สุริยะ รับ ซื้อเครื่องบิน เบน สมิธ โวยโดนโจมตีทางการเมืองโค้งสุดท้าย

สุริยะ รับ ซื้อเครื่องบิน เบน สมิธ โวยโดนโจมตีทางการเมืองโค้งสุดท้าย

สุริยะ รับ ซื้อเครื่องบิน เบน สมิธ โวยโดนโจมตีทางการเมืองโค้งสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.04 น.

“สุริยะ”แจงแล้ว ซื้อเครื่องบินจาก”เบน สมิธ”จริง หุ้นแค่ 30 ล้าน ส่วนเรื่องขน”กระสุน”เป็นการโจมทีทางการเมืองโค้งสุดท้าย

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) ชี้แจงกรณีเพจ CSI LA ระบุว่า มีนักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรีชื่อย่อ Big ส ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิธ มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้านบาท แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท และมีการใช้เครื่องบินลำนี้ลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน

นายสุริยะ กล่าวว่า ตอนนั้นอยากได้เครื่องบินไว้ใช้งาน และมีการพูดคุยกับเพื่อน จนเพื่อนแนะนำว่า นายเบน สมิธ กำลังจะขาย เลยนำไปสู่การซื้อขายช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2567 เรื่องมีแค่นั้น ซึ่งเครื่องบิน Gulfstream G550 ลำดังกล่าว มีมูลค่ารวม 862,191,500 บาท นำเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 โดยใช้ทำภารกิจต่างๆ ในระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ใช้บินครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568

นายสุริยะ ยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการชี้แจงทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ว่า ตนถือครองทรัพย์สินในเครื่องบินลำนี้ตามสัดส่วนมูลค่า 30 ล้านบาท และได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ส่วนมูลค่าที่เหลืออีกกว่า 832 ล้านบาท เป็นการถือครองโดยกลุ่มญาติพี่น้องตามสัดส่วน

ส่วนกรณีที่ CSI LA ระบุว่าเครื่องบินดังกล่าวลำเลียง “กระสุน” ไปยังพื้นที่เป้าหมายทางภาคเหนือและภาคอีสาน นายสุริยะ กล่าวว่า เป็นการโจมตีและกล่าวหาทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เพื่อทำลายความเชื่อมั่น ยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจริงอย่างแน่นอน

พีระพันธุ์ ร้อง กกต สอบ ป้ายหาเสียง รทสช ถูกรื้อ ทำลาย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

พีระพันธุ์ ร้อง กกต สอบ ป้ายหาเสียง รทสช ถูกรื้อ ทำลาย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

พีระพันธุ์ ร้อง กกต สอบ ป้ายหาเสียง รทสช ถูกรื้อ ทำลาย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.47 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีป้ายหาเสียงและป้ายนโยบายของพรรคถูกทำลายอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความเสียหายตามธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ แต่เป็นการกระทำที่มีลักษณะมุ่ง “ทำให้ป้ายไม่สามารถใช้งานได้” เพื่อลดการมองเห็นของพรรคในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการหาเสียง พรรคได้ติดตั้งป้ายโฆษณานโยบาย หมายเลขพรรค และหมายเลขผู้สมัคร สส. ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพรรคแรก ๆ ที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ต่อมาพบว่าป้ายของพรรคค่อย ๆ หายไป ถูกถอด ถูกทำลาย หรือถูกป้ายของพรรคการเมืองอื่นนำมาติดทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบภาพถ่ายและข้อมูลที่รวบรวมได้ พบว่าความเสียหายของป้ายหาเสียงมีหลายรูปแบบ อาทิ การดัดงอ พับ หรือกดให้ล้มลง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นข้อความและหมายเลขพรรคได้ , การถอดป้ายออกจากจุดติดตั้งเดิม แล้วนำไปวางพิงต้นไม้หรือกองรวมไว้บนทางเท้า , การกรีด ฉีก หรือดึงแผ่นไวนิลออกจากโครงไม้ จนเหลือเพียงโครงหรือเศษซากของป้าย , การตัดหรือทำลายโครงสร้างยึด เช่น เชือก ลวด หรือเสา ทำให้ป้ายเอียงหรือล้มลงกับพื้น

พีระพันธุ์

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ลักษณะความเสียหายดังกล่าวแตกต่างจากการขีดเขียนหรือพ่นสีทั่วไป แต่เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายชัดเจนในการทำให้ป้ายไม่สามารถใช้งานได้ และไม่ปรากฏต่อสายตาประชาชน พร้อมตั้งคำถามว่า หากพรรครวมไทยสร้างชาติไม่มีกระแสตามที่บางฝ่ายกล่าวอ้าง เหตุใดจึงต้องมีความพยายามกีดกันในลักษณะนี้

“พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคแรก ๆ ที่ติดป้ายโฆษณานโยบายพรรค หมายเลขพรรค และหมายเลขผู้สมัคร สส. ของพรรค โดยเฉพาะใน กทม. ต่อมาป้ายของพรรครวมไทยสร้างชาติก็ค่อยๆ หายไป ผมและผู้สมัคร สส. พยายามจัดทำป้ายมาแซม แต่ก็ยังหายไปเรื่อย ๆ ตอนหลังหนักขึ้น เพราะถูกทำลาย ถูกปลด และถูกป้ายของพรรคอื่นมาปิดทับเยอะไปหมด ผมพูดเรื่องนี้บนเวทีปราศรัยเมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ปรากฎว่าวันนี้ป้ายของเราก็ยังโดนเล่นงานเหมือนเดิมและเพิ่มมากขึ้น ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ที่ปรากฎชัดก็ใน กทม. ตามภาพที่เอามาลงประกอบครับ” นายพีระพันธุ์ระบุ

พีระพันธุ์

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองในภาพรวม โดยระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติและตน เผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการไม่ได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์บางรายการ การไม่ปรากฏชื่อในผลสำรวจความคิดเห็น หรือการถูกตัดชื่อออกจากโพลในบางช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเมืองและอิทธิพลของกลุ่มอำนาจบางกลุ่ม

ด้านการดำเนินการตามกฎหมาย ผู้สมัคร สส. และผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติในหลายพื้นที่ ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน กรณีป้ายหาเสียงของพรรคถูกทำลายและถอดออกโดยไม่ทราบฝ่าย อาทิ พื้นที่เขตพระโขนง-บางนา ซึ่งมีรายงานว่าป้ายหาเสียงได้รับความเสียหายรวมหลายร้อยป้าย และพื้นที่เขตพญาไท บริเวณริมถนนพหลโยธิน รวมถึงในพื้นที่เขตจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดนครนายก ที่มีรายงานว่าป้ายหาเสียงถูกของมีคมกรีดทำลายจนภาพใบหน้าและตัวเลขเบอร์ผู้สมัครฉีกขาดออกจากกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งและลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนกฎหมาย

พีระพันธุ์

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า การทำลายป้ายหาเสียงไม่เพียงเป็นการทำให้เสียทรัพย์ตามกฎหมายอาญา แต่ยังเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง และส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมของการแข่งขันทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกติกา และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นธรรม และยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงเดินหน้าหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ และขอเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระ โดยย้ำแนวคิด “ชีวิตเรา เราเลือกเอง” ด้วยการเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6 บัตรสีชมพู และเลือกผู้สมัคร สส. เขตของพรรครวมไทยสร้างชาติในบัตรสีเขียว ตามเบอร์ของผู้สมัครในแต่ละเขต ทั่วประเทศ

พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์

พรรคเป็นธรรม ประณามกัมพูชาป่วนข้ามแดนช่วงเลือกตั้ง ลั่นต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ไทยถูกล้ำเส้น

พรรคเป็นธรรม ประณามกัมพูชาป่วนข้ามแดนช่วงเลือกตั้ง ลั่นต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ไทยถูกล้ำเส้น

พรรคเป็นธรรม ประณามกัมพูชาป่วนข้ามแดนช่วงเลือกตั้ง ลั่นต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ไทยถูกล้ำเส้น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.40 น.

พรรคเป็นธรรม ประณามเหตุกัมพูชายิงข้ามแดนช่วงเลือกตั้ง ลั่นต้องเป็นครั้งสุดท้าย ที่ไทยถูกล้ำเส้น ชวนทุกพรรคแสดงจุดยืนปกป้องอธิปไ หนุนทหารไทยอดทน-ชวนทุกพรรคแสดงจุดยืน

6 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม (Party List เบอร์ 45) ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในเขตราชอาณาจักรไทย ชี้เป็นการละเมิดอธิปไตยและยั่วยุในช่วงเวลาเปราะบางของการเลือกตั้ง พร้อมประกาศหากได้เป็นรัฐบาล จะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ

จากกรณีที่มีรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยมีการใช้อาวุธจากฝั่งกัมพูชาเข้ามายังฝั่งไทยในห้วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง พรรคเป็นธรรมได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่อุบัติเหตุ และไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน

ดร.ปิติพงศ์ระบุในแถลงการณ์ว่า วันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาล้ำเส้น แต่จะต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลูกปืนหนึ่งนัด อาจยิงมาจากชายแดน แต่ความวุ่นวายจากการยั่วยุ อาจทำร้ายประชาธิปไตยทั้งประเทศ ทางพรรคฯ มองว่าการกระทำนี้ส่อเจตนาสร้างสถานการณ์ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังดำเนินกระบวนการประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งและการทำประชามติ จึงขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันทีโดยไม่มีข้อแก้ตัว

พรรคเป็นธรรมประกาศชัดเจนว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เป็นรัฐบาล จะดำเนินการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินการตามกลไกของรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเด็ดขาด และจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

แถลงการณ์ยังได้ส่งกำลังใจไปยังทหารไทยและฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้แรงกดดัน โดยขอให้ยึดหลักความอดทน อดกลั้น เพื่อประคับประคองสถานการณ์ให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อย ไม่ตกเป็นเหยื่อของการยั่วยุจากภายนอก

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวน “พรรคการเมืองทุกพรรค” ให้ออกมาแสดงจุดยืนร่วมกัน เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนสามารถออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างปลอดภัย

“พรรคเป็นธรรมไม่ต้องการความรุนแรง แต่เราจะไม่ยอมให้ใครใช้ช่วงเวลาเปราะบางนี้มาทดสอบอธิปไตยของประเทศ ประเทศไทยต้องเดินหน้าเลือกตั้งควบคู่กับการปกป้องศักดิ์ศรีของชาติอย่างมีสติ” ดร.ปิติพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

เรืองไกร ร้อง กกต. สอบที่มาเครื่องบินหรูสุริยะใช้หาเสียง ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง

เรืองไกร ร้อง กกต. สอบที่มาเครื่องบินหรูสุริยะใช้หาเสียง ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง

เรืองไกร ร้อง กกต. สอบที่มาเครื่องบินหรูสุริยะใช้หาเสียง ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.31 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รีบทำการตรวจสอบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ บุคคลที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3 ว่ามีการใช้เครื่องบินเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงหรือไม่ ได้แจ้งการใช้เครื่องบินดังกล่าวทุกครั้งหรือไม่ และมีการใช้เครื่องบินไปในทางที่อาจจะเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การเลือกตั้ง สส.มาตรา 73 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ปรากฎในเว็บไซต์ไทยโพสต์ วันที่ 5 ก.พ.2569 ระบุว่า มีเพจดังแฉนักการเมือง ระดับ รมต. ชื่อย่อ ‘บิ๊ก ส.’ ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิท มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้าน แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท บนตัวเครื่องยังมีอักษรย่อชื่อ-นามสกุล SRJ และมีสายข่าวแจ้งว่า เครื่องบินลำนี้ถูกใช้งานบินลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเส้นทางการได้มาของเครื่องบินส่วนตัวดังกล่าวว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับนายทุนเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายหรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า จากข้อเท็จจริงตามข่าวดังกล่าว มีเหตุต้องไปตรวจดูบัญชีทรัพย์สินของนายสุริยะ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.กรณีพ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม วันที่ 24 ก.ย.2568 นายสุริยะ แจ้งมียานพาหนะ 1 รายการ เป็นเครื่องบิน Gulfstream G550 ได้มาวันที่ 17 ก.ย.2567 มูลค่า 30,000,000 บาท โดยไม่มีการแจ้งรายจ่ายรายการนี้แต่อย่างใด และเมื่อย้อนดูบัญชีทรัพย์สินของนายสุริยะ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.กรณีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย วันที่ 6 ก.ย.2567 ก็แจ้งว่ามียานพาหนะ 1 รายการ เป็นเครื่องบิน Gulfstream G550 ไม่ระบุวันที่ได้มา แต่แจ้งเป็น (ค่ามัดจำ) มูลค่า 30,000,000 บาท โดยไม่มีการแจ้งรายจ่ายรายการนี้แต่อย่างใด

