ปิดจ๊อบชลบุรี เขต 1 มติ กกต.ไม่นับใหม่ ยันโปร่งใส-ไร้ทุจริต

ปิดจ๊อบชลบุรี เขต 1 มติ กกต.ไม่นับใหม่ ยันโปร่งใส-ไร้ทุจริต

ปิดจ๊อบชลบุรี เขต 1 มติ กกต.ไม่นับใหม่ ยันโปร่งใส-ไร้ทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.10 น.

มติ กกต.ไม่สั่งนับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี หลังผลสอบไร้หลักฐานบ่งชี้มีความผิดพลาดในการนับคะแนน ผู้ร้องมีแต่คำกล่าวอ้าง แต่สั่งนับคะแนนใหม่ มทร.ธัญบุรี พร้อมสั่งออกเสียงใหม่ 3 หน่วย ใน 3 จังหวัด ด้านประธาน กกต.สุดอัดอั้นถูกข่มขู่ให้ติดคุก สวนกลับช้าตรงไหน รับรอง สส.มีเวลา 60 วัน ขณะที่ใช้เวลาแค่ 2 วันสอบเหตุชลบุรี ชี้ครบทุกมิติ ยันพิจารณายึดหลักกฎหมาย ไม่ทำตามอำเภอใจ

12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.พร้อมด้วย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.และ นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.และ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้าการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปปี 2569 และการออกเสียงประชามติ ภายหลังมีการประชุมมาตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00 น.

นายณรงค์ กล่าวว่า ตนและคณะทำงานจะแถลงเรื่องความจริงเราจะแถลงความจริงทุกประเด็นไม่มีปิดบัง และยินดีให้ซักถามทุกประเด็น โดย กกต.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ทำตามรัฐธรรมนูญ ทำตามกฎหมาย ทำตามระเบียบทุกอย่าง

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ที่ประชุม กกต.ได้มีการสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ ที่แรกคือ เขตคันนายาว เขตเลือกตั้งที่ 15 หน่วยเลือกตั้งที่ 9 แขวงคันนายาว เนื่องจากมีเหตุพายุฝนฟ้าตกทำให้บัตรเลือกตั้งและแบบขีดคะแนนเกิดการชำรุดเสียหาย ซึ่ง กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการรายงานของ ผอ.กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง เรียบร้อยแล้วอาศัยอำนาจตามมาตรา 121 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ซึ่งมีมติสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั้ง สส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงการออกเสียงประชามติในหน่วยนี้ ในวันที่ 22 ก.พ.2569

ส่วนจังหวัดที่ 2 คือ จังหวัดที่น่าน เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองน่าน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ตำบลไชยสถาน กรณีที่ กปน.ประกาศงดการนับคะแนนหลังพบว่า กปน.ได้มีการฉีกบัตรเลือกตั้งจำนวน 69 ใบ คร่อมกับหมายเลขผู้สมัคร ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นบัตรดีหรือบัตรเสียอย่างไร จึงประกาศงดนับคะแนนและการรายงานต่อ กกต.เขต และเสนอต่อ กกต.สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ โดยอาศัยมาตรา 121 แห่ง พ.ร.ป.สส.ให้จัดการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ในเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองน่าน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ตำบลไชยสถานใหม่ ในวันที่ 22 ก.พ.2569 พร้อมเปลี่ยนแปลง กปน.ชุดใหม่

ส่วนที่ 3 จังหวัดอุดรธานี กรณี กปน.ได้มีการฉีกบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ คร่อมหมายเลขของพรรคการเมือง ซึ่งกรณีนี้ กปน.ตรวจสอบพบระหว่างการนับคะแนนจึงประกาศงดการนับคะแนน และรายงาน กกต.เขตเพื่อเสนอ กกต.เพื่อสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ดังนั้น กกต.จึงสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในเขตเลือกตั้งที่ 6 อำเภอไชยวาน หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ในวันที่ 22 ก.พ.2569 พร้อมเปลี่ยนแปลง กปน.ชุดใหม่

กรณีที่ 4 จังหวัดมหาสารคาม ในเขตเลือกตั้งที่ 1 กรณีมีการทักท้วงเรื่องป้ายรวมคะแนนซึ่งติดตั้ง ณ บริเวณศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองมหาสารคาม เนื่องจากผลคะแนนของผู้สมัครบางคนมีความคลาดเคลื่อนซึ่งกกต.เขตได้ตรวจสอบรายงานผลการนับคะแนนของทุกหน่วยเลือกตั้งแล้ว พบว่ามีผลคะแนนของหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลท่าสองคอน ไม่ได้นำมารวมเป็นคะแนนแก่ผู้สมัคร เมื่อตรวจสอบความครบถ้วนถูกต้องแล้วได้มีการดำเนินการแก้ไขป้ายรวมคะแนนหน้าศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งให้รับทราบ ซึ่งกรณีนี้ กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เป็นเหตุให้ต้องสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้องซึ่งเป็นไปตามมาตรา 124 ของ พ.ร.ป.สส.

กรณีที่ 5 จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ 7 ซึ่งมีการนับคะแนนใหม่เกิดขึ้น แต่กระบวนการในการนับคะแนน โดยรอบแรกน้องๆ นักศึกษาได้ทักท้วงคัดค้านว่าการนับคะแนนไม่สามารถสังเกตการนับคะแนนได้ชัดเจน เนื่องจากนับในบริเวณอาคาร เมื่อ กกต.จังหวัด และ กกต.เขตรับทราบก็มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่โดยแต่งตั้งกรรมการ ซึ่งประกอบไปด้วยน้องๆ นักศึกษาดำเนินการนับคะแนน ซึ่งต้องขอย้ำว่าทั้ง 2 รอบนี้ไม่ทำให้ผลการนับคะแนนเปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่การสั่งให้นับคะแนนใหม่นั้นเป็นอำนาจของ กกต.ใหญ่ ดังนั้น กกต.จึงอาศัยมาตรา 124 แห่ง พ.ร.ป.สส.สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ นอกเขต นอกราช ของเขตเลือกตั้งที่ 7 บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธัญบุรี เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย

“กระบวนการสั่งนับคะแนนใหม่การพิจารณาการนับคะแนนใหม่เป็นไปได้ 2 กรณีคือ 1 เป็นไปตามมาตรา 122 ของ พ.ร.บ.สส.คือ กรณีบัตรเลือกตั้งกับผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ตรงกันซึ่ง กกต.สามารถพิจารณาสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่หรือการนับคะแนนใหม่ได้ แต่ในมาตรานี้กำหนดว่ากรณีที่การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมไม่มีผลทำให้เปลี่ยนผลการเลือกตั้ง กกต.อาจสั่งยุติเรื่องได้ กรณีที่ 2 ตามมาตรา 124 การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งกรณีนี้ กกต.ถึงจะสามารถสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ได้” ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าว

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีจังหวัดชลบุรีเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองชลบุรี หลังเสร็จสิ้นการนับคะแนนแล้วมีมวลชนบางส่วนได้เข้ามาสังเกตการณ์บริเวณสถานที่ยุบรวมหีบบัตร ซึ่งเป็นสถานที่บริเวณโรงยิมของเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ย้ำว่าขนาดนั้นเป็นขั้นตอนการยุบรวมหีบบัตร หลังแต่ละหน่วยนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว และส่งผลการนับคะแนนพร้อมหีบบัตรเลือกตั้งมาส่งยังสถานที่ที่ กกต.เขตกำหนด เมื่อตรวจรับทุกอย่างครบถ้วนแล้วกระบวนการต่อไปก็เป็นกระบวนการที่ กกต.เขตจะต้องยุบรวมหีบบัตร จะมีการตัดสายรัดนำเอกสาร ถุงบรรจุบัตรที่ผ่านการนับคะแนนแล้วมารวมกันให้ได้มากที่สุดในแต่ละหีบ เพื่อให้เหลือจำนวนหีบที่น้อยที่สุด รวมถึงคัดแยกเอกสารต่างๆ เพื่อรวบรวมทุกอย่างนำไปส่ง ผอ.กกต.จังหวัด

