โต้ปมคลิปเสียงโยงงบกลาโหม บุญสิน ย้ำไม่ยุ่งการเมือง ชี้ข้อมูลเท็จทั้งสิ้น

โต้ปมคลิปเสียงโยงงบกลาโหม บุญสิน ย้ำไม่ยุ่งการเมือง ชี้ข้อมูลเท็จทั้งสิ้น

โต้ปมคลิปเสียงโยงงบกลาโหม บุญสิน ย้ำไม่ยุ่งการเมือง ชี้ข้อมูลเท็จทั้งสิ้น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.47 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ออกมาชี้แจงกรณีมีคลิปเสียงเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีเนื้อหาในลักษณะพาดพิงว่า หากกองทัพไม่ได้ถูกปรับลดงบประมาณ อาจไม่เกิดความสูญเสียในระดับดังกล่าว และหากได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามปกติ สถานการณ์น่าจะยุติได้เร็วกว่านี้ พร้อมระบุถึงประสิทธิภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์

โดย พล.อ.บุญสิน ยืนยันว่า คลิปเสียงดังกล่าว ไม่เป็นความจริง และตนไม่เคยกล่าวถ้อยคำหรือบรรยายในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด พร้อมย้ำชัดว่า ไม่เคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมือง หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในทุกกรณี

พล.อ.บุญสิน ระบุอีกว่า การบรรยายที่ได้รับเชิญไปนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เท่านั้น ไม่เคยมีการพูดถึงการเมืองไทยหรือประเด็นด้านงบประมาณกองทัพตามที่ถูกกล่าวอ้าง

“ขอยืนยันอีกครั้งว่า ผมไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และพร้อมทำหน้าที่บรรยายเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น” พล.อ.บุญสิน กล่าว

กกต. เชิญชวนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

กกต. เชิญชวนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

กกต. เชิญชวนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.00 น.

กกต. เชิญชวนใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ ย้ำ 3 ใบ บัตรกากบาทเลือกสส.เขต และเลือกพรรคการเมือง กับบัตรออกเสียงประชามติ กากบาทเห็นชอบควรมี รธน. ฉบับใหม่ หรือไม่เห็นชอบให้มี รธน. ฉบับใหม่

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่อการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ท่านจะได้รับบัตร 3 ใบ ดังนี้

  • บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 ใบ
  • บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 ใบ
  • บัตรออกเสียงประชามติ 1 ใบ

หมายเหตุ ยกเว้น: สถานที่เลือกตั้งกลางนอกเขต (ออกเสียงประชามติ) ผู้มีสิทธิจะได้รับบัตรออกเสียงประชามติ จำนวน 1 ใบเท่านั้น

เอกสารหลักฐานที่ใช้แสดงตนในการใช้สิทธิ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน (หมดอายุก็ได้) บัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการ หรือหน่วยงานของรัฐออกให้ที่มีรูปถ่าย และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้ถือบัตร (ที่ยังไม่หมดอายุ) หรือแอปพลิเคชัน ได้แก่ ThaiD DLT QR LICENCE และบัตรคนพิการ

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบว่าตนเองมีสิทธิเลือกตั้งที่ไหนได้ง่าย ๆ โดยดาวน์โหลด Application SmartVote เพื่อตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่ออยู่

ทั้งนี้ การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ คือ กลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทุกเสียงมีความหมาย และทุกคนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของชาติได้ อย่าลืมไปใช้สิทธิของท่าน

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือบริการสายด่วน 1444

ย้อนวีรกรรมทหารไทยรบชนะเขมร อดีตบิ๊กข่าวกรอง วิจารณ์ 2 พรรคใหญ่ สภาพเหมือนขุนตกใต้

ย้อนวีรกรรมทหารไทยรบชนะเขมร อดีตบิ๊กข่าวกรอง วิจารณ์ 2 พรรคใหญ่ สภาพเหมือนขุนตกใต้

ย้อนวีรกรรมทหารไทยรบชนะเขมร อดีตบิ๊กข่าวกรอง วิจารณ์ 2 พรรคใหญ่ สภาพเหมือนขุนตกใต้

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.55 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อ นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ออกมาโพสต์ข้อความย้อนรอยวีรกรรมทหารไทยที่เคยรบชนะเขมร พร้อมทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่ “สองพรรคใหญ่” ในสภาฯ ว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะ “ขุนตกใต้” จนเสียอาการอย่างเห็นได้ชัด โดยระบุว่า “ทหารไทยรบชนะเขมร ทำสองพรรคใหญ่ กลายเป็นขุนตกใต้…”

เทพไท ตีแผ่กลยุทธ์ กระสุนดินดำ ปูพรมสู้ศึกเลือกตั้ง 69 – เผยแผนเจาะไข่แดงภาคใต้

เทพไท ตีแผ่กลยุทธ์ กระสุนดินดำ ปูพรมสู้ศึกเลือกตั้ง 69 - เผยแผนเจาะไข่แดงภาคใต้

เทพไท ตีแผ่กลยุทธ์ กระสุนดินดำ ปูพรมสู้ศึกเลือกตั้ง 69 – เผยแผนเจาะไข่แดงภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.25 น.

จับตาโค้งสุดท้าย! เทพไท วิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเมืองช่วงก่อนวันเลือกตั้ง เผยมีพรรคการเมืองเตรียมระดมสรรพกำลังปูพรมทุกภูมิภาค โดยเฉพาะสมรภูมิภาคใต้ที่คาดว่าจะมีการแข่งขันสูงเพื่อชิงเก้าอี้ สส.เป้าหมาย

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 3 พรรคเน้นซื้อเสียง 2 พรรคแข่งซื้อในภาคใต้

ตอนนี้เหลือเวลาอีก 3 วันแล้ว ที่จะถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายจริงๆ ของการแข่งขันในการหาเสียงของพรรคการเมือง และหลายพรรคก็ได้เปิดปราศรัยปิดท้ายการหาเสียงไปแล้ว ยังเหลือช่วงสุดท้ายหรือโค้งสุดท้ายนี้ จะมีพรรคการเมืองบางพรรคเพิ่มกระสุนดินดำ หรือเรียกกันว่าระดมสรรพกำลัง เพื่อใช้เงินซื้อเสียงกัน ซึ่งมีกระแสข่าวออกมาว่า มีอดีตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองดัง ติดต่อกลุ่มทุนสีเทา เพื่อระดมทุนอัดฉีดผู้สมัคร สส.เพื่อสนับสนุนการซื้อเสียงในพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือตอนล่าง ทำให้คอการเมือง นักวิจารณ์การเมือง ต่างก็วิเคราะห์สถานการณ์กันว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนนั้นเป็นใคร และกลุ่มทุนสีเทาที่สนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนพรรคการเมืองใด

ถ้าจะพูดถึงพรรคการเมืองที่มีความพร้อมทั้งกระสุนดินดำ สรรพกำลังทั้งหมด ที่ต้องการใช้วิธีการหาเสียง หรือเอาชนะคู่ต่อสู้โดยการซื้อเสียง มีดังต่อไปนี้

1.จะมี 3 พรรคการเมือง ที่มีความพร้อมในสรรพกำลัง หรือกระสุนดินดำ หรือเงินทุน จะใช้เงินทุนซื้อเสียงกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทั้ง 3 พรรคการเมืองนี้ มีขอบข่ายการซื้อเสียงทั่วไปในทุกภูมิภาค

2.สำหรับพื้นที่ภาคใต้ จะมีเพียง 2 พรรคการเมืองเท่านั้น ที่สนับสนุนให้ผู้สมัครซื้อเสียงกัน ส่วนอีกพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่มีฐานเสียงในภาคใต้ จึงไม่สนับสนุนผู้สมัครของพรรคซื้อเสียง จะมุ่งเน้นสนับสนุนให้ซื้อเสียง น่าจะมีเพียงเขตเลือกตั้งเดียว หวังที่จะลบล้างคำสบประมาทว่า ไม่มี สส.ในภาคใต้เลย ครั้งนี้จะได้มี สส.สักคนหนึ่ง เพื่อลบคำสบประมาท

3.จะเน้นซื้อเสียงในพื้นที่มีอดีต สส.เข้าสังกัด หรือผู้สมัครที่เป็นอดีต สส.ลงสมัครในครั้งนี้ ที่ดูด สส.เก่าเข้าพรรค จะระดมสรรพกำลัง และจะมีการเลี่ยงการแข่งขันในการซื้อเสียง จะใช้วิธีการถ้อยทีถ้อยอาศัย ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีอดีต สส.หรือเป็นพื้นที่ใหม่ ทั้ง2พรรคจะปล่อยอิสระให้ผู้สมัครของแต่ละพรรค ใช้ความสามารถซื้อเสียงแข่งขันกันเอง โดยการสนับสนุนเงินทุนจากพรรค

4.พรรคการเมืองที่ประกาศไม่ซื้อเสียง ซึ่งมีอยู่หลายพรรค แต่อาจจะมีผู้สมัครของพรรคเหล่านั้นแอบซื้อเสียง โดยต้นสังกัดไม่สนับสนุน แต่ผู้สมัครเหล่านั้นมีศักยภาพ มีความพร้อมเพียงพอช่วยตัวเอง ได้อาจจะใช้เงินทุนของตัวเอง หรือเงินทุนที่ตัวเองหาได้ หรือมีคอนเน็คชั่นหาเงินมาซื้อเสียงได้

จึงสรุปได้ว่า การซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการซื้อเสียงกันทุกภูมิภาค และมีพรรคการเมืองที่ปรากฏว่า นิยมการซื้อเสียง มีอยู่ 3 พรรค แต่พื้นที่ภาคใต้มีการซื้อเสียงกันดุเดือดมากที่สุด และเป็นพื้นที่เป้าหมายของพรรคการเมืองซื้อเสียงอย่างน้อย 2 พรรค ที่สมัครใจกันลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อใช้วิธีการซื้อเสียง และเชื่อว่าถ้า กกต.ปล่อยประละเลย เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เช่นนี้ การซื้อเสียงในภาคใต้ที่มีประชาชนส่วนหนึ่ง กำลังเสพติดการขายเสียง ก็จะประสบความสำเร็จ ประกอบกับการใช้เงื่อนไขกลไกอำนาจรัฐ เข้ามากำกับดูแล การซื้อเสียงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้ง สส.ภาคใต้ จะมองข้ามการซื้อเสียง หรือกระสุนดินดำไปไม่ได้เด็ดขาด

พี่ดี้ ผิดหวังคำพูด อภิสิทธิ์ ชี้บ้านเมืองไม่ต้องการนโยบายเพ้อฝัน แนะนั่ง ปธ.สภาฯ เหมาะสุด

พี่ดี้ ผิดหวังคำพูด อภิสิทธิ์ ชี้บ้านเมืองไม่ต้องการนโยบายเพ้อฝัน แนะนั่ง ปธ.สภาฯ เหมาะสุด

พี่ดี้ ผิดหวังคำพูด อภิสิทธิ์ ชี้บ้านเมืองไม่ต้องการนโยบายเพ้อฝัน แนะนั่ง ปธ.สภาฯ เหมาะสุด

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.42 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดนี้มาจากปากคุณอภิสิทธิ์….เสียดายจริงๆ…

ให้ฉันเขียนนโยบายอะไรก็ได้ในคืนนี้…ฉันเขียนได้เจ็ดร้อยกว่านโยบาย…

ขับรถไปตามถนนวันนี้….ฉันก็เห็นแปดร้อยกว่านโยบายตามป้ายพรรคต่าง ๆ แล้ว จนเวียนหัวว่านโยบายอะไรของมึงนักหนาเยอะแยะ…ซ้ำๆซากๆ ฝันๆ กลวงๆ…..แล้วก็จำไม่ได้ว่าของพรรคไหนด้วย เพราะมันเยอะ และซ้ำ….

ในความเห็นของฉัน….

บ้านเมืองเราเวลานี้….ไม่ต้องการนโยบายเจ็ดหมื่นแปดพันเรื่องแล้ว….

ต้องการแผนหลักสองสามเรื่อง บนกระดาษเอสี่ ใบเดียว ให้แค่ทุกเรื่องหลัก มันดำเนินไปได้ตามปกติ ธรรมดาๆ ให้แข็งแรง ให้ยืนตรง ให้เดินหน้าได้ก่อน…..แค่นั้นเอง

อย่างดีที่สุดสำหรับคุณอภิสิทธิ์….คือเก้าอี้ประธานสภา…

และเราจะได้สภาที่มีระเบียบและคุณภาพที่ดีที่สุดด้วย….

กกต.สั่งจับตาซื้อเสียงโค้งสุดท้าย ‘อีสาน-ใต้’ดุเดือด กำชับ‘ผอ.กกต.จว.’ดูแลเข้ม

กกต.สั่งจับตาซื้อเสียงโค้งสุดท้าย  ‘อีสาน-ใต้’ดุเดือด  กำชับ‘ผอ.กกต.จว.’ดูแลเข้ม

กกต.สั่งจับตาซื้อเสียงโค้งสุดท้าย ‘อีสาน-ใต้’ดุเดือด กำชับ‘ผอ.กกต.จว.’ดูแลเข้ม

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.สั่งจับตาซื้อเสียงโค้งสุดท้าย ‘อีสาน-ใต้’ดุเดือด กำชับ‘ผอ.กกต.จว.’ดูแลเข้ม ป้องปราม-ถ้าแจกต้องจับให้ได้ 4พรรคปราศรัยทิ้งทวน6ก.พ.

เลขาธิการกกต.สั่งการด่วนผอ.กกต.จังหวัดภาคอีสาน-ภาคใต้ ทุกจังหวัด จับตาซื้อเสียงโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะ 2 วันก่อนเลือกตั้ง ลั่นถ้าแจกต้องจับได้กกต.เตือนทุกพรรคการเมือง คุมสมาชิกให้ดี ห้ามเอี่ยวทุจริตเลือกตั้งโทษหนัก!เว้นวรรค 20 ปี ขอนแก่นว่อนโซเชียลคลิปซื้อเสียง2แบงก์ม่วงเขตเลือกตั้งที่9อ.พล จ.ขอนแก่น ผอ.กกต.สั่งชุดสอบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วด้าน 4พรรค‘ปชน.-ปชป.ภท.-พท.’ยึดกทม.เปิดปราศรัยใหญ่6ก.พ.นี้ โค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง‘อภิสิทธิ์’ลุยหาเสียงวงเวียนใหญ่ ประกาศพร้อมพาประเทศหลุดวิกฤต กรีดส้ม!น่าตกใจแบ่งแยก‘คนระโนด-หาดใหญ่’ ‘ชวน’ลุยฉวางเมืองคอน ลั่นอย่าเลือกพวกอุบาทว์ซื้อเสียงเข้าไปโกงนับถอยหลังช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์และการออกเสียงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งแต่ละพรรคการเมืองต่างลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์2569เวลา15.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ส่งข้อความทางไลน์กลุ่มไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกำชับให้ป้องปรามไม่ให้มีการซื้อเสียงช่วง2วันก่อนเลือกตั้ง

กกต.สั่งจับตาซื้อเสียงโค้งสุดท้าย

โดยระบุว่าท่าน ผอ. ครับ มีกระแสข่าวว่า ช่วงเหลืออีกวัน 2 วัน พื้นที่ที่มีการแข่งขันรุนแรงและอาจมีการใช้เงินในช่วงก่อนถึงวันเลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าวคือ พื้นที่ภาคอีสานทุกจังหวัด และพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด จึงขอให้ ผอ.ในพื้นที่ดังกล่าว ดูเป็นพิเศษ ในช่วง 2-3 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ป้องกัน ป้องปรามไม่ให้มีการแจกเงิน หรือถ้าแจกต้องจับให้ได้ เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริต ส่วนพื้นที่อื่น ให้ดูแลเช่นเดียวกันตามสภาพของพื้นที่จนถึงคืนก่อนวันเลือกตั้ง

เตือนทุกพรรคห้ามทุจริตลต.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ขอกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองในการควบคุมและกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง กระทำการในลักษณะที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับ ตลอดทั้งระเบียบประกาศและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

โทษหนัก!ถึงขั้นเว้นวรรค20ปี

หากคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นเหตุให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และห้ามมิให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุดังกล่าวดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองจนกว่าจะพ้นระยะเวลา 20 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง และห้ามกระทำการอันมีลักษณะเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และห้ามมิให้มีส่วนร่วมในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือตำแหน่งอื่นหรือการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

โดยกกต.มุ่งหวังให้สมาชิกพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พรรคการเมืองทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง และเป็นสถาบันหลักในการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย

ขอนแก่นว่อนโซเชียลคลิปซื้อเสียง

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์คลิปหลุดซื้อเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งคลิปดังกล่าว เป็นคลิปหญิงรายหนึ่ง สวมแมสก์ปิดบังใบหน้า นั่งอยู่ท่ามกลางชาวบ้านหลายคนในมือมีกระดาษโพยรายชื่อและธนบัตรแบงก์ละ 500บาทจำนวนหนึ่ง ก่อนนับแยกออกมา 2ใบ และยื่นให้ชายที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะบอก“บัตรสีเขียวกาเบอร์2เด้อค่ะ”ก่อนจะนับธนบัตรให้ชายคนเดิมอีก 2ใบ ซึ่งเกิดขึ้นคนในพื้นที่เขต 9 อำเภอพล จังหวัดขอนแก่นนั้น

ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายพันธ์เทพ เสาวโกศล รองผู้ว่าฯขอนแก่น กล่าวถึงคลิปซื้อเสียงบที่เผยแพร่ในโซเชียลว่า เบื้องต้นทราบว่า เป็นเขตเลือกตั้งที่ 9 อ.พล จ.ขอนแก่น ขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียหาย หรือมีผู้เข้ามาร้องเรียนในเรื่องนี้ ทั้งนี้ต้องมีการตรวจสอบในเบื้องต้นก่อน ถึงที่มาที่ไปของคลิปดังกล่าว ใครเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีจุดประสงค์อย่างไร ขอเวลาตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดอีกครั้งซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนที่จะมีหน้าที่โดยตรง ที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ โดยกรณีที่ปรากฏและมีบุคคลมาร้องคัดค้านก็จะมีการดำเนินการทั้งนี้ถึงจะไม่มีผู้ร้องแต่จากหลักฐานที่พบ ก็เป็นหน้าที่ของ กกต.อยู่แล้วที่จะดำเนินการ ไม่ว่าจะมีบุคคลผู้ร้องหรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าเป็นความปรากฏต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้

ผอ.กกต.สั่งเร่งลงพื้นที่สอบสวน

ด้านนายวัชระ สีสาร ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่าขณะนี้กกต.จ.ขอนแก่นได้รับเรื่องร้องเรียนความผิดเกี่ยวกับการให้ที่เขต5ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน จึงฝากแจ้งเตือนถึงผู้ที่คิดจะกระทำการ อันเป็นความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้สมัครทุกคนให้พึงระมัดระวังในเรื่องการกระทำที่เข้าข่ายในเรื่องการให้ ทั้งเงินและสิ่งของ รวมถึงพี่น้องประชาชน ไม่ควรเรียกรับเงินทอง หรือผลประโยชน์ใดๆที่เป็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง เพราะการให้ การรับ จะมีความผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ

4พรรคยึดกทม.ปราศรัยใหญ่6ก.พ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์นี้จะมีการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่พร้อมกันของ4พรรคการเมืองใหญ่ต่างยึดกรุงเทพฯหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย หวังดึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อปล่อยแคมเปญหรือทิ้งหมัดเด็ดอย่างเต็มที่ เนื่องจากตามกฎหมายการเลือกตั้งจะกำหนดห้ามมิให้มีการหาเสียงก่อนเลือกตั้ง1วัน ตั้งแต่เวลา18.00น.ของวันก่อนวันเลือกตั้งคือวันที่ 7 ก.พ.18.00น.ไปจนถึงเวลาปิดหีบลงคะแนน17.00 น.ของวันที่ 8ก.พ.

โดยพรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ โดย“พรรคประชาชน”ชูหัวข้อ “ประชาชน เปลี่ยนประเทศ”ที่ศูนย์เยาวชน ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เวลา 16.00น.เป็นต้นไปพรรคประชาธิปัตย์นำทีมโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯพร้อมแกนนำ เปิดปราศรัยใหญ่ในคอนเซ็ป“ทางรอดที่ปลอดภัยของประเทศไทย”ที่วันแบงค็อกฟอรัม ตั้งแต่เวลา17.00น. เป็นต้นไป

พรรคภูมิใจไทยจัดทัพใหญ่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนนายกฯ นำปราศรัยใหญ่ ปิดโค้งสุดท้าย ชูสโลแกน”เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก” ยึดชัยภูมิที่เวทีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา16.30น เป็นต้นไปพรรคเพื่อไทยปักหมุดกันที่สนามเทพหัสดิน(BTS สนามกีฬาแห่งชาติ) นำทัพโดยแคนดิเดตนายกฯอันดับ1อย่างนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ชูสโลแกน“ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้ ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่”

‘อภิสิทธิ์’ลุยหาเสียงวงเวียนใหญ่

ช่วงเช้าที่วงเวียนใหญ่ กทม. ช่วยนายอภิสิทสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครและนายองอาจคล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่วงเวียนใหญ่ช่วย น.ส.มารียา ฤกษ์ดี ผู้สมัคร สส.กทม. เบอร์7เขต24 หาเสียง โดยนายอภิสิทธิ์และคณะได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนที่เดินตลาดวงเวียนใหญ่ ด้วยรถตุ๊กๆเพื่อพบปะขอคะแนนเสียงจากประชาขน โดยมีพ่อค้า แม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ได้มอบดอกกุหลาบ คล้องพวงมาลัย และขอถ่ายรูปกับนายอภิสิทธิ์อย่างคึกคัก

พร้อมกับให้กำลังใจว่า “คนนครฯคนใต้ เลือกประชาธิปัตย์2ใบ” “เป็นแฟนคลับมานานแล้ว” “หล่อเหมือนเดิม” “รักเก่าที่บ้านเกิดคนใต้ ยังไงก็เลือก ดีใจที่กลับมา” “คุณอภิสิทธิ์ คุณเป็นนายกในดวงใจฉัน ขอให้ได้เป็นอีกสมัยสำเร็จ”โดยมีช่วงจังหวะหนึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ก้มลงไปกอดแม่ค้าที่ได้ขายของอยู่ที่พื้น

ขณะเดียวยังมีประชาชนบอกกับนายสัตวแพทย์อนันต์ ฤกษ์ดี พ่อของผู้สมัครอดีตผู้สมัครสส.กทม.เขตลาดกระบังอีกว่า“ของจริงๆทั้งคนทั้งพรรคเที่ยวนี้ ท่านต้องกลับมา ประชาธิปัตย์ต้องกลับมายิ่งใหญ่ให้ได้ในกรุงเทพฯเรานี่ ตัวจริงอยู่แล้ว ทั้งบ้านไม่ต้องห่วง”

ประกาศพร้อมพาปท.หลุดวิกฤต

นายอภิสิทธิ์ ยังถึงการหาเสียงกับชาวกรุงเทพฯและทั่วประเทศในช่วงโค้งสุดว่า ตอนนี้ทุกพรรคเร่งหาเสียงและเน้นย้ำในจุดแข็งของแต่ละพรรค แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อยากจะสื่อสารไปยังพี่น้องทุกคนคือเรามองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญในแง่ของเรื่องโอกาสให้เราหลุดพ้นจากหลายอย่างที่เป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับประเทศในขณะนี้แทนทั้งในแง่วิกฤตคอรัปชั่น เศรษฐกิจติดหล่มเป็นเวลานาน สังคมยังมีความแตกแยก ถ้าเราไม่ระมัดระวังมองเลือกตั้งเป็นการแข่งขันกันอีกครั้ง อีก 4 ปีสถานการณ์อาจจะยิ่งหนักกว่านี้

“สิ่งที่อยากสื่อสารก็คือประชาธิปัตย์พร้อมแล้วที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้เป็นทางรอดที่ปลอดภัยด้วยความพร้อมเรื่องนโยบายบุคลากรและจุดยืนทางการเมือง”นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่าในระยะ 4 เดือนที่ผ่านมาทำได้ขนาดนี้ถือว่าพร้อมแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราต้องทำต่อไปเรื่อย ๆงานหลักยังรออยู่ข้างหน้าและหลังเลือกตั้ง แต่ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนให้การทำงานของผู้บริหารชุดใหม่ของพรรคมาถึงจุดนี้ ทุกคนก็ยอมรับว่าเรามาไกลพอสมควรเทียบกับสถานการณ์เมื่อ 4 เดือนที่แล้วกับเงื่อนไขทางการเมืองที่ทำให้เรามีเวลาน้อยมาก

กรีดส้ม!แบ่งแยกคนระโนด-หาดใหญ่

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยปราศรัยพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์เรื่องแก้ปัญหาน้ำท่วม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วคนสงขลา คนหาดใหญ่ ต้องเป็นคนให้คำตอบเพียงแต่เราอยากจะเห็นการหาเสียงที่แข่งขันกันในเรื่องนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาน่าเสียดายว่าหลายครั้ง รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงไปทุกครั้งพยายามด้อยค่าการทำงานของพรรคการเมืองอื่น

“สิ่งที่เราก็ตกใจคือบนเวทีปราศรัยวันก่อนของพรรคประชาชนก็ดูเหมือนว่าจะทำให้เกิดการแบ่งแยกกระทั่งเรื่องคนหาดใหญ่ คนระโนด ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น”นายอภิสิทธิ์ ย้ำ

ก่อนหน้านี้นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคประชาชนได้ปราศรัยพูดถึงคู่แข่งโดยเฉพาะนายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัครส.ส. เขต 2 จ.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ว่า เป็นคนอำเภอระโนด และบอกตรง ๆว่าคนระโนดควรไปเป็นผู้แทนระโนด ไม่ควรมาลงแข่งในหาดใหญ่ ทำให้กระแสตีกลับเรื่องความแตกแยกทั้งที่เป็นจังหวัดเดียวกัน เป็นคนสงขลาเหมือนกัน

ชูทางเลือกทางรอดวิกฤตประเทศ

เมื่อถามว่าในการปราศรัยใหญ่ที่จะถึงจะสื่อสารกับคนทั้งประเทศอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราทำงานจนนาทีสุดท้าย ย้ำอีกครั้งว่าวันนี้เราเสนอทางเลือกทางรอดที่สำคัญสำหรับวิกฤตต่าง ๆ ถ้าเรามีโอกาสเข้าไปร่วมรัฐบาลได้เราจะเป็นผู้คุมเกมให้ประชาชนได้ มั่นใจในเรื่องการที่ต้องมีรัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริตปราบทุนเทา สร้างบ้านเมืองสุจริตต้องมีแผนที่ชัดเจน ที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเหมือนกับที่เราเคยโตในอดีตได้อย่างไร ต้องมาช่วยกันทำให้ประเด็นความละเอียดอ่อนความขัดแย้งในสังคมการเมืองค่อย ๆ หมดไปด้วยการหาทางออกร่วมกัน

ไม่ขอคาดเดาตัวเลข อ้อนอยู่ที่ปชช.

เมื่อถามว่ามั่นใจในตัวเลขสส.ที่จะได้ว่าจะทำให้ถูกจีบเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่อยากคาดเดาตัวเลขแต่ขอจากประชาชนว่าถ้าเติมกำลังให้กับพรรคประชาธิปัตย์มาก ๆ เราทำหน้าที่นี้ได้แน่นอน

ส่วนการประกาศว่าจะไม่จับมือกับพรรคไหนและจะคุมเกมรัฐบาล จะทำให้ไม่ถูกเทียบเชิญหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าประชาชนเลือกเราเยอะเขาก็หนีไม่ออก

‘ชวน’ลุยหาเสียงฉวางเมืองคอน

ขณะที่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ตลาดคลองจันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ช่วย นายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ ทนายเอี้ยง ผู้สมัครสส. เขต 7 นครศรีธรรมราช เบอร์ 1 หาเสียงโดยมีการปราศรัยย่อยขอให้ประชาชนเลือกสส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อเป็นกำลังเสริมให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เข้าไปทำงานไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมากๆ

ลั่นอย่าเลือกพวกอุบาทว์ซื้อเสียง

โดยนายชวน กล่าวว่ากระแสภาคใต้ดี เหมือนที่ตรังเสียงก็ดีแต่ไม่รู้สู้เบี้ยได้หรือไม่เพราะเบี้ยเพิ่มเรื่อยจาก 500ขณะนี้เป็น1,000บาทแล้ว ขอประชาชนอย่าหนุนคนซื้อเสียง วงจรอุบาทว์ซื้อเสียงเข้าไปโกง รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศว่าให้คนใต้เลือกจะได้พัฒนาภาคใต้ พูดไม่ต่างจากสมัยไทยรักไทยไม่เลือกไม่พัฒนา การเมืองการปกครองผ่านมาหลายสิบปีแล้วแต่คนพวกนี้ยังคิดแบบนี้เพราะเป็นนักธุรกิจการเมืองไม่ใช่นักการเมืองอาชีพที่คิดการเมืองเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่คนพวกนี้เอาเบี้ยมาลงทุนแล้วคิดถึงกำไรที่จะได้ ขอให้ประชาชนเด็ดขาด อย่าลังเลไปเลือกพวกอุบาทว์ ไม่เช่นนั้นเราจะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไม่ได้ช่วยส่งลูกชาวบ้านไปเป็นสส. และถ้ามีฝีมือก็มีโอกาสเป็นนายกฯ เหมือนที่ผมเคยได้รับโอกาสมาแล้ว

การเมืองสุจริตฟื้นฟูพรรคปักธงใต้

“นายเชาว์ มีชวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พี่ชายของทนายเอี้ยงว่าเป็นคนที่มีความตั้งใจ กล้าหาญในยามที่พรรคตกต่ำออกมาสู้กับเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคที่พาพรรคไปตกต่ำก่อนที่จะลาออกไปและหัวหน้าอภิสิทธิ์กลับมาฟื้นฟูพรรค”นายชวน กล่าว

ด้านนายนิติศักดิ์ กล่าวย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์กลับมาสมกับการรอคอยของประชาชนภายใต้การนำของหัวหน้าอภิสิทธิ์ และคุณชวน กับการเมืองสุจริตที่จะปักธงที่ภาคใต้อีกครั้ง ด้วยอุดมการณ์การเมือง

‘เอกนิติ’นำทีมลุยตลาดเมืองไทยภัทร

เวลา08.00น.แกนนำพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย,น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงพื้นที่ กทม.,นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียงกทม.และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครส.แบบบัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตห้วยขวาง-วังทองหลาง พรรคภูมิใจไทย โดยเดินพบปะประชาชนที่ตลาดเมืองไทยภัทร บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก พ่อค้าแม่ค้าต่างชื่นชอบโครงการคนละครึ่งพลัส เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และอยากให้กลับมาทำคนละครึ่งพลัส เฟส2ต่อเนื่องทันที

คนเรียกร้อง‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2

นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่วันนี้ ว่าจากการฟังเสียงประชาชนมีการเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เห็นชัดว่าตอบรับดีมาก ประชาชนต้องการลดรายจ่ายและร้านค้าอยากขายได้จำนวนมาก รวมทั้งฟู้ดเดลิเวอรี่สามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มยอดขายออนไลน์ ทำให้เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน นี่คือหัวใจของคนละครึ่งพลัส นอกจากนี้ เสียงตอบรับตัวผู้สมัครอย่าง นายประเดิมชัย ที่เป็นคนทำงานในพื้นที่ ก็ทำงานได้ดีมากอยู่แล้วเป็นที่รู้จักของประชาชน

“สิ่งที่เรามานำเสนอนอกจากผู้สมัครแล้ว เราอยากนำเสนอนโยบายพรรคภูมิใจไทย อยากช่วยให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจหลักในนโยบายของพรรคภูมิใจไทย”นายเอกนิติ ย้ำ

‘อนุทิน’นำภท.ปราศรัยใหญ่ศูนย์สิริกิติ์ฯ

เวลา10.15น.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลการเลือกตั้งสส.กทม.ของพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ให้สัมภาษณ์ถึงเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรค ภท.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในวันที่ 6 ก.พ.ว่าถือเป็นการปราศรัยใหญ่ปิดแคมเปญหลังจากเปิดแคมเปญไปเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.68 ที่โรงละครอักษรา โดยเวทีพรุ่งนี้ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนประชาชน ผู้สนับสนุนที่อยากไปให้กำลังใจและรับฟังนโยบายต่างๆของพรรคไปร่วมรับฟังกันได้ แต่หากใครไม่สะดวกก็สามารถรับฟังผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆที่ถ่ายทอด และเพจเฟซบุ๊กของพรรค ภท.ได้

โดยจะมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.นำปราศรัย และทีมเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ รวมถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ โดยแกนนำพรรคจะมาเล่าให้ฟังว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไรแล้วบ้าง ที่สำคัญถ้าเลือกพรรค ภท.เข้าไปเป็นรัฐบาลและมีนายอนุทินเป็นนายก ทั้ง 3 คน จะได้เข้าไปเป็นรองนายกฯ ตำแหน่งเดิม

ปล่อยแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่าตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจไม่ใช่เฉพาะในประเทศ แต่เรายังต้องฝ่ากระแสวิกฤติโลกซึ่งทั้ง 3 คนไปประชุมที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะมาเล่าให้ฟัง จะเป็นภาคต่อจากเวทีปราศรัยสวนลุมพินี ที่เอาได้อินโทรว่ามันมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และปัญหาอะไรที่ควรแก้ โดยในวันที่ 6 ก.พ.เราจะเล่าให้ฟังว่ามืออาชีพของเราทั้ง 3 คน บวกกับนายกฯ จะบอกว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร เป็นการเฉลยคำตอบว่าเราจะทำอะไรบ้างเมื่อได้เข้าไปบริหารบ้านเมืองอีกรอบ

ปลุกรักชอบแปรเป็นพลังเลือกภท.

ผู้สื่อข่าวถามว่าในวันที่ 6 ก.พ.ถือเป็นเวทีสุดท้ายแล้วจะมีไม้เด็ดอะไรที่จะปล่อยออกไปเพื่อดึงดูดคะแนนเสียงให้มากยิ่งขึ้นหรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ความจริงคิดว่าตอนนี้ประชาชนตัดสินใจแล้ว แต่เรามาคอนเฟิร์มอีกครั้งว่าถ้าตัดสินใจแล้ว ชอบเรา เชียร์เราแล้ว อย่าเชียร์อยู่ที่บ้าน ขอให้ออกมาช่วยเราด้วย เพราะตอนนี้คงไม่ได้พูดเรื่องแบ่งสีแบ่งฝ่ายอะไร แต่มานำเสนอในเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ประเทศไทยจะต้องไม่ถูกลบออกจากแผนที่ทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงแผนที่ทางด้านความมั่นคง ซึ่งเราจะต้องไม่เสียดินแดนอะไรไปทั้งนั้น นอกจากนี้ในวันที่ 6 ก.พ.จะเน้นพูดหลังจากวันที่ 8 ก.พ.เราจะกลับเข้าไปทำอะไร

เมื่อถามว่าเท่าที่ดูทุกเวทีที่นายกฯปราศรัย จะมีประชาชนมาฟังจำนวนมากทำให้มั่นใจหรือไม่ว่า หลังการเลือกตั้งพรรคภท.จะได้เป็นรัฐบาลแน่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่าความจริงไม่ใช่เฉพาะเวทีปราศรัยเท่านั้นที่คนมาฟังจำนวนมากแต่ทุกครั้งที่เราเดินหาเสียง หรือที่หัวหน้าพรรคไปเดินแบบออร์แกนิกจะเห็นชัดเจนว่าภาพต่างจากปี66 ชัดเจน มีประชาชนรู้จักเราเยอะ มีคนรักชอบพวกเราเยอะ ซึ่งตนขอให้ความรักความชอบเหล่านั้นแปรเป็นพลังออกไปเลือกตั้งรวมทั้งที่มีประชาชนจำนวนมากกลัวว่าบ้านเมืองจะมีความเสี่ยงซึ่งบ้านเมืองเราจะเสี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงขอให้ออกไปเลือกด้วยความกลัวเช่นเดียวกันว่าบ้านเมืองจะมีปัญหาเพราะไม่ได้ทีมเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพมา จึงอยากให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ย้ำเชื่อในทีมมืออาชีพทำได้จริง

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้มีม็อตโตให้เลือกพรรคที่รักชาติหรือถ้าไม่เลือกเราเขามาแน่คิดว่าจะช่วยดึงกระแสประชาชนให้มาเลือกพรรคภท.ได้มากขึ้นหรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ความจริงม็อตโต้พวกนี้ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งแล้ว เราคงจะพูดแต่เรื่องนโยบายอย่างเดียวว่าถ้ารักชอบนโยบายพรรคภท.และเชื่อถือในทีมมืออาชีพ ผู้บริหาร ซึ่งนโยบายที่สวยหรูส่วนใหญ่ของแต่ละพรรคจะคล้ายๆกัน ใครๆก็พูดได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติใครจะเป็นคนทำ และทำได้จริงหรือไม่

“3-4เดือนที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทีมมืออาชีพของเราที่เข้ามาบริหารได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านโยบายสั้นๆ ต่างๆ ที่ออกมาเราทำได้จริง ทั้งคนละครึ่งพลัส ทุกครั้งที่ไปเดินถือเป็นนโยบายที่อยู่ในใจของประชาชน เราบอกมาตลอดว่าเราไม่ได้ให้ปลา แต่เราให้เบ็ด เป็นการสอนให้ประชาชนมีวินัยทางการเงินการคลัง และพรรคเราใช้เงินในการหาเสียงน้อยมาก ไม่มีนโยบายประชานิยม ถือว่าเราสอนประชาชนและให้ความรู้ประชาชนในเรื่องการหาเงิน เก็บเงินอย่างไรให้อยู่รอดได้ เราจะเข้าไปจัดการปัญหา”น.ส.ศุภมาศ ย้ำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้ถือว่าโค้งสุดท้ายสุดๆ แล้ว ใน กทม.มั่นใจว่าจะกวาดสส.ได้มากน้อยแค่ไหน น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า มั่นใจว่าจะปักธงได้ แต่ว่าจะได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ประชาชนออกไปช่วยกันใช้สิทธิเลือกตั้ง

‘ไทยสร้างไทย’ปักหมุดลุยอีสาน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย นำทัพ“คาราวานบำนาญ 3,000บาท”เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ จ.ร้อยเอ็ด ท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มาต้อนรับอย่างล้นหลาม ก่อนไปต่อในพื้นที่ จ.อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย และปิดท้ายที่ จ.ขอนแก่น

ลั่นขอต่อยอดบำนาญ3,000บาท

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ร่วมเปิดป้ายม็อกอัพบัตร“บำนาญประชาชน 3,000 บาท”เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาและสัญญาประชาคมว่าหากพรรคไทยสร้างไทยได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปบริหารประเทศ จะผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จเห็นผลภายใน 6เดือนตนเคยทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคจนสำเร็จมาแล้ว วันนี้ขอต่อยอดมาทำบำนาญประชาชน 3,000 บาท เพื่อดูแลผู้สูงอายุให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

ชูเป็น“พายุหมุนเศรษฐกิจ”ที่แท้จริง

“นโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 4มิติหลัก มิติด้านรายได้ เปลี่ยน“เบี้ยยังชีพ”เป็น“บำนาญ”เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและมีศักดิ์ศรีตอบแทนผู้สูงอายุที่ทำคนงามความดีให้กับบ้านเมืองมายาวนาน มิติด้านสุขภาพ ผู้รับบำนาญต้องเข้าโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงลดโรค ลดภาระงบประมาณสาธารณสุขระยะยาว มิติด้านครอบครัว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงาน ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งตัวได้เร็วขึ้น และมิติด้านเศรษฐกิจ เงิน3,000บาท จะเป็น“พายุหมุนเศรษฐกิจ”ที่แท้จริง เพราะเกิดการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย และตลาดสดในชุมชนทันที กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากทั่วประเทศ”คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำ

อ้อนคนอีสานร่วมสร้างประวัติศาสตร์

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทย ขอเชิญชวนพี่น้องชาวอีสานร่วมสร้างประวัติศาสตร์ในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เข้าคูหากาพรรคไทยสร้างไทย เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีคืนสู่ผู้สูงอายุ และลูกหลานไทยทุกคน ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่จ.ร้อยเอ็ด คาราวานไทยสร้างไทยเดินทางต่อไปยัง จ.อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย และปิดท้ายที่ จ.ขอนแก่นเพื่อสื่อสารความพร้อมในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากการคอร์รัปชั่น และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน แทนการแจกเงินชั่วคราว

พร้อมปะทะถ้าเกิดรอบที่3 ผบ.ฉก.อรัญฯฮึ่ม ไม่ประมาทคุมเข้มชายแดน

พร้อมปะทะถ้าเกิดรอบที่3  ผบ.ฉก.อรัญฯฮึ่ม  ไม่ประมาทคุมเข้มชายแดน

พร้อมปะทะถ้าเกิดรอบที่3 ผบ.ฉก.อรัญฯฮึ่ม ไม่ประมาทคุมเข้มชายแดน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พร้อมปะทะถ้าเกิดรอบที่3 ผบ.ฉก.อรัญฯฮึ่ม ไม่ประมาทคุมเข้มชายแดน เขมรป่วนยิงระเบิด40มม. ตกใกล้ฐานที่มั่นทหารไทย

ทภ.2 รายงานลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐานทหารพลาญหินแปดก้อน ศรีสะเกษกำลังพลปลอดภัย ประสานผบ.ฝ่ายเขมรได้รับคำชี้แจงว่า กำลังพลใหม่เสียวินัย ยิงลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐานไทย ย้ำเตรียมความพร้อมปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง “รองผบ.ฉก.ตาพระยา”ยัน ไทยคุมพื้นที่ “บ้านคลองแผง”ได้สมบูรณ์ แฉทหารเขมรแฝงตัวเป็นชาวบ้านเข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ ส่วน “ผบ.ฉก.อรัญฯ”ลั่นพร้อมปะทะ หากมีรอบ 3 หลังสถาปนาความมั่นคงขุดคูเลต- วางตู้คอนเทนเนอร์- รื้อบ้าน-เพิงรุกล้ำ 48 หลังที่“หนองหญ้าแก้ว”แล้ว แต่ไม่ประมาท“เตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี” ด้านโฆษก ทบ.แถลงสรุปหลังนำสื่อลงพื้นที่สรุแก้ว ชี้ท่าทีเขมรปัจจุบันทำให้เกิดสถานการณ์ เกิดจากสับเปลี่ยนกำลังพล ส่งผลให้หย่อนวินัยยังพอรับฟังเหตุผลได้ ขอประเมินจากท่าที “ก้าวร้าว-นอบน้อม” ถ้าก้าวร้าวก็ต้องปฎิบัติอีกแบบ

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.20 น. พบการยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. 1 ลูก ตกใกล้ฐานทหารพลาญหินแปดก้อน ด้านปีกขวาของฐานปฏิบัติการฝ่ายไทยในอ.กันทรลักษ์จ.ศรีสะเกษ โดยกำลังพลปลอดภัยซึ่งหลังเกิดเหตุฝ่ายไทยเตรียมรับสถานการณ์ และเตรียมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง

เขมรแจงยิงบึ้มเหตุกำลังพลใหม่เสียวินัย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่อกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ กำลังพลทุกนายปลอดภัย ขณะที่หน่วยที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ใกล้ชิด

ต่อมากองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานไปยังผู้บังคับบัญชาของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ เพื่อให้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายกัมพูชาระบุว่าเป็นการเสียวินัยของกำลังพลชุดใหม่ ที่เข้ามาประจำการในพื้นที่และได้ตักเตือนและกำชับกำลังพลในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

ทบ.พาสื่อลุยพื้นที่ตาพระยา

วันเดียวกัน พลตรีวินธัย  สุวารี หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และโฆษกกองทัพบก พร้อมคณะศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบกและกองกำลังบูรพา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณ บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานศุลกากรฝั่งกัมพูชาที่รุกล้าเข้ามายังพื้นที่ทับซ้อน แต่ปัจจุบันทหารสถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ได้ทั้งหมดแล้ว

โดยมีพ.อ.ปฐมพล วงพิเดช รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจตาพระยาชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ตาพระยา ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะจุดผ่อนปรนชายแดนในพื้นที่บ้านบึงตะกวนและบ้านคลองแผง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับแนวหลักเขตแดน โดยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักเขตที่ 36 ซึ่งตรวจพบว่าหลักเขต 36 มีเพียงส่วนบน แต่ไม่มีฐานล่าง สันนิษฐานว่ามีการเคลื่อนย้ายหลักเขต ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายอ้างแนวเขตไม่ตรงกันและกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนมาถึงปัจจุบัน

พ.อ.ปฐมพลกล่าวต่อว่า ตลอดแนวชายแดนในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพมีกำหนดหลักเขตทั้งหมด 24 หลัก เป็นหลักเขตที่เห็นตรงกัน 13 หลัก และไม่ตรงกัน 11 หลัก ซึ่งกลายเป็นต้นตอของปัญหาการรุกล้ำบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณหนองจาน หนองหญ้าแก้วและบ้านคลองแผง ที่ผ่านมากัมพูชาอ้างสิทธิ์พื้นที่ตั้งแต่หลักเขตที่ 33-36 พร้อมปักหมุดและเคลื่อนไหวกำลังเข้ามาต่อเนื่อง ขณะที่ไทยก็ยืนยันแนวอ้างอิงของตนเช่นกัน และมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่

ไทยคุมพื้นที่คลองเผงได้เบ็ดเสร็จ

พ.อ.ปฐมพลยังเผยด้วยว่า พบการลักลอบรุกล้ำโดยใช้ชาวบ้านและกำลังในลักษณะพลเรือนเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ พร้อมขุดหลุมตั้งรับตลอดแนวถนน k 5 รวมถึงการใช้สิ่งปลูกสร้างเป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบการรุกล้ำรวมกว่า 389 หลังคาเรือน ซึ่งไทยดำเนินการรื้อถอนและเคลียร์พื้นที่จนแล้วเสร็จ ปัจจุบันสามารถสถาปนาแนวตั้งรับและควบคุมพื้นที่ได้อย่างมั่นคง เป็นวันที่ 56 นับตั้งแต่เข้าควบคุมพื้นที่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ในส่วนประชาชนของกัมพูชา ขณะที่เกิดการปะทะกันนั้นได้อพยพก่อนเราไปประมาณ 2 วัน ซึ่งเราอพยพช้ากว่า เนื่องจากเราไม่ได้มุ่งไปทำลายหรือรุกล้ำ แต่เมื่อกัมพูชาเปิดฉากมาหาเราก่อน เราจึงจำเป็นต้องอพยพไปด้วยรบไปด้วยในวันนั้น

ทหารเขมรแฝงเป็นปชช.แทรกซึม

นอกจากนี้ พ.อ.ปฐมพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กำลังพลของฝ่ายกัมพูชาที่แฝงตัวเป็นประชาชนบริเวณถนน K5 ยังไม่มีการรุกคืบเพิ่มเติมแต่อย่างใด ส่วนสถานการณ์โดยรวม ยังคงต้องเก็บกู้วัตถุระเบิดทั้งที่ประชาชนซึ่งกลับเข้ามาในพื้นที่ที่พบเจอ ทั้งระเบิดแสวงเครื่อง ทุ่นระเบิดเก่าและใหม่ โดยจะรวบรวมวัตถุระเบิดที่พบเพื่อนำไปแยกว่า ส่วนไหนที่ทำลายทิ้งได้เลย และส่วนไหนที่ต้องนำไปทำลายนอกสถานที่ ขณะนี้ยังพบอยู่ทุกวัน

ด้านพลตรีวินธัยกล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพบกยังควบคุมพื้นที่อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมย้ำว่าข้อมูลด้านการข่าวพบว่า การเคลื่อนไหวบางส่วนไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นกำลังทหารหรือเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่แฝงตัวมาลักษณะพลเรือน

“ปัจจุบันฝ่ายไทยควบคุมพื้นที่สำคัญได้ทั้งหมด โดยเฉพาะจุดที่เคยใช้เป็นพื้นที่คุกคามหรือใช้อาวุธทำร้ายกำลังพลและประชาชน พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติเป็นไปตามกรอบกติกาสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ และยังใช้กลไกประชุมระดับพื้นที่และภูมิภาคหรือRBC ต่อเนื่อง”พลตรีวินธันกล่าว และว่าทบ.ยืนยัน ยังไม่มีการเพิ่มกำลัง ใช้กำลังเท่าเดิม เน้นเสริมความมั่นคงแนวตั้งรับ การเฝ้าระวังและป้องกันการยั่วยุ โดยหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธ พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

ชาวบ้านน้ำตานองยังไม่ได้เงินเยียวยา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นทหารพาคณะสื่อมวลชน ไปดูบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกระสุน BM-21 เป็นบ้านของนางผ่องศรี ระพันธ์ ที่เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า เสียใจที่ไม่มีที่อยู่ เพราะคนอื่นกลับบ้านเขามีที่อยู่ แต่เราไม่มีที่อยู่ โดยที่บ้านมีคนอาศัยอยู่ 7 คน ตอนนี้ลำบากมาก ตอนแรกไปอาศัยบ้านน้องสาว แต่ก็อึดอัด เพราะน้องสาวมีครอบครัว ตอนนี้เลยมาอาศัยนอนอยู่ที่ครัว ในห้องที่พอนอนได้ ทั้งนี้ เมื่อตนเห็นทหารอยู่แนวชายแดน เห็นรถถังรู้สึกอุ่นใจ เพราะทหารเป็นที่พึ่งของเรา

นางผ่องศรีเผยว่า เรื่องการชดเชยเยียวยานั้นตอนนี้ยังไม่รับเงิน แต่ได้ยินว่าจะได้รับ 230,000 บาท ตอนนี้ได้แค่ค่าครองชีพประมาณ 70,000 บาท ยอมรับว่า ตอนที่มาเห็นบ้านตัวเองถึงกับพูดไม่ออก และเมื่อใครถามถึงบ้าน ก็มีแต่น้ำตา เพราะบ้านหลังนี้เป็นมรดกของพ่อแม่ ที่เราสร้างต่อมาก็ได้แค่นี้ส่วนจะรื้อทำใหม่หมดเลยหรือไม่ ต้องดูงบประมาณ ซึ่งตอนแรกทางการจะนำรถแบคโฮมารื้อแต่เราไม่ยอม เพราะเงินยังไม่ได้รับ

ยึดคืนหนองหญ้าแก้วรื้อบ้านเขมร48หลัง

จากนั้นเวลา 13.30 น. พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกพาสื่อมวลชนทั้งสื่อไทย และสื่อต่างประเทศ ลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อดูผลปฎิบัติการทางทหารในการทวงคืนอธิปไตยไทย โดยไปดูพื้นที่ซึ่งเดิมชาวกัมพูชาเคยสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย แต่หลังปฎิบัติการทางทหาร ทหารไทยเข้าควบคุมพื้นที่ และรื้อถอนทำลายบ้านเรือนชาวกัมพูชาจนหมดสิ้นทั้ง 42 หลัง และเพิงอีก 6 หลัง รวม 48 หลัง

ผบ.ฉก.อรัญฯลั่นพร้อม!ถ้าเกิดปะทะรอบ3

พันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ) รายงานสถานการณ์ว่า การปะทะรอบล่าสุดเราสามารถยึดคืนพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วได้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งความยากของพื้นที่นี้คือพื้นที่ปฏิบัติการไม่ได้กว้างมาก มีความยาว 270 เมตร กว้าง 350 เมตรเพียงแต่ขณะนั้น เมื่อยึดคืนพื้นที่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ เนื่องจากถูกระดมยิงจากฝ่ายกัมพูชา จึงขอถอนกำลังไปอยู่ในที่มั่นที่แข็งแรง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงระหว่างไทยกับกัมพูชา ในห้วงเวลาหยุดยิง แต่สุดท้ายแล้วเราสามารถควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมสถาปนาความมั่นคง โดยปัจจุบันวางรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง พร้อมวางตู้คอนเทนเนอร์ควบคู่กันไป และขุดคูเลต 3 แนว พร้อมนำรถถังมาเสริมความมั่นคง อีกทั้งสร้างถนนเพิ่ม

“ปัจจุบันมีความพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติภารกิจในอนาคต หากมีการปะทะรอบที่ 3 หรือรอบที่เท่าไหร่ก็แล้วแต่ เรามีความพร้อม”พันเอก ชัยณรงค์ กล่าว และกล่าวยอมรับว่า มีความพยายามขอเขมรที่จะเข้ามาในพื้นที่ แต่เราคุมตัวได้ โดยอ้างว่า จะเข้ามาเอาทรัพย์สินที่อยู่ภายในบ้าน จึงได้จับกุมส่งตำรวจดำเนินคดี

ฮึ่มถ้าเขมรบุกเตรียมต้อนรับไว้อย่างดี

พันเอก ชัยณรงค์ ยังชี้แจงถึงกระแสดรามา หลังที่เขมรนำรถทหารไทยไปทำคอนเทนท์ เนื่องจากวันนั้น รถทหารคันดังกล่าวนำสิ่งของกระสอบทราย และรั้วลวดหนามหีบเพลงมาส่ง เพียงแต่รถวิ่งเร็ว และเลยพื้นที่ จึงส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชายิงตอบโต้เข้ามา ผู้ขับรถจึงต้องสละรถเพื่อเอาชีวิตรอด จากนี้เราจะใช้วิธีเจรจาต่อรองเพื่อนำอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ของกองทัพกลับคืนมา ส่วนความเคลื่อนไหวของทหารเขมรขณะนี้มีการขุดคูเลตเสริมสร้างความมั่นคงเช่นกัน แต่ไม่ได้แข็งแรงเทียบเท่ากับถนน K5 และขุดคูเลตมีลักษณะซิกแซ็ก คาดว่า เกิดจากความกังวล ทหารไทยจะลุกเข้าไปถึงพื้นที่

“ในพื้นที่หนองหญ้าแก้ว โอกาสที่กัมพูชาจะนํากําลังเข้ามาปฏิบัติต่อฝ่ายเราค่อนข้างยากเพราะในพื้นที่ตั้งมั่น มีที่ตั้งรับแข็งแรง มีกําลังทหารราบยานเกราะทั้งกองพัน แต่เราก็ไม่ประมาทได้เตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี หากเขาบุกเข้ามา ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า เราเตรียมพร้อม”พันเอก ชัยณรงค์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ไปดูแนวรั้วลวดหนาม และตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงบ้านเรือนประชาชนที่เสียหายจากการปะทะ

นอภ.โคกสูงชี้พร้อมจ่ายเยียวยาตามจริง

ขณะที่นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง จ.สระแก้วกล่าวถึงการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาว่าสำหรับบ้านที่เสียหายไม่เกิน 49,500 บาท อำเภอจ่ายเยียวยาเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ส่วนหลังที่เกิน 49,500 บาท กองทุนสำนักนายกรัฐมนตรีอนุมัติเงินมาแล้ว พรุ่งนี้ (6 กุมภาพันธ์) จะเชิญผู้ได้รับความเสียหายเกินจาก 49,500 บาท มาประชุมแล้วจะแจ้งหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน และพร้อมจ่ายเงินตามที่ประเมินไว้ ยืนยันว่า จ่ายตามความเสียหายจริงที่ได้ประเมินไว้ สำหรับบ้านหลังที่เกิน 230,000 บาท มี 10 หลัง มีงบประมาณจากเหล่ากาชาดจังหวัด และที่จังหวัดขอเพิ่มเติมไป ก็ได้รับการจัดสรรมาตามนั้นและจะแจ้งประชาชนด้วยว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ หลังทำความเข้าใจเรื่องหลักเกณฑ์เสร็จ เมื่อได้เงินมาแล้วจะรีบดำเนินการ

ทบ.แจงเขมรสับเปลี่ยนกำลังทำหย่อนวินัย

ช่วงเย็นวันเดียวกัน พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงสรุปภาพรวมภารกิจพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชาที่จ.สระแก้ว พื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ว่าเป็นการดำเนินการเมื่อเห็นว่าสภาพแวดล้อมเริ่มปลอดภัย การพาสื่อลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลัก 2 ข้อคือ 1. ต้องการให้สัมผัสกับผู้บังคับหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ พร้อมแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายไทยปฏิบัติการอยู่ในกรอบกติกา และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายคือไม่มีประชาชนและพลเรือนบาดเจ็บและสูญเสีย และ2. พื้นที่แห่งนี้ ด้วยปัจจัยทางกายภาพพื้นที่และยุทโธปกรณ์ สื่อมวลชนจึงอาจมองและเข้าใจว่าปฏิบัติการได้สะดวกและง่ายดาย แต่ความจริงปัจจัยและขั้นตอนปฏิบัติ รวมทั้งผู้ปฏิบัติก็ต้องมีปฏิภาณไหวพริบในการดำเนินกลยุทธ์และยุทธวิธีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสถาปนาความมั่นคงและวางแนวทางสร้างความปลอดภัยกับกำลังพลได้

โฆษกทบ.กล่าวต่อว่า ถ้าจะเปรียบเทียบสถานการณ์ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่อง มองว่าปัจจัยสำคัญคือเรื่องวางกำลัง จากสภาพพื้นที่ที่เป็นป่าเขา ส่วนที่ปรากฏข่าวเป็นระยะ เช่น เสียงระเบิด เสียงจากอาวุธ อย่างเครื่องยิงลูกระเบิด เกิดจากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ้าง แต่ไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่มีเป้าประสงค์คุกคามต่อปฏิบัติการทางทหาร มองว่าเป็นเรื่องวินัยกำลังพลหย่อนยานมากกว่า ซึ่งเกิดจากที่กัมพูชาสับเปลี่ยนกำลัง ทำให้กำลังพลที่มาใหม่อาจไม่คุ้นเคย หรืออีกมุมหนึ่งที่เป็นไปได้ว่าอาจเป็นการยั่วยุ แต่ไม่ได้อยู่ในระดับน่ากังวลจนกระทบการทำงาน หรือปฏิบัติการทางทหารของไทย

มีแผนรับมือถ้า8กพ.เขมรเสียวินัยอีก

ส่วนที่มีข้อกังวลว่าหากวันที่ 8 กุมภาพันธ์วันเลือกตั้งทหารกัมพูชาเสียวินัย ก่อสถานการณ์ขึ้นอีก โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ต้องพิจารณาเป็นพื้นที่ไป เพราะหน่วยในแต่ละพื้นที่ต้องมีช่องทางติดต่อสื่อสาร ถ้าหน่วยพิจารณาและมองว่าไม่ได้รับความร่วมมือ หรือไม่ตั้งใจรักษาข้อตกลงหยุดยิงคาดว่าแต่ละหน่วยมีมาตรการดำเนินการตามสถานการณ์ นอกจากนี้ ระดับนานาชาติก็จับตามองท่าทีไทยและเขมรเช่นกัน ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานมา ถือว่าไทยได้รับคำชมและต้องคงมาตรฐานเช่นนี้ไว้ ยืนยันว่าไม่ต้องกังวล หากสิ่งไหนที่พิจารณาว่าควรตอบโต้ ก็ต้องตอบโต้ หากมองว่าการกระทำนั้น ไม่สามารถให้คำตอบกับไทยได้สมเหตุสมผล

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่ผ่านมาที่กัมพูชาสะดุดแฟลร์หรือยิงลูกระเบิด 40 มม.ตกใกล้ฐานไทย แล้วใช้เหตุผลว่าเสียวินัย ถือเป็นข้ออ้างหรือไม่ โฆษกทบ.มองว่าเป็นไปได้ แต่ถ้ากัมพูชามีทัศนคติไม่ดีเช่นนั้นจริง เวลาผ่านไปความจริงก็ต้องปรากฏ แต่ขณะนี้ ยังมองได้ว่าสมเหตุสมผลอยู่ พร้อมระบุว่า ในท่าทีการประสานงานมองออกว่า เป็นไปด้วยความก้าวร้าวหรือนอบน้อม ถ้าก้าวร้าว ก็ต้องปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง

ระดมตร.1.2แสนนาย รับมือศึกเลือกตั้ง8ก.พ. เฝ้าระวังพื้นที่แข่งขันสูง

ระดมตร.1.2แสนนาย  รับมือศึกเลือกตั้ง8ก.พ.  เฝ้าระวังพื้นที่แข่งขันสูง

ระดมตร.1.2แสนนาย รับมือศึกเลือกตั้ง8ก.พ. เฝ้าระวังพื้นที่แข่งขันสูง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผบ.ตร.สั่งคุมเข้มทั่วประเทศเฝ้าระวังพื้นที่แข่งขันสูง วางกำลังตำรวจ 126,000 นาย ดูแลความสงบเรียบร้อยเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ ป้องกันซื้อเสียง ความรุนแรง การฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง พบคดีทำลายป้ายกว่า 500 ป้าย ยังไม่พบซื้อสิทธิ์ขายเสียง ยังไม่พบสัญญาณบ่งชี้เหตุรุนแรง

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมติดตามการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการประชุมระบบทางไกล สำหรับการเลือกตั้งสส.และการออกเสียงประชามติ ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 126,000 นาย ดูแลหน่วยเลือกตั้งเกือบแสนหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ โดย ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2569 ดูแลความปลอดภัยในทุกภารกิจจนเสร็จสิ้นการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ให้มีความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่

ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยเรื่องการละเมิดกฎหมาย และการใช้ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในหลายพื้นที่ จึงกำชับให้บริหารจัดการการรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย อำนวยการจราจร และการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัด โดยปฏิบัติตามแผนรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (พิทักษ์เลือกตั้ง/66) และเน้นการปฏิบัติทั้งก่อนและในวันเลือกตั้ง เช่น การซื้อเสียง การจำหน่ายสุรา การขนส่งหีบบัตรเลือกตั้ง เป็นต้น

พร้อมกำชับตำรวจทุกหน่วยดูแลพื้นที่ หน่วยเลือกตั้ง และพี่น้องประชาชนให้มีความปลอดภัยสูงสุด และกำชับให้ผู้บังคับบัญชาดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และมีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง พร้อมกำชับเข้มงวดให้ตำรวจทุกนายต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า จากข้อมูลด้านการข่าวพบว่าหลายพื้นที่ทั่วประเทศมีการแข่งขันทางการเมืองค่อนข้างสูง จึงได้กำชับไปยังตำรวจภูธรภาค 1-9 ให้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ

จากการประชุมติดตามสถานการณ์ พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นกรณีการทำลายป้ายหาเสียง ขณะนี้พบการทำลายป้ายแล้วกว่า 500 ป้าย มีการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นพยานหลักฐาน และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานเพื่อนำไปสู่การดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินคดีแล้วเกือบ 20 คดี และอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ ส่วนกรณีการซื้อสิทธิขายเสียงนั้น ยังไม่ปรากฏข้อมูลหรือได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้ใด

ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานงานกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนภารกิจในส่วนที่ตำรวจสามารถดำเนินการได้ ทั้งด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และการบังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้ คาดว่าในวันเลือกตั้งจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจราจรในหลายพื้นที่ ตำรวจจึงได้เตรียมแผนบริหารจัดการเส้นทาง พร้อมขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า และมาใช้สิทธิตามช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด

สำหรับกรณีผลการเลือกตั้งที่อาจทำให้มีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง โดยเฉพาะกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองต่าง ๆ ผบ.ตร. ระบุว่า ตำรวจได้เตรียมแผนและมาตรการรองรับไว้แล้ว หากมีการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายอื่น ๆ เจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมตามพยานหลักฐาน หลายพื้นที่ยังคงเป็นพื้นที่แข่งขันสูง ทั้งในภาคกลาง ปริมณฑล ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ซึ่งตำรวจได้แจ้งข้อมูลข่าวกรองให้พื้นที่รับทราบ และกำหนดแผนปฏิบัติให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยขอให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันภายใต้กรอบประชาธิปไตย และเคารพกฎหมาย ในส่วนจังหวัดชายแดน ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำเป็นพิเศษไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบ และ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ให้ดูแลความปลอดภัยของหน่วยเลือกตั้งอย่างเข้มงวด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีบริบทด้านความมั่นคงแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป และต้องเฝ้าระวังเหตุไม่พึงประสงค์เป็นกรณีพิเศษ

สำหรับช่วงคืนก่อนวันเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่า “คืนหมาหอน” ในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ผบ.ตร. ได้กำชับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจำหน่ายสุราอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันในวันพรุ่งนี้ (6 ก.พ.) จะมีการปราศรัยใหญ่ของพรรคการเมืองหลายพรรค จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามขณะนี้จากข้อมูลด้านการข่าวไม่พบสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับเหตุรุนแรงหรือความไม่สงบ สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสามารถบริหารจัดการได้ตามแผนที่วางไว้

ศาลสั่งถอนชื่อ4ผู้สมัครสส. กล้าธรรม3/ประชาธิปัตย์1

ศาลสั่งถอนชื่อ4ผู้สมัครสส.  กล้าธรรม3/ประชาธิปัตย์1

ศาลสั่งถอนชื่อ4ผู้สมัครสส. กล้าธรรม3/ประชาธิปัตย์1

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ” จากการเป็นผู้สมัคร สส. พรรคกล้าธรรม เขต 7 นครศรีธรรมราช หลังเคยต้องคำพิพากษาลักทรัพย์เมื่อ 20 ปีก่อน สั่งถอนชื่อ “ฉลองแสงราษฎร์เมฆินทร์”ออกจากผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม เขต13 นครราชสีมา เหตุเคยต้องโทษจำคุก3ปีเศษ คดี พ.ร.บ.ป่าไม้ และถอนชื่อ“สมชัย นันทาภิรัตน์” พ้นผู้สมัครสส.พรรคกล้าธรรม อยุธยา เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง นายก อบจ.รวมทั้งมีคำสั่งให้ถอนชื่อ “ชาติชาย จันทร์สวย”ออกจากผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ อุดรธานี เขต10 เหตุเคยกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องกรณีนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัคร สส.เขต 7 นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม ยื่นอุทธรณ์ที่คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีคำวินิจฉัยถอนชื่อรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ของนายก้องเกียรติ เนื่องจากเห็นว่านายก้องเกียรติ มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) ประกอบมาตรา 42 (12) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

สำหรับเหตุผลที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของนายก้องเกียรติ ระบุว่า หลัง กกต.ได้รับการร้องเรียนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงได้ทำการตรวจสอบลักษณะต้องห้ามของนายก้องเกียรติ โดยได้ข้อมูลจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี พบว่ามีการดำเนินคดีอาญาที่ 1462/2542 กับนายก้องเกียรติ ผู้ต้องหาความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยนายก้องเกียรติ เป็นผู้กระทำความผิดเพียงคนเดียว และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา และส่งสำนวนการสอบสวนไปให้อัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิจารณา ต่อมานายก้องเกียรติ ต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี และคดีถึงที่สุดแล้ว

ซึ่งต่อมานายก้องเกียรติ ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีครบถ้วน และพ้นจากการควบคุมความประพฤติแล้ว

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายก้องเกียรติ เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 จึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ดังนั้นที่ กกต. วินิจฉัยให้ถอนชื่อนายก้องเกียรติ ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต 7 นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ภายหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาดังกล่าว นายก้องเกียรติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “นี่คือการพิพากษาประหารชีวิตทางการเมืองของนักการเมืองตลอดชีวิต จากลูกชาวสวนยางพาราเริ่มต้นเข้าสู่ถนนการเมือง ผมคือผลผลิตทางการเมืองอย่างแท้จริงของพ่อแม่ พี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งไม่ใช่ทายาท นักการเมืองที่สืบทอดตำแหน่งรุ่นต่อรุ่น”

ผู้สื่อข่าวรายงายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลได้อ่านคำสั่งคดีหมายเลขคดีดำ ลตสสข10/2569คดีแดงลตสสข12/2569ระหว่างผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมาผูู้ร้อง กับนายฉลอง เเสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้สมัคร สส.เขต13 พรรคกล้าธรรม(กธ) จ.นครราชสีมา ผู้คัดค้าน เรื่องขอให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยผ้ร้องยื่นคําร้องและแก้ไขคําร้องว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตัง ต่อมาผู้ร้องตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้คัดค้าน ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้ฯตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1821/2558ของศาลจังหวัดสีคิ้ว พ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560ซึ่งยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

จึงขอให้ศาลถอนชื่อผู้คัดค้านออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมา

ผู้คัดค้านไม่ยื่นคําคัดค้านโดยในวันนัดพร้อม ผู้คัดค้านแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านได้กระทําความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้ ได้รับโทษจําคุก3 ปี4เดือน 15 วัน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2764/2558 ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560โดยไม่คัดค้านคําร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาคําร้อง และคําแถลงของผู้คัดค้านในวันนัดพร้อมแล้ว เห็นว่าคดีไม่จําเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐานให้งดการไต่สวน

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อนายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้ค้ดค้านเป็น ผู้สมัครรับเลือกตังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที 13จ.นครราชสีมา ของพรรคกล้าธรรม แต่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจําคุก3 ปี 4 เดือน 15 วัน ในความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติและความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้ ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6ธันวาคม 2560

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (7) และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42บัญญัติทํานองเดียวกันว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษาฎร โดย เคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษ มายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านได้รับโทษจําคุก3 ปี 4เดือน 15 วัน ในความผิด ต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อ พ ร.บ.ป่าไม้ ตามคําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้คัดค้านพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 จึงเป็นกรณี ที่ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมีให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (7) และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (9)

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงมีคําสั่งให้ถอนชื่อนายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้คัดค้าน ออกจากประกาศรายชือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตังที 13 จ.นครราชสีมาของพรรคกล้าธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำพิพากษาคดีเลือกตั้งให้ถอนชื่อ นายสมชัย นันทาภิรัตน์ ผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 พรรคกล้าธรรม ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2567 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจึงถูกจำกัดสิทธิไม่ให้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง(1) และวรรคสอง

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เผยแพร่คำพิพากษา มีคำสั่งให้ถอนชื่อ นายชาติชาย จันทร์สวย ผู้สมัคร สส.อุดรธานี เขต10 พรรคประชาธิปัตย์ ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เหตุเคยกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา83และคดีถึงที่สุด ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2142/2552 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษระต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42(12)

ยิ่งชีพ ไอลอว์ ชี้ พรรคเล็กดิ้นรนหาแสง ชูจุดยืนไม่เห็นชอบ แก้ รธน. เพราะอยากออกกล้อง

ยิ่งชีพ ไอลอว์ ชี้ พรรคเล็กดิ้นรนหาแสง ชูจุดยืนไม่เห็นชอบ แก้ รธน. เพราะอยากออกกล้อง

ยิ่งชีพ ไอลอว์ ชี้ พรรคเล็กดิ้นรนหาแสง ชูจุดยืนไม่เห็นชอบ แก้ รธน. เพราะอยากออกกล้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.54 น.

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญเขียนใหม่ทั้งฉบับ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สังเกตไหมครับ คนที่ออกมาบอกว่าจะไม่เห็นชอบ กับประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ล้วนเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กที่กำลังต้องดิ้นรนหาแสง พวกนี้คือตอนเปิดสนามเลือกตั้งมา กระแสไม่มีเลย เขตไหนที่จะได้ลุ้นก็ไม่รู้ ปาร์ตี้ลิสต์ต้องหา 350,000+ ลุ้นกันเหนื่อยแบบว่าจะได้สักหนึ่งที่นั่งหรือเปล่า

เวทีดีเบตบางแห่งก็จะไม่เชิญ เวทีใหญ่ก็เน้นส้ม แดง น้ำเงิน ฟ้า เอาไปเป็นไฮท์ไลท์ที่คนอยากฟัง พรรคเหล่านี้หากล้องออกไม่ได้ ถูกคนฝ่ายเดียวกันหลงลืม แต่พอออกมาพูดสวนว่าจะไม่เห็นชอบ คราวนี้ก็เลยมีกล้องออก ได้ขึ้นเวทีดีเบตกับพรรคใหญ่ เรื่องอื่นเขาไม่ให้ออกกล้องก็มาพูดเรื่องล้มล้าง ด่านักการเมืองไปเรื่อยเปื่อย (ตัวเองก็นักการเมือง) ยิ่งจินตนาการเพ้อฝันไปไกลให้มันน่ากลัวก็ยิ่งได้เอ็นเกจเม้นต์อีก ถ้าไม่พูดแบบนี้คนพวกนีัก็จะเงียบหายจากจอไปสนิทเลยนะครับ

ระบบนิเวศน์การรณรงค์แบบนี้ไม่ดีเอาเสียเลย

เหลืออีกสามวันเท่านั้น สื่อทั้งหลายเลิกให้พื้นที่คนพวกนี้ได้ไหมครับ ไม่ต้องให้พื้นที่ผมฝ่ายเดียวนะครับ สื่อนำเสนอเองได้เลยครับ เอาความเห็นต่างมาประมวลสรุปออกกล้องได้ แต่เลิกเอาคนอยากหาแสงกับความหลอนความเพ้อเหล่านั้นมาออกกล้องเถอะครับ ขอร้อง