองไม่เข้าใจอารมณ์
นักการเมืองไม่รู้จักคนไทยดีพอ
งมโข่งแต่ตำราฝรั่ง​ เปลี่ยน​
เราต้องเปลี่ยน

สังคมไทยเป็นสังคมอนุรักษ์​
ชอบของเก่า​ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
ยิ่งปรู๊ดปร๊าดแพรบเดียวเราก็ตาย
ยิ่งเสี่ยงมากยิ่งไม่เอา​ ช้าแต่ชัวร์
เลือกตั้งครั้งนี้​ ทุกพรรคตกใจหมด
ผลเกินคาดหมาย​ ตั้งรับไม่ทัน
กลเม็ดที่คิดว่าใช่​ ไม่เวิร์ค

ซื้อใจคนไทยไม่ได้
สงครามบอกให้เรารู้ความจริง
พรรคใดอยู่ข้างคนไทย
พรรคใดใจเอนเอียงต่างชาติ
ใครไม่รักษาผลประโยชน์ชาติ
คนไทยคลั่งชาติ​ ครับ

ไม่ยอมเสียดินแดนแม้ตารางนิ้วเดียว
สามทหารเสือของนายกหนูซื้อใจได้
นี่คือความจริง

งานจะงอกหรือไม่? อดีต กกต. ชี้ปม บาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง อาจเป็นเรื่องให้มีคนได้ย้ายที่นอน

งานจะงอกหรือไม่? อดีต กกต. ชี้ปม บาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง อาจเป็นเรื่องให้มีคนได้ย้ายที่นอน

งานจะงอกหรือไม่? อดีต กกต. ชี้ปม บาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง อาจเป็นเรื่องให้มีคนได้ย้ายที่นอน

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.39 น.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร  อดีต กกต.และนักวิชาการ โพสต์ข้อความระบุว่า  ว่าด้วย บัตรเลือกตั้ง

บัตรเลือกตั้งที่ กกต. ใช้ มีต้นทุนไม่น้อย ข่าวว่า บัตรชมพู 1.40 บาท บัตรเขียว 1.20 บาทและ บัตรเหลือง 1.00 บาท ให้โรงพิมพ์ 3 โรงช่วยกันพิมพ์ ประมาณอย่างละ 56 ล้านใบ
ราคาแพงขนาดนี้ต้องมีอะไรดี  ซึ่งมีของดีที่ชาวบ้านธรรมดาไม่รู้จริง

Spec. ในการพิมพ์สูงมาก เช่นต้องมีการออกแบบลวดลาย มีลายน้ำพิเศษที่ต้องใช้แสง Ultra violet ส่องจึงจะเห็น มีตัวหนังสือขนาดจิ๋ว Micro Text ซ่อนอยู่ที่ต้องใช้แว่นขยายส่องจึงเห็น  ทั้งหมดนี้ คือ รหัสลับที่สร้างเพื่อความปลอดภัยจากการปลอมแปลงบัตร

สอดคล้องระเบียบการเลือกตั้ง สส.  ข้อ 129 ที่ระบุว่า “คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีรหัส หรือ เครื่องหมาย หรือ ข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง”  

ย้ำ ! ว่า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร

ย้ำ ! ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง (tracking) ว่า บัตรใบนี้ มาจากเล่มไหน เลขที่เท่าไร เป็นคนเลือกตั้งลำดับที่เท่าไร ตรงกับลายเซ็นในต้นขั้วบัตร ที่ย้อนไปเทียบกับลายเซ็นในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ส.ส.1/3) ที่มีการบันทึกลำดับที่ซึ่งตรงกับลำดับที่ซึ่งบันทึกในบัตร

พูดง่าย ๆ ถ้าบัตรที่เรากาแต่ละใบ  มีรหัสตรวจสอบย้อนหลังไปถึง เล่มที่ เลขที่ได้  จบ ! รู้ว่า ใครเลือกใครทันที

บัตรชมพู มี bar code เห็นว่าสแกนปั๊บ ขึ้นเลขของเลขที่บัตร

“เลขที่บัตร” ถูก generate จากสูตร ที่ย้อนกลับไปยัง “เล่มที่” ได้ 

เล่มที่แจกมีการควบคุมว่า ใช้ในหน่วยเลือกตั้งใด ที่ไปตรวจบัญชีรายชื่อ แบบ ส.ส. 1/3 ก็จะรู้ได้ว่าเป็นใคร

มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ระบุให้การเลือกตั้ง สส.  ให้ใช้วิธีการออกเสียงโดยตรงและ“ลับ”

งานจะงอกหรือไม่  หรือจะเป็นอีกเรื่องที่ได้ย้ายที่นอน

เต้ อาชีวะ จี้ถาม สรยุทธ ทำโซเชียลร้อน คนไหนเด็ก? ปมวุ่นนับคะแนนชลบุรี

เต้ อาชีวะ จี้ถาม สรยุทธ ทำโซเชียลร้อน คนไหนเด็ก? ปมวุ่นนับคะแนนชลบุรี

เต้ อาชีวะ จี้ถาม สรยุทธ ทำโซเชียลร้อน คนไหนเด็ก? ปมวุ่นนับคะแนนชลบุรี

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.31 น.

วันนี้ 13 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ เต้ อาชีวะ หรือ อัครวุธ บุรณพนธ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดังอย่างเผ็ดร้อน กรณีปมดราม่าผลการนับคะแนนเลือกตั้ง เขต 1 จังหวัดชลบุรี

โดย เต้ อาชีวะ ได้ตั้งคำถามถึงการใช้คำนิยามในรายงานข่าวที่เรียกกลุ่มบุคคลในเหตุการณ์ว่า เด็ก พร้อมชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมความวุ่นวายที่มีกลุ่มบุคคลเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งตนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย นอกจากนี้ยังตำหนิการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ตนมองว่าเลือกข้างชัดเจน และเรียกร้องให้มีการใช้คำให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงมากกว่าการใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาปกป้องผู้กระทำผิด โดยโพสต์ดังกล่าวมีข้อความระบุ ว่า“เห้ย!!!ยุทธ์ คนไหนเด็กว่ะ?มึงนี่อวยไม่ห่วงอนาคต คนเหล่านี้เลย? ทุกคนนนน ในรูปคนไหนเป็นเด็กครับ? คำว่าเด็กในมุมมองพี่ๆน้องอายุราวไหน? ส่วนผม คำว่าเด็กมองที่บัตรปชช. หากใช้ “นาย ใช้นาง นางสาว หรือ เด็กชาย เด็กหญิง” ยุทธ์!!!มึงใช้คำให้ถูกโว้ย จะโยนทุกอย่างเป็นเด็กไม่ได้!!! **สื่อที่ไม่กลางเลือกข้างชัดเจน กริ๊ดสิครับ** #เต้อาชีวะ #ไทยไม่ทน #ที่นี่ประเทศไทย”

เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์

หลังจากที่โพสต์ของ เต้ อาชีวะ เผยแพร่ออกไปบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวโซเชียลต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“เด็กบ้าอะไร อายุ30-40 แล้ว หามาแต่ละตัว สันดานเหมือนกันหมด”

“ถ้าไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ ไม่เด็กนะ .. น้องๆ18ปี นะเขาโตแล้ว”

“มันอวยจนไม่รู้จักอายปากมันบ้างเลย ตัวก็ไม่ได้สะอาดอะไรเลยน่าจะมีความละอายบ้างนะเป็นนักข่าวดูข้อเท็จจริงหน่อยอย่าหลับหูหลับตาเชียร์”

“บอกให้ยุทธมันกรี๊ดออกมา”

“เด็กเหลือน้อย”

“สื่อที่ไม่เป็นกลางที่สุด เรียกว่าเป็นไข่ของส้มเลยก็ว่าได้ ผมนี้เลิกดูนักข่าวคนนี้มานานตั้งแต่แยกทางกับกนกแล้ว เพราะกนกรู้ว่าคนๆนี้นิสัยไม่ดีเขาถึงหนีห่างออกมา”

“ถ้าข้างในสบาย คงไม่ออกมา”

เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์
เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์
เต้ อาชีวะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์

ดร.สามารถ ถามใจคนกรุง สะพานข้ามเจ้าพระยา พอหรือยัง? ชี้ชัดสร้างกี่ที่ก็ไม่พอ ถ้าไม่แก้ปมรถล้นเมือง

ดร.สามารถ ถามใจคนกรุง สะพานข้ามเจ้าพระยา พอหรือยัง? ชี้ชัดสร้างกี่ที่ก็ไม่พอ ถ้าไม่แก้ปมรถล้นเมือง

ดร.สามารถ ถามใจคนกรุง สะพานข้ามเจ้าพระยา พอหรือยัง? ชี้ชัดสร้างกี่ที่ก็ไม่พอ ถ้าไม่แก้ปมรถล้นเมือง

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.23 น.

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  สะพานข้ามเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ มีพอหรือยัง? ทุกครั้งที่รถติดหน้าทางขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา คำตอบที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคยที่สุดคือ “ต้องสร้างสะพานเพิ่ม”

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามีบทบาทสำคัญในการเชื่อม “เมืองสองฝั่ง” ฝั่งพระนคร-ฝั่งธนบุรี

สะพานไม่ได้แค่พาคนข้ามน้ำ แต่มันพาเศรษฐกิจ การลงทุน และมูลค่าที่ดินข้ามไปด้วย

คำถามคือ วันนี้… สะพานในกรุงเทพฯ มีพอหรือยัง?

1. วันนี้กรุงเทพฯ มีสะพานรถยนต์ข้ามเจ้าพระยากี่แห่ง?

