โพลโค้งแรกชนะทุกเขต ชัชชาตินำลิ่ว ฝ่ากระแสระบบอากง

โพลโค้งแรกชนะทุกเขต  ชัชชาตินำลิ่ว  ฝ่ากระแสระบบอากง

โพลโค้งแรกชนะทุกเขต ชัชชาตินำลิ่ว ฝ่ากระแสระบบอากง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โพลโค้งแรกชนะทุกเขต ชัชชาตินำลิ่ว ฝ่ากระแสระบบอากง ‘อนุชา’โหมลุยหาเสียง

นิด้าโพลเผยผลสำรวจโค้งแรกศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.แชมป์เก่า“ชัชชาติ” ยังนำคู่แข่งไม่เห็นฝุ่นทุกกลุ่มเขตการปกครอง ขณะที่เจ้าตัวท้าทาย “จิรายุ” เปิดหลักฐานปมฉาวผอ.เขตคุกคามทางเพศลูกน้องไม่เชื่อมีระบบอากง เย้ยแค่โวหารที่สร้างขึ้น ส่วน“อภิสิทธิ์”ควง ‘อนุชา’ลุยหาเสียงชูกระตุ้นคนเที่ยว กทม.เพิ่มด้าน“มัลลิกา” จ่อยื่นกกต.สอบป้ายหาเสียงส่อผิดกฎหมาย ด้าน ‘ดร.โจ’ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือ28มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “โค้งแรกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

โพลโค้งแรก‘ชัชชาติ’ยังมาแรง

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพฯในการเลือกผู้ว่าฯกทม. พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 67.30 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.20 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 5 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

ขณะที่ อันดับ 6 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.05 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์(อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นางสาวศรีรัตน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

แนวโน้มคนกรุงเลือก ‘สก.อิสระ’

เมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพฯในการเลือกส.ก.พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.10 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.50 ระบุว่า พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.35 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.50 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ6.05 ระบุว่า กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทีม Better Bangkok พรรคเศรษฐกิจ และไม่ออกไป ใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ผลสำรวจของนิด้าโพลยังชี้แนวโน้มของคนกรุงเทพฯในการเลือกผู้ว่าฯกทม.จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพฯ ได้แก่ กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือกลุ่มเขตกรุงเทพกลางกลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออกกลุ่มเขตกรุงเทพใต้ กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ และกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ปรากฏว่าคะแนนนิยมของนายชัชชาติ ยังนำมาเป็นอันดับหนึ่งอีกเช่นกัน

‘ชัชชาติ’ท้าแฉคุกคามทางเพศ

ทางด้านความเคลื่อนไหวของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.นั้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์กรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม.พรรคเพื่อไทย โพสต์พาดพิงถึงผู้อำนวยการเขตรายหนึ่ง โดยอ้างว่ามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศลูกน้อง ขณะลงพื้นที่หาเสียงว่า หากมีข้อมูลหรือหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงก็ขอให้นำมาเปิดเผย เพื่อให้ผู้มีอำนาจดำเนินการได้ทันที พร้อมยืนยันว่าไม่ยินยอมต่อการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ

ยืนยันไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน

นายชัชชาติ กล่าวว่า ระหว่างที่ตนบริหารงานยังไม่เคยได้รับข้อมูลในประเด็นดังกล่าว และหากมีข้อเท็จจริงปรากฏ ผู้บริหารชุดใหม่ก็ต้องดำเนินการ เพราะกรุงเทพมหานครมีจุดยืนชัดเจนในการไม่ยอมรับการคุกคามทางเพศ ทั้งนี้ กทม. ได้รับการประเมินด้านสิทธิมนุษยชนในระดับที่ดี และเพิ่งได้รับรางวัลด้านความเท่าเทียมจากหน่วยงานภายนอกที่เข้ามาประเมิน

“มีข้อมูลอะไรเปิดมาเลย จะได้เอาคนที่ไม่ดีออกไป แต่ว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องระบบอะไรต่าง ๆ นะ มันเป็นเรื่องของบุคคล ถ้ามีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงถูกต้อง ฝ่ายบริหารก็ต้องดำเนินการ” นายชัชชาติ กล่าว

พร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตเคยมีการร้องเรียนลักษณะดังกล่าวหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า หากมีเรื่องร้องเรียนก็มีการดำเนินการทุกกรณี โดยเฉพาะในสถานศึกษาเคยมีการลงโทษถึงขั้นไล่ออกมาแล้ว แต่ในระดับผู้อำนวยการเขตนั้น ตนยังไม่เคยเห็นข้อมูลหรือรับทราบเรื่องดังกล่าว

ส่วนกรณีที่มีผู้มองว่าการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาในช่วงเลือกตั้งเป็นการดิสเครดิตหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนไม่ได้กังวลเพราะผู้อำนวยการเขตไม่ได้เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯและหากมีข้อมูลจริงก็ควรนำมาเปิดเผยเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของปลัดกรุงเทพฯหรือผู้บริหารชุดใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการต่อ

ไม่เคยใช้ทีมงานไอโอปั่นเรตติ้ง

นายชัชชาติ กล่าวกรณีถูกกล่าวหาว่าใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ในการตอบโต้ทางการเมืองว่า ทีมงานของตนไม่มีการจัดตั้ง IO และทำหน้าที่เพียงสื่อสารนโยบายกับประชาชนเท่านั้น

