‘นายกฯ’รับไม่สบายใจ ดัชนีรับรู้การทุจริตดิ่ง ไทยอันดับ116ของโลก

‘นายกฯ’รับไม่สบายใจ  ดัชนีรับรู้การทุจริตดิ่ง  ไทยอันดับ116ของโลก

‘นายกฯ’รับไม่สบายใจ ดัชนีรับรู้การทุจริตดิ่ง ไทยอันดับ116ของโลก

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘นายกฯ’รับไม่สบายใจ ดัชนีรับรู้การทุจริตดิ่ง ไทยอันดับ116ของโลก สั่งปรับปรุงแก้ไขก.ม.

นายกฯ รับไม่สบายใจ กรณีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี 2568 ต่ำเพียง 33 คะแนน อยู่อันดับ 116 จากทั้งหมด 182 ประเทศ สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศอยู่ในเกณฑ์สอบตก กำชับการปฏิบัติงานทุกภาคส่วนโปร่งใส เคร่งครัด ฝ่าฝืนลงโทษวินัย แย้ม ครม.ชุดต่อไปจะมีผู้อาวุโสดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ ด้าน เลขาฯ ปปท. บอกมาถูกทางแล้ว แก้เรื่องอุปสรรคการอนุมัติ- อนุญาตการทำธุรกิจ

เมื่อวันที่ 12กุมภาพันธ์2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมแถลงถึงผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2568 (Corruption Perceptions Index: CPI 2025)ที่ได้ 33 คะแนน เต็ม 100 คะแนน อยู่อันดับ 116 จากทั้งหมด 182 ประเทศ

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า จากการที่เราได้ 33 คะแนนซึ่งอยู่ครึ่งหลัง ไม่ใช่เรื่องที่ดี มีผลต่อการตีความว่าเราอาจจะเป็นประเทศที่มีการทุจริตที่สูงและมีความโปร่งใสที่ต่ำ ประเด็นนี้ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อได้รับทราบการจัดอันดับ ตนได้เชิญผู้ที่มีความรับผิดชอบเบื้องต้น คือ เลขาธิการ ป.ป.ท. มารับทราบวิธีการที่จะปรับปรุงแก้ไข จึงได้ให้ข้อสั่งการเลขาธิการ ป.ป.ท. และนายบวรศักดิ์ เร่งเตรียมการปรับปรุง วิธีการ ปรับปรุงกฎหมาย ขั้นตอน ระเบียบ กฎกระทรวง พรก. หรือตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำการปราบปราม ต่อสู้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เราต้องปฏิรูปเรื่องการอนุมัติ อนุญาต ในการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน นักธุรกิจ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับไทย เราต้องเร่งทำให้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนวยความสะดวกถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง มอบหมายให้หน่วยงานรับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ

นายอนุทิน กล่าวว่า การเตรียมการนี้ รัฐบาลนี้ยังสามารถให้หน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกันหารือและหาวิธีในการทำให้เรื่องเหล่านี้มีความโปร่งใสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายที่จะดำเนินการกับผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำเกินหน้าที่ที่รับผิดชอบ เหล่านี้ต้องได้รับดำเนินการเด็ดขาด หรือกฎหมายที่มียังไม่พอ ต้องแก้ และตั้งความหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในสภา การออกกฎหมายต่างๆ ต้องให้การรับรองจากวุฒิสภาด้วย ตัวรัฐบาลมีความมั่นใจว่าถ้าเราตรากฎหมาย แก้ระเบียบต่างๆ ที่ต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภา เชื่อว่าทั้งสองสภาจะสนับสนุนให้มีการปราบปรามการทุจริต อำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มีเจตนาสุจริตในการประกอบสัมมนาชีพในประเทศไทยให้ได้รับความสะดวกที่สุด

“ผมมีความไม่สบายใจเกี่ยวกับค่าคะแนน CPI ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ประเทศนั้น 33 คะแนนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำคือสอบตก ต้องเร่งดำเนินการในทุกวิถีทางโดยใช้มูลเหตุนี้ในการที่จะต้องผลักดันสังคายนา ปฏิรูปวิธีการต่อสู้กับการทุจริตในประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้สถานการณ์ในปัจจุบัน เชื่อว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะนำเรื่องนี้ไปดำเนินการต่อ เพราะเป็นปัญหาของชาติ กระทบความเชื่อมั่น และก่อให้เกิดปัญหาต่างๆมาอีกมากมาย ตลอดจนการลงทุนที่จะเข้าในประเทศไทย” นายอนุทิน กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า จากนี้ไปที่รัฐบาลจะมาโฟกัสกับเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด การปฏิบัติหน้าที่ของทุกส่วนราชการจะต้องรวดเร็ว ให้การบริการแก่ผู้ประกอบการ ประชาชน โปร่งใส เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ หากมีการฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษทางปกครองและวินัยอย่างเด็ดขาด เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดุลยพินิจของหน่วยงานราชการต่างๆ การใช้อำนาจที่มีอยู่ หากจงใจเลือกปฏิบัติ เราจะไปเร่งแก้กฎหมาย ระเบียบ หรือออกกฎหมาย ระเบียบ ถ้าจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ก็ต้องออก ด้วยความที่เราน่าจะมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว การดำเนินการใดๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลก็แก้ไขข้อบังคับระเบียบหรือการดำเนินการด้วยความรวดเร็วไปก่อน เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม

นายกฯ กล่าวว่า เราจะมีวิธีจัดตั้งให้รายงานผล ปัญหา อุปสรรค และการติดตามผล โดยจะใช้บุคคลที่มีความอาวุโส มีความน่าเชื่อถือ อยู่ในครม.ดูแลรับผิดชอบโดยจำเพาะเจาะจง เชื่อว่าเราจะดำเนินการได้ด้วยบริบทรูปแบบการบริหาราชการแผ่นดินแบบใหม่ บูรณาการทำงานกันทุกภาคส่วน ทำให้สิ่งที่มันจะนำความอับอายมาสู่ประเทศไทยต้องไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลที่มีความตั้งใจจะเป็นศัตรูกับการทุจริตคอร์รัปชั่น เหมือนกับที่เป็นศัตรูกับขบวนการยาเสพติด สแกมเมอร์ ฟอกเงิน ที่ยกมาเป็นวาระแห่งชาติ

ด้านนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า ปัญหาที่เราพบวันนี้คือ การอนุมัติและการอนุญาตต่างๆ ซึ่งตนได้รับเสียงสะท้อนจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจชาวต่างชาติ ซึ่งวันนี้เราต้องเร่งขับเคลื่อน ผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติและอนุญาตต้องปฏิบัติตามระเบียบ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคะแนน CPI ของเราจะดูลดลง แต่ในภาพรวมการประเมินทั้ง 9 แหล่ง ก็มีคะแนนในบางแหล่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ มีทั้งมุมลบมุมบวก จึงอยากให้ความหวังว่า เรากำลังเดินถูกทางแล้ว เราต้องทำให้เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรค และนำเป็นทางแก้ไขต่อไป

นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ รองนายกฯ กล่าวว่า เรื่องการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติได้ทำมาการประเมินมานานแล้ว แต่ขอเน้นว่าเป็นมุมมองของคนที่เขาสอบถาม ซึ่งมีองค์ประกอบ 9 ข้อ บางอันเขาโยงกับดัชนีชี้วัดของคนอื่น เช่น เรื่องการทำธุรกิจยากง่าย นายกฯเอาจริงมากเรื่องนี้ บอกว่าเราจะต้องหาทางทำให้ทุจริตคอร์รัปชันลดลงให้มากที่สุด จะพูดว่าหมดไปคงพูดยาก และทำให้ลดลงไม่พอ ต้องทำให้คนที่มีเกี่ยวข้องคือ นักลงทุนรู้ว่า เรื่องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น รัฐบาลพยายามทำให้มันลดลงแล้ว ต้องให้คนทั่วไปได้เห็นว่าความยุติธรรมเกิดขึ้นแล้ว

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลมีแกนเป็นพรรคภูมิใจไทย สิ่งที่ต้องทำ คือ 1.ต้นเหตุการณ์ทุจริตคอร์รัปชันที่สำคัญที่สุดคือ การมีกฎหมายและระเบียบมากจนสร้างภาระให้นักธุรกิจและประชาชน 2.ลดกฎหมาย ลดขั้นตอน 3.ใช้เทคโนโลยีแทน โดยอนุมัติและอนุญาตผ่านอินเตอร์เน็ต 4.โปร่งใสที่สุด เปิดเผยข้อมูลและอัพเดต 5.ใครแจ้งเบาะแสรัฐบาลจะลงไปตรวจสอบและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

“ผมหวังว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ4ปี น่าจะมีอะไรก้าวหน้าไปเยอะ และหวังว่านายกฯจะประสบความสำเร็จ ทำให้หมดไปไม่ได้หรอก เพราะคนเลวต้องมีอยู่ แต่ทำให้มันลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ที่ทำให้ผู้ให้ข้อมูลกับองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติรู้ว่ารัฐบาลนี้เอาจริง” นายบวรศักดิ์ กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ตรวจสอบได้ แต่อย่าเล่นนอกเกม อย่าขยายเรื่องเกินข้อเท็จจริง หากมีหลักฐานก็ให้ใช้กระบวนการตามกฎหมาย แต่ถ้าใช้การปลุกกระแสจนบ้านเมืองปั่นป่วน สุดท้ายจะไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมืองแต่จะกลายเป็นความเสียหายต่อประเทศ”

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ไอลอว์อ้างหลักฐานเด็ด! ถังขยะในเขตเลือกตั้ง 1 ชลบุรี ชี้พยานบุคคลพร้อมให้การ กกต.

ไอลอว์อ้างหลักฐานเด็ด! ถังขยะในเขตเลือกตั้ง 1 ชลบุรี ชี้พยานบุคคลพร้อมให้การ กกต.

ไอลอว์อ้างหลักฐานเด็ด! ถังขยะในเขตเลือกตั้ง 1 ชลบุรี ชี้พยานบุคคลพร้อมให้การ กกต.

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.56 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี นายณัชปกร นามเมือง ตัวแทนจากไอลอว์ แถลงภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่นับคะแนนใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ว่า สิ่งที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมากคือการที่กกต.แถลงว่าไม่พบหลักฐานการนับคะแนนที่ผิด กกต.อ้างว่าตามกฎหมาย ถ้าจะขอนับคะแนนใหม่ จะต้องเป็นไปตามกฎหมายมาตรา 124 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าถ้ามีการนับคะแนนไม่ถูกต้องให้มีการนับคะแนนใหม่ และจากการสอบพยานที่ได้ยื่นคําร้องไปแล้ว ไม่พบหลักฐานว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น ข้อมูลที่ไอลอว์ รายงานไป ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมามีทั้งหมด 4 หน่วยที่มีปัญหาเรื่องคะแนน

“ที่ กกต.บอกว่าที่โรงยิมไม่มีถังขยะ อยากให้ทุกคนดูว่ามีหรือไม่ มันมีถังขยะอยู่ตรงนั้นมันวางอยู่ และมีภาพหลักฐานที่ถ่ายไว้ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.ว่ามีคนไปพบเห็น ซึ่งเรามีพยานบุคคล และเขาพร้อมจะไปให้การกับ กกต.ด้วย”

– 006

นายกฯ ร่วมงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

นายกฯ ร่วมงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

นายกฯ ร่วมงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.40 น.

นายกฯ ร่วมงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 66 พรรษา เน้นย้ำมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่นแน่นแฟ้น เดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สู่ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.30 น. ณ ห้องเพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น โดยมี นายโอตากะ มาซาโตะ (H.E. Mr. OTAKA Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสเจริญพระชนมพรรษาครบ 66 พรรษา ของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น และวันชาติญี่ปุ่น ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย พร้อมถวายพระพรให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระเกษมสำราญ และทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พร้อมถือโอกาสนี้ ส่งความปรารถนาดีไปยังประชาชนชาวญี่ปุ่นให้มีความสงบสุข มั่นคง และเจริญรุ่งเรืองสืบไป

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีความแน่นแฟ้น ยืนยาว และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความเข้าใจอันลึกซึ้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ถือเป็นความร่วมมือที่มีความลึกซึ้งและยืดหยุ่น ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์ดังกล่าวครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่สายสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างราชวงศ์ไทยและราชวงศ์ญี่ปุ่น ไปจนถึงความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนของทั้งสองประเทศ

ท่ามกลางบริบทของโลกที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไทยและญี่ปุ่นยังคงยืนหยัดร่วมกันในการสนับสนุนกฎระเบียบภูมิภาคที่เปิดกว้างและตั้งอยู่บนกติกา รวมถึงการส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ทั้งสองประเทศยังเดินหน้าขยายความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ อาทิ นวัตกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสีเขียว และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น เพื่อวางรากฐานสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีพลวัตสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในโอกาสที่ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ทั้งสองฝ่ายพร้อมสานต่อมรดกความร่วมมืออันน่าภาคภูมิใจ และร่วมกันกำหนดทิศทางความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น พร้อมทั้งแสดงความยินดีกับนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในโอกาสได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และยืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อกระชับความร่วมมือในทุกมิติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มีโอกาสพบกันในเร็ววัน เพื่อสานต่อและยกระดับความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมทั้งร่วมแบ่งปันความชื่นชมในดนตรีที่มีร่วมกัน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้เชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมกันยืนขึ้นเพื่อกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น เพื่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และเพื่อความเจริญรุ่งเรือง เสถียรภาพ และความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ ก่อนกล่าวเชิญให้ร่วมกันดื่ม พร้อมกล่าวคำอวยพรสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น “บันไซ”

– 006

อินไซต์วงประชุมภูมิใจไทย! แย้มมี สส.พรรคอื่น เทเสียงหนุนไม่น้อยกว่า 30 คน

อินไซต์วงประชุมภูมิใจไทย! แย้มมี สส.พรรคอื่น เทเสียงหนุนไม่น้อยกว่า 30 คน

อินไซต์วงประชุมภูมิใจไทย! แย้มมี สส.พรรคอื่น เทเสียงหนุนไม่น้อยกว่า 30 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.12 น.