แต่เกิดเหตุไม่เข้าใจกันขึ้น น้องๆ ไปรวมตัวกันที่สถานที่ยุบรวมหีบบัตรแล้วเสนอขอให้มีการสั่งนับคะแนนใหม่ แต่อย่างที่บอกว่าการสั่งนักคะแนนใหม่เป็นไปได้ 2 กรณีเท่านั้น ดังนั้น กรณีนี้เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย กกต.จึงมอบให้ นายครรชิต รองเลขา กกต.ดำเนินการสืบสวนสอบสวนว่ามีกระบวนการอย่างไร ทั้งกระบวนการทักท้วง ซึ่งกฎหมายเขียนชัดว่ากระบวนการลงคะแนน นับคะแนน หากมีข้อบกพร่องผิดพลาดในกระบวนการนับคะแนน ผู้สังเกตการณ์สามารถทักท้วงคัดค้านระหว่างการนับคะแนนได้ รวมไปถึงระหว่างการรวมคะแนนจนเสร็จสิ้นการลงคะแนน

นายครรชิต กล่าวว่า จากการลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอนับคะแนนใหม่ในการเลือกตั้ง สส.เขต 1 จังหวัดชลบุรี ตามที่มีผู้ชุมนุม แต่มีผู้ยื่นคำร้องเพียง 10 ราย มี 3 ประเด็นที่ได้ตั้งเอาไว้ มีผู้มาให้ถ้อยคำ 6 คน ซึ่งทั้ง 6 คน ให้ถ้อยคำว่าไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง ประเด็นแรก 1.เรื่องไฟดับในที่ลงคะแนนเลือกตั้ง น้องๆ ที่ร้องอ้างคลิปมี ไฟดับแล้วยังมีพัดลมหมุน แต่ไปที่ทราบแล้วว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดที่จังหวัดชลบุรีแต่เกิดที่จังหวัดนนทบุรี แล้วเราได้ตรวจสอบถามไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าแขตเลือกตั้งที่ 1 มีไฟฟ้าดับหรือไม่ ได้รับการยืนยันว่ามีไฟฟ้าดับ 4 หน่วย คือหน่วย 36, 37, 38, 39 ตำบลแสนสุข ดับไป 40 นาที แต่หน่วยที่ 37, 38, 39 นับคะแนนเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่ได้รับผลกระทบ มีเพียงหน่วย 36 ที่นับคะแนนไม่เสร็จและกปน.ได้หยุดนับคะแนน รอไฟฟ้ากลับมา 40 นาที แล้วนับใหม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีผู้ทักท้วง

ประเด็นที่ 2 จำนวนผู้มาแสดงตนกับบัตรเลือกตั้งไม่ถูกต้องตรงกัน ตรงนี้ผู้ยื่นคำร้องไม่ได้ระบุ ว่าหน่วยไหนเพียงแต่บอกว่ามีหน่วยที่ 11 ถึง 15 กรรมการรวบรวมผลคะแนนบวกคะแนนช้าใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง จึงไปสอบสวนทั้งหน่วยที่ 11 ถึง 15 ใช้เวลาใกล้เคียงกันไม่มีอะไรผิดปกติและออกจากหน่วยประมาณ 20.00 น.ไปถึงที่ส่งหีบบัตรประมาณเที่ยงคืน ไม่มีเหตุผิดปกติ และประเด็นที่ 3 การนับคะแนน อ่านบัตรเลือกตั้งไม่ถูกต้อง ผู้ยื่นคำร้องไม่ได้ระบุว่าจุดไหน เราจึงตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 160 กว่าหน่วยไม่มีการทักท้วงการนับคะแนน ดังนั้น ถือว่าการนับคะแนนถูกต้องแล้ว

นอกจากนี้ กกต.ยังให้คณะตรวจสอบไปตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ปรากฏตามสื่อต่างๆว่าบัตรเลือกตั้งทำไมไม่มีการใช้สายรัด และมีบัญชีแบบปิดคะแนนไปอยู่ในถังขยะ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเขตเลือกตั้งที่ 1 เมื่อส่งหีบบัตรเดิมจะไปส่งที่ศาลาประชาคม แต่เนื่องจากศาลาประชาคมที่เคยใช้ในครั้งก่อนพื้นที่แคบไม่สะดวก ทาง ผอ.เขต และ กกต.เขต จึงไปขอใช้โรงยิมสนามแบดมินตันของเทศบาล ซึ่งเป็นจุดที่รถเข้าออก สะดวกและจัดยุบรวมหีบบัตรที่นั่น เจตนาก็เพื่อความสะดวกจากนั้นจะขนไปที่ศาลา ประชาคมเพื่อจัดการให้เรียบร้อยก่อนส่งไปที่โกดังที่สำนักงาน กกต.ชลบุรี เช่าอยู่ซึ่งทุกเขตจะไปรวมกันที่นั่น แต่ระหว่างที่ยุบรวมหีบบัตร

จากการตรวจตามรถสีแดงที่บรรทุกรถมีบัตรไปศาลาประชาคม ก็ดำเนินการไปแล้ว 90% อีก 10% เอกสารต่างๆ ยังกองอยู่ที่สนามแบดมินตัน ซึ่ง 2 จุดนี้ห่างกัน 500 เมตร แต่ระหว่างที่กำลังจะขนปรากฏว่า มีมวลชนกลุ่มน้องๆ เข้าไปตรวจสอบว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ถูกต้องหรือไม่ซึ่งมีมวลชนไปเยอะจึงไม่สามารถเคลื่อนรถมาได้และน้องๆ ได้เข้าไปในสนาม ซึ่งเข้าไปก็จะไปเจอกองเอกสารที่ยังจัดเก็บให้เรียบร้อยประมาณ 10% น้องๆ ก็จะใช้และอ้างว่าเก็บมาจากถังขยะ ซึ่งในโรงยิมไม่มีถังขยะ มีแต่กรองเอกสารที่เตรียมจะเคลียร์อยู่ 10% ซึ่งย้ำว่าเป็นเอกสารที่ไม่ได้ทิ้ง

ส่วนกรณีมีข้อสงสัยว่าทำไมไม่ใช้สายรัดตามที่เรียนมาแล้วว่าจากโรงยิมไปถึงศาลาประชาคมประมาณ 500 เมตร เหตุที่ไม่ใช้สายรัดและทำกล่องไม่เรียบร้อย เนื่องจาก ผอ.เขต หรือ กกต.เขต ขอใช้พื้นที่เทศบาลตรงนี้ถึงวันที่ 9 ก.พ.แล้วเทศบาลมาเร่งรัดว่าต้องเคลียร์ให้เสร็จภายในวันที่ 9 ก.พ.เพราะจะใช้งานวันที่ 10 ก.พ.จึงต้องรีบเอาออกจากตรงนี้ก่อน โดยตั้งใจจะไปใช้ที่ศาลาประชาคม ทั้งนี้ สายรัดตามคลิปที่ปรากฏตามสื่อ ซึ่งน้องๆ บอกว่าสายรัดมีจำนวนมากทำไมไม่ใช้ แต่จริงๆ แล้วสายรัดพวกนี้มาจากหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งในการจัดการเลือกตั้ง กกต.เขต จะแกะสายรัดไปตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ แล้วมีเผื่อสายรัดเอาไว้ 1 เส้น เผื่อเกิดการชำรุด เมื่อบรรจุเอกสารในหีบบัตรแล้วรัดสายเรียบร้อยแล้ว เมื่อยุบรวมหีบบัตรผู้ที่ยุบรวมหีบบัตรก็ต้องตัดสายรัดออก ใส่ถุงรวมกันไว้ตรงนี้ แล้วน้องก็ถามว่าทำไมไม่ใช้แต่จริงๆ ใช้ไปแล้วส่วนอีก 3 – 4 อันที่สมบูรณ์อยู่คือกรณีที่เหลือจากหน่วย ไม่ใช่กรณีที่เจตนาจะใช้ในการยุบรวมหีบบัตรที่ศาลาประชาคม ดังนั้น สายรัดที่โรงยิมจะไม่มีใช้

“จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า ยังไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีเขตเลือกตั้งที่ 1 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้องจึงไม่มีเหตุที่จะสั่งให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ตามมาตรา 124 แห่ง พ.ร.ป.สส.ประกอบกับข้อ 223 ของระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เห็นควรยุติเรื่อง” นายครรชิต กล่าว

ส่วนประเด็นคือ บัตรขีดคะแนน สส.5/11 เหตุใดจึงสามารถนำมาโชว์ถ่ายรูปได้ ขอเรียนว่า ที่ กปน.เมื่อดำเนินการเสร็จจะมีการบรรจุในหีบบัตรเลือกตั้งประกอบด้วยบัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนเป็น 3 ถุง เรียกว่าถุงชั้นใน ส่วนถุงชั้นนอก จะประกอบด้วยเอกสารต่างๆ รวมถึงแบบขีดคะแนน 5/11 นี้ด้วย ก่อนจะเก็บรวมในหีบบัตร แต่ปรากฏจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงหน่วยที่สามารถเอามาถ่ายรูปและโชว์ได้เขาไม่ได้ใส่ไว้ในถุงชั้นนอก คือรัดถุงเสร็จก็วางไว้ข้างบนก่อนปิดหีบบัตรเลือกตั้ง เมื่อเปิดหีบบัตรเลือกตั้งบัตรตรงนี้จึงไม่ได้อยู่ในถุง สามารถหยิบได้

ด้าน ประธาน กกต.กล่าวเสริมว่า เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ทาง กกต.ก็นัดประชุมทันที ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่บางเรื่องเราต้องมีข้อมูลเพียงพอ ในการวินิจฉัยจึงแต่งตั้ง ให้ไปสอบข้อเท็จจริงใช้เวลา 2 วัน ซึ่งจากสำนวนการสอบข้อเท็จจริงมาทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายผู้ร้อง กับฝ่ายที่ปฏิบัติ ฝ่ายที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อชั่งน้ำหนักซึ่งเหมือนกับทานเขียนคำพิพากษาดูความเชื่อมโยงของพยาน ประเด็นที่แถลงตามคำร้องมี 3 ประเด็นที่แถลงไปแล้ว แต่ กกต.ก็ได้มอบหมาย ให้ไปหาข้อเท็จจริงอีกว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ในการนับคะแนนนั้น เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่

“กกต.ทุกคนวันนี้ใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมง ในการดูประเด็นต่างๆ เรายืนยันได้ว่า กกตไม่เอาเกียรติยศชื่อเสียงของเราไปเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้และเราไม่จำเป็นต้องทำเพราะฉะนั้นยืนยันได้ว่านอกจากตรวจสอบตามคำร้องแล้ว รอตรวจสอบเรื่องความชอบในการนับคะแนนด้วย ในการรวมผลคะแนนด้วย ขอยืนยันเฉพาะตรงนี้ ส่วนเรื่องอื่นก็ว่ากันไปต่อ ยืนยันว่าเราตรวจสอบทุกมิติดูแลอย่างละเอียด เพราะเป็นเรื่องสำคัญ” ประธาน กกต.กล่าว และว่า ส่วนที่มีผู้แจ้งความกลับว่า กกต.แจ้งความเท็จที่ จ.ชลบุรี นั้น ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย จึงคิดว่าดำเนินการไปตามขั้นตอน

เมื่อถามถึงกรณีมีการพูดถึงบัตรลงคะแนนมีการสแกนบาร์โค้ดทำให้เห็นข้อมูลผู้เลือกตั้ง ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า น่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดนั้น คือมาตรการรักษาความปลอดภัยที่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า บัตรนั้นเป็นบัตรล็อตไหน ของหน่วยไหนเพื่อเป็นมาตรการควบคุมของ กกต.ซึ่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นดี เพื่อให้รู้ที่มาที่ไปไม่ใช่ว่าเป็นของพรรคการเมืองไหนอันนี้ขอยืนยัน

เมื่อถามว่า การแจ้งความกับเด็กกังวลว่าจะเกิดกระแสลุกฮือหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า เนื่องจากว่ากรณีแจ้งความนั้นเป็นกรณีของผู้เสียหายเมื่อกกตประจำเขตเลือกตั้งซึ่งถือเป็นผู้เสียหาย เมื่อมีการบุกรุกเข้าไปในสถานที่หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเขา เขาก็ต้องตรวจสอบแจ้งความ รวมถึงกรณีมีการนำเอกสารของเขาซึ่งเป็นเอกสารราชการซึ่งผู้เสียหายที่เป็นผู้รับผิดชอบ เขาจึงมีความจำเป็นที่ต้องแจ้งความ เพื่อเป็นการคุ้มครองตัวเองด้วยเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเอกสารที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาไปอยู่ตรงไหนอย่างไร

เมื่อถามว่า เมื่อเช้านี้มีประชาชนมาปาปลาร้าที่หน้าสำนักงาน กกต.เราจะมีการดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า เรามีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง และคิดว่าได้ทำเต็มที่เรื่องความปลอดภัยก็ตามที่สื่อเห็น มีการดูหมิ่นดูแคลนอาฆาตมาดร้าย กกต.บอกว่าต้องเปลี่ยนที่นอนก็ไม่เป็นไร เราจะยืนหยัดทำหน้าที่ตามกฎหมาย เราก็กลัวกันหมด แต่เราก็ต้องยืนหยัดทำหน้าที่

เมื่อถามว่า การแก้ไขปัญหาของ กกต.มีความล่าช้า นายณรงค์ กล่าวว่า ความล่าช้าคืออะไร ไม่ใช่เอาตามอำเภอใจ อย่างของชลบุรีบอกว่าต้องนับใหม่ทันที ถ้ากฎหมายบอกว่าให้ทำได้เราก็ทำแล้ว ตามกฎหมายมีกระบวนการขั้นตอนอยู่ท่านไม่ต้องเชื่อเราก็ได้ แต่ในชลบุรีเราดำเนินการสืบสวนสอบสวน 2 วัน และตามกฎหมายการรับรอง สส.กำหนดไว้ 60 วัน เราไม่ได้ล่าช้า เราทำงานทุกวันตลอดเวลา

นายณรงค์ กล่าวอีกว่า หลังการเลือกตั้ง กกต.ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด และพยายามตรวจสอบทุกเรื่องที่มีการร้อง แม้บางเรื่องจะไม่เข้าข้อกฎหมาย อย่างกรณีของชลบุรี 3 ข้อที่ร้องก็ไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายเลย แต่เราก็พยายามดู ให้ไปดูเรื่องการนับคะแนนว่าสุจริตหรือไม่ก็ต้องทำให้การเลือกตั้งเกิดความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือ ยืนยันพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทุกอย่าง ไม่เคยปิดบัง และพร้อมทำความเข้าใจในทุกเรื่อง

เมื่อถามอีกว่า กกต.ได้มีการประเมินการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า ผมคงประเมินเองไม่ได้ เป็นเรื่องที่ท่านต้องประเมิน แต่อยากให้ดูว่าวันที่ 8 ก.พ.มีเหตุการณ์ที่ไม่สงบเรียบร้อยหรือไม่ ทั้งเรื่องการนับคะแนนและเรื่องการอำนวยความสะดวกก็ดี ในวันเลือกตั้งมันเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ แต่หลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้นท่านคิดเอาเอง

ธรรมนัส เสียใจต่อเหตุกราดยิงรร.พะตง สั่งการกระทรวงศึกษาฯถอดบทเรียน

ธรรมนัส เสียใจต่อเหตุกราดยิงรร.พะตง สั่งการกระทรวงศึกษาฯถอดบทเรียน

ธรรมนัส เสียใจต่อเหตุกราดยิงรร.พะตง สั่งการกระทรวงศึกษาฯถอดบทเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.56 น.

“ธรรมนัส”แสดงความเสียใจต่อเหตุกราดยิงในภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต พร้อมสั่งการกระทรวงศึกษาธิการ ถอดบทเรียน เข้นงวดความปลอดภัยในสถานศึกษา

12 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงจากกรณีที่วานนี้เกิดเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต ว่าได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และได้รับทราบข้อมูลจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาแล้ว ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะกับทางครอบครัวของผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประทานคีรีวัฒน์ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เบื้องต้นได้มอบหมายให้นาง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่แล้ว และในสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปร่วมไว้อาลัยด้วยตัวเองอีกด้วย ซึ่งเหตุดังกล่าวถึงแม้ว่าจะเกิดจากบุคคลภายนอกที่ได้บุกเข้าก่อเหตุภายในโรงเรียน แต่จะต้องมีการถอดบทเรียนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อความปลอดภัยของลูกหลาน และคณะครูเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งได้มอบหมายให้ทาง กระทรวงศึกษาธิการ และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ดำเนินการแล้ว

ร้อยเอกธรรมนัส บอกอีกว่า หลังจากนี้ความปลอดภัยในโรงเรียน จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและเข้มงวดมากขึ้น เพราะในบางโรงเรียนอาจจะมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทรักษาความปลอดภัย ในการดูแลความปลอดภัย แต่โรงเรียนโดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารมีเพียงเจ้าหน้าที่นักการภารโรงเป็นผู้ดูแล ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอในการดูแลเรื่องดังกล่าว

ผบ.ตร.แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว ผอ.ศศิพัชร ปกป้องนักเรียน

ผบ.ตร.แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว ผอ.ศศิพัชร ปกป้องนักเรียน

ผบ.ตร.แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว ผอ.ศศิพัชร ปกป้องนักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.53 น.

ผบ.ตร.แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว “ผอ.ศศิพัชร” ปกป้องนักเรียน พร้อมสั่งทบทวนยุทธวิธีรับมือเหตุคนคลุ้มคลั่งทั่วประเทศ ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอน ทำด้วยความตั้งใจและสุดความสามารถ

12 กุมภาพันธ์ 2569​ เวลา​ 15.00 น. ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิร์ด​(CTW)​ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดีคนร้ายชายอายุ​18ปี​คลุ้มคลั่งใช้อาวุธปืนบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จับครูและนักเรียนเป็นตัวประกัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ โดยยอมรับว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้สั่งการให้มีการทบทวนมาตรการป้องกันและระงับเหตุคนคลุ้มคลั่งทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน

ผบ.ตร.ระบุว่า การทบทวนจะครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเข้าระงับเหตุ การติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ไปจนถึงการป้องกันเหตุซ้ำ โดยเน้นย้ำหลักสำคัญคือ “ต้องไม่ให้เกิดความสูญเสีย” ทั้งต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ พร้อมกำชับให้มีการฝึกซ้อมยุทธวิธีอย่างเข้มข้นและสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ายุทธวิธีของตำรวจล้มเหลวหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันว่า วิธีการไม่ได้ล้มเหลว เนื่องจากการเข้าระงับเหตุตั้งแต่เริ่มต้นเป็นไปตามยุทธวิธีที่กำหนดไว้ แต่สถานการณ์มีความซับซ้อน เพราะคนร้ายมีการใช้อาวุธแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องป้องกันตัวเองก่อนจึงจะสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้

ส่วนในช่วงหนึ่งของเหตุการณ์ คนร้ายสามารถแย่งชิงอาวุธปืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้ ส่งผลให้การปฏิบัติการมีความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการฝึกทบทวนยุทธวิธีให้รัดกุมและเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

ผบ.ตร.ยอมรับว่า เหตุคนคลุ้มคลั่งมีหลายรูปแบบ บางกรณีไม่แย่งอาวุธหรือไม่ทำร้ายผู้อื่น แต่ในเหตุการณ์นี้มีการทำร้ายบุคคลอื่นอย่างชัดเจน ตำรวจจึงต้องใช้ดุลยพินิจตามสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

สำหรับอาวุธปืนที่ถูกแย่งชิงไป ทราบว่าเป็นอาวุธปืนสั้นขนาด 9 มม. ไม่ใช่อาวุธปืนกล และมีลักษณะถูกดัดแปลงให้สามารถถือใช้งานได้กระชับมากขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่าการปฏิบัติการของตำรวจเป็นไปอย่างเด็ดขาด เมื่อพบว่าผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมประสงค์ร้ายต่อผู้อื่น จึงจำเป็นต้องใช้ยุทธวิธีขั้นสูง ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บ และขณะนี้อยู่ระหว่างการควบคุมตัวตามกระบวนการกฎหมาย

ทั้งนี้​ จากไทม์ไลน์ที่ได้รับรายงาน เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าปฏิบัติการทันที พยายามดำเนินการทุกวิถีทางอย่างเต็มกำลัง แม้อาจประสบข้อจำกัดด้านสภาพเวลา การเสริมกำลัง และพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดจะถูกนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงานในอนาคต

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ​ ย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทุกนายในเหตุการณ์นี้ เป็นไปด้วยความตั้งใจและทุ่มเทอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของนางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และยกย่องความกล้าหาญในการปกป้องครูและนักเรียนจนวาระสุดท้ายของชีวิต

มทภ.4 เป็นประธานพิธีรดน้ำศพ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สดุดีวีรกรรมแม่พิมพ์ผู้เสียสละ

มทภ.4 เป็นประธานพิธีรดน้ำศพ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สดุดีวีรกรรมแม่พิมพ์ผู้เสียสละ

มทภ.4 เป็นประธานพิธีรดน้ำศพ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สดุดีวีรกรรมแม่พิมพ์ผู้เสียสละ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.33 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เดินทางเป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้าของครอบครัว คณะครู ศิษย์เก่า และประชาชนที่มาร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก

ในโอกาสนี้ พล.ท.นรธิป ได้วางหรีดเคารพศพและรดน้ำศพ เพื่อสดุดีและแสดงความไว้อาลัยอย่างสูงสุดแก่ผู้วายชนม์ ในฐานะบุคลากรทางการศึกษาต้นแบบที่มีความกล้าหาญและเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกันนี้ได้พบปะให้กำลังใจครอบครัวสินสโมสร และยืนยันว่า กองทัพภาคที่ 4 จะให้การดูแลช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวอย่างเต็มกำลัง

การเดินทางมาปฏิบัติภารกิจของแม่ทัพภาคที่ 4 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงการให้เกียรติและเห็นความสำคัญของบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างสันติสุขและพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยวีรกรรมของผู้อำนวยการศศิพัชรจะถูกจารึกไว้ในฐานะแม่พิมพ์ของชาติผู้ปกป้องลูกศิษย์ด้วยชีวิตสืบไป

เจาะ 18 เขต ส้มร้องนับใหม่ สเต็ปแรกการเมืองบนถนน

เจาะ 18 เขต ส้มร้องนับใหม่ สเต็ปแรกการเมืองบนถนน

เจาะ 18 เขต ส้มร้องนับใหม่ สเต็ปแรกการเมืองบนถนน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.29 น.


พรรคส้ม ร้องกกต. ขอให้นับคะแนนใหม่ 18 เขต หลัง “ด้อม” สร้างความปั่นป่วนที่หน่วยเลือกตั้ง โดยไม่ได้มีหลักฐานยืนยันว่ามีการ “โกง” นับคะแนนแม้แต่หน่วยเดียว

เจาะเข้าไปดูผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ 18 เขต พบว่า เป็นเขตที่ภูมิใจไทยชนะ 10 เขต , พรรคกล้าธรรมชนะ 5 เขต ที่เหลือ 3 เขตพรรคเพื่อไทยชนะ เห็นได้ชัดว่า เป้าหลักอยู่ที่ภูมิใจไทย กับกล้าธรรม ซึ่งเป็นที่คาดหมายมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งว่าจะเป็นพรรคหลักที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคเพื่อไทยก็เริ่มมีข่าวเหมือนกันว่าอาจเป็นอีกพรรคหนึ่งที่เข้าร่วมรัฐบาล “อนุทิน2”

ดูลึกเข้าที่ตัวเลขคะแนน

10 เขตที่ ภท.ชนะ ประกอบด้วย

ชลบุรี เขต 1
ภูมิใจไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น 43,703
ประชาชน นายวรท ศิริรักษ์ 39,920
ห่างกัน 3,783 คะแนน

มหาสารคาม เขต 1
ภูมิใจไทย นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ 30,711
ประชาชน นายธีระวัฒน์ พรรณะ 21,311
ห่างกัน 9,400 คะแนน

สมุทรปราการ เขต 6
ภูมิใจไทย นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ 33,686
ประชาชน นายวีรภัทร คันธะ 31,359
ห่างกัน 2,327 คะแนน

ตาก เขต 1
ภูมิใจไทย นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ 34,932
ประชาชน นายคริษฐ์ ปานเนียม 23,595
ห่างกัน 11,337 คะแนน

สระบุรี เขต 1
ภูมิใจไทย นายขุนทอง แสนวิเศษ 29,968
ประชาชน นาายสรพัช ศรีปราชญ์ 29,118
ห่างกัน 850 คะแนน

สุพรรณบุรี เขต 1
ภูมิใจไทย นายสรชัด สุจิตต์ 59,148
ประชาชน นายสมเกียรติ เสรีวิพุธ 20,262
ห่างกัน 38,886 คะแนน

สุพรรณบุรี เขต 2
ภูมิใจไทย นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ 42,523
ประชาชน นางสาวนุศรา ศรีสังข์งาม 19,564
ห่างกัน 22,959 คะแนน

สุพรรณบุรี เขต 4
ภูมิใจไทย นายเสมอกัน เที่ยงธรรม 52,830
ประชาชน นายภิญโญ สุนทรวิภาต 17,185
ห่างกัน 35,645 คะแนน

สุพรรณบุรี เขต 5
ภูมิใจไทย นายประภัตร โพธสุธน 57,191
ประชาชน นายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ 23,645
ห่างกัน 33,546 คะแนน

สุราษฎร์ธานี เขต 1
ภูมิใจไทย นางสาวกานสินี โอภาสรังสรรค์ 26,079
ประชาชน นายรัฐภัทร์ พัฒนาศิริรักษ์ 21,962
ห่างกัน 4,117 คะแนน

เขตที่กล้าธรรมชนะ 5 เขต ประกอบด้วย

สุพรรณบุรี เขต 3
กล้าธรรม นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ 45,123
ภูมิใจไทย นายนพดล มาตรศรี 38,182
ประชาชน พันตำรวจเอกมงคล สุนทรวิภาต 11,526
ห่างกัน 33,597 คะแนน

เชียงราย เขต 6
กล้าธรรม นางมลธิชา ไชยบาล 26,778
ประชาชน นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม 23,469
ห่างกัน 3,309 คะแนน

ขอนแก่น เขต 3
กล้าธรรม นายเอกชัย สืบสารคาม 27,524
ประชาชน นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง 26,913
ห่างกัน 611 คะแนน

ลำปาง เขต 2
กล้าธรรม นายดาชัย เอกปฐพี 33,987
ประชาชน นางสาวสุวิภา กุศลจูง 31,810
ห่างกัน 2,177 คะแนน

เชียงใหม่ เขต 6
กล้าธรรม นางสาวสุภานันท์ ปัญญาทิพย์ 30,287
ประชาชน ว่าที่ร้อยตรีหญิงอรพรรณ จันตาเรือง 21,582
ห่างกัน 8,705 คะแนน

เขตที่เพื่อไทย ชนะ 3 เขต ประกอบด้วย

นครราชสีมา เขต 2
เพื่อไทย นายวัชรพล โตมรศักดิ์ 37,543
ประชาชน นายปิยชาติ รุจิพรวศิน 34,078
ห่างกัน 3,465 คะแนน

นครราชสีมา เขต 13
เพื่อไทย นายพชร จันทรรวงทอง 26,258
ประชาชน นางสาวนาลันทา บุญชิต 22,693
ห่างกัน 3,565 คะแนน

ชัยนาท เขต 1
เพื่อไทย นายอนุชา นาคาศัย 33,605
ประชาชน นายทรงพล ภัทราภิรมย์ 24,658
ห่างกัน 8,947 คะแนน

ดูจากระยะห่างระหว่างคะแนนของผู้สมัครของพรรคส้ม กับพรรคที่ได้อันดับ1 โดยเฉพาะในส่วนของพรรคภูมิใจไทย และกล้าธรรม หลายเขตห่างกันถึงกว่า 3หมื่นคะแนน รองลงมาก็ระดับหลักพันถึงหลายพัน ส่วนที่ห่างกันหลักร้อยมีเพียง 2 เขตเท่านั้น

วิเคราะห์จากโครงสร้างคะแนนดังกล่าว เป็นไปไม่ได้ว่า การร้องให้นับคะแนนใหม่จะมีจุดประสงค์เพื่อจะให้กลับมาชนะในเขตเหล่านี้

ด้อมส้มพยายามแก้เกี้ยวโดยการบอกว่า ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ไม่ยอมให้โกง จึงขอให้นับคะแนนใหม่ นี่เป็นคำพูดวาทกรรมหลักลอยเท่านั้น จุดประสงค์ที่แท้จริงอ่านไม่ยากว่าการป่วนของ “ด้อมส้ม” และการยื่นให้นับคะแนนใหม่ 18 เขตของพรรคส้มโดยไม่ได้อิงกับโครงสร้างคะแนนที่สมเหตุสมผล เหตุผลหลักก็คือการพยายาม “แขวนป้าย” ให้กับรัฐบาลใหม่ ที่มาจากชัยชนะในการเลือกตั้งเหมือนนานาอารยประเทศ ในโลก ว่าไม่ชอบธรรม เนื่องจากมาจากการเลือกตั้งที่มีข้อกังขา

ประชาธิปไตยที่ยืนอยู่บนการเลือกตั้งที่พรรคส้มต้องชนะ ถ้าไม่ชนะต้องด้อยค่าการเลือกตั้งให้เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรม โดยการพยายามนำไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2500 สมัยจอมพลป.พิบูลย์สงคราม ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว

การพยายามป่วนโดยด้อม และม็อบคนหน้าเดิม แขวนป้าย รัฐบาลที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นบนความพ่ายแพ้ทางการเมืองของพรรคส้ม จึงเป็นสเต็ปแรกของการเมืองบนท้องถนนที่จะกลับมาอีกครั้ง ภายใต้วาทกรรมเลื่อนลอย “โกงการเลือกตั้ง” พร้อมไปกับการ “ปั่น” บรรดา “ด้อม” ว่าแกนนำพรรคส้มไม่ได้ล้มเหลวทางการเมือง ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่ได้อยู่ตรงข้ามกับพรรคส้ม แต่ที่ผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนั้น เป็นเพราะโดนโกง ทั้งที่ผลการเลือกตั้ง 8 กุมพาพันธ์ 2569 แสดงฉันทามติของคนไทยชัดเจนว่า เสียงส่วนใหญ่ ยืนอยู่ตรงข้ามกับพรรคส้ม.

ภท.เผยถกเตรียมพร้อม 193 ว่าที่สส.ทำงานในสภาฯ มอบอนุทิน-ไชยชนก ประสานตั้งรบ.

ภท.เผยถกเตรียมพร้อม 193 ว่าที่สส.ทำงานในสภาฯ มอบอนุทิน-ไชยชนก ประสานตั้งรบ.

ภท.เผยถกเตรียมพร้อม 193 ว่าที่สส.ทำงานในสภาฯ มอบอนุทิน-ไชยชนก ประสานตั้งรบ.

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.29 น.

โฆษก ภท. เผยประชุมพรรคเตรียมพร้อม 193 ว่าที่สส.ทำงานในสภา มอบ อนุทิน-ไชยชนก ประสานฟอร์มทีมรัฐบาล ย้ำรอ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งก่อนถึงชัดเจน ส่วน พปชร. แค่คุยเบื้องต้น 

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 12 ก.พ.2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงผลการประชุมว่าที่สส.พรรคภูมิใจไทย  ว่าวันนี้มีการประชุมนัดแรกของว่าที่สส.พรรคภูมิใจไทยทั้งหมด 193 คน โดยประเด็นหลักที่ได้พูดคุยกันคือเรื่องการเตรียมความพร้อมหลังเลือกตั้ง ระหว่างรอการรับรองและรายงานตัว รวมถึงการทำงานในสภาในฐานะว่าที่สส.ว่าจะมีการทำงานในสภารูปแบบใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการสามัญ หรือ กรรมาธิการวิสามัญ

ส่วนในเรื่องการฟอร์มทีมรัฐบาลนั้น ที่ประชุมได้มอบให้เป็นเรื่องของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคเพียงสองคนเท่านั้นในการพูดคุยและติดต่อกับพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้

ทั้งนี้ จะมีความชัดเจนเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อใด โฆษกพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าทั้งหมด 500 คนขณะนี้ยังเป็นเพียงว่าที่สส. จึงต้องรอให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. รับรองผลอย่างเป็นทางการเสียก่อน ถึงจะแน่ชัดว่าตรงตามที่ได้แจ้งไว้ในตอนนี้หรือไม่ พร้อมย้ำว่าต้องรอให้กกต.รับรองก่อน ขณะที่เรื่องการพูดคุยคงจะมีการพูดคุยกันเรื่อยๆ โดยมีแค่สองท่านทำหน้าที่ประสานและพูดคุยกับพรรคอื่นๆ 

ส่วนกรณีของพรรคพลังประชารัฐที่ไม่ได้มาร่วมแถลงข่าวในวันนี้มีนัยอะไรหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าไม่ได้มีนัยอะไรทั้งนั้น เป็นเพียงการพูดคุยกันเบื้องต้น ซึ่งวันนี้มีเพียงสามพรรคการเมืองที่ได้ยืนยันไว้แล้ว 

หญิงหน่อย ไขก๊อก หน.ทสท. ตัดพ้อการเมืองไร้ที่ยืนสำหรับคนมีอุดมการณ์

หญิงหน่อย ไขก๊อก หน.ทสท. ตัดพ้อการเมืองไร้ที่ยืนสำหรับคนมีอุดมการณ์

หญิงหน่อย ไขก๊อก หน.ทสท. ตัดพ้อการเมืองไร้ที่ยืนสำหรับคนมีอุดมการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.20 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรียนพี่น้องที่เคารพ

ดิฉันเริ่มชีวิตการเมืองจากพรรคพลังธรรม โดยได้รับการหล่อหลอม จากพลตรีจำลอง ศรีเมือง และคุณพ่อสมพลของดิฉัน ให้ทำงานโดยยึดคุณธรรม และความสุจริตเป็นที่ตั้ง ดิฉันตระหนักเสมอว่า ดิฉันคือ
“ผู้รับใช้ของประชาชน” ที่ต้องทำหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ทรยศหักหลังประชาชน ธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยิ่งชีพ

ชีวิตการทำงานของดิฉันผ่านวิกฤตของประเทศมาหลายครั้ง โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตย

ตลอดเส้นทางการทำงานทางการเมืองกว่า 33 ปี ดิฉันไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ และจุดยืน
ในการยืนหยัดกับฝ่ายประชาธิปไตย ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และทำงานหนักอย่างเต็มที่กับทุกหน้าที่ที่ประชาชนมอบหมายให้
ทั้งในตำแหน่ง รัฐมนตรี4 กระทรวงใหญ่ หรือเป็นฝ่ายตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ในสภา

เพราะดิฉันเชื่อมั่นมาตลอดว่า
”การเมือง“คืองาน“อาสา”ไม่ใช่เรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ แต่คือเรื่องของความรับผิดชอบต่อประชาชน

ดิฉันทำทุกหน้าที่ด้วยหัวใจที่รักประเทศนี้อย่างจริงใจ
ดิฉันหวังว่าเสมอว่ากำลังเล็กๆของดิฉันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ดิฉันฝันอยากเห็นพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะ
”คนตัวเล็ก“ได้รับการดูแล และ
มีโอกาสที่จะมีอนาคตที่มั่นคงในประเทศนี้

แม้แต่งานสุดท้าย ที่ดิฉันกำลังทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้ ก็คือหัวหน้าพรรค“ไทยสร้างไทย”
ดิฉันก็ทุ่มเทเต็มความสามารถ
อย่างสุดหัวใจ…โดยไม่เคยลังเล

แต่การเมืองในปัจจุบัน อาจจะไม่มี“ที่ยืน”ให้คนที่คิด และมีอุดมการณ์อย่างดิฉัน

มีปัญหาของประเทศอีกหลายเรื่องที่ดิฉันยังห่วงใยและอยากลงมือแก้ไข โดยเฉพาะการปราบการ“คอรัปชั่น”ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยยากจน และประเทศด้อยพัฒนา

ซึ่งการคอรัปชั่นได้สะท้อนผ่าน การ #เลือกตั้ง69 ที่มีการใช้เงินอย่างมหาศาล รวมทั้งการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบขององค์กรอิสระ อย่าง กกต. ที่คนทั้งประเทศกำลังกังขา แต่ประชาชนไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ

ซึ่งดิฉันและพรรคไทยสร้างไทย ยืนยันว่า“อำนาจของประชาชนไม่ควรมีแค่วันเลือกตั้งวันเดียว แต่ควรจะมีอำนาจในการตรวจสอบและเอาผิดคนโกงได้” โดยให้อำนาจประชาชน 50,000 คนสามารถถอดถอน นักการเมืองโคตรโกง และองค์กรอิสระอย่างกกต. รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ
ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต และให้มีการตั้งปปช. ภาคประชาชน

ซึ่งถ้ามีกลไกที่ให้อำนาจประชาชนแบบนี้ วันนี้เราคงไม่ต้องทนกับการจัดเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเช่นนี้

แต่ด้วยข้อจำกัดทางการเมือง ที่พรรคไทยสร้างไทยได้เพียง 2 เสียง จึงผลักดันอะไรได้ยากมาก
ดิฉันจึงขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย
แต่พรรคไทยสร้างไทยจะยังเป็น สถาบันการเมือง ที่เดินหน้าสู้เพื่อ “คนตัวเล็ก”

โดยจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจทำ“การเมืองสุจริต” ได้เข้ามาทำงานต่อไป
โดยดิฉันจะขอทำหน้าที่ภาคประชาชน ในการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อสร้างกลไกที่ให้อำนาจประชาชนในการปราบคอรัปชั่นอย่างจริงจัง

สุดท้ายนี้…
“ดิฉันขอกราบขอบคุณจากหัวใจ
ในทุกความเชื่อมั่น
ในทุกกำลังใจ
และทุกความรักที่มอบให้ดิฉัน
มาตลอดเส้นทางการต่อสู้
ดิฉันจะเก็บทุกอย่างไว้ในหัวใจอย่างไม่รู้ลืมเลือน
และจะเดินต่อไป… ด้วยความหวังที่จะเห็นประเทศของเรา เป็นบ้านที่มีความสุข และมีอนาคตสำหรับทุกคน”

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
12 กพ. 69

กลุ่มนับใหม่ชลบุรี บุกโรงพัก แจ้งความกลับ ผอ.กกต.เขต 1 ข้อหาแจ้งเท็จ

กลุ่มนับใหม่ชลบุรี บุกโรงพัก แจ้งความกลับ ผอ.กกต.เขต 1 ข้อหาแจ้งเท็จ

กลุ่มนับใหม่ชลบุรี บุกโรงพัก แจ้งความกลับ ผอ.กกต.เขต 1 ข้อหาแจ้งเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.16 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 15.00 น.บรรยากาศที่ สภ.เมืองชลบุรี ภายหลังจากที่มวลชนทั้ง 4 คนเดินทางพร้อมทนายความประจำศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชน เพื่อเข้าแจ้งความกับ ผอ.กกต.เขต 1 จ.ชลบุรี ในข้อหาแจ้งความเท็จ ซึ่งระหว่างการเข้าไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ได้ยินเสียงการโต้เถียงกันภายในห้องพนักงานสอบสวน หลังจากนั้นมวลชนได้เดินออกมาจากห้องแผนกสอบสวน

นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชน และประชาชนเดินออกมาพร้อมกัน เปิดเผยว่า วันนี้ได้เข้ามาติดต่อกับรองผู้กำกับที่กำกับงานสอบสวนได้รับแจ้งว่า ผู้เสียหายเหล่านี้จะแจ้งความดำเนินคดีแต่คณะกรรมการจังหวัดได้มีการประชุมว่า ต้องสอบปากคำก่อนทีละคนไม่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลาเสร็จสิ้นตอนไหน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อวานที่ทาง กกต.มาแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีไม่ต้องมีการสอบปากคำ สามารถดำเนินคดีได้เลย แต่ประชาชนจะแจ้งความบอกว่าต้องสอบปากคำก่อน ซึ่งมันต้องใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควร แล้วมวลชนต่างก็มีเวลาจำกัดที่จะต้องกลับไปติดตามกระบวนการนับคะแนน

ซึ่งหากตามระเบียบและโดยทั่วไปแล้วตามกฏหมายไม่ได้บังคับว่าพนักงานสอบสวนจะต้องสอบปากคำเพิ่ม เพียงแค่สอบถามพูดคุยข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเพื่อที่จะดำเนินคดี เรื่องอะไรก็สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ แต่ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าต้องมีการสอบปากคำ

ด้าน น.ส.มนัสนนัทน์ กรเกษม หรือ เจ๊ตอง ยืนยันว่า ปกติถ้ามาแจ้งความเราไม่จำเป็นต้องสอบปากคำ เพราะตามปกติที่มาทุกครั้งสามารถแจ้งความได้เลย และเจ้าหน้าที่จะบันทึกประจำวัน แต่ที่นี่ไม่ใช่ เพราะมีกฎหมายออกมาเมื่อเช้านี้ ถ้ากลุ่มมวลชนมาแจ้งความร้องทุกข์จะต้องถูกการสอบปากคำก่อนรายบุคคล เป็นกรณีพิเศษ “อยากว่าอะไรคือบรรทัดฐาน ประชาชนหรอ ประชาชนต้องอยู่เบี้ยล่างของกฎหมายหรือไง”

น.ส.กนกวัลย์ สร้อยสม หรือ เฟิร์น กล่าวเสริมว่า ตนขอพูดเพิ่มเติมเผื่อคนที่เป็นหัวหน้าระดับสูงกว่ามีการได้รับแจ้งว่าไม่ประสงค์ที่จะให้การสอบสวน เรื่องนั้นตนยืนยันว่าไม่จริง เพราะเราให้มีการสืบสวนสอบสวนเพียงแต่ว่า ขอแจ้งความดำเนินคดีในส่วนที่เราถูกแจ้งความเท็จก่อน ส่วนจะสืบสอบอะไร ก็สามารถทำในขั้นตอนต่อไปได้เลยโดยการที่จะสอบปากคำทั้งหมดนั้นจะใช้ระยะเวลานานมาก และเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเพิ่งมีการนโยบายประชุมกันวันนี้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตํารวจ ได้เปิดเผยสั้นๆ เกี่ยวกับกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความทีแรก ว่า เป็นการเข้าใจผิดกัน คิดว่าเป็นการแจ้ง ม.157 ซึ่งต้องมีการสอบสวนก่อน แต่เมื่อเป็นฐานแจ็งความเท็จสามารถแจ้งได้ทันที ล่าสุดรับแจ้งความแล้ว อยู่ระหว่างดําเนินการตามขั้นตอน

นายนรเศรษฐ์ ทนายความ เปิดเผยหลังพาทั้ง 4 เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองชลบุรี โดยให้ดำเนินคดีกับ คุณประยูร วัฒนศิริบรรจง ผู้อำนวยการเขตการเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ในข้อหาแจ้งความเท็จ และแจ้งความเท็จเพื่อให้บุคคลอื่นได้รับโทษทางอาญา เพราะว่าพฤติการณ์มีการกล่าวหาว่าผู้เสียหายกระทำความผิด มีทั้งข้อหาเรื่องขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นทำให้ได้รับความเสียหาย วันนี้จึงมาแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ

พร้อมกับในวันนี้ ยังได้ร้องขอให้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปเก็บภาพบันทึกกล้องวงจรปิดตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยัน ว่าบุคคลที่เป็นผู้เสียหาย และถูกกล่าวหา ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา เพราะภาพวงจรปิดที่บันทึกไว้ จะเห็นพฤติการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้น แล้วหลังจากนั้นจะนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป ส่วนเรื่องที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี เบื้องต้นพนักงานสอบสวนไม่ได้มีการเรียกสอบปากคำแต่อย่างใด

จากนั้น เวลา 16.50 น. นายนรเศรษฐ์ ได้เดินทางกลับมายัง สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี เลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี เพื่อขอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั้ง 5 ตัว ภายในโรงยิม ว่ายังสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้ ว่ายังอยู่ครบถ้วนโดยไม่มีการถูกลบหรือไม่ โดยจะขอข้อมูลเพื่อไปเป็นพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ว่าประชาชนผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มีการกระทําความผิด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าข้อมูลยังอยู่ครบและสามารถคัดได้ ซึ่งที่ตนแจ้งความที่ สภ.เมืองชลบุรี เมื่อสักครู่ ได้ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตํารวจมาตรวจสอบ และบันทึกภาพกล้องวงจรปิดเหล่านี้ไว้แล้ว

จัดตั้งรัฐบาลไม่ง่าย! ธรรมนัส โวสเต็ปการเมืองไม่ธรรมดา ชี้น้ำเงิน-ขาว-แดง อาจไม่ใช่คำตอบ

จัดตั้งรัฐบาลไม่ง่าย! ธรรมนัส โวสเต็ปการเมืองไม่ธรรมดา ชี้น้ำเงิน-ขาว-แดง อาจไม่ใช่คำตอบ

จัดตั้งรัฐบาลไม่ง่าย! ธรรมนัส โวสเต็ปการเมืองไม่ธรรมดา ชี้น้ำเงิน-ขาว-แดง อาจไม่ใช่คำตอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.23 น.

“ธรรมนัส”มอง”ภูมิใจไทย”นัดคุยพรรคเล็ก เป็นเรื่องปกติทางการเมือง มั่นใจตนเดินสเต็ปทางการเมืองไม่ธรรมดา ชี้ปัญหาหน่วยเลือกตั้งนับคะแนนใหม่ กกต.ต้องเร่งแก้ไขให้ความสำคัญกับเสียงประชาชน ประเมินการจัดตั้งรัฐบาลไม่ง่าย และทิศทางจะเป็นอย่างไร”กล้าธรรม”เคารพเสียงประชาชน

11 กุมภาพันธ์ 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จก่อนกำหนด คงเป็นไปได้ยาก เพราะตามกำหนดกรอบเวลาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดว่าจะอยู่ช่วงประมาณต้นเดือนเดือนเมษายน ประกอบกับปัญหาขณะนี้ คือหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง ยังมีข้อถกเถียงเรื่องการนับคะแนนใหม่ และมีบัตรเขย่ง จึงต้องให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ หากมองข้ามโดยที่ไม่เร่งแก้ไขปัญหา อาจจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ลามไปเป็นปัญหาใหญ่ทั้งประเทศ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเพราะหากเกิดการรวมตัวของประชาชน ก็มีความน่าวิตกกังวล ที่นำไปสู่สถานการณ์อาจจะบานปลาย แต่ยอมรับว่าความผิดพลาดในครั้งนี้ มีเยอะมากจริงๆ แม้กระทั่งในเขตพื้นที่ จ.พะเยา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง ก็ยังมีความผิดพลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ กกต.จะต้องเร่งแก้ไขในส่วนนี้ และทำให้เกิดความโปร่งใส แต่มองว่า ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องทำการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด แต่สำหรับพรรคกล้าธรรมไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยอมรับความเป็นจริงและฟังเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ

ส่วนกรณีที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นัดประชุมหารือร่วมกับพรรคการเมืองขนาดเล็ก และมีการนั่งแถลงข่าวร่วมกันนั้น ขณะนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน และยังไม่ทราบว่าพรรคใด ได้จำนวน สส.กี่ที่นั่งกันแน่ แต่มีบางพรรคที่ไปมอบตัวแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติในการประสานงานกัน และเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งในอดีตก็เคยเป็นมาก่อน เข้าใจว่าแต่ละพรรคก็อยากเป็นรัฐบาล พร้อมย้ำว่า พรรคขนาดเล็กส่วนใหญ่ก็เคยอยู่กับตนมาก่อน และขณะนี้ตนไม่ได้เสียกำลังใจเพราะปัจจุบัน ยังมีที่ สส.อยู่ในมือจำนวน 58 ที่นั่ง และยังมีแนวร่วมอีกมากที่มีอุดมการเดียวกัน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอย่างมั่นใจว่า การเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส เดินสเต็ปไม่ธรรมดาก็แล้วกัน และสมการทางการเมือง ณ ขณะนี้ ยังไม่มีอะไรแน่นอนในการที่จะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล และไม่กังวลการคำนวณสูตรจัดตั้งรัฐบาลธงชาติไทย “น้ำเงิน ขาว แดง” เพราะอาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน

ไม่ถอดใจ-ทำดีที่สุดแล้ว! ยศชนัน โยน กก.บห.ตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

ไม่ถอดใจ-ทำดีที่สุดแล้ว! ยศชนัน โยน กก.บห.ตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

ไม่ถอดใจ-ทำดีที่สุดแล้ว! ยศชนัน โยน กก.บห.ตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.11 น.

“ยศชนัน”เข้าพรรคครั้งแรกหลังป่วย 3 วัน ลั่นไม่ถอดใจ-ทำดีที่สุดแล้ว โยนกรรมการบริหารตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน มั่นใจ”เพื่อไทย”กลับมาได้ พร้อมยอมรับผลเลือกตั้ง หากเป็นคะแนนสุจริต เผยสัปดาห์นี้จะรวมข้อมูลการเลือกตั้งแต่ละเขต ส่ง กกต. เชื่ออาจได้คะแนนเพิ่ม

12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ว่า ช่วงหลังเลือกตั้งที่หายไปตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เนื่องจากมีอาการป่วย ซึ่งตนไม่เคยป่วยหนักขนาดนี้มาก่อน แม้จะมีปัญหาเรื่องเสียงนิดหน่อย แต่วันนี้หายแล้วจึงกลับมาที่พรรคเพื่อไทย

“ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้กับพรรคเพื่อไทย หากดูจากวันแรกที่ลงมาสู่สนามเลือกตั้ง และผลลัพธ์ที่ได้วันนี้ ไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพราะทำดีที่สุดแล้ว ทีมงานก็ทำดีที่สุดแล้ว ผู้สมัครหลายคนก็ประสบความสำเร็จได้รับเป็นตัวแทนของประชาชน ส่วนอีกหลายคนที่ไม่ได้ ก็อยากให้กำลังใจว่า ทำดีที่สุดแล้ว เสียงของประชาชนมีความหมาย ซึ่งเราพร้อมจะทำบทบาทอื่นได้ในการลงพื้นที่คอยดูแลกลไกรัฐสภาต่อไป ถ้าถามว่าพอใจหรือไม่ เราทำเต็มที่แล้ว ถือว่าพอใจ” นายยศชนัน กล่าว

เมื่อถามว่า ผลที่ออกมาถือว่าเป็นจุดที่ตกต่ำที่สุดตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยมาจนถึงพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน กล่าวว่า แน่นอนอาจจะมองตรงนั้น แต่สิ่งที่เราทำตั้งแต่เราลงเลือกตั้งมาจนถึงวันนี้เป็นที่น่าพอใจ ส่วนท่าทีของพรรคในเวลา 3 วันที่ผ่านมา เราศึกษาหลายตัวเลข ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่เรารู้สึกว่าน่าจะเป็น ทั้งนี้ เราจะมีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งในแต่ละเขตทั้งหมดส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพร้อมให้ความร่วมมือทุกรูปแบบ เพื่อให้การเลือกตั้งออกมาอย่างสุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส การที่ประเทศจะไปข้างหน้าได้ เราจำเป็นต้องทำให้กลไกได้รับความเชื่อมั่นและเชื่อถือ ทุกคะแนนของประชาชนต้องมาอย่างสุจริต

เมื่อถามว่า เขตเลือกตั้งที่สงสัยมีมากน้อยแค่ไหน นายยศชนัน กล่าวว่า เขตเลือกตั้งที่พบมีปัญหาหลายเขต ซึ่งเราจะรวบรวมข้อมูล และเปิดรับร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของพรรค ยืนยันว่าตนจะยืนหยัดกับประชาชนทำให้ผลเลือกตั้งเป็นไปอย่างชัดเจน เป็นที่ยอมรับทางกฎหมายให้ได้

เมื่อถามว่า กลัวหรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะซ้ำรอยกับบางพรรคที่คะแนนลดลงไปจนถึงจุดที่น่าเป็นห่วง นายยศชนัน กล่าวว่า หากประเมินแบบนั้นก็มองได้ แต่เราประเมินจากสิ่งที่เราทำตั้งแต่วันแรก รวมถึงความคาดหวัง ตรงนี้เราทำได้ดี และขอฝากไปถึงผู้สนับสนุนของพรรคเพื่อไทยว่า ตนไม่มีทางถอดใจ และตนจะเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ตนได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเพิ่มเติมขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนมองเห็นว่า สามารถจะทำอะไรเพิ่มเติมได้ สิ่งที่เคยรับปากกับประชาชนไว้จะทำอยู่ ไม่ว่าบทบาทไหนก็ตาม และวันนี้เป็นวันที่ต้องให้กำลังใจผู้สมัครทุกคนเพื่อที่จะสามารถยืนหยัด และพร้อมต่อสู้เพื่อเดินทางไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย พร้อมทำหน้าที่ สส.ต่อหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า แน่นอน ขอให้เป็นไปตามกลไกรัฐสภา เพราะเรายืนยันอยู่แล้วว่าถ้าลงมาเล่นการเมืองก็ต้องทำอย่างจริงจัง เคารพเสียงของประชาชน หนึ่งเสียงของประชาชนที่มอบให้เราก็มีความหมาย ซึ่งตรงนี้เราพร้อมที่จะพิสูจน์ในทุกบทบาทหน้าที่

เมื่อถามว่า ได้ประเมินจุดยืนของพรรคเพื่อไทยแล้วหรือไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือร่วมรัฐบาล นายยศชนัน กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค แต่ส่วนตัวจะพยายามทำให้ทุกคะแนน บทบาทหน้าที่ ความโปร่งใสของการเลือกตั้ง เป็นที่ประจักษ์ขึ้นมาให้ได้ และในสัปดาห์นี้จะทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะเรายอมรับในเรื่องของคะแนนถ้าได้มาอย่างสุจริตเที่ยงธรรม

เมื่อถามว่า อนาคตของพรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นจุดเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล มองว่าอะไรที่เป็นเงื่อนไขที่จะตัดสินใจ นายยศชนัน กล่าวว่า ส่วนตัวขอยึดประโยชน์ของประชาชนรวมถึงอุดมการณ์ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินใจในอนาคตต่อไปข้างหน้า

ถามย้ำว่า ถ้าเป็นพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจง่ายหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ตรงนี้กรรมการบริหารพรรคจะให้ข้อมูลอีกครั้ง ตอนนี้พยายามประเมินว่า หลายเขตเลือกตั้ง ที่ดูจากข้อมูลอาจจะได้เพิ่ม ขอดูในเรื่องนี้ก่อน จากนั้นเมื่อมีตัวเลขมา จะมาดูอีกครั้งว่าจะกำหนดท่าทีอย่างไรเพื่อผลประโยชน์ประชาชนและอุดมการณ์ต่างๆ ที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด ถือเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อถามว่า นอกจากกระบวนการเลือกตั้งที่หลายคนยังสงสัยในโปร่งใส ได้ประเมินปัจจัยอื่นที่ทำให้ตัวเลขพรรคเพื่อไทยต่ำลงหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า วันที่ 13 กุมภาพันธ์พรรคจะมีการแถลง ซึ่งมีหลายจุดที่สามารถปรับปรุงได้อีก ส่วนวันนี้พรรคเพื่อไทยอนาคตจะเป็นอย่างไร ตนยังมีความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้ เราสามารถกลับมาได้ตลอด ประเทศชาติให้โอกาสทุกคนเสมอถ้าเห็นถึงความหวังดี เรามีเวลาอีก 4 ปี ในการทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น แต่อย่างแรกคือวันนี้ผลการเลือกตั้งต้องเป็นไปด้วยความสุจริต หากท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่า การเลือกตั้งสุจริต เราพร้อมยอมรับผล ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่หรือจะเป็นบทบาทไหน

เมื่อถามถึง ผลการเลือกตั้งของจ.เชียงใหม่ ที่เคยมีการถอดบทเรียนไปแล้วตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งขณะนั้นพรรคเพื่อไทยได้ 2 ที่นั่ง แต่ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์ มองว่าเกิดจากกลไกที่ผิดปกติ หรือเกิดจากพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน กล่าวว่า ตรงนี้ยังไม่อยากด่วนสรุป ซึ่งก็มีอยู่ 2 – 3 ประเด็น แต่แน่นอนว่าเราต้องทำงานให้หนักขึ้น