ธนาธร ชวนทำภารกิจ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ให้สำเร็จในรุ่นเรา รับ 8 ปีพรรคส้มโตขึ้น

ธนาธร ชวนทำภารกิจ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ให้สำเร็จในรุ่นเรา รับ 8 ปีพรรคส้มโตขึ้น

ธนาธร ชวนทำภารกิจ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ให้สำเร็จในรุ่นเรา รับ 8 ปีพรรคส้มโตขึ้น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.29 น.

‘ธนาธร’ ชวนประชาชนทำภารกิจ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ให้สำเร็จในรุ่นเรา ลั่นไม่ทรยศประชาชน ปลุกกาส้ม 2 ใบ ยกสารพัดผลงานสร้างความเปลี่ยนแปลง รับ 8 ปีพรรคส้มโตขึ้น

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้ามาจับจองที่นั่งฟังปราศรัยตั้งแต่ช่วง 14.00 น.เป็นต้นมา

โดยเมื่อ 19.15 น. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน.กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่าตั้งแต่วันที่เราประกาศตั้งพรรคอนาคตใหม่ เมื่อเดือน มิ.ย. 2561 มาจนถึงวันนี้นับเป็นเวลา 8 ปีเต็ม ตอนที่เราตั้งพรรคอนาคตใหม่ สังคมไทยอยู่ในความมืดมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอน ผู้คนรังเกียจนักการเมือง ผู้คนไม่เชื่อมั่นในรัฐสภา ผู้คนตั้งคำถามกับประชาธิปไตย ในวันนั้นเราเรียกร้องให้ทุกคนหันกลับมาสนใจการเมือง เราบอกว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ตั้งแต่คุณภาพของถนนหน้าบ้าน จนถึงคุณภาพของโรงเรียนของลูกคุณ ตั้งแต่การจัดการดิน น้ำ ลม ฟ้า ป่า ว่าใครจะได้ใช้อะไร เท่าไหร่ อย่างไร จนถึงการจัดสรรงบประมาณของประเทศว่า จังหวัดไหน ได้เท่าไหร่ อะไรบ้าง ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องการเมือง ในเมื่อทุกอย่างเป็นเรื่องการเมือง พวกเราควรจะใส่ใจมัน พวกเราควรจะสนใจมัน ไม่ใช่ปฏิเสธมัน 

นายธนาธร กล่าวอีกว่า ในวันนั้น เราเรียกร้องให้ยุติการสืบทอดอำนาจของกลุ่มบุคคลที่ยึดอำนาจมาจากการทำรัฐประหารปี 2557 เราเรียกร้องให้สร้างประชาธิปไตยให้มั่นคงแข็งแรงในประเทศนี้ เราเรียกร้องให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน อีก 6 ปี จะครบ 100 ปี ของการอภิวัฒน์สยาม 2475 เราบอกประชาชนในวันนั้นว่า มาทำภารกิจ 100 ปีนี้ ให้จบในรุ่นเรา เพื่อให้ลูกหลานของเรา เกิดและเติบโตโดยไม่เจอกับการทำรัฐประหารอีก

ในวันนั้นเราบอกว่า จะสร้างสังคมใหม่ ต้องใช้พรรคการเมืองที่มีวิถีการทำงานการเมืองแบบใหม่ พรรคการเมืองที่ร้อยรัดกันด้วยอุดมการณ์ ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องลาภยศชื่อเสียง พรรคการเมืองที่ตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ต้องมาจากความรู้ความสามารถความเหมาะสม ไม่ใช่มาจากตัวแทนบ้าน ตัวแทนมุ้ง พรรคการเมืองแบบใหม่นี้ ต้องไม่ซื้อเสียง ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน แต่ต้องทำงานอย่างแข็งขัน บนหลักยึดของอุดมการณ์ เพื่อสร้างศรัทธาให้กับประชาชน วันนั้นเราบอกประชาชนว่า การปักธงทางความคิดสำคัญกว่าคะแนนเสียง นี่คือสงครามของการช่วงชิงคุณค่าและความหมาย มากกว่าจะเป็นการช่วงชิงคะแนนเสียงเฉพาะหน้า เราบอกว่าถ้าเราชนะทางความคิดได้ เราได้คะแนนเสียงขึ้นมาเอง

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า วันนั้นเราเชิญชวนทุกคนออกมาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับพวกเรา เราบอกทุกคนว่า ภารกิจเบื้องหน้าของเรา มันใหญ่และสำคัญเกินกว่าที่พวกเราทำสำเร็จได้ด้วยตัวของเราเอง เราบอกทุกคนว่าถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่เห็นทางเลือกอื่น ทุกคนต้องลงแรง เชิญมาร่วมทางกับพวกเรา เราบอกว่าเวลาอยู่ข้างเรา การเปลี่ยนแปลงความคิดสังคมต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามวันข้ามคืน ไม่สามารถรีบร้อนได้ เราต้องกระทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ให้เวลาพวกเราพิสูจน์การทำงานกับประชาชน และภายใน 3 การเลือกตั้ง เราจะตั้งรัฐบาลให้ได้ นั่นคือสิ่งที่บอกพ่อแม่พี่น้องคนไทยในวันนั้น

ผ่านมาแล้ว 8 ปี วันนี้เราทำให้คนกลับมาสนใจการเมืองได้ วันนี้เราทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นในรัฐสภา เราทำให้คนโหยหาประชาธิปไตยได้ เราสร้างพรรคการเมืองแบบใหม่สำเร็จแล้ว เราปักธงความคิดก้าวหน้าในสังคมได้ เราเชิญประชาชนทุกคนมาร่วมทางกับเราสำเร็จ และวันนี้เหลืออีกเพียง 2 วันจะถึงการเลือกตั้งครั้งที่ 3 เราทำให้เห็นแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นได้ มันเกิดขึ้นจริง เราทำให้เห็นแล้วว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงคุณภาพ และปริมาณ

การเปลี่ยนแปลงหน้าตาเป็นอย่างไร ในเชิงปริมาณเราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ พรรคอนาคตใหม่มีสมาชิก 6 หมื่นคน พรรคก้าวไกลมีสมาชิกพรรค 1 แสนคน วันนี้พรรค ปชน.มีสมาชิกพรรค 1.12 แสนคน ในเชิงคุณภาพ เราทำให้ประชาชนเชื่อใจพวกเรา และจ้างพวกเราทำงานได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาการเมือง พรรคอนาคตใหม่ได้รับสูงสุด 12 ล้านบาท พรรคก้าวไกล 60 ล้านบาท พรรค ปชน.ได้รับ 96 ล้านบาท

ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถูกสร้างจากการยืนหยัดเคียงข้างกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เวลาที่ค่าไฟของคุณแพง เราต่อสู้ทุนผูกขาดให้กับคุณ เวลาเราถูกฟ้องปิดปาก พวกคุณเซฟเรา เวลาที่สิทธิเสรีภาพของพวกคุณถูกคุกคาม เรายืนเคียงข้างคุณ วันที่เราถูกยุบพรรค คุณยืนเคียงข้างเรา เวลาที่ลูกหลานของคุณถูกซ้อมในค่ายทหาร เราเรียกร้องความเป็นธรรมให้คุณ เวลาเราถูกใส่ร้ายป้ายสี คุณเป็นปากเป็นเสียงให้เรา วันที่ภาษีของพวกคุณถูกคดโกง เราปกป้องเงินภาษีให้พวกคุณ วันที่พวกเราโดนตัดสิทธิ คุณเสียน้ำตาให้กับพวกเรา นี่คือหน้าตาของการเปลี่ยนแปลง พรรคการเมืองและประชาชนต่อสู้เพื่อสร้างสังคมใหม่ร่วมกัน 

นี่คือลักษณะของการเรียนรู้การเติบโตระหว่างคุณกับพวกเรา สร้างจากการผ่านความเจ็บปวดร่วมกัน สร้างจากการต่อสู้ร่วมกันและเคียงข้างกัน สร้างจากการใช้เวลาพิสูจน์กันและกัน 8 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้ว ว่าความสัมพันธ์แบบนี้ ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ผลักดันวาระที่ก้าวหน้าของสังคมไทยได้จริง ๆ ถ้าตนพาทุกท่านย้อนเวลากลับไป 8 ปีที่แล้ว แล้วบอกว่า เราจะยกเลิกการผูกขาดในการผลิตเหล้าเบียร์ได้ LGBT จะแต่งงานกันได้ ลูกจ้างจะมีสิทธิลาคลอด 120 วัน คงไม่มีใครเชื่อ แต่วันนี้กฎหมายเหล่านั้นผ่านแล้ว บังคับใช้แล้ว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ เป็นไปได้ และเป็นไปแล้ว

“ความสัมพันธ์ที่พวกเรายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันแบบนี้ ทำให้ผู้คนเดินเข้าร่วมกับพวกเรามากขึ้น เมล็ดพันธุ์กำลังงอกงาม เติบโต จากสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่จะพาประเทศไทยไปข้างหน้า นี่คือความสัมพันธ์ที่พวกเรารอคอย ระวังหลังให้กันและกัน ไม่ใช่ความรู้สึกกรี๊ดกร๊าดชั่วครั้งชั่วคราว มันลึกมากขึ้น มันอบอุ่นมากขึ้น เชื่อใจกันมากขึ้น” นายธนาธร กล่าว

ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวอีกว่า ตระหนักข้อเท็จจริงมากขึ้น เมื่อตนไปออกคาราวาน มีคนเดินมากอดตน น้ำตาคลอทุกวัน แล้วบอกพวกเราว่า ฝากอนาคตของลูกหลานไว้กับพวกเราด้วย ฝากอนาคตของประเทศไทยไว้กับพวกเราด้วย ทำให้ตนตระหนักว่า การเดินทางของพวกเราสร้างความสัมพันธ์ สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้วในประเทศไทย

“เราขอยืนยันในที่นี้ เราจะไม่ทรยศแคบหมู ไม่ทรยศทุเรียน ไม่ทรยศปลาทอด เราจะไม่โกงกิน เราจะเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามคอร์รัปชัน เราจะขอตอบแทนขาไก่ด้วยการสร้างประเทศไทยที่เป็นธรรม ตอบแทนขนุนด้วยการสร้างประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตย เราจะตอบแทนหมึกแห้งด้วยการสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้า เราจะตอบแทนทุกคนด้วยการสร้างประเทศไทยให้ดีกว่าเดิม” นายธนาธร กล่าว

ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวด้วยว่า อีก 2 วันจะถึงวันที่ปลายปากกาของทุกท่านกำหนดอนาคตของไทย ตนพาทุกท่านย้อนกลับไปดู สัญลักษณ์ของพวกเรา ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงประชาชน สัญลักษณ์ของพวกเรา ไม่ว่าถูกยุบกี่ครั้ง ตั้งพรรคใหม่อีกกี่ครั้ง ลุกขึ้นยืนอีกกี่ครั้ง สัญลักษณ์ก็ไม่เปลี่ยน คือสามเหลี่ยมหัวกลับ บอกว่าตรงข้ามกับ สามเหลี่ยมปกติ มันสามารถเป็นตัวแทนของโครงสร้างสังคม ว่าคนรวย คนมีอำนาจ อยู่ข้างบน ประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ข้างล่าง สามเหลี่ยมหัวกลับของพวกเรานี้ ผู้มีอำนาจต้องอยู่ข้างล่าง ประชาชนต้องเป็นใหญ่ เจ้านายคือประชาชน

“2 วันข้างหน้าจะเป็นการเลือกอนาคตประเทศไทย 2 แบบ เลือกอยู่กับความหวาดกลัว หรือเลือกอยู่กับความหวัง เลือกอยู่กับอดีต หรือเลือกอยู่กับอนาคต วันนี้เมล็ดพันธุ์ทางความคิดเติบโต และเบ่งบานขึ้นแล้ว ขอเชิญชวนทุกคน 8 ก.พ.อีก 2 วันข้างหน้า กาส้ม ส้ม เห็นชอบ” นายธนาธร กล่าว

พริษฐ์ ชูปฏิรูปการศึกษา คืนครูให้นักเรียน ปลุกกา ปชน. 2 ใบ หักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาลประชาชน

พริษฐ์ ชูปฏิรูปการศึกษา คืนครูให้นักเรียน ปลุกกา ปชน. 2 ใบ หักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาลประชาชน

พริษฐ์ ชูปฏิรูปการศึกษา คืนครูให้นักเรียน ปลุกกา ปชน. 2 ใบ หักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาลประชาชน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.21 น.

‘พริษฐ์’ ชูนโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนครูให้นักเรียน ปลุกกา ปชน. 2 ใบ หักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาลประชาชน กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ เปิดประตูสู่อนาคตไปด้วยกัน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยเมื่อ 16.40 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน. กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งถึงการเข้าไปแก้ไขปัญหาทางการศึกษา ว่า จะคืนครูให้กับนักเรียน พัฒนาหลักสูตรทางการศึกษา รวมถึงช่วยเหลือด้านอาหารกลางวัน และสุขภาพจิตของนักเรียน ทั้งนี้ อะไรคือสิ่งที่นักเรียนต้องแบกหนักที่สุด ในมุมมองของตน คือความคาดหวัง ประเทศ เราคาดหวังทุกอย่างจากเด็ก และเยาวชน แต่ไม่มีระบบให้เขาเดินตามความฝันได้ สังคมเราคาดหวังให้เด็กต้องเรียนหนัก จบมามีงานทำ แต่เรามีระบบการศึกษาที่ไม่ได้สอนในสิ่งที่เขาใช้ได้ สังคมคาดหวังให้เด็กไปโรงเรียนทุกวัน ตั้งใจเรียน แต่บีบผู้ปกครองกู้หนี้ยืมสินเพื่อส่งลูกไปเรียนที่ดี ๆ สังคมส่งเสริมให้เด็กกล้าคิด กล้าตั้งคำถาม แต่เราไม่รับฟังความเห็นเขา ไม่ปล่อยให้เขาเป็นตัวของตัวเอง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดทางการเมืองของตนคืออะไร คำตอบเรียบง่ายมาก ตนมีความฝันอยากเห็นประเทศนี้ เป็นประเทศที่คนตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง ยินดีที่จะจ่ายภาษี และสะดวกใจกับการส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ เพราะถ้าคนในประเทศตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง แสดงว่าเรามีระบบการเมือง ที่ทำให้เสียงของประชาชนเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ถ้าคนในประเทศเรายินดีกับการจ่ายภาษี แสดงว่าเรามีรัฐบาลใช้จ่ายเงินของพวกเขาคุ้มค่า โปร่งใส ตรงจุด และถ้าคนประเทศเราสะดวกใจส่งลูกเรียนโรงเรียนรัฐ แสดงว่ามีบริการสาธารณะไว้วางใจให้รัฐดูแลคนที่เขารักที่สุด

“บางคนอาจบอกว่า 3 เป้าหมายนี้เป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้หรอก แต่ทุกท่าน ผมเชื่อว่าพวกเราพรรค ปชน.พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเมืองเป็นเรื่องแห่งความเป็นไปได้ 3 เป้าหมายนี้จะเป็นจริงได้ หากเราจับมือกันตั้งรัฐบาลประชาชน ถ้า 2 วันที่เหลือก่อนวันเลือกตั้ง ยังมีกูรูทางการเมืองคนไหน มีเซียนทางการเมืองคนไหน มาปรามาสเรา ว่า ไม่มีทางหรอกที่ พรรคปชน.จะชนะเลือกตั้ง ไม่มีทางหรอกที่เราจะตั้งรัฐบาล หรือเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้  ตนเชิญชวนทุกคนเข้าคูหา หักปากกาเซียน ด้วยปากกา คุณ กาเพื่อเปลี่ยน กา ปชน. 2 ใบ กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ เปิดประตูไปสู่อนาคตด้วยกัน”  นายพริษฐ์ กล่าว

ชวน เผย ปชป.กระแสนิยมเพิ่มสูงขึ้น แฉอีสานซื้อปาร์ตี้ลิสต์ 100 บาทขอเลือกคนมีอุดมการณ์

ชวน เผย ปชป.กระแสนิยมเพิ่มสูงขึ้น แฉอีสานซื้อปาร์ตี้ลิสต์ 100 บาทขอเลือกคนมีอุดมการณ์

ชวน เผย ปชป.กระแสนิยมเพิ่มสูงขึ้น แฉอีสานซื้อปาร์ตี้ลิสต์ 100 บาทขอเลือกคนมีอุดมการณ์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.11 น.

“ชวน” ประเมินกระแสนิยม ปชป.  เพิ่มสูงขึ้น ผู้สมัคร สส.มีโอกาสชนะไม่น้อย แฉ ถิ่นอีสาน จ่าย 100 บาท ซื้อปาร์ตี้ลิสต์ วอนประชาชนเลือกนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ หวังไม่กินเหยื่อ-ไม่เกินเบ็ด แต่หลายพื้นที่เกรงใจคนซื้อ เหตุเป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วันแบงค็อก กทม. ฟอรัม เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์”  นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ  กล่าวผ่านวีดีทัศน์ว่า ตนตระเวนหาเสียงเพื่อขอคะแนนให้กับระบบบัญชีรายชื่อรวม 50 วัน ตระเวนหาเสียงทั่วทุกภูมิภาค แม้ไม่ครบทุกจังหวัด แต่สำหรับภาคใต้ ตนไปครบ 14 จังหวัด มีประสบการณ์ที่ประจักษ์ด้วยตา และฟังจากคำบอกเล่า ขอสรุปว่าความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้นมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  กลับมานั่งหัวหน้าพรรค ทำให้ความนิยมเพิ่มทวีคูณ ผลทำให้เชื่อมั่นว่าใระบบบัญชีรายชื่อครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้รับการเลือกตั้งมากขึ้นกว่าเดิมหนลายเท่า เพราะเดิมได้ 3 คน  

นายชวน กล่าวต่อว่า มีบางจังหวัดที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่ามีบางพรรคซื้อเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ เสียงละ 100 บาท อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนการส่งผู้สมัครระบบเขตของพรรคประชาธิปัตย์ บนเงื่อนไขของเวลาที่มีน้อย น่าเห็นใจกรรมการบริหารพรรค แต่เมื่อดูจากหลายคนที่ได้ร่วมหาเสียงคิดว่าด้วยศักยภาพประกอบกับกระแสความนิยมของพรรคมีโอกาสชนะเลือกตั้งไม่น้อย

นายชวน กล่าวต่อว่ากับสิ่งที่ปรากฎในขณะนี้ คือ ระบบการซื้อเสียงรุนแรงกว่าในอดีต โดยเป็นกลุ่มเดิมที่ซื้อเสียง ใช้ธุรกิจการเมือง  หากผู้สมัครของพรรคฟันฝ่าไปได้ โอกาสชนะมีหลายคน แต่หากฟันฝ่าไม่ได้ โอกาสจะมีปัญหา แม้จะมีกระแสเช่นนี้ ประชาชนตั้งข้อข้อรังเกียจ และบอกว่ากินเหยื่นไม่กินเบ็ดทั้งที่ตน ไม่อยากให้กินเหยื่อ ไม่กินเบ็ด แต่ชุมชนเกรงใจผู้ซื้อเสียงเพราะเป็นฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน รวมถึง อสม.  

“ในเรื่องที่ใช้ อสม. เป็นเครื่องมือการเมือง รัฐบาลแถลงนโยบายเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต และบอกว่าพูดแล้วทำ แต่เรื่องนี้พูดแล้วไม่ทำ หากประชาชนเลือกสส. ซื้อเสียง จะได้รัฐบาลมาจากการซื้อเสียง ได้ฝ่ายนิติบัญญัติซื้อเสียง การแก้ปัญหาคดโกงก็ยาก จึงจำเป็นที่ประชาชนทั้งประเทศต้องสนับสนุนและเลือกนักการเมืองที่เชื่อมั่นว่าเป็นคนมีอุดมคติ ยึดมั่นเรื่องสุจริต ยุติธรรมและปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่สักแต่ว่าพูดแต่ปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นขอประชาชนเลือกประชาธิปัตย์ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์เป็นผู้บริหารประเทศ” นายชวน กล่าว

เอกนิติ ลั่นคนไทยรู้และก็พูด แต่ไม่ค่อยมีคนทำ ขออาสาพาชาติพ้นวิกฤต

เอกนิติ ลั่นคนไทยรู้และก็พูด แต่ไม่ค่อยมีคนทำ ขออาสาพาชาติพ้นวิกฤต

เอกนิติ ลั่นคนไทยรู้และก็พูด แต่ไม่ค่อยมีคนทำ ขออาสาพาชาติพ้นวิกฤต

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.59 น.

’เอกนิติ‘ เปิดใจทิ้งชีวิตก้าวหน้าทางราชการ เพราะห่วงประเทศ ลั่นคนไทยรู้และก็พูด แต่ไม่ค่อยมีคนทำ ขออาสาพาชาติพ้นวิกฤต คาดดัน ’ไตรมาส4‘ ฉุดศก.ไทยจากตกหล่ม0.3เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมา1.8เปอร์เซ็นต์ เพราะอานิสงส์ ’คนละครึ่งพลัส-กระตุ้นเบิกจ่าย’ ยันไร้ ’ประชานิยม‘ ก่อหนี้ลามลูกหลาน ชูนโยบาย10พลัสยา10เม็ดเพิ่มสกิลคนไทยสร้างรายได้ รับปากสัญญาด้วยเกียรติจะทำเพื่อคนไทย-ประเทศ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 18.05 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวปราศรัยใหญ่พรรคภูมิใจไทยโค้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งวันที่8ก.พ.69 ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก #ทีมไทยแลนด์” ว่า ไม่คิดว่าจะมาอยู่ในเวทีการเมือง เหตุผลที่ตนทิ้งชีวิตราชการที่เหลืออีก6ปี รวมถึงความมั่นคง และโอกาสในการเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ตนเจอคุณแม่ตนและบอกว่าตนเป็นห่วงประเทศ เลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ตนห่วงประเทศจะเจอวิกฤตอีกครั้ง ตนเคยผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง ตนเห็นตนตกงาน ธุรกิจเจ๊ง เห็นเพื่อนต้องเลิกเรียนหนังสือ เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกไม่ได้ คนไทยรู้ และก็พูดแต่ไม่ค่อยมีคนออกมาทำ ตนถึงอาสาออกมามาทำ ถ้ามีแต่คนพูดไม่มีคนออกมาทำ ประเทศไทยจะเจอวิกฤตแน่ๆ สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ มีคำเตือนจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก3แห่ง เคยเตือนเราว่าเสถียรภาพคลังของไทยเป็นลบถึงขั้นห่วยแตก โอกาสเจอวิกฤตสูงมาก ตนถึงทำทุกอย่างใน73วันแรกที่ตนเข้ามาเป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่ทำคือขอคืนหนี้ธกส. ซึ่งไม่เคยมีใครคืนมาเป็นเวลาหลายปี ทำแผนความยั่งยืนทางการคลังเพื่อบอกว่าไทยจะไม่ห่วยเหมือนที่เขาคิด ตนเริ่มทำงาน30ก.ย.2568 ตนขอนายกฯว่า เขาเอาเงินที่เหลือมาคืนหนี้ในอดีต ต่อมาวันที่13พ.ย.68 บริษัทS&P ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยมาอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ดังนั้นตนไม่เสียใจเลยที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤต 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แต่ไม่ใช่แค่นั้น ประเทศไทยเปรียบเหมือนรถยนต์ที่กำลังจะติดหล่ม สภาภาพัฒน์ ออกมาบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะติดหล่มในไตรมาสที่4 โตเพียง 0.3เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันคือทุกข์ของชาวบ้าน รายได้ชาวบ้านที่หายไป รายได้ไม่พอรายจ่าย คนไทยถึงเป็นหนี้เยอะ ต้องไปกูเงินทั้งสนและนอกระบบ ตนจึงขอนายกฯทำโครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเที่ยวดีมีคืน เที่ยวเมืองรอง และโครงการเร่งเบิกจ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินภาครัฐ สิ่งต่างๆเหล่านี้ไตรมาสที่4ที่เคยมองว่าจะโตแค่0.3เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้กระทรวงการคลังคาดการณ์ออกมาแล้วว่า ไตรมาส4เศรษฐกิจไทยจะโตได้1.8เปอร์เซ็นต์ เราจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าชาวบ้าน เขาจะมีรายได้ในกระเป๋าตังค์มากขึ้น นี่คือสิ่งที่ทำให้ตนไม่เสียใจที่ลาออกจากราชการ นอกจากนี้ยังมีโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ โครงการเอ็สเอ็มอีช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ตนให้กรมสรรพากรคืนเงินให้เอ็สเอ็มอีได้จำนวน60,000ล้านบาท ในไตรมาส4 เม็ดเงินที่หมุนทั้งหมด ตนไม่ได้ก่อหนี้สักบาทเดียว มันเป็นเม็ดงบฯที่เขาอนุมัติอยู่แล้ว แต่ตนนำมาใช้จ่ายให้ตรงเป้าทำโครงการหมุนเวียนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้หลายรอบ ตนทำทุกอย่างบนการรักษาวินัยการเงินการคลัง ตนในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ทำประชานิยม เพราะถ้าทำเมื่อไหร่ มันคือการก่อหนี้แล้วทิ้งภาระให้ลูกหลาน เราต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ ใช้เงินภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ตนขอเสียงผ่านไปยังทุกพรรคการเมืองว่า อย่าทำเลยประชานิยม และตนดีใจที่ยกเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้

“แต่ผมยังไม่สบายใจ ยังมีความทุกข์อยู่ ต่างชาติบอกว่าไทยจะเป็นคนป่วยใหม่แห่งเอเชีย ผมรับไม่ได้ แต่ผมนำธุรกิจไทยที่กำลังอยู่ในไอซียูเอาออกมาจากไอซียู แต่ยังไม่สบายใจ เพราะเราจะให้คนป่วยเขากลับมาแข็งแกร่ง แล้วแข่งขันกับเวทีโลกอย่างไร ทำอย่างไรเราจะเอารถขึ้นจากหล่ม ผมจึงอาสาขอทำต่อ ผมได้มีโอกาสนำทีมภาคเอกชนเป็นทีมไทยแลนด์ เราพาธุรกิจไทย รัฐบาลไทยไปอยู่บนเวทีโลกที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ สิ่งที่ผมเห็นคือโลกแตกเป็นเสี่ยงๆ ผมเห็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจ ผมเห็นนายกรัฐมนตรีประเทศหนึ่ง ใช้อำนาจทุกอย่างดึงคนมาเป็นพวก แล้วไทยจะอยู่ตรงไหน เราถึงต้องหาพันธมิตร ผมถึงนำทีมไทยแลนด์ไปเจรจาให้อยู่บนโต๊ะเจรจาบนเวทีโลก ผมดีใจที่ดึงนักลงทุนเข้ามา คำพูดที่ทรงพลังที่สุดที่ดาวอสสะเทือนมาถึงดาวคะนอง เขาบอกว่าถ้าคุณไม่อยู่เจรจาบนโต๊ะอาหารในเวทีโลก คุณจะกลายเป็นอาหารให้เขากิน อย่างน้อยผมพิสูจน์ให้เห็นว่า73วันที่ทำงาน ผมได้นำทีมไปอยู่บนเวทีเจรจาบนโต๊ะอาหาร เรานำทีมไปดึงการลงทุนไม่ต่ำกว่า500,000ล้านบาท เราต้องช่วยพัฒนาทักษะคนไทยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ“ นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันตนและทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ได้ทำนโยบายเศรษฐกิจ10พลัส ที่จะทำให้คนป่วยกลับมาแข็งแรง ยา 5เม็ดสำคัญแรกที่จะทำให้คนไทยรวยขึ้น คือ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเกษตร ใช้อิเล็คทรอนิกส์ผลักดันสินค้าประเทศไทย เศรษฐกิจสีเขียวพลังงานสะอาด การใช้AIพลัสสอนคนไทยใช้เอไอฟรี ส่วนยาเม็ดสุดท้าย ต้องทำให้การลงทุนประเทศไทยอนุมัติได้ไวขึ้นไม่มีกั๊ก ปีที่แล้วการลงทุนประเทศไทย1.8ล้านล้านบาทที่มาขอส่งเสริมการลงทุน โตขึ้น63เปอร์เซ็นต์ ส่วนยาอีก5เม็ด ตนจะทำให้คนไทยได้รับรายได้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย ด้วยการ เพิ่มเงินคนตัวเล็กตัวน้อยด้วยการสอนทักษะขายของออนไลน์ สร้างรายได้ ไม่ต้องมารอคอยความหวัง โครงการชุมชนพลัสให้งานไปหาชุมชน โครงการเพิ่มโอกาสธุรกิจเอ็มเอ็มอีไทย อย่าให้ต่างชาติมาเอาเปรียบ โครงการผู้สูงวัยพลัส ฝึกให้เขาใช้เอไอเพื่อที่จะได้สร้างรายได้ ไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน การเปิดโอกาสให้เข้าถึงยารักษาโรคได้สะดวกขึ้น เป็นต้น

”นโยบายเศรษฐกิจ10พลัส ยา10เม็ดของผม ต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ เติบโตเต็มศักยภาพ บนพื้นฐานของการมีวินัยการเงินการคลัง วันนี้รถไฟขบวนสุดท้ายกำลังมา ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย ข่าวคนป่วยแห่งเอเชีย วันนี้ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำให้เขาเป็นคนแข็งแกร่งแห่งเอเชียที่ยืนได้บนขาตัวเอง เราอาจจะตกหล่น ผมจึงขอโอกาสมาทำต่อ ทำไมผมถึงมาอยู่พรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยให้โอกาสผมทำงานให้ประชาชนและประเทศไทย คนทำได้ ทำเป็น ตั้งใจจริงเพื่อประเทศมีอยู่น้อย ผมขออาสามาทำงานตรงนี้ ผมทำงานมา73วันถ้ากลับด้านก็37 ผมขอเสียงให้เลือกเบอร์37ด้วย ผมสัญญาว่าจะทำเพื่อคนไทย เพื่อประเทศไทย ด้วยเกียรติของเอกนิติ“ นายเอกนิติ กล่าว

ปิดเวทีพะเยา ธรรมนัส ลั่น บ้านเกิดจะไม่เป็นเมืองทางผ่านอีก มั่นใจ 40-60 ที่นั่ง ไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง

ปิดเวทีพะเยา ธรรมนัส ลั่น บ้านเกิดจะไม่เป็นเมืองทางผ่านอีก มั่นใจ 40-60 ที่นั่ง ไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง

ปิดเวทีพะเยา ธรรมนัส ลั่น บ้านเกิดจะไม่เป็นเมืองทางผ่านอีก มั่นใจ 40-60 ที่นั่ง ไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.45 น.

ปิดเวทีพะเยาเดือด! “ธรรมนัส” ลั่น บ้านเกิดจะไม่เป็นเมืองทางผ่านอีก ชูผลงาน 5 ปีเปลี่ยนโฉมทั้ง ถนน น้ำ เกษตร ท้าพรรคใหญ่ดูเอาเองใครทำจริง ประกาศปักธงเขียวทั่วประเทศ มั่นใจ 40–60 ที่นั่ง ไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง 

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น.ที่ลานตลาดนัดคลองถม (บ้านหม้อ) อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาพรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส.พะเยา ของพรรคกล้าธรรม ได้แก่ เขต 1 นายอัครา พรหมเผ่า หมายเลข 3,เขต 2 นายอนุรัตน์ ตันบรรจง หมายเลข 1 และเขต 3 นายจีรเดช ศรีวิราช หมายเลข 1 

โดย นายอนุรัตน์ กล่าวเปิดเวทีช่วงหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการสู้ครั้งที่ 2 ของพี่น้องชาวพะเยา เพราะเรามีโอกาสผลักดันคนพะเยาให้ก้าวไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นั่นคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา พี่น้องในอำเภอจุน อำเภอเชียงคำ และอำเภอภูซาง ได้มอบความไว้วางใจให้ตนเข้าไปทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร นำปัญหาในพื้นที่ไปผลักดันของบประมาณจากกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของเรา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหา “โค้งเชียงบาน” ที่เคยถูกเรียกว่า “โค้งมรณะ” วันนี้ได้รับงบประมาณมาก่อสร้างถนนคอนกรีตและติดตั้งสัญญาณไฟจราจร เพิ่มความปลอดภัยให้พี่น้องชาวเชียงบานอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือ น้ำท่วมในอำเภอเชียงคำ จากแม่น้ำลาวและแม่น้ำญวน ที่ไหลมารวมกันบริเวณตำบลหย่วน ส่งผลกระทบต่อตำบลเจดีย์คำ ตำบลเวียง ตำบลหย่วน และเขตเทศบาลเชียงคำ ปัญหานี้ได้รับการผลักดันจนเกิดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ตำบลร่มเย็น วงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท เป็นงบผูกพันถึงปี 2573 เพื่อบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ช่วยเกษตรกรในตำบลร่มเย็น ฝายกวาง เวียง เจดีย์คำ และหย่วน ได้มีน้ำทำการเกษตรอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ ตำบลน้ำแหวน ซึ่งมีพื้นที่นากว่า 30,000 ไร่ ได้รับการอนุมัติงบประมาณจัดซื้อเครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนการสูบน้ำของเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้พี่น้องในพื้นที่ ทั้งหมดนี้คือ ผลงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ และความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องของพรรคกล้าธรรม 

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้จังหวัดพะเยาเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ไม่ใช่เมืองทางผ่านเหมือนในอดีต แต่กำลังก้าวสู่การเป็นเมืองหลักของภาคเหนือ โดยเฉพาะด้านคมนาคมที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการรถไฟรางคู่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ การขยายถนนสายหลักจาก 2 เลนเป็น 4 เลนในหลายเส้นทาง และกำลังจะมีสนามบินแล้วในเร็ว ๆ นี้ ทำให้การเดินทางสะดวกและเอื้อต่อการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน

“พะเยาวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ถนนขยายเกือบทุกสาย รถไฟกำลังมา งบประมาณลงถึงพื้นที่หมู่บ้านและชุมชน เราต้องทำให้พะเยาเป็นเมืองที่คนมาแล้วต้องแวะพัก ใช้จ่าย และสร้างรายได้ในพื้นที่ ไม่ใช่แค่ผ่านไปจังหวัดอื่น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงภาคการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในจังหวัดพะเยา โดยยกตัวเลขจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่า ปี 2568 รายได้ท่องเที่ยวของประเทศภาพรวมติดลบกว่า 2% แต่จังหวัดพะเยาเติบโตบวก 10.82% สูงสุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการส่งเสริมกิจกรรม การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน สะท้อนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นของพวกเรา

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงภาคเกษตรกรรมว่า เป็นหัวใจสำคัญของคนพะเยา นโยบายต้องเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงคำสัญญา โดยยกตัวอย่างโครงการปุ๋ยคนละครึ่งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร รวมถึงการดูแลราคายางพาราให้ปรับตัวดีขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงมากขึ้น โดยพรรคกล้าธรรมมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เกษตรกรต้องอยู่ได้จริง ต้องลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเข้าถึงมาตรการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง นโยบายที่พูดบนเวทีต้องทำได้ ไม่ใช่ขายฝัน

“การพัฒนาต้องควบคู่กับการรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งประเพณีสำคัญ ภาษาคำเมือง และอัตลักษณ์ของชุมชน ผมขอเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งโดยขอให้เลือกผู้สมัครจากพรรรกล้าธรรมทั้ง 3 เขต ที่พี่น้องประชาชนได้เห็นผลงานของ 2 สส.และ 1 รัฐมนตรีมาแล้ว ครั้งนี้ เราจะเข้ามาดูแลจังหวัดพะเยาของพวกเราเหมือนเดิม และพร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อพัฒนาจังหวัดอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุผลในการเลือกเวทีปราศรัยปิดท้ายที่ จ.พะเยา เพราะถิ่นกำเนิดของเราคือที่นี่ และเราเห็นว่าการปราศรัยของพรรคใหญ่หลายพรรค เอาจุดขายและนโยบายของตัวเองไปนำเสนอต่อคน กทม. แต่สำหรับพรรคกล้าธรรม เรามาจากคนฐานราก เมื่อเราเกิดที่นี่ ก็จะมาปิดการปราศรัยที่นี่

“ไปถามก็รู้ว่า ใครทำอะไรให้คนพะเยาบ้าง พวกผมเข้ามาแค่ 5-6 ปี บ้านเมืองเปลี่ยนไปเยอะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน จ.พะเยา ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางราง เราทำมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดมากว่านักการเมืองที่เข้ามาในยุคของผมเป็นอย่างไร ขอให้พรรคอื่นดูเอาแล้วกัน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนปราศรัยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 จังหวัด ซึ่งตนมั่นใจว่าปักธงสีเขียวได้ ส่วนจะได้กี่คนต้องรอดู ซึ่งตามโพลของแต่ละสำนัก บอกว่าตนได้ประมาณ 40-50 คน แต่สำหรับโพลที่เราทำ ก็มีประมาณ 60 กว่าคน

“ผมไม่ใช่คนชอบฝัน แต่พรรคอื่นอาจจะชอบฝัน ก่อนหน้านี้พรรคบางพรรคเอาระดับเบอร์ 1 เข้ามา แต่เด็กๆ ที่เพิ่งมา ไม่มีความหมายหรอก ขนาดสมัยก่อนเอาเบอร์อย่างหนามาก็ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปัญหา พะเยา 3 เขตมี 5 แสนคน ถ้าจะหลุดไปสัก 1-2 หมื่น ก็เป็นเรื่องปกติ”

ปรากฏการณ์ศุภจี! ขึ้นเวทีปราศรัย ยอดวิวพรรคภูมิใจไทยพุ่ง 3.8 หมื่นวิว

ปรากฏการณ์ศุภจี! ขึ้นเวทีปราศรัย ยอดวิวพรรคภูมิใจไทยพุ่ง 3.8 หมื่นวิว

ปรากฏการณ์ศุภจี! ขึ้นเวทีปราศรัย ยอดวิวพรรคภูมิใจไทยพุ่ง 3.8 หมื่นวิว

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.26 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคภูมิใจไทย ได้มีการปราศรัยใหญ่ปิดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทยได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก“ 

โดยในช่วงที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยได้ไม่กี่นาที ทำให้ยอดวิวเพจพรรคที่ทำการไลฟ์อยู่ยอดวิวพุ่ง 38,000 วิว

Yes we can! สีหศักดิ์ ขอ 4 ปี ภท.เป็นรัฐบาล พาไทยกลับสู่เวทีโลก อย่างมีศักดิ์ศรี-มีเกียรติภูมิ  

Yes we can! สีหศักดิ์ ขอ 4 ปี ภท.เป็นรัฐบาล พาไทยกลับสู่เวทีโลก อย่างมีศักดิ์ศรี-มีเกียรติภูมิ  

Yes we can! สีหศักดิ์ ขอ 4 ปี ภท.เป็นรัฐบาล พาไทยกลับสู่เวทีโลก อย่างมีศักดิ์ศรี-มีเกียรติภูมิ  

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.05 น.

’สีหศักดิ์‘ อ้อนขอ 4 ปีภท.เป็นรัฐบาล ถึงเวลาพาปท.ไทยขับเคลื่อนกลับสู่เวทีโลก อย่างมีศักดิ์ศรี -มีเกียรติภูมิ  ลั่น ‘ Yes we can’ ขอให้มั่นใจภูมิใจไทย ถึงเวลาการเมืองใหม่ -ผู้บริหารในรัฐบาลเป็นมืออาชีพ  พร้อมเดินหน้าทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ยก‘ศุภจี’ ทีมบริหารนั่งรองนายกฯ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.38 น.ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นปราศรัยในงานปราศรัยใหญ่ปิดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทยได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก“  ว่า วันนี้ไม่คิดเลยว่าจะมีคนเยอะ ดีใจที่ได้มีโอกาสมาพบทุกท่านต้องยอมรับว่ามีความตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะตนต้องเปิดเผยความลับที่จริงตนปิดตัวเองทุกวัน ตนไม่เคยคิดจะมาอยู่ตรงนี้ไม่เคยคิดเลยการเป็นนักการทูตอาชีพจะได้รับหน้าที่เป็นรมว.ต่างประเทศ และยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกด้วย ยืนยันว่าตนทำงานเต็มที่แน่นอน จากการเป็นเอกอัครราชทูตสิ่งที่อยู่ในใจตลอดเวลาคือเป็นผู้แทนประชาชน มีพระราชสาสน์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำงานของตน ผลประโยชน์ของประเทศต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด  แต่สิ่งหนึ่งที่ตนเชื่อเราทำได้ถ้าเราตั้งใจ  ตนไปร่วมงานดีเบต เขาถามว่ามีความคาดหวังอย่างไรกับการเมืองไทย  บางครั้งเราอยู่ถอยหลังด้วยซ้ำ สถานะเราอยู่นอกจอเรดาร์ในเวทีโลกค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะการเมืองของเราไม่นิ่งเศรษฐกิจเราไม่ดี และการทูตของเราก็ต้องตั้งรับอยู่ตลอดเวลาการเลือกตั้งครั้งนี้มันเป็นหน้าที่ของทุกท่านที่จะเลือกพรรคที่ท่านคิดว่ามีความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศไทย เพราะมันถึงเวลาแล้วที่เราจะขับเคลื่อนประเทศไทย และตนคิดว่าสิ่งที่ท่านคาดหวังมันมากกว่านั้น คือท่านต้องการเห็นการเมืองใหม่ การเมืองที่มีมีมาตรฐานสูงขึ้น

เพื่อต้องการเห็นผู้บริหารในรัฐบาลที่มีความสามารถเป็นมืออาชีพ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นคนนอก แต่คนในพรรคก็มี คนรุ่นหลังก็มีอีกเยอะแยะ ที่มาร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าดีใจเป็นอย่างยิ่ง การเมืองที่เราตรวจสอบได้และโปร่งใส

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำคัญที่สุดต่อไปนี้คนที่เป็นรัฐมนตรีและผู้บริหารในรัฐบาลต้องมี ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ(KPI) มีการประเมินผล 4 ปีข้างหน้านี้ เราขอกลับมาเป็นรัฐบาล เราจะนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกยังมีศักดิ์ศรี และมีเกียรติภูมิ และเราจะเดินหน้าความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาต่อไปแต่การต่างประเทศไม่ได้อยู่ที่กัมพูชาอย่างเดียว  4 เดือนที่แล้ว พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำงานของเราเป็นอย่างไรสถานะของเราเป็นอย่างไรสิ่งที่ที่ตนอยากจะพูดคือ Yes we can เราทำได้ ขอให้มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย มั่นใจในความเป็นมืออาชีพของเราจาก 4 เดือน เราขอเป็น 4 ปี  4 ปีมันจะเป็นสิ่งที่นำประเทศไทยกลับไปสู่เวทีโลกอย่างแท้จริงในแนวหน้า แต่เรามอง 4 ปีข้างหน้าจะเห็นว่าโลกมีความผันผวนโลก มีความไม่แน่นอนเยอะแยะ ความอันตรายมันมาถึงตัวเรา แต่ตนคิดว่าเรารอด เพราะเราต้องมั่นใจในตัวเรา มั่นใจในศักยภาพของเราเพราะในชีวิตการเป็นนักการทูตของตน บรรพบุรุษของเราสอนมาว่าถ้าเรามีการทูตที่มีชั้นเชิงการทูตที่ชาญฉลาดเราไปได้ เราอยู่รอด แต่ไม่ได้อยู่รอดอย่างเดียว เราจะก้าวหน้าด้วยความมั่นคง มันพิสูจน์ให้เห็นแล้ว โลกเป็นโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เราต้องมั่นใจว่าถ้าเรามีพันธมิตรร่วมกับเราจะมีกำลังมากขึ้นในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ และโลกเป็นโรคที่การแข่งขันทางภูมิศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ2 ขั้ว การจะอยู่รอด เราอยู่ตรงกลาง เราต้องมั่นใจว่าเรารอด เพราะยังมีอีกหลายขั้ว เราต้องหาขั้วเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่เราอยู่ระหว่างกลาง 2 ขั้วอย่างเดียวการที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วหมายความว่าเราสามารถถ่วงอำนาจระหว่างขั้วได้ และเรามีทางเลือกมากขึ้น 

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เราต้องอาศัยสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จคือเพื่อนอาเซียนคือพลังแห่งการทูตมันมีพลัง เราทำได้ด้วยการทูตที่มีชั้นเชิง เชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤติต่างๆได้และผ่านด้วยความมั่นคง และความมั่นใจการทูตต้องยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อให้การทูตมีความหมาย ซึ่งสิ่งแรกที่เราจะทำเมื่อกลับเป็นรัฐบาลคือเราจะดำเนินการทูตเศรษฐกิจในเชิงรุก และเราจะทำงานร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ เพื่อหาตลาดใหม่ มุ่งมั่นกระทรวงต่างประเทศสี่ปีข้างหน้าสร้างความมุ่งมั่นเศรษฐกิจไทยและสร้างศักยภาพในการแข่งขันและสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆทั่วโลก

“ผู้ใหญ่สอนผมอย่างหนึ่งว่าการทูตที่ดี การทูตที่ประสบความสำเร็จเริ่มต้นในบ้านของเรา ถ้าเราไม่จัดการบ้านของเราให้ดี ถ้าท่านไม่เลือกพรรคการเมืองที่ถูกต้องมาบริหารประเทศ ท่านต้องเลือกพรรคการเมืองที่ถูกต้องและท่านมีความมั่นใจ ในการทำงาน เราต้องผนึกกำลังเป็นทีมประเทศไทยทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง เราต้องนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก เราจะอยู่ที่เดิมไม่ได้นำพาประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลง ขอให้ท่านเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย เราจะมาสร้างโอกาสสร้างอนาคตให้ทุกท่าน ทุกรุ่น ทุกอายุ รุ่นใหม่และรุ่นหลัง เราต้องทำเพื่อประเทศไทย ขอให้ท่านมั่นใจในตนและมั่นใจในศักยภาพของพรรคภูมิใจไทยและบุคลากรของเรา เพราะเรามุ่งมั่นในประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติภูมิ และหวังผลประโยชน์ของประเทศไทย เพราะเรานำผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นที่ตั้ง สุดท้ายไทยต้องเป็นไทยในเวโลก”นายสีหศักดิ์  กล่าว

เช็คเรตติ้งปราศรัยโค้งสุดท้าย 4 พรรคใหญ่ ปชป.ยอดวิวทะลุครึ่งแสน

เช็คเรตติ้งปราศรัยโค้งสุดท้าย 4 พรรคใหญ่ ปชป.ยอดวิวทะลุครึ่งแสน

เช็คเรตติ้งปราศรัยโค้งสุดท้าย 4 พรรคใหญ่ ปชป.ยอดวิวทะลุครึ่งแสน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.25 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  4 พรรคใหญ่ได้จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 โดยมียอดคนดูไลฟ์ เฉลี่ยแต่ละพรรคดังนี้ 

พรรคประชาธิปัตย์ จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ที่วัน แบงค็อก ฟอรั่ม โดยเพจพรรคทำการไลฟ์เฉลี่ยคนดูกว่า 65,XXX วิว

พรรคภูมิใจไทย จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม เพจพรรคทำการไลฟ์เฉลี่ยคนดู1,XXX วิว

พรรคประชาชน จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬา้ยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เพจพรรคทำการไลฟ์เฉลี่ยคนดู12,XXX วิว

พรรคเพื่อไทย จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ที่สนามเทพหัสดิน กทม. เพจพรรคทำการไลฟ์เฉลี่ยคนดู3,XXX วิว

แดงเถือกทั้งสนาม เพื่อไทยเปิดเวทีใหญ่โค้งสุดท้าย ขนแคนดิเดต แกนนำชุดใหญ่ย้ำนโยบายไม้ตาย

แดงเถือกทั้งสนาม เพื่อไทยเปิดเวทีใหญ่โค้งสุดท้าย ขนแคนดิเดต แกนนำชุดใหญ่ย้ำนโยบายไม้ตาย

แดงเถือกทั้งสนาม เพื่อไทยเปิดเวทีใหญ่โค้งสุดท้าย ขนแคนดิเดต แกนนำชุดใหญ่ย้ำนโยบายไม้ตาย

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.21 น.

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นวันนี้ พรรคเพื่อไทยมีกำหนดการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่เวทีสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ที่สนามเทพหัสดิน กรุงเทพมหานคร เพื่อเน้นย้ำนโยบายสำคัญและปราศรัยเชิญชวนให้ประชาชนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย โดยได้ขนบรรดาแกนนำชุดใหญ่ของพรรคมาร่วมเวที ทั้งนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยพร้อมมือปราศรัยหลัก อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รวมถึงน.ส.จิราพร สินธุไพร ผู้สมัคร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย เป็นต้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศก่อนเวทีจะเริ่มนั้น มีมวลชนสวมเสื้อสีแดงพร้อมอุปกรณ์เชียร์ ต่างทยอยเดินทางเข้ามายังพื้นที่รอบๆ สนามกีฬาเทพหัสดินตั้งแต่ช่วงบ่าย ก่อนที่ประตูจะเปิดให้เข้างานในช่วงเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป โดยกลุ่มมวลชนเสื้อแดงเดินทางมาจากหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ส่วนบริเวณด้านนอกสนามกีฬาเทพหัสดินได้มีการตั้งร้านค้าของกินและของที่ระลึกต่างๆ โดยใช้เต็นท์เป็นสีแดงขาว 

พรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยสน.ปทุมวัน ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบกระจายดูแลประชาชนโดยรอบ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ EOD ได้ทำการตรวจหาวัตถุต้องสงสัยในบริเวณจุดปราศรัยก่อนที่ประตูจะเปิดให้มวลชนเข้าไปด้านใน รวมถึงยังมีสุนัขตำรวจ K9 คอยเดินตรวจตราโดยรอบอีกด้วย 

ขณะที่กำหนดการปราศรัยค่ำนี้ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 17.30 น. โดยจะมีการแนะนำตัวผู้สมัคร สส.กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ก่อนจะเข้าสู่การปราศรัยของแกนนำต่างๆ ในเวลา 18.00 น. ไปจนถึง 21.00 น. ซึ่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 3 คน รวมถึงแกนนำบางส่วนจะเดินทางมาเวทีปราศรัยด้วยรถไฟฟ้า โดยลงที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ก่อนเดินเท้าเข้ามายังสนามกีฬาเทพหัสดินในช่วงประมาณ 17.00 น. 

พรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม สำหรับไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเน้นย้ำนโยบายของพรรคที่ชูในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ เช่น นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย บ้านเพื่อคนไทย โครงการรัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30% นโยบายคนไทยไร้จน โครงการหวยใบเสร็จ โครงการสร้างเศรษฐี 9 คน วันละ 9 ล้านบาท เป็นต้น

พรรคเพื่อไทย

จุลพันธ์ ซัดพิรุธ หมายเรียก สส พัวพันเว็บพนันโผล่โค้งสุดท้าย ยันไร้มูล หวังผลการเมือง

จุลพันธ์ ซัดพิรุธ หมายเรียก สส พัวพันเว็บพนันโผล่โค้งสุดท้าย ยันไร้มูล หวังผลการเมือง

จุลพันธ์ ซัดพิรุธ หมายเรียก สส พัวพันเว็บพนันโผล่โค้งสุดท้าย ยันไร้มูล หวังผลการเมือง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.05 น.

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มงานสอบสวนกองบังคับการ ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ส่งหมายเรียกนายพลากร พิมพะนิตย์ ผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย หลังมีกระแสข่าวเอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ ว่า หากเป็นเรื่องมีมูลเราก็ไม่ปกป้อง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ต้องตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงนี้เป็นช่วงใกล้การเลือกตั้ง และนี่เป็นเพียงแค่หมายเรียกให้เข้าไปชี้แจง ซึ่งเท่าที่ทราบมาตัวรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเรียกประชุมหน่วยงานเพื่อเร่งรัดคดีความเรื่องการเมืองเป็นพิเศษ หากมีความเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงจริง เชื่อว่ารัฐมนตรีคงต้องสั่งการ และคงไม่ปล่อย คงจะดำเนินการให้เป็นเรื่องการจับกุมไปแล้ว 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า แต่นี่เป็นลักษณะของหมายเรียกเท่านั้นและในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้สอบถามไปยังเจ้าตัว ซึ่งปฏิเสธและยืนยันในความบริสุทธิ์ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่เราดูด้วยความเป็นห่วง เพราะเคยให้ข้อสังเกตไปหลายครั้งแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้การใช้อำนาจรัฐในหลายรูปแบบ จึงอยากให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลาง เรื่องอะไรที่ถูก ผิด ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน อย่าไปใช้อำนาจที่ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ดี นักการเมืองมาแล้วก็ไป ไม่มีใครอยู่ตลอดการแต่ข้าราชการต้องยึดมั่นในกฎหมายและหลักการ แต่เราจะติดตามความคืบหน้าเรื่องราวต่อไป

จุลพันธ์

เมื่อถามถึง กรณีที่ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีของผู้สมัครคนดังกล่าวแล้ว ก่อนการส่งลงสมัครได้ตรวจสอบประวัติรายละเอียดแล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราได้ตรวจสอบประวัติครบถ้วน ผู้สมัครที่เป็น สส. เก่าเรามีเวลานาน เราส่งให้หน่วยงานไม่ต่ำกว่า 10 หน่วยงานในการตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง และความบริสุทธิ์ ซึ่งผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่ตอบกลับมาในกรณีดังกล่าว ก็ไม่มีเรื่องราวอะไร

เมื่อถามว่า ผู้สมัครรายดังกล่าวยังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่าหนีออกนอกประเทศไปแล้ว นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยังอยู่ในประเทศ เพราะใกล้จะเลือกตั้งแล้วในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ยังไงก็ต้องอยู่ และไม่มีเรื่องที่ต้องออกไป เพราะเป็นแค่หมายเรียกเท่านั้น

เมื่อถามว่า การมีข่าวเช่นนี้ออกมาก่อนวันเลือกตั้ง 2 วันนั้น จะส่งผลต่อคะแนนของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คงเป็นความคาดหวังของคนที่ปล่อยข่าวเพราะเรื่องลักษณะนี้ ดูจังหวะจะโคน ไม่ใช่แค่เรื่องของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น เพราะเคยมีกรณีของพรรคอื่นด้วย ซึ่งในวันที่เป็นพรรคอื่น ตนยืนยันว่าไม่ได้โทษตัวพรรคในการตรวจสอบคน ซึ่งผิดพลาดกันได้ แต่เราเป็นห่วงในลักษณะของการเร่งรัดผิดปกติ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงการเลือกตั้ง และมีขบวนการในการเร่งรัด ขณะที่พรรคฝ่ายรัฐบาลดูจะขาวเหลือเกิน ดูจะสะอาดมาก ตรงจุดนี้ เราก็บอกว่าอย่าใช้กลไกอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมืองเท่านั้นเอง ในส่วนของคดีความก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า