อินไซต์วงประชุมภูมิใจไทย! เผยมี”พรรคการเมืองอื่น”เทเสียงหนุนไม่น้อยกว่า 30 คน พร้อมดัน”อนุทิน”เป็น”นายกฯ” เผยเตรียมเดินหน้าเจรจา”จัดตั้งรัฐบาล” ไล่เรียงตามลำดับ”พท.-กธ.-ปชป.” ขณะที่”พรรคส้ม”ประกาศชัดเป็นฝ่ายค้าน ยันเปิดกว้างทุกพรรค ขอร่วมงานต้องเดินตามนโยบาย ลืมขัดแย้งในอดีต

12 กุมภาพันธ์ 2569 แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า การประชุมว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทย วันนี้ แกนนำพรรคได้ชี้แจงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลให้สมาชิกพรรค ทราบว่าขณะนี้พรรคมีว่าที่ สส.จำนวน 193 คน แบ่งเป็น ว่าที่ สส.เขตเลือกตั้ง 174 คน และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 19 คน แต่มีว่า สส.จากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่แจ้งความจำนงจะสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี อีกไม่น้อยกว่า 30 คน ซึ่งมีทั้งที่มาแสดงตนก่อนการประชุมพรรค และที่ยังไม่ได้มาแสดงตนอีกจำนวนหนึ่ง

แหล่งข่าวฯ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมพรรค นายอนุทิน ได้กล่าวย้ำกับว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทย หลายครั้งว่า จะจัดตั้งรัฐบาลหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยจะคำนึงถึงความต้องการของประชาชนมากกว่า 9.9 ล้านคน ที่ลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยทั่วประเทศ และอีก 5.9 ล้านคะแนน ที่ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย เป็นประการแรก อย่าทำให้ประชาชนที่ลงคะแนนให้เสียศรัทธา และเสียใจกับการลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทย

แหล่งข่าวฯ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพรรคได้ว่าที่ สส.มาไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว จึงต้องมีการเจรจากับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง จะเชิญพรรคลำดับ 2 – 3 – 4 – 5 พบปะพูดคุยถึงแนวทางการจัดตั้งรัฐบาล และเงื่อนไขในการทำงานร่วมกันตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พรรคลำดับ 2 ได้แสดงท่าทีต่อสาธารณะแล้วว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

“การเจรจาจึงจะเริ่มต้นจากพรรคลำดับที่ 3 คือพรรคเพื่อไทย (พท.) จากนั้นก็เป็นพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นลำดับสุดท้าย

แม้ว่าที่ประชุมจะมอบสิทธิ์ให้หัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค เป็นผู้เจรจาและตัดสินใจได้ แต่นายอนุทิน แจ้งว่า เมื่อพบปะพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว จะนำผลการเจรจามาแจ้งกับสมาชิกพรรค เพื่อให้พิจารณาร่วมกัน รับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกพรรค ด้วย

สถานการณ์ขณะนี้ จึงยังมีความเป็นไปได้สำหรับทุกพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยไม่ปิดโอกาสตัวเอง และจะพยายามจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้นโยบายรัฐบาลไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน แม้ว่าในอดีตจะเคยขัดแย้งกันมาทั้งความคิดและแนวทางการทำงาน แต่หากมาร่วมกันแล้ว ขอให้หยุดความขัดแย้งทั้งหมด แล้วมาช่วยทำงานด้วยกันอย่างเต็มที่ต่อไป เพราะความขัดแย้งทางการเมืองไม่สามารถทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้” แหล่งข่าวฯ ระบุ

ปชน.ผิดหวัง!!! หลัง กกต.มีมติไม่นับคะแนนใหม่ ชลบุรี เขต 1

ปชน.ผิดหวัง!!! หลัง กกต.มีมติไม่นับคะแนนใหม่ ชลบุรี เขต 1

ปชน.ผิดหวัง!!! หลัง กกต.มีมติไม่นับคะแนนใหม่ ชลบุรี เขต 1

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.36 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความระบุว่า [ พรรคประชาชนผิดหวังที่ กกต. ไม่มีมติให้นับคะแนนใหม่ใน ชลบุรี เขต 1 เพื่อให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย | เรียกร้องให้ กกต. เผยแพร่แบบขีดคะแนนและรายงานผลการนับคะแนนรายหน่วยของทุกหน่วยโดยเร็ว ]

สืบเนื่องจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่ให้มีการนับคะแนนใหม่สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี หลังจากที่ภาคประชาชนได้รวบรวมและนำเสนอข้อสังเกตหลายประการทั้งที่ปรากฏต่อสาธารณะและที่ยื่นต่อ กกต. ที่ผ่านมา

ทางพรรคประชาชนเห็นว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่ กกต. ไม่ตัดสินใจใช้อำนาจตามกรอบกฎหมายของตนเองในการดำเนินการนับคะแนนใหม่ในพื้นที่ที่มีข้อสังเกต เพราะแม้การนับคะแนนใหม่อาจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนผลเลือกตั้งเสมอไป แต่การนับคะแนนใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อการทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย ทำให้ กกต. หลุดพ้นจากข้อครหา และทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสและรวบรวมคะแนนเสียงของประชาชนทุกคนอย่างแม่นยำ

เพื่อเปิดให้ประชาชนในพื้นที่สามารถตรวจสอบการนับคะแนนและการรวมคะแนนได้อย่างสะดวก พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งเผยแพร่แบบขีดคะแนน (ใบ ส.ส. 5/11) และรายงานผลการนับคะแนน (ใบ ส.ส. 5/18) รายหน่วยของทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ทันที และขอย้ำข้อเรียกร้องให้มีการเผยแพร่รายงานผลการนับคะแนน (ใบ ส.ส. 5/18) รายหน่วยของทุกหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด

ในส่วนของเขตเลือกตั้งอื่นที่พรรคประชาชนค้นพบข้อสงสัยในการนับคะแนน พรรคประชาชนจะเดินหน้าต่อในการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการให้ กกต. พิจารณานับคะแนนใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ตามที่ได้ประกาศต่อสาธารณะก่อนหน้านี้

ภาคปชช.หารือฝ่ายปค. หลัง กกต.ประกาศไม่นับคะแนนใหม่ ชลบุรี เขต 1

ภาคปชช.หารือฝ่ายปค. หลัง กกต.ประกาศไม่นับคะแนนใหม่ ชลบุรี เขต 1

ภาคปชช.หารือฝ่ายปค. หลัง กกต.ประกาศไม่นับคะแนนใหม่ ชลบุรี เขต 1

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.26 น.

ภาคประชาชนชลบุรี หารือด่วนฝ่ายปกครอง หลัง กกต.ประกาศไม่นับคะแนนใหม่ เขต 1 ยันขอเอกสาร สส.5/18-ภาพวงจรปิด พิสูจน์ความโปร่งใส ด้าน”iLaw”ชี้ปักหลักเพื่อให้ได้ความยุติธรรม-จุดคลี่คลายที่พึงพอใจ ลั่นจะไม่อยู่ที่นี่ลากยาวไปจนตาย ผู้ชุมนุมย้ำปักหลักตามสิทธิ์-ไม่สร้างความวุ่นวาย รอคำตอบจาก กกต.

12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามแบดมินตัน จ.ชลบุรี เขต 1 ภายหลังจากที่ กกต.มีการประกาศว่า “ไม่นับคะแนนใหม่” พบว่ามีการประชุมระหว่างตัวแทนภาคประชาชน พร้อมทนายความสิทธิมนุษยชน ร่วมกับตํารวจ และฝ่ายปกครองโดยมี นายวรจักร สถาพรภิญโญ นายอำเภอเมืองชลบุรี เป็นประธานนั่งหัวโต๊ะ

โดยการประชุมดังกล่าว จัดขึ้นที่กองอํานวยการรักษาความสงบเรียบร้อย เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี อยู่ตรงข้ามกับสนามแบดมินตันเพียงเล็กน้อย ซึ่งมีประชาชนร่วมสังเกตการณ์อยู่บริเวณโดยรอบรั้วด้านนอก เบื้องต้นแม้จะเป็นสถานที่เปิด แต่ไม่สามารถได้ยินเสียงว่าเป็นการพูดคุยหรือเจรจากันเรื่องใด

ต่อมา นายกัณพงศ์ ตัวแทนกลุ่มประชาชน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยกล่าวว่า มีประเด็นหลักๆ คือเรื่องของคะแนนที่ กกต.แถลง ซึ่งต้องยุติตามนั้น และพวกเราก็โดนข้อกฎหมายมาเล่นงานน้องๆ แล้ว และไม่รู้ว่าจะมีเพิ่มอีกหรือไม่ การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อพรรคหรือใคร แต่เราอยากเห็นความถูกต้องและโปร่งใส หลังจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องต่อน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเข้าใจว่าทุกคนเหนื่อย สิ่งที่ต้องการตอนนี้คือการขอใบ สส.5/18 จาก กกต.ซึ่งท่านบอกว่าจุดตรงนี้ยังไม่แล้วเสร็จ และเราเข้ามากันก่อน จึงทําให้หีบยังไม่ถูกขนไปยังอําเภอ จึงไม่สามารถอัปโหลดได้

ในเรื่องการยุบรวมหีบเจ้าหน้าที่จะกั้นพื้นที่และให้ประชาชนร่วมสังเกตการณ์ก่อนนําส่งอําเภอ ซึ่งสามารถถ่ายภาพได้ทุกขั้นตอน แต่ต้องขอหาข้อสรุปก่อน หากคุยกันแล้วสามารถดําเนินการได้ทางเราก็จะอํานวยความสะดวก โดยกับภาพทุกอย่างให้ทีมกฎหมายได้ดูว่าสามารถดําเนินการอะไรได้บ้าง

ขณะที่ นายณัชปกร นามเมือง ตัวแทนจาก iLaw กล่าวว่า หลังจากการหารือกับนายอำเภอ กับเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ที่ต้องการให้พี่น้องประชาชนเดินทางกลับ เพื่อจะได้ดำเนินการขนย้ายหีบให้เสร็จสิ้น ซึ่งทางภาคประชาชนไม่สามารถทำให้ได้ เพราะไม่สามารถยอมรับสิ่งที่ กกต.แถลงได้ เพราะเป็นสิ่งค้านกับประชาชนที่ประชาชนได้พบเจอ สิ่งที่จะทำให้บรรยากาศคลี่คลายลงได้ ก็คือการนำภาพจากกล้องวงจรปิด ตั้งแต่เวลา 15.00 น.วันที่ 9 ก.พ.69 จนเวลา 15.00 น.ของวันนี้ เพื่อดูว่ามีการยุ่งเกี่ยวกับหีบบัตรเลือกตั้งหรือไม่

นอกจากนี้ ยังได้ขอใบ สส.5/18 ซึ่งเป็นการสรุปผลคะแนนรายหน่วย เพื่อนำไปตรวจสอบกับหลักฐานที่ประชาชนนำมาเผยแพร่ ในเว็บไซต์ Vote62 ว่าตรงกันหรือไม่ เนื่องจากมีความกังวลว่าอุปกรณ์ต่างๆหรือหีบยังปิดผนึกอย่างเหมาะสม จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานสองส่วนนี้เพื่อให้บรรยากาศคลี่คลายลง

สุดท้ายการที่ กกต.ทำให้ใบ 5/11 มาอยู่นอกหีบบัตรเลือกตั้งจะทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เชื่อถือได้ยาก และเราหวังว่าหากท้ายสุด กกต.ไม่นับคะแนนใหม่ เราก็คงต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้เกิดความผิดปกติต่อไป ทั้งนี้ เราก็ไม่อยากตัดสินใจแทนพี่น้องประชาชน คงต้องนำไปหารือว่าแต่ละคนมีความพึงพอใจที่แตกต่างกันอย่างไร พร้อมขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ว่าการปักหลักของประชาชนเป็นไปตามสิทธิ์และกฎหมาย ขออย่าเข้ามากระทำการคุกคามประชาชนที่อยู่ในสถานสถานที่นี้

“เราขออยู่ตรงนี้เพราะเราไม่ได้ทำอะไรที่เดือดร้อนวุ่นวาย แค่ปักหลักเพื่อให้ได้ความยุติธรรมและจุดคลี่คลายที่พึงพอใจก่อน และเราจะไม่อยู่ที่นี่ลากยาวไปจนตาย” นายณัชปกร กล่าว และว่า ทั้งนี้ ส่วนระยะเวลาก็ขึ้นอยู่ว่าจะได้เอกสารจาก กกต.เมื่อไหร่ ขณะที่ไฟล์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ดังนั้น จึงอาจจะยังไม่ได้ข้อสรุปในคืนนี้

เฟิร์น ชลบุรี โวย กกต.! หลังไม่นับคะแนนเขต 1 ใหม่-รับไม่ได้คำชี้แจงเดิมๆ

เฟิร์น ชลบุรี โวย กกต.! หลังไม่นับคะแนนเขต 1 ใหม่-รับไม่ได้คำชี้แจงเดิมๆ

เฟิร์น ชลบุรี โวย กกต.! หลังไม่นับคะแนนเขต 1 ใหม่-รับไม่ได้คำชี้แจงเดิมๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.00 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี น.ส.กนกวัลย์ สร้อยสม หรือ เฟิร์น ตัวแทนประชาชนชลบุรี แถลงภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่นับคะแนนใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ว่า สิ่งที่คิดไว้ก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้จริงๆ คำตอบที่ออกจาก กกต.ที่ออกมาบอกว่าไม่มีความผิดปกติ ทุกอย่างเรียบร้อยหมด ตนไม่แปลกใจเลยที่มันจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่ขอแสดงความยินดีกับหน่วยอื่นๆ ที่จะได้มีการเลือกตั้งหรือนับคะแนนใหม่ ก็เสียใจมากที่ข้อมูลของ กกต.ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

น.ส.กนกวัลย์ กล่าวว่า กรณีคลิปไฟดับแต่พัดลมติด หลักฐานที่ตนแนบไปไม่มีคลิปนี้ กกต.เอามาพูดได้อย่างไร ส่วนที่ กกต.บอกว่าด้านในโรงยิมแบดมินตันไม่มีถังขยะ และบอกว่ามีกองเอกสารที่อยู่ในการรวบรวม 10 เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่เรียบร้อย มีการดําเนินการรวบรวมอยู่ โดยช่วงนี้ น.ส.กนกวัลย์ ได้แสดงรูปกองถ่ายเอกสารดังกล่าว ให้สื่อมวลชนและประชาชนที่มาเฝ้าติดตามดู พร้อมถามว่า ลักษณะอย่างนี้ มันใช่กองขยะหรือไม่ เถียงกันอยู่ว่าใช่กองขยะหรือไม่ แต่มันไม่ใช่หีบที่ควรจะอยู่ ถ้าเราไม่มีการคาใจแล้วจะมารวมตัวกันอยู่ตรงนี้ได้ยังไง

น.ส.กนกวัลย์ กล่าวต่อว่า เรื่องของการไม่ปิดเทป หรือสายรัด กกต.ควรจะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจด้วย ว่าต่อให้มีการปิดหีบรวมหีบยังไงก็แล้วแต่ ขณะที่กล่องจะถูกขนออกไปไม่ว่าจะเป็นที่ที่ว่าการอําเภอ หรือโกดังของ กกต. สภาพกล่องต้องอยู่อย่างสมบูรณ์ ซึ่ง กกต.ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ โดยอ้างว่ายุบรวมหีบแล้วไม่ต้องปิดเทปก็ได้ ตามหลักกฎหมายแล้ว หลังจากนับคะแนน ต้องเอาใบคะแนนใส่ถุงและรัดเคเบิ้ลไทร์อีกที และนำถุงใส่กล่องรัดเทปกาว

“ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมรับ แต่มันยอมรับไม่ได้จริงๆ เพราะคําชี้แจงก็คือแบบเดิม เขาบอกว่าหลักฐานของเราไม่เพียงพอ มันไม่ดีพอ ก็โต้แย้งเหมือนกับหลอกเด็กน้อยว่าวันนี้จะซื้อขนมให้กิน ซึ่งมันชัดเจนอยู่แล้วเราจะบอกว่ามันปกติได้ยังไง ท่านเอาคนของท่านมาตรวจสอบคนของท่านเอง มันจะโปร่งใสได้ยังไง บอกว่าไม่เอาหน้าตาไม่เอาศักดิ์ศรีของ กกต. แต่ประชาชนทุกคนคงเห็นแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการเรียกร้องแบบนี้แทบเป็นทุกเขตทุกจังหวัด ฉะนั้น มันทําให้เห็นชัดเจนว่า กกต.ทํางานไม่ได้เรื่องไม่โปร่งใส” น.ส.กนกวัลย์ กล่าว

อนุทิน ยกสีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ เป็น 3 แม่ครัว หนุนภท.เติบโต กำชับว่าที่สส.-แกนนำเร่งเครื่องทำงานหนัก

อนุทิน ยกสีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ เป็น 3 แม่ครัว หนุนภท.เติบโต กำชับว่าที่สส.-แกนนำเร่งเครื่องทำงานหนัก

อนุทิน ยกสีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ เป็น 3 แม่ครัว หนุนภท.เติบโต กำชับว่าที่สส.-แกนนำเร่งเครื่องทำงานหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.45 น.

อนุทิน ยกสีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ เป็น 3 แม่ครัว หนุนภูมิใจไทยเติบโต กำชับ 193 ว่าที่สส.-แกนนำพรรค เร่งเครื่องทำงานหนัก เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนไทย พัฒนาประเทศไปข้างหน้า ฟุ้งรอบนี้ซิวผู้แทนฯ ยกจังหวัดถึง20จว.

เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานการประชุมว่าที่ สส. และแกนนำพรรค ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคได้ สส. 193 คน และได้ สส.ยกจังหวัดรวม 20 จังหวัด เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ได้ 8 จังหวัด มองว่าเป็นพัฒนาการ และความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัด นอกจากนี้ต้องขอบคุณบุคลากร 3 คนที่เปรียบเป็น3 แม่ครัว ช่วยให้พรรคได้รับความเชื่อมั่น ความนิยม และความศรัทธามากขึ้น ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันรอบนี้พรรคมี สส.มุสลิมเพิ่มขึ้น 12 คน เชื่อว่าจะช่วยนำความสงบ ความสามัคคี และความเรียบร้อยมาสู่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ และศาสนา เพราะสิ่งที่ทุกคนมีร่วมกันคือความเป็นคนไทย

“ขอแสดงความยินดีกับพรรคภูมิใจไทยกับการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากได้ สส.193 คนแล้ว ยังได้ สส.ยกจังหวัด 20 จังหวัด จากเดิมเมื่อปี 2566 ที่ได้เพียง 8 จังหวัด จึงถือว่าเป็นพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความคืบหน้าที่เห็นได้อย่างชัดเจน จากนี้ ต้องทำงานหนัก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ไปจนถึงการต้องเร่งพัฒนาบ้านเมือง” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว

สยบดรามานับคะแนน บวรศักดิ์ ชี้ กกต.ต้องตัดสินตามหลักฐาน

สยบดรามานับคะแนน บวรศักดิ์ ชี้ กกต.ต้องตัดสินตามหลักฐาน

สยบดรามานับคะแนน บวรศักดิ์ ชี้ กกต.ต้องตัดสินตามหลักฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.35 น.

12 กุมภาพันธ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้จะมาให้ความรู้เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่และการคัดค้านการเลือกตั้งโดยประชาชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่เป็น 2 เรื่องแยกจากกันแต่เกี่ยวพันกันได้

1 การนับคะแนนใหม่

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. 2561 มาตรา 116 กำหนดให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเปิดหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้าประชาชนแล้วนับคะแนน มาตรา 117 กำหนดให้การนับคะแนนทำ ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยติดต่อกันจนเสร็จสิ้น และห้ามเลื่อนหรือประวิงการนับคะแนน

คำถามมีว่า ถ้าระหว่างนับคะแนน ประชาชนที่สังเกตการณ์นับคะแนนเห็นความผิดปกติ จะสามารถทักท้วงคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้หรือไม่ คำตอบก็คือได้แน่ มิฉะนั้นจะให้ประชาชนไปสังเกตได้อย่างไร ทั้งยังมีอาสาสมัครที่มาจากนิสิตนักศึกษาที่กกตให้ไปสังเกตการณ์ด้วย ถ้ามีประชาชนทักท้วง กฎหมายก็เขียนไว้@ชัดเจนในมาตรา 140 วรรคสอง (2) ว่า“ การคัดค้านเกี่ยวกับการนับคะแนนให้คัดค้านในระหว่างเวลาที่ที่ยังนับคะแนนไม่แล้วเสร็จ หรือในกรณีคัดค้านการรวมคะแนนให้คัดค้านก่อนประกาศผลการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง” คำถามจึงมีว่าผู้สงสัยได้คัดค้านตามมาตรา 140 วรรคสอง(2) แล้วหรือไม่ ถ้าไม่ได้คัดค้านระหว่างนั้น ก็เป็นเรื่องของ กกต ที่จะวินิจฉัยล่ะครับ

แต่ถ้านับคะแนนเสียงเลือกตั้งเสร็จแล้วกฎหมายให้ประกาศผลการนับคะแนน จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ จำนวนบัตรเลือกตั้งที่เหลือ โดยต้องประกาศโดยเปิดเผย แล้วรายงานผลการนับคะแนนต่อ กกต ประจำเขตเลือกตั้ง เป็นอันสิ้นสุดการนับคะแนน เมื่อสิ้นสุดการนับคะแนนแล้วปรากฏว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนนไปแล้ว กฎหมายบังคับให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งตรวจสอบความถูกต้องหรือบกพร่อง พร้อมตั้งแจ้งให้กกต. ประจำเขตเลือกตั้งทราบ และนำส่งหีบบัตรและอุปกรณ์ต่อกกตประจำเขต กกต ประจำเขต อาจสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่หรือสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้นได้

แต่ถ้าเห็นว่าความไม่ถูกต้องนั้น 1) ไม่ได้เกิดจากการทุจริต และ2) ไม่ทำให้ผลการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเปลี่ยนแปลง กกตประจำเขตจะสั่งให้ยุตติเรื่องก็ได้ ซึ่งหมายความต่อไปว่าถ้าเกิดจากการทุจริตหรือจะทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกตประจำเขตก็ต้องงดการประกาศผลเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือถ้าเห็นว่าการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง ก็ต้องงดประกาศผลการเลือกตั้งแล้วให้นับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นก็ได้(ดูมาตรา 122และ 124)

จะเห็นได้ว่า พรบประกอบรัฐธรรมนูญให้อำนาจ กกต แต่กกต.จะใช้อำนาจตามใจชอบไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญที่ผมเอามาให้ดูไม่ว่าจะเป็นมาตรา 224(2)หรือ (3) หรือมาตรา 225 หรือมาตรา 226 กำหนดให้กกต ต้องสืบสวน ไต่สวน หรือกกต พบเห็นการกระทำด้วยตนเองที่ กกต.สงสัยว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ก็อาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วย แต่รัฐธรรมนูญบังคับว่า ต้องมี“หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม

นี่ก็แสดงให้เห็นว่ากกตเอาเพียงแต่คำพูดหรือการประท้วงมาเป็นเหตุในการใช้ดุลพินิจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ได้ ถ้ายอมให้ทำได้ กฎหมู่ก็จะอยู่เหนือกฎหมาย หลักฐานจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นการหาหลักฐานมาให้กกต. พิจารณาจึงเป็นหัวใจ ไม่ใช่การชุมนุมประท้วง หรือโพสต์ตามโซเชียลมีเดีย

กกต.เอง ก็รู้อยู่ว่าต้องยึดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย หากผิดไปจากรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ก็เสี่ยงที่จะถูกกฎหมายเล่นงานเสียเอง บทเรียนในอดีตที่กกต. บางคนต้องโทษจำคุก คงยังไม่เลือนไปจากความทรงจำ

ผมเข้าใจและเห็นใจ กกต. ถ้าผมเป็นกกต เอง ผมก็จะไม่เต้นรำไปตามเสียงปี่เสียงกลองที่คนอื่นตีให้

แต่ผมก็เข้าใจหัวใจประชาชนผู้สงสัย ได้แต่ เอาใจช่วยว่า ท่านต้องหาหลักฐาน ที่น่าเชื่อถือให้ได้ ครับ เพราะเมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้”ว่า การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

2) การคัดค้านการเลือกตั้ง

ถ้ามีการประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้ว มาตรา 140 ก็ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งยื่นคัดค้านต่อ กกต ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิ์เลือกตั้งหรือที่ตนสมัครรับเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมโดยยื่นคัดค้านการเลือกตั้งได้ตั้งแต่ ภายใน 30 วันตั้งแต่วันประกาศผลเลือกตั้ง  เว้นแต่การคัดค้านการเลือกตั้งเพราะผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใช้จ่ายเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ได้ยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งกฎหมายให้คัดค้านได้ตั้งแต่วันเลือกตั้งไป 180 วัน

ผมเอารัฐธรรมนูญและกฎหมายมากางให้ดูแล้ว ทำให้ถูกรัฐธรรมนูญและกฎหมายก็จะได้ชื่อว่าเคารพ “ หลักนิติธรรม” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย