ชัดเจน สถานะ ไทย ใน UNESCO ซาบีดา แจง เป็นบอร์ดบริหารชุดใหญ่มีอำนาจกำหนดทิศทางองค์กร

ชัดเจน สถานะ ไทย ใน UNESCO ซาบีดา แจง เป็นบอร์ดบริหารชุดใหญ่มีอำนาจกำหนดทิศทางองค์กร

ชัดเจน สถานะ ไทย ใน UNESCO ซาบีดา แจง เป็นบอร์ดบริหารชุดใหญ่มีอำนาจกำหนดทิศทางองค์กร

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.42 น.

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้บนโลกสังคมออนไลน์มีการพูดคุยถกเถียงดรามากับเรื่องราวของประเทศกัมพูชาที่ได้รับเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ขององค์การยูเนสโก จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ต่อไปกัมพูชาอาจจะอาศัยตำแหน่งในคณะกรรมการดังกล่าว ในการผลักดัน หรืออ้าง วัฒนธรรมของตนเองให้เป็นมรดกโลก รวมถึงอาจจะกีดกันประเทศไทย ในการเสนอวัฒนธรรมต่างๆเข้าสู่การพิจารณารดกโลกหรือไม่

จนล่าสุดวานนี้ 19 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ โพสต์ข้อมูลชี้แจงประเด็นร้อนกับสถานะของประเทศไทยในองค์การยูเนสโก หรือ UNESCO เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนให้กับประชาชน โดยระบุว่าประเทศไทยนั้นได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารมาตั้งแต่ปี 2025 และจะดำรงตำแหน่งไปจนถึงปี 2029 ครบวาระ 4 ปี ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ เป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ กำหนดทิศทางองค์กร และดูแลทุกภารกิจของ UNESCO ในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหาร UNESCO อยู่แล้วตั้งแต่ปี 2025 และจะดำรงตำแหน่งต่อไปถึง ปี 2029 (วาระ 4 ปี) ซึ่งเรียกว่า UNESCO Executive Board โดยคณะกรรมการชุดนี้ ถือเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางองค์กร และดูแลทุกภารกิจของ UNESCO ซึ่งในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก มีประเทศที่เป็นคณะกรรมการ คือ เวียดนาม อินเดีย เกาหลีใต้ จีน ปากีสถาน มาเลเซียรวมทั้งประเทศไทย #กระทรวงวัฒนธรรม #UNESCO #ซาบีดาไทยเศรษฐ์”

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

หลังจากโพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เผยแพร่ออกไปบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“มันต้องแบบนี้ครับ สนับสนุนเต็มที่ครับ””

“เห็นมั้ย ถ้าออกมาแสดงความเห็นบ้าง ประชาชนสนับสนุน เทิดทูนการทำงาน ขอบคุณที่ดูแลผลประโยชน์ของชาติ”

“เริ่ดดดด”

“สวยเก่งที่สุดค่ะ”

“ไทยเป็นหนึ่งใน คณะกรรมการบริหารยูเนสโก (UNESCO Executive Board) “ มีอำนาจหน้าที่และตำแหน่งใหญ่กว่าคณะกรรมการเฉพาะกิจอื่นๆ ของยูเนสโก ” เนื่องจากทำหน้าที่เป็น “บอร์ดบริหาร” คอยกำกับดูแลนโยบายและติดตามการดำเนินงานภาพรวมทั้งหมดของยูเนสโก”

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ซึ่ง องค์การยูเนสโก หรือ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ เป็นองค์การชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ผ่านความร่วมมือทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม เพื่อยกระดับความเคารพต่อความยุติธรรม หลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยยูเนสโกมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์มรดกโลกทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม ตลอดจนการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการสื่อสารเสรี นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม รวมถึงการสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลก ทั้งนี้ ยูเนสโกทำหน้าที่เป็นเวทีกลางให้ประเทศสมาชิกจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้และกำหนดนโยบายเพื่อสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่สังคมมนุษย์ในระดับสากล

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“บางครั้งการเมืองถูกมองเป็นเรื่องของโควตามากจนคิดว่า บางคนอาจจะยังอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไร หรือบางคนอาจจะเป็นบุคคลที่สำคัญ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งตรงนี้นายกฯแสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครที่จะสามารถยึดเก้าอี้เป็นของตัวเองได้นาน ถ้าไม่ทำงาน”

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

ภูมิใจไทยวอล์กเอาท์ กมธ.ถกเดือด ปชน.จับพิรุธTH-AI

ภูมิใจไทยวอล์กเอาท์ กมธ.ถกเดือด ปชน.จับพิรุธTH-AI

ภูมิใจไทยวอล์กเอาท์ กมธ.ถกเดือด ปชน.จับพิรุธTH-AI

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภูมิใจไทยวอล์กเอาท์ กมธ.ถกเดือด ปชน.จับพิรุธTH-AI ‘ศุภชัย’โวยลั่นไร้อำนาจ ไอซ์-โรมไม่สนลุยขยี้ต่อ ปลัดดีอียันโปร่งใสไร้ฮั้ว ปัดเอื้อประโยชน์เอกชน

“พรรคส้ม” ผนึกกำลังไล่บี้เค้นพิรุธโครงการฉาว “TH-AI Passport” ถกเดือด 2 กมธ.สภาฯ “โรม” ส่อเค้าทุจริต “ศุภชัย” ซัด “ไอซ์” กลางห้องประชุม ชงเองกินเอง ยัดวาระตรวจสอบตามใจชอบ“ซ้ำซ้อน-ไร้อำนาจ” แนะให้ปธ.สภาฯชี้ขาด กรรมาธิการฯไหน มีอำนาจกันแน่ ก่อนวอล์กเอาท์ไม่ร่วมสังฆกรรมฉะ‘ไอซ์-โรม’ใช้กมธ.เป็นเครื่องมือบดขยี้อัดปชน.เซ็ตอัพรุมกล่ม‘ปลัดดีอี’แจงกมธ.ยิบยันกระบวนการทำงานเกือบปี ไม่ใช่31วัน เคลียร์ปมใช้เงินนอกงบประมาณโปร่งใสผ่านบอร์ดกลาง ปัดเอื้อประโยชน์เอกชน-ไร้ฮั้วประมูล ย้อนจะให้ยกเลิกด้วยเหตุอะไร ย้ำทำถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง ‘ณัฐพงษ์’ โผล่ซัดยันไม่ได้เซ็ทอัพมา ขณะ ‘ชาดา’ท้าถ้ามั่นใจให้ยื่น ป.ป.ช.เลย

เมื่อเวลา09.30น. ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประขาชน ในฐานะประธานกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI Passport หลังมีการทำประชาพิจารเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

‘ไอซ์’แซะ’นายกฯดูข้อมูลให้ครบก่อน

น.ส.รักชนก ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมถึงท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งแสดงท่าทีว่าจะดำเนินโครงการนี้ว่า ตนตั้งคำถามว่านายกฯไม่เคยติดตามข่าวสารในเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะไม่มีใครรายงาน ตนเข้าใจว่านายกฯงานเยอะ แต่ก่อนนายกฯจะให้สัมภาษณ์เรื่องอะไร อยากให้ท่านมีความมั่นใจกับข้อมูล เหมือนก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการไทยช่วยไทยและหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งตนมั่นใจว่านายกไม่ทราบรายละเอียด โดยเชื่อว่าโครงการนี้นายกฯก็ไม่ทราบรายละเอียดเช่นกัน จึงอยากให้คนที่อยู่ใกล้ชิดให้ข้อมูลรายละเอียดก่อนที่จะตอบออกมาเหมือน คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ทางคณะกรรมาธิการต้องสอบถาม ในการทำประชาพิจารณ์นี้ มีการใช้งบประมาณเดียวกันกับงบประมาณที่จะใช้ในการเปิดตัวหรือไม่ เพราะว่าตาม TOR ระบุไว้ว่า ต้องจัดงานเปิดตัวโครงการที่มีผู้ร่วมรับฟังไม่ต่ำกว่า 200 คน ตนจะสอบถามเรื่องนี้ในที่ประชุมวันนี้

ย้ำยังเดินหน้าลุยไฟ-มีราคาที่ต้องจ่าย

เมื่อถามถึงขั้นตอนหลังจากการประชุมในวันนี้ น.ส.รักชนก กล่าวว่า วันนี้มีหน่วยงานตรวจสอบเข้าร่วมประชุมเช่นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง. )สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)คิดว่าหลังการประชุมวันนี้จะได้รวบรวมหลักฐานข้อมูลที่มีอยู่ยื่นตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตนในฐานะพรรคประชาชนได้ชี้ให้เห็นถึงความน่าสงสัยในโครงการนี้มาโดยตลอด ความคาดหวังคือ อยากให้ยกเลิกโครงการ ถ้าหากอยากจะทำจริงๆจะต้องไปตั้งโครงการเพื่อใช้งบประมาณในปีถัดไปเพื่อทำให้โครงการทุกอย่างถูกต้องไร้ข้อครหานี่คือธงหลักเป็นเป้าหมายของพรรค

“แต่ถ้านายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเดินหน้าลุยไฟ ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ดิฉันคิดว่ามีราคาที่ต้องจ่าย”น.ส.รักชนก กล่าว

‘โรม’ส่อทุจริตปูดอาจเชื่อมโยง‘น้ำมันเถื่อน’

ด้าน นายรังสิมันต์ กล่าวว่าวันนี้เป็นการประชุมร่วมกันระหว่างกมธ.ติดตามงบฯและกมธ.กฎหมายฯที่เปิดให้มีการถ่ายทอดสดเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนรับได้ฟังตลอดจะได้เห็นท่าทีของแต่ละหน่วยงานต่อโครงการTH-AI Passport ต้องยอมรับว่าโครงการนี้มีปัญหาไม่ใช่สิ่งที่พวกเราคิดไปเองโดยมีภาคประชาชนและกลุ่มคนหลายฝ่ายออกมาคัดค้านเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าโครงการนี้มีปัญหาแต่สิ่งหนึ่งที่เน้นย้ำคือนี่ไม่ใช่เพียงแค่โครงการอย่างเดียว แต่มีปัญหาเรื่องการทุจริต

