พรรคส้ม กับยุทธศาสตร์อิงกระแส บทเรียน 2 ปี สส.เขต ขาลอยจากพื้นที่

พรรคส้ม กับยุทธศาสตร์อิงกระแส บทเรียน 2 ปี สส.เขต ขาลอยจากพื้นที่

พรรคส้ม กับยุทธศาสตร์อิงกระแส บทเรียน 2 ปี สส.เขต ขาลอยจากพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.18 น.

การเลือกตั้งปี 2566 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากตัดสินใจเลือกผู้สมัครของ พรรคก้าวไกล ในระบบเขต จนได้ สส. ถึง 112 ที่นั่งทั่วประเทศ ความคาดหวังของคนเลือกไม่ซับซ้อน คืออยากเห็นการเมืองที่ต่างไปจากเดิม และอยากได้ผู้แทนที่เป็นปากเป็นเสียงแทนพื้นที่ของตัวเอง

หลังพรรคก้าวไกลถูกยุบ สส. ทั้งหมดเปลี่ยนมาสังกัด พรรคประชาชน หรือที่เรียกกันว่า “พรรคส้ม” สำหรับประชาชนในเขตเลือกตั้ง สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ชื่อพรรค แต่คือคำถามง่าย ๆ ว่า สองปีกว่าที่ผ่านมา การมี สส. พรรคนี้ในพื้นที่ ช่วยอะไรชีวิตประจำวันได้จริงบ้าง

ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2566 ถึงการยุบสภาในปี 2568 ยาวนานพอให้ชาวบ้านเห็นกับตาว่า ผู้แทนที่เลือกมา ใกล้ปัญหาในเขตมากขึ้น หรือแทบไม่เกี่ยวกับชีวิตของคนในพื้นที่เลย

เรื่องที่คนสนใจจริง ๆ จึงไม่ใช่ว่า สส. ทำงานในสภาเก่งแค่ไหน แต่คือการมี สส. พรรคนี้ในเขต ทำให้ปัญหาที่เจออยู่ทุกวัน ถูกหยิบขึ้นมาจริงหรือไม่

พรรคส้มอธิบายบทบาทของ สส. มาตลอดว่า สส. ไม่มีหน้าที่พัฒนาจังหวัด หน้าที่หลักคือออกกฎหมาย แก้กฎหมาย และตรวจสอบรัฐบาล แนวคิดนี้มาจากผู้นำทางความคิดของพรรค โดยเฉพาะ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“และถูกใช้เป็นกรอบการทำงานของ สส. พรรคนี้

เมื่อนำแนวคิดนี้มาใช้กับระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขต คำถามที่ชาวบ้านจำนวนมากคิดได้เองคือ หาก สส. ไม่ต้องดูแลหรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่ แล้วการเลือก สส. เขตมีไว้เพื่ออะไร และเหตุใดจึงไม่ใช้ สส. แบบบัญชีรายชื่อให้สอดคล้องกับบทบาทนั้น

ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังให้ สส. ไปทำหน้าที่แทนฝ่ายบริหาร แต่คาดหวังให้ สส. รู้ว่าพื้นที่เดือดร้อนเรื่องอะไร และนำปัญหาเหล่านั้นไปประสาน กดดัน และติดตามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากบทบาทนี้ไม่เกิด การเลือก สส. เขตย่อมเริ่มขาดความหมาย

บางคนอาจมองว่าการคาดหวังให้ สส. ผูกกับพื้นที่เป็นความคิดแบบการเมืองเดิม แต่คำถามที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ซับซ้อน ระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีไว้เพื่อให้เสียงของพื้นที่ไม่หายไป หากผู้แทนไม่ต้องรู้จักพื้นที่ ไม่ต้องเข้าใจปัญหาเฉพาะของเขต และไม่ต้องติดต่อกับประชาชน ระบบนี้ย่อมถูกตั้งคำถามตามสามัญสำนึก

โครงสร้างของพรรคส้มสะท้อนชัดว่าการเมืองของพรรคขับเคลื่อนด้วยกระแสมากกว่าความผูกพันกับพื้นที่ ผู้สมัครในแต่ละเขตสามารถเปลี่ยนตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดิม และไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ชาวบ้านรู้จักมานาน

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า คนเลือกเพราะชื่อพรรค ไม่ใช่เพราะตัวผู้สมัคร ดังนั้น ผู้สมัครจะเข้าใจพื้นที่หรือไม่ จึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ

ตรรกะเช่นนี้ทำให้ สส. เขตของพรรคนี้ไม่จำเป็นต้องมีตัวตนในชีวิตของชาวบ้าน ต่อให้เปลี่ยนใครลงสมัคร ผลเลือกตั้งก็แทบไม่ต่าง เพราะสิ่งที่พรรคยึดคือกระแส ไม่ใช่ความสัมพันธ์กับพื้นที่

เมื่อผู้สมัครไม่จำเป็นต้องผูกพันกับเขต และบทบาทของ สส. เขตแทบไม่ต่างจากบัญชีรายชื่อ การเลือกผู้สมัครเขตจากพรรคนี้จึงยากจะอธิบายว่าให้ประโยชน์กับชาวบ้านตรงไหน

ภาพนี้ชัดที่สุดในกรุงเทพมหานคร การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะ สส. เขตในกรุงเทพฯ ถึง 32 จาก 33 เขต เท่ากับแทบทั้งเมืองเลือกพรรคเดียว

กรุงเทพฯ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่บริหารเมืองโดยตรง ทั้งเรื่องการจัดการจราจร ระบบระบายน้ำ การจัดระเบียบเมือง บริการสาธารณะ และการทำงานของหน่วยงานในสังกัด กทม. บทบาทของ สส. เขตจึงไม่ใช่การบริหารแทนผู้ว่าฯ แต่คือการเชื่อมปัญหาจากพื้นที่ ประสาน ติดตาม และกดดันให้ฝ่ายบริหารขยับแก้ปัญหา

ตลอดสองปีกว่า ปัญหาที่คนกรุงเทพเจอทุกวันยังคงเดิม รถติด น้ำท่วมซ้ำซาก ระบบขนส่งที่ไม่ตอบโจทย์ ความเป็นระเบียบของเมือง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่สิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยไม่เห็น คือบทบาทของ สส. เขตพรรคนี้ในการเชื่อมปัญหาเหล่านี้กับผู้ว่าฯ หรือหน่วยงานของ กทม. อย่างชัดเจน

หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สส. เขตของตัวเองเคยประสาน ติดตาม หรือกดดันเรื่องปัญหาในเขตไปถึงไหน ภาพที่ปรากฏจึงเป็นผู้แทนที่ถูกจดจำจากเวทีสภา มากกว่าการทำหน้าที่ตัวกลางระหว่างพื้นที่กับการบริหารเมือง

การที่พรรคสามารถเปลี่ยนผู้สมัครได้โดยไม่ต้องสนใจความคุ้นเคยของชุมชน ยิ่งทำให้ความผูกพันระหว่าง สส. เขตกับพื้นที่ลดลง สำหรับคนเมืองที่เห็นบทบาทของผู้ว่าฯ ชัดเจน แต่กลับไม่เห็นบทบาทของ สส. เขต การเลือกผู้สมัครจากพรรคเดิมจึงเริ่มถูกตั้งคำถามในชีวิตประจำวัน

ภาพตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การมีผู้สมัคร สส. เขตจากพรรคส้มในหลายพื้นที่ ไม่ได้ทำให้คนในเขตรู้สึกว่าปัญหาที่เจออยู่ทุกวันถูกขยับไปข้างหน้าอย่างชัดเจน

หาก สส. ไม่ต้องผูกกับพื้นที่ หากผู้สมัครเปลี่ยนได้ตลอด หากบทบาทของ สส. เขตอยู่แค่ในสภา การเลือกผู้สมัคร สส. เขตจากพรรคนี้ก็เหลือคำถามง่าย ๆ ว่า เลือกไปแล้วได้อะไรเพิ่มขึ้นจากเดิม วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่แต่ละคนจะตัดสินใจจากสิ่งที่เจอมาด้วยตัวเอง

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นกเหล็กทะยานฟ้า ทอ.เปิดภาพชุดฝึกบิน โจมตีเป้าหมายยามค่ำคืน

นกเหล็กทะยานฟ้า ทอ.เปิดภาพชุดฝึกบิน โจมตีเป้าหมายยามค่ำคืน

นกเหล็กทะยานฟ้า ทอ.เปิดภาพชุดฝึกบิน โจมตีเป้าหมายยามค่ำคืน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.09 น.

ทัพฟ้าโชว์เขี้ยวเล็บ ปล่อยภาพฝึกบิน”ทิ้งไข่” กลางคืน ลาดตระเวนชายแดน ย้ำยุทธวิธีโจมตีเงียบปลิดชีพเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว เสริมขีดความสามารถรบกลางเวหา 

6 กุมภาพันธ์ 2569 เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” โพสต์ภาพ กองทัพอากาศฝึกบิน “ทิ้งไข่” และฝึกบินลาดตระเวนชายแดนช่วงกลางคืน 

พร้อมข้อความระบุว่า เมื่อนกเหล็กทะยานขึ้นฟ้า ในยามค่ำคืน บางเป้าหมาย อาจสิ้นสุดภารกิจได้… โดยศัตรูไม่รู้ตัว 

การฝึกบินกลางคืนของกองทัพอากาศถูกจัดขึ้นทุกปี แบบรวมกำลังทุกฝูงบินขับไล่ ในการแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงยุทธวิธี เพื่อดำรงและเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการทางอากาศ ทั้งในเรื่องการวางแผนยุทธวิธี การสื่อสารกันภายในหมู่บิน และที่สำคัญที่สุดการเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร 

การฝึกครั้งนี้ มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เพราะได้พิสูจน์แล้วว่า “การโจมตีเป้าหมายในเวลากลางคืน คือช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการรบ

ลุยโค้งสุดท้ายไม่สนเกมป่วน อภิสิทธิ์ เมิน ภท.สาดโคลนใต้ ลั่นสื่อสารจบแล้ว

ลุยโค้งสุดท้ายไม่สนเกมป่วน อภิสิทธิ์ เมิน ภท.สาดโคลนใต้ ลั่นสื่อสารจบแล้ว

ลุยโค้งสุดท้ายไม่สนเกมป่วน อภิสิทธิ์ เมิน ภท.สาดโคลนใต้ ลั่นสื่อสารจบแล้ว

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.06 น.

“อภิสิทธิ์”เดินสายหาเสียงฝั่งธนฯโค้งสุดท้าย เมินแกนนำภูมิใจไทยปราศรัยโจมตีภาคใต้ บอกสื่อสารชัดเจนแล้ว หัวเราะหลังถูกเหน็บมีดีแค่หล่อ-ปากดี บอกมีดีตั้ง 2 เรื่อง ชวนประชาชนฟังปราศรัยใหญ่เย็นนี้ เชื่อกองทัพเข้าใจเงื่อนไขรับมือชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ทำเลือกตั้งเลื่อน

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ตลาดหมู่บ้านสินทวี เขตจอมทอง ช่วยหาเสียงให้กับ นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 26 เขตบางขุนเทียน (เฉพาะแขวงท่าข้าม) เขตจอมทอง (ยกเว้นแขวงบางขุนเทียน) หมายเลข 6 บรรยากาศการหาเสียงยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและแฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์มารอให้การต้อนรับ เข้ามาขอถ่ายภาพ มอบดอกไม้ รวมถึงส่งเสียงให้กำลังใจ

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ และคณะ ลงพื้นที่ตลาดกลางหมู่บ้านศรีเพชร เขตหนองแขม เพื่อช่วยขอคะแนนเสียงให้กับ น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 29 เขตบางแค (เฉพาะแขวงบางแคเหนือและแขวงบางไผ่) , เขตหนองแขม (ยกเว้นแขวงหนองแขม) หมายเลข 8

โดย นายอภิสิทธิ์ และคณะ นั่งรถแห่มาพบปะบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและกองเชียร์ที่มารอมอบดอกไม้ พวงมาลัย ให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ โดยระบุว่า เป็นกำลังใจให้ , เราเชียร์อยู่แล้ว เป็นพัทลุง อย่างไรก็เลือก สมบัติพ่อเฒ่า , ท่านนายกฯ วันนี้ขอเรียกท่านเป็นนายกฯ เลย ครอบครัวเราตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ จน 60 กว่าแล้วก็เลือกประชาธิปัตย์มาตลอด ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เราพร้อมยืนหยัดกับท่าน รวมไปถึงมีแม่ค้ามอบกล้วยหอมให้ 1 หวี และกล่าวว่า ขอให้โชคดี

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ และคณะ เดินทางไปลงพื้นที่ตลาดบางแค เขตบางแค เพื่อหาเสียงให้กับ นายคณพล พงศ์พิทยา ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 30 เขตบางแค (ยกเว้นแขวงบางแคเหนือและแขวงบางไผ่) , เขตภาษีเจริญ (เฉพาะแขวงบางหว้า แขวงบางด้วนและแขวงคลองขวาง) หมายเลข 12

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงช่วงโค้งสุดท้ายมีการปราศรัยพุ่งเป้าโจมตีพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ สะท้อนถึงกระแสนิยมของประชาธิปัตย์ หรือแสดงถึงความหวั่นไหวของพรรคที่พุ่งเป้าพื้นที่ภาคใต้เช่นเดียวกันหรือไม่ ว่า ตนไม่แปลกใจ ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่โจมตีพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด ในเรื่อง สส.ในอดีต แต่ไม่เป็นไร เพราะเป็นสิทธิที่ทำได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้สื่อสารกับชาวใต้มาชัดเจน และเข้าใจดีว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการสู้กันอย่างดุเดือดทั้ง 3 พรรค ทั้งพรรคประชาชน , พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ในเกมไม่มีปัญหา ขออย่าใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องทั้งการใส่ร้ายและซื้อเสียง ก็ให้แข่งขันกันไป

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีรายงานว่าบางพรรคจ่ายเงินซื้อเสียง พรรคประชาธิปัตย์ได้รับรายงานเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับรายงานเช่นกันแต่อยากเห็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานให้มากขึ้นกว่านี้ ขณะที่พบปะกับผู้คนก็มีการพูดกันเรื่องนี้ กลับกลายเป็นว่า กกต.ค่อนข้างเงียบ ไม่สามารถดำเนินการอะไรที่ชัดเจนได้

นายอภิสิทธิ์ ยังฝากถึงประชาชน ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า ครั้งนี้ตนมองว่าไม่ใช่แค่การเลือกตั้งอีกครั้ง เพราะประเทศเดินมาถึงจุดที่เป็นภาวะอันตราย หลายเรื่องมากโดยเฉพาะปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เศรษฐกิจไม่สามารถแข่งขันได้ ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น ความขัดแย้งปลุกเร้าการเมือง 2 ขั้ว ทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่น และต่างประเทศวิเคราะห์ว่าเราจะมีปัญหามากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ประชาชนจะเปลี่ยนทิศทางตรงนี้ แต่เปลี่ยนในลักษณะที่ไม่มีการรื้อ ทำลาย หรือขัดแย้งกัน พรรคประชาธิปัตย์เสนอเป็นทางรอดที่ปลอดภัยจากการโกง ปลอดภัยจากความจน ปลอดภัยจากความเหลื่อมล้ำ ปลอดภัยจากความขัดแย้ง และปลอดภัยจากภาวะภูมิลักษณะของโลก ที่เข้ามากระทบกับไทย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ล่าสุดกัมพูชามีการยิงปืน ค.40 มม.ข้ามมาตกยังฝั่งไทย ว่า ฟังจากกองทัพเข้าใจว่า กองทัพเข้าใจเงื่อนไข และพร้อมรับมือ ส่วนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.จะยังมีอยู่ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า คาดการณ์กัมพูชาไม่ได้ แต่กองทัพมีความพร้อมรับมือ

ผู้สื่อข่าวถามถึงโซเชียลขุดโพสต์ของนายอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2557 ที่ระบุว่า จะไม่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 โดยระบุเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งดังกล่าวเป็นโมฆะแล้ว ทั้งนี้ ตนมองว่าเป็นธรรมดา ที่มีมากกว่านี้ ซึ่งไม่เป็นความจริง รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าตนไปตกลงอะไรกับใครซึ่งไม่มี อยากจะขอร้องอย่าใส่ร้ายกัน ให้หาเสียงแข่งขันกันไป

ส่วนกังวลหรือไม่ที่จะทำให้ ประชาชนสับสนในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราคิดว่าเราชัดเจน ประชาชนน่าจะเข้าใจ แต่เราห้ามคนไม่ได้ที่จะนำเสนอเพื่อนำเสนอเพื่อสร้างความสับสน

