ณัฐพงษ์ ปลุก 8 ก.พ. กา 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจประชาชนไม่ได้

ณัฐพงษ์ ปลุก 8 ก.พ. กา 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจประชาชนไม่ได้

ณัฐพงษ์ ปลุก 8 ก.พ. กา 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจประชาชนไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.14 น.

‘ณัฐพงษ์’ ปลุกกา 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจประชาชนไม่ได้ ชี้ 8 ก.พ.มีแค่ 2 ตัวเลือก กาใบเดียวได้แบบเดิม กาส้ม 2 ใบได้เปลี่ยนแปลง ยัน 4 ปีพร้อมปราบโกง-ทุนเทา เอาเงินมาทำสวัสดิการรัฐ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้าฟังปราศรัยเนืองแน่น 

เมื่อเวลา 20.05 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯของพรรค ปชน. กล่าวปราศรัยเป็นคนสุดท้าย ว่า 8 ก.พ.นี้ใช้ปากกาตัดสินใจกาเพื่อยืนยันความเชื่อเดิม ๆ ในอดีต ไม่ว่า เคยนิยามตัวเองว่าต่อสู้ ไม่ว่าสีไหนในอดีต บอกว่าฉันรักชาติมากที่สุด หรือว่าแม้แต่ท่านจะเลือกกากบาทลงไปสีเสื้อที่ท่านเคยนิยามตัวเองว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ความเชื่อที่ทุกท่านเลือกกาในอดีต ไม่ใช่สิ่งผิด ยืนยันความรักชาติ และความเป็นประชาธิปไตย เดินไปข้างหน้าพร้อมกันได้ แต่เมื่อกี้นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เตือนสติพวกเราแล้ว ขอเสียงคนเห็นช้างตัวเดียวกันหน่อย

ช้างตัวนั้นคือบรรดาชนชั้นนำที่ยึดกุม ถือครองอำนาจทางการเมืองในประเทศนี้อยู่ ดังนั้นเชิญชวนประชาชนคนไทยทั่วประเทศ 8 ก.พ.นี้ ใช้ปากกาของท่าน กาเพื่อเปลี่ยน เปลี่ยนออกจากการเมืองที่ผูกขาดอยู่กับชนชั้นนำ เป็นการเมืองของประชาชน ดีหรือไม่

การเมืองของประชาชนมันเรียบง่ายมาก เมื่อกี้นายธนาธร เล่าการเดินทาง 8 ปีให้เราฟังแล้ว การเมืองของประชาชนเรียบง่ายมาก หมายถึงแค่ว่า การเมืองที่เสียงของประชาชนมีความหมายอย่างแท้จริง การเมืองที่ผ่านมา ทำไมเสียงของพวกเราไม่เคยมีความหมายเลย เพราะนักการเมืองเขามองเสียงของประชาชนเป็นแค่เสียงในคูหา เปลี่ยนเสียงในคูหาเป็นจำนวน สส. แล้วเอาจำนวน สส.ต่อรองแลกเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อหาเงินไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่พวกเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน 

ตนเป็นหนึ่งคนที่ได้รับเกียรติ ได้ร่วมเดินทางมากับพี่น้องทุกคนในฮอล์แห่งนี้ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ รู้สึกเป็นเกียรติ ขอบคุณ และภาคภูมิใจที่เราร่วมเดินทางมาถึงวันนี้ การเมืองของประชาชนเป็นจริงมากขึ้นทุกวัน เมื่อสักครูนายธนาธร มีการพูดถึงกฎหมายที่เราผลักดันได้ร่วมกัน แม้เราจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน การเลือกตั้งครั้งนี้ เราได้ผลักดันประเด็นก้าวหน้า ทั้งประกันสังคมโปร่งใส ผลักดันเสรีพลังงาน นี่ใช่หรือไม่อนาคตใหม่ที่พวกเราอยากได้

นอกจากประชาชนช่วยกันสถาปนาการเมืองของประชาชนให้เป็นจริงมากขึ้นทุกวัน อีกด้านหนึ่ง ทุกท่านช่วยกันทลายการเมืองที่ผูกขาดให้มันผุพังลงทุกวันเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมา เรามีคนธรรมดามาทำงานการเมือง คนธรรมดาหลายคนที่ไม่ได้มีนามสกุลใหญ่โต ห่างไกลจากคำนิยามว่าเป็นนักการเมืองมุ้งใหญ่ ห่างไกลจากคำว่าคนที่เป็นเจ้าของเงินทุน มาซื้อ มายึดครองพรรคการเมืองได้

อยากบอกว่าการเดินทางของพวกเราที่ผ่านมา ตลอด 8 ปีนี้ เป็นการเดินทางที่สวยงาม ที่บอกว่าสวยงาม เพราะการเดินทางของพวกเราแต่ละคนล้วนมีความหมาย ที่วันนี้หล่อหลอมให้ทุกคนรวมกันในวันนี้ ที่ผ่านมาการเดินทางของพวกเราไม่ง่าย มีอุปสรรคขวากหนามหลายคนโดนเล่นงาน หลายคนโดนข่าวปลอมโจมตี หลายคนโดนