รับมือความท้าทายโลก! นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ วางทิศทางใหม่อาเซียน-รัสเซีย

รับมือความท้าทายโลก! นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ วางทิศทางใหม่อาเซียน-รัสเซีย

รับมือความท้าทายโลก! นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ วางทิศทางใหม่อาเซียน-รัสเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.09 น.

นายกฯ เสนอ 3Rs Regionalism Resilience Relevance ในเวทีอาเซียน-รัสเซีย วางทิศทางความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย รับมือความท้าทายโลก สร้างความมั่นคงและโอกาสแห่งอนาคตเพื่อประชาชน

18 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้อง Plenary Session Hall 1 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน (Kazan Expo International Exhibition Center) เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (เต็มคณะ) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยมี นายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นประธานการประชุมร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีปูติน และรัฐบาลสาธารณรัฐตาตาร์สถาน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมแสดงความซาบซึ้งต่อผู้นำประเทศต่างๆ ที่ได้แสดงความเสียใจต่อประเทศไทยจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนถึงมิตรไมตรีและการสนับสนุนจากทุกฝ่ายในเวลาเช่นนี้

การประชุมฯ ครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการทบทวนและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประชาคมโลก พร้อมแสดงความยินดีต่อความพยายามทางการทูตในการแสวงหาข้อตกลงสันติภาพ และหวังว่าจะช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการค้า ความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ไทยเชื่อว่าความมั่นคงต้องอาศัยการเจรจา ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างกัน ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง ผ่านการรักษาช่องทางการเจรจา การสร้างความเชื่อมั่น และการขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้ความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย มุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ (3Rs) ได้แก่

1) Regionalism การเสริมสร้างบทบาทของอาเซียน โดยเน้นย้ำว่าอาเซียนควรยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนอาเซียน-รัสเซีย อาเซียนมีบทบาทในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคมาโดยตลอด ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง กลไกที่อาเซียนเป็นแกนกลางยังคงมีความสำคัญในการเป็นเวทีสำหรับการเจรจา สร้างความเชื่อมั่น ความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันได้ร่วมขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ พร้อมชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของรัสเซียในการมีส่วนร่วมกับกลไกต่างๆ ที่อาเซียนเป็นแกนกลาง และการสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

2) Resilience การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือความท้าทาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย โดยปัจจุบันความยืดหยุ่นได้รวมถึงการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนและไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันในการคาดการณ์ความเสี่ยง ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นสาขาที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญ เห็นศักยภาพในการขยายความร่วมมือกับรัสเซียด้านห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย นวัตกรรมการเกษตร และการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบอาหาร รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

3) Relevance การตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณค่าที่แท้จริงของความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายควรมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และร่วมกันรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และกระแสเงินผิดกฎหมายข้ามพรมแดน โดยไทยสนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพ การบังคับใช้กฎหมาย และความมั่นคงทางดิจิทัล เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชนและระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การเตรียมความพร้อมให้สังคมสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสแห่งอนาคตมีความสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต โดยสนับสนุนให้อาเซียนและรัสเซียขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล AI เทคโนโลยีใหม่ๆ และการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การเสริมพลังเยาวชน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสใหม่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา อาเซียนและรัสเซียได้ร่วมกันพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความยินดีที่ได้ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนรับรองปฏิญญาคาซานและเอกสารผลลัพธ์การประชุม ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย ในระยะต่อไป โดยยืนยันความพร้อมของไทยในการร่วมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็ง มีความยืดหยุ่น และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาคและประชาคมโลกสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

หลังจากนั้น ที่ประชุมได้รับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

(1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ.2026 “อาเซียน-รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์

(2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค

(3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม

และ (4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ค.ศ.2026-2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

เนรคุณแผ่นดินไทยไม่ได้! มท.2 ลั่นตารางนิ้วเดียวก็ไม่ยอมให้ทุนต่างชาติฮุบ

เนรคุณแผ่นดินไทยไม่ได้! มท.2 ลั่นตารางนิ้วเดียวก็ไม่ยอมให้ทุนต่างชาติฮุบ

เนรคุณแผ่นดินไทยไม่ได้! มท.2 ลั่นตารางนิ้วเดียวก็ไม่ยอมให้ทุนต่างชาติฮุบ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.56 น.

เนรคุณแผ่นดินไทยไม่ได้! “มท.2″ลั่นตารางนิ้วเดียวก็ไม่ยอมให้”ทุนต่างชาติ”ฮุบ ด้าน”มท.4″ยันเปิดรับฟังทุกปัญหา เร่งแก้กฎหมาย-ผังเมือง-โซนนิ่ง ปราบ”นอมินีต่างชาติ”ผิดกฎหมาย ขณะที่”รองอธิบดีปกครอง”เตือนใครยังฝ่าฝืนกฎหมายเข้าสู่ระบบ พ้นช่วงผ่อนผัน 15 วัน บังคับใช้กฎหมายเข้ม

18 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ใน จ.ภูเก็ต ต่อเนื่องจากเมื่อวาน (17 มิ.ย.) เพื่อติดตามการดำเนินงานคลินิกให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาการขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและตั้งสถานบริการ โดยมี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง และ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

โดยจุดแรกลงพื้นที่ที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต ที่จัดตั้งเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาและรับเรื่องราวร้องทุกข์เพื่อแก้ไขปัญหาการขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและตั้งสถานบริการ ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้ประกอบการกิจการโรงแรม รีสอร์ท ที่พัก เดินทางมาลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะประกอบธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดยมีช่วงหนึ่งที่ นายพลพีร์ กล่าวกับผู้ประกอบการ ว่า ขอให้ทุกคนที่เป็นผู้ประกอบการโรงแรมใน จ.ภูเก็ต ช่วยกันบอกต่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการกิจการโรงแรมมาลงทะเบียนเพื่อที่จะขับเคลื่อน ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยจะไปดูเรื่องกฎหมายที่สามารถปรับแก้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงแรมทั้งหมดได้ประกอบธุรกิจได้อย่างดี

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการโรงแรมยังมีการสะท้อนถึงปัญหาในเรื่องของระเบียบขั้นตอนทางราชการ ทำให้หลายอย่างยังไม่สามารถจะขับเคลื่อนได้ ซึ่งประเด็นนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าจะพยายามขับเคลื่อน และแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด

จากนั้น ได้เดินทางลงพื้นที่มาที่โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่วันนี้ได้จัดให้ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ทใน จ.ภูเก็ต ได้มาพูดคุยสะท้อนปัญหากับส่วนราชการ

นายพลพีร์ กล่าวว่า พวกตนเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ก็ทำการบ้านมามากพอสมควร ซึ่งอุปสรรคของผู้ประกอบการโรงแรมหรือธุรกิจทั่วไปใน จ.ภูเก็ต จนเป็นที่มาของคลินิกให้คำปรึกษา ซึ่งก็เป็นความคิดของพวกเรา ซึ่งถึงเวลาที่จะต้องเชิญผู้ประกอบการโรงแรมมาพบ แล้ววันนี้ไม่ใช่วันที่สามารถออกใบอนุญาตประกอบการให้ได้ทันที แต่เราอยากฟังอุปสรรคที่ยังติดขัด สิ่งที่พวกตนอยากจะบอกในฐานะที่ทุกคนเป็นผู้ประกอบการ หากมีปัญหาอะไรก็ขอให้บอกกับเจ้าหน้าที่ ทุกคนไม่ต้องกลัว ข้าราชการทั้งหมดที่นำมาเป็นข้าราชการจากส่วนกลางทั้งหมด ไม่ได้มาจากอำเภอหรือจังหวัด ซึ่งตนจะดูว่ากฎกระทรวงจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง ย้ำว่า มีปัญหาอะไรขอให้บอกเจ้าที่ให้หมด เพราะเจ้าหน้าที่จะนำปัญหามารายงานให้กับตน และสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมีความสุข เป้าหมายตนมีเพียงเป้าเดียว ซึ่งหากใครทำถูกกฎหมายไม่สามารถมีใครมารีดไถเราได้ ขอให้เข้าใจตนด้วย ซึ่งบางโรงแรมก็เปิดแบบไม่ถูกกฎหมาย แต่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ

“ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเกิดข่าวอะไรใน จ.ภูเก็ต ไม่สนใจ แต่ต้องการว่าเมื่อผมมาแล้ว พรุ่งนี้ภูเก็ตจะต้องดีขึ้นอย่างไร ผู้ประกอบการจะสะดวกขึ้นในการประกอบธุรกิจอย่างไร แล้วเราจะไปฉีดเส้นไม่ให้ข้าราชการมาเอารัดเอาเปรียบกับพวกเขาอย่างไร เราจะรีบเร่งออกใบอนุญาตให้เร็วที่สุด หากใครมีธุรกิจโรงแรมก็ให้มาเข้าระบบของกรมการปกครอง ยังทำไม่ถูกต้องก็ขอให้เข้ามาพวกเราจะจัดสรรให้ แต่สิ่งที่ขอในเรื่องของทุนต่างชาติ ต้องย้ำว่า พวกตนไม่สามารถจะเนรคุณแผ่นดินได้ โดยจะต้องดำเนินการกับบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นประมาณ 234 แห่ง เพื่อให้จังหวัดจัดการ ขอเลยว่าแผ่นดินนี้เป็นของคนไทย ต้องให้คนไทย ใครมีเจ้าของเป็นต่างชาติขอให้บอก และข้อมูลที่นำมาให้พวกเราเป็นข้อมูลลับอย่างแน่นอน และคืนความเป็นธรรมให้กับชาวภูเก็ต เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะกลับมาสดใสอีกครั้ง” นายพลพีร์ กล่าว

ด้าน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า วันนี้มาดี อยากสนับสนุนให้ผู้ประกอบกิจการทุกคนมีความสบายใจ และทำถูกต้องตามกฎหมายมากที่สุด ก่อนหน้านี้ทุกคนเคยได้เจอกันในวันที่เรามีบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่ถูกต้อง แต่เดี๋ยวก็มีคนอยากรู้จักทุกคนอย่างแน่นอน และสุดท้ายพวกท่านทุกคนโดนรังแก แต่นี่คือเป้าหมายของนายกรัฐมนตรีที่จริงจังกับเรื่องนี้ กระบวนการง่ายๆ ในวันนี้ด้วยตัวเลขที่เราดูว่า จ.ภูเก็ต มีโรงแรมอยู่ 5,000 แห่ง มีใบอนุญาตจริงประมาณ 800 แห่ง ไม่มีใบอนุญาตประมาณกว่า 4,000 แห่ง จึงอยากรู้ว่าที่ยังไม่มีใบอนุญาตติดปัญหาในเรื่องใด เรื่องบางเรื่องเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เก่ามาก จึงต้องแก้กฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์

“เรื่องของโซนนิ่งสถานบริการบางส่วนยังเป็นที่อยู่อาศัย บางจุดก็ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยแล้ว แต่มีเรื่องของผังเมือง ที่บางจุดก็ยังเป็นพื้นที่สีเขียว แต่ไม่ได้ทำเกษตรแล้ว ก็ต้องมาปรับแก้กฎหมาย ในส่วนของตัวอาคารตรงไหนถึงจะสามารถปรับได้ ซึ่งเราต้องหาหลักเกณฑ์ที่เป็นกลางเพื่อให้เหมาะสม อะไรที่ตึงไปว่าเราจะสามารถดึงกลับมาหาทุกคนได้อย่างไร ในส่วนของเอกชนส่วนไหนสามารถดึงกลับมาหาส่วนราชการได้นั้น ข้าราชการทำวันเดียวไม่มีทางได้ผล แต่เอกชนต้องเดินคู่กันไปด้วย เมื่อวานนี้ได้คุยกับภาคเอกชนในกลุ่มแกนนำและกลุ่มของผู้ประกอบการ ทุกคนก็ยินดี เพราะฉะนั้นเราต้องลบเงื่อนไขเพื่อไม่ให้ถูกรังแก และทำธุรกิจได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมารังแก พร้อมยืนยันว่า มาด้วยเจตนาที่ดี และอยากจะจัดการปัญหาเรื่องนี้จริงๆ”

นายวรศิษฎ์ กล่าวด้วยว่า บริษัทที่ถือหุ้นจากต่างชาติ หมายถึงถือหุ้นแบบผิดกฎหมาย มีชาวต่างชาติถือครองอย่างผิดกฎหมาย

ขณะที่ นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาธุรกิจโรงแรมในภูเก็ตตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ซึ่งผู้ประกอบการที่ดำเนินการถูกต้องจังหวัดจะเร่งออกใบอนุญาตให้โดยเร็ว ซึ่งยอมรับว่าบางรายรออนุมัตินานเป็นปี ส่วนผู้ที่ยังติดปัญหาด้านกฎหมาย ต้องเร่งปรับปรุงให้ถูกต้อง ขณะที่กรณีผิดกฎหมายจะมีมาตรการบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างจริงจัง และรับฟังรวบรวมปัญหาจากผู้ประกอบการเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขอุปสรรคและสร้างความเป็นระเบียบให้ภาคธุรกิจสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วน นายรณรงค์ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมในภูเก็ตอย่างจริงจัง โดยยกให้ภูเก็ตเป็นจังหวัดต้นแบบก่อนขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรองจากกรุงเทพมหานคร พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะติดตามทุกประเด็นอย่างต่อเนื่อง ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย และรับฟังปัญหาเพื่อนำไปวิเคราะห์และผลักดันแนวทางแก้ไขทั้งในระดับจังหวัดและส่วนกลาง พร้อมกันนี้ ยังเตือนผู้ประกอบการที่ยังฝ่าฝืนกฎหมายให้เร่งเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงให้ถูกต้อง เพราะหลังช่วงผ่อนผันจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการสุจริต แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

จากนั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ใน จ.ภูเก็ต สะท้อนปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขอใบประกอบอนุญาต รวมไปถึงขั้นตอนต่างๆ พร้อมสะท้อนการทำงานของเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ

กมธ.การเงินฯเสนอคลัง ปลดล็อกไทยช่วยไทยพลัส เพิ่มโอกาสร้านอาหารขนาดกลางเข้าร่วม

กมธ.การเงินฯเสนอคลัง ปลดล็อกไทยช่วยไทยพลัส เพิ่มโอกาสร้านอาหารขนาดกลางเข้าร่วม

กมธ.การเงินฯเสนอคลัง ปลดล็อกไทยช่วยไทยพลัส เพิ่มโอกาสร้านอาหารขนาดกลางเข้าร่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

18 มิถุนายน 2569 นายจุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า (18 มิถุนายน 2569) กมธ.การเงินการคลังฯ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นประธาน ส่งต่อการเรียกร้องของสมาคมภัตตาคารไทย ให้กระทรวงการคลัง ขยายโอกาสให้ร้านอาหารเข้า “ไทยช่วยไทยพลัส” แล้ว

คณะอนุกรรมาธิการกลั่นกรองเรื่องพิจารณาศึกษา ในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ตามข้อร้องเรียนจาก : สมาคมภัตตาคารไทย คุณฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมฯ ได้เชิญหน่วยงานให้ข้อมูลคือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง รับเรื่องร้องเรียนว่า ร้านอาหารที่จดบริษัทหรือนิติบุคคลมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ไม่สามารถเจ้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 ได้ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาขยายเพดานรายได้ 2 – 5 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมได้

ตัวแทน สศค.อธิบายว่า 1.ตามมติ ครม. 7 ต.ค.กำหนด 1.8 ล้านบาท หากต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องเสนอไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อนำเสนอตามขั้นตอนต่อที่ประชุม ครม. 2.การขยายเพดานอยู่ที่นโยบายของกระทรวงการคลัง และรัฐบาล 3.ร้านค้าที่เข้าร่วมฯ มี 1 ล้านราย ประมาณ 7 แสนราย เป็นหมวดร้านอาหารและจำหน่ายอาหาร

อนุ กมธ.นำเสนอเหตุผลในการขอปรับเพดาน เพราะร้านขนาดกลางที่ไม่ได้เข้าร่วมประสบปัญหายอดขายตก เนื่องจากช่วงเวลาขณะนี้เป็น low season และวิกฤตปัญหาสงครามและพลังงานที่หนักกว่าปีที่แล้ว

ซี่ง สศค.รับในการนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนถึงการพิจารณาใน ครม.ต่อไป

ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มแต่อย่างใด เพียงขยายจำนวนร้านให้ประชาชนมีโอกาสเลือกใช้เงินจำนวนเดิมเท่านั้น

Forex ตามหลอน? ภาวุธ โดดประชุมสภาฯ-ไม่โผล่ถก กมธ.สอบ TH-AI Passport

Forex ตามหลอน? ภาวุธ โดดประชุมสภาฯ-ไม่โผล่ถก กมธ.สอบ TH-AI Passport

Forex ตามหลอน? ภาวุธ โดดประชุมสภาฯ-ไม่โผล่ถก กมธ.สอบ TH-AI Passport

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.49 น.

Forex ตามหลอน? “ภาวุธ”โดดประชุมสภาฯ-ไม่โผล่ถก กมธ.สอบ TH-AI Passport ทั้งที่เป็นตัวตั้งตัวตี หลังมีชื่อเชื่อมโยงคดี”ชักชวนลงทุนผิดกฎหมาย”

18 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ภายหลังจากกรณีเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 24 จุดทั่วประเทศ พร้อมยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 65 ล้านบาท และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมบุคคล 57 ราย และนิติบุคคล 20 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเชื่อมโยงเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของนักการเมืองและบุคคลในวงการบันเทิง ทั้งนี้ กระแสข่าวที่ถูกจับตาในทางการเมือง คือการปรากฎชื่อของนักการเมือง ภ. ที่เกี่ยวข้องด้วย

ล่าสุด ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และการประชุมคณะกรรมาธิการ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่ได้แจ้งลาการประชุมแต่อย่างใด แต่จนถึงช่วงบ่ายยังไม่ปรากฏตัวที่รัฐสภา และเป็นที่น่าสังเกตว่า ในวันนี้ ที่มีการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ฯ ติดตามการบริหารงบประมาณ และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ ร่วมพิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport และที่ผ่านมา นายภาวุธ ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ติดตาม ตรวจสอบ และตั้งข้อสังเกตต่อโครงการ TH-AI Passport มาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

สส.ภท.ออกโรงโต้! ปม สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ. รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน

สส.ภท.ออกโรงโต้! ปม สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ. รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน

สส.ภท.ออกโรงโต้! ปม สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ. รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

ไร้ข้อเท็จจริง-ทำเสียเกียรติผู้แทน! “สส.ภูมิใจไทย”ออกโรงโต้ ปม”สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ.”รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน งัดกฎหมายยันเบิกได้ไม่เกิน 2 ครั้ง

18 มิถุนายน 2569 ทึ่รัฐสภา นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ สส.ที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการหลายคณะ ถูกตั้งข้อสังเกตมีการเดินเข้าออกห้องประชุมหลายแห่ง เพื่อรับเบี้ยประชุมวันละ 5,000 – 6,000 บาท ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และอาจส่งผลกระทบต่อเกียรติยศและภาพลักษณ์ของ สส.โดยรวม ทั้งนี้ ตามมาตรา 13 วรรคสาม แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2555 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า สส.สามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมาธิการได้หลายคณะ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะอนุกรรมาธิการก็ตาม แต่ในส่วนของเบี้ยประชุมนั้น กฎหมายกำหนดให้สามารถเบิกได้เพียงวันละ 1 ครั้ง และหากมีการประชุมมากกว่า 2 ครั้งในวันเดียวกัน ก็สามารถรับเบี้ยประชุมได้ไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น

“การกล่าวอ้างว่า สส.บางรายวิ่งเข้าออกห้องประชุมหลายคณะเพื่อรับเบี้ยประชุมจำนวน 5,000 – 6,000 บาทต่อวัน จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามกฎหมาย เนื่องจากแม้จะเข้าร่วมประชุมหลายคณะ ก็ไม่สามารถเบิกเบี้ยประชุมได้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้” นายฤทธิรงค์ กล่าว

นายฤทธิรงค์ กล่าวต่อว่า การวิพากษ์วิจารณ์หรือให้ข้อมูลต่อสาธารณะควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และควรคำนึงถึงการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน เพราะการกล่าวหาที่คลาดเคลื่อนอาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม และทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลที่ถูกพาดพิง

เมื่อถามว่า กระแสข่าวดังกล่าวมีมูลความจริงหรือไม่ นายฤทธิรงค์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่สังคมนำไปวิพากษ์วิจารณ์กัน แต่ในทางปฏิบัติสมาชิกแต่ละคนมีวิธีการทำงานแตกต่างกัน ยกตัวอย่างกรณีของตนเองเมื่อวันที่ผ่านมา ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในคณะกรรมาธิการถึง 4 คณะ แต่ตนเลือกเข้าร่วมประชุมเพียง 2 คณะเท่านั้น เนื่องจากเป็นคณะที่ตนให้ความสนใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนอีก 2 คณะ หากมีองค์ประชุมครบถ้วนก็สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตนเข้าร่วม ทั้งนี้ แม้ในทางสมมุติว่าตนจะลงชื่อเข้าประชุมครบทั้ง 4 คณะในวันเดียวกัน ก็ยังคงได้รับเบี้ยประชุมได้ไม่เกิน 2 ครั้งตามที่กฎหมายกำหนดอยู่ดี ไม่สามารถเบิกเบี้ยประชุมได้ตามจำนวนคณะกรรมาธิการที่เข้าร่วมประชุม

นายฤทธิรงค์ กล่าวด้วยว่า การทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสมาชิกแต่ละคนว่าจะเลือกทุ่มเทเวลาให้กับคณะใดเป็นพิเศษตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของตน เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่ควรนำจำนวนคณะกรรมาธิการที่สมาชิกสังกัดไปเชื่อมโยงว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์จากเบี้ยประชุม เพราะมีกฎหมายควบคุมและกำหนดเพดานการเบิกจ่ายไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว

สว.สำรอง บุกสภาฯ หอบหลักฐาน ใบสั่งเลือก สว. 138 คน ส่งฝ่ายค้าน

สว.สำรอง บุกสภาฯ หอบหลักฐาน ใบสั่งเลือก สว. 138 คน ส่งฝ่ายค้าน

สว.สำรอง บุกสภาฯ หอบหลักฐาน ใบสั่งเลือก สว. 138 คน ส่งฝ่ายค้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

“สว.สำรอง”หอบหลักฐาน “ใบสั่งเลือก สว. 138 คน”ส่ง”ฝ่ายค้าน” จี้”กกต.”ทำงานโปร่งใส นำสำนวน”คกก.ไต่สวนชุดที่ 26″เร่งส่งศาลฎีกา ด้าน”พริษฐ์”ชวนจับตาจะยื่นฟ้องหรือยกคำร้อง”229 สว.” ทำหนังสือถามตั้งคณะอนุวินิจฉัยคณะที่ 36 ไม่ใช้คณะที่มีอยู่ เผย”7 เสือ กกต.”อยู่ระหว่างถกข้อมูลรายงานคณะฯ ชุดที่ 26-คณะอนุฯ ชุด 36

18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับมอบหลักฐานจากกลุ่ม สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล , น.ส.ณัฐนันท์ ทองดีวงศ์ และนายมนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการการเลือกตั้ง เพื่อมอบแฟ้มหลักฐาน “ลับ” สำคัญที่สุด คดีฮั้ว สว.

โดย นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการเปิดเผยคลิปบรรยากาศการเลือก สว.ในปี 67 จนทำให้หลายคนตั้งคำถามรวมถึง สว.ที่ทำหน้าที่อยู่ตอนนี้ว่าใครเป็นผู้นำมาเปิด คลิปที่ได้มาใครอนุญาตให้มาเปิด ซึ่งอีกฝ่ายบอกว่าในคลิปไม่สามารถที่จะเหมารวมได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สว.ทั้งหมดกระทำความผิด นี่คือสิ่งที่ สว.สำรอง กำลังขับเคลื่อนต่อสู้เรื่องนี้ แต่ในคลิปที่เกิดขึ้น มีกระบวนการโกง สว.จนประสบผลสำเร็จ 138 คน แต่ที่ผ่านมามีกระบวนการพยายามจะล้มคดีฮั้ว สว.แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ถูกต้อง สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรมแล้วหรือไม่ วันนี้จึงได้นำหลักฐาน ที่เก็บมาตลอด 2 ปี ไม่ว่าจะจากสถานที่เกิดเหตุ หรือโรงแรมที่พัก รวมถึงจังหวัดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดกระบวนการนี้ นอกจากนี้ โพยที่จะนำเข้าสู่คูหาการเลือกตั้งได้นั้น เรียกว่า สว.3 ที่ได้มาในขั้นตอนระดับจังหวัด แต่ กกต.นำมากล่าวอ้างว่าโพยไม่ผิด สามารถนำเข้าไปในคูหาได้ กกต.กำลังสร้างความสับสนให้กับประชาชน ทั้งที่ กกต.พูดเองว่าการเลือกตั้งเป็นของประชาชน กกต.มีหน้าที่จัดให้ประชาชนมาพบกัน ส่วนการตรวจสอบเพื่อความสุจริตเที่ยงธรรมโปร่งใสให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา นี่คือสิ่งที่ตนทำแล้ว เห็นว่ามีการโกง ทุจริตกันจริง

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนนำมาวันนี้คือใบสั่ง ต้องเลือก สว. 138 คน อาจจะมีสมาชิกพรรคการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ซึ่งคณะกรรมการชุดที่ กกต.ตั้งขึ้นมาก็ได้ออกหมายเรียกหนึ่งในนั้นมีนายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา รวมถึงรัฐมนตรีอีกหลายคน นอกจากนี้ ในโพยนั้นมีชื่อและหมายเลขอย่างชัดเจน เช่น ของ นายมงคล สุระสัจจะ หมายเลข 84 ได้คะแนนมาเป็นลำดับ 1 ในกลุ่มนั้นๆ ได้ 67 คะแนน พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ หมายเลข 7 ได้ 74 คะแนน นั่นหมายความว่าในแต่ละกลุ่มมีการลงคะแนนซ้ำๆ กัน ต้องออกมาชี้แจงให้สังคมรับทราบว่าได้คะแนนเหล่านี้มาอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าสงสัยหรือไม่ พร้อมขอให้ กกต.รีบทำสำนวนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด และโปร่งใสโดยนำสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งศาลฎีกาโดยเร็วที่สุด

จากนั้น นายพริษฐ์ กล่าวขอบคุณการยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม และในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระฯ ของสภาฯ ที่ตรวจสอบเรื่องนี้จะนำข้อมูลหลักฐานตรวจสอบเพิ่มเติม พร้อมชี้ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ กกต.จะมีมติทางใดทางหนึ่ง กับการดำเนินการว่าจะยกคำร้องหรือยื่นฟ้องต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปยังศาลฎีกา ภายใน 90 วัน โดยกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ ได้พิจารณาวาระนี้เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.และการเลือกตั้งปี 2569 จากข้อมูลที่ตัวแทน กกต.มาชี้แจงได้เปิดเผยว่าขณะนี้ กกต.อยู่ระหว่างการดำเนินตรวจสอบข้อมูล 2 ชุด คือ 1.รายงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีสรุปรายงานว่าให้ยื่นฟ้อง กับ 2.คณะอนุชุดที่ 36 ซึ่งผลสรุปรายงานให้ยกฟ้อง สวนทางกัน ซึ่งกรรมาธิการพยายามตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะทั้ง 2 ชุด เกี่ยวกับความรอบคอบในการพิจารณา เพื่อพิจารณาว่าข้อมูลของคณะไหนมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีการตรวจสอบร่วมกันระหว่าง กกต.และดีเอสไอ ใช้เวลา 120 วันตรวจสอบ มีผลตรวจสอบยาว 90,000 หน้า ยังมีความเห็น ของกรรมการความยาว 1,000 หน้า รวมถึงการสอบพยานบุคคล 100 คน โดย ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะประธานคณะสอบสวนชุดที่ 26 ไม่ได้ตอบว่าในสำนวนมีหลักฐานอะไรบ้าง เพียงยืนยันว่ามีประเภทหลักฐานที่หลากหลาย เช่น หลักฐานการนัดหมาย การตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์รวมถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า กรรมาธิการยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 มีกรอบเวลาในการพิจารณา จำนวนครั้งในการประชุม และผลสรุปที่ออกมาได้ข้อสรุปอย่างไร และคณะชุดนี้เป็นการตั้งขึ้นพิเศษขึ้นมา ไม่ได้ใช้ 35 คณะที่มีอยู่แล้ว และ 7 คน ที่เป็นอนุกรรมการไม่ได้ใช้คนมาจากคณะอนุที่มีอยู่ 35 ชุด แต่แต่งตั้งคนนอก ทางกรรมาธิการจึงทำหนังสือสอบถามไปยัง กกต.เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเชิญชวนสังคมตรวจสอบในประเด็นนี้ เพื่อเทียบเคียงมาตรฐานการทำงานของคณะตรวจสอบ 2 ชุด เพื่อที่จะได้สรุปว่าชุดไหนมีพยานหลักฐานหนักแน่นมากกว่ากัน

นายพริษฐ์ กล่าวถึงกรณีที่เลขาธิการ กกต.จะเอาผิดผู้ที่เผยแพร่คลิปวันเลือก สว.ที่ได้นำมาเผยแพร่ว่า หน้าที่ของ กกต.ในตอนนี้คือ การน่าตรวจสอบในทุกเรื่องที่มีความปรากฏหรือเรียกร้องให้ กกต.มีสมาธิในการตรวจสอบ และทำงานอย่างตรงไปตรงมาในคดีฮั้ว สว.

“ตั้งข้อสังเกตในเชิงข้อกฎหมายจริงๆ กกต.มีหน้าที่ในการบันทึกคลิปไว้อยู่แล้วในการเลือก ทั้งระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ หากตรวจสอบว่าคลิปมาจากหน่วยงานไหน รู้ว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่บันทึกคลิปคือ กกต. ไม่นับวันนี้ตัวแทน กกต.ชี้แจงด้วยว่าเคยมีกรณีในอดีต พอมีข้อสงสัยเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนรับความชัดเจน กกต.นำบางส่วนของคลิปมาเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ จึงต้องถามกลับมากกว่าหาก กกต.มีคลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในมือและมีข้อสงสัยจากสังคม ว่าเกิดอะไรการที่ กกต.จะเลือกเอาบางส่วนตอบข้อสงสัยได้มาเผยแพร่โดยไม่ขัดกฎหมายเชื่อว่า กกต.สามารถดำเนินการได้และทำให้เกิดความโปร่งใสทำให้ข้อหาได้รับคำตอบที่ชัดเจน” นายพริษฐ์ กล่าว

เชิญผู้แทนกลับ! กมธ. ย้ำต้องเป็นอธิบดี ปค.เท่านั้น แจงปม ช่วยน้ำเงินด้วย จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก

เชิญผู้แทนกลับ! กมธ. ย้ำต้องเป็นอธิบดี ปค.เท่านั้น แจงปม ช่วยน้ำเงินด้วย จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก

เชิญผู้แทนกลับ! กมธ. ย้ำต้องเป็นอธิบดี ปค.เท่านั้น แจงปม ช่วยน้ำเงินด้วย จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กมธ.พัฒนาการเมือง เชิญผู้แทนอธิบดีกรมการปกครองกลับ เหตุให้ข้อมูลเชิงลึกปม ช่วยน้ำเงินด้วย ไม่ได้ ลั่นเจ้าตัวต้องมาเอง จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก ส่วน กกต.วันนี้มาเอง ถกความรับผิดชอบทางวินัย หากรู้เรื่องแต่ไม่จัดการ

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล โฆษกกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีอธิบดีกรมการปกครอง ไม่เข้าร่วมชี้แจงในกรณี “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ในการประชุม ต่อเนื่องมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว ซึ่งมีการเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องโดยตรงคืออธิบดีกรมการปกครอง แต่ส่งผู้แทนเข้ามาร่วม ส่วนในวันนี้ได้มีการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอธิบดีกรมการปกครองมาอีกครั้ง ซึ่งทางกกต.เดินทางมาด้วยตัวเอง

แต่ในส่วนของอธิบดีกรมการปกครองไม่ได้มา แต่ส่งผู้แทนมาเช่นเดิม ทางประธานกรรมาธิการจึงได้เชิญผู้แทนกลับ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวมีผลได้ผลเสียกับประชาชน มีผลกระทบในวงกว้าง ไม่สามารถที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชามารับผิดชอบผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะในกรรมาธิการมีการประชุมจดชวเลข และทุกอย่างที่พูดจะมีผลผูกพันตามกฎหมาย จึงได้เชิญท่านรองวินัยกลับไป พร้อมชี้แจงด้วยว่าครั้งหน้าถึงอย่างไรทางกรรมาธิการก็จะเชิญอธิบดีกรมการปกครองมาให้ข้อมูลต่อที่ประชุมให้ได้ 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการพูดคุยกับทางกกต. เป็นอย่างไรบ้าง น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันถึงเรื่องของความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง ผู้บังคับบัญชาถ้าทราบเรื่องนี้แล้วไม่มีการจัดการไม่มีการตั้งคณะกรรมการควรจะมีความผิดทางวินัยหรือไม่ รวมถึงกรณีที่อธิบดีกรมการปกครองระบุว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้นั้น แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเลยดังนั้นคิดว่าการตรวจสอบที่คุณจะต้องเร่งมือดำเนินการกลับเกิดขึ้นได้ช้ามาก จริงๆ ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

เมื่อถามว่า เนื่องจาก 2 ครั้งแล้วที่อธิบดีกรมการปกครองไม่ได้มาด้วยตัวเอง ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้มีการชี้แจงที่เป็นลายลักษณ์อักษร น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้ จริงๆ เราไม่ได้อยากใช้วิธีนี้ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วกรรมาธิการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแล้วเจ้าตัวไม่ได้มา แต่กลับส่งตัวแทนมาแทน ซึ่งไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกหรือตอบแทนได้ และไม่สามารถที่จะรับผิดรับผิดชอบแทนผู้บังคับบัญชาได้ เราก็จะมีพ.ร.บ.อำนาจเรียกเจ้าตัวมาได้ในที่สุด แต่คำถามคือท่านจะดื้อแพ่งต่อไปจนถึงเมื่อไหร่ ยืนยันว่ากรรมาธิการจะติดตามเรื่องนี้จนถึงที่สุด ถึงอย่างไรเจ้าตัวก็ต้องมา รวมถึงต้องมีการชี้แจงผ่านเอกสารเพิ่มเติมด้วย ทั้ง 2 ส่วนต้องทำคู่กัน

เมื่อถามต่อว่า มีข้อกำหนดหรือไม่ว่าถ้าเชิญกี่ครั้งแล้วยังไม่มาถึงจะมีอำนาจในการเรียกตัวมาให้ข้อมูล น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราเรียกในครั้งที่ 2 แล้วท่านยังไม่มาแต่ว่าเราจะต้องคุยกัน ในที่ประชุมก่อนว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วด้วยพ.ร.บ.อำนาจเรียก ท่านต้องมา

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ยันยังเป็นไปตามปฏิทิน

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ยันยังเป็นไปตามปฏิทิน

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ยันยังเป็นไปตามปฏิทิน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เตรียมให้ครม.เห็นชอบครั้งสุดท้ายอังคารหน้า ก่อนเสนอสภาพิจารณาวาระแรก ตามไทม์ไลน์ 1 ก.ค. ยันทุกขั้นตอนยังเป็นไปตามปฏิทิน

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. ในวันนี้เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงวาระอื่น ๆ อีก 2-3 เรื่อง

ทั้งนี้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในที่ประชุมครม.วันนี้เป็นการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ครั้งสุดท้ายในวันอังคารหน้า เพื่อให้ความเห็นชอบ และจากนั้นจะเสนอไปยังสภาเพื่อพิจารณาวาระแรกในวันที่ 1 ก.ค.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงวาระการประชุมที่มีประมาณ 7 เรื่องในวันนี้ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า เป็นเรื่องต่างๆที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็นำเข้าสู่วาระการประชุมในครั้งนี้ ส่วนร่างกฎหมายงบประมาณปี 2570 เป็นเรื่องที่มีกรอบเวลาตามปฏิทินงบประมาณ จึงต้องมีการจัดเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม และนายกรัฐมนตรีได้อนุญาตให้มีการประชุมในวันนี้

ทั้งนี้ กระบวนการยังคงเป็นไปตามปฏิทินงบประมาณที่กำหนดไว้ โดยมีเป้าหมายให้สามารถนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกได้ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ตามกำหนด ขณะที่รายละเอียดเชิงลึกของงบประมาณนั้น จะต้องสอบถามจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณโดยตรง

สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้

สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้

สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

สุรศักดิ์ เห็นด้วย อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้ ย้ำ ทุกกระทรวงต้องเร่งทำงาน และชี้แจงปชช.ต่อเนื่องหากมีข้อสงสัย

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรีจะประเมินผลงานรัฐมนตรีของพรรค ภท. ทุก 1 ปี เพื่อให้เร่งทำผลงานว่า ดี นายกฯ ทำถูกต้องแล้ว ที่จะประเมินทุกกระทรวงว่า ใครเหมาะสมในการทำงาน แน่นอนว่า ถ้ารัฐมนตรีคนไหนไม่เหมาะก็เป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วที่ผู้นำประเทศ หรือผู้ที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลจำเป็นจะต้องพิจารณาในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ถ้ารัฐมนตรีคนไหนไม่มีประสิทธิภาพ ทำงานไม่ได้มัน ก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบของนายกฯ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องดีที่นายกฯ จะพิจารณาการทำงานของรัฐมนตรีทุกกระทรวง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการกระตุ้นให้รัฐมนตรีได้เร่งทำงานหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า แน่นอน เมื่อมีการประเมินก็ต้องกระตุ้นอยู่แล้ว ความจริงแล้ว

“ผมเชื่อว่า การที่นายกฯพูดแบบนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทุกคนจะต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพราะบางครั้งการเมืองถูกมองเป็นเรื่องของโควตามากจนคิดว่า บางคนอาจจะยังอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไร หรือบางคนอาจจะเป็นบุคคลที่สำคัญ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งตรงนี้นายกฯ แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครที่จะสามารถยึดเก้าอี้เป็นของตัวเองได้นาน ถ้าไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่นายกฯพิจารณาเป็นหลักอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องว่า ใครจะเป็นคนสนิท หรือก๊วนนั้นใหญ่ ก๊วนนี้เล็ก และเวลาประชุมพรรค นายกฯ จะพูดกับ สส.และรัฐมนตรีเสมอว่า ต้องทำงาน เพราะเราเป็นแกนหลักของรัฐบาล ผลงานที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ ความมั่นคงของรัฐบาล แต่ถ้าเราทำงานไม่ได้ รัฐบาลก็จะไม่มีความมั่นคง”

เมื่อถามว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมารัฐบาลถูกโจมตีหลายเรื่อง แล้วไม่ค่อยมีใครช่วยออกมาชี้แจงกันหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นธรรมชาติของทุกที่ ทุกกระทรวงคงจะต้องมีเรื่องที่นักข่าวให้ความสนใจ หรือเรื่องที่ต้องชี้แจงกับประชาชน ตนถือว่า ทุกเรื่องที่โดนโจมตี เป็นโอกาสที่ดีของรัฐมนตรีของกระทรวงนั้นๆ ที่จะออกมาชี้แจงความจริงให้กับประชาชน และเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่รัฐมนตรีทุกคนต้องสื่อสาร เมื่อทำอะไรแล้วถ้าจะเกิดการโจมตีได้ ก็เพราะเกิดจากการสงสัย อาจจะพูดเรื่องที่สงสัยได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีทุกคน สมควรจะให้ข้อมูลที่ชัดเจนและชี้แจง อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือกระทรวงไหนก็ตามก็ต้องชี้แจง 

เปิดประวัติ ป้อม-ภาวุธ จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.ส้ม เผชิญวิบากกรรม Forex

เปิดประวัติ ป้อม-ภาวุธ จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.ส้ม เผชิญวิบากกรรม Forex

เปิดประวัติ ป้อม-ภาวุธ จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.ส้ม เผชิญวิบากกรรม Forex

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.06 น.

ในแวดวงการตลาดดิจิทัล ชื่อ “ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” เป็นที่รู้จักกันมานาน แต่ในแวดวงการเมืองนั้น เริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัวให้เป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านดิจิทัล ก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยแม้พรรคประชาชนจะไม่ได้เป็นรัฐบาล และ “ป้อม-ภาวุธ” จะไม่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ “ป้อม-ภาวุธ” ก็ได้ก้าวเข้าสู้สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และเป็นทีมงานรัฐมนตรีเงาของพรรคด้วย

“สส.ป้อม-ภาวุธ” เป็นที่รู้จักมากขึ้นในทางการเมือง เมื่อเป็นผู้ริเริ่มตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่โด่งดังอยู่ในเวลานี้

“สส.ป้อม-ภาวุธ” ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เมื่อเช้าวันที่ 18 มิถุนายน 2569 หลังเริ่มมีข่าวสะพัดว่า เขาคือ นักการเมือง ภ. ที่เกี่ยวพันกับกรณีดีเอสไอ ปฏิบัติการ “Shutdown the laundering” เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ตรวจค้น 24 จุด ยึดหลักฐานเกี่ยวกับการหลอกลวงลงทุนซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) รายใหญ่ โดยมีหลักฐานโยงไปถึงนักการเมือง ภ. และดารา ฟ.

อย่างไรก็ตาม “สส.ป้อม-ภาวุธ” ได้รีบออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว แต่ขอยังไม่ชี้แจงรายละเอียด เพราะขอรอดูข้อมูลอย่างเป็นทางการจากดีเอสไอก่อน

สำหรับ “ป้อม-ภาวุธ” สำเร็จการศึกษา ปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ปริญญาโท MBA สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท Internet&E-Commerce มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยเป็นซีอีโอ บริษัท อี-ฟราสทรัคเชอร์ จำกัด, บริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง-ซีอีโอ ตลาดดอทคอม

“ป้อม-ภาวุธ” นับว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในสายงานการตลาดดิจิทัล ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว ก่อนจะเผชิญกับจุดทดสอบครั้งสำคัญในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์