พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ จี้พบ DSI ก่อนสิ้นสุดเอกสิทธิ์ 11 ก.ค.นี้

พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม 'ชนนพัฒฐ์' จี้พบ DSI ก่อนสิ้นสุดเอกสิทธิ์ 11 ก.ค.นี้

พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ จี้พบ DSI ก่อนสิ้นสุดเอกสิทธิ์ 11 ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.50 น.

‘พรรคเศรษฐกิจ’ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ปมไม่เข้าพบ DSI คดี ‘ฟอกเงิน-พนันออนไลน์’ ซัดแหลกเอาเกียรติยศสส.ทั้งสภามาแลกปกป้องคนคนเดียวพร้อมขอ ’ดีเอสไอ‘ มารอหน้ารัฐสภา 11 ก.ค. รับตัวทันทีหลังหมดเอกสิทธิ์คุ้มครอง

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา พรรคเศรษฐกิจ นำโดยนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ และน.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.บัญชีรายชื่อ แถลงภายหลังยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรม ของชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) กรณีไม่เดินทางเข้าชี้แจงต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังมีหนังสือขอให้รัฐสภาส่งตัวไปสอบสวนในคดีฟอกเงินและคดีพนันออนไลน์

โดยนายคริส กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 28พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ดีเอสไอมีหนังสือมายังสภาผู้แทนราษฎร ขอให้นำตัวนายชนนพัฒฐ์ไปสอบสวน จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว พรรคเศรษฐกิจเฝ้าติดตามท่าทีของเจ้าตัวมาโดยตลอด โดยในวันดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรได้ยืนยันหลักการสำคัญในการคุ้มครองเอกสิทธิ์และความเป็นอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และแสดงความคิดเห็นในสภาได้โดยไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายวันนั้น สส.หลายคน รวมถึงตนเอง ได้เรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนของดีเอสไอด้วยตนเอง หากเชื่อมั่นว่าตนไม่ได้กระทำผิดและเห็นว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ก็ไม่ควรปล่อยให้รัฐสภาต้องถูกมองว่าใช้เอกสิทธิ์เพื่อคุ้มครองบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

นายคริส กล่าวต่อว่า สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดในเวลานั้นคือการมองว่าสภาผู้แทนราษฎรปกป้องผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่แท้จริง สภากำลังปกป้องหลักการเรื่องความเป็นอิสระของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่หลังจากผ่านมาหลายสัปดาห์ นายชนนพัฒฐ์กลับยังไม่เดินทางไปพบดีเอสไอเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา ทั้งที่ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าบุคคลดังกล่าวเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองจริงหรือไม่ ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร โดยเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สง่างาม และอาจเข้าข่ายขาดจริยธรรมทางการเมือง เนื่องจากเป็นการนำเกียรติยศและเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภามาใช้เป็นเกราะคุ้มครองตนเองเพียงคนเดียว

นายคริส กล่าวอีกว่า ในมุมมองของพรรคเศรษฐกิจ นายชนนพัฒฐ์ ควรถูกตรวจสอบด้านจริยธรรมอย่างจริงจัง และหากผลการสอบสวนพบว่ามีความผิด ก็อาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ จึงขอให้ประชาชนร่วมติดตามการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมอย่างใกล้ชิด เพราะกรณีนี้เป็นบททดสอบสำคัญว่ามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองของสภาผู้แทนราษฎรจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจังหรือไม่

นายคริส กล่าวด้วยว่า สมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11ก.ค.นี้ หลังจากวันดังกล่าว นายชนนพัฒฐ์จะไม่สามารถอาศัยเอกสิทธิ์คุ้มครองในระหว่างสมัยประชุมได้อีกต่อไป จึงเรียกร้องให้ดีเอสไอเตรียมดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายทันทีเมื่อสภาปิดสมัยประชุม โดยระบุว่า วันที่ 11 กรกฎาคมจะเป็นวันสำคัญที่สังคมจะได้เห็นว่านายชนนพัฒฐ์พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งวันนั้นนายชนนพัฒฐ์จะไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์ดังกล่าวได้อีกต่อไป จึงขอให้ดีเอสไอมารอที่หน้ารัฐสภา เพราะหลังจากสภาปิดวันที่ 11 เอกสิทธิ์ของนายชนนพัฒฐ์ ไม่มีอีกต่อไป ขอให้หน่วยงานราชการมารอเชิญตัวท่านที่หน้ารัฐสภา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายชนนพัฒฐ์ เคยระบุว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายหลังปิดสมัยประชุม นายคริส กล่าวว่า หากเป็นไปตามที่ประกาศไว้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.จนถึงขณะนี้ ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์และใกล้ครบหนึ่งเดือนแล้ว สส.หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อการยืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้าตัว เนื่องจากยังไม่ปรากฏความพยายามในการเข้าชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้พรรคเศรษฐกิจลงมติไม่เห็นชอบให้ดีเอสไอเข้าควบคุมตัวนายชนนพัฒฐ์ภายในรัฐสภา แต่ปัจจุบันกลับออกมาเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อข้อกล่าวหา นายคริส ชี้แจงว่า จุดยืนของพรรคไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะในวันลงมติดังกล่าว พรรคฝ่ายรัฐบาลยืนยันหลักการเดียวกัน คือการปกป้องเกียรติยศและความเป็นอิสระของรัฐสภา ไม่ใช่การปกป้องตัวบุคคล

นายคริส กล่าวว่า ในการอภิปรายวันนั้น สส.หลายคนได้ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า แม้สภาจะไม่อนุญาตให้ส่งตัวในระหว่างสมัยประชุม แต่หากนายชนนพัฒฐ์เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง ก็ควรใช้เวลาที่มีอยู่เตรียมข้อมูลและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตนเองโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงต่อดีเอสไอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากยังยืนยันจะรอจนถึงวันที่ 11ก.ค.นี้ พรรคเศรษฐกิจก็ขอให้ดีเอสไอเตรียมดำเนินการทันทีเมื่อเอกสิทธิ์คุ้มครองสิ้นสุดลงหลังปิดสมัยประชุมสภา

สุรศักดิ์ คาด ชงร่างตั้งกระทรวงกีฬาควบท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เข้า ครม. ช่วงมิ.ย.-ก.ค.นี้

สุรศักดิ์ คาด ชงร่างตั้งกระทรวงกีฬาควบท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เข้า ครม. ช่วงมิ.ย.-ก.ค.นี้

สุรศักดิ์ คาด ชงร่างตั้งกระทรวงกีฬาควบท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เข้า ครม. ช่วงมิ.ย.-ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

สุรศักดิ์ คาด ชงร่างตั้งกระทรวงกีฬาควบท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เข้า ครม. ช่วงมิ.ย.-ก.ค.นี้ เผย ก.พ.ร. อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว และกีฬา กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างเพื่อแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากการกีฬาว่า ร่างการจัดตั้งกระทรวงเป็นการควบรวมกระทรวงและจัดตั้งกระทรวง โดยนำหมวดการท่องเที่ยวไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกระทรวงที่จะเกิดใหม่คือ กระทรวงการกีฬา ส่วนรายละเอียดโครงสร้าง ทั้งเรื่องสินทรัพย์ บุคลากร อัตรากำลัง สำนักงาน และหน่วยงานภายใน จะไปอยู่ที่ส่วนใด รวมถึงชื่อหน่วยงานใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้กระทรวงใหม่ และภารกิจที่จะเติมเข้าไปในกระทรวงใหม่ จะเป็นอย่างไรนั้น จะต้องรับฟังความคิดเห็นของข้าราชการที่เกี่ยวข้องด้วย

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขั้นตอนกระบวนการอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่จะเสนอร่างดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เมื่อ ครม.เห็นชอบ ก็จะเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวคาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม. ภายในช่วงเดือนมิ.ย.ถึงเดือนก.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขั้นตอนทั้งหมดนี้ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการนานเท่าใด นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ไทม์ไลน์ของ ก.พ.ร. คิดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะแล้วเสร็จ และคงเริ่มต้นได้ภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า

นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย ร้อง กมธ.สธ. แก้ปมกฎหมายวิชาชีพล่าช้า

นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย ร้อง กมธ.สธ. แก้ปมกฎหมายวิชาชีพล่าช้า

นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย ร้อง กมธ.สธ. แก้ปมกฎหมายวิชาชีพล่าช้า

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

18 มิถุนายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกัล ประธาน กมธ.สาธารณสุข สภาฯ รับหนังสือร้องเรียนจาก นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ปมกฎหมายวิชาชีพล่าช้า จี้หยุดปัญหาหมอเถื่อนสวมรอย สร้างผลกระทบนักทัศนมาตร-ประชาชน

นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียน เรื่องผลกระทบจากความล่าช้าในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐต่อนักทัศนมาตรทั่วประเทศที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จาก ดร.ดนัย ตันเกิดมงคล นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย

โดยหนังสือร้องเรียนชี้ว่า แม้ประเทศไทยจะมีสถาบันการศึกษาเปิดสอนสาขาทัศนมาตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 และมีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมาก แต่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มีกฎหมายรองรับวิชาชีพทัศนมาตรอย่างชัดเจน ทำให้ขาดคณะกรรมการวิชาชีพโดยตรงและไม่มีความคืบหน้าในการผลักดันสถานะของวิชาชีพ ส่งผลให้ไม่สามารถกำหนดตำแหน่งทางวิชาการและตำแหน่งในทางราชการได้ ทำให้ผู้ที่จบการศึกษาสาขานี้ต้องปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ไม่ตรงกับวิชาชีพ เกิดความเหลื่อมล้ำในการกำหนดค่าตอบแทน ทั้งในภาครัฐและเอกชน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาวิชาชีพและรองรับผู้ที่จบการศึกษาระดับสูงจากต่างประเทศ ขณะที่ขั้นตอนการต่อใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะที่มีความล่าช้าเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

จากปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อประชาชนในฐานะผู้รับบริการ ที่ขาดความเชื่อมั่นและความปลอดภัย เนื่องจากไม่มีกฎหมายควบคุม ทำให้มีบุคคลภายนอกแอบอ้างสวมรอยเป็นนักทัศนมาตรและหลอกลวงประชาชน อีกทั้งไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผู้ให้บริการได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ นำไปสู่ปัญหาที่ประชาชนไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิเมื่อได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาและผลักดันกฎหมายวิชาชีพทัศนมาตร เพื่อพัฒนาวิชาชีพ ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนผู้เข้ารับบริการ

– 006

กมธ.แรงงาน รับ 3 ข้อเรียกร้อง เร่งรัฐเยียวยาแรงงานเบอร์รี่ป่า

กมธ.แรงงาน รับ 3 ข้อเรียกร้อง เร่งรัฐเยียวยาแรงงานเบอร์รี่ป่า

กมธ.แรงงาน รับ 3 ข้อเรียกร้อง เร่งรัฐเยียวยาแรงงานเบอร์รี่ป่า

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.26 น.

“กมธ.แรงงาน”รับ 3 ข้อเรียกร้อง เร่งรัฐเยียวยาแรงงานเบอร์รี่ป่า จี้ปมนายจ้างค้างค่าแรง พร้อมผลักดันไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO

18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย น.ส.ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โฆษกคณะ กมธ.และ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะ กมธ.รับยื่นหนังสือ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ติดตามความคืบหน้าการจ่ายเงินประกันรายได้ และเงินช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีแรงงานไทยเก็บเบอร์รี่ป่าในประเทศฟินแลนด์ และสวีเดน ปี 2565 – 2566 จาก นางมลิวรรณ อาธนู เลขานุการสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย

2.เรื่องร้องเรียนกรณีผู้รับเหมาไม่จ่ายค่าแรง ฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จาก นางชนาภา พานิช ตัวแทนลูกจ้างรายวันของบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE และ 3.เรื่องสนับสนุนข้อเสนอแนะการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 และการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว ที่เสนอโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 พ.ค.69 จาก น.ส.คอรีเยาะ มานุแช ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG)

นายวีระพล กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ขอบคุณทุกกลุ่มที่เดินทางมาให้ข้อมูลในวันนี้ เป็นการสะท้อนปัญหาถึงความเดือดร้อนของแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะไปเป็นเรื่องการเก็บผลไม้เบอร์รี่ที่ต่างประเทศ เรื่องนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง เรื่องแรงงานบนแพลตฟอร์มหรือว่าไรเดอร์ ซึ่งขณะนี้ คณะ กมธ.มีอนุ กมธ.เกี่ยวกับแรงงานบนแพลตฟอร์ม จึงจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่อนุ กมธ.ในส่วนของคณะ กมธ.จะรับทั้ง 3 เรื่อง เข้าสู่ขั้นตอน และจะทำงานตามหน้าที่ที่กฎหมายมีให้ต่อไป

ด้าน นายสหัสวัต กล่าวเสริมว่า ข้อเรียกร้องเร่งด่วน 3 ประการ สะท้อนให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของกระทรวงแรงงานอย่างชัดเจน ในประเด็นที่ 1 การชดเชยเงินจาก กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีแรงงานเก็บเบอร์รี่ แรงงานกลุ่มนี้ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ด้วยตนเองก่อนเดินทางไปทำงาน ซึ่งกองทุนฯ มีหน้าที่โดยตรงในการจ่ายเงินประกันรายได้และเยียวยาเมื่อแรงงานประสบปัญหา แต่จนถึงปัจจุบันแรงงานกลับยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือที่เป็นสิทธิอันชอบธรรมของตน หากกรมการจัดหางานปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลการส่งแรงงานไปต่างประเทศอย่างเต็มที่ ปัญหาการออกมาเรียกร้องของแรงงานย่อมไม่เกิดขึ้น ประเด็นที่ 2 ปัญหาการค้างชำระค่าจ้างแรงงานเป็นเวลาข้ามปี เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งที่ลูกจ้างต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนยาวนานเป็นปี ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจนและสมควรต้องถูกดำเนินคดีทางอาญา กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังขาดการทำงานเชิงรุกในการปกป้องสิทธิของลูกจ้าง

นายสหัสวัต กล่าวว่า ประเด็นที่สุดท้าย การให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 อนุสัญญาทั้งสองฉบับถือเป็นอนุสัญญาหลัก(Core Conventions) ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการร่วมเจรจาต่อรอง ซึ่งขบวนการแรงงานได้เรียกร้องผลักดันมายาวนานกว่า 30 ปี แม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกรุ่นบุกเบิกของ ILO แต่กลับยังไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาหลักดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังผลักดันตนเองเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้ทัดเทียมสากลจึงเป็นวาระสำคัญที่จะสร้างความสง่างามให้กับประเทศไทยในเวทีโลก หากกระทรวงแรงงานตระหนักถึงพันธกิจของตน การให้สัตยาบันนี้ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว

หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี

หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี

หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

“เอกนิติ”เชื่อ”สหรัฐฯ-อิหร่าน”ลงนามยุติสงคราม ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนและภาพรวมเศรษฐกิจ พร้อมช่วยหนุนราคาน้ำมันลดลง

18 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงคราม ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร ว่า รัฐบาลต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนตลอดเวลา จึงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่า เมื่อสงครามยุติลง ภาพบรรยากาศการลงทุนและเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ในส่วนแหล่งผลิตใหญ่ถูกทำลายไปเยอะ แต่คิดว่า ในภาพรวมบรรยากาศทางเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น แต่ผลกระทบเชิงพื้นฐานต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ระบุว่า สำหรับผลกระทบราคาน้ำมัน ก็อาจปรับลงในระยะสั้น แต่อาจไม่ลงไปเยอะเท่าเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกทำลายไปเยอะ กว่าจะฟื้นมาได้คงใช้เวลา 2 – 3 ปี เพราะฉะนั้นในเชิงเศรษฐกิจต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่า กรณีพระราชกําหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยังคงต้องเดินหน้าต่อหรือไม่ นายเอกนิติ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามต่อว่า เงินที่กู้มาแล้วจะทําอย่างไร นายเอกนิติ ตอบว่า “ไม่น่ามีปัญหา”

สยบรอยร้าว! ‘พิพัฒน์’ ยันไร้เกาเหลา ‘อนุทิน’ ยึดคืน ‘อีอีซี’ ย้ำคุยนายกฯทุกเรื่อง

สยบรอยร้าว! ‘พิพัฒน์’ ยันไร้เกาเหลา ‘อนุทิน’ ยึดคืน ‘อีอีซี’ ย้ำคุยนายกฯทุกเรื่อง

สยบรอยร้าว! ‘พิพัฒน์’ ยันไร้เกาเหลา ‘อนุทิน’ ยึดคืน ‘อีอีซี’ ย้ำคุยนายกฯทุกเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

พิพัฒน์ ย้ำ ภท.ไม่มีร้าวฉาน ปม โดนนายกฯ ยึดอีอีซี บอกถึงช่วงเปลี่ยนผ่านดึงนักลงทุน ขอโฟกัสงานก.คมนาคม เผยคุยกับ”อนุทิน”แล้วทุกมิติ

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี  และรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุมเวลา 13.16 น. นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีการมองว่านายพิพัฒน์โดนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ยึดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ไปกำกับดูแลเอง ว่า ตนกำกับอีอีซีมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอนุทิน 1 ที่เป็นเสียงข้างน้อย และเมื่อมีการเลือกตั้งนายอนุทินก็กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯอีกครั้ง  ซึ่งตนได้อาสาเข้ามาดูแลเรื่องอีอีซี ตั้งแต่รัฐบาลแรกและรัฐบาลที่สอง แต่จากการที่มีการประชุมไปแล้ว 3-4 ครั้ง เชื่อว่าในเรื่องของพื้นฐานกฎหมาย ที่มีการคั่งค้างมาจากหลายรัฐบาลในอดีตได้รับการอนุมัติจากบอร์ดบริหารเป็นที่เรียบร้อย

ตนจึงหารือกับนายกฯ ซึ่งนายกฯก็เห็นด้วยว่าหลังจากนี้ควรจะเป็นเรื่องของการไปดึงผู้มาลงทุนในอีอีซี ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการตกลงกันว่านายกฯ รับเรื่องนี้กลับคืนไป  โดยเฉพาะในขณะนี้เรื่องของกระทรวงคมนาคม เรามีโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่ต้องให้การสนับสนุนอีอีซีอีกหลายเรื่อง  ตนจึงคิดว่าขอกลับมาโฟกัสที่กระทรวงคมนาคมน่าจะเหมาะสมกว่า ไม่เช่นนั้นหากเราทำงาน 2 ทางกลัวว่าสุดท้ายแล้วจะไม่สำเร็จสักทาง และด้วยความเป็นมืออาชีพของนายกฯ และมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศตลอด คิดว่านายกฯมีโอกาสได้เจรจากับผู้ประกอบการ และนักลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเชิญชวนมาลงทุนในพื้นที่อีอีซี คือประเด็นที่สำคัญที่สุด

“อย่างกรณีที่ถามกันว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นความร้าวฉานในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ผมเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯ และผมอยู่กับพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราต้องน้อมรับในทุกเรื่อง แต่ที่จะมีการเสี้ยมกันว่าผมสบายใจหรือไม่ เป็นการถูกยึดคืนหรือไม่ ต้องบอกว่าก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นผมและนายกฯได้หารือกันเป็นที่เรียบร้อยกันไปก่อนแล้ว ผมจึงอยากออกมาชี้แจงให้ทราบ และขอยืนยันว่าในพรรคภูมิใจไทยเราไม่มีอะไรที่ไม่พูดคุยกัน เราพูดคุยกันทุกมิติ โดยเฉพาะผมกับนายกฯ ” นายพิพัฒน์ กล่าว

เดือดรอบ 2 ‘ศุภชัย’ วอล์กเอาต์อีก ซัด ‘ไอซ์-โรม-เท้ง’ ตั้งเซ็ตอัพล้ม TH-AI PASSPORT ‘ชาดา’ ท้า ปชน.แน่จริงยื่น ป.ป.ช.เลย

เดือดรอบ 2  ‘ศุภชัย’ วอล์กเอาต์อีก ซัด ‘ไอซ์-โรม-เท้ง’ ตั้งเซ็ตอัพล้ม TH-AI PASSPORT  ‘ชาดา’ ท้า ปชน.แน่จริงยื่น ป.ป.ช.เลย

เดือดรอบ 2 ‘ศุภชัย’ วอล์กเอาต์อีก ซัด ‘ไอซ์-โรม-เท้ง’ ตั้งเซ็ตอัพล้ม TH-AI PASSPORT ‘ชาดา’ ท้า ปชน.แน่จริงยื่น ป.ป.ช.เลย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