นายรังสิมันต์ระบุว่าสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปหลังจากนี้หากโครงการมีการทุจริตเกิดขึ้นจริงสิ่งที่ตามมาคือการฟอกเงิน เงินจะถูกทำให้ขาวสะอาดและไหลเข้าสู่วงการเมือง รูปแบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้ต่อการทุจริต แต่เป็นการต่อสู้กับปัญหาอาชญากรรมที่อาจจะมีนักการเมืองหรือนักธุรกิจเข้าไปเกี่ยวข้องนอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับโครงการ TH-AI Passport คือการมีผู้ร้อง ร้องมาว่าอาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันเถื่อนซึ่งจะต้องดูข้อมูลของผู้ร้องอีกครั้ง แต่ตนจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งพวกเราจะติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง

กมธ.แท๊กทีมไล่ทุบTH-AIเดือด

เวลา09.45น.ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ(กมธ.)พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานร่วมการประชุม 2 กรรมาธิการฯเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องร้องเรียนกรณีการดำเนินการตามกฎหมายในการจัดทำโครงการส่งเสริมการเข้าถึงบริการปัญญาประดิษฐ์ หรือ TH-AI Passport ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แจก AI ใช้ฟรี 5 ล้านสิทธิ วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ที่ยังมีข้อสงสัยหลายประการ ทั้งเรื่องความคุ้มค่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและเงื่อนไขในร่างขอบเขตงาน

โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงอาทิรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ปลัดกระทรวงฯ, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเลขาธิการ ป.ป.ช.ทั้งนี้ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาให้ข้อมูลด้วยแต่นายไชยชนกได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯมาให้ข้อมูลแทน

‘ศุภชัย’ซัดไม่มีอำนาจพิจารณาซ้ำซ้อน

โดยน.ส.รักชนกชี้แจงต่อที่ประชุมว่าได้มีการส่งหนังสือไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วในการประชุมแต่ละครั้งก็จะให้มีการบันทึกการประชุมอย่างละเอียดเพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา

ภายหลังน.ส.รักชนกชี้แจงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ลุกขึ้นทักท้วงกลางที่ประชุมว่ากรรมาธิการทั้งหมดนั้นยังไม่ได้มีมติที่ชัดเจนว่าจะมีการพิจารณาในเรื่องใดและเห็นว่ากรรมาธิการในชุดนี้ไม่น่าที่จะมีอำนาจในการพิจารณา มีการพิจารณาซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการอื่นก็จะทำให้ผู้ชี้แจงมีความสับสน

ภท.อัดประชุมไม่เป็นไปตามข้อบังคับ

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ.กล่าวว่าได้มีความสงสัยว่าในการประชุมครั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่เพราะตามข้อบังคับการประชุมร่วมกันนั้นไม่ว่าจะกี่วาระก็ตามจะต้องมีการยื่นไปที่ประธานคณะกรรมาธิการในชุดนั้นๆเพื่อให้พิจารณาว่าจะให้มีการประชุมร่วมกันหลายๆคณะหรือไม่ โดยส่วนตัวได้พยายามสอบถามเจ้าหน้าที่ของคณะกฎหมายซึ่งปรากฏว่าไม่มีความชัดเจนว่ามีการยื่นเรื่องไปหรือไม่

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่าประการต่อมาคือหากมีการประชุมร่วมกันในลักษณะนี้โดยเฉพาะวาระในวันนี้คาดว่าน่าจะเป็นกมธ.ชุดที่รับผิดชอบมากกว่าซึ่งจะเป็นกมธ.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ตนสงสัยว่าได้ยื่นเรื่องไปยังกมธ.ชุดนี้หรือไม่ ส่วนตัวก็ได้รับคำยืนยันว่ามีการยื่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า เมื่อมีการประชุมในสัปดาห์หน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมประชุม เนื่องจากจะเป็นการเสียเวลาในการชี้แจง

ฉะ‘ไอซ์’ชงเองกินเองยัดวาระตรวจสอบ

นายศุภชัยชี้แจงต่อว่าแม้กมธ.จะมีการบรรจุเข้าที่ประชุมแล้ว แต่ส่วนตัวเห็นว่า เป็นการดำเนินการโดยความเห็นของประธานฯเท่านั้น ในความเป็นจริงกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ไม่ได้พิจารณาในเรื่องนี้ และไม่ควรเอาความเห็นประธานฯเพียงคนเดียวมาบรรจุเป็นวาระ ทุกอย่างมีขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาอยู่ หากมีข้อสงสัย ก็จะต้องให้มีชี้ขาดโดยสส.ว่าโครงการ TH AI Passport อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของกมธ.ชุดใดจึงไม่อยากทำเรื่องนี้ให้ผิดกระบวนการ

‘ศุกชัย’วอร์กเอ้าท์ไม่ร่วมสังฆกรรม

อย่างไรก็ตามในที่ประชุมยังไม่สามารถตกลงในเรื่องนี้ได้ชัดเจน ทำให้นายศุภชัยรวมถึงกมธ.บางส่วนได้ออกจากห้องประชุมและไม่ร่วมสังฆกรรมในตรงนี้ โดยให้เหตุผลว่าการพิจารณาในวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนจึงควรให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ชี้ขาดว่ากมธ.ชุดใดมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ

ซัด‘ไอซ์-โรม’ใช้กมธ.เป็นเครื่องมือบดขยี้

ต่อมา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเดินออกจากห้องประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณและกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร หลังประท้วงน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ติดตามงบฯและนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯว่าเหตุผลที่ตนตัดสินใจออกมาจากห้องประชุมตนเข้าใจประธานทั้ง2คนของพรรคประชาชนที่ต้องการบดขยี้เรื่องโครงการTH-AI Passport ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)ก็พร้อมที่จะชี้แจงไม่มีปัญหา แต่วันนี้ที่ตนได้แสดงจุดยืนคือกมธ.กฎหมายฯไม่มีอำนาจและหน้าที่ใดๆในการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากเรื่องนี้อยู่ในเรื่องของกมธ.ติดตามงบฯหรือกมธ.การศึกษาฯก็ว่าไป แต่การให้กมธ.การกฎหมาย มาพิจารณาร่วมตนคิดว่าประธาน กมธ.การกฎหมายฯอาจจะได้รับเรื่องที่ยังคลุมเครืออยู่ซึ่งยังไม่มีมติเห็นด้วยออกมา เป็นการดำเนินการเพียงลำพัง

นอกจากนี้การประชุมร่วมกันในลักษณะนี้ต้องมีขั้นตอนตามกฎหมาย ตามข้อบังคับซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และยังมีขั้นตอนมากมาย และตนมองว่าทุกอย่างยังดูคลุมเครือการคลุมเครือแบบนี้ ผมต้องการให้กมธ.กฎหมายฯซึ่งเป็นกมธ.อันดับหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรอย่าทำเป็นเล่นโดยผมได้พูดว่า I deal process หลักยุติธรรม ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ผมไม่ว่านายรังสิมันต์ หรือ น.ส.รักชนก หรอกแต่ถ้าหากอยากจะมาเล่นเรื่องนี้ ผมก็ไม่ว่าแต่วิธีการเล่นเอาแบบเด็กๆ เอาหัวสองหัวมาชนกัน ไอ้เนี่ย เด็ก และอย่ามาใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือ

เหน็บ‘ปธ.กมธ.’ไม่ใช่‘ปธ.บริษัท’

“การเป็นประธาน กมธ. ไม่ใช่เจ้าของประธานบริษัท มันมีพรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาร่วม มันต้องเป็นมติร่วมกัน ผมจึงได้แสดงจุดยืนถ้าผิดข้อบังคับ ก็อาจจะผิดจริยธรรม หากผิดจริยธรรมก็ถูกพ้นการเป็นสส.ผมขอไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย และไม่เห็นด้วยที่จะให้ กมธ.การกฎหมายประชุมเรื่องนี้ แต่ผมจะเข้าไปฟังเล่นๆ จิบน้ำชา จิบกาแฟ ก็ไม่เป็นไร ผมไปนั่งดูประธาน 2 ประธาน กมธ. ดำเนินการประชุมแบบข้ามหัว ซึ่งมั่วกันแบบนี้ ประเทศไทยจึงติดกับเล่นๆอยู่แบบนี้” นายศุภชัย กล่าว

เมื่อถามว่าจะมีการหารือกับประธานสภาฯเรื่องนี้หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ตามหลักการประชุมจะต้องมีการหารือก่อน แต่นี่เป็นการใช้วิธีซิกแซกเอาเรื่องเข้าไปที่กมธ.นี้และผูกโยงเรื่องไปยังกมธ.ติดตามงบฯและกมธ.กฎหมายบางทีความหมายของคำว่าสิทธิมนุษยชนก็ไปดูคนที่อยู่ในคุกแต่วันนี้เรื่องAIก็กลายเป็นสิทธิมนุษยชนขึ้นมา แล้วเอาเข้าเป็นวาระการประชุม แบบนี้เรียกว่าตะแบง แต่ตนจะไม่ส่งเรื่องนี้ไปยังประธานสภาฯเพียงแค่อยากให้ยึดหลักกฎหมาย