“ไม่มี IO เลย ของเราก็มีทีมงานสื่อสารนโยบายอย่างเดียว เราไม่เคยนิยมการไปกล่าวร้ายคนอื่น เราอยากนำเสนอผลงานของเรา ไม่เคยทำเรื่อง IO เลย อาจจะมีแฟนคลับบางคนที่ไปโจมตีคนอื่น แต่ผมก็บอกว่าอย่าไป เพราะเราดูผลงานเราเป็นหลัก” นายชัชชาติ กล่าว

ย้อนถามระบบอากงคืออะไร

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า การหาเสียงของทีมชัชชาติเป็นการหาเสียงเชิงสร้างสรรค์ เน้นการแข่งขันกันที่นโยบายและผลงาน ไม่ใช่การทำลายคู่แข่งทางการเมือง เพราะการโจมตีฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อถามกรณีมีการกล่าวถึง “ระบบอากง” ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ กล่าวว่า ยังไม่เข้าใจว่าระบบดังกล่าวคืออะไร และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นหลักฐานหรือข้อมูลที่เป็นรูปธรรมรองรับข้อกล่าวหา

“ระบบอากงผมยังไม่เห็นเลยว่าคืออะไร เมื่อวานก็ไม่เห็นมีหลักฐานอะไรเลย มันเป็นแค่โวหารที่สร้างขึ้นมา การแต่งตั้งโยกย้ายมันมีคนที่ไม่สมหวังอยู่แล้ว คนที่ไม่ได้ตำแหน่งก็อาจจะไม่พอใจแล้วไปกล่าวหาระบบ แต่ไม่ได้ดูตัวเองว่าตัวเองมีความสามารถหรือเปล่า ผมไม่เชื่อว่ามีระบบอากง ผมว่าเลิกพูดเถอะ เมื่อวานที่แถลงมามันก็ไม่เห็นมีข้อมูลอะไรเลย ที่เป็นเนื้อเป็นหนังอะไร ไม่มี” นายชัชชาติ กล่าว

ไม่ท้อโดนโจมตี-แต่สงสารอากง

นายชัชชาติ ยืนยันว่า แนวทางการบริหารงานของตน คือ การคัดเลือกคนดี คนเก่ง และยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต เชื่อมั่นว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่ดำเนินการมีความโปร่งใสและมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน

เมื่อถูกถามว่า รู้สึกท้อหรือไม่จากการถูกโจมตีทางการเมืองในช่วงนี้ นายชัชชาติ กล่าวว่าไม่รู้สึกท้อ เพราะถือเป็นเรื่องปกติของนักการเมือง พร้อมกล่าวติดตลกว่า “สงสารอากง เพราะอากงโดนหนัก” ก่อนย้ำว่า หากมีข้อกล่าวหาใดก็พร้อมชี้แจงตามข้อเท็จจริง

มาร์คควงอนุชาลงพื้นที่หาเสียง

วันเดียวกัน ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. และ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธีภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และ นางลักขณา ภักดีนฤนาท ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 4 เขตตลิ่งชัน ลงพื้นที่หาเสียง ได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างคึกคัก

ระหว่างหาเสียง นายอนุชา ได้โชว์ลงมือทำขนมบ้าบิ่น ทำขนมเบื้อง ชิมหมูทอดร้านดัง ซึ่ง ประชาชนบางคนบอกว่า “ไม่เหมือนในทีวี ยังดูเด็กอยู่เลย” ขณะที่แม่ค้า บอกว่า “ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะเลือกคนนี้แหละ เบอร์ 5” หลังจากนั้น นายอนุชา กล่าวว่า ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน มีหลายส่วนที่เราจะสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมได้ โดยใช้แพลตฟอร์มหรือแอปต่างๆเข้ามาช่วย

หนุนทุกพื้นที่ชูความเป็นอัตลักษณ์

นายอนุชา กล่าวว่า ทั้งนี้ ทุกพื้นที่มีอัตลักษณ์เป็นพิเศษ ส.ก.จะเป็นตัวแทนในแต่ละพื้นที่ ตรงนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เราสามารถชูขึ้นมา ไม่ใช่นักท่องเที่ยวคนไทยอย่างเดียว แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถมาเพิ่มขึ้นไม่ใช่เที่ยวแค่กรุงเทพชั้นใน แต่ออกมาเที่ยวชั้นนอกก็เห็นธรรมธรรมชาติ และมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่เห็นอยู่ในตลาดทั่วไป

ต่อมา นายอนุชา พร้อมผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง ช่วย นายนภาพล จีระกุล ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 1 เขตบางกอกน้อย เมื่อเดินทางมาถึงนายอนุชา ได้ไหว้ขอพร อนุสรณ์สถานสมเด็จโตฯ (วัดระฆัง) จากนั้นเดินหาเสียงในตลาด ซึ่งมีแฟนคลับทุกเพศทุกวัย ให้การต้อนรับ ขอถ่ายรูป ส่งเสียงเชียร์ พร้อมบอก เลือกเบอร์ 5 กับเบอร์ 1 แน่นอน

‘มัลลิกา’จ่อยื่นกกต.สอบป้ายหาเสียง

ส่วนนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 14 กล่าวกรณีพบป้ายหาเสียงผิดกฎหมายว่า ผู้สมัคร ส.ก. หลายคนส่งเรื่องเข้ามาให้ เบื้องต้นอยากเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ 2 เรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกติกาการเลือกตั้งคือป้ายหาเสียงที่ติดตามรถไฟฟ้าขนาดเกินกฎหมายกำหนด และป้ายที่ติดบนรถเมล์ มีความกว้าง ความยาว ความสูง เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ มีหลักฐานแล้วว่าวิ่งทั่วกรุงเทพฯ คนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ได้ข่าวว่าเป็นอดีตรองผู้ว่าฯกทม.และยอมรับว่าเป็นคนติดเองบนรถเมล์

“ขอฝากเลขา กกต. และประธาน กกต. ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง อยากให้กกต.เข้าไปไต่สวนตรวจสอบทำให้เกิดมาตรฐานเรื่องการหาเสียงอย่างเท่าเทียมกันจะมัวแต่เกรงใจคนที่เป็นมาก่อน กลับไม่เกรงใจผู้มาต่อกร สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง อยากให้ กกต. ที่มีความโปร่งใส และเป็นธรรมที่สุด ทำทุกอย่างให้ความเป็นกลาง และไม่เกิดลักษณะที่เสียเปรียบ ทั้งนี้จะส่งข้อมูลให้ กกต.ตรวจสอบต่อไป”นางมัลลิการะบุ

ดร.โจลงพื้นที่เสียงตลาดอ.ต.ก.

ขณะที่เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ตลาดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก) นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาชนหมายเลข 10 พร้อมด้วย นายอภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัครส.ก. เขตจตุจักร พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียง เพื่อนำเสนอนโยบายด้านต่างๆ โดยเฉพาะค้าขายง่าย ส่งเสริมพื้นที่ค้าขาย และหวย SMEs

เมื่อถามถึงปัญหาในเขตจตุจักร นายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาชุมชนที่เขตจตุจักรยังมีปัญหาขยะตกค้าง และเรื่องน้ำท่วม แต่ตอนตนเป็น ส.ก.สมัยที่แล้วก็มีการแก้ปัญหาไปมากพอสมควร แต่ยังไม่ 100% ขณะที่เรื่องการคมนาคมหรือขนส่งนั้น พื้นที่จตุจักรถือว่าเป็นศูนย์กลางของการขนส่ง ซึ่งยังมีเรื่องรถติดอยู่บ้าง เนื่องจากการเชื่อมต่อยังไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร ยิ่งมีน้ําท่วม รถก็จะยิ่งติด

ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ28มิ.ย.

เมื่อถามว่า มั่นใจในพื้นที่จตุจักรหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กดดันอะไร จากการลงพื้นที่ร่วมกับผู้สมัคร ส.ก. มีเสียงตอบรับและสนับสนุนจากประชาชนอบอุ่นมาก เราเดินทุกวันทําพื้นที่ของเราให้ดีที่สุด เพื่อทําให้ชีวิตของคนง่ายขึ้น และสื่อสารกับประชาชนว่าจะทําเรื่องเหล่านี้ให้ดีขึ้นอย่างไร หวังว่าพ่อแม่พี่น้องจะให้โอกาส

เมื่อถามถึงผลสำรวจนิด้าโพล โค้งแรกในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 ที่ระบุว่าอันดับที่ 1 คือนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อันดับที่ 2 ยังไม่แน่ใจ และนายชัยวัฒน์อยู่อันดับที่ 3 จะทำอย่างไรให้คะแนนตีตื้นขึ้นมาว่า คิดว่าโพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือ วันที่ 28 มิ.ย.ตนและส.ก.ทุกคนจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด นำเสนอแนวทางนโยบายและการทำงานของเราต่อกรุงเทพฯตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ปะชาชนให้โอกาสเข้าไปทำงาน ซึ่งต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด

เตรียมออกแคมเปญโค้งสุดท้าย

เมื่อถามว่า ยังมีคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร มั่นใจหรือไม่ว่าจะทำให้คนกลุ่มนั้นหันมาเลือกเราได้ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นส่วนที่เราคาดหวัง และหวังว่าจะทำให้กลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจ เล็งเห็นว่าการให้โอกาสพรรคประชาชนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคตของกรุงเทพฯที่แตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา นี่เป็นสิ่งที่เราอยากขอโอกาส

เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีแคมเปญออกมาให้ประชาชนว้าวหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ช่วยติดตาม เราจะมีแคมเปญในแต่ละเฟสออกมาเรื่อยๆ ผ่านการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ

ชายแดนคึก แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350

ชายแดนคึก  แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350

ชายแดนคึก แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเดินหน้า UNCLOS กำหนดเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา ให้ชัดเจน ยันไม่ใช่เจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นจะยึดผลประโยชน์ชาติสูงสุด ส่วนปราสาทตาควาย-เนิน 350 ฮอตไม่หยุด นักท่องเที่ยวทะลัก 2วัน พุ่งกว่า1,500คน แห่สัมผัสพื้นที่ประวัติศาสตร์ชายแดน-หนุนเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่มีความกังวลกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น รัฐบาลขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องของการหารือและพิจารณาแนวเขตทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่การเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกันหรือแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากร

ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ได้อธิบายต่อสาธารณชนและทูตกว่า 70 ประเทศ อย่างชัดเจนว่าการเข้าสู่กระบวนการตาม UNCLOS เป็นกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกในประเด็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งเขตพัฒนาร่วม หรือการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว รัฐบาลไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าการกำหนดเขตแดนทางทะเลให้มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องดำเนินการก่อนเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด เพื่อรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการตาม UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยอมรับข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย หรือยอมรับแนวทางใดล่วงหน้า แต่เป็นการใช้กลไกสากลที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเต็มที่

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยของชาติ กระบวนการ UNCLOS จะต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเลตามหลักสากลก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และไม่ใช่การยกผลประโยชน์ของชาติให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” น.ส.รัชดา กล่าว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณปราสาทตาควาย-เนิน 350ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่ายังคงคึกคักต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และพื้นที่แห่งวีรกรรมทหารไทยตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวันมีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาลงทะเบียนทั้งจองผ่านแอปพลิเคชั่นและวอล์กอินอย่างต่อเนื่อง เพื่อขึ้นไปเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดชมวิวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางมาตรการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด นักท่องเที่ยวทุกคนต้องจอดรถบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ก่อนลงทะเบียนและใช้บริการรถสองแถวที่หน่วยงานท้องถิ่นจัดเตรียมไว้รับ-ส่ง เพื่อควบคุมการสัญจรและบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย โดยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดท่องเที่ยวด้านบน

ขณะเดียวกัน นายณัฐพัชร์ บุญมี นายกอบต.บักได จัดโครงการส่งเสริมเกษตรกร ประจำปี 2569 ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน “ของดีบักได” ที่โรงเรียนบ้านสันติสุข หมู่ 16 ต.บักได เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยตรง

ทั้งนี้ ภายในงานมีผลไม้ขึ้นชื่อของพื้นที่ ทั้งทุเรียน เงาะ และมังคุด วางจำหน่าย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่รอเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 เป็นอย่างมาก ส่งผลให้ผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะมังคุด จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานภายหลังเปิดงาน สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวชายแดน

สำหรับโครงการดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ นอกเหนือจากการจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายด้วยตนเอง สร้างรายได้เพิ่มและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านแหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ในเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่แล้วมากกว่า 1,500 คน จากโควตาที่เปิดรองรับ 2,000 คน เพิ่มขึ้นจากวันแรกของการเปิดพื้นที่เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา คาดว่าตลอดทั้งวันยอดนักท่องเที่ยวจะทะลุ 2,000 คนอย่างแน่นอนซึ่งความสำเร็จของการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวครั้งนี้ ไม่เพียงเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและกองทัพเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ชายแดนในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และการเรียนรู้ สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่กับการปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืน

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง  ทะลุ1.4หมื่นล.  รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว แห่ใช้21.85ล้านสิทธิ คิวต่อไปฟู้ดเดลิเวอรี่ ธอส.ร่วมลงทะเบียน บัตรคนจนถึง21มิ.ย.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.4 หมื่นล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเฉียด 1 ล้านร้านค้า กำลังซื้อฟื้นตัว ด้านธอส.เปิดรับลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐจนถึง 21 มิถุนายนนี้ หนุนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสิทธิ ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลงพื้นที่กระบี่กระตุ้นยอดขาย-กำไร

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น.สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย

ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 5,894.47 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากเข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

ส่วนร้านค้าพบว่า มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้ว 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้ว 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้ว142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.พร้อมสนับสนุนนโยบายของกระทรวงการคลังและรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง โดยร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ธอส.จะดำเนินการรับลงทะเบียนและยืนยันสิทธิผ่านสาขาของธนาคารทั่วประเทศ ตลอดจนร่วมเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดโดย ธอส.จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569 และประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ 1.เว็บไซต์หลักของโครงการ 2.แอปพลิเคชั่นทางรัฐ 3.แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และ 4.หน่วยงานรับลงทะเบียนในพื้นที่ ประกอบด้วย 5 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ดร.มหัทธนะ กล่าวต่อว่า การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ธอส.ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลไกภาครัฐที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้อย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในระยะยาว

“ธอส.ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้เปราะบางให้สามารถเข้าถึงสิทธิและโอกาสที่ภาครัฐจัดสรรได้อย่างเท่าเทียม ผ่านการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทั่วถึง และเท่าเทียม เพื่อมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook เพจ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารผ่าน G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ จ.กระบี่ จัดกิจกรรม ‘สมาร์ทโชห่วย ค้าปลีกยุคใหม่ : เพิ่มกำไร สร้างเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างความรู้ที่จำเป็นและเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการร้านโชห่วย/ร้านค้าปลีกท้องถิ่น อาทิ ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI , การบริหารร้านค้าปลีกยุคใหม่ , เทคนิคการบริหารร้านค้าปลีกให้ทันสมัย , บัญชี ภาษี และเทคนิคการจัดวางสินค้า โดยคุณสุดชาย สิงห์มโน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการร้านค้าปลีก และคุณนพดลสังขพงษ์ ที่ปรึกษา Traditional Trade จากบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) มาช่วยเสริมแกร่งธุรกิจค้าปลีก โดยภายในงานฯ มีการออกบูธโดยเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการขายโคคา-โคล่า เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ FIFA , ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระบบ POS ที่จะช่วยยกระดับร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกด้วยระบบการค้าสมัยใหม่ , สถาบันการเงินที่พร้อมนำเสนอแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ , บูธบริษัทไปรษณีย์ไทย และบูธสินค้าชุมชน ที่จะมาเพิ่มยอดขายเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้า

โอกาสนี้ได้รับความร่วมมือจากห้างมาเธอร์มาร์เช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างบิ๊กเบน ซุปเปอร์ค้าส่ง ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นที่ได้รับการยกระดับให้เป็นร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใน จ.กระบี่ เข้าร่วมสนับสนุนจัดกิจกรรมลดราคาสินค้ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาพิเศษ มากกว่า 60 รายการ รวมถึงมีร้านค้าโชห่วย และร้านค้าปลีกอื่นๆ เช่น ร้านขายยา สินค้าเบ็ดเตล็ด อุปกรณ์เบเกอรี วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร ใน จ.กระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมงานด้วย

นอกจากนี้ได้เชิญชวนร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกท้องถิ่นสมัครเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ของรัฐบาล โดยร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส ตั้งแต่บัดนี้-31 กรกฎาคม 2569 และสมัครเป็นร้านธงฟ้าราคาประหยัดของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วสารทิศรวมกว่า 49 ล้านคน ช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มรายได้ให้ร้านค้า ตลอดการดำเนินโครงการฯ 4 เดือน รวมทั้ง พิจารณาเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ

สำหรับผู้ประกอบการร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกชุมชนที่เข้าร่วมงานฯ จะได้รับคูปองส่วนลดซื้อสินค้า 700 บาท ใช้ซื้อสินค้าชุมชน สินค้า OTOP สินค้าอุปโภค-บริโภคจากร้านค้าภายในงานฯ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเพิ่มกำไรให้กับร้านค้า รวมทั้งสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างร้านค้าปลีกกับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนา เดินหน้าสู่การเป็น ‘สมาร์ทโชห่วย’ ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการเสริมแกร่งธุรกิจให้มีความเข้มแข็งพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์และทุกการแข่งขันที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินโครงการ “สมาร์ทโชห่วยพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผู้ประกอบการโชห่วยและร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การค้าสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านองค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการร้านค้า และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ กิจกรรมในวันนี้จะเป็นรากฐานอันสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้และบูรณาการเครือข่ายผู้ประกอบการร้านค้าปลีกใน จ.กระบี่ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การยกระดับเป็น สมาร์ทโชห่วย อย่างเต็มรูปแบบต่อไป” นายพูนพงษ์ กล่าว

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.40 น.

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 กรมที่ดิน (ทด.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชนว่า ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีคำพิพากษาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกา และศาลปกครองกลางตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ แต่จนถึงปัจจุบันกรมที่ดินยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น กรมที่ดินขอเรียนชี้แจง ดังนี้ 1.ประเด็นที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน 35 ราย และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นั้น กรมที่ดินได้ดำเนินการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน 35 ราย เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม 4 ฉบับ ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว กรมที่ดินขอเรียนว่า คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะที่ดินพิพาทระหว่างคู่ความในคดีเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินคดีใหม่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ไม่ได้วินิจฉัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ การอ้างว่าคำพิพากษานี้เป็นการยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดจึงเป็นการขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา จึงไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาดังกล่าว ไปใช้กับที่ดินแปลงอื่น ๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง

2.สำหรับกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า การรถไฟฯ ได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายทำให้ที่ดินมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาแต่ต้น เอกสารสิทธิของเอกชนที่ออกภายหลังจึงออกทับที่ดินของรัฐ นั้น กรมที่ดินขอเรียนว่า กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30มีนาคม2566 ศาลได้พิพากษาว่า “ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วและพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการมีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้” เมื่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนฯ ในกรณีที่ดินพิพาทเขากระโดง ซึ่งรับฟังจาก การรถไฟฯ กล่าวอ้าง คำคัดค้านของราษฎรผู้มีส่วนได้เสีย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผลการรังวัดถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง ได้พยานหลักฐานที่แตกต่างกันในสาระสำคัญจากคำพิพากษาศาล ซึ่งพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจนและไม่สามารถเชื่อถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟฯ ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ ประกอบกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วย ขั้นตอน ระเบียบและกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้โดยชัดแจ้งว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

“กรมที่ดินจึงไม่อาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ ซึ่งกรมที่ดินได้รายงานการดำเนินการให้ศาลทราบ และศาลกำหนดให้วันที่1กรกฎาคม2568เป็นวันที่ศาลนั่งพิจารณาคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกำหนดนัดฟังคำพิพากษา”

3.กรณีการรถไฟฯ ได้ฟ้องกรมที่ดิน ที่ 1 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2 ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ 3เป็นผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 395/2568 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม2568 ขอให้ (1) เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (2) เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินและให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง หากศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นประการใด กรมที่ดินจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลต่อไป

กรมที่ดินขอเรียนว่า การดำเนินการตามนัยดังกล่าวข้างต้นเป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อีกทั้งปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นโจทก์ฟ้องประชาชนที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน 24 คดี ประกอบไปด้วยที่ดินจำนวน 108 แปลง ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีหนังสือให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมแผนที่ทหารร่วมกันทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาท เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของศาล โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้รังวัดจัดทำแผนที่พิพาทและรายงานผลการรังวัดต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และหากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใดย่อมผูกพันคู่ความที่จะต้องปฏิบัติ ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่อไป

โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่

โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่

โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

โสภณ แจงนโยบายเคารพธงชาติ ตร.สภา มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่ วอนอย่าจับเพียงบางประเด็นทำปชช.หมดศรัทธาการเคารพธงชาติ

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีการมอบนโยบายให้ข้าราชการตำรวจเคารพธงชาติช่วงเช้าและเย็น ว่า ต้องการให้สื่อมวลชนช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับที่ประชาชน ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างวินัยในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้เป็นภาระต่อเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

นายโสภณ กล่าวว่า ข้าราชการตำรวจรัฐสภาที่มีอยู่ประมาณ 200 นาย หากจัดเวรเพียงวันละ 5 นายไปยืนเคารพธงชาติ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือสร้างความเดือดร้อน แต่การนำเสนอประเด็นดังกล่าวไปในบางลักษณะกลับทำให้ประชาชนเกิดความไม่ศรัทธาต่อการเคารพธงชาติ ทั้งที่สาระสำคัญของเรื่องอยู่ที่การปลูกฝังระเบียบวินัย

ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวอีกว่า ในการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติยังมีอีกหลายเรื่องที่ดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดทั้งหมด เพราะเมื่อบางเรื่องถูกนำเสนอออกไป กลับเลือกจับเพียงบางประเด็น จนทำให้ประชาชนขาดศรัทธาต่อฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ

“ผมต้องการเห็นภาพของรัฐสภาที่มุ่งสร้างสรรค์ ไม่เห็นด้วยกับการสร้างความนิยมผ่านวาทกรรม เนื่องจากไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงหรือการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการสร้างความเข้าใจในลักษณะนี้อาจต้องใช้เวลา อย่างกิจกรรมจิตอาสาที่รัฐสภาดำเนินการอยู่  แม้บางฝ่ายจะมองว่าเป็นการสร้างภาพ แต่ในความเป็นจริงมีการทำงานอย่างจริงจัง เช่น แนวคิดในการนำผักตบชวามาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักเพื่อนำมาใช้ภายในรัฐสภา และยังมีอีกหลายแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ ขอให้ประชาชนติดตามผลการทำงานต่อไป” นายโสภณ กล่าว

‘ศิริกัญญา’ ลุยพัทยา หนุน ‘อิทธิวัฒน์’ ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก

'ศิริกัญญา' ลุยพัทยา หนุน 'อิทธิวัฒน์' ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก

‘ศิริกัญญา’ ลุยพัทยา หนุน ‘อิทธิวัฒน์’ ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาเมืองพัทยา เพื่อสนับสนุน “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน (เบอร์ 1) และผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) พรรคประชาชน ในแต่ละเขตพื้นที่

ในช่วงเช้า น.ส.ศิริกัญญา พร้อมด้วยนายอิทธิวัฒน์ ได้ร่วมเดินหาเสียงกับผู้สมัคร สม. เขต 3 พรรคประชาชน (เบอร์ 7-12) ที่บริเวณชายหาดพัทยา เพื่อพบปะผู้ประกอบการร่มเตียงและรับฟังปัญหาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำสาธารณะ และปัญหาคนไร้บ้าน จากนั้นในช่วงบ่ายได้ลงพื้นที่คลองนกยาง ร่วมกับผู้สมัคร สม. เขต 1 พรรคประชาชน (เบอร์ 8-13) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาจากชุมชนชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก

ขึ้นรถแห่ปราศรัยย่อย ชาวพัทยาต้อนรับสะท้อนปัญหาต่อเนื่อง

ต่อมาในช่วงเย็น น.ส.ศิริกัญญา พร้อมผู้สมัครนายกเมืองพัทยา และ สม. พรรคประชาชน ได้ร่วมเวทีปราศรัยย่อยบนรถกระจายเสียงบริเวณหน้าตลาดใหม่นาเกลือ ก่อนเคลื่อนขบวนรถแห่ไปตามถนนพัทยา-นาเกลือ ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ในวันนี้ คณะหาเสียงของพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและผู้ประกอบการเมืองพัทยา ที่เข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป และสะท้อนปัญหาเดือดร้อนที่ต้องการให้แก้ไขอย่างไม่ขาดสาย

“อิทธิวัฒน์” ชูวิสัยทัศน์ ดันอีเวนต์คุณภาพ กระจายรายได้ถึงมือคนท้องถิ่น

ช่วงหนึ่งระหว่างการพบปะผู้ค้าร่มเตียง อิทธิวัฒน์ระบุว่า แนวนโยบายของทีมพัทยา พรรคประชาชน มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ เพื่อกระจายเม็ดเงินจากธุรกิจขนาดใหญ่ลงมาสู่ผู้ค้ารายเล็ก โดยเฉพาะผู้ค้าร่มเตียงซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ที่ผ่านมาพบปัญหาทุนต่างถิ่นรวมถึงชาวต่างชาติเข้ามาเช่าช่วงพื้นที่ประกอบการค้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การจัดอีเวนต์หลังจากนี้จะต้องกระจายรายได้ให้ถึงมือคนพัทยาอย่างแท้จริง ซึ่งหากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจเข้าไปบริหาร จะส่งเสริมกิจกรรมลักษณะนี้เพื่อยกระดับรายได้ให้ผู้ค้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นายอิทธิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ตนและทีมผู้สมัคร สม. ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชาวพัทยามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ขยะ การจราจรติดขัด และน้ำท่วมขัง วิสัยทัศน์ของพรรคประชาชนชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือประชาชนในชุมชน ทุกคนต้องได้รับโอกาสในการทำมาหากินและเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

“ศิริกัญญา” ย้ำจุดยืน มีแค่ สส. ไม่พอ ต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นทลายส่วย

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ปัญหาที่ชาวพัทยาสะท้อนให้ฟังตลอดทั้งวัน เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตประจำวันซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกเมืองพัทยาและสภาเมืองพัทยาโดยตรง ที่ผ่านมาแม้ผู้แทนจากพรรคประชาชนจะได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เขตในพื้นที่นี้ แต่การมี สส. เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งหมดได้

พรรคประชาชนจึงให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าการบริหารเมืองในรูปแบบของพรรคจะตอบโจทย์ประชาชน ทั้งการจัดระเบียบจราจร แก้ปัญน้ำท่วม ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกในการค้าขายให้ง่ายขึ้น โดยปราศจากการเรียกรับส่วยหรือสินบน ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทำกินให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

'สนธิรัตน์' เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด 'วงจรถอนทุนทางการเมือง' ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “หยุดวงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การบริหารประเทศในปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพสูง แต่เตือนว่าอำนาจที่เข้มแข็งต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบที่เข้มข้น พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้าง

จับตาเมกะโปรเจกต์ จี้รัฐบาลยึดหลักความโปร่งใส

นายสนธิรัตน์ระบุว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะสามารถบริหารประเทศไปได้อีกยาวนาน แต่บทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยสะท้อนว่า อำนาจที่เข้มแข็งยิ่งต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งควบคู่กันไป

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด แต่คือการกลับมาของ “วงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยในช่วงที่ผ่านมา สังคมได้ตั้งคำถามต่อหลายโครงการของภาครัฐ ทั้งด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งแม้บางกรณีอาจไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดข้อสงสัย รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะความโปร่งใสคือ “หน้าที่” ไม่ใช่ภาระของผู้มีอำนาจ

ชี้ต้นตอปัญหามาจาก “ต้นทุนการเลือกตั้งที่สูงขึ้น”

นายสนธิรัตน์มองว่า ปัญหานี้ไม่ควรมองว่าเป็นความผิดของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมาอย่างยาวนานในระบบการเมืองไทย เมื่อการเลือกตั้งมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ และการแข่งขันต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ความเสี่ยงที่จะเกิดแรงกดดันในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหลังเข้าสู่อำนาจจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ชง 4 ข้อเสนอ ทลายวงจรถอนทุนทางการเมือง

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม นายสนธิรัตน์ได้เสนอให้ประเทศไทยเดินหน้าอย่างจริงจังใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่:

  1. เปิดเผยข้อมูล (Open Data) ข้อมูลโครงการภาครัฐต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย
  2. เสริมความเข้มแข็งให้กลไกตรวจสอบ ทั้งในกลไกของรัฐสภา องค์กรอิสระ และภาคประชาชน
  3. คุ้มครองผู้ตรวจสอบ ต้องมีมาตรการคุ้มครองสื่อมวลชน นักวิชาการ และผู้เปิดเผยข้อมูล (Whistleblower) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  4. ปฏิรูประบบการเมือง ปรับปรุงระบบการเลือกตั้งเพื่อลดต้นทุนทางการเมือง และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

ย้ำแก้คอร์รัปชันคือการ “สร้างระบบ” ไม่ใช่ล้มล้างฝ่ายใด

ในช่วงท้าย นายสนธิรัตน์ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนดี คนเก่ง หรือผู้นำที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน แต่สิ่งที่ขาดคือ “ระบบ” ที่เอื้อให้คนดีทำงานได้เต็มที่ และสกัดกั้นไม่ให้คนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนทำได้สำเร็จ

“การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงไม่ใช่การล้มฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากเรากลัดกระดุมเม็ดแรกของระบบการเมืองได้ถูกต้อง ประเทศไทยก็จะมีโอกาสก้าวพ้นวงจรถอนทุนทางการเมือง และเดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ขอบคุณภาพและข้อมูลทั้งหมดจาก Facebook : สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ 

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา ไทยเศรษฐ์ จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 ที่บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงานวันเกิด นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 65 ปี วันที่ 7 มิ.ย. 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น มีการแจกข้าวสารน้ำหนัก 5 กิโลกรัม​ ให้กับชาวบ้าน รวมกว่า 1,800 กระสอบ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีบรรดานักการเมือง ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจากทั้งใน จ.อุทัยธานี และต่างจังหวัด เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุตรสาวอย่าง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม น.ส.ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี และหลานชาย​อย่าง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมครอบครัวไทยเศรษฐ์ ร่วมให้การต้อนรับและจัดงานอวยพรวันเกิดอย่างพร้อมหน้าและอบอุ่น

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

'หมอเปรม'เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

“นพ.เปรมศักดิ์” นั่งประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า เตรียมเสนอแผนยกระดับระบบบัญชาการวิกฤตแห่งชาติ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงานแบบเรียลไทม์ภายใน 180 วัน

7 มิ.ย.69 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมอบหมายให้ตนทำหน้าที่ประธานคณะทำงาน เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลภายในระยะเวลา 180 วัน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางถนน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคอุบัติใหม่ ตลอดจนสาธารณภัยขนาดใหญ่ แต่ระบบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงกระจัดกระจายและแยกส่วน ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตัดสินใจ การสั่งการ และการเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชนล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

“ปัญหาสำคัญที่พบในปัจจุบันคือ หน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้อย่างสมบูรณ์ หลายพื้นที่ยังใช้การประสานงานผ่านโทรศัพท์หรือเอกสาร ทำให้การส่งต่อผู้ป่วย การจัดสรรเตียง การบริหารรถพยาบาล และการกระจายกำลังช่วยเหลือเกิดความล่าช้า” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในกรณีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือผู้บาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ ทุกนาทีล้วนมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต หากระบบข้อมูลยังทำงานแบบต่างคนต่างทำ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าที่สังคมรับรู้

อย่างไรก็ตาม จากการประชุมคณะทำงานครั้งแรก ที่ประชุมได้กำหนดกรอบการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการรับมือภาวะวิกฤตของประเทศ ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบสื่อสารสำรองที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างองค์กรภาครัฐให้รองรับนวัตกรรมใหม่ และการกำหนดมาตรฐานกลางด้านเทคโนโลยีสำหรับงานกู้ชีพ กู้ภัย และการบริหารจัดการสาธารณภัย

นอกจากนี้ คณะทำงานยังเตรียมศึกษาข้อเสนอเชิงรุกเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตของประเทศ อาทิ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการข้อมูลฉุกเฉินแห่งชาติ (National Emergency Data Platform) ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย รถพยาบาล โรงพยาบาล หน่วยกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยงานด้านสาธารณภัยไว้บนแพลตฟอร์มเดียว การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้า การใช้ระบบสื่อสารสำรองในพื้นที่ประสบภัย และการพัฒนาแอปพลิเคชันกลางสำหรับแจ้งเหตุและติดตามการช่วยเหลือแบบเรียลไทม์

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิรูประบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างระบบที่สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียจากเหตุฉุกเฉิน และเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ คณะทำงานจะประชุมอย่างต่อเนื่องเดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันจันทร์ เวลา 14.00 น. เพื่อรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ และจัดทำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุด ก่อนนำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติในระดับนโยบายต่อไป

สำหรับ คณะทำงานชุดดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ นายพิเชษฐ์ หนองช้าง รองประธานคณะทำงาน พลโทโชคชัย ขวัญพิชิต นายเตชิต ทิวาเรืองรอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนพงษ์ วันจันทึก พันเอกอาภากร เผือกสุวรรณ และ น.ส.สุพรรษา ธรรมสโรช ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อระดมองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางรากฐานระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตยุคดิจิทัลของประเทศไทย

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

'โจ ชัยวัฒน์' ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.42 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์  10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย มาร์ท อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจตุจักร เบอร์ 3 เข้าพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. พบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า เพื่อนำเสนอชุดนโยบายค้าขายง่ายและหวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงนโยบาย “หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.” โดยรูปแบบคือเมื่อประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้า SME ที่เข้าร่วมโครงการใน กทม. ทุกๆ 20 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดย กทม. จะจัดสรรงบประมาณเงินรางวัลให้เดือนละ 10 ล้านบาท ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเกิดการบอกต่อ ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

นานชัยวัฒน์ ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและระบบซื้อขายตำแหน่งใน กทม. โดยระบุว่าพรรคประชาชนมีเจตจำนงแน่วแน่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการสร้างระบบมาป้องกัน ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยตามจับ ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเริ่มจากผู้นำ “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” พร้อมกับยกตัวอย่าง อบจ.ลำพูน ที่บริหารโดยพรรคประชาชน ซึ่งสามารถซื้อของต่ำกว่าราคากลางถึง 26.7% ดังนั้นขอโอกาสจากประชาชนให้พรรคประชาชนเข้าไปบริหาร จะทำให้เห็นความแตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา.

ด้านนายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาหลักในพื้นที่ที่ต้องเร่งแก้ไขคือ เรื่องขยะตกค้างและปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด นอกจากนี้ยังมีเรื่องทางเดินเท้าเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะที่ยังขาดหลังคากันแดดกันฝน ทำให้ประชาชนเดินทางไม่สะดวก จึงต้องการให้มีการปรับปรุงและพัฒนาตลาดในความดูแลของ กทม. ให้ดียิ่งขึ้น