‘ศุภชัย’ คัมแบ็คป่วนรอบ2! ซัด ‘ไอซ์-โรม-เท้ง’ ตั้งเซ็ตอัพจ้องเล่นงาน ‘TH-AI PASSPORT’ ก่อนวอล์กเอ้าท์อีกครั้ง ด้าน ‘ชาดา’ จวก ‘ปชน.’ ด้อยค่าโครงการของรัฐบาล รับโง่ด้านไอที ขอลาไปหาหมอ ขณะที่ ‘เท้ง’ แจงเหตุโร่เข้าร่วมประชุมอยากถาม ‘ป.ป.ช.’ โครงการนี้มีคุยกันเบื้องหลัง-มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ร้อนถึง  ‘ไอซ์ รักชนก’ ทนไม่ไหวถึงกับฝาก ’ชาดา‘ ไปบอก ‘อนุทิน’ คน ‘ภท.’ ขวางจนไม่ราบรื่น

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา ในช่วงระหว่างการประชุมของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำ และติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบโครงการ TH-AI PASSPORT ยังคงมีความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากทางปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ชี้แจงเสร็จ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ร่างทีโออาร์ ทำการชี้แจงรายละเอียด ซึ่งในช่วงจังหวะนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ.ฯ ที่กลับเข้ามาในห้องประชุม พยายามยกมือเพื่อขอพูด แต่ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ ที่เข้าร่วมประชุมอีกคณะ กล่าวว่า ขอให้กระบวนการประชุมดำเนินการก่อน โดยนายศุภชัย กล่าวว่า ขอพูดแค่ 2 นาที แล้วจะออกเลย ขณะที่นายรังสิมันต์ พยายามคัดค้าน โดยแจ้งว่าขอให้รอ

ทำให้นายศุภชัย ระบุว่า ตนจะไม่ประชุมร่วมแล้ว พูดเสร็จจะเดินทางออกจากห้องประชุมเลย

“ผมจะไม่มีคำถามกับผู้ที่เข้ามาชี้แจงในวันนี้ เพราะผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า พวกท่านได้เซ็ตอัพกันมา โดยมีการเชิญผู้นำฝ่ายค้านเป็นเซ็ตอัพให้กับพรรคประชาชน ให้มาซัดเรื่องนี้ ผมขอบอกว่าผมไม่ขอร่วมสังฆกรรมด้วย ในกรณีนี้” นายศุภชัย กล่าว

จากนั้นนายศุภชัย ได้ลุกขึ้นออกจากห้องทันที

ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้เข้าร่วมประชุมในภายหลังได้ลุกขึ้นขอชี้แจงว่า ตนได้ติดตามไลฟ์สดผ่านสื่อมวลชนและมีข้อสงสัยที่อยากจะถาม โดยตนพึ่งได้ส่งข้อความมายังประธานเพื่อขออนุญาตเข้าห้องประชุมเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นสำคัญในวันนี้ถ้าหากถามปลัดกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีตอบเป็นคำตอบในทิศทางเดียวกันคือ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบแต่อย่าลืมว่าเรามีหน่วยงาน ป.ป.ช. ขึ้นมาทำการตรวจสอบการคอรัปชั่น เพื่อให้การดำเนินโครงการถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งเรารู้ดีว่าอาจจะเป็นเรื่องของการให้ผลประโยชน์ทับซ้อน

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า จึงขอตั้งคำถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในห้องประชุมนี้อย่างเช่น ป.ป.ช. ขอถามผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ว่า ถ้าพิจารณาตามข้อเท็จจริงด้วยสามัญสำนึก จากไทม์ไลน์ที่สังคมได้เห็นร่วมกัน พบว่าเคยมีแอพพลิเคชั่นจากเอกชน ใน App Store ซึ่งเนื้อหามีลักษณะเหมือนกันกับโครงการ TH-AI Passport โดยขณะนี้แอพพลิเคชั่นนั้นได้ถูกลบไปแล้ว อีกทั้งพบว่าทีโออาร์มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าทีโออาร์มีการล็อกสเปกขึ้น หรือมีความพยายามที่จะเขียนให้มีรายละเอียดที่มีความหมายคล้ายกันกับอีกหนึ่งกระทรวง รวมถึงภาพที่ปรากฎต่อสาธารณะว่าคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจอาจจะมีความเกี่ยวข้องโดยทางอ้อม มีความสัมพันธ์หรือมีอำนาจในโครงการนี้ หรือไม่ อยากสอบถามตัวแทนจาก ป.ป.ช. ว่าหากพิจารณาจากสามัญสำนึกในกรณีแบบนี้สามารถสงสัยได้หรือไม่ว่า มีการคุยกันเบื้องหลังหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน

จากนั้นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ยกมือและขอออกจากห้องประชุม เพราะมีความจำเป็นทีจะต้องไปหาหมอ ก่อนจะพูดในที่ประชุมว่า ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ตนโง่ในเรื่องนี้ และไม่อยากจะฉลาดในเรื่องนี้ ตนไม่รู้ว่าโครงการ TH-AI Passport มีประโยชน์อะไรกันแน่ แต่ทุกคนก็ได้วิจารณ์กันไป เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ก็ยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของโครงการนี้คืออะไร 

“ตอนนี้เหมือนกับว่าพรรคประชาชน กำลังด้อยค่าโครงการของรัฐบาล ถ้าโครงการนี้มีเงื่อนงำจริง และมีการทำผิดหรือทุจริตจริง ไม่ต้องเรียกมาประชุม ไม่ต้องตั้งคำถาม ให้รวบรวมไปยื่น ป.ป.ช. และก่อนยื่นขอให้แถลงต่อสังคม” นายชาดา กล่าว

นายชาดา กล่าวด้วยว่า ถ้าโครงการนี้มีการกระทำที่ทุจริตจริง ตนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ยืนยันว่าตนคงไม่เอาอนาคตทางการเมืองมาเสี่ยง จะไม่ร่วมทำลายประเทศอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของหน้าจอ ของบริษัทแพลนบี เรื่องนี้ยอมรับว่าผู้บริหารแพลนบีนั้น มีความเกี่ยวข้องกับทางพรรคภูมิใจไทยจริง แต่ในกรณีที่มีการล็อกสเปกหรือไม่นั้น อยากให้พรรคประชาชนเก็บข้อมูลต่างๆ แล้วยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการ ไม่ต้องมาประชุมฟันตามนั้นได้เลยทำให้เต็มที่

ก่อนออกจากห้องประชุมนายชาดา ได้เดินมาหา น.ส.รักชนก เพื่อจะขอไปจากห้องประชุม โดยน.ส.รักชนก พูดกับนายชาดาว่า วันนี้คนของพรรคภูมิใจไทย ขัดขวางการประชุม ทำให้ไม่ราบรื่น ฝากเอาเรื่องนี้ไปบอกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยด้วย

ชัยชนะ ลั่น สั่งย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต แค่ละครลิงตบตา จี้ อนุทิน เอาจริง ปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

ชัยชนะ ลั่น สั่งย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต แค่ละครลิงตบตา จี้ อนุทิน เอาจริง ปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

ชัยชนะ ลั่น สั่งย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต แค่ละครลิงตบตา จี้ อนุทิน เอาจริง ปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

“ชัยชนะ”  ตั้งฉายา “โยกย้ายละครลิง”  หลัง ย้ายผู้ว่า-รอง ภูเก็ต จี้ นายกฯเอาจริงปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ลั่น สส.ปชน.บอกชัดแล้วยังไม่จัดการ ถาม ต้องให้เขาตายก่อนหรือ ลั่น ทุกชีวิตไม่ควรมีใครถูกข่มขู่ 

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ว่า ฝากถึงนายกรัฐมนตรีการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลหาดฟรีด้อมและที่อื่น ๆ ในจังหวัดภูเก็ต การโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องปลายเหตุต้นเหตุที่รัฐบาล ควรต้องเร่งแก้ไขให้เร็วกว่าการโยกย้ายข้าราชการ จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและ สส.ภูเก็ตของพรรคประชาชน คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้มีอิทธิพลคนนั้น
การเพิกถอนโฉนด 2 แปลงของหาดฟรีด้อมจำนวน 15 ไร่ แต่ก็ยังมีการไปเก็บผลประโยชน์จากหาดนี้ เรื่องนี้แม้จะมีการโยกย้ายทางราชการแล้วนายกรัฐมนตรีต้องตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนที่มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้บ้าง และผู้มีอิทธิพลที่มีการกล่าวถึง หรือมีการร้องเรียนถึงหน่วยงานของรัฐเข้าไปตรวจสอบอย่างเคร่งครัดแล้วหรือยัง อย่าตรวจสอบการกระทำความผิดเฉพาะประมวลกฎหมายอาญาเพียงอย่างเดียว ฝากให้ตรวจสอบถึงเส้นเงินการฟอกเงิน การได้มาของทรัพย์สินถูกต้องหรือไม่ 

นายชัยชนะ ยังกล่าวว่า การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ใช่บทลงโทษ ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องใช้มติ ครม. ถ้าย้ายไปเป็นอธิบดีหรือรองปลัดกระทรวงก็ถือว่าเป็นระนาบเดียวกัน การย้ายรองผู้ว่าจากภูเก็ตไปอยู่นครศรีธรรมราชก็ถือว่าระนาบเดียวกัน แต่ถ้าย้ายจากรองผู้ว่าฯเป็นผู้ตรวจกรม อันนี้ชัดเจนว่า เป็นการเก็บเข้ากรุไม่มอบหมายงาน แต่การที่ย้ายจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง ก็มีอำนาจหน้าที่ในการทำงานบริหารราชการเหมือนเดิม ถ้าวันนี้รองซีฟู้ดมีการกระทำความผิดจริง และมีการพิสูจน์ได้จริงว่ามีส่วนโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดจริงบทลงโทษขั้นสูงสุดคือย้ายเข้ามาเป็นผู้ตรวจกรมฯ ผู้ตรวจราชการของกระทรวง แต่นี่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนในระนาบเดียวกันไม่มีผลอะไร แต่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีควรแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้ปราบปรามผู้มีอิทธิพลแล้วหรือไม่ เรื่องที่ สส.พรรคประชาชน ถูกขู่คำร้ายขู่ฆ่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรได้จัดการแล้วหรือไม่ เรื่องที่ดินที่มีการบุกรุกของผู้มีอิทธิพลบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีการแก้ไขแล้วหรือยัง นี่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องทำมากกว่าการโยกย้ายข้าราชการ

เมื่อถามว่าภายหลังการโยกย้ายผู้ว่าฯกรรมาธิการของพรรคภูมิใจไทยบางคณะ เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงมองอย่างไรนั้น นายชัยชนะ กล่าวว่า กรรมาธิการ 35 คณะอย่าไปแบ่งว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ถ้าตนเป็นกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ป.ป.ช. หรือ ปปง. ตนก็ลงไปตรวจสอบเพราะเรื่องนี้เป็นเหตุถึงขั้นเหตุถึงขั้นขู่จะเอาชีวิต คนระดับชาติตัวแทนของประชาชนระดับชาติ แต่ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติก็สำคัญทั้งหมด ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ลงไปก็คงไม่ใช่  ดังนั้นจึงมองว่าในซีกของนิติบัญญัติ ก็ทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบไปแต่ในซีกฝ่ายบริหารที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ ก็ดำเนินตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน เพราะรัฐบาลต้องเร่งใช้กฎหมายกับผู้มีอิทธิพลคนดังกล่าว และจะต้องตรวจสอบไปถึงขั้นการใช้โรทศัพท์ ว่ามีการพูดคุยกับนักการเมืองแกนนำคนไหนบ้าง ถ้ามีการใช้โทรศัพท์จริง ต้องหาว่ามีการช่วยเหลือกันจริงหรือไม่ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนมีการโยกย้ายข้าราชการ เพราะการโยกย้ายข้าราชการเป็นการแก้ต่าง 

เมื่อถามว่าการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการสร้างภาพหรือไม่นายชัยชนะ กล่าวว่า ไม่กล้ามองว่าเป็นการสร้างภาพ แต่คงเป็นหนังสั้นเหมือนในโซเชียลมีเดียที่ดูฟรี ” ผมให้ฉายาว่าโยกย้ายละครลิงตบตาประชาชนผมมองแค่นั้นจริง ๆ ” 

นายชัยชนะ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การปรับอิทธิพลในพื้นที่ ถ้าใช้คำว่าปราบอิทธิพลการโยกย้ายผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯ แปลว่าเขาคือผู้มีอิทธิพลใช่หรือไม่ ผู้มีอิทธิพลไม่ใช่ข้าราชการประจำ แต่คือบุคคลที่ สส.พรรคประชาชนกล่าวถึงแล้วว่าโดนขู่ฆ่า 

” วันที่เขาไปยื่นหนังสือกลับไม่ฟังเขา วันนี้มาฟังเขาวันนี้ถ้าเขาตายแล้วเขาเสียชีวิตแล้ว ผมบอกทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นสส.รัฐบาล หรือสส. ฝ่ายค้านก็โดนข่มขู่แบบนี้ไม่ได้เพราะเขาทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน ” นายชัยชนะกล่าว

กลุ่มผู้ถือหุ้น BCP ร้อง กมธ.การเงิน สอบดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้าน ลุ้นดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ

กลุ่มผู้ถือหุ้น BCP ร้อง กมธ.การเงิน สอบดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้าน ลุ้นดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ

กลุ่มผู้ถือหุ้น BCP ร้อง กมธ.การเงิน สอบดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้าน ลุ้นดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.30 น.

“ดิษเดช” ร้อง “กมธ.การเงินฯ ”​ สอบดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ตั้งข้อสงสัยราคาอาจสูงเกินจริง ด้าน “กรณ์” ชี้ กระบวนการซื้อ บ.เอเชียลิ้งค์ฯ พิรุธ ซื้อในราคาที่แพงมาก เตรียมนำผู้ร้องแจงวันนี้ เผย สัปดาห์นี้ลุ้นดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบเส้นทางการเงินผู้เกี่ยวข้อง

เมื่อเวลา 11.00 น.  วันที่ 18 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากกลุ่มเครือข่ายผู้ถือหุ้นรายย่อย บมจ.บางจาก เพื่อติดตามผลการสอบสวน กรณีซื้อขายโครงการคลังน้ำมัน โยงเครือข่ายทุนเทา 

โดยนายดิษเดช หิรัญจิรคุณ ผู้ประสานงานผู้ถือหุ้นรายย่อย BCP และผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องประโยชน์ผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดทุนไทย กล่าวว่า เครือข่ายปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ ค่อนข้างมีความกังวล เพราะที่ผ่านมามีกระแสเรื่องทุนเทา เข้ามาเป็นจำนวนมาก ผู้ถือหุ้นและประชาชนก็มีความกังวล จึงมายื่นหนังสือให้กับทางพรรคประชาธิปัตย์ โดยข้อมูลที่เตรียมมาในวันนี้เครือข่ายได้รับผลกระทบและเสียหาย จึงอยากให้ตรวจสอบการดำเนินการการจัดซื้อคลังน้ำมันจังหวัดเพชรบุรี เป็นบริษัทลูกของบางจาก อาจเป็นการซื้อขายที่มีราคาแพงเกินจริง เพราะเมื่อปี 2553 ได้มีผู้เสนอขายต่อบริษัทลูกของบริษัทบางจาก ในราคาเพียง 3 พันล้านบาท แต่เนื่องจากไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนจึงไม่ได้มีการซื้อขาย ต่อมาในปี 2555 บริษัทดังกล่าว ได้มีการซื้อขายคลังน้ำมันดังกล่าว ในราคา 9 พันล้านบาท และภายหลังการซื้อขาย 3 เดือน มูลค่าทางบัญชีของคลังน้ำมันดังกล่าวเหลือเพียง 6,550 ล้านบาท จึงทำให้เกิดข้อสงสัยและเกิดคลานแคลงใจของประชาชน เป็นการซื้อขายที่แพงเกินจริงหรือไม่ อาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน มีผู้ถือหุ้นหลายรายเกิดความสงสัยต่อการ ดำเนินการเพื่อซื้อขายอาจมีการจัดทำหรือร่วมกันจัดทำ ในลักษณะสมคบกัน เพื่อตั้งมูลค่าทรัพย์สินที่จะซื้อขายให้มีมูลค่าสูงเกินจริง เพื่อให้ผู้ใดผู้หนึ่งได้รับประโยชน์ในการซื้อขาย และอาจทำให้ผู้ได้รับประโยชน์ในส่วนต่างจากการซื้อขายนั้นหรือไม่ และเป็นการสร้างความเสียหายต่อตลาดทุนไทยหรือไม่ จึงขอให้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง 

นายดิษเดช กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในการซื้อขายคลังน้ำมัน 9 พันล้านบาท เป็นการซื้อขายโดยผู้ใด มีผู้ใดเป็นผู้เสนอ เข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้เกิดการซื้อขาย ขั้นตอนการพิจารณาราคาก่อนอนุมัติซื้อขาย มติการอนุมัติให้ซื้อขาย ขั้นตอนการซื้อขาย สัญญาการซื้อขาย การชำระราคาธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายนี้ รวมทั้งตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินในการซื้อขายว่ามีเส้นเงินไปถึงผู้ใด และให้ตรวจสอบว่าทรัพย์สินหลังจากซื้อขายแล้ว กลับมีมูลค่าทางบัญชีลดเหลือเพียง 6,550 ล้านบาท โดยมีส่วนต่างจากราคาซื้อขายจำนวน 2,450 ล้านบาท อาจเป็นการซื้อขายทรัพย์สินที่แพงเกินจริงหรือไม่ และให้ตรวจสอบว่ามีผู้ใดผู้หนึ่งหรือหลายคนดำเนินการสมคบกันสร้างมูลค่าทรัพย์ ที่ซื้อขายให้สูงเกินจริงเพื่อให้เกิดการซื้อขายหรือไม่ รวมถึงให้ตรวจสอบว่าหากมีการซื้อขายที่แพงเกินจริง และมีผู้ใดผู้หนึ่งได้รับประโยชน์ในส่วนต่างที่เกิดขึ้น ธุรกรรมที่เกิดจากการดำเนินการดังกล่าวทั้งหมด เป็นถือธุรกรรมอันต้องสงสัยที่เป็นมูลฐานฟอกเงินหรือไม่ และให้ตรวจสอบว่าเป็นการเข้าข่ายองค์กรอาชญากรรม ที่มีผู้ร่วมวางแผนการแบ่งงานหน้าที่กันทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนต่างหรือไม่ 

นายดิษเดช กล่าวว่า ให้ศึกษาตรวจสอบกรณีทุนข้ามชาติทุกกลุ่ม ที่ได้อาศัยกลไกการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเข้าซื้อหุ้นว่าเป็นการนำเงินที่ชอบด้วยกฎหมายมาลงทุนหรือไม่ และอยากให้ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ชักนำกลุ่มทุนดังกล่าวเข้ามา เกี่ยวข้องกับผู้บริหารบางจากคนใดหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้องหรือพบว่าผู้ใดมีการกระทำความผิด ต้องส่งเรื่องดำเนินการทางกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น และไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อตลาดทุนไทย

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า ขอบคุณเครือข่ายปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่สะท้อนความเดือดร้อนของผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมาก ที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทบางจากจำกัดมหาชน ส่วนการเข้าไปซื้อ กิจการคลังน้ำมันเพชรบุรี โดยบริษัทลูกของบางจาก หรือบริษัทเอเชียลิ้งค์เทอร์มินอล มีการกล่าวขานกันมาหลายครั้งในรัฐสภา เพราะมีข้อพิรุธและตัวละครที่เกี่ยวข้องจำนวนจำนวนมาก ที่ทำให้สังคมมีสิทธิ์สงสัย ซึ่งเป็นพฤติกรรมซื้อ-ขายในตลาดทุนนอกจากทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเสียหาย ยังมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์บรรยากาศการลงทุนโดยรวม โดยเฉพาะเกิดขึ้นในบริษัทที่มียุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ คือ บริษัทโรงกลั่นน้ำมันบางจาก 

“เรื่องนี้เนื่องจากมีความสำคัญระดับประเทศ และเป็นเรื่องที่ไม่อยากมีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวโยง หลังจากแถลงข่าว จะพาคณะเครือข่ายปกป้องประโยชน์ผู้ถือหุ้นรายย่อยประเทศไทย ไปนำเสนอคำร้องให้กับนายจุติ ไกรฤกษ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการการเงินการคลัง และวันนี้ในการประชุมกรรมาธิการมีตัวแทนจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมด้วยจะนำเสนอโดยเร็วเพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติมทันที” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ผู้ร้องยื่นร้องเรียนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ​ (ดีเอสไอ) ปปง. ก.ล.ต. ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ทางดีเอสไอ จะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะรับเรื่องเป็นคดีพิเศษ ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าการเข้าซื้อกิจการคลังน้ำมันเพชรบุรี โดยบริษัทลูกของบางจาก มีประเด็นมากมายที่มีพิรุธ และบางจากแถลงหลายครั้งว่าเป็นบริษัทที่ต้องการต่อสู้ทุนเทา แต่ขณะนี้กลับมีทุนเทาถือหุ้นอยู่ 

นายกรณ์ กล่าวว่า ไทม์ไลน์การซื้อบริษัทลูกของบางจากที่มีการลงมติของคณะกรรมการในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 แต่บริษัทที่จะไปซื้อหรือเอเชียลิ้งค์ มีการจดทะเบียนหนึ่งเดือนหลังจากนั้น คือวันที่ 16 ธันวาคม 2565 หมายถึงการลงมติเพื่อซื้อหุ้นบริษัทก่อนที่จะมีการจดจัดตั้งบริษัท สะท้อนให้เห็นว่ามีความไม่ปกติ และที่จะเข้าไปซื้อบริษัทที่เพชรบุรียังไม่มีข้อมูลถึงผลกำไรขาดทุนบริษัทเป้าหมายที่จะซื้อ หรือไม่มีข้อ มูลทางการเงินใดให้คณะกรรมการที่จะพิจารณาตัดสินใจ แต่มีมติที่จะเข้าไปซื้อในราคาแพงมาก 9,000 ล้านบาท 

“จากการสืบสวนเพิ่มเติมของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องนี้ พบว่าในกระบวนการตัดสินใจการเข้าไปซื้อ มีความไม่ชอบมาพากลเยอะ ที่ควรได้รับการสืบสวนโดยเร็วโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่บริษัทบางจากมีหุ้นบางส่วนถูกยึดอายัดไปแล้ว โดย ปปง. ดำเนินการ ด้วยเหตุเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินข้ามชาติของนายเบน สมิธ ส่วนบริษัทลูกที่ใช้ในการซื้อคลังน้ำมันจังหวัดเพชรบุรี มีหุ้นบางส่วนที่ถูกยึดอายัดไปแล้วเช่นกัน โดยมีการซื้อขายคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีในราคาที่สูงเกินจริงผ่าน “เสี่ยตือ” ซึ่งหากไปดูคณะกรรมการ บริษัทที่ดำเนินการซื้อขายกิจการคลังน้ำมันที่เพชรบุรีที่นั่งอยู่ก็จะถึงบางอ้อ ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์หน้าทำตามหน้าที่ที่จะขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบให้ถึงแก่นของปัญหา หากดีเอสไอ และ ปปง. รับเรื่องก็จะสามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ และจะทำให้เห็นว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง 

พลพีร์-วรศิษฎ์ นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วไทย

พลพีร์-วรศิษฎ์ นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย  ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วไทย

พลพีร์-วรศิษฎ์ นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.21 น.

‘พลพีร์-วรศิษฎ์’ นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย ‘ผู้ว่าฯภูเก็ต-ส่วนราชการ’ สั่งรีเซ็ตทุกปัญหาเร่งคืนแผ่นดินไทยให้คนไทย นำร่องลุยปูพรมเช็คเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วไทย ดัน ‘ผู้ประกอบการ’ จับส่วยเข้าระบบถูกกฎหมาย

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลาว่าการจังหวัดภูเก็ต นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย และนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมมอบนโยบายในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และส่วนราชการในสังกัด โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมประชุม

นายพลพีร์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้มาประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตและอธิบดกรมป่าไม้ สิ่งที่ตนได้มอบนโยบายไป คือเราต้องทวงพื้นที่ของคนไทยให้กับคนไทยก่อน โดยพบว่ามีกว่า 200 บริษัทในจังหวัดภูเก็ต ที่เป็นของชาวต่างชาติ ซึ่งจะให้ทางกรมที่ดินประสานกับทางจังหวัดให้ดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ซึ่งในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อย่างเช่นหาดต่างๆที่เราได้ไปลงพื้นที่เมื่อวานนี้ (17 มิถุนายน 2569) ซึ่งส่วนตัวจะมีข้อสงสัยว่าในหมุดที่ดินและเอกสารสิทธิ์ต่างๆเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยจะให้ทางกรมที่ดินไปตรวจสอบอีกครั้ง และรายงานความคืบหน้ามาภายหลัง ทั้งนี้ยังได้มีการประสานกับกรมป่าไม้ ทั้งหมดให้ไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ตทั้งหมดรวมถึงจังหวัดใกล้เคียงที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวว่ามีพื้นที่ไหนที่มีการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ แล้วจะให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานมาที่กระทรวงมหาดไทย โดยจะเป็นคนดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เฮ้อที่จะรู้ว่ามีการบุกรุกจริงหรือไม่ ก่อนจะมีมาตรการอื่นๆเพิ่มเติมต่อไป 

นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงปัญหาบ่อขยะซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในจังหวัดภูเก็ต โดยนายวรศิษฎ์ ก็มีหลายข้อเสนอที่จะมาช่วยในการลดขยะ รวมถึงวิธีการจัดการบริหาร ซึ่งเราจะลงพื้นที่ไปดูในเรื่องนั้นด้วย รวมถึงยังเป็นห่วงในเรื่องของผู้ประกอบการ ซึ่งจากการลงพื้นที่เมื่อคืนนี้ ที่บริเวณถนน walking street ป่าตอง ก็อาจจะมีทั้งถูกบ้างและผิดบ้าง จึงต้องดูในเรื่องของระเบียบโซนนิ่งและกฎกระทรวงว่าสอดคล้องกับปัจจุบันหรือไม่ และสาเหตุที่ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าระบบได้ จะสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีใด ซึ่งนายวรศิษฎ์ได้ให้นโยบายและแนวคิด และทางรองอธิบดีกรมการปกครอง รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะไปดูข้อบังคับต่างๆของกระทรวง และพระราชบัญญัติต่างๆที่เกี่ยวข้องเพราะเราอยากให้ภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ดี และเราก็รู้ว่าภาษีรายได้ของจังหวัดภูเก็ตมีมหาศาล และเป็นกลไกสำคัญของสร้าง ภาษีให้กับประเทศ เพราะภาษีส่วนใหญ่ที่นำมาใช้กับรัฐบาลก็มาจากจังหวัดภูเก็ต และเราก็พยายามจะทำให้จังหวัดภูเก็ตมีความอบอุ่นให้จังหวัดภูเก็ตกลับมาสดใสอีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้ระเบียบอะไรที่ผิดกฎหมายเราไม่ได้ปล่อยวาง 

เมื่อถามถึงกรณีที่ถามว่าภาพที่ปรากฏออกไปสู่สังคมเป็นภาพการล้างบางผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด โดยการมาลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้มีการติดตามข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับส่วยในจังหวัดภูเก็ตอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตเป็นข้าราชการน้ำดีทุกท่าน อย่างนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งในระดับอธิบดีมาแล้วด้วย จึงอยากบอกว่าข้าราชการที่อยู่ในกระแสข่าว ยังไม่ได้มีมีความผิด 

“ฉะนั้นกระบวนการในการตรวจสอบและหาข้อมูล เราจะดำเนินการไป แต่ภูเก็ตจะมาหยุดในเรื่องแค่นี้ไม่ได้เพราะภูเก็ตมีประชาชนที่กำลังลำบาก ทั้งการทำมาหากินและการเตรียมตัวในช่วงโลวซีซั่นเพื่อเตรียมตัวรับนักท่องเที่ยวอีกทั้งปัญหามลภาวะและมลพิษต่างๆ จึงไม่อยากไปโฟกัสว่าใครผิดใครถูก แต่การที่ตนมาที่นี่เราไม่ได้มารื้อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร แต่เรามาเพื่อต้องการรีเซ็ทภูเก็ต เป็นจังหวัดที่น่าอยู่ น่ามาและน่าเที่ยวซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือประชาชนผู้ประกอบการ และข้าราชการในพื้นที่ จะต้องกลับมาสดใสกว่าเดิม ทำให้ภูเก็ตเป็นฮับของการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยอีกครั้ง“ นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า เรื่องของการตรวจสอบ ตามมาตรการต่างๆที่มีกรมการปกครองก็จะทำไป ในเรื่องของการโยกย้าย หากเราจมอยู่กับปัญหาทุกวัน ก็อาจจะมองไม่เห็นอีกมิติหนึ่ง ฉะนั้นการนำคนใหม่เข้ามาอาจจะเห็นมิติอื่นที่คนที่เคยอยู่อาจจะไม่เห็น 

“อย่างผมมาจากอีสาน ท่านวรศิษฎ์ มาจากสตูล อาจจะไม่มีเคมีกับเกาะหรือจังหวัดภูเก็ตเลย แต่วันนี้ผมมีไอเดียก็เลยหารือกับทุกท่าน เกี่ยวกับวิธีการจัดการการบริหารและการทำให้ถูกกฎหมายรวมถึงการอำนวยความสะดวกว่าควรจะทำอย่างไร ฉะนั้นบางทีเราเอาคนที่เฟรชอายเข้ามาดู ว่าจะเป็นอย่างไร วันหนึ่งท่านเซมเบ้ก็อาจจะกลับมาที่นี่ก็ได้ หรือวันนึงรองผู้ว่าฯทั้งสองท่าน อาจจะต้องกลับไปในจังหวัดที่เคยอยู่ หรือจังหวัดอื่นก็ได้ แต่วันนี้คิดว่าเราเอาแนวคิดและมุมมองใหม่ เข้ามาดูว่าช่วยเหลือภูเก็ตได้อย่างไร“ นายพลพีร์ กล่าว

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนเข้าไปสู่ในระบบการจ่ายส่วย และหันมาที่ภาครัฐแทน นายพลพีร์ กล่าวว่า ถ้าวันนี้ทุกคนทำธุรกิจถูกต้องตามกฏหมาย มันไม่มีใครไปรีดไถท่านได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เราจะยอมรับกันหรือไม่ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดบางคนก็เทาๆ บางคนก็ดำเลย หรือบางคนก็ไม่อยากจะเข้าระบบเลย ฉะนั้นเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและพวกตนรับไม่ได้ ซึ่งเราก็พยามจะทำให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบ โทรหากอยู่ในระบบแล้วก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ แต่วันนี้ทุกคนต้องเดินมากับพวกตน ทั้งนี้การเดินทางลงพื้นที่เมื่อคืนนี้ (17มิ.ย.)ตนได้ไปถามผู้ประกอบการว่าการท่องเที่ยวรวมถึงใบอนุญาตเป็นอย่างไร และมีการเสียภาษีหรือไม่ ฉะนั้นข้อมูลของทุกคนหากเห็นว่าล้าหลังก็ต้องแก้ไข เราไม่ได้แก้ให้ภูเก็ตแต่เราแก้ให้ประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องมาเก็บข้อมูล

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า วันนี้ในช่วงบ่ายจะมีคลินิกของกรมการปกครองที่จะมาอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพื่อให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการซึ่งข้อมูลเหล่านี้ผู้ตนจะ ลงพื้นที่ไปเองและข้อมูลเหล่านี้ก็จะเป็นหลักให้กับพวกตนได้ไปกลั่นกรองและคิด ว่าสิ่งที่ต้องปรับหรือแก้ หรือสิ่งใดที่รัฐบาลควรต้องทำและต้องบูรณาการร่วมกันจริงๆ

“ขอพี่น้องชาวภูเก็ตอย่างเดียวครับ ผมอยากให้ท่านกลับมามีศรัทธากับกระทรวงมหาดไทย ผมอยากให้พวกท่านเชื่อผมว่าผมมาอำนวยความสะดวกให้กับพวกท่านจริงๆ ไม่ว่าเมื่อวานมะรืนหรืออาทิตย์ที่แล้วจะเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบแต่นับหนึ่งวันนี้ พวกเรามีความตั้งใจที่จะมาช่วยเหลือ มาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพวกท่านได้อยู่อย่างมีความสุขทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายไม่มีใครมารีดไถนี่คือเป้าหมายและสิ่งที่พวกผมจะต้องมาจัดการที่นี่และที่อื่นทั่วประเทศ และขออย่าหมดหวังกระทรวงมหาดไทยบำบัดทุกข์บำรุงสุขอยู่แล้ว และอยากให้กลับมาเชื่อมั่นว่าของข้าราชการภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย ประสบการณ์ท่านอาจจะไม่ดี แต่เชื่อผมเถอะครับว่าต่อจากนี้พวกท่านจะรักกระทรวงมหาดไทยมากกว่านี้“ นายพลพีร์ กล่าว

เมื่อถามถึงรายชื่อ 200 บริษัทที่ถือครองโดยชาวต่างชาติ นายพลพีร์ กล่าวว่า ได้ไปเช็คในบริษัทนิติบุคคลต่างๆ ที่มีการจดทะเบียนผ่านกระทรวงพาณิชย์ ที่อาจจะมีการไปเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้น โดยเบื้องต้นที่ตนได้ไปเช็คมาเราสามารถเช็คได้กว่า 200 บริษัทกับทางนิติบุคคลซึ่งทั้ง 200 บริษัทก็มีพื้นที่ครอบครองในจังหวัดภูเก็ต แต่ยังไม่สามารถแจ้งได้ว่าเป็นบ้านหรือที่ดิน ทั้งนี้ทั้งนั้นทางด้านประเทศไทยเป็นของคนไทย