ซึ่งจากข้อมูลการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.จึงมีข้อสังเกตว่า ราคามัดจำกับราคาเครื่องบินเท่ากัน จึงควรตรวจสอบว่าราคาเครื่องบินมีมูลค่าตลาดที่แท้จริงเท่าใด เพราะในข่าวแจ้งมูลค่าถึง 800 ล้านบาท แต่แจ้ง ป.ป.ช.ไว้เพียง 30 ล้านบาท โดยในวันที่พ้นตำแหน่งประธานกรรมการฯ เมื่อวันที่ 6 ก.ย.67 ได้แจ้งว่าเป็นค่ามัดจำเครื่องบิน 30 ล้านบาท และในวันที่พ้นตำแหน่งรองนายกฯ แจ้งว่า ได้เครื่องบินมาเมื่อวันที่ 17 ก.ย.67 มูลค่าเครื่องบิน 30 ล้านบาท ซึ่งอาจต่ำกว่าราคาตลาดมาก จึงมีข้อสังเกตที่ควรตรวจสอบว่า การแจ้งราคาเครื่องบินเป็นไปตามความจริง หรือไม่ แต่ยังไม่พบว่า ป.ป.ช.ตรวจสอบเรื่องนี้แล้วหรือไม่

เนื่องจากจะมีการเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 8 ก.พ.2569 ข้อเท็จจริงตามข่าวข้างต้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต.เข้าตรวจสอบการใช้เครื่องบินดังกล่าวโดยด่วนว่า มีการใช้ในการหาเสียงหรือไม่ มีการใช้ไปทั้งหมดที่ครั้ง ไปที่ไหนบ้าง และมีการใช้ไปในทางที่มิชอบตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.มาตรา 73 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ โดยขอให้ กกต.ดำเนินการโดยเร่งด่วนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอให้ กกต.ส่งข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไปให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบต่อไปด้วย ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 221

ขอเข้าสภาฯยกทีม ธรรมนัส ลั่น ถึงเวลาคนเมืองน่าน ‘เปลี่ยนยกจังหวัด’

ขอเข้าสภาฯยกทีม ธรรมนัส ลั่น ถึงเวลาคนเมืองน่าน 'เปลี่ยนยกจังหวัด'

ขอเข้าสภาฯยกทีม ธรรมนัส ลั่น ถึงเวลาคนเมืองน่าน ‘เปลี่ยนยกจังหวัด’

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.25 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณหนองน้ำครก อ.ภูเพียง จ.น่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง เพื่อช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)น่าน ของพรรคกล้าธรรม ได้แก่ เขต 1 นายณัฐ เธียรสูตร หมายเลข 8 ,เขต 2 นายประสิทธิ์ โทมะ หมายเลข 3 และเขต 3 นายรัฐภูมิ ขันสลี หมายเลข 1 โดยมีการนำเสนอนโยบายสำคัญของพรรค ท่ามกลางประชาชนมาร่วมรับฟังอย่างคึกคัก

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวบนเวทีช่วงหนึ่งถึงปัญหาน้ำท่วมเมืองน่านว่า เป็นบาดแผลเรื้อรังที่ไม่เคยถูกแก้อย่างจริงจัง แม่น้ำน่านที่ทอดยาวกว่า 340 กิโลเมตร หากบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งการขุดลอก ปรับปรุงทางระบายน้ำ สร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ และวางแผนระยะยาว จะสามารถลดความเสียหายจากน้ำหลากในฤดูฝน และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างยั่งยืน

“เหตุใดทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม ชาวบ้านต้องซ่อมบ้านเอง ฟื้นฟูไร่นาเอง รอการเยียวยาที่มาช้า ทั้งที่ปัญหานี้ควรได้รับการจัดการเชิงโครงสร้างมานานแล้ว เรื่องน้ำต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่แก้ปลายเหตุ หากพรรคกล้าธรรม ได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชน เราจะเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจรทันที เพื่อให้คนเมืองน่านไม่ต้องเผชิญภาพน้ำท่วมซ้ำซากอีก”

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการสะพานและการเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคม ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางและการค้าระหว่างจังหวัดสะดวกขึ้น เปิดโอกาสให้ภาคการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมเติบโต เมืองน่านมีศักยภาพสูง ทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเกษตร แต่ยังขาดการผลักดันอย่างจริงจังจากผู้มีอำนาจ

นอกจากนี้ เรื่องที่ดินทำกิน โดยเฉพาะที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเกษตรกรจำนวนมากถือครองในลักษณะที่ยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ ธรรมนัสเสนอแนวคิดปรับสถานะเอกสารสิทธิเป็นครุฑสีแดง เพื่อให้ผู้ที่ทำกินจริงมีสิทธิ์ชัดเจน สามารถใช้เป็นหลักประกัน สร้างมูลค่า และต่อยอดทางเศรษฐกิจได้ เขาย้ำว่าเกษตรกรต้องมีความมั่นคงในชีวิต ไม่ใช่ทำกินอยู่บนความไม่แน่นอน

ระหว่างการปราศรัย เขาเรียกผู้สมัครทั้งสามเขตขึ้นเวที พร้อมขอเสียงสนับสนุนจากประชาชนในแต่ละพื้นที่ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องตอบรับอย่างคึกคัก ธรรมนัสแสดงความมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ชาวน่านพร้อม “เปลี่ยน” และพร้อมส่งผู้สมัครพรรคกล้าธรรมเข้าสภาแบบยกทีม

“การแก้ปัญหาน่านต้องทำควบคู่กันทั้งน้ำ ที่ดิน และเศรษฐกิจฐานราก เพราะทั้งหมดเชื่อมโยงกัน หากจัดการได้อย่างเป็นระบบ จังหวัดน่านจะไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่จะเป็นเมืองที่ประชาชนลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ชาวน่านที่พร้อมจะเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าขอให้เลือกผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรมเข้าสภาแบบยกทีม”

คืนถิ่นบ้านเกิด ลุงป้อมเยือนลพบุรีสุดอบอุ่น พบลูกหลานคนทำคลอดเมื่อ 80 ปีก่อน

คืนถิ่นบ้านเกิด ลุงป้อมเยือนลพบุรีสุดอบอุ่น พบลูกหลานคนทำคลอดเมื่อ 80 ปีก่อน

คืนถิ่นบ้านเกิด ลุงป้อมเยือนลพบุรีสุดอบอุ่น พบลูกหลานคนทำคลอดเมื่อ 80 ปีก่อน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.59 น.

ลุงป้อม กลับบ้านเกิดลพบุรี พบลูกหลานคนทำคลอดตัวเอง 80 กว่าปีก่อน พร้อมควง สุชาติ ลายน้ำเงิน ผู้สมัคร สส.พปชร.ไหว้พระ ชิมอาหาร

6 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ จ.ลพบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางกลับเยือนบ้านเกิด ที่บ้านทรงไทย เรือนรับตะวัน อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากประชาชนที่มารอพบและทักทายอย่างเป็นกันเอง โดยมี นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ผู้สมัคร สส.ลพบุรี เขต 3 พรรค พปชร. รอต้อนรับ 

โดยพล.อ.ประวิตร ได้ใช้เวลาพูดคุยกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด สอบถามสารทุกข์สุขดิบ พร้อมอวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุข จากนั้นได้เดินทางไปยังวัดเชียงงา อ.บ้านหมี่ เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กราบพระประธานในอุโบสถเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมเล่าถึงความผูกพันกับพื้นที่แห่งนี้ซึ่งเป็นสถานที่เกิด อีกทั้งยังได้พบลูกหลานของคนทำคลอดเมื่อกว่า 80 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 87 ปี เดินทางมารอพบเพื่อรำลึกความหลัง 


 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเดินทางกลับ พล.อ.ประวิตร และคณะ ได้แวะรับประทานอาหารพื้นบ้านที่บ้านพักของ นายสุชาติ โดยมีชาวบ้านและแฟนคลับเข้ามาทักทาย พร้อมแนะนำร้านอาหารอร่อยและของดีประจำ จ.ลพบุรี เพื่อช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่

สุริยะ ซื้อเครื่องบินจริง แจงหุ้นแค่ 30 ล้าน ปฏิเสธลำเลียง’กระสุน’

สุริยะ ซื้อเครื่องบินจริง แจงหุ้นแค่ 30 ล้าน ปฏิเสธลำเลียง'กระสุน'

สุริยะ ซื้อเครื่องบินจริง แจงหุ้นแค่ 30 ล้าน ปฏิเสธลำเลียง’กระสุน’

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.44 น.

รองโฆษกเพื่อไทยแจง “สุริยะ”ซื้อเครื่องบินราคา 862 ล้านบาทจริง แต่ลงหุ้นแค่ 30 ล้าน ที่เหลือญาติพี่น้องลงหุ้น ปฏิเสธใช้ลำเลียง”กระสุน”

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้สมัคร สส. กทม.เขต 29 พรรคเพื่อไทย และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม ได้โพสต์ผ่าน X ชี้แจงกรณี เพจ CSI LA โพสต์ข้อความระบุว่า “วงในส่งข้อมูลว่า มีนักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ชื่อย่อ Big ส

ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิท
มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนดือนละ 100 ล้าน แต่แจ้งต่อ ปปช. ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท
บนตัวเครื่องยังมีอักษรย่อชื่อ-นามสกุล SRJ
ล่าสุดสายข่าวแจ้งว่า เครื่องบินลำนี้ถูกใช้งานบินลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่าง ๆในทางภาคเหนือและอีสาน
จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยตรวจสอบเส้นทางการได้มาของ Private Jet ของ Big ส ว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับนายทุนเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายหรือเปล่า”

นายกฤชนนท์ ระบุว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์พาดพิงถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เกี่ยวกับการครอบครองเครื่องบินส่วนตัวนั้น ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดดังนี้ครับ:

1. ราคาและการเสียภาษี: เครื่องบิน Gulfstream G550 ลำดังกล่าว มีมูลค่ารวม 862,191,500 บาท โดยได้นำเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา

2. การแจ้งบัญชีทรัพย์สิน: นายสุริยะถือครองทรัพย์สินในเครื่องบินลำนี้ตามสัดส่วนมูลค่า 30 ล้านบาท ซึ่งได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ปปช. ครบถ้วนชัดเจนแล้วว่า ส่วนมูลค่าที่เหลืออีกกว่า 832 ล้านบาท เป็นการถือครองโดยกลุ่มญาติพี่น้องตามสัดส่วน

3. ข่าวลือเรื่องการใช้งาน: ข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีการใช้ลำเลียงกระสุนนั้น “ไม่เป็นความจริง” เป็นการบิดเบือนข้อมูลอย่างสิ้นเชิง เพราะครั้งสุดท้ายที่นายสุริยะใช้เครื่องบินลำนี้คือ ต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
ผมขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร และตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลจากผู้ไม่หวังดีครับ

รองเลขาฯ กกต. มั่นใจ การเลือกตั้ง-ประชามติไทยโปร่งใส ต่างชาติเข้าร่วมสังเกตการณ์

รองเลขาฯ กกต. มั่นใจ การเลือกตั้ง-ประชามติไทยโปร่งใส ต่างชาติเข้าร่วมสังเกตการณ์

รองเลขาฯ กกต. มั่นใจ การเลือกตั้ง-ประชามติไทยโปร่งใส ต่างชาติเข้าร่วมสังเกตการณ์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

รองเลขาฯ กกต.มั่นใจ เรียกความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ หลังองค์กรระหว่างประเทศ-สถานทูต-กงสุล เข้าร่วมสังเกตการเลือกตั้ง-ประชามติไทย  

6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงการจัดกิจกรรมสังเกตการณ์เลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ของผู้แทนองค์กรจัดการเลือกตั้งต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย ว่า กิจกรรมในครั้งนี้เป็นเรื่องที่องค์กรจัดการเลือกตั้งระหว่างประเทศ และอีกหลายประเทศให้ความร่วมมือและสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลที่ประจำอยู่ในประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย 

โดยวันนี้เป็นการประชุมชี้แจงให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการการเลือกตั้ง รวมทั้งกระบวนการในการตรวจสอบการเลือกตั้ง การสืบสวนไต่สวน เพื่อให้ผู้ที่เข้าฟังรับทราบถึงการเลือกตั้งของประเทศไทย รวมถึงการตรวจสอบการเลือกตั้งที่เป็นไปตามหลักสากล ที่จะให้เกิดความโปร่งใส เที่ยงธรรม และเป็นไปตามกฏหมาย

จากนั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ก็จะนำคณะผู้ร่วมสังเกตการณ์ไปสังเกตการณ์การรับอุปกรณ์ของกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ส่วนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งและวันออกเสียงประชามติก็จะมีการลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ ตั้งแต่การเปิดหีบ การลงคะแนน การนับคะแนน จนกระทั่งปิดหีบนับคะแนน และสุดท้ายวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ทางคณะผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ก็จะมาร่วมสรุปกิจกรรมและภารกิจร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศและบางองค์กร ต้องการลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ในพื้นที่ต่างจังหวัด เบื้องต้นจึงได้ประสานและแจ้งหน่วยงาน กกต. ในพื้นที่ให้ได้รับทราบแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อองค์กรและประเทศที่มีความประสงค์ต้องการไปสังเกตการณ์ในต่างจังหวัด เพื่อที่จะได้อำนวยความสะดวก ซึ่งได้มีการประสานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลความปลอดภัย ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดด้วย

 พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เชื่อว่า การตอบรับเข้าร่วมสังเกตการณ์ขององค์การนานาชาติ สะท้อนถึงความสนใจการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและการออกเสียงประชามติของไทย ซึ่งการสังเกตการณ์เป็นไปตามหลักสากล และเป็นกระบวนการที่ทำขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เชื่อมั่นว่าจะเรียกความเชื่อมั่นการจัดการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติของ กกต. กลับมาได้

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบแคนดิเดตนายกฯพรรคใหญ่ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบแคนดิเดตนายกฯพรรคใหญ่ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบแคนดิเดตนายกฯพรรคใหญ่ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.27 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นเพื่อชี้มูลความผิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหญ่ในรัฐบาล น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร ว่าได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 อันเป็นเท็จหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีเพจ CSI LA ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า “วงในส่งข้อมูลว่า มีนักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ชื่อย่อ Big ส ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จากชาวต่างชาติที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นนายทุนเทาท่านหนึ่งมูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้าน แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท บนตัวเครื่องยังมีอักษรย่อชื่อ-นามสกุล SRJ ล่าสุดสายข่าวแจ้งว่า เครื่องบินลำนี้ถูกใช้งานบินลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยตรวจสอบเส้นทางการได้มาของ Private Jet ของ Big ส ว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับนายทุนเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายหรือเปล่า”

กรณีดังกล่าวเมื่อตรวจสอบรายการทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีที่มีชื่อย่อว่า Big ส. ที่ยื่นไว้กับต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 ก็พบว่า มีการระบุว่ามีทรัพย์สินเป็นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ยี่ห้อ Gulfstream G550 โดยระบุวันได้มาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 และแสดงมูลค่าไว้ที่ 30 ล้านบาทจริง และเมื่อตรวจสอบมูลค่าของเครื่องบินยี่ห้อและรุ่นดังกล่าวพบว่า ถ้าเป็นเครื่องใหม่มือหนึ่งถนนราคาอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท (62 ล้านดอลลาร์) ถ้าเป็นมือสองราคาจะลดลงอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท (18.8 ล้านดอลลาร์) ขึ้นไป ดังนั้น การที่อดีตรัฐมนตรีท่านดังกล่าวแจ้งราคาเครื่องบินดังกล่าวว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาทนั้น จึงเป็นที่น่าสงสัยอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 บัญญัติว่า การจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ย่อมมีความผิดตามมาตรา 167 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีได้

“ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นเพื่อนำไปสู่การชี้มูลความผิดว่า การที่อดีตรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนดังกล่าว ยื่นบัญชีทรัพย์สินเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ยี่ห้อ Gulfstream G550 ในราคาเพียง 30 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากราคาที่ซื้อขายกันโดยทั่วไปดังกล่าว เข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นเท็จให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อพิจารณาลงโทษตามครรลองของกฎหมายต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

80 องค์กร ปชต.แถลงการณ์ 8 กุมภา กาเห็นชอบ เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

80 องค์กร ปชต.แถลงการณ์ 8 กุมภา กาเห็นชอบ เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

80 องค์กร ปชต.แถลงการณ์ 8 กุมภา กาเห็นชอบ เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.15 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 “80 องค์กรประชาธิปไตย” ออกแถลงการณ์ประชามติ 8 กุมภา กา “เห็นชอบ” สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญจากการมีส่วนร่วมของประชาชน แทนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่รวมศูนย์อำนาจและบังคับใช้มาเกือบ 10 ปีแล้วหลังการรัฐประหาร โดยมีรายละเอียดแถลงการณ์ ดังนี้

แถลงการณ์ 80 องค์กรประชาธิปไตย 8 กุมภา กา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์

สืบเนื่องจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งทั่วไป ในการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต ยังเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้เป็นวันออกเสียงประชามติทั่วประเทศพร้อมกันว่าประชาชนไทยเห็นชอบสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมาจากคณะรัฐประหาร มีที่มาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื้อหาลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน รวบอำนาจรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งยังสืบทอดอำนาจผ่านกลไกองค์กรอิสระและวุฒิสภา ไม่มีที่มาจากประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศที่จะสามารถกำหนดอนาคตตนเองได้

องค์กรประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ตามรายชื่อท้ายนี้ ในฐานะประชาชนไทย ผู้เป็นเจ้าของอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญ จึงขอประกาศเจตนารมณ์ในการประชามติ 8 กุมภา ร่วมกา “เห็นชอบ” ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน แทนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่รวมศูนย์อำนาจ เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ให้อำนาจถูกผูกขาดเช่นเดิมต่อไป

จึงขอประกาศและเรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศ ร่วมออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 8 กุมภา กา “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยพร้อมเพรียงกัน

อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน

รายชื่อ 80 องค์กรประชาธิปไตย ดังนี้

1. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

2. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

3. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

4. องค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-NET)

5. เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.)

6. ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (WeMove)

7. ขบวนประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move)

8. ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ

9. ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD.)

10. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อการกระจายอำนาจ

11. เครือข่ายสลัม 4 ภาค

12. เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch)

13. เครือข่ายศิลปินเพื่อประชาธิปไตย

14. เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair)

15. เครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ

16. เครือข่ายสังคมนิยมประชาธิปไตย

17. เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ

18. เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

19. เครือข่ายแรงงานนอกระบบ (กรุงเทพมหานคร)

20. เครือข่ายวิทยุนักสื่อสารชุมชนเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

21. เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปการสังคมและการเมือง (คปสม.)

22. เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน

23. เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต

24. เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED)

25. เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)

26. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

27. สภาประชาชนภาคใต้

28. สหภาพครูแห่งชาติ

29. คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 ภาคประชาชน

30. คณะกรรมการนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

31. คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ 35

32. กลุ่มญาติผู้เสียหายจากเหตุการณ์ 53

33. กลุ่มสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.40)

34. กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง (กลุ่ม สว.สำรอง)

35. กลุ่มไรเดอร์เซ็นเตอร์

36. กลุ่มสหภาพคนทำงานกลางคืน

37. กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

38. กลุ่มสังคมใหม่

39. มูลนิธิ 14 ตุลา

40. มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม

41. มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม

42. มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.)

43. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)

44. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

45. มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

46. มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว

47. สัปภาคีนอนไบนารีเพื่อการระบุเพศ

48. กลุ่มนอน-ไบนารี ประเทศไทย (Non-Binary Thailand)

49. สถาบันปรีดี พนมยงค์

50. บ้านกาญจนาภิเษก

51. เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ

52. เครือข่ายรักษ์ระนอง

53. เครือข่ายประชาชนไม่เอากฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ

54. เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดพังงา

55. เครือข่ายเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง

56. เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง

57. เครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพ

58. ภาคีเซฟบางกลอย

59. กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.)

60. สถาบันจิตร ภูมิศักดิ์

61. สถาบันสังคมประชาธิปไตย (Social Democracy Think Tank)

62. เครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network)

63. เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล

64. กลุ่มรุ้งอรุณ องค์กรสาธารณประโยชน์

65. กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม Socialgaze

66. กลุ่มครูขอสอน

67. อีสานบิซ : ISAAN BiZ

68. สมาคมเครือข่ายช่วยเหลือทางกฎหมายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEALaw)

69. กลุ่มสิทธิชุมชนเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาทุ่งทับใน (นครศรีธรรมราช)

70. กลุ่มวรรณกรรมตะวันแดง

71. แหล่งเรียนแสงตะวัน มหาวิทยาลัยชาวนา

72. เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด

73. เครือข่ายคนหนุ่มสาวจังหวัดยโสธร

74. กลุ่มแม่ฮ่องสอนบ้านเรา

75. องค์กรนกเสรีสร้างสรร (กรุงเทพมหานคร)

76. สภาองค์กรชุมชนตำบลกุดปลาดุก (อำนาจเจริญ)

77. บ้านเรียนบ้านสวนผองเพื่อน ครัวผีบุญอีสาณ อโรคยาศาลา

78. เครือข่ายสันติวิธี (Asean Non Violence Network)

79. World Peace & Friendship Movement Thailand

80. กลุ่มพลวัตพลเมืองบุรีรัมย์ (Buriram Citizenship Movement For Change)

– 006