ปลัดดีอีแจงกมธ.ยิบโครงการTH-AI

ผู้สื่อข่ารายงานว่า นายพชรอนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมร่วม2คณะกรรมาธิการฯเกี่ยวกับข้อสงสัยต่อความเร่งรีบในการดำเนินโครงการ TH-AI Passport โดยได้นำเสนอรายละเอียดไทม์ไลน์เชิงลึกของกระบวนการทำงานเพื่อตอบคำถามสังคมที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการที่รวดเร็วผิดปกติ โดยระบุว่าเป้าหมายของจำนวนประชาชนที่ต้องการให้รู้จักและเข้าถึงการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)นั้นไม่ได้เพิ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างเร่งรีบในรัฐบาลปัจจุบัน แต่เป็นแผนงานที่มีการหารือและจัดทำมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2565ในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

โดยได้มีการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2567 โดยทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวมีการกำหนดแผนงาน แผนปฏิบัติการแม่บท และแผนปฏิบัติการต่างๆ ในส่วนของกรอบเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ในสมัยของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการกำหนดเป้าหมายเชิงรุกให้มีผู้ใช้งานหรือรู้จัก AI จำนวน 20 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2570 แต่เนื่องจากคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดเดิมแต่งตั้งขึ้นโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจึงส่งผลให้เกิดการขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงานทางกระทรวงดีอีจึงได้นำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างจัดตั้งคณะกรรมการ AI ให้เป็นคณะกรรมการระดับชาติในรูปแบบคณะกรรมการถาวรโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นสำเร็จในปี พ.ศ. 2569 โดยยังคงยึดกรอบเป้าหมายเดิมคือการขับเคลื่อนให้มีผู้เข้าถึง AI จำนวน 20 ล้านคนเช่นเดิมหลังจากนั้นในช่วงปลายเดือนกันยายนที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอีกครั้ง ได้มีการกำหนดแนวนโยบายเร่งด่วนประกอบด้วย 5 เสาหลัก เพื่อผลักดันการพัฒนาทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยมีกรอบเป้าหมายขั้นต่ำในการขับเคลื่อนเฟสแรกอยู่ที่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกรอบเป้าหมายหลักที่ตั้งไว้

ยันทำตามขั้นตอนโปร่งใสผ่านบอร์ด

ในส่วนของแหล่งเงินทุนที่นำมาสนับสนุนโครงการ นายพชรระบุว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาเริ่มปฏิบัติงานจริงในวันที่ 1 ตุลาคม ทรัพยากรจากงบประมาณปกติประจำปีของกระทรวงมีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ทางกระทรวงจึงได้พิจารณาแหล่งทุนสนับสนุนอื่นที่มีศักยภาพและสามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายได้ทันที ซึ่งก็คือกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกองทุนดีอี ซึ่งในขณะนั้นมีเงินทุนหมุนเวียนหน้าตักพร้อมใช้งานอยู่เกือบ 2,000 ล้านบาท ทางกระทรวงจึงได้นำวงเงินดังกล่าวมาพิจารณาออกแบบโครงการ โดยดำเนินการสืบราคาและจัดทำราคากลางตามแนวปฏิบัติปกติของทางราชการทุกประการ

สำหรับข้อสงสัยและข้อครหาของสังคมที่ระบุว่าการใช้เงินนอกงบประมาณจากกองทุนดีอีส่อถึงความไม่โปร่งใส เนื่องจากไม่ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรนั้น ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงว่ากระบวนการใช้เงินนอกงบประมาณของกองทุน ไม่ได้มีความง่ายอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการคัดสรรและกลั่นกรองอย่างเข้มงวดเป็นลำดับชั้น โดยคณะกรรมการผู้พิจารณาอนุมัติไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี แต่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานกลางและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ร่วมเป็นกรรมการคณะกรรมการกลางชุดนี้จะเป็นผู้ตรวจสอบและกลั่นกรองจนนำไปสู่ขั้นตอนการยกร่างข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน

ยันกระบวนทำงานเกือบปีไม่ใช่31วัน

ปลัดดีอียังยืนยันว่า กระบวนการจัดทำโครงการ TH-AI Passport ได้ผ่านขั้นตอนการเตรียมการและดำเนินงานฝังตัวมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม กันยายน และตุลาคม ซึ่งเป็นโครงการที่มีฐานงานเดิมรองรับอยู่แล้ว จนกระทั่งสามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามในสัญญาจ้างได้เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569

พร้อมย้ำว่ากระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นศึกษา ยกร่าง จนถึงวันลงนามในสัญญานั้นใช้เวลารวมกันเกือบ 1 ปีเต็ม ไม่ใช่การเร่งรัดดำเนินการภายในระยะเวลา 31 วันตามที่มีกระแสข่าวทำให้เกิดความสับสนในสื่อต่างๆ แต่อย่างใด

นายธีระชาติ ก่อตระกูล ทีมงานของผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สอบถามปลัดดีอี ถึงการแก้ทีโออาร์ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 10 พ.ย.ในการเข้าครม.เศรษฐกิจ เพื่อแก้กรอบเวลาจาก 90วัน เหลือ 30วันเมื่อเอกสารออกมาวันที่ 15ธ.ค.ตอนทําประชาพิจารณ์ ท่านทราบหรือไม่ว่า มีการแก้ไข และได้รับทราบหรือไม่ว่า นอกเหนือจากการแก้มีการเพิ่มจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อเข้าไปหลังจากนั้น ในเวลาห่างกันนิดเดียวจากการยุบสภาฯ และท่านทราบหรือไม่ว่า ใครเป็นคนแก้ไขข้อมูลตรงนี้ นอกจากนี้ ยังมีคนค้นพบแอปพลิเคชันที่ชื่อเดียวกัน 100% เป็นความบังเอิญหรือว่าท่านคิดเองในทีโออาร์ชุดนี้

ปลัดดีอีระบุว่าการนําเสนอครม คือการนําเสนอโครงการ ไม่ใช่ทีโออาร์ เพื่อเป็นกรอบการทํางาน ซึ่งมีกรอบเวลา รวมถึงวิธีการดําเนินงานแล้วจึงนําไปสู่ทีโออาร์ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมมุติว่าโครงการนี้จะสร้างถนน 10 กิโลเมตร ภายใน 90 หรือ 120 วัน แต่เมื่อทําจริง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลนั้นเร่งด่วน เรามั่นใจว่ามีการเทสตลาด และมีคนสนใจในระดับหนึ่ง จึงร่นระยะเวลาลง เพื่อให้ถนนเส้นนี้เสร็จได้ภายในระยะเวลา 60 วัน ไม่ใช่ 90 วัน

ปัดเอื้อประโยชน์เอกชน-ไร้ฮั้วประมูล

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ถามถึงเรื่องกฎหมายที่มีการแจ้งว่าอาจมีการฉ้อฉลในโครงการดังกล่าว จึงอยากขอดูสัญญา เนื่องจากจะขัดกับทีโออาร์ไม่ได้ เพื่อมาดูว่า จะผิดตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้าง หรือการฮั้วประมูลหรือไม่ปลัดดีอีระบุว่าต้องขออนุญาตทางบริษัทด้วย เนื่องจากเป็นกันเซ็นสัญญาร่วมกัน ขณะที่นายรังสิมันต์ย้ำว่าต่อให้ตัวสัญญาเกี่ยวพัน แต่คงไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ จึงขอใช้อํานาจกรรมาธิการในการขอ ซึ่งหากไม่ให้ ท่านก็ต้องให้เหตุผล ไม่ใช่พูดถึงบริษัทเอกชนและหากกระทบต่อความมั่นคง ก็สามารถตีลับได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเปิดเผยต่อกรรมาธิการไม่ได้ พร้อมมองว่า หนังสือที่กรรมาธิการขอไป สามารถใช้ในการส่งเอกสารมาได้เลย ไม่จําเป็นต้องทําเอกสารซ้ำ จริงๆสามารถเปิดเผย ณ ตอนนี้ได้เลย

ขอแจ้งเอกชนพร้อมส่งTORให้สอบ

ปลัดดีอียืนยันว่าไม่ใช่ความลับ อย่างน้อยต้องแจ้งให้กับบริษัททราบ เนื่องจากเป็นสัญญาซื้อจ้างมาตรฐาน คิดว่าผู้รับจ้างคงไม่ติดขัด แต่ด้วยความเป็นราชการขอเวลา จะรีบส่งให้ ต้องมีการลงนามด้วยกัน ไม่เช่นนั้นความเสี่ยงจะตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ อาจจะส่งได้ในช่วงบ่ายวันนี้

ปลัดดีอี ชี้แจงว่า แนวคิดนี้มีมาก่อนที่ตัวเองเข้ามาอยู่ภายใต้กรอบเป้าหมาย ตั้งแต่พฤษภาคม 68 แล้วจึงนํามาจัดทําเป็นโครงการ ส่วนการแก้ไขสัญญานั้น โดยธรรมชาติราชการเอาเปรียบเอกชน 100% อยู่แล้ว มีการสงวนสิทธิ์เป็นสัญญามาตรฐาน ในขณะที่ราคามาตรฐาน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีหลายสิ่งรวมกัน จึงใช้ราคาตลาดเป็นตัวอ้างอิง ย้ำว่า ใช้ตามมาตรฐานทั้งหมด

ไอซ์ตามบี้กระทุ้งถามTORก๊อปปี้

น.ส.รักชนกยังสอบถามถึงไทม์ไลน์โครงการ เนื่องจากนายไชยชนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีที่เสนอเข้ามาในรัฐบาลก่อน พร้อมถามไปยัง สตง.และกรมบัญชีกลางด้วย ยังถามอีกว่าทําไมต้องมีการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง พร้อมนําไปเปรียบเทียบกับโครงการ national credit bank ของกระทรวง อว. จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการก๊อปวางหรือไม่ และอยากทราบว่า คนที่ร่างทีโออาร์ได้มีการนํา ของเดิมมาหรือไม่

“หากบอกว่าไม่ได้ก๊อปดิฉันจะตกใจ เพราะว่ามีการซ้ํากัน 7-8 บรรทัด ที่มีตัวหนังสือเป๊ะ99.99% ต่างแค่คําว่าจอและจุด นี่คือการหลักการทั่วไปของการเขียน 2 ทีโออาร์โครงการที่คนละวัตถุประสงค์หรือไม่” นางสาวรักชนก กล่าว

สวนปมTORยังมีรายละเอียดอีกมาก

น.ส.รักชนกได้สอบถามถึงการแถลงข่าวที่ระบุเป็นการรับฟังความคิดเห็น สอดคล้องกับทีโออาร์หรือไม่ ที่จะต้องจัดให้มีการเปิดตัว และมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ํากว่า 200 คน มีการใช้งบประมาณในส่วนไหนมาจัดงาน โดยเฉพาะคําพูดของตัวแทนบริษัท ที่อาจมีความสัมพันธ์ หรือเคยทํางานในบริษัท Plan x มาก่อน ซึ่งตนเองก็พยายามจะเชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ที่เคยทําโครงการชื่อคล้ายกันมาก่อน และเป็นหนึ่งในบริษัทเป็นผู้ก่อตั้ง และมีความสัมพันธ์กับบริษัทที่ได้รับโครงการนี้ เป็นที่ผู้รับประโยชน์คนสุดท้ายเป็นคนเดียวกัน และการลบแอปพลิเคชันที่ชื่อเหมือนกันออกไป รวมถึงทําไทม์ไลน์ที่มีการเทสต์แอปพลิเคชันที่ดูมีความปกติ

ปลัดดีอี ชี้แจงว่าจริงๆแล้วท่านประธานรักชนกไม่ได้ถามคําถาม แต่ท่านเล่าเรื่องเองทั้งหมด ตนเองพูดไปหลายครั้งแล้ว เรื่องความแตกต่างของการทําโครงการและทีโออาร์สําหรับเรื่องการก๊อปปี้นั้น ถ้าดูทีโออาร์ทั้งหมด 40 หน้า ยังมีรายละเอียดอีกมาก จุดนี้คือเพียงไม่กี่ข้อในนั้น และไม่ใช่คุณสมบัติมาตรฐาน

ปลัดดีอีแจงTORจอประชาสันพันธ์

ปลัดดีอีชี้แจงถึงการประชาสัมพันธ์อีกว่าหากคนที่เข้ามาบิดแข่งกัน เสนอมาแล้วไม่เป็นตามนั้น คุณก็โดนตัดคะแนนเท่านั้นเอง คุณไม่ได้ ตก เราเปิดกว้าง ถ้าเสนอเท่าที่ทําได้ เราก็ตัดราคา ส่วนข้อมูลเอกชนนั้น ตนเองคงไม่อาจทราบได้ ย้ําว่า เป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่สาระสําคัญของคนที่จะได้หรือไม่ได้สําหรับเรื่องจอของร้านสะดวกซื้อมีคนพบเห็นวันละ 20 ล้านคน ขณะเดียวกันเราก็มีช่องทางสื่อสารในทางอื่นๆ อีก แต่เรื่องกระบวนการนั้น ตนเองไม่ทราบ เข้าใจว่าในธุรกิจ ก็อาจจะรู้แนวทางกับโครงการลักษณะนี้ ส่วนที่นางสาวรักชนกถามเป็นมองว่า เป็นเรื่องปกติหรือไม่นั้น ตนเองไม่สามารถตอบได้ ขอตอบเพียงข้อเท็จจริงอย่างเดียว

คณะร่างทีโออาร์ชี้แจงต่อถึงการระบุใช้จอในการประชันสัมพันธ์ว่า เรามีการใช้ข้อมูล ทั้งคนที่เคยจัดซื้อจัดจ้างหรือมาตรฐานราคากลาง เพื่อประกอบกัน เรื่องจอเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในทีโออาร์ส่วนของออฟไลน์ ซึ่งเราเห็นจากการที่กระทรวง อว.ระบุไว้ในเว็บไซต์ การประกาศประกวดราคาและได้ผู้ชนะ เราจึงนำมาใช้เฉพาะส่วนที่จําเป็นกับโครงการนี้ ซึ่งมองว่าเหมาะกับการสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่มที่เข้าร้านสะดวกซื้อ ยืนยันว่ามีหลายรายที่สามารถเข้ามาประกวดราคาได้

ซัดปชน.เซ็ตอัพจ้องถล่ม-วอร์เอ้าท์รอบ2

เมื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้เข้าร่วมประชุมในภายหลัง

ทําให้นายศุภชัยกล่าวว่า”วันนี้ผมเองไม่ได้มีคําถามกับผู้ที่มาชี้แจง แต่ได้ข้อสรุปอยู่หนึ่งอย่างคือวันนี้ท่านเซ็ตอัพกันมา และยังเชิญผู้นําฝ่ายค้านฯ เข้ามาซัดเรื่องนี้ จึงขอไม่เข้าร่วมสังฆกรรมด้วย”และขอเดินออกจากที่ประชุม

เท้งโต้ไม่ได้เซ็ตอัพ-ยันมีข้อพิรุธ

นายณัฐพงษ์ ลุกขึ้นขอชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการเซ็ตอัพ แต่ตนได้ติดตามไลฟ์สดผ่านสื่อมวลชน และมีข้อสงสัยที่อยากจะถาม โดยตนพึ่งได้ส่งข้อความมายังประธาน เพื่อขออนุญาตเข้าห้องประชุมเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นสำคัญในวันนี้ถ้าหากถามปลัดกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีตอบเป็นคำตอบในทิศทางเดียวกันคือ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบแต่อย่าลืมว่าเรามีหน่วยงาน ป.ป.ช. ขึ้นมาทำการตรวจสอบการคอรัปชั่น เพื่อให้การดำเนินโครงการถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งเรารู้ดีว่าอาจจะเป็นเรื่องของการให้ผลประโยชน์ทับซ้อน

ฝากปมมีผลประโยชน์ทับซ้อน

นายณัฐพงษ์ได้ขอตั้งคำถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในห้องประชุมนี้อย่างเช่น ป.ป.ช. ขอถามผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ว่า ถ้าพิจารณาตามข้อเท็จจริงด้วยสามัญสำนึก จากไทม์ไลน์ที่สังคมได้เห็นร่วมกัน พบว่าเคยมีแอพพลิเคชั่นจากเอกชน ใน App Store ซึ่งเนื้อหามีลักษณะเหมือนกันกับโครงการ TH-AI Passport โดยขณะนี้แอพพลิเคชั่นนั้นได้ถูกลบไปแล้ว อีกทั้งพบว่าทีโออาร์มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าทีโออาร์มีการล็อกสเปกขึ้น หรือมีความพยายามที่จะเขียนให้มีรายละเอียดที่มีความหมายคล้ายกันกับอีกหนึ่งกระทรวง รวมถึงภาพที่ปรากฎต่อสาธารณะว่าคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจอาจจะมีความเกี่ยวข้องโดยทางอ้อม มีความสัมพันธ์หรือมีอำนาจในโครงการนี้ หรือไม่ อยากสอบถามตัวแทนจาก ป.ป.ช. ว่าหากพิจารณาจากสามัญสำนึกในกรณีแบบนี้สามารถสงสัยได้หรือไม่ว่า มีการคุยกันเบื้องหลังหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ชาดา ท้าปชน.ยื่นปปช.สอบเลย

จากนั้นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.จังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทยได้ยกมือและขอออกจากห้องประชุมเพราะมีความจำเป็นทีจะต้องไปหาหมอ ก่อนพูดในที่ประชุมว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ตนโง่ในเรื่องนี้ และไม่อยากจะฉลาดในเรื่องนี้ ตนไม่รู้ว่าโครงการ TH-AI Passport มีประโยชน์อะไรกันแน่ แต่ทุกคนก็ได้วิจารณ์กันไป เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ก็ยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของโครงการนี้คืออะไร

“ตอนนี้เหมือนกับว่าพรรคประชาชน กำลังด้อยค่าโครงการของรัฐบาล ถ้าโครงการนี้มีเงื่อนงำจริง และมีการทำผิดหรือทุจริตจริง ไม่ต้องเรียกมาประชุม ไม่ต้องตั้งคำถาม ให้รวบรวมไปยื่น ป.ป.ช. และก่อนยื่นขอให้แถลงต่อสังคม”นายชาดา ระบุและย้ำว่าหากถ้าโครงการนี้มีการกระทำที่ทุจริตจริง ตนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ยืนยันว่าตนคงไม่เอาอนาคตทางการเมืองมาเสี่ยง จะไม่ร่วมทำลายประเทศอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของหน้าจอ ของบริษัทแพลนบี เรื่องนี้ยอมรับว่าผู้บริหารแพลนบีนั้น มีความเกี่ยวข้องกับทางพรรคภูมิใจไทยจริง แต่ในกรณีที่มีการล็อกสเปกหรือไม่นั้น อยากให้พรรคประชาชนเก็บข้อมูลต่างๆ แล้วยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการ ไม่ต้องมาประชุมฟันตามนั้นได้เลยทำให้เต็มที่

ก่อนออกจากห้องประชุมนายชาดาได้เดินมาหาน.ส.รักชนกเพื่อลาออกไปจากห้องประชุม โดยน.ส.รักชนกได้พูดกับนายชาดาว่า”วันนี้คนของพรรคภูมิใจไทย ขัดขวางการประชุมทำให้ไม่ราบรื่น ฝากเอาเรื่องนี้ไปบอกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ด้วย”

ยันทำตามกระบวนการทุกอย่าง

น.ส.รักชนกกล่าวว่าเราเข้าใจว่า AI มีประโยชน์ แต่ท่านเข้าใจหรือยังว่าโครงการนี้มีปัญหา หากท่านยืนยันว่าโครงการนี้มีประโยชน์ก็ทำต่อ แต่ขอให้ยกเลิกโครงการรอบนี้1,600ล้านบาท แล้วเสนอโครงการนี้เข้ามาใหม่ในงบประมาณปกติ หรือจะใช้เงินกองทุนแบบเดิมก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตของกรรมาธิการและสาธารณชนที่มองว่าทุจริต คอรัปชั่น ล็อกสเป็ก ฮั้วประมูล ท่านต้องเคลียร์สิ่งเหล่านี้ ทำไมท่านถึงเลือกที่จะลุยไฟ ปิดตา มองไม่เห็น ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งหมด นี่เป็นสิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจ

ด้านปลัดกระทรวงดีอีกล่าวว่าก็รับฟังทุกอย่างและดำเนินการอยู่ แล้วงบประมาณก็ไม่ได้บอกว่า ทำครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วจะเลิก

“เราก็นำโครงการนี้เข้ามาขอในงบประมาณปี70 ด้วย เพราะฉะนั้นการกล่าวหาว่าทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรืออะไรก็ตาม แต่เรายืนยันว่าทำตามกระบวนการทุกอย่าง แล้วจะให้ทำอย่างไรอีก แล้วอยู่ๆจะให้เรายกเลิกด้วยเหตุอะไร แล้วบริษัทก็จะมาฟ้องกระทรวง จะให้พวกผมทำอย่างไร ทั้งนี้ท่านต้องเข้าใจบริบทความเป็นราชการด้วย และถามย้ำว่าวันนี้ ให้ผมบอกยกเลิกด้วยเหตุอะไร เหตุที่ถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใสก็ยังเดินตามขั้นตอนทุกอย่าง แล้วจะให้เราทำอย่างไร”ปลัดดีอี กล่าว

ในช่วงท้ายปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงค่อนข้างมีอารมณ์ทำให้นายรังสีมันต์ กล่าวว่า ตนเข้าใจในความรู้สึกของท่าน แต่เราทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกัน พวกตนคือฝ่ายตรวจสอบอยู่ในสภาก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่

พรรคสีส้มดิ้น ภาวุธโต้ลั่นไม่เกียว ปมโยงคดีฟอเร็กซ์

พรรคสีส้มดิ้น ภาวุธโต้ลั่นไม่เกียว ปมโยงคดีฟอเร็กซ์

พรรคสีส้มดิ้น ภาวุธโต้ลั่นไม่เกียว ปมโยงคดีฟอเร็กซ์

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พรรคสีส้มดิ้น  ภาวุธโต้ลั่นไม่เกียว ปมโยงคดีฟอเร็กซ์

ดีเอสไอ เร่งสอบพยาน-วิเคราะห์หลักฐานคดีฟอเร็กซ์ ยังไม่ออกหมายเรียกใคร จ่อแถลงภาพรวมคดี ด้าน “ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน เผยขอรอดูรายละเอียด ยันไม่เกี่ยวข้อง ส่วนดาราคนดัง พบความเกี่ยวพันมีเส้นเงินเชื่อมโยง ขณะที่โฆษกพรรคประชาชน เผยไม่ปกป้องคนผิด พร้อมชี้แจงต่อสาธารณะ

เมื่อวันที่18มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดปฏิบัติการ “Shutdown the Laundering” ทลายเครือข่ายชักชวนผู้เสียหายลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่เป้าหมาย 24 จุด ทั้ง กทม.และต่างจังหวัด ตรวจยึดทรัพย์สินและอายัดบัญชีธนาคารจำนวนมาก ว่าแหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เสียหายและรวบรวมพยานหลักฐานที่ได้มาวิเคราะห์ประกอบสำนวนคดีจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหา หรือยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับบุคคลใด แต่หากพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ก็จะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวกับบริษัทซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวน รวมถึงทรัพย์สินบางรายการที่ตรวจยึดได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบดังกล่าวยังอยู่ในชั้นรวบรวมข้อเท็จจริง และยังไม่ถือเป็นการชี้ว่าบุคคลใดกระทำความผิด

สำหรับในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น.กระทรวงยุติธรรมมีกำหนดแถลงผลปฏิบัติการ โดยจะสรุปความคืบหน้าคดี จำนวนผู้เสียหาย มูลค่าความเสียหาย รวมถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะเป็นไปตามข้อมูลที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการ

แหล่งข่าวดังกล่าว เปิดเผยอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ความเกี่ยวพันของนักการเมืองกับคดีForex นั้นไม่ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องเป็นเจ้าของกระเป๋าวอลเล็ต (wallet) แต่อย่างใด แต่คณะพนักงานสอบสวนพบหลักฐานเส้นทางการเงินหลายรายการที่บัญชีธนาคารของบริษัทที่รับซื้อขายเงินตราต่างประเทศนี้ ถูกโอนไปยังบัญชีธนาคารของนักการเมืองชาย คล้ายลักษณะรับผลประโยชน์ จึงกลายเป็นหลักฐานบ่งชี้เบื้องต้นว่านักการเมืองรายนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตกเป็นผู้ต้องสงสัย

ขณะที่บุคคลในวงการบันเทิง ซึ่งเป็นนักแสดงชายชื่อดัง ทางคณะพนักงานสอบสวน ได้ยึดรถซูเปอร์คาร์ และจักรยานยนต์หลายรายการ มูลค่าหลายล้านบาท ไว้เป็นของกลางในคดี เนื่องจากพบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจForexโดยสถานะปัจจุบันของทั้งนักการเมือง และนักแสดงชายชื่อดังทั้งสองยังไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหา หรือถูกออกหมายเรียกให้รับทราบข้อกล่าวหาแต่อย่างใด แต่เป็นบุคคลที่คณะพนักงานสอบสวนพบว่ามีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับบริษัทที่เปิดธุรกิจForexโดยเฉพาะเรื่องเส้นทางการเงินที่มีการรับโอนหลายรายการ

รายงานข่าวภายในดีเอสไอ เปิดเผยว่า ในการอายัดบัญชีธนาคาร เจ้าหน้าที่อายัดไว้ทั้งสิ้น 77 ราย โดยแบ่งเป็นบัญชีบุคคลธรรมดา 57 ราย และบัญชีนิติบุคคล 20ราย ส่วนประเด็นการสอบสวนมีเรื่องของการเจาะไปที่บริษัทที่ทำหน้าที่เป็น Payment Gateway หรือผู้ให้บริการรับ-ส่งเงินระหว่างนักลงทุนกับแพลตฟอร์มซื้อขาย Forexส่วนกลุ่มผู้ต้องสงสัย ที่ปรากฏรายชื่อขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือบุคคลในวงการบันเทิงดังกล่าว พบว่ามีความเกี่ยวข้องในเรื่องเส้นทางการเงิน ความใกล้ชิดสัมพันธ์กับบริษัท และพยานเอกสารการประกอบธุรกิจ

ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวนายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อาจปรากฏรายชื่อเกี่ยวข้องกับคดี Forexว่าขณะนี้ดีเอสไอ ยังไม่แถลงอย่างเป็นทางการ เป็นการโยนหินถามทาง และเดาว่าเป็นบุคคลใด ตนมองว่าอาจไม่เป็นธรรมกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา พรรคประชาชน จะรอให้เปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการหากพบว่ามี สส.ของพรรค เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะในความผิดระดับใด ยืนยันว่ามีคำชี้แจงแน่นอน และไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครต้องชี้แจงต่อสาธารณะถึงรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องอย่างไร และพรรคไม่เคยปกป้องคนผิด แต่ขอความเป็นธรรมกับพวกเรา ให้ดีเอสไอเปิดรายชื่อมาก่อน ต่อให้ตรงหรือตรง 100% ก็ตาม จะมีการแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการ เมื่อไม่รู้ว่าเป็นใคร และไม่ได้พูดคุยถึงรายละเอียดด้วยว่าแต่ละบุคคลที่ผ่านมาทำอะไรมาบ้าง

“ยืนยันเมื่อเปิดชื่อจากดีเอสไอ หากมีสส.ของพรรคประชาชน เกี่ยวข้องจะมีการแถลงการณ์ถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นแน่นอน ยืนยันถ้าสิ่งนั้นเป็นความผิดที่รับไม่ได้ มีคดีออกมาชัดเจนพรรคประชาชนไม่เคยปกป้องคนผิด” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับนายภาวุธ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันตามข่าวว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง และขอให้ดีเอสไอเปิดรายชื่อก่อน ถ้าจะเปิดวันไหนขอให้มีชื่ออย่างชัดเจน และพรรคประชาชนจะแถลงรายละเอียดหากพบว่ามีบุคคลในพรรคเกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่ามีข้อมูลว่าพรรคประชาชนพยายามจะล็อบบี้ดีเอสไอ ให้เลื่อนการเปิดเผยชื่อออกไป น.ส.ภคมน กล่าวว่า ไม่ทราบ ขอเรียนด้วยความสัตย์จริง เห็นเพียงข่าวว่าดีเอสไอจะแถลงข่าวในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ขอรอดูอีกวันเดียว หากเปิดมาแล้วพบว่าคนในพรรคมีส่วนเกี่ยวข้อง จะชี้แจงต่อประชาชน ขอความเป็นธรรมกับบุคคลที่มีรายชื่อถูกกล่าวหา ต้องรอดูข้อเท็จจริงจากการแถลงของดีเอสไอ

“ถ้าเดากันก็เดาไปได้ ตัวอักษรภาษาไทยมีเยอะแยะดังนั้นคิดว่าให้ใจเย็น ยืนยันพรรคประชาชนน้อมรับกับทุกสิ่งทุกอย่างรับผิดชอบต่อสาธารณะ ไม่ว่าใครจะมีข้อกล่าวหาไหนเราสามารถชี้แจงได้ หากข้อกล่าวหาไปสู่การดำเนินคดีพรรคประชาชนไม่ปกป้องคนผิดแน่นอน” น.ส.ภคมน กล่าว

ต่อข้อถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อพรรคประชาชนในสนามเลือกตั้ง กทม.หรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า เรียนตรงๆ ไม่ว่ากิจกรรมใดมีผลทางการเมืองทั้งหมด แต่คงไม่ได้เรียกร้อง หรือบอกว่าเรื่องนี้คือเกมทางการเมือง ให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นโดยเรามีหน้าที่รับมือและแก้ไขน้อมรับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ขณะเดียวกัน นายภาวุธ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่าขอรอดูหมายก่อนเมื่อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวเชื่อมโยงเส้นเงินกับขบวนการ Forexนายภาวุธ กล่าวว่ายังไม่มีความเห็น ขอรอข้อมูลอย่างเป็นทางการพร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

นายกฯปลอดภัยดี บินกลับไทยคืนนี้ หลังยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่

นายกฯปลอดภัยดี บินกลับไทยคืนนี้ หลังยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่

นายกฯปลอดภัยดี บินกลับไทยคืนนี้ หลังยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.43 น.

‘นายกอนุทิน’ปลอดภัยดี บินกลับไทยคืนนี้ตามเดิม หลัง’ยูเครน’เปิดฉากโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ในกรุงมอสโกของรัสเซีย

18 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย อยู่ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ ระหว่างวันที่ 16 – 19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย และมีกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทยในเวลา 20.00 น. ซึ่งจะเดินทางถึงประเทศไทยเวลา 09.00 น.ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 

ล่าสุด วันเดียวนี้มีรายงานข่าวว่า กองทัพยูเครนได้เปิดฉากโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีพุ่งเป้าถล่มกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงในหลายจุด และโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมต้องหยุดชะงักอย่างหนัก ก่อนหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่นายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียมีกำหนดการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษที่เมืองคาซาน ซึ่งนายอนุทินเข้าร่วมการประชุมด้วย 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ยูเครนตัดเส้นเลือดใหญ่รัสเซีย ประเคนโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดในมอสโก

โดยจากการสอบถามคนใกล้ชิดนายกฯ กล่าวว่า นายอนุทินและคณะปลอดภัยดี เดินทางกลับประเทศไทยคืนนี้ตามกำหนดการเดิมและถึงประเทศไทยในวันที่ 19 มิ.ย.เข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ

นายกฯ พร้อมหนุน FTA ไทย-EAEU ในเวทีอาเซียน-ยูเรเซีย

นายกฯ พร้อมหนุน FTA ไทย-EAEU ในเวทีอาเซียน-ยูเรเซีย

นายกฯ พร้อมหนุน FTA ไทย-EAEU ในเวทีอาเซียน-ยูเรเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.34 น.

18 มิถุนายน 2569 เวลา 12.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน (Working Lunch) พร้อมกล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ Integration Processes in the Eurasian Spaces โดยมีนายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ประมุขและผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าร่วม

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่เปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย และภาคธุรกิจรัสเซีย พร้อมกล่าวถึงความรุ่งเรืองของภูมิภาคยูเรเซียในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค เศรษฐกิจ และประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า “สันติภาพและเสถียรภาพ” คือรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยง (Connectivity) เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ แต่ยังครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายโลจิสติกส์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน โดยไทยในฐานะประตูเชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมมีบทบาทในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคยูเรเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงความตั้งใจในการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thailand – EAEU FTA) เพื่อสนับสนุนการขยายการค้า การลงทุน และสร้างรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ และเอื้อต่อการลงทุน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมภูมิภาคยูเรเซียที่มีสันติภาพ เชื่อมโยงถึงกัน และเปิดกว้างต่อโอกาส โดยเชื่อว่าความสำเร็จของการบูรณาการระหว่างภูมิภาคจะวัดได้จากการที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีความเชื่อมโยง มีความยืดหยุ่น และมีความมั่งคั่งร่วมกันมากยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ รับโอน พลตรี ปริทัศน์ บุนนาค เป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

โปรดเกล้าฯ รับโอน พลตรี ปริทัศน์ บุนนาค เป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

โปรดเกล้าฯ รับโอน พลตรี ปริทัศน์ บุนนาค เป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.23 น.

18 มิถุนายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ให้รับโอนนายทหารสัญญาบัตรเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับโอนนายทหารสัญญาบัตรเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคล ของราชการในพระองค์ พ.ศ.2560

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับโอน พลตรี ปริทัศน์ บุนนาค ตำแหน่ง นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา สำนักงานผู้บังคับบัญชากองทัพบก (อัตรา พลตรี) มาสังกัดหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2569

ประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สรรเพชญ แจง SEC ไม่ได้มีแค่แลนด์บริดจ์ ย้ำภาคใต้ต้องได้รับการพัฒนาทั้งระบบ

สรรเพชญ แจง SEC ไม่ได้มีแค่แลนด์บริดจ์ ย้ำภาคใต้ต้องได้รับการพัฒนาทั้งระบบ

สรรเพชญ แจง SEC ไม่ได้มีแค่แลนด์บริดจ์ ย้ำภาคใต้ต้องได้รับการพัฒนาทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

“สรรเพชญ”แจง SEC ไม่ได้มีแค่”แลนด์บริดจ์” ย้ำ”ภาคใต้ต้องได้รับการพัฒนาทั้งระบบ” พร้อมมองอนาคตประเทศ ควบคู่การรับฟังประชาชน

18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้ตอบกระทู้ถามทั่วไปของ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งได้ตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับ ความคืบหน้าการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) และแนวทางการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์

นายสรรเพชญ ชี้แจงว่า ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติ SEC ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้เสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังความเห็นเพิ่มเติมจากกระทรวงการคลัง เนื่องจากมีประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนตามร่างกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างรอผลการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าของโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคต โดยรัฐบาลไม่ได้เริ่มต้นจากข้อสรุปว่าจะต้องดำเนินโครงการ แต่เริ่มต้นจากการศึกษาว่าประเทศไทยควรดำเนินการหรือไม่

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพิจารณาเรื่องแลนด์บริดจ์ ต้องมอง 2 ด้านควบคู่กัน ด้านแรกคือหากดำเนินโครงการแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลกำลังศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ หากประเทศไทยไม่ศึกษา ไม่เตรียมความพร้อม และไม่สร้างทางเลือกใหม่เลย ประเทศจะสูญเสียโอกาสอะไรไปบ้าง

“ในอดีตประเทศไทย เคยมีการศึกษาแนวคิดเหล่านี้มาเป็นเวลาหลายสิบปี มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน ก่อนที่โครงการจะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยเหตุผลหลายประการ ขณะที่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการจัดวางห่วงโซ่อุปทานใหม่ในระดับโลก หลายประเทศกำลังแข่งขันกันเพื่อเป็นศูนย์กลางการขนส่ง การผลิต และโลจิสติกส์ของภูมิภาค”

“คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่เพียงว่า แลนด์บริดจ์จะคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า หากประเทศไทยไม่สร้างทางเลือกใหม่เลย แล้วในวันที่โลกเลือกเส้นทางการค้าใหม่ เลือกฐานการผลิตใหม่ และเลือกศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ ประเทศไทยจะยังมีที่ยืนอยู่ตรงไหนในแผนที่เศรษฐกิจโลก”

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า สังคมไม่ควรมองว่า SEC มีเพียงโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้น เพราะเป้าหมายของ SEC คือการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ในภาพรวม โดยครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การพัฒนาเมือง การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ปัจจุบัน ภาคใต้ยังมีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอีกหลายโครงการที่รัฐบาลกำลังผลักดัน อาทิ โครงการรถไฟทางคู่สายใต้และการเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟสู่ด่านปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสงขลา เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการขนส่งทางทะเลของภาคใต้ การพัฒนาท่าเรือระนองให้เป็นประตูการค้าฝั่งอันดามันเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงข่ายรถไฟเชื่อมพื้นที่เศรษฐกิจและท่าเรือสำคัญในภาคใต้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการคมนาคมและการท่องเที่ยวของฝั่งอันดามัน ตลอดจนโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงพื้นที่จังหวัดสงขลาและพัทลุง ลดระยะเวลาการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสทางการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่าง

“ภาคใต้ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะจะมีแลนด์บริดจ์ หรือไม่มีแลนด์บริดจ์ แต่ภาคใต้มีศักยภาพจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ การเป็นประตูเชื่อมการค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ทรัพยากรทางธรรมชาติ การท่องเที่ยว การเกษตร และการประมงอยู่แล้ว หน้าที่ของรัฐบาลคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เพื่อปลดล็อกศักยภาพเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่และต่อประเทศ”

นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกความเห็น ทั้งผู้เห็นด้วยและผู้เห็นต่าง เพราะการตัดสินใจเรื่องอนาคตประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและข้อมูลที่รอบด้าน

“รัฐบาลมีหน้าที่มองให้ไกลกว่าวาระทางการเมือง เพราะความผิดพลาดจากการตัดสินใจอาจยังมีโอกาสแก้ไขได้ แต่ความเสียหายจากการปล่อยให้โอกาสทางยุทธศาสตร์ของประเทศหลุดมือไป บ่อยครั้งไม่เปิดโอกาสให้เราเริ่มต้นใหม่เป็นครั้งที่สอง”

กกต.แจงปมคลิปวันเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหา ไม่ผิดกฎหมาย

กกต.แจงปมคลิปวันเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหา ไม่ผิดกฎหมาย

กกต.แจงปมคลิปวันเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหา ไม่ผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.16 น.

“กกต.”ร่อนเอกสารชี้แจงปมคลิปวันเลือก สว.ระดับประเทศ อ้างคำพิพากษาศาลฯ ยัน”พกโพยเข้าคูหา”ไม่ผิดกฎหมาย ส่วนกรณี”ฐิติเชฎธ์”เดินเก็บโพย เป็นการทำตามมติบอร์ดสั่งระงับยับยั้งเพื่อความเรียบร้อย

18 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการปฏิบัติงานในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 หลังมีการเผยแพร่ภาพและเสียงของกรรมการ กกต.และเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติหน้าที่จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

โดยชี้แจงรายละเอียดใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ ประเด็นแรก กรณีการนำเอกสารหรือโพยรายชื่อเข้าไปในสถานที่เลือก สว. กกต.ระบุว่าไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ห้ามเพียงการนำเข้าหรือใช้เครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์บันทึกภาพและเสียง หรืออุปกรณ์อื่นตามที่ กกต.กำหนดเท่านั้น แต่ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องการนำเอกสารหรือโพยที่จดหมายเลขผู้สมัครอื่นเข้าไปด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไว้ ผู้สมัครย่อมมีสิทธินำเอกสารใดๆ เข้าไปในเขตเลือกตั้งได้ และ กกต.ก็ไม่สามารถสั่งห้ามเด็ดขาดได้เช่นกัน

ประเด็นที่สอง กรณีข้อกล่าวอ้างที่ว่า พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ได้แจ้งต่อเลขาธิการ กกต.ในวันเลือก สว.เวลา 08.29 น.ว่ามีกลุ่มบุคคลจัดทำโพยรายชื่อนั้น สำนักงาน กกต.ได้ทำการตรวจสอบเอกสาร บันทึกปฏิบัติงาน และภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการแจ้งเหตุดังกล่าวต่อเลขาธิการ กกต.ในเวลาดังกล่าวตามที่มีการอ้างอิง แต่พบว่า พ.ต.อ.มนัส ได้รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวตามแบบราชการ (ผตล.จว. 2/1) ในวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นการรายงานหลังจากวันเลือก สว.ระดับประเทศผ่านไปแล้ว 2 วัน การพิจารณาเรื่องนี้ กกต.จึงต้องยึดตามพยานหลักฐานทางราชการที่ตรวจสอบได้เป็นหลัก

ประเด็นที่สาม มาตรการระงับยับยั้งในวันเลือก สว.ระดับประเทศ กกต.ชี้แจงว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 59 ให้อำนาจ กกต.สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข หรือยกเลิกการเลือกได้หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม ดังนั้น ในวันเลือก สว.ที่ประชุม กกต.จึงมีมติห้ามมิให้ผู้สมัครนำเอกสารใดๆ เข้าไปในบริเวณพื้นที่ลงคะแนนเลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นในสายเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ การที่ ดร.ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง ได้เข้าไปเก็บโพยหรือกระดาษที่ผู้สมัครพกติดตัวในวันดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามมติของ กกต.เพื่อยับยั้งการฝ่าฝืนแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่การกระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษารองรับจนเป็นที่ยุติแล้ว

สำนักงาน กกต.ระบุทิ้งท้ายว่า สำหรับการตรวจสอบข้อร้องเรียนและการกระทำความผิดของผู้สมัคร สว.ในกรณีอื่นๆ นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่เสร็จสิ้นแล้ว จะดำเนินการเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบต่อไป

– 006

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

วันนี้ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้

                   (1) รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินงบประมาณจำนวน 3,788,000 ล้านบาท (วงเงินเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569)

                   (2) เห็นชอบข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และมอบหมาย สงป. จัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเอกสารประกอบงบประมาณเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

                   (3) เห็นชอบการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ครั้งที่ 2) ซึ่งปรับวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร จากเดิม 1 -3 กรกฎาคม 2569 เป็น 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2569

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   สำนักงบประมาณได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง โดยวิธีการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ผ่านเว็บไซต์สำนักงบประมาณ ระหว่างวันที่ 3 – 9 มิถุนายน 2569 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้าระบบรับฟังความคิดเห็น จำนวน 1,783 ราย และมีผู้แสดงความคิดเห็น จำนวน 236 ความคิดเห็น

                   ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบการวิเคราะห์ผลกระทบและการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และได้จัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   2. ข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   สำนักงบประมาณได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และได้มีการปรับรูปแบบให้มีความถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้นตามแบบการร่างกฎหมาย ตามที่ได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 และตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีโครงสร้างของร่างพระราชบัญญัติฯ จำนวน 8 หมวด 41 มาตรา เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ มีรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   3. การปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ครั้งที่ 2) เป็นการปรับกำหนดวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรให้เร็วขึ้น จากเดิมวันพุธที่ 1 ถึง วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 เป็นวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ถึงวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยขั้นตอนและกิจกรรมอื่นยังคงเดิม ซึ่งการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อกรอบระยะเวลาตามที่บทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ และไม่ส่งผลต่อช่วงเวลาการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   4. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบและมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับแผนการบริหารการคลังและงบประมาณในระยะปานกลาง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนรายได้ การปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและการจัดสรรงบชำระหนี้ให้สอดคล้องกับขนาดของมูลหนี้และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังที่เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและรายจ่ายที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถรับทราบและให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร

2. เรื่อง การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้

                   (1) เห็นชอบผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.06 ล้านบาท

                   (2) เห็นชอบการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 (เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณและมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง) เพื่อให้รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนต่ำกว่าร้อยละ 15 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 (เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562) และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 (เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็น) เพื่อให้การรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 ใช้ระยะเวลา 3 วัน

                   (3) มอบหมายให้ สงป. นำผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ใช้จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้วไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำงบประมาณดังกล่าวมาส่งคืน

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดให้สำนักงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 นั้น

                   สำนักงบประมาณนำเสนอ ดังนี้

                   1. หน่วยรับงบประมาณ ได้ส่งรายละเอียดการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบจากรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลให้สำนักงบประมาณ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 และสำนักงบประมาณได้พิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยรายการที่นำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. มีดังนี้

                             1) รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรมการประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ (รวมถึงการศึกษาดูงานในต่างประเทศที่อยู่ในหลักสูตรการฝึกอบรม) และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ รวมทั้งรายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาตามมาตรการลดการใช้พลังงานภาครัฐ และ/หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด หรือบางส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                             2) รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย ได้แก่ รายการปีเดียวที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยงบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดสำนักงบประมาณจะพิจารณาเป็นกรณี โดยคำนึงถึงประโยชน์ในการสร้างงาน  สร้างรายได้ของประชาชนในพื้นที่ด้วย รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ตามมาตรา 41 และ 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และรายการใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งหน่วยงานพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นในการดำเนินการ และต้องการยกเลิกการดำเนินการ หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ ตลอดจนรายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ กรณีรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จะทำให้รายการดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีแรกต่ำกว่าร้อยละ 15 ซึ่งมีผลให้ต้องได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 ที่กำหนดให้รายจ่ายลงทุนที่จะขออนุมัติผูกพันข้ามปีมาทุกรายการต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินรายจ่ายส่วนที่เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้นของรายจ่ายลงทุนนั้น ๆ โดยไม่รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด

                             3) หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนและทุนหมุนเวียน ซึ่งยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ที่พิจารณาเห็นว่ารายการที่ได้รับงบประมาณไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ของการตั้งงบประมาณ หรือมีเงินรายได้/เงินรายได้สะสมคงเหลือเพียงพอต่อการดำเนินภารกิจของหน่วยงานทดแทนเงินงบประมาณที่ได้รับ โดยใช้หลักเกณฑ์และแนวทางตามข้อ 1) และ 2) โดยอนุโลม

                   2. สรุปผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท มีสาระสำคัญ ดังนี้

                             2.1 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ (Function) จำนวน 9,039.7949 ล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 632.9942 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 8,406.8007 ล้านบาท โดยกรณีหน่วยงานของรัฐสภา และองค์การมหาชน สำนักงบประมาณได้พิจารณานำงบประมาณมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….. ในจำนวนเท่ากับข้อเสนอของหน่วยงานดังกล่าว

                             2.2 งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 1,288.2702 ล้านบาทประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 50.1370 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 1,238.1332 ล้านบาท

                             2.3 งบประมาณรายจ่ายที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาภัยพิบัติ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ

                   3. กรณีการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. มีผลให้เป้าหมายหรือตัวชี้วัดแผนงาน ผลผลิตหรือโครงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ ให้หน่วยรับงบประมาณเสนอขอปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไป

                   4. กรณีงบประมาณรายจ่ายตามข้อเสนอวงเงินของหน่วยรับงบประมาณที่นำมาพิจารณา จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. เป็นงบประมาณรายจ่ายที่สำนักงบประมาณอนุมัติเงินจัดสรรไปยังหน่วยรับงบประมาณแล้ว แต่หน่วยรับงบประมาณยังมิได้เบิกจ่ายเงินจากคลังเพื่อให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณามอบหมายให้สำนักงบประมาณประสานหน่วยรับงบประมาณดำเนินการนำเงินจัดสรรที่ผ่านการพิจารณาตามข้อ 2 มาส่งคืนในระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (New Government Fiscal Management Information System : New GFMIS) ที่หน่วยรับงบประมาณส่วนกลาง โดยสำนักงบประมาณจะประสานกรมบัญชีกลางในการดำเนินการลดยอดเงินจัดสรร ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 เพื่อประมวลข้อมูลการจัดสรรคืนและนำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ต่อไป

                   5. การยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้

                             5.1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินรายจ่ายส่วนที่เป็นเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้นของรายจ่ายลงทุนนั้นๆ โดยไม่รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด

                             5.2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ในส่วนของคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็น โดยให้มีการรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นระยะเวลา 3 วัน

                   6. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบและมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น การใช้จ่ายวงเงินดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ความจำเป็นและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์และเงื่อนไขทางการเงินการคลังของประเทศ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถให้ความเห็นชอบและมอบหมายได้ตามที่เห็นสมควร

เศรษฐกิจ-สังคม

3. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง (โครงการคลองระบายน้ำฯ) มีกำหนดแผนงานโครงการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2574) กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เนื่องจากสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ลุ่มน้ำของอำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองมีความลาดชันค่อนข้างมาก เมื่อเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำจะหลากลงสู่ลำห้วยต่างๆ อย่างรวดเร็วทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม ด้านท้ายน้ำ ประกอบกับหากเกิดสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงจะส่งผลต่อการระบายน้ำในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ คลองทับมา ซึ่งเป็นคลองสายหลักมีความสามารถในการระบายน้ำได้ไม่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน และพื้นที่เขตเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ กษ. โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง (โครงการคลองระบายน้ำฯ) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยโครงการคลองระบายน้ำฯ เป็นการดำเนินการก่อสร้าง ดังนี้

                             (1) ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อตัดยอดน้ำและผันน้ำส่วนเกินจากคลองทับมาไปยังคลองกะแมง โดยมีความยาวประมาณ 3.015 กิโลเมตร (3,000 เมตร) มีความสามารถในการระบายน้ำประมาณ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารบังคับน้ำ และถนนสัญจรข้างคลองตลอดแนวคลอง

                             (2) ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพคลองกะแมง เพื่อรองรับการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้น และระบายลงสู่คลองใหญ่ต่อไป โดยปรับปรุงคลองกะแมงให้เป็นคลองระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กแบบกำแพงตั้ง ความยาวประมาณ 6.118 กิโลเมตร (6,118 เมตร) มีความสามารถในการระบายน้ำตั้งแต่ 40-150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารบังคับน้ำ และถนนสัญจรข้างคลองตลอดแนวคลอง

                             (3) ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตามแนวคลอง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำหลากและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ แบบบานตรง ขนาด 6 x 6 เมตร จำนวน 4 ช่อง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 10 ชุด ความสามารถระบายน้ำสูงสุด 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งสูบระบายน้ำลงสู่คลองใหญ่

                             (4) งานอาคารชลประทานอื่น ๆ ตามความจำเป็น โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2574) และใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 3,300 ล้านบาท และค่าที่ดิน 1,100 ล้านบาท) ซึ่งได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ไม่มีผู้คัดค้านการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยและป้องพื้นที่น้ำท่วมได้ 7,113 ไร่ ในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง

                   2. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีมติเห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำฯ โดยให้หน่วยงานดำเนินการ เช่น เร่งรัดกระบวนการขออนุญาตใช้พื้นที่ก่อสร้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเร่งรัดดำเนินการจัดหาที่ดิน โดยดำเนินการเจรจาปรองดองก่อนออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน วางแผนและกำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงรองรับสถานการณ์อุทกภัยล่วงหน้า ในระหว่างที่โครงการยังไม่แล้วเสร็จเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้าง เป็นต้น รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เห็นควรอนุมัติในหลักการ/ไม่ขัดข้อง/เห็นด้วยตามที่ กษ. เสนอโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น

                             2.1 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการคลองระบายน้ำ สงป. ขอให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามความสามารถในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ผูกพันภายในปีงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

                             2.2 สทนช. ขอให้กรมชลประทานดำเนินการตามมติ กนช. ข้างต้นให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

                             2.3 สกพอ. เห็นควรให้พิจารณาจัดทำแนวทาง วิธีการหรือมาตรการในการเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งหรือช่วงที่ขาดแคลนน้ำ

4. เรื่อง ขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

                   1. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (เรื่อง รายงานการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของป่าไม้ชายเลนและปะการังของประเทศ)

                   2. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน)

                   3. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2543 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน) เพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี รวมเนื้อที่ 8-2-17.6 ไร่ สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) (โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ) ก่อนดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้

                   สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการดำเนินการดังกล่าว เห็นสมควรให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบทพิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับการจัดสรรแล้ว หรือพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณจากโครงการ/รายการ ที่ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้วและมีงบประมาณเหลือจ่าย และ/หรือรายการ ที่หมดความจำเป็น และ/หรือรายการที่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในปีงบประมาณ แล้วแต่กรณีมาดำเนินการในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอขอให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงคมนาคม (คค.) จะดำเนินการก่อสร้างโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ (โครงการฯ) เพื่อบรรเทาปริมาณการจราจรของถนนทางหลวงและอำนวยความสะดวกในการคมนาคมขนส่งของประชาชนจากเกาะลันตาไปยังจังหวัดกระบี่ โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (รายงาน EIA) พบว่า แนวเส้นทางก่อสร้างของโครงการฯ จะตัดผ่านพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี บริเวณคอสะพานฝั่งเกาะลันตาน้อย จำนวน 8-2-17.6 ไร่ (โครงการฯ มีความยาว 2,527 เมตร คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 47-2-21.25 ไร่) คค. จึงจำเป็นต้องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนในครั้งนี้ รวม 3 มติ ได้แก่ (1) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (2) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 และ (3) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543

                   2. สำนักงบประมาณเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณายกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวตามที่ คค. เสนอ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการดำเนินการดังกล่าว เห็นสมควรให้ คค. (ทช.) พิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณ หากไม่เพียงพอขอให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณายกเว้นมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร โดยอาจกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาป่าชายเลนด้วยก็ได้ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้ความเห็นชอบการขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีตามที่ คค. เสนอ และเห็นควรมอบหมายให้ ทช. ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในรายงาน EIA อย่างเคร่งครัด รวมทั้งประสาน ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดให้มีการเผยแพร่รายงานผลการปลูกและบำรุงป่าชายเลนทดแทนต่อสาธารณชน

5. เรื่อง โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1

                    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1 (โครงการ SEZ ระยะที่ 1) ภายในวงเงิน 2,150 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ วงเงิน 96 ล้านบาท (ประมาณ 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและก่อสร้าง วงเงิน 2,054 ล้านบาท ตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงพลังงานขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 (โครงการ SEZ ระยะที่ 1) ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาวเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร และรองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ภายในวงเงิน 2,150 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ จำนวน 96 ล้านบาท และ (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและก่อสร้าง จำนวน 2,054 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 4 ปี และคาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2572 โดยขอบเขตการดำเนินโครงการมีรายละเอียด สรุปได้ ดังนี้

                             เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดจาก

                             1.ก่อสร้างสายส่ง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) ตาก 2 – แม่สอด จำนวน 2 วงจร ระยะทางประมาณ 81.90 กิโลเมตร (ใช้เขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหม่)

                             2. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ตาก 2

                             3. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) แม่สอด

                             4. จัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อก่อสร้างขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) แม่สอด ในอนาคต
 

                             เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

                             1.ตัดสายส่ง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ธาตุพนม – มุกดาหาร วงจรเดี่ยวลงที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 พร้อมปรับปรุงอุปกรณ์ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงที่เกี่ยวข้อง

                             2. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มุกดาหาร 2 สำหรับสายส่ง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มาจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงธาตุพนม จำนวน 1 วงจร และไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร จำนวน 1 วงจร

                             3. งานปรับปรุงระบบควบคุมและป้องกันที่สถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ธาตุพนม และสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มุกดาหาร

                   2. พน. แจ้งว่า การดำเนินโครงการ SEZ ระยะที่ 1 จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้

                             1) เสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าในระยะยาวด้วยระบบส่ง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) รวมทั้งการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า 115 กิโลโวลต์ (115 kV) เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

                             2) รองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร  

                             3) รองรับการจ่ายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

                   ทั้งนี้ พน. แจ้งว่า กระทรวงการคลัง (กค.) [สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)] สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดย
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) [ในคราวประชุมครั้งที่ 58/2563 (ครั้งที่ 701) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563] ไม่ขัดข้อง/เห็นชอบให้ กฟผ. ดำเนินการโครงการ SEZ ระยะที่ 1 วงเงินลงทุนรวม 2,150 ล้านบาท

6. เรื่อง ขอความเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ปี 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ปี 2569 เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 ตามมติ นบขพ. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบให้ปรับระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่จะเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งต่อมากระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้ออกประกาศ พณ. เรื่อง การนำเข้าข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงภายใต้ AFTA สำหรับปี 2569 พ.ศ. 2568 โดยกำหนดช่วงระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไป ต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 แต่โดยที่ข้อเท็จจริงของฤดูการผลิตปี 2569 ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม คิดเป็นปริมาณ 4.04 ล้านตัน (ร้อยละ 80.69 ของปริมาณผลผลิตทั้งประเทศรวม 5.01 ล้านตัน) ประกอบกับประเทศไทยได้บังคับใช้มาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงและไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ อีกทั้งสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง และสมาคมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ของประเทศไทยได้ขอให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้ AFTA ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันและการดำเนินการที่ผ่านมา ดังนั้นคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จึงได้มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้ AFTA ปี 2569 เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 และมอบฝ่ายเลขานุการ นบขพ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อที่กรมการค้าต่างประเทศ (พณ.) จะดำเนินการออกกฎระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ต่างประเทศ

7. เรื่อง การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (เมียนมา) ว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย (ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขออนุมัติให้ กต. พิจารณาและดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                   2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าว

                    สาระสำคัญ

                   กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (เมียนมา) ว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย (ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ) โดยมีสาระสำคัญสรุปว่า ตั้งแต่ปี 2491 (ค.ศ.1948) หากรัฐบาลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ และ/หรือจำหน่ายอาคาร และ/หรือแปลงที่ดิน ซึ่งใช้เป็นที่ทำการหรือที่พำนักของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง รัฐบาลนั้นย่อมมีสิทธิในการซื้อและจำหน่ายอาคาร และ/หรือแปลงที่ดินดังกล่าว โดยตั้งอยู่บนหลักประติบัติต่างตอบแทน และจะได้รับการยกเว้นภาษี อากร ค่าธรรมเนียมทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหรือจำหน่ายอาคารและแปลงที่ดินดังกล่าวจากรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ หนังสือแลกเปลี่ยนฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายลงนาม