นายกฯ ลั่น ยังไม่ปรับ ครม. ไม่ต้องวัด KPI แต่ต้อง API เมินดราม่าดีอี ปม​ THAI​Passport

นายกฯ ลั่น ยังไม่ปรับ ครม. ไม่ต้องวัด KPI แต่ต้อง API  เมินดราม่าดีอี ปม​ THAI​Passport

นายกฯ ลั่น ยังไม่ปรับ ครม. ไม่ต้องวัด KPI แต่ต้อง API เมินดราม่าดีอี ปม​ THAI​Passport

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.04 น.

 “นายกฯ ” บอก ไม่มีวัด KPI​   มีแต่ “API”   รับ ยังไม่ปรับครม.​ ระบุ ปัจจุบัน​ยังทำงานกันได้ด้วยดี​ ลั่น​ หากทำความเสียหายให้บ้านเมืองพร้อมปรับทันที​ ย้ำ​ คุย​ ไชยชนก​ ทุกเรื่อง​ หลังดีอีถูกตีหนักปม​ TH AI​Passport

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 08.15 น. ที่ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ ​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ กล่าวถึงกรณีการเตรียมการประเมิน​ KPI​ รัฐมนตรี​ในการทำงาน​ 1 ปี​ โดยออกตัวก่อนว่า​ เดามาจากในเครื่องแล้วว่าจะต้องถามคำถามนี้ ก่อนกล่าวต่อว่า​ รัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารประเทศ ฉะนั้นจะต้องมีการประเมิน ผลการดำเนินงาน การทำงานของเขาอยู่แล้ว ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ตนดูแลอยู่ก็เป็นไปตามข่าว ทุกคนต้องทำงานทุ่มเททุกอย่างให้กับรัฐบาล ประเทศและประชาชน ตรงนี้ไม่ต้องวัด KPI​  เพราะมีแต่ API  หรือ  อนุทิน PI

เมื่อถามว่ามีกระทรวงใด ที่จะต้องเจาะจงหรือไม่ โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนายอนุทิน​ กล่าว​ว่า​ ตนดูภาพรวมและเจาะเป็นรายบุคคล​ ซึ่งเป็นปกติในการทำงานให้กับประเทศ ที่จะต้องมีการตื่นตัวตลอดเวลา คนเก่งจะไม่ตื่นตัว หรือติดลมบนแล้ว ก็ต้องปรับปรุง

เมื่อถามว่าที่วางเกณฑ์การประเมินผลไว้ 1 ปีจะมีระยะเวลาเร็วกว่านั้นหรือไม่ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ ไม่ได้วางอะไร และไม่มีกำหนดเวลา เพราะหากทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองเมื่อไหร่ ก็จะต้องพิจารณาแก้ไขในทันที 

เมื่อถามย้ำว่าได้มีการวางไว้หรือไม่ว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี​เมื่อใด​ นายอนุทินกล่าวว่า​   ยัง​ ตอนนี้ยังไม่คิด​ ซึ่งรัฐมนตรีทุกท่านยังทำงานกันได้ด้วยดีอยู่ ยังทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่ บางคนอ่อนประชาสัมพันธ์ ก็มีการเชิญมาให้เร่งแจ้งผลงานที่ได้ทำ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ

เมื่อถามว่าอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอี ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีหรือไม่​ เนื่องจากช่วงนี้มีกระแสเชิงลบกับกระทรวง​  นายอนุทิน​กล่าว​ว่า​นายไชย​ชนก​ ชิด​ชอบ​ เป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย​ คุยกันเป็นประจำ​ คุยกันทุกวัน​ ปรึกษาหารือกันทุกเรื่องอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า แต่ตอนนี้กระทรวงดีอี เจอกระแสหนักกับโครงการ​ TH​ – AI​ ​Passport​  นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ ตนไม่เคยสนใจกระแส​ สนใจแต่ความจริง​ และสิ่งที่เป็นประโยชน์​ และให้ความมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และศักยภาพของของประชาชนทั่วไป​ นักศึกษาที่จะยกระดับเทคโนโลยีการสื่อสารระดับสูง

เมื่อถามว่า​จะมีการวัด KPI ในส่วนของรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ จะไปยุ่งกับเขาได้อย่างไร แต่ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น ก็ต้องแจ้งหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เพราะมีกฎกติกามารยาทอยู่ หากมีความเสียหายก็ต้องแจ้ง​ แต่การตัดสินใจอยู่ที่ตน

อนุทิน เผยคุย ฮุน มาเนต ระหว่างพักประชุมอาเซียน-รัสเซียสมัยพิเศษ ชี้ต่างฝ่ายไม่ต้องการขัดแย้ง

อนุทิน เผยคุย ฮุน มาเนต ระหว่างพักประชุมอาเซียน-รัสเซียสมัยพิเศษ ชี้ต่างฝ่ายไม่ต้องการขัดแย้ง

อนุทิน เผยคุย ฮุน มาเนต ระหว่างพักประชุมอาเซียน-รัสเซียสมัยพิเศษ ชี้ต่างฝ่ายไม่ต้องการขัดแย้ง

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.52 น.

“อนุทิน” เผยคุย “ฮุน มาเนต“ ที่รัสเซีย ต่างฝ่ายไม่ต้องการขัดแย้ง

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 08.15น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นคงชายแดนของไทยมีอะไรต้องเฝ้าระวังหรือไม่ว่า เราก็เฝ้าระวังชายแดนเราตลอดเวลา ตนไปรัสเซียเที่ยวนี้ตอนที่นั่งอยู่ในห้องพักคอยก็ได้พูดคุยกับนายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชาและพูดถึงอย่างที่ตนให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางเรายังยืนยันจุดยืนของประเทศไทย สถานะของประเทศไทย และสิ่งที่ประเทศไทยจะดำเนินการทั้งเรื่อง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS ) เรื่องท่าทีของเราต่อการเจรจาในกรอบอื่นๆ ทั้งกรอบ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (JBC) และ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ต่างๆ ถ้าUNCLOS  ยังไปในแนวของการประนีประนอมภาคบังคับ ถ้ามีคำว่าบังคับเมื่อไหร่เราก็คงต้องหยุดการเจรจาในกรอบอื่นๆก่อน ก็เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลไทยได้วางเอาไว้ ส่วนเรื่องความพร้อมด้านชายแดนเราพร้อมอยู่แล้ว เราต้องเฝ้าระวังชายแดนตลอดเวลาอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่าการพูดกันสองคนแบบนี้ได้บอกหรือไม่ว่าเขาจะไม่เปิดศึกอีก นายอนุทิน กล่าวว่าไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น เขาเรียกว่าดึงข้อศอกมาคุยกันแค่นั้น ตนว่าทั้งสองฝ่ายเตรียมตัวกันมาอยู่แล้ว เพราะเวลาเจอกันตรงนั้นตามมารยาทธรรมเนียมการทูตเราต้องคุยอะไรอย่างไร ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย 

เมื่อถามอีกว่าเขาได้ชี้แจงเราบ้างหรือไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน นายอนุทิน กล่าวว่าเขาก็บอกว่าไม่ต้องการมีความขัดแย้ง ตนก็บอกว่าตนยิ่งไม่ต้องการให้มีความขัดแย้ง แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันบั่นทอนความรู้สึกคนไทยเขาก็บอกว่าบั่นทอนคนของเขาเหมือนกัน อย่างนี้ก็ต้องหาแนวทางที่จะเดินหน้ากันต่อไปแต่ปัจจุบันยังใช้แนวทางที่เราเสนอไปให้พูดคุยกันก่อน แต่เขาเลือกแนวทางภาคบังคับ เราก็ตั้งตัวแทนของเราไปถ้าชอบเราก็รับ ไม่ชอบเราก็ไม่รับ 

เมื่อถามว่าได้พูดเรื่องการเปิดด่านหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า เปิดด่านปิดด่านมันคำต้องห้ามอยู่แล้ว ตนไม่ไปจั๊กจี้ไปพูดหรอกเดี๋ยวคนไทยโกรธตาย ไม่เอา

อนุทิน ตอบแล้ว! ย้ำไม่มีขัดแย้ง พิพัฒน์ ไม่เกี่ยวปัญหาสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟ 3 สนามบิน

อนุทิน ตอบแล้ว! ย้ำไม่มีขัดแย้ง พิพัฒน์ ไม่เกี่ยวปัญหาสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟ 3 สนามบิน

อนุทิน ตอบแล้ว! ย้ำไม่มีขัดแย้ง พิพัฒน์ ไม่เกี่ยวปัญหาสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟ 3 สนามบิน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.47 น.

“อนุทิน”ย้ำไม่มีขัดแย้ง “พิพัฒน์” ไม่เกี่ยว ปัญหาสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟสามสนามบิน  หลังดึง EEC กลับมาดูเอง เหตุอยู่ในช่วงทำการตลาดสร้างความมั่นใจ-ดึงนักลงทุน

เมื่อเวลา 08.15 น. ที่ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง นายอนุทิน  ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ดึงอำนาจการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกลับมาดูแลเอง ว่า เป็นโหมดๆไป ตอนนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านพ้นตรงนั้นไปแล้ว ตอนนี้คือการเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพื่อนำเม็ดเงินเข้ามาในประเทศมากที่สุด และใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตโดยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ยังขาดเพียงเรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะเรามีทางเลือกอีกหลายทางเลือก ด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ เพราะมีทั้งสนามบินท่าเรือ นอกจากแหลมฉบังก็ยังมีการจะขยายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการขนส่งทั้งทางบกทางอากาศ ที่ค่อนข้างจะความสมบูรณ์ ทึ่เชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่

“ตอนนี้ผ่านจากช่วงโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องของการทำการตลาด ไม่มีอะไรต้องกังวลเพราะนายพิพัฒน์ต้องการจะนำโครงการกลับมาคืนผมทุกวัน และมีการพูดคุยกันตลอด ซึ่งตอนแรกจะมอบให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลแต่ช่วงนี้ตนเดินทางบ่อย มีการพบกับภาคเอกชนมากมายทั้งในและต่างประเทศ จึงนำกลับมาดูเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้เร็วมากขึ้น“ นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าไม่มีความขัดแย้งกันภายในใช่หรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งภายในและยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟฟ้า 3 สนามบิน อย่านำไปผูกเรื่อง เพราะเป็นคนละเรื่องกัน โครงการเชื่อมรถไฟ 3 สนามบิน เราต้องดูสัญญาและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ถ้าจะไปแก้สัญญาขอเรียนตรงๆแก้ไม่ง่าย ถ้าแก้ได้อีกหน่อยคนที่ทำสัญญากับภาครัฐ ถ้าประสบปัญหาประสบเรื่องการส่งมอบพื้นที่  ความล่าช้าของงาน วิกฤตจากสถานการณ์โลก หรือสถานการณ์น้ำมันดิบ จะขอแก้สัญญา รัฐบาลจะเอาตังค์ที่ไหนมาให้มันทำไม่ได้  อะไรที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ต้องปฏิบัติตามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำว่าแก้ไขสัญญาไม่ว่าจะเป็นโครงการรัฐใดๆก็ตามไม่จบที่คำว่าแก้ไขสัญญา จะต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่มาประมูลแล้วไม่ชนะ ถ้าเขารู้ว่าแก้สัญญาได้ เขาก็จะใส่อีกราคาหนึ่งซึ่งมันไม่จบฉะนั้นดีที่สุดคือต้องเดินตามสัญญา ว่าทำสัญญาหรือขณะลงนาม รับทราบเงื่อนไขต่างๆ ที่อยู่ในสัญญา

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 5 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 5 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 5 ราย

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.40 น.

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเษกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย ดังนี้

ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ฝ่ายใน

1.พันโทตำรวจหญิง คุณหญิงเจษรินช์ โชติกลาง
2.คุณหญิงบรรณ์พร แก้วงาม
3.คุณหญิงอัชราภรณ์ ศรีเสน่ห์

จตุตถจุลจอมเกล้า ฝ่ายใน

1.นางสาวธมลวรรณ สะใบบาง
2.นางสาวธารารัตน์ เกษนาวา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นักเขียนซีไรต์ ย้อนเกล็ด พรรคส้ม ดีแต่ถล่มคนอื่น ทีคนในพรรคตัวเอง อ้างเรื่องส่วนตัว

นักเขียนซีไรต์ ย้อนเกล็ด พรรคส้ม ดีแต่ถล่มคนอื่น ทีคนในพรรคตัวเอง อ้างเรื่องส่วนตัว

นักเขียนซีไรต์ ย้อนเกล็ด พรรคส้ม ดีแต่ถล่มคนอื่น ทีคนในพรรคตัวเอง อ้างเรื่องส่วนตัว

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.06 น.

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 จากกรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมแถลงความคืบหน้าคดี Forex นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงยุติธรรม และคณะทำงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานบูร ณาการเกี่ยวข้อง ตั้งโต๊ะแถลงผลการปฏิบัติการและสรุปรายงาน พร้อมกับจะมีการเปิดแผนผังรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองคนดัง และคนในวงการบันเทิง รวมถึงบริษัทนิติบุคคลเอกชน จำนวนมูลค่าความเสียหาย จำนวนผู้เสียหายทั้งหมด และพยานหลักฐานสำคัญที่ได้จากการตรวจค้นเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งมีการพุ่งเป้าไปที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทำให้ส.ส.พรรคประชาชน ออกมาเคลื่อนไหวที่เรื่องนี้

ล่าสุด วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า  ถ้าคนในพรรคอื่นทำผิด หรือ แค่สงสัยว่าทำผิดก็ถล่มอย่างไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด แต่คนในพรรคตัวเองทำผิดหรือถูกสงสัยว่าทำผิด ก็แค่บอกว่าจะตรวจสอบ แล้วก็เอะอะโวยวายเรื่องอื่น ๆของคนอื่น จนสังคมลืมหรือไม่สนใจแล้ว หลายคนแถว่า คนทำผิดเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคล ไม่เกี่ยวกับพรรค พวกลิ่วล้อขี้ข้าก็รีบออกมาปกป้องว่า คนทำผิดก็เรื่องของคน ๆนั้น ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ของพรรค!

ถ้าทำผิดกันทั้งพรรคก็คงบอกอีกว่าไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ของพรรค! เป็นพรรคเทวดาอยู่พรรคเดียวในประเทศไทย แต่กระบวนการยุติธรรมไม่สนพวกเทวดาหรอกนะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ภาวุธ’ สส.พรรประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง Forex ยังไม่ให้ความเห็น รอดูหมายก่อน

เอี่ยวนักการเมือง-ดารา? ค้น 24 จุด เครือข่าย Forex ยึดเงินสด-รถหรู-ทองคำแท่ง

ชื่นมื่น! อนุทิน เผชิญหน้า ปูติน มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน การเชื่อมโยงประชาชน

ชื่นมื่น! อนุทิน เผชิญหน้า ปูติน มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน การเชื่อมโยงประชาชน

ชื่นมื่น! อนุทิน เผชิญหน้า ปูติน มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน การเชื่อมโยงประชาชน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.38 น.

ชื่นมื่น ! นายกฯ หารือ ปธน.ปูติน ย้ำมิตรภาพยาวนานกว่า 130 ปี มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงประชาชน

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 17.45 น. (เวลาเมืองคาซาน) ณ ห้องหารือทวิภาคี 3 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หารือทวิภาคีกับนายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสเข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Commemorative Summit นายกฯ เน้นย้ำว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศสำคัญที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทยทุกระดับ ด้านประธานาธิบดีรัสเซียยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่ใกล้ชิด และทั้งสองประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย ในปี 2570

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือต่าง ๆ ดังนี้

1. ด้านการเมืองและความมั่นคง
ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยขอบคุณรัสเซียที่จะให้การสนับสนุนพลังงานสะอาด ก๊าซ LNG และสินค้าจำเป็น เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมด้านการทหาร ด้านสารสนเทศ ด้านสาธารณสุข รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา

2. ด้านเศรษฐกิจ
เห็นพ้องส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้อีกมาก โดยปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่ายังไม่สะท้อนกับโอกาสทางธุรกิจที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย สนใจขยายการค้าการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค และแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ สำหรับในส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าการเจรจาจัดทำ FTAไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดระหว่างไทย รัสเซีย และประเทศสมาชิก EAEU อื่น ๆ

นอกจากนี้ นายกฯ ได้กล่าวถึงผลสำเร็จของการประชุม Russian-Thai Investment Forum ที่มีผู้แทนไทยทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจได้เข้าร่วมเมื่อปีที่แล้ว และจะจัดขึ้นที่กรุงเทพ ในเดือนต.ค. ปีนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายได้สร้างเครือข่ายและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

3. ความร่วมมือในเวทีพหุภาคี
ไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับรัสเซียในประเด็นต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล AI ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการต่อต้านสแกมเมอร์ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย -แปซิฟิกด้วย

4. ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
เห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ในปี 2570 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในทุกมิติ

นายกฯ ยินดีที่ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมายังประเทศไทยเกือบสองล้านคน นับเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปกลุ่มใหญ่ที่สุดของไทย แสดงถึงความประทับใจที่ชาวรัสเซียมีต่อประเทศไทย และเพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน จะได้มีการเผยแพร่วัฒนธรรมรัสเซีย อาทิ เพลง ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดง ในโอกาสต่อๆไปด้วย
 

ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท รัฐ ระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน

ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท  รัฐ ระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน

ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท รัฐ ระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.38 น.

รัฐระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท ย้ำไม่กระทบราคาตลาด ช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ชาวสวนยาง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เร่งระบายยางพาราค้างสต็อกในช่วงที่ราคายางอยู่ในระดับสูงและปริมาณยางในตลาดมีจำกัด ล่าสุด กยท. สามารถจำหน่ายยางจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ได้ครบทั้ง 18,481.93 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 1,232.2 ล้านบาท สูงกว่าราคาเปิดประมูลที่ 913.95 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 318.25 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34.82

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยว่า การระบายยางในครั้งนี้เป็นการดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยยางที่นำออกจำหน่ายคิดเป็นเพียงร้อยละ 4.3 ของผลผลิตยางพาราคาดการณ์ในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งอยู่ที่ 418,478 ตัน จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดและไม่ส่งผลกระทบต่อกลไกราคายางในประเทศ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ทั้งนี้ การขายทอดตลาดได้รับความสนใจจากภาคเอกชนเป็นอย่างมาก โดย กยท. ได้เปิดประมูลแบบแยกตามสถานที่จัดเก็บ จำนวน 4 โกดัง ได้แก่ โกดังทุ่งสงสี่สวัสดิ์ จังหวัดสงขลา โกดังวันชัยสตาร์ 1 จังหวัดสงขลา โกดังวันชัยสตาร์ 5 จังหวัดสงขลา และโกดังซี แอนด์ ที โมดูลาร์ จังหวัดชลบุรี ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างกว้างขวางและทำให้รัฐได้รับผลตอบแทนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนทำให้ผลผลิตยางออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ช่วงปลายปีมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลให้อุปทานยางลดลงอีก การนำยางในสต็อกของรัฐออกจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวจึงช่วยบรรเทาความตึงตัวของอุปทาน รักษาสมดุลของตลาด และสนับสนุนเสถียรภาพราคายาง อันเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยางที่กำลังทยอยจำหน่ายผลผลิต

ยางพารา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รายได้จากการขายทอดตลาดยางในครั้งนี้จะนำไปใช้ชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และชำระค่าเช่าโกดังจัดเก็บยาง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาล สะท้อนถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐอย่างคุ้มค่า ภายใต้หลักความถูกต้อง เปิดเผย และโปร่งใส พร้อมทั้งรักษาสมดุลตลาดยางและดูแลเสถียรภาพรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางไทยควบคู่กันไป

แก้วตาขุดยับ ‘อาจารย์ป๊อก’ ล๊อบบี้ สส.ส้ม โหวตอนุทิน ยกเหตุผล ‘ภท.นักเลงกว่า พท.’ (คลิป)

แก้วตาขุดยับ 'อาจารย์ป๊อก' ล๊อบบี้ สส.ส้ม โหวตอนุทิน ยกเหตุผล 'ภท.นักเลงกว่า พท.' (คลิป)

แก้วตาขุดยับ ‘อาจารย์ป๊อก’ ล๊อบบี้ สส.ส้ม โหวตอนุทิน ยกเหตุผล ‘ภท.นักเลงกว่า พท.’ (คลิป)

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.23 น.

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน  ได้ออกมาพูดในรายการยูทูป ช่อง  Sit beautiful with KamPhaka ซึ่งในช่วงหนึ่ง ได้กล่าวถึงนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า กรณีโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี  ซึ่งตอนนั้น พรรคประชาชน ได้มีมติเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แก้วตา เปิดผยว่า ตอนที่โหวตต้องให้ ส.ส. เป็นคนโหวต เรื่องการตัดสินใจใหญ่ๆ เช่นการโหวตนายก พวกโปลิตบูโร จะไม่อำนาจอยู่แล้ว แต่จะมีอำนาจในการล็อบบี้มากกว่า ส.ส. หมายความว่า เขาก็จะเรียกมาคุยทีหลัง อย่างตอนที่จะโหวต อนุทิน ชาญวีรกูล นายปิยบุตร แสงกนกกุล ก็เรียกมากินอาหาร พยายามล็อบบี้เรา แล้วก็บอกความคิดของแก ว่าชี้นำไปทางไหน

แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าคุณต้องโหวตแบบนี้ แต่เขาจะมาพูดเกี่ยวกับความคิดเห็นของเขา อย่างงี้เขาเรียกว่าพูดปั่นไหม มาปั่นให้เลือกใคร

แก้วตา ยังพูดอีกว่า ถ้าถามว่าปิยบุตรมีอำนาจ ชี้นิ้วเลยไหมว่า โหวตต้องเป็นแบบนี้ๆ บอกเลยว่าไม่มี แต่เขาก็ทำได้ดี ในการปั่น เพราะหลายคนก็เชื่อเขา เขาโหวตชนะ

สวนตนไม่ยอม ตอนที่นายปิยบุตรพูดเรื่องนี้ ตนก็อยู่ด้วยที่ร้านอาหารญี่ปุ่น แล้วตนก็ลุกขึ้นพูดเลยว่า “อาจารย์คิดจริงๆหรือว่าคนอย่างอนุทินเขาจะทำตามสัญญา เขายอมที่สละอำนาจตัวเอง เพราะว่ารัฐธรรนูมญ60 ถ้าเทียบกับสมัยทักษิณที่เชียวชาญรัฐธรรมนูญ40 อนุทินแก่เชี่ยวชาญ รัฐธรรมนูญ60 มากที่สุด แก่คุมอำนาจ สว. ได้ คือเกือบจะคุมองค์กรอิสระได้ทั้งอยู่แล้ว”

ซึ่งทางปิยบุตรบอกว่า “อนุทินหรือพรรคภูมิใจไทย มีความเป็นนักเลงมากกว่าพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นนักเลง พูดคำไหนคำนั้น เขาพูดจะทำเขาก็จะทำ”

ชัชชาติ ยังยืนหนึ่ง นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ‘โค้งสอง’ ผู้ว่าฯ กทม. 69

ชัชชาติ ยังยืนหนึ่ง นิด้าโพล เผยผลสำรวจ 'โค้งสอง' ผู้ว่าฯ กทม. 69

ชัชชาติ ยังยืนหนึ่ง นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ‘โค้งสอง’ ผู้ว่าฯ กทม. 69

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.18 น.

วันนี้ 19 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “โค้งสอง สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)  การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

นิด้าโพล

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 72.35 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)

อันดับ 2 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)

อันดับ 3 ร้อยละ 8.80 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน)

อันดับ 4 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

อันดับ 5 ร้อยละ 2.70 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ

อันดับ 6 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)

และร้อยละ 2.10 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสมัย ละเลิศ (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) นายประยูร ครองยศ (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นายคมสัน พันธุ์ชาติกุล (อิสระ) กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

นิด้าโพล

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 32.85 ระบุว่า อิสระ

อันดับ 2 ร้อยละ 27.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

อันดับ 3 ร้อยละ 12.30 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 4 ร้อยละ 8.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ

อันดับ 5 ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน

อันดับ 6 ร้อยละ 6.85 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

อันดับ 7 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น ทีม Better Bangkok

อันดับ 8 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)”

และร้อยละ 1.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเศรษฐกิจ กลุ่มพัฒนาหนองแขม และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่าง ร้อยละ 45.50 เป็นเพศชาย และร้อยละ 54.50 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.70 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 16.90 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.55 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.60 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 29.25 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 93.75 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.80 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.45 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 43.15 สถานภาพโสด ร้อยละ 54.05 สมรส และร้อยละ 2.80 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.35 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 10.25 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 25.95 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 46.15 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 9.90 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 7.85 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 26.00 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 28.25 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.25 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 8.30 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 24.05 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.30 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ตัวอย่าง ร้อยละ 23.50 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 0.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 4.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 29.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 15.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 8.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.10 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.85 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.65 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.80 ไม่ระบุรายได้

นิด้าโพล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก นิด้าโพล

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.09 น.

“เอกนิติ” เตรียมต่อยอดความเชื่อมั่นประเทศไทย หลังเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก 2 เด้งในวันเดียวกัน สถาบัน S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือ BBB+ ขณะที่ IMD ขยับอันดับขีดความสามารถการแข่งขันไทยพุ่งขึ้น 4 ขั้น มาอยู่ที่ 26 ของโลก เตรียมงัดกลไก กรอ. ภายใต้การนำของนายกฯ “อนุทิน” ประชุมนัดแรก 22 มิ.ย. นี้ ทันที เพื่อชูจุดแข็ง และนำจุดอ่อนมาแก้ไข ลุยรื้อโครงสร้าง 4 ด้าน “โครงสร้างพื้นฐาน-การค้า-กฎระเบียบ-แรงงาน” พร้อมจ่อเปิดตัว “Thailand Fast Pass” โมเดลแก้กฎหมายดึงการลงทุนแบบไม่ต้องพึ่งงบประมาณ

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่าการคงอันดับครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและเสถียรภาพด้านการคลัง พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย และเอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรวมถึงการลงทุนตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน(18 มิ.ย. 2569) สถาบัน IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยมีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งผลการจัดอันดับล่าสุดนี้ มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่รัฐบาลจะนำมาพิจารณาและหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นจากการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ ที่ 22 มิ.ย. 2569 นี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า กรอ. จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนตนเองเป็นรองประธาน ซึ่งล่าสุดให้มอบให้ฝ่ายเลขานุการ กรอ. จัดเตรียมวาระการประชุมให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Moody’s และ สถาบัน IMD ให้ความสนใจ คือทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว

สำหรับแนวทางการทำงานของ กรอ. ชุดนี้ จะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงานซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาอยู่มาก ด้านเทคโนโลยี ด้านกำลังคนและแรงงาน และด้านการแก้ไขกฎระเบียบ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ Thailand Fast Pass ที่พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบสามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในวันอังคาร ที่ 23 มิ.ย. 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย

“ทั้ง Moody’s และ S&P ที่คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย ต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการแก้ไขปัญหากฎระเบียบ ซึ่ง Thailand Fast Pass เป็นเพียงต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพียงปลดล็อกกฎระเบียบก็สามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้ คือบางเรื่องเราไม่ต้องใช้เงินเลย เราปลดล็อกก็ขับเคลื่อนไปได้” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ กรอ. ในระยะต่อไป จะมีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลักๆ ประกอบด้วยคณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน โดยเชื่อว่าหากดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปี ทั้งนี้แนวทางการทำงานจะอิงรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเช่นเดียวกับยุครัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. คลัง กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ออกมามีทั้งส่วนที่ปรับตัวดีขึ้นและลดลงนั้น สถาบัน IMD ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคเอกชน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในด้านประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจนั้นพบว่าตัวชี้วัดด้านการค้าระหว่างประเทศปรับลดลงจากอันดับ 4 มาอยู่อันดับ 9 เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าค่อนข้างมาก ทำให้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่อันดับ 24 ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอยู่ที่อันดับ 38 เท่าเดิม

ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐอันดับโดยรวมอยู่ที่ 32 เท่าเดิม แต่ตัวชี้วัดด้านการคลังปรับดีขึ้นจากอันดับ 31 มาอยู่อันดับ 29 โดยเฉพาะความง่ายของระบบภาษีที่ดีขึ้นจากอันดับ 8 มาอยู่อันดับ 7 ซึ่งเป็นผลจากการนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น อาทิ ระบบ e-Tax Invoice ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ส่วนตัวชี้วัดด้านกฎหมายธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตต่าง ๆ ยังคงทรงตัว และเป็นเรื่องที่นายปกรณ์ต้องเข้ามาดูแลปรับปรุงต่อไป

ทางด้านประสิทธิภาพภาคเอกชนประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น โดยตัวชี้วัดด้านศักยภาพของภาคเอกชนปรับขึ้นจากอันดับ 39 มาอยู่อันดับ 37 ส่วนตัวชี้วัดด้านเสถียรภาพภาคการเงินอยู่ที่อันดับ 36 ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นด้านที่มีอันดับยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในอันดับ 56 และด้านการศึกษาซึ่งอยู่ในอันดับ 52

“ตัวชี้วัดที่น่าเป็นห่วงที่สุดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน คือความเข้มข้นในการพึ่งพาพลังงาน หรือ Energy Intensity ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 67 สะท้อนการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้าในระดับสูง โดยมูลค่าการนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของจีดีพีจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงของประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามในประเด็นที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับจากสถาบัน IMD เป็นปีแรกและอยู่ในอันดับ 27 ใกล้เคียงกับไทยมาก นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยต้องมองเวียดนามในฐานะพันธมิตรและคู่ค้ามากกว่ามองเป็นคู่แข่ง ซึ่งจากการพบปะกับประธานาธิบดีเวียดนามทั้ง 2 ประเทศมองตรงกันว่าควรมีการพัฒนาร่วมกัน โดยเวียดนามมีความเข้มแข็งด้านเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และกำลังแรงงานด้านวิศวกรรมจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านการแปรรูปอาหารและวัตถุดิบ จึงควรร่วมมือกันเพื่อเติบโตไปด้วยกัน
นายเอกนิติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่วิกฤตด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤตด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ในส่วนของสถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน ขณะนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนจากอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพและวิกฤตทางการคลัง ขณะที่การที่ประเทศไทยยังคงยืนยันในเรื่องวินัยทางการคลังและความพยายามในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสะท้อนออกมาในภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นในวันนี้