วิมล ไทรนิ่มนวล โพสต์เดือด หลังดูดีเบต จบที่เลือก ภูมิใจไทย-ไทยภักดี ตบท้ายเจ็บ ตามประสาคนโง่

วิมล ไทรนิ่มนวล โพสต์เดือด หลังดูดีเบต จบที่เลือก ภูมิใจไทย-ไทยภักดี ตบท้ายเจ็บ ตามประสาคนโง่

วิมล ไทรนิ่มนวล โพสต์เดือด หลังดูดีเบต จบที่เลือก ภูมิใจไทย-ไทยภักดี ตบท้ายเจ็บ ตามประสาคนโง่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.41 น.

“วิมล ไทรนิ่มนวล” โพสต์เดือด! หลังดูดีเบต จบที่เลือก “ภูมิใจไทย-ไทยภักดี” ตบท้ายเจ็บ…ตามประสาคนโง่

กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลทันที! เมื่อนักเขียนรางวัลซีไรต์ชื่อดังอย่าง “วิมล ไทรนิ่มนวล” ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศจุดยืนทางการเมืองแบบสวนกระแส หลังได้รับชมรายการดีเบตครั้งล่าสุดที่มีตัวแทนจากหลากหลายพรรคการเมืองเข้าร่วม

คุณวิมลระบุว่า การได้เห็นการประชันวิสัยทัศน์ของเหล่าขุนพลการเมือง ทั้ง คุณยศชนัน , คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รวมถึง ภรรยาของคุณกรณ์ จาติกวณิช เป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เขา “ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น” ในการเลือกพรรคที่จะฝากฝังอนาคตประเทศ

” ดูดีเบตครั้งล่าสุด ที่มีคุณยศชนัน คุณอภิสิทธิ์ คุณณัฐพงษ์ + ภรรยาคุณกรณ์ ช่วยให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ผมจะเลือก “ภูมิใจไทย” แบบแบ่งเขต
เลือก “ไทยภักดี” แบบปาร์ตี้ลิสต์
ตามประสาคนบ้านนอก แก่ จน และโง่! ” 

ด้อมฟ้าพรึ่บ! ปชป. บุกวันแบงค์คอกปราศรัยใหญ่ อภิสิทธิ์ ย้อน อนุทิน ควรแจงนโยบาย ไม่ใช่ลงใต้ไปด้อยค่า

ด้อมฟ้าพรึ่บ! ปชป. บุกวันแบงค์คอกปราศรัยใหญ่ อภิสิทธิ์ ย้อน อนุทิน ควรแจงนโยบาย ไม่ใช่ลงใต้ไปด้อยค่า

ด้อมฟ้าพรึ่บ! ปชป. บุกวันแบงค์คอกปราศรัยใหญ่ อภิสิทธิ์ ย้อน อนุทิน ควรแจงนโยบาย ไม่ใช่ลงใต้ไปด้อยค่า

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.25 น.

ด้อมฟ้าพรึ่บ! “ปชป.”ยึดวันแบงค็อกปราศัยใหญ่ “ทางรอดที่ปลอดภัย” ก่อนย่อนบัตร 8 ก.พ.นี้“อภิสิทธิ์” ย้อน “อนุทิน” ควรแจงนโยบายไม่ใช่ลงใต้ไปด้อยค่า ปชป. เหน็บคนที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยต้องพร้อมมาแข่งขัน 

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ที่วันแบงค็อกฟอรัม พรรคประชาธิปัตย์ จัดปราศรัยใหญ่   ครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์ ”โดยภายในงานมีการนำเสนอนโยบายของพรรคฯทั้ง 27 นโยบาย นอกจากนั้นยังมีการนำกาสสีฟ้าที่เขียนข้อความพรรค และเขต มาเป็นเพราะให้ประชาชนนำไปถ่ายรูปกับสแตนดี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทั้ง 3 คนด้วย ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

โดยมีผู้สมัครสส.หทม. และผู้สมัครสส.จังหวัด ปริมณฑลมาร่วมงานด้วย ทั้งนี้ห้องจัดปราศัย สามารถ บรรจุประชาชนดข้าฟัง ได้ 2,000 คน 

ทั้งนี้ในเวลา16.30 น. นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นานกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ออกมาพบปะกับบรรดาแฟนคลับ ซึ่งถูกรุมล้อมและขอถ่ายรูป และหอมแก้มนายอภิสิทธิ์ด้วยทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่าง ก่อนที่จะเข้าห้องฟังปราศรัย

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์  ให้สัมภาษณ์ว่า แม้จะเหลือเพียงหนึ่งวันก็ทำงานเต็มที่ เพราะเราเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น ด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง แต่เราต้องทำให้เต็มที่ ซึ่งถือว่ามาได้ไกลแล้ว ส่วนการปราศรัยในวันนี้ตนไม่ได้คิดเรื่องเซอร์ไพรซ์เท่ากับทำทุกอย่างให้ชัดเจนว่าอีก 2 วันข้างหน้ามีความสำคัญกับการตัดสินใจของประชาชน  ซึ่งจากการลงพื้นที่เชื่อว่าคนกรุงเทพฯจะหันกลับมาดูเรา ส่วนจะมากแค่ไหนต้องไปติดตามในวันที่ 8 ก.พ.

เมื่อถามเวทีดีเบตเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา เห็นว่านายอภิสิทธิ์ อยากคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายภิสิทธิ์ กล่าวว่าจริงๆแล้วเพียงแต่บอกว่า ต้องการให้คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะเข้ามาสู่ กระบวนการของการตรวจสอบ ในส่วนของการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องของพิธีกรรม แต่เป็นเรื่องของกระบวนการที่เป็นสากลที่เขาอยากจะให้คนที่เสนอตัวเป็นผู้นำ แสดงวิสัยทัศน์แลกเปลี่ยนกับพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งประเด็นที่ตนหยิบยกขึ้นมาเมื่อวาน(5ก.พ.)ก็สำคัญเช่นเดียวกัน คือ ทางกฎหมายให้พรรคการเมือง ส่งนโยบายต่อ กกต. เพื่อให้ประชาชนรับทราบ ว่านโยบายที่แท้จริงของพรรคคืออะไร การที่บอกว่าส่งไปเพียงแค่ 10 นโยบาย แต่ในการหาเสียง มีมากกว่านโยบายที่ส่งไป  จึงอยากรู้ว่าตกลงแล้วเป็นนโยบายหรือไม่  เพราะไม่ได้บรรจุไปในนโยบาย 

เมื่อถามต่อว่านายอนุทินได้บอกว่า ไม่อยากคุยกับนายอภิสิทธิ์แล้ว คุยไปก็ไม่มีประโยชน์  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าเขาไม่ได้มาพูดกับตน เขาพูดกับประชาชน  ตนเพียงแต่ต้องการเปิดให้ประชาชนได้เปรียบเทียบ สิ่งที่เขาพูดกับตนพูด  ประชาชนจะว่าอย่างไร

“ก็ไม่เป็นไรท่านนายกฯ อาจจะคิดว่า มีอำนาจ ใช้สื่อ ในฐานะรัฐบาล ท่านอาจจะคิดว่า ไปปราศรัยภาคใต้ ไปด้วยค่าพวกผม แล้วมันเพียงพอ แต่ผมคิดว่า คนที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยต้องพร้อม ที่จะมาแข่งขันเท่านั้นเอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

กกต.แจงปมสิทธิ์ เลือกตั้ง ประชามติอยู่คนละที่ ตอบแล้วใส่เสื้อบอลเข้าคูหาได้มั้ย?

กกต.แจงปมสิทธิ์ เลือกตั้ง ประชามติอยู่คนละที่ ตอบแล้วใส่เสื้อบอลเข้าคูหาได้มั้ย?

กกต.แจงปมสิทธิ์ เลือกตั้ง ประชามติอยู่คนละที่ ตอบแล้วใส่เสื้อบอลเข้าคูหาได้มั้ย?

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.59 น.

“ณรงค์”ประธาน กกต.เผยพร้อมจัดเลือกตั้ง 8 ก.พ.ทั่วประเทศ  ยันไม่มี 2 มาตรฐานตรวจสอบซื้อเสียง  ดำเนินการทุกเรื่อง   ด้านรองเลขาฯ กกต.ชี้แจงผู้มีสิทธิเข้าใจคลาดเคลื่อน หลังโซเชียลแห่ให้ตรวจสอบสิทธิ์ เลือกตั้ง-ประชามติอยู่คนละที่  ส่วนสวมเสื้อบอลมีหมายเลขอยู่ที่เจตนา หากจูงใจอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)   กล่าวถึงการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา กกต. และกรรมการประจำหน่วย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความบกพร่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการกรอกรหัสเขตที่หน้าซองบัตรเลือกตั้งผิดพลาดจนเป็นข่าวใหญ่โต แต่ตรวจสอบพบว่ามีเพียง 100 ซองเท่านั้น และมีการคัดแยกใหม่เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะส่งไปพร้อมนับคะแนนในวันที่ 8 ก.พ.นี้ แต่ก็น้อมรับในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และนำมาปรับให้การเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. มีความเรียบร้อยสมบูรณ์แบบที่สุด  เพราะ ฉะนั้นยืนยันว่า กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง และขอเชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันมาออกเสียงใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง  สส. และออกเสียงประชามติ   ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ตั้งแต่เวลา 08.00 น.- 17.00 น. พร้อมฝากถึงนักการเมืองและพรรคการเมือง ขอให้ดำเนินการหาเสียงอยู่ในกรอบของกฎหมาย 

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงทั้งในพื้นที่ภาคอีสานและพื้นที่อื่นๆ นายณรงค์ กล่างว่า เรื่องนี้ กกต. ติดตามตลอดในภาพรวม แต่ไม่ได้ออกข่าว เพราะอยู่ในช่วงที่อาจจะมีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ กกต. ก็รับดำเนินการทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้อร้องเรียนหรือความปรากฏ ยืนยันว่า ไม่ได้เพิกเฉย 

นายณรงค์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมาต่อว่า กกต. เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการซื้อสิทธิ์ขายเสียง 2 มาตรฐาน เพราะตรวจสอบเฉพาะเด็กที่ทำคลิป 2,000 บาท แต่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการเบิกเงินสดผิดปกติ 250 ล้านบาทกลับไม่ตรวจสอบนั้น  ในข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่ ยืนยันว่าตั้งแต่รู้ก็ได้ประชุม กกต. และขอความร่วมมือให้ธนาคารส่งข้อมูลมาให้ และให้สำนักงาน กกต. ตรวจสอบทุกเส้นเงินที่ได้รับข้อมูลมา  พร้อมย้ำว่า กกต. ไม่ได้สองมาตรฐาน เพราะเป็นผู้รักษากติกา ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายทุกเรื่อง

ด้านว่าที่ร้อยตรีภาสกร   สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงขั้นตอนหลังปิดหีบเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ว่า หลังจากปิดหีบในเวลา 17.00 น. จะมีการนับคะแนนพร้อมกัน 3 กระดาน ทั้งการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ  สส.แบบแบ่งเขต  และการออกเสียงประชามติ 

โดยในส่วนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจะมีจุดนับคะแนนที่กำหนดไว้ แยกออกมา ส่วนบัตรออกเสียงประชามติ   นอกเขตจะนับคะแนนรวมในหน่วยเลย ส่วนการจัดเลือกตั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ก็ได้มีการประชุมร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและตำรวจ ซึ่งได้มีการควบคุมในแต่ละพื้นที่  โดยส่งกำลังเข้าไปดูแล ซึ่งเราได้กำชับกรรมการประจำหน่วย รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ดูแล  เบื้องต้นยังไม่พบปัญหาอะไร สามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ได้แน่นอน

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดียให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้ง เนื่องจากหน่วยที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกับหน่วยที่จะไปออกเสียงประชามติอยู่คนละที่กันนั้น ว่าที่ร้อยตรีภาสกร ยืนยันว่า เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งแม้กฎหมายจะคนละตัวกัน แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้ออกเสียงประชามติในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง สส.  ดังนั้น การลงคะแนนเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติจะอยู่ในหน่วยเดียวกัน  กระบวนการจะไหลลื่นไปตามขั้นตอนในหน่วย  โดยจะต้องเลือกตั้ง สส. ก่อนแล้วจึงไปออกเสียงประชามติ ยืนยันว่าไม่มีการแยกกัน 

ส่วนกรณีมีข้อกังวลเกี่ยวกับการสวมใส่เสื้อฟุตบอลที่มีหมายเลขเข้าไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงมติ จะสามารถทำได้หรือไม่นั้น รองเลขาธิการกกต. กล่าวว่า ต้องดูที่เจตนาว่าต้องการจะสื่ออะไร โดยทั่วไปหากไม่ได้สื่ออะไรหรือแฝงอะไรก็สามารถสวมใส่ได้   แต่ถ้าเป็นการสื่อเพื่อจูงใจก็อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ย้ำว่าอยู่ที่เจตนา

กกต.-ไปรษณีย์ไทย ปล่อยรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า กระจาย 400 เขต เพื่อรอนับพร้อมกัน 8 ก.พ.

กกต.-ไปรษณีย์ไทย ปล่อยรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า กระจาย 400 เขต เพื่อรอนับพร้อมกัน 8 ก.พ.

กกต.-ไปรษณีย์ไทย ปล่อยรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า กระจาย 400 เขต เพื่อรอนับพร้อมกัน 8 ก.พ.

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.53 น.

ปล่อยแล้ว!!ขบวนรถส่งบัตร ลต.ล่วงหน้า กกต. ร่วมกับไปรษณีย์ไทย กรมการกงสุล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติปล่อยขบวนรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่ลงคะแนนแล้ว กระจาย 400 เขตทั่วประเทศ เพื่อรอนับคะแนนพร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) ร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด  กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยมีนายณรงค์  กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.  และนายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด ร่วมปล่อยขบวนรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่ลงคะแนนแล้ว ทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร กระจายสู่ 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ด้วยรถขนส่งกว่า 1,200  คัน  และเจ้าหน้าที่บริษัทไปรษณีย์ไทย 5,000 คัน ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนับคะแนน พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลังปิดลงคะแนนในเวลา 17.00 น. โดยได้เริ่มขนส่งบัตรเลือกตั้งไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ และในวันนี้เป็นการขนส่งบัตรเลือกตั้งไปในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยาและจังหวัดราชบุรี เป็นล็อตสุดท้าย 

นายณรงค์ เผยว่า จากการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าพบกรณีกรอกรหัสเขตผิดประมาณ 100 ใบ ซึ่ง กกต. สามารถคัดแยกและจัดส่งไปยังเขตเลือกตั้งที่ถูกต้องตามสิทธิ์ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้เรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทุกใบได้ถูกส่งไปถึงเขตครบถ้วน และจะนำมานับคะแนนพร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าของทุกคนได้ถูกส่งไปยังเขตอย่างถูกต้องเรียบร้อยแล้ว

สำหรับปัญหาการกรอกรหัสเขตผิดว่า  เรื่องนี้ชี้แจงมาหลายรอบแล้ว ข้อผิดพลาดอาจจะเกิดจากการกรอกรหัสของกปน. ซึ่งข้อผิดพลาดต่างๆสุดท้ายคัดแยกได้ ว่าผู้ใช้สิทธิ์อยู่เขตไหน เราก็สามารถส่งไปนับในเขตนั้นได้

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการปล่อยขบวนรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่ประชาชนไปใช้สิทธิ์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและนอกราชอาณาจักร โดยขณะนี้บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรเดินทางมาครบถ้วนแล้ว รวมถึงบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทุกเขตภายในประเทศก็ครบถ้วนเช่นเดียวกัน และจะถูกจัดส่งไปยังทั้ง 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งการขนส่งบัตรเลือกตั้งครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ร่วมปฏิบัติงานกับไปรษณีย์ไทย เพื่อควบคุมดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยในทุกขั้นตอน เมื่อบัตรเลือกตั้งเดินทางถึงพื้นที่แล้ว จะอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต โดยจะมีการจัดเก็บรักษาในสถานที่ปลอดภัย เช่น ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ หรือสถานที่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัย พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ก่อนจะนำออกมานับคะแนนพร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

สำหรับกระบวนการนับคะแนนประชามติและการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ว่าที่ร้อยตรีภาสกร ชี้แจงว่า หลังปิดการลงคะแนนในเวลา 17.00 น. คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจะเริ่มนับคะแนนทันที ซึ่งจะมีทั้งบัตรเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขต และสส.แบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งบัตรออกเสียงประชามติ โดยจะนับพร้อมกันภายในหน่วยเลือกตั้งตามปกติ

ส่วนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านั้น จะมีคณะกรรมการนับคะแนนอีกชุดหนึ่งรับผิดชอบ เมื่อถึงเวลา 17.00 น. จะดำเนินการเบิกบัตรออกมานับ ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ ขณะที่บัตรออกเสียงประชามติ แม้ผู้มีสิทธิ์จะไปลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้ง แต่คะแนนประชามติจะถูกนำไปรวมและนับพร้อมกับหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ที่ประชาชนไปใช้สิทธิ์ในวันเดียวกัน

ขณะที่ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า การจัดส่งไปยังทั้ง 400 เขตเลือกตั้งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา ซึ่งได้จัดส่งไปแล้วกว่า 90% ครอบคลุมทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ราชบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะดำเนินการจัดส่งให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ ทั้งนี้ ระบบการขนส่งมีการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมดูแล และมีระบบติดตามการขนส่งแบบเรียลไทม์ (Tracking) ที่สามารถตรวจสอบเส้นทางได้ตลอดการขนส่ง เพื่อสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสและปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง

ด้อมส้มร่วมฟังแน่น! ปชน. ระดมแกนนำเปิดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย

ด้อมส้มร่วมฟังแน่น! ปชน. ระดมแกนนำเปิดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย

ด้อมส้มร่วมฟังแน่น! ปชน. ระดมแกนนำเปิดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.25 น.

ด้อมส้มพรึ่บ ! กีฬาเวสน์ 1 รอฟัง ‘พรรรคประชาชน’ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายประชาชนเปลี่ยนประเทศ รปภ.ตรวจเข้มก่อนเข้างาน กางตาราง 4 โมงเย็น ‘ไอซ์ รักชนก’ นำทีมอุ่นเครื่อง ก่อนส่งไม้ต่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ ขึ้นเวทีช่วงค่ำ 

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569  ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬา้ยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเืพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย “ประชาชนเปลี่ยนประเทศ” ของพรรคประชาชน ซึ่งนำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า มีประชาชนมารอเข้าอาคารตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. ส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีส้ม   สวมหมวกสีส้ม บางคนได้เขียนป้ายให้กำลังใจแกนนำพรรค โดยเฉพาะนายณัฐพงษ์ และมีการนำธงสีส้มมาโบกด้วย 

ขณะที่รอบอาคารมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ผู้ที่เข้ามาในอาคารได้ต้องลงทะเบียนและสแกนกระเป๋าอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบแบตเตอรี่สำรองด้วย ซึ่งเป็นมาตรการความปลอดภัยของอาคาร สำหรับวิธีปราศรัยในวันนี้จัดเวทีเป็นรูปวงกลม มีจอ LED อยู่ด้านบน สำหรับการถ่ายทอดด้วย โดยพรรคประชาชนใช้สถานที่อาคารกีฬาเวสน์เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล

โดยเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้แฟนคลับที่มารอเข้ามา ซึ่งประชาชนผู้สนับสนุนพรรคได้วิ่งกรูเข้ามาอย่างล้นหลาม หยิบเบาะที่นั่งมาจับจองพื้นที่รอบๆเวทีจนแน่น  ขณะที่รอบนอก ในสนามหญ้าข้างอาคาร พรรคประชาชนได้สร้างประตูเป็นสีต่างๆ ประจำพรรคการเมืองที่ลงแข่งเลือกตั้งรอบนี้ เช่น สีแดง สีส้ม สีน้ำเงิน เพื่อให้ประชาชนได้ลองเล่นว่าอยากเปิดประตูบานไหน 

อย่างไรก็ตาม กำหนดการ จะเริ่มต้นขึ้น

 ในเวลา 16.00 น. ช่วงแรก 16.00-18.00 น. จะเปิดปราศรัยรอบแรก โดยมี น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นหนึ่งในผู้ปราศรัยช่วงนี้ จากนั้น ช่วงที่สอง เวลา 18.15-20.00 น. 3 แคนดิเดตจากพรรคประชาชนขึ้นปราศรัยโดยมี ศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร , น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายณัฐพงษ์ ปิดท้ายการปราศรัยใหญ่ และหลังจบช่วงที่สอง แกนนำจะไปทักทายมวลชนที่สนามฟุตบอล 30 นาที โดยประมาณ 
 

 ตั้งแต่เวลา 16.00-20.00 น. ที่ กีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพฯ  พรรคประชาชน เปิดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย โดยช่วงแรก ศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดต รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล (ไหม) สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ไอซ์  น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และทีมผู้สมัคร ส.ส. เขตกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จะร่วมปราศรัยบนเวที 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนแต่งกายเชิงสัญลักษณ์สีส้ม ทั้งเดินทางมาจากในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง มาเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยกันอย่างเนืองแน่น

โดยใน เวลา 16.00 น. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ได้ขึ้นเวทีทักทายประชาชน ก่อนที่แกนนำจะขึ้นปราศรัยในลำดับต่อไป
 

ทวี สอดส่อง ชูนโยบายปราบยาเสพติดครบวงจร ลั่นไม่ใช่แค่จับ แต่ต้องฟื้นฟู ยกระดับชีวิต

ทวี สอดส่อง ชูนโยบายปราบยาเสพติดครบวงจร ลั่นไม่ใช่แค่จับ แต่ต้องฟื้นฟู ยกระดับชีวิต

ทวี สอดส่อง ชูนโยบายปราบยาเสพติดครบวงจร ลั่นไม่ใช่แค่จับ แต่ต้องฟื้นฟู ยกระดับชีวิต

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.22 น.

บ้านไหนไร้ยานรกเอาไปเลยหลังละ 5 พัน! ‘ทวี’ แนะปราบปรามยาเสพติดครบวงจร ไม่ใช่แค่จับ แต่ต้องดัน ‘ฟื้นฟู–ยกระดับชีวิต’ ด้วย

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โดยย้ำถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติด ว่าจากที่ตนเคยดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรมมีผลงานต่อการปราบปรามการค้ายาเป็นผลสำเร็จและหลายภาคส่วนพอใจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดีแม้จะทำมาอย่างเข้มข้นแต่ปัญหายังไม่คลี่คลาย ดังนั้นสิ่งที่พรรคประชาชาติจะทำต่อยอดไปคือปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด และป้องกันสารตั้งต้นทุกอย่าง  และเติมด้วยการยกระดับเพิ่มคุณภาพชีวิต  ยกระดับการศึกษา

“ไม่ใช่แค่การปราบปราม แต่ต้องฟื้นฟู ต้องมีหน่วยงานดูแลฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ไม่ให้กลับไปใหม่ มีการฝึกอาชีพ ไม่เช่นนั้นบทสรุปก็ต้องไปอยู่ในเรือนจำ ซึ่งหลายคนเป็นอนาคตของชาติ ที่ต้องดูแล นอกจากนี้ยังต้องมีกองทุนเพื่อดูแลป้องกัน เชื่อว่าสถาบันครอบครัว จะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด หากครอบครัวไหนไม่มีผู้เสพยาเสพติด ก็ควรจะอุดหนุนครอบครัวละ 5 พันบาท ถือเป็นขวัญและกำลังใจ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า ผลงานที่เคยเป็นมาแสดงให้เห็นว่าทำมาตลอด และมาถูกทาง สังคมให้ความเชื่อมั่น ซึ่งต้องใช้เวลาทำงานต่อ และต่อจากนี้ก็ต้องเดินหน้า อย่างกัญชาต้องกลับมาอยู่ในบัญชียาเสพติด กระท่อมก็เหมือนกัน ซึ่งตอนเป็นรมว.ยุติธรรม ก็ดูแลป้องกันห้ามขายเร่ เรื่องนี้ก็ต้องเอาจริงเอาจัง เพราะทำลายชีวิตประชาชนมากเหลือเกิน

อนุทิน เข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่ กทม. เย็นนี้

อนุทิน เข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่ กทม. เย็นนี้

อนุทิน เข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่ กทม. เย็นนี้

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.57 น.