ปัจจุบัน กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสะพานรถยนต์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 23 แห่ง (ไม่รวมสะพานรถไฟ และรถไฟฟ้า แต่รวมสะพานทางด่วน)
สะพานเป็นตัวเปลี่ยนเกมจราจร เช่น สะพานพระราม 8 ช่วยระบายรถจากฝั่งธนเข้าสู่เขตเมืองชั้นใน แบ่งเบาปริมาณรถบนสะพานพระปิ่นเกล้า และสะพานกรุงธน ส่วนสะพานพระราม 7 ช่วยแก้คอขวดฝั่งธนบุรี เป็นต้น

แต่กว่าที่สะพานใดสะพานหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานานนับสิบปี ต้องผ่านการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การเวนคืนที่ดิน การคัดค้านจากชุมชน การออกแบบให้ไม่กระทบทัศนียภาพแม่น้ำ และสุดท้าย… ต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท

2. “เกียกกาย” สะพานใหม่กำลังมา

เป้าหมายของสะพานเกียกกายคือ รองรับการพัฒนาพื้นที่รัฐสภา (อันที่จริง สะพานได้รับการวางแผนก่อนมีแนวคิดที่จะสร้างสภาฯ ใหม่ที่เกียกกาย) เปิดทางเลือกการเดินทางใหม่ และลดปริมาณรถบนสะพานพระราม 8 สะพานกรุงธน และสะพานพระราม 7

ขณะนี้ กทม.กำลังก่อสร้างสะพานเกียกกาย เชื่อมฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร (ถนนเกียกกาย-รัฐสภาใหม่) เป็นการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขนาด 6 ช่องจราจร และก่อสร้างทางยกระดับขนาด 4-6 ช่องจราจร เริ่มจากถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ ข้ามถนนจรัญสนิทวงศ์ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านแยกเกียกกาย ถนนทหาร และแยกสะพานแดง ความยาวประมาณ 2.9 กม. วงเงินลงทุน 2,527 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ประมาณกลางปี 2571

ทุกครั้งที่เปิดใช้สะพานใหม่ การจราจรจะดีขึ้นช่วงหนึ่ง แต่ไม่นาน… รถก็เต็มอีกครั้ง คำถามคือ
ปัญหาอยู่ที่ “จำนวนสะพาน” หรืออยู่ที่ “ปริมาณรถที่เพิ่มไม่หยุด”?

3. สะพานข้ามเจ้าพระยาในอนาคต “ที่ไหนจะสร้าง? ที่ไหนยกเลิก?”

สะพานไม่ใช่แค่โครงสร้างคอนกรีต แต่คือหัวใจของการเดินทางและการพัฒนากรุงเทพฯ ด้วยเหตุนี้ ยังมีแนวคิดที่จะก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อรองรับเมืองที่ขยายตัวไปทางเหนือและตะวันตก
กทม.มีแผนที่จะก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีก 4 แห่ง แต่ถึงวันนี้ ถูกชะลอไป 1 แห่ง ยกเลิกไป 2 แห่ง คาดว่าจะได้สร้างเพียง 1 แห่ง เท่านั้น

(1) สะพานบริเวณถนนราชวงศ์-ถนนท่าดินแดง (ชะลอโครงการ เนื่องจากมีการคัดค้าน)

(2) สะพานบริเวณถนนลาดหญ้า-ถนนมหาพฤฒาราม (ยกเลิกโครงการ เนื่องจากมีการคัดค้าน)

(3) สะพานบริเวณถนนจันทน์-ถนนเจริญนคร (ยกเลิกโครงการ เนื่องจากมีการคัดค้านจากประชาชนอย่างรุนแรง และพื้นที่การก่อสร้างได้ทำการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแล้ว)

(4) สะพาน “คนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” บริเวณถนนเชียงใหม่-ถนนทรงเสริม (คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2571 แล้วเสร็จในปี 2573)
ประวัติศาสตร์เมืองทั่วโลกบอกเราว่า เมื่อมีถนนหรือสะพานเพิ่ม “ปริมาณรถจะเพิ่มตาม” (Induced Demand) สะพานใหม่อาจช่วยระบายรถในระยะสั้น แต่ถ้าไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่แข็งแรง รถยนต์ส่วนตัวจะยังเป็นคำตอบหลักของคนเมือง

สุดท้าย สะพานก็จะเต็มอีกครั้ง คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ควรสร้างสะพานเพิ่มไหม?” แต่คือ “กรุงเทพฯ อยากเป็นเมืองแบบไหน?”
เป็นเมืองที่พึ่งพาระบบขนส่งมวลชนเป็นหลัก หรือพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก?

3. สรุป “พอหรือยัง?”

วันนี้กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาหลายแห่ง แต่รถติดก็ยังคงเป็นปัญหาหลักของคนกรุง

ถามว่า สะพานจำเป็นไหม? ตอบว่า จำเป็น ถามว่า สะพานช่วยไหม? ตอบว่า ช่วย และถามว่า “สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาพอหรือยัง?” หลายคนคงตอบว่า “ยังไม่พอ”
แต่คำถามที่เหมาะสมอาจไม่ใช่ “สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาพอหรือยัง?” แต่ควรเป็น “เราจะจัดการการเดินทางของคนกรุงเทพฯ อย่างไร โดยไม่ต้องสร้างสะพานเพิ่มทุกสิบปี?”
แล้วคุณล่ะ คิดว่าสะพานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพอหรือยัง? ถ้ายังไม่พอ ควรจะสร้างเพิ่มเติมที่ไหนบ้าง?

ระวัง รักปลอม รัฐบาล เตือน วาเลนไทน์ นี้ เช็กให้ชัวร์ไม่ใช่ มิจฉาชีพ

ระวัง รักปลอม รัฐบาล เตือน วาเลนไทน์ นี้ เช็กให้ชัวร์ไม่ใช่ มิจฉาชีพ

ระวัง รักปลอม รัฐบาล เตือน วาเลนไทน์ นี้ เช็กให้ชัวร์ไม่ใช่ มิจฉาชีพ

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.05 น.

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาล “วันวาเลนไทน์” หรือวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ จะมีประชาชนจำนวนมากถือเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงความรัก รัฐบาลห่วงใยประชาชน เตือนภัยวันวาเลนไทน์ ระวัง “รักปลอม” หลอกโอนเงิน! เช็กให้ชัวร์ ก่อนจะเทใจ-เทเงิน อย่าหลงเชื่อโลกออนไลน์ มิจฉาชีพใช้ AI สร้างตัวตนปลอมขึ้นมา เพื่อหลอกให้เราหลงรัก โดยเฉพาะคนที่ขี้เหงามักเจอ Romance Scam หลอกให้สูญเสียเงิน โดยเฉพาะบุคคลโปรไฟล์ดีเกินจริง แต่ไม่ยอมมาเจอหน้า หรือเริ่มมีการเอ่ยปากขอให้โอนเงิน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ขอให้ “หยุดคุยทันที” และอย่าหลงเชื่อเพราะคำบอกรักผ่านหน้าจอ

พร้อมกันนี้ ขอย้ำเตือนเด็กและเยาวชน ขอให้เพิ่มความระมัดระวังมิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีมักจะใช้โอกาสพิเศษช่วงวาเลยนไทน์ ก่อเหตุร้าย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวง การล่อลวง คุกคามทางเพศ และภัยออนไลน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอแจ้งเตือนภัยช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ดังนี้

อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์

1. ระมัดระวังพฤติกรรมเสี่ยง ขอความร่วมไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการออกไปเที่ยวฉลองวันวาเลนไทน์

2. รู้ทันกลลวงที่มากับความรัก กลลวงของมิจฉาชีพในการหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากประชาชนในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ เช่น หลอกให้รักหวังเอาเงิน ชวนให้เหยื่อวิดีโอคอล หรือถ่ายคลิปลามก บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นร้านอาหารต่างๆ จัดโปรโมชั่นช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์

3. ประสานเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำไม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชน หรือเหตุการณ์อาชญากรรมต่างๆ ให้แจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ ทางสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ได้ ตำรวจไซเบอร์ ที่ http://www.thaipoliceonline.go.th สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รัฐบาลสั่งการให้ตำรวจหน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดกำลังสายตรวจออกตรวจตราบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นพื้นที่ล่อแหลมหรือเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม การคุกคามทางเพศ แหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน เน้นย้ำให้สถานบันเทิงและสถานบริการจะต้องไม่ปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการ รวมถึงตรวจสอบการลักลอบจำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชน และสุ่มตรวจหาสารเสพติดในสถานบันเทิงและสถานบริการต่างๆ รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดและเฝ้าระวังตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำผิดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ สื่อลามกอนาจารที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ตั๊ก อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์

จากนับใหม่ สู่บาร์โค้ด การเปิดประเด็นใหม่ที่ไม่สิ้นสุด

จากนับใหม่ สู่บาร์โค้ด การเปิดประเด็นใหม่ที่ไม่สิ้นสุด

จากนับใหม่ สู่บาร์โค้ด การเปิดประเด็นใหม่ที่ไม่สิ้นสุด

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.37 น.

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เรื่องธรรมดาที่ถูกยกระดับจนเกินจริง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 จบลงพร้อมผลคะแนนที่ชัดเจน พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะ ขณะที่พรรคประชาชนซึ่งมีแรงสนับสนุนคึกคักในโลกออนไลน์ก่อนวันเลือกตั้ง ไม่สามารถเปลี่ยนกระแสเหล่านั้นให้กลายเป็นผลลัพธ์ตามที่คาดหวังได้

ผลลัพธ์ดังกล่าวนำไปสู่การตั้งคำถามจากผู้สนับสนุนพรรคประชาชน หรือ  “พรรคส้ม” บางส่วนที่ไม่พอใจผลเลือกตั้ง โดยพื้นที่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างหนักคือเขต 1 จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีความพยายามยื่นคำร้องและกดดันให้นับคะแนนใหม่

กระแสดังกล่าวถูกขยายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมข้อสงสัยต่อกระบวนการนับคะแนน และข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้งแถลงสรุปอย่างชัดเจนว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานโดยละเอียด ไม่พบเหตุอันควรให้นับคะแนนใหม่ในเขตดังกล่าว การชี้แจงครอบคลุมหลายประเด็นที่มีการเคลื่อนไหว และเป็นไปตามกรอบกฎหมาย แม้คำตอบจะไม่ตรงกับความคาดหวังของบางฝ่าย

แต่กระแสไม่ได้หยุดลง ประเด็นถูกขยับไปสู่เรื่องใหม่ นั่นคือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกหยิบขึ้นมาเผยแพร่และตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคดังกล่าว โดยเชื่อมโยงกับหลักการว่า “การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ” และตั้งข้อสงสัยว่า รหัสดังกล่าวสามารถย้อนกลับไปหาตัวผู้ใช้สิทธิได้หรือไม่

ไม่มีใครปฏิเสธหลักที่ว่า “การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ” หากพิสูจน์ได้ว่าระบบเปิดช่องให้รู้ว่าใครเลือกใคร นั่นย่อมเป็นปัญหาร้ายแรง

แต่ก่อนจะไปไกลกว่านั้น ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมีไว้ทำอะไร

หน้าที่ของรหัสดังกล่าวคือใช้ควบคุมการพิมพ์และการกระจายบัตร ระบุว่าบัตรใบใดอยู่เล่มใด ลำดับใด และอยู่หน่วยเลือกตั้งใด เพื่อป้องกันบัตรปลอม บัตรสอด หรือบัตรผิดหน่วย หากเกิดข้อร้องเรียน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรใบนั้นมาจากชุดที่พิมพ์และส่งออกอย่างถูกต้องหรือไม่

หน้าที่นี้เกี่ยวข้องกับความถูกต้องของเอกสาร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดตามว่าใครลงคะแนนให้ใคร

อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์มีการเผยแพร่หมายเลขบัตรบางใบ เช่น

A37805055
A37804930
A37805049
A37805050

พร้อมคำอธิบายว่า หากหมายเลขเหล่านี้สัมพันธ์กับลำดับในเล่ม และสามารถเชื่อมกับข้อมูลผู้ใช้สิทธิได้ ก็อาจย้อนรู้ว่าใครถือบัตรใบใด

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มีข้อมูลใดบันทึกไว้หรือไม่ว่า ผู้ใช้สิทธิรายใดได้รับบัตรหมายเลขใด

ขั้นตอนจริงเป็นดังนี้ ผู้มีสิทธิไปตรวจชื่อและลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ฉีกบัตรออกจากเล่มซึ่งมีลำดับเรียงกัน ต้นขั้วค้างอยู่ในเล่ม แต่ไม่มีขั้นตอนใดที่จดหรือบันทึกว่า บุคคลนั้นได้รับบัตรหมายเลขใด

ลายเซ็นอยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิ ส่วนหมายเลขอยู่บนบัตร ทั้งสองส่วนนี้ไม่ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงกัน

หากจะพิสูจน์ว่า “บุคคลนี้กาอะไร” ต้องรู้ก่อนว่าเขาได้บัตรใบไหน แต่เมื่อไม่มีใครจด ไม่มีระบบใดเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีจุดเริ่มต้นให้ไล่ย้อนกลับได้เลย

หลังจากผู้ใช้สิทธิกากบาทแล้ว บัตรจะถูกพับก่อนหย่อนลงหีบ ด้านที่มีบาร์โค้ดอยู่ด้านใน ไม่ได้เปิดให้เห็นด้านหน้า ระหว่างนับคะแนน เจ้าหน้าที่คลี่บัตรเพื่ออ่านคะแนน เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็พับกลับในลักษณะเดิมก่อนเก็บรวมกัน

หมายความว่า บัตรทุกใบถูกเก็บในสภาพพับปิดเหมือนกัน การจะไปเปิดดูบาร์โค้ดของบัตรใบหนึ่งใบใด ต้องนำออกมาทีละใบ คลี่ดูรหัส แล้วจึงดูคะแนน หากไม่รู้ตั้งแต่ต้นว่ากำลังหาใบไหน การคลี่บัตรจำนวนมากเพื่อตามหาบัตรเฉพาะใบนั้นในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้

มีบางกระแสอธิบายว่า บาร์โค้ดอาจใช้ตรวจสอบผู้ที่รับเงินแล้วไม่ลงคะแนนตามตกลง แต่แนวคิดนี้ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ใครรู้ตั้งแต่ต้นว่าบุคคลนั้นได้รับบัตรหมายเลขใด ในเมื่อการแจกบัตรอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ และไม่มีการบันทึกลำดับบัตรผูกกับชื่อผู้ใช้สิทธิ

ดังนั้น การมีบาร์โค้ดจึงมีไว้เพื่อควบคุมความถูกต้องของบัตร ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อติดตามคะแนนของประชาชน และในขั้นตอนที่ใช้จริงก็ไม่มีระบบใดเปิดช่องให้ย้อนกลับไปหาตัวบุคคลได้

เมื่อเรียงเหตุการณ์ให้ครบ จะเห็นว่าประเด็นบาร์โค้ดถูกผลักขึ้นมาหลังข้อเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในเขต 1 ชลบุรีไม่เป็นผล

จากคำร้องเฉพาะพื้นที่ เสียงบางส่วนเริ่มขยายไปสู่การเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในหลายจังหวัด ก่อนจะไปไกลถึงการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ และบางกระแสเสนอให้จัดเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ ทั้งที่ยังไม่มีการแสดงให้เห็นว่าหลักความลับของบัตรถูกละเมิดอย่างไร

การตรวจสอบสามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ต้องมีพยานหลักฐานรองรับ การอ้างคำบอกเล่าโดยไม่มีขั้นตอนพิสูจน์ ไม่เพียงพอจะล้มผลการเลือกตั้งทั้งประเทศได้

เมื่อไม่สามารถอธิบายได้ว่าคะแนนเสียงถูกเปิดเผยอย่างไร การเร่งขยายประเด็นผ่านโซเชียลในลักษณะปลุกปั่นให้เชื่อว่าระบบมีปัญหาทั่วประเทศ จึงเริ่มถูกสังคมตั้งคำถามกลับ

การเรียกร้องประชาธิปไตยรวมถึงสิทธิในการตรวจสอบ แต่ต้องตั้งอยู่บนกติกาเดียวกัน หากหยิบหลัก “การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ” มาใช้ ก็ต้องแสดงให้เห็นชัดว่าความลับถูกละเมิดตรงไหน

เมื่อยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าใครติดตามใครได้อย่างไร การผลักดันให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ หรือจัดเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามกดดันทางการเมือง มากกว่าการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ในทางการเมือง การขยายกระแสด้วยประเด็นที่ยังอธิบายไม่ชัด อาจสร้างแรงสะเทือนในช่วงแรก แต่หากเหตุผลไม่แน่นพอ กระแสย่อมมีโอกาสเปลี่ยนทิศทาง

ประเด็นบาร์โค้ดจึงควรถูกตัดสินด้วยคำถามเดียวว่า มีหลักฐานจริงหรือไม่ว่า คะแนนเสียงของประชาชนสามารถเชื่อมโยงกับตัวบุคคลได้ หากยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ การกล่าวหาระบบทั้งประเทศย่อมขาดข้อเท็จจริงรองรับ

ขณะเดียวกัน การผลักดันให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศหรือจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ โดยยังไม่อธิบายขั้นตอนให้ชัด อาจทำให้สังคมตั้งคำถามถึงผู้ที่ปลุกกระแสเสียเอง

หากไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ชัดเจน การขยายข้อสงสัยให้กลายเป็นกระแสระดับประเทศก็ไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างผลการเลือกตั้ง และการเมืองควรยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่บนความไม่พอใจต่อผลลัพธ์

ขอบคุณภาพเฟซบุ๊ก  Thanarat Kuawattanaphan

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.04 น.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้นายทหารสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.2560 มาตรา6 มาตรา 8 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 และข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ.2559

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

เทพไทเปิดเบื้องลึก! ภูมิใจไทยชิงเปิดตัวพรรคเล็กร่วมรัฐบาล

เทพไทเปิดเบื้องลึก! ภูมิใจไทยชิงเปิดตัวพรรคเล็กร่วมรัฐบาล

เทพไทเปิดเบื้องลึก! ภูมิใจไทยชิงเปิดตัวพรรคเล็กร่วมรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.51 น.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ภูมิใจไทย ชิงเปิดตัวพรรคเล็ก”

การจัดตั้งรัฐบาลคงยังรออีกต่อไป จนกว่ากกต.จะรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ให้ครบก่อน แต่ในช่วงนี้ได้มีการเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ เพื่อเข้าร่วมรัฐบาลให้เห็นอยู่บ้าง มีการเสนอสูตรจัดตั้งรัฐบาล ในรูปแบบต่างๆหลายสูตร ที่มีพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคกล้าธรรมเป็น2พรรคหลัก ในการจัดตั้งรัฐบาล 

ส่วนจะมีพรรคการเมืองอื่นๆ มาร่วมด้วยบ้างหรือไม่ น่าจะอยู่ระหว่างการวิ่งเต้นต่อรองกัน ซึ่งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ประกาศว่า พรรคกล้าธรรม มีเสียงส.ส.อยู่ในมือประมาณ 80 เสียง ความหมายก็คือมีพรรคกล้าธรรม ที่มีจำนวนส.ส. 58 คน เมื่อรวมกับพรรคเล็กพรรคน้อยอีกจำนวนหนึ่ง รวมเป็น 80 คน 

ถ้าหากพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคกล้าธรรม และพรรคเล็กเป็นรัฐบาล จะมีจำนวนส.ส.ถึง274คน  เพียงพอจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ระดับหนึ่ง และตัวร.อ.ธรรมนัสเอง ก็เคยมีประสบการณ์ในการประสานงานกับพรรคเล็ก เหมือนกับสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแล้ว

เมื่อวานที่ผ่านมาจะเห็นภาพ มีส.ส.พรรคเล็กจำนวน4พรรค เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เช่น นางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ นางนวินดา สวัสดิ์เดชดี พรรคใหม่ 

ซึ่งเป็นสัญญานว่า พรรคเล็กเหล่านี้ พร้อมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จนนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงเปิดตัว3พรรคเล็กที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทย ต้องการที่จะประสานงานกับพรรคเล็กให้เข้าร่วมรัฐบาลเอง โดยไม่จำเป็นต้องยืมมือร.อ.ธรรมนัส มาเป็นผู้ประสาน และเห็นภาพของนายชาดา ไทยเศรษฐ เป็นผู้ให้การต้อนรับ น่าจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับพรรคเล็กในโอกาสต่อไป

การที่พรรคภูมิใจไทยชิงเปิดตัวพรรคเล็กมาสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการตัดหน้าพรรคกล้าธรรม ที่ต้องการผนึกกำลังกับพรรคเล็กให้เป็นส่วนหนึ่งของพรรคกล้าธรรม เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล ภายใต้การประสานงานและดูแล ของร.อ.ธรรมนัสหรือไม่

ท้าพิสูจน์! ทนายบอน จี้ พรรคส้ม เอาหลักฐานจริงมาสู้ ปมเจอใบลงคะแนนในถังขยะ

ท้าพิสูจน์! ทนายบอน จี้ พรรคส้ม เอาหลักฐานจริงมาสู้ ปมเจอใบลงคะแนนในถังขยะ

ท้าพิสูจน์! ทนายบอน จี้ พรรคส้ม เอาหลักฐานจริงมาสู้ ปมเจอใบลงคะแนนในถังขยะ

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.33 น.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี เขตเลือกตั้งที่1จ.ชลบุรี ซึ่งกกต. มีมติไม่นับคะแนนใหม่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ ทนายบอน นักกฎหมาย ผู้สมัคร สส.เขต 16 พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “ผู้ร้องมี 10 ราย มาให้การ 6 ราย ทั้งหมดไม่เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง … ผู้สมัครส้มบอกไม่พบเหตุผิดปกติ … กกต. จะสั่งนับใหม่ยังไงครับ”

ทั้งนี้  ทนายบอน ยังคอมเมนต์อีกว่า ผมวอนขอร้องให้นักกฎหมายพรรคประชาชน ช่วยรวบรวมหลักฐานทั้งหมดร้องเรียนใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้ขอให้คัดกรองเฉพาะหลักฐานจริง (ไม่เอาที่ไฟดับเขตอื่นมาใช้) และหาประจักษ์พยาน ที่บอกว่าเจอใบลงคะแนนในถังขยะมายืนยัน เอาให้ชัดๆ เลยครับ และสู้ชนทุกประเด็นที่เห็นว่า กกต. วินิจฉัยคลาดเคลื่อน ร้องเรียนแล้วแถลงข่าวให้ประชาชนทราบเป็นข้อๆ ให้ชัดๆ เลยครับ … ประชาชนทุกคนจะได้ประโยชน์จากการต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงครับ

การเลือกตั้งมีกติกา ผู้สมัครแทบทุกคนจะรักษาสิทธิด้วยการส่งคนไปเฝ้านับคะแนน จดคะแนนจากใบรวมคะแนนทุกใบ (รวมถึงถ่ายรูปใบสรุปคะแนน) ทุกหน่วย แล้วมารวมคะแนนเอง เป็นการ cross check อยู่แล้วตามปกติ

การไม่มีการร้องเรียนการนับคะแนนในแต่ละหน่วย

การส่งคนไปเฝ้าและรวมคะแนนเองทุกหน่วย มีรูปใบรวมคะแนนทุกหน่วย ผู้สมัครย่อมรู้อยู่แล้วว่า กกต. รวมคะแนนถูกหรือผิด

ถ้าผู้สมัครเองยังไม่ร้องเรียนก็ค่อนข้างชัดอยู่แล้วครับ

สิ่งที่เป็นปัญหาคือการปลุกปั่นข่าวปลอม สร้างดราม่า มั่วกันไปหมด ประเทศเสียหายหมดครับแบบนี้ 

ส่อง 14 ดาวรุ่ง ภูมิใจไทย ขุนพลสายเลือดใหม่ ทัพหน้าค่ายสีน้ำเงิน ชมคลิป

ส่อง 14 ดาวรุ่ง ภูมิใจไทย ขุนพลสายเลือดใหม่ ทัพหน้าค่ายสีน้ำเงิน ชมคลิป

ส่อง 14 ดาวรุ่ง ภูมิใจไทย ขุนพลสายเลือดใหม่ ทัพหน้าค่ายสีน้ำเงิน ชมคลิป

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.02 น.

ในยุคที่การเมืองไทยต้องการการผลัดใบและการทำงานที่รวดเร็ว พรรคภูมิใจไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการใช้พลังคนรุ่นใหม่เป็นทัพหน้าอย่างเต็มตัว ภายใต้การนำทัพของ อนุทิน ชาญวีรกูล จอมทัพสีน้ำเงิน ซึ่งมี ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคหนุ่มไฟแรง และ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อและรัฐมนตรีหญิงคนสำคัญของพรรคร่วมทัพ ซึ่งทั้งคู่เพิ่งกำชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2569 มาได้อย่างสง่างาม กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาผสมผสานระหว่างบารมีทางการเมืองเดิมกับวิสัยทัศน์สมัยใหม่ พร้อมรับไม้ต่อจากคนรุ่นก่อนด้วยทัพหน้าสายเลือดใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มขุมกำลังให้เข้มแข็งในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 14 ขุนพล Young Blood จากค่ายสีน้ำเงิน ที่ไม่ใช่แค่ไม้ประดับแต่คือ ไม้จริง ซึ่งกำลังสั่นสะเทือนเวทีสภาฯ ด้วยพลังคนหนุ่มสาววัยทำงานอายุเฉลี่ยเพียง 30-40 ปี โดยทั้ง 14 รายชื่อนี้คือภาพสะท้อนของ New Blood ที่พกพาความรู้และความเข้าใจในพื้นที่มาอย่างลึกซึ้ง พร้อมพิสูจน์ว่าพลังคนรุ่นใหม่คือคำตอบของการพัฒนาประเทศในมิติที่ก้าวกระโดดอย่างแท้จริง

1. เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ชื่อเล่น เจ

เกิดวันที่ 17  พฤศจิกายน 2531 อายุ 37 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์

2. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ชื่อเล่น โกแพ

เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 อายุ 37 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

3. ธนยศ ทิมสุวรรณ ชื่อเล่น อ่อง

เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2531 มีอายุ 37 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดเลย พรรคภูมิใจไทย

ธนยศ ทิมสุวรรณ

4. อัคร ทองใจสด ชื่อเล่น โฟล์ก

เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2535 มีอายุ 34 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคภูมิใจไทย

อัคร ทองใจสด

5. ศุภโชค ศรีสุขจร ชื่อเล่น ฟิล์ม

เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2537 มีอายุ 31 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครปฐม พรรคภูมิใจไทย

ศุภโชค ศรีสุขจร

6. ภราดร ปริศนานันทกุล ชื่อเล่น แบด

เกิดเมื่อวันที่  20 กันยายน 2522 มีอายุ 46 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

ภราดร ปริศนานันทกุล

7. พีรพัฒน์ รัชกิจประการ ชื่อเล่น ปีเตอร์

เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 อายุ 30 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย

พีรพัฒน์ รัชกิจประการ

8. กรวีร์ ปริศนานันทกุล ชื่อเล่น แชมป์

เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2524 อายุ 44 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

9. ธนา กิจไพบูลย์ชัย ชื่อเล่น ใหม่

เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2529 อายุ 40 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย

ธนา กิจไพบูลย์ชัย

10. สังคม แดงโชติ ชื่อเล่น ลูกหิน

เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2529 อายุ 39 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย

สังคม แดงโชติ

11. พิมพฤดา ตันจรารักษ์ ชื่อเล่น พิม

เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 อายุ 33 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย

พิมพฤดา ตันจรารักษ์

12. ผกามาศ เจริญพันธ์ ชื่อเล่น แอม

เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2530 อายุ 38 ปี 

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย

ผกามาศ เจริญพันธ์

13. สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ชื่อเล่น กานต์

เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2538 อายุ 30 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ

14. ณัฐธิดา เล็กอุดากร ชื่อเล่น พลอย 

เกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2544 อายุ 25 ปี

ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย

ภูมิใจไทย

การปรากฏตัวของ 14 ขุนพล Young Blood ค่ายสีน้ำเงินชุดนี้ คือเครื่องพิสูจน์ยุทธศาสตร์ผลัดใบที่พรรคภูมิใจไทยใช้ความสดบวกความเก๋าเข้ายึดพื้นที่ทั่วประเทศ ถือเป็นทัพหน้าคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดใน พ.ศ. นี้ กับภารกิจพิสูจน์ฝีมือว่า พลังหนุ่มสาว คือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเมืองไทยยุคใหม่

ภูมิใจไทย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก tiktok chokdth, เฟซบุ๊ก เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, เฟซบุ๊ก Pare Lps, เฟซบุ๊ก อ๋อง ธนยศ ทิมสุวรรณ, เฟซบุ๊ก อัคร ทองใจสด – Akara Tongjaisod, เฟซบุ๊ก ศุภโชค ศรีสุขจร – Supachok Srisukajorn, เฟซบุ๊ก ภราดร ปริศนานันทกุล, เฟซบุ๊ก ปีเตอร์ พีรพัฒน์ รัชกิจประการ, เฟซบุ๊ก กรวีร์ ปริศนานันทกุล Korrawee, เฟซบุ๊ก ธนา กิจไพบูลย์ชัย, เฟซบุ๊ก สังคม (ลูกหิน) แดงโชติ, เฟซบุ๊ก พิมพฤดา ตันจรารักษ์, เฟซบุ๊ก ผกามาศ เจริญพันธ์ FC., เฟซบุ๊ก สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ – กานต์ล เฟซบุ๊ก ณัฐธิดา เล็กอุดากร Fanclub

https://www.tiktok.com/embed/v2/7605883187717360904?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fpolitic%2F946855