เมื่อถามว่าบ างพรรคระบุว่านายอภิสิทธิ์ มีดีแค่หล่อดีกับพูดดี นายอภิสิทธิ์ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า อย่างน้อยก็มีดี 2 เรื่อง จริงๆ ถ้าได้ไปฟังการปราศรัย จะรู้สาระในแต่ละเวที ชัดเจนว่าเราเสนอสิ่งที่เป็นเนื้อหาสำคัญๆ และพูดถึงทิศทางของประเทศ รวมถึงหลายประเด็นที่พรรคอื่น แทบไม่พูดถึงเลย คือนโยบายด้านการต่างประเทศ ฉะนั้น ตนจึงคิดว่าประชาชนเห็นแล้ว

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์จะจัดการปราศรัยปิดท้ายในช่วงเย็นวันนี้ (6 ก.พ.) จะมีอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ก ล่าวว่า มี แต่ขอให้ทุกคนรอฟังการปราศรัยใหญ่ในช่วงเย็นวันนี้ ที่วันแบงค็อก

– 006

เดือด! ศุภจี สวน อภิสิทธิ์ นโยบายเป็นร้อย ขึ้นอยู่กับทำได้หรือไม่

เดือด! ศุภจี สวน อภิสิทธิ์ นโยบายเป็นร้อย ขึ้นอยู่กับทำได้หรือไม่

เดือด! ศุภจี สวน อภิสิทธิ์ นโยบายเป็นร้อย ขึ้นอยู่กับทำได้หรือไม่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.34 น.

ดีเบตเดือด! “อภิสิทธิ์”ชี้นโยบายภูมิใจไทยจนจับทิศทางไม่ได้ ขณะที่”ศุภจี”สวนทันควัน ถึงมีเป็นร้อยแต่ขึ้นอยู่กับทำได้หรือไม่ได้

เวทีดีเบตช่อง 3 เลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่ หรือไปต่อ ที่ลานพาร์คพารากอน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์พรรคภูมิใจไทย เรื่องนโยบายที่ส่ง กกต.ว่ามีน้อยมากจนไม่ทราบทิศทาง อีกทั้งตั้งข้อห่วงใยว่า แม้ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะมีความตั้งใจจริง แต่จะวางใจได้อย่างไรว่าจะทำได้จริง ภายใต้โครงสร้างพรรคภูมิใจไทย ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ห้วหน้าพรรคและเป็นแคนดิเดตนายกฯ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่หนักใจคือไม่ค่อยมีคำถามกับนางศุภจี แต่มีคำถามกับนายอนุทินเยอะ เพราะสิ่งที่นางศุภจีพูด ตนคิดว่าไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นความตั้งใจที่ดี เพียงแต่พอเราไปดูนโยบายที่ส่ง กกต.ของนายณัฐพงษ์ (หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯพรรคประชาชน) 200 กว่านโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ 200 กว่านโยบาย ปรากฏว่าพอเราไปอ่านของพรรคภูมิใจไทย มันมีอยู่น้อยมากจนทำให้เราไม่สามารถที่จะทราบทิศทางได้

“ผมก็เป็นห่วงเท่านั่นเองนะครับว่า ความตั้งใจที่ดีของคนอย่างคุณศุภจีเนี่ย เราไม่แน่ใจว่า แม้จะพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ ซึ่งผมเชื่อว่าคุณศุภจีทำ แต่ภายใต้โครงสร้างของพรรคการเมืองที่มีคุณอนุทินเป็นหัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกฯ แทบจะเรียกได้ว่าชัดเจนว่าคุมอำนาจอยู่ในพรรค ในส่วนที่เป็นทางการ เราไม่ค่อยรู้แนวคิดต่างๆ มันทำให้เราวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามได้ยาก และผมก็มีความเป็นห่วงว่า เวทีที่เราจัดแบบนี้ มันมีหน้าที่ที่จะทำให้ทุกคนไปตัดสินใจในอีก 3 วันข้างหน้า เขาต้องรู้ตั้งแต่ต้นว่าเลือกไปแล้วจะได้อะไร ผมเข้าใจดีครับว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทย อาจจะชูบอกว่า ไว้ใจคุณศุภจีเถอะ ไว้ใจคุณเอกนิติเถอะ ไว้ใจคุณสีหศักดิ์เถอะ ซึ่งผมไว้ใจ แต่พอไม่บอกว่าจะทำอะไร ผมจะไว้ใจได้อย่างไรว่าคนที่เป็นหัวหน้าของสามท่านนี้จะคิดและทำเหมือน 3 ท่านนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นางศุภจี กล่าวตอบนายอภิสิทธิ์ ว่า ที่เข้ามาอยู่ด้วยกัน วันนี้ก็นับได้ 4 เดือนเต็มที่เข้ามาทำงานร่วมกัน ท่านนายกอนุทินได้ให้อิสระเต็มที่ แล้วก็ไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายในสิ่งที่ทำอยู่แล้ว นี่ก็คือในเรื่องที่ว่าจะไว้ใจได้อย่างไร ก็ต้องเรียนว่าท่านนายกฯ ก็ให้โอกาสทั้ง 3 ท่านที่นายอภิสิทธิ์ได้เอ่ยชื่อมา

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายอภิสิทธิ์พูดเรื่องนโยบาย ที่นายอภิสิทธิ์บอกว่ายังไม่เห็น ต้องขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่า นโยบายจะมีเป็น 100 นโยบาย มันก็อยู่ที่ว่า ทำได้หรือไม่ได้

“แล้วก็ไม่ได้ก้าวล่วงว่า 200 เนี่ย ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางคุณณัฐพงษ์หรือคุณอภิสิทธิ์จะทำได้ไม่เป็นไร แต่ของเราเนี่ยค่ะ สิ่งที่เราทำเราดูครบทุกแกน ไม่ว่าจะแกนในเรื่องของความมั่นคง แกนในเรื่องของสังคม แกนในเรื่องของภัยพิบัติ แกนในเรื่องของเศรษฐกิจปากท้อง ในแต่ละเรื่องก็มีนโบายที่แตกย่อยออกมาที่เราทำได้จริงๆ แล้วก็ทำเป็นนโยบายที่เป็นต้นแบบมาแล้วด้วย และตั้งใจจะทำต่อไป โดยที่เน้น 3 เรื่องคือ ทำสั้น กระตุ้นยาว และให้กระจายตัวทั่วถึงได้ทุกคน” นางศุภจี กล่าว

เอ็ดดี้ ไขสูตรเลือกตั้ง กทม. เผยเบื้องหลังคำลือ เลือกน้ำเงินได้ส้ม

เอ็ดดี้ ไขสูตรเลือกตั้ง กทม. เผยเบื้องหลังคำลือ เลือกน้ำเงินได้ส้ม

เอ็ดดี้ ไขสูตรเลือกตั้ง กทม. เผยเบื้องหลังคำลือ เลือกน้ำเงินได้ส้ม

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.14 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีคำถามมาว่า จริงมั้ย และ ทำไม “เลือกน้ำเงิน(ภท) ถึงจะได้ส้ม(ปชช)”?

คำตอบคือ มันเป็นสมการคณิตศาสตร์การเมือง

และข่าวลือนี้มีมูลความจริงในเชิงยุทธศาสตร์” ครับ

นี่คือกลยุทธ์คลาสสิกในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่เรียกว่า การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาการตัดคะแนนกันเองของฝ่ายเดียวกัน

1. ถ้าเป้าหมายของคุณคือการสกัดส้ม

การเทคะแนนให้พรรคที่มีโอกาสชนะสูงสุดในเขตนั้น คือทางออกเดียว และตามสถิติเก่าใน กทม. ประชาธิปัตย์มักจะมีภาษีดีกว่าภูมิใจไทย

2. โจทย์ยากของผู้เลือกตั้งคือ “ใครคือเบอร์ 2 ตัวจริงในเขตนั้น?”

• ถ้าเขตนั้น ปชป. มาที่ 2 จริง การเลือก ภท. คือการยื่นดาบให้ส้ม (จริงตามคำลือ)

• แต่ถ้าเขตนั้น ภท. มาแรงกว่า การเลือก ปชป. ก็จะทำให้ส้มชนะเช่นกัน

ดังนั้น “การเลือกตั้ง กทม. รอบนี้ ไม่ใช่การเลือกคนที่รัก แต่คือการบริหารคะแนนไม่ให้ตกน้ำ” และต้องเช็คกระแสในพื้นที่รายเขตให้แม่นยำครับว่า “ใครคือม้าเต็งที่แท้จริงที่จะวิ่งทันม้าส้ม”

ฉัตริน โต้ ศุภจี ย้ำ E-Doc ส่วนกลางทำแล้ว 67 หน่วยงาน โวเป็นรูปเป็นร่างสมัย รบ.พท.

ฉัตริน โต้ ศุภจี ย้ำ E-Doc ส่วนกลางทำแล้ว 67 หน่วยงาน โวเป็นรูปเป็นร่างสมัย รบ.พท.

ฉัตริน โต้ ศุภจี ย้ำ E-Doc ส่วนกลางทำแล้ว 67 หน่วยงาน โวเป็นรูปเป็นร่างสมัย รบ.พท.

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.09 น.

”ฉัตริน”โต้”ศุภจี” E-Doc ส่วนกลางทำแล้ว 67 หน่วยงาน ไม่ใช่ 22 หน่วยงาน ยืนยันเป็นรูปเป็นร่างในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย พร้อมยังเห็นชอบแผนนำงานบริการหน่วยงานรัฐรวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียวกันแล้ว เพลียถูกเคลมผลงาน

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายฉัตริน จันทร์หอม อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ชี้แจงถึงการแสดงวิสัยท้ศน์ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึง Digital Government ว่า ข้อมูลเรื่อง E-document ของนางศุภจีคลาดเคลื่อนไปมาก ซึ่งเรื่องนี้พูดกันมา 10 ปี แต่ได้ดำเนินการเป็นรูปเป็นร่างอย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งตนได้อยู่ในห้องประชุม ร่วมกันกับ นายประเสริฐ จัทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี หารือกับ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อวางรากฐานเรื่องดังกล่าว

นายฉัตริน ยืนยันว่า E-Document ของหน่วยงานส่วนกลางที่ดำเนินการไปแล้ว มีตัวเลขจริงคือ 67 หน่วยงาน ไม่ใช่ 22 หน่วยงาน ตามที่นางศุภจีระบุ และยังมีผู้ใช้ 94,000 ราย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 5,673 แห่ง มีผู้ใช้กว่า 150,000 แสนราย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำในเวลาแค่ปีเศษ นี่คือก้าวของคนทำงานเป็น ซึ่งงานวางรากฐานเราทำไว้แล้ว ใครจะมาทำต่อตนยินดี แต่การเอาผลงานคนอื่นไปเคลมแล้วดิสเครดิตกันแบบนี้ไม่ควรทำ

นายฉัตริน ยังฝากนางศุภจี ตรวจสอบด้วยว่า มีคนบ่นให้ฟังว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คนใหม่ ไม่ยอมเซ็นลงนามระบบ E-doc แต่ต้องสั่งปริ้นต์มาเซ็นมือและให้เจ้าหน้าที่คีย์ในระบบ ว่า จริงหรือไม่

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึง Super App เพื่อรวบรวม Government Service ทุกอย่างมาไว้ที่เดียวกันบนเวทีการแสดงวิสัทัศน์นั้น นายฉัตริน บอกว่า เรื่องดังกล่าว พรรคเพื่อไทยต่อสู้มาตลอด เพราะนอกจากจะทำให้เกิดความสะดวกกับประชาชนแล้ว ระบบนี้ยังจะทำให้เกิดความโปร่งใส และเจ้าหน้าที่ที่คิดจะเก็บค่าส่วยตอนให้บริการ หรือออกใบอนุญาตต่างๆ ก็จะทำได้ยากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ทีมงานเราต้องไปคุยกับหน่วยงานภาครัฐเกือบทุกหน่วยงาน บางคนจะยอมปล่อยมือเรื่องนี้มายากเหลือเกิน จนในที่สุดก็ทำสำเร็จ และมีมติคณะรัฐมนตรี ออกมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน แต่ตั้งแต่เราออกมา ก็ไม่ทราบว่า โครงการนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้ทำงานอีก พรรคเพื่อไทยทำต่อแน่นอน (https://prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/395082)

ส่วนการรวบรวมฐานข้อมูล Cloud กลาง เพื่อให้จัดซื้อจัดจ้างได้ประหยัดมากขึ้น และเกิดการรวบรวมข้อมูลที่จะนำมาใช้ AI วิเคราะห์เพื่อเอามาบริหารประเทศ และปราบคอรัปชั่นนั้น นายฉัตริน ยืนยันว่า รัฐบาลเพื่อไทยก็ได้ทำ Cloud First Policy ออกมา ได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมการ Digital Government แล้ว ถึงขนาดมีคำสั่งคณะรัฐมนตรี ให้ระงับการสร้าง Server ใหม่ และระงับการจัดซื้อจัดจ้าง Cloud แบบต่างคนต่างทำ แต่ตอนนี้พรรคเพื่อไทย ออกมาจากการเป็นรัฐบาล ก็ทราบว่า เรื่องดังกล่าวพับไปเรียบร้อยแล้ว

นายฉัตริน ยังระบุว่า เรื่อง Digital Government และเรื่องใช้เทคโนโลยีมาปราบโกง ใครก็พูดได้ แต่เรื่องนี้พรรคเพื่อไทย ได้ทำกันจริงจังไปแล้ว บางเรื่องสำเร็จไปบางส่วน บางเรื่องโดนเตะตัดขาเสียก่อน แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาล จะทำต่อทันที เพราะฉะนั้น ที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พูดว่า เราทำได้ทันที เป็นเรื่องจริง

นายฉัตริน ยังกล่าวว่า จริงๆ แล้วอะไรที่เป็นเรื่องดีสำหรับประเทศ ใครทำต่อก็เป็นเรื่องดี ตอนที่นางศุภจี ออกมาเคลมเรื่องขายข้าว เรื่อง FTA-EFTA เรื่อง FDI 1.3 ล้านล้าน ตนก็เฉยๆ แต่เรื่องนี้ในฐานะคนทำงาน ตนต้องขอชี้แจง

ยศชนัน ไหว้พระเจ้าตาก ปล่อยขบวนรถแห่รอบกรุง ขอชาวฝั่งธน 10 เขตเลือกเพื่อไทย

ยศชนัน ไหว้พระเจ้าตาก ปล่อยขบวนรถแห่รอบกรุง ขอชาวฝั่งธน 10 เขตเลือกเพื่อไทย

ยศชนัน ไหว้พระเจ้าตาก ปล่อยขบวนรถแห่รอบกรุง ขอชาวฝั่งธน 10 เขตเลือกเพื่อไทย

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.47 น.

ยศชนัน ไหว้พระเจ้าตาก ปล่อยขบวนรถแห่รอบกรุง ขอชาวฝั่งธน 10 เขตเลือกเพื่อไทย ชูแก้หนี้-ลดรายจ่าย-รถไฟฟ้า20บาทตลอดสาย ลั่น พร้อมเดินหน้าเป็นสะพานเชื่อมทุกคนต้องสามัคคี 

6 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย สักการะอนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เชิงสะพานพุทธ จากนั้นเดินทางต่อมาที่ อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน ที่วงเวียนใหญ่ สักการะอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช และพบปะประชาชนปราศรัยย่อยที่ อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี มี ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคเพื่อไทย 10เขต ฝั่งธนบุรี ร่วมด้วย

นายยศชนัน กล่าวปราศรัยกับชาวธนบุรีที่มาต้อนรับและคอยเชียร์ว่า วันนี้มาลงพื้นที่พร้อมกับผู้สมัครฯธนบุรีมีทั้งหมด 10 เขต วันนี้เป็นวันที่จะเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลง ในการคืนความสุข คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับธนบุรีของเรา นี่ไม่ใช่ธนบุรีอย่างเดียว หลายคนไม่ได้เป็นคนพื้นเพที่นี่ แต่สิ่งที่ประเทศไทยมี คือความสมัครสมานสามัคคี และความเป็นคนไทยอันมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

วันนี้ผมพร้อมจะเป็นสะพานเชื่อมให้กับทุก ๆ คน ที่นี่มีทั้งพ่อค้าแม่ค้า ยังมีคนที่ทำการเกษตร ยังมีหลายคนที่รอความหวัง รอคุณภาพชีวิตที่ดี แน่นอนเรื่องหนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราพร้อมที่จะแก้หนี้ให้ทั้งระบบ และต้องไม่ให้กลับมาเป็นหนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสให้กับพ่อแม่พี่น้องกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่อง การเดินทางต่าง ๆ วันนี้หลายคนมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หลายคนไม่สามารถที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าได้ เราจะทำเต็มที่ เรื่องการกลับมาของรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย คนที่อยู่ในตรอกซอกซอย เราจะหาการคมนาคมขนส่งไปดูแลเป็นระบบอย่างทั่วถึง รวมถึง

เรื่องเกี่ยวกับสวัสดิการต่าง ๆ ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เราพร้อมที่จะดูแลพ่อแม่พี่น้องทุกคนทั้งระบบ และพร้อมประกาศทันที หลังจาก 8 กุมภาพันธ์ คนไทยต้องไม่จน พร้อมดูแลพ่อแม่พี่น้อง เติมเงิน 3,000 บาท