“อนุทิน” เข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเข้าพรรค ภท. เตรียมพร้อมขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้ายเย็นนี้ 

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เมื่อเวลา 10.30 น. นายอนุทิน ได้เดินทางเข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้านพิษณุโลก เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการส่วนตัว จากนั้นนายอนุทินได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่เป็นเวทีสุดท้าย ในเวลา 16.30 น. ที่ห้องบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง 

ชูวิทย์ วิเคราะห์ศึก กระแส vs กระสุน จับตาบทสรุปพรรคส้ม จะช้างล้มหรือแลนด์สไลด์?

ชูวิทย์ วิเคราะห์ศึก กระแส vs กระสุน จับตาบทสรุปพรรคส้ม จะช้างล้มหรือแลนด์สไลด์?

ชูวิทย์ วิเคราะห์ศึก กระแส vs กระสุน จับตาบทสรุปพรรคส้ม จะช้างล้มหรือแลนด์สไลด์?

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.44 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า โค้งสุดท้าย “กระแสหรือกระสุน”

เหลืออีก 48 ชั่วโมงจะถึง “วันพิพากษา” นักการเมือง ว่าใครจะสอบตก ใครจะได้ก้าวเท้าเข้าสภา

หรือใครจะ “ล้มช้าง!“

แต่ทุกครั้งก่อนจะรู้ผลด้วยซ้ำ แนวโน้มทิศทางของรัฐบาลจะมาจากโต๊ะเจรจาในที่ลับตาสื่อเสมอ

เมื่อก่อนมี “ผู้จัดการรัฐบาล” ที่เป็นคนมีความน่าเชื่อถือ มีบารมี พูดรับปากคำไหนคำนั้น

ยุคปัจจุบันการเจรจายังเกิดขึ้น เพราะเชื่อว่าถึงวันนี้พรรคส้มคงปั่นกระแสได้เท่านี้

ไม่มีเทา ไม่มีลุง มาให้พูดถึง ส่วน The Professinals ก็หายเงียบไปกับสายลม

มีตัวละครหลักเป็นแค่ “ไอซ์“ ที่ใช้ “การตลาดนำการเมือง” โดยไม่มีนโยบายพรรคมาพูดถึง

กระสุนยังทำงานได้ดีอยู่เสมอ และอีกกลุ่มที่ไม่มั่นใจในพรรคส้มกับท่าทีที่ไม่ชัดเจน และการประเมินอนาคตที่ผิดพลาด

ในระยะเวลาแค่ 2 ปี จากคำพูดของพิธา

”ทหารมีไว้ทำไม? รบกับใครก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ ไปจนถึง ประเทศเพื่อนบ้านเขาไม่มีการรุกรานกันแล้ว“

เห่อ “ดารา“ ไม่มีใครเสียหาย แต่เห่อ ”นักการเมือง” บ้านเมืองพัง

กาลเวลาจะเป็นผู้พิสูจน์

กระสุนยังคงถูกยิงไม่ยั้ง ในขณะที่กระแสยังปั่นไม่ขึ้นเท่าปี 2566 แม้ว่าจะมี ”นิวโหวตเตอร์“ เพิ่มมากขึ้น

แนวโน้มของพรรคส้ม การเมืองที่แสร้งทำเป็นใหม่ มีโอกาสเป็นที่ 2 หรือที่ 3 สูง

อย่าได้โทษคนอื่นว่า ”เขาไม่ให้เราเป็นรัฐบาล“

เพราะที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล มันเกิดจากตัวพรรคส้มเองทั้งสิ้น

รอติดตามฟัง ”บทสรุปด้วยความจริงใจถึงพรรคส้ม“

เป็นการปราศรัยใหญ่ผ่านโซเชียลว่า ”เหตุใดคะแนนของพรรคส้มถึงจะลดลง“

แต่จะลดถึงขนาดไหน วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ได้รู้กันว่า

ช้างล้ม หรือแลนด์สไลด์

กล้าธรรมลุยเยาวราช ปวีณา นำทัพลุยไชน่าทาวน์ มั่นใจนโยบายพรรค

กล้าธรรมลุยเยาวราช ปวีณา นำทัพลุยไชน่าทาวน์ มั่นใจนโยบายพรรค

กล้าธรรมลุยเยาวราช ปวีณา นำทัพลุยไชน่าทาวน์ มั่นใจนโยบายพรรค

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.32 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พรรคกล้าธรรม (กธ.)ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม นำคณะขึ้นรถแห่หาเสียงช่วงส่งท้ายช่วยผู้สมัคร สส.กทม.พรรคกล้าธรรม ฝั่งธนบุรี  เขต 1 – 2 และ 24 – 33  พื้นที่ พระนคร, เขตสัมพันธวงศ์, ราชเทวี, ปทุมวัน, บางกอกน้อย, บางกอกใหญ่, ตลิ่งชัน, บางแค, บางบอน, จอมทอง, บางขุนเทียน, ทุ่งครุ, ธนบุรี 

โดยนางปวีณา พร้อมด้วยนาย นิกร ซัจเดว์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ และนางสาววิลาสินี แป๊ะสมัน (กัสบี)ผู้สมัคร สส.เขต2  ขึ้นรถแห่หาเสียงเริ่มจากอาคารพญาไท พลาซ่า  ไปตามเส้นทางราชเทวี ปทุมวัน สาทร  มีประชาชนในพื้นที่ส่งเสียงให้กำลังใจต่อเนื่อง จนถึงพื้นที่ ของนายอัครพล คฤหเดชรัตนา ผู้สมัครสส.เขต1 พื้นที่ พระนคร และสัมพันธวงศ์ 

ปวีณา

โดยไฮไลท์สำคัญ เมื่อมาถึงพื้นที่ตลาดเยาวราช นางปวีณา ได้ลงเดินพบปะพูดคุยกับพ่อค้า แม่ค้า และประชาขน ที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า และเดินท่องเที่ยว เป็นจำนวนมาก มีแม่ค้าที่เป็นชื่นชอบ และติดตามผลงานนางปวีณา ด้านช่วยเหลือสังคม ต่างเข้ามามอบดอกไม้ เข้ามากอดและขอถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบกับนายจิตติ  ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมผู้ค้าทอง ภายในร้านทอง จิน ฮั้ว เฮง พร้อมรับฟังถึงสถานการณ์ซื้อ ขาย ทองคำ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนอีกด้วย

นางปวีณา กล่าวว่า วันนี้ รู้สึกดีใจ ที่ได้มาพบปะ พ่อค้า แม่ค้า และะนักท่องเที่ยว ตลอดชาวไทยที่ย่านเยาวราช หรือ ไชน่าทาวน์เมืองไทย ซึ่งถือ เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลกของกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นด้วยสตรีทฟู้ดรสเลิศตลอดแนวถนน มีทั้งร้านทอง ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ และสถาปัตยกรรมสไตล์จีนที่คึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวพหุวัฒนธรรมผสมผสานหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทยพุทธ ไทยเชื้อสายจีน และอินเดีย 
เยาวราช จึงถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ผสมผสานวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว 

ปวีณา

“ เราภูมิใจที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีมาช้านานสร้างรายได้ให้ประเทศและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับโลก ซึ่งพรรคกล้าธรรมก็มีนโยบายเน้นการท่องเที่ยว สร้างเมืองรองให้เป็นเมืองหลัก เยาวราชซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักอยู่แล้วเราจึงอยากผลักดันการสร้างรายได้ให้กับประเทศและส่งเสริมไทยเที่ยวไทยกระจายรายได้ภายในประเทศด้วย” นางปวีณา กล่าว

ทั้งนี้ พ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการร้านค้า ต่างสะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจ ต้นทุนสินค้าแพง ปัญหาหนี้สินนอกระบบ ซึ่งนางปวีณา กล่าวว่า มาฝากนโยบายพรรคกล้าธรรม ด้านสังคม ที่เชื่อว่า ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ทั้งการแก้ปัญหาปากท้อง และ ปัญหาสังคม นโยบายที่สำคัญคือ “ข่มขืน ฆ่าโหด เท่ากับ ประหารชีวิตสถานเดียว ,การเยียวยาผู้เสพยาเสพติดต้องได้รับการบำบัดและฝึกอาชีพ ,การดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุและคนพิการ ตลอดการผลักดันธนาคารประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มเปราะบางที่ยังคงเป็นหนี้นอกระบบ เพื่อประชาขนจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงขอให้เชื่อมั่นและไว้วางใจ และขอให้กาบัตรสีเขียวเลือกผูัสมัครสส.แบบเขต และกาบัตรสีชมพู เบอร์42 ในวันที่ 8 กุมภาพันธุ์นี้เพื่อให้ “ปวีณา” ในนามพรรคกล้าธรรม เข้าไปทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร

ปวีณา

จากนั้น นางปวีณา พร้อมคณะผู้สมัครรสส.กทม.พรรคกล้าธรรม เดินทางต่อไปยังปากคลองตลาด ซึ่งเป็นศูนย์กลางตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในไทยและติดอันดับ 4 ของโลก มีเงินหมุนเวียนสองหมื่นห้าพันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น วาเลนไทน์ ปากคลองตลาดเป็นแหล่งรวบรวมดอกไม้ทั้งในและต่างประเทศ จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ส่งออกไปต่างประเทศและกระจายสินค้าทั่วไทย สร้างรายได้ให้กับประชาชน

ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา

กะลาไซเบอร์แตก! ดร.นิว ชำแหละสารพัดวาทกรรมบิดเบือน พรรคการเมืองดัง

กะลาไซเบอร์แตก! ดร.นิว ชำแหละสารพัดวาทกรรมบิดเบือน พรรคการเมืองดัง

กะลาไซเบอร์แตก! ดร.นิว ชำแหละสารพัดวาทกรรมบิดเบือน พรรคการเมืองดัง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.25 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ระบุว่า

โกหกบิดเบือนเก่งแล้วจะไม่โกงเก่งกระนั้นหรือ? 

คนที่จะไม่เลือกพรรคส้ม ส่วนใหญ่ล้วนได้รับรู้ข้อมูลทุกด้านตามความเป็นจริง กระทั่งกะลาไซเบอร์แห่งโฆษณาชวนเชื่อและวาทกรรมบิดเบือนไม่สามารถปิดหูปิดตาได้อีกต่อไป ต่างกังวลต่อพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงและสร้างความแตกแยก ตลอดจนการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง รวมถึงมี สส. ถูกตัดสินว่าผิด ม.112 จริง โดยมีหลักฐานชัดเจน 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านวุฒิภาวะที่สำคัญไม่แพ้กัน ดังคำพระท่านว่า “นตฺถิ อการิยํ ปาปํ มุสาวาทิสฺส ชนฺตุโน” หรือ “คนที่ชอบพูดโกหก จะไม่พึงทำชั่วนั้นไม่มี” เพราะมีพฤติกรรมโกหกบิดเบือนหลากหลายรูปแบบ ชอบแถ ไร้มาตรฐาน ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เป็นต้น สุดท้าย การตั้งชื่อพรรคว่าประชาชนกลายเป็นการด้อยค่าประชาชนอย่างฉกาจเสียเอง 

ชอบแถ – ที่เห็นชัดๆ ล่าสุด คือ วาทกรรม #ทหารมีไว้ทำไม ของนายพิธาที่บริบทเป็นทหารในสนามรบชัดๆ เพราะนายพิธาพูดเองว่า “…ทหารมีไว้ทำไม เพราะคุณจะไปรบกับใคร สมมติจะมีคนมารุกราน ผมก็ไม่เชื่อว่าจะรบชนะ…” แต่นายพิธาก็ยังกล้าออกมาแถว่าหมายถึง “ทหารสนามกอล์ฟ” ราวกับเป็น #วิญญูชนจอมปลอม ที่ไม่ได้สำนึกผิดจริง ตรงกับสำนวน “คนดีชอบแก้ไข คนอะไรชอบแก้ตัว” 

ไร้มาตรฐาน – หลายครั้งๆ พรรคส้มชอบทำตัวเป็นศาลเตี้ยพิพากษาคนอื่นสารพัด จุดกระแสโจมตีราวกับผิดไปแล้วสุดลิ่มทิ่มประตู มักลุกลามเป็นประเด็นใหญ่โตในโลกโซเชียล ด้อมส้มถูกปั่นให้เชื่อและร่วมกันพิพากษาเรียบร้อย ขณะที่พวกส้มมักอ้างว่าถ้าศาลยังไม่ตัดสินก็ยังไม่ผิด แต่พอ สส. คนสำคัญที่ขายกระแสได้ถูกศาลตัดสินผิด ม.112 พรรคส้มก็ยังจัดบทให้ช่วยหาเสียงจนปัจจุบัน 

ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม – พรรคส้มสร้างวาทกรรมบิดเบือนเรี่ยราดจนเป็นความแตกแยก มีความเชื่อมโยงกับม็อบสามนิ้ว คอยช่วยประกันตัวพวกหมิ่นเจ้า สนิทสนมกับพวกล้มเจ้าหนีคดี ที่ผ่านมาก็เคลื่อนไหวด้อยค่าสถาบันฯ สอดรับกันเรื่อยมา แม้มีประชาชนช่วยกันนำความจริงออกมาโต้แย้ง แต่พรรคส้มก็ไม่เคยขอโทษหรือสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง มีแต่สร้างวาทกรรมใหม่ไม่หยุด 

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง – ล่าสุด สดๆ ร้อนๆ พรรคส้มใช้วาทกรรม #มีส้มไม่มีเทา และ #กาส้มล้มเทา ในการหาเสียง แต่กลับพบว่าพรรคส้มเองก็มีเทาที่เข้มจนดำ ซึ่งย้อนแย้งกับโฆษณาชวนเชื่ออวดอ้างเป็นคนดี จะตรวจสอบทั้งประเทศ แต่กับแค่ผู้สมัคร สส. ของพรรคตัวเองยังไม่มีปัญญาที่จะตรวจสอบ แล้วก็ชัดเจนมากๆ ว่าถ้าตำรวจไม่จับ พรรคส้มเองก็คงปล่อยให้พวกเทาดำเป็น สส. ต่อไป