ในช่วงท้าย นายยศชนันขอให้ขาวธนบุรีช่วยสนับสนุนพรรคเพื่อไทย โดยกล่าวว่า วันนี้เพื่อคุณภาพการศึกษา เพื่อสุขภาพของลูกหลาน ใน 1 เขต ระบบสาธารณสุขที่ดีสำหรับพ่อแม่พี่น้องทุกคน ผมขอเป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย ฝากผู้สมัครทั้ง 10 เขต และผู้สมัคร กทม. ที่อยู่ติดกับเขตธนบุรีด้วย 

“วันนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเดินไปกับพ่อแม่พี่น้องทุกคน ผู้สมัครของเรามีความสามัคคี และอยู่ด้วยกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อดูแลพ่อแม่พี่น้อง และเราพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ กทม. เพราะเรารู้ว่าปัญหาในกรุงเทพมหานครมีมากมาย คนที่จะเข้าไปต้องมีความสมัครสมานสามัคคี และพร้อมทำงานทันที เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรคครับ” นายยศชนัน กล่าว

สำหรับผู้สมัคร สส. กทม. ฝั่งธนบุรี 10 เขต ประกอบด้วย เขต 24 วิชญ์วิสิษ โชติกิจพิศาล เบอร์4 , เขต25 กิตติพล รวยฟูพันธ์ เบอร์4 , เขต26 ศรัณยสัณฑ์ วีรกุลสุนทร เบอร์7 , เขต27 สากล ม่วงศิริ เบอร์1 , เขต 28 สุวัฒน์ ม่วงศิริ เบอร์2 , เขต29 กฤชนนท์ อัยยปัญญา เบอร์4 ,เขต30 อรชพร คงวุฒิปัญญา เบอร์10 , เขต31 ประเวช แสวงสุข เบอร์6 , เขต32 เสาวนีย์ คงวุฒิปัญญา เบอร์2 , เขต33 สุไพรพล เพ็ญแข เบอร์1 

หลังการปราศรัยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคเพื่อไทยได้  Kick off ปล่อยขบวนรถหาเสียงแห่รอบกรุงเทพมหานคร จากนั้นเดินทางจากวงเวียนใหญ่ ไปซอยอยู่ดี เขตบางคอแหลม เพื่อพบปะประชาชน ณ ลานกีฬาอเนกประสงค์ ซอยอยู่ดี เขตบางคอแหลม ช่วยหาเสียงให้ ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ ผู้สมัครสส. กทม. เขต 3 เบอร์ 2 ต่อไป

โค้งสุดท้ายอยุธยา อนุชา มั่นใจเพื่อไทยทำได้จริง วอนส่งวุฒิพงษ์เข้าสภาฯ หนุนรัฐบาลคนรุ่นใหม่

โค้งสุดท้ายอยุธยา อนุชา มั่นใจเพื่อไทยทำได้จริง วอนส่งวุฒิพงษ์เข้าสภาฯ หนุนรัฐบาลคนรุ่นใหม่

โค้งสุดท้ายอยุธยา อนุชา มั่นใจเพื่อไทยทำได้จริง วอนส่งวุฒิพงษ์เข้าสภาฯ หนุนรัฐบาลคนรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.45 น.

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง “อนุชา” หาเสียงช่วย “วุฒิพงษ์” เขต 2 อยุธยาเบอร์ 6  ขอคะแนนให้วุฒิพงษ์ ไปยกมือให้ อาจารย์เชนเป็นนายกฯ ย้ำสานต่อนโยบาย 30 บาทแน่นอน 

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุชา นาคาศัย ผู้สมัคร สส. เขต 1 เบอร์3 จังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวุฒิพงษ์ พวงทอง ผู้สมัครเขต 2 เบอร์ 6 ณ ลานแสงฟ้า ต. ปากท่า อ. นครหลวง ซึ่งเป็นการปราศรัยรวมทุกเขต ทุกอำเภอ ของเขต 2 คือ อ.นครหลวง อ.ท่าเรือ อ.มหาราช อ.บางปะหัน และอ.บ้านแพรก 

โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าฟังเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้ยังมีประชาชนอวยพรให้ชนะการเลือกตั้ง เพราะอยากให้สานต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งทุกคนได้ใช้กันอยู่ ซึ่งหากไม่มี 30 บาทอาจตายไปแล้ว รวมถึงนโยบายใหม่ๆของพรรค เนื่องจากเป็นนโยบายที่เข้าถึงประชาชน

นายอนุชา ยืนยันว่าเพื่อไทยพร้อมสานต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งขณะนี้เป็นนโยบาย 30 บาท AI ที่จะทำให้พี่น้องประชาชนมีความสะดวกมากขึ้นในการใช้งาน นอกจากนี้ยังมีนโยบายอื่นๆ อาทิ หวยเกษียณ ล้างหนี้เกษตรกร ประกันกำไรราคาสินค้าเกษตร 30% 

และนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่พี่น้องประชาชนติดใจว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้ใช้ โดยนายอนุชา ชี้แจงว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ลูกหลานของคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและลูกหลานต่างจังหวัดได้ใช้เต็มที่ เพราะทั้งไปทำงาน ไปเรียน ในกรุงเทพได้ใช้ประหยัดรายจ่ายจากเดิมต้องจ่ายเดือนละ 5,000-6,000 บาท ถ้าจ่ายค่ารถไฟฟ้าเที่ยวละ 20 บาทวันละ 40 บาท จะมีเงินเหลือ 4,000-5,000 บาท ไว้ผ่อนคอนโดหรือส่งมาให้ทางบ้านได้อีกด้วย 

นายอนุชา ย้ำขอให้พี่น้องช่วยให้นายวุฒิพงษ์ เข้าไปสภาฯเพื่อ  ทำงานให้พี่น้องประชาชน เลือกลูกหลานคนนครหลวง และเข้าไปยกมือให้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ อาจารย์เชน เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับขอเลือกทั้งคนทั้งพรรค เพื่อจะได้สานต่อโครงการช่วยเหลือฐานรากตามที่ อาจารย์เชนได้ตั้งใจไว้

กรณ์ ถามตรง เอกนิติ-ศุภจี สารพัดบิ๊กโปรเจกต์หายไปไหน? ทำไมไม่มีในนโยบายพรรค

กรณ์ ถามตรง เอกนิติ-ศุภจี สารพัดบิ๊กโปรเจกต์หายไปไหน? ทำไมไม่มีในนโยบายพรรค

กรณ์ ถามตรง เอกนิติ-ศุภจี สารพัดบิ๊กโปรเจกต์หายไปไหน? ทำไมไม่มีในนโยบายพรรค

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.34 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากเวทีดีเบทช่อง 3 เมื่อคืนนี้ ที่คุณอภิสิทธิ์ตั้งประเด็นถามคุณศุภจีว่า ในเมื่อนโยบายต่างๆ ที่คุณศุภจีกล่าวว่าจะทำ มันไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่ภูมิใจไทยยื่นกับ กกต. (ซึ่งที่ยื่นมีเพียงแค่ 8 ข้อตามเอกสารในภาพ) จึงมีความกังวลว่าเชื่อได้แค่ไหนว่าจะทำจริงตามที่พูด

สำหรับผม ประเด็นนี้สำคัญ เราไม่ต้องอ้างเรื่องกฎหมาย แต่พูดกันเพียงแค่เรื่องแนวการบริหารประเทศ ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกับผมว่าทุกเรื่องสำคัญที่พรรคการเมืองตั้งใจจะทำควรมีแผนนโยบายที่ผ่านการกรอง การประเมิน และมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

ที่คุณศุภจีตอบว่า การมีนโยบาย 200 ข้อ สุดท้ายที่สำคัญคือทำได้จริงหรือไม่นั้นไม่ผิด

แต่ประเด็นทำได้หรือไม่นั้นเรื่องหนึ่ง แต่การไม่เสนอนโยบายเลยนั่นยิ่งน่าเป็นห่วงไหมครับ?

สุดท้าย ผมมีคำถามกับคุณเอกนิติและคุณศุภจีเพียงข้อเดียว

ในฐานะสองหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ทำไมนโยบายของพรรคจึงมีเพียง 8 ข้อ โดยไม่มีนโยบายที่พรรคท่านหาเสียงในหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น Land Bridge, สนามบินอันดามัน, ถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ หรือโครงการขยายคลอง ร.1 และอีกหลายนโยบาย

คำถามนี้สำคัญครับ ท่านเป็นพรรคที่วางตัวเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ท่านควรจะมีคำตอบให้สังคม

หยุดหาเสียงพาดพิงทหาร ทบ.ยันกองทัพวางตัวเป็นกลาง-ไร้การชี้นำ

หยุดหาเสียงพาดพิงทหาร ทบ.ยันกองทัพวางตัวเป็นกลาง-ไร้การชี้นำ

หยุดหาเสียงพาดพิงทหาร ทบ.ยันกองทัพวางตัวเป็นกลาง-ไร้การชี้นำ

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.22 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยถึงการดำเนินการของหน่วยทหารทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งที่ใกล้จะถึงนี้ ว่า ประการแรก ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก มีนโยบายและแนวทางที่ชัดเจน ในการสนับสนุนให้กำลังพลทุกนาย ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง ร่วมใช้สิทธิเลือกตั้งและการลงประชามติตามระบอบประชาธิปไตย ตามดุลยพินิจส่วนบุคคลโดยปราศจากการชี้นำ

ประการที่สอง ต้องขอความร่วมมือทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในขณะนี้ เนื่องจากพบว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง หรือผู้สนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค เผยแพร่ข้อมูลมีการพาดพิงทหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียง รวมถึงประเด็นอื่นๆ ซึ่งไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงแต่เป็นลักษณะการกล่าวอ้าง การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะทำให้สังคมเข้าใจผิดในการดำเนินการของกองทัพ

ขอยืนยันว่า ปัจจุบันกองทัพบกไม่มีการใช้พื้นที่ภายในหน่วยทหารเป็นหน่วยลงคะแนนเลือกตั้ง และไม่มีกำลังพลเข้าไปเป็นผู้ช่วยกรรมการในหน่วยเลือกตั้งใดๆ รวมถึงไม่มีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหีบบัตรเลือกตั้งทั้งสิ้น

โฆษกกองทัพบก ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีบางพรรคหาเสียงโดยใช้การกล่าวพาดพิงเหน็บแนมทหารและกองทัพด้วยรูปแบบเดิมๆ แม้จะพบไม่มากเท่ากับการเลือกตั้งในปี 2566 แต่ก็ยังคงมีการใช้วิธีการนี้อยู่ ซึ่งดูแล้วไม่สร้างสรรค์ และไม่เหมาะกับยุคสมัย

ส่วนประเด็นที่กองทัพถูกพาดพิงต่างๆ จะได้มีการชี้แจงสร้างความเข้าใจต่อสังคมเพิ่มเติมเมื่อโอกาสเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อการใช้สิทธิเลือกตั้งของกำลังพลและประชาชนคนไทย

โฆษกกองทัพบก ย้ำว่า ผู้ที่มีบทบาทในสังคมควรนำเสนอข้อมูลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหลีกเลี่ยงการสื่อสารในลักษณะที่อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กรอื่น เหมือนในหลายกรณีของอดีตที่ผ่านมา และยืนยันว่ากองทัพบกมีจุดยืนแน่วแน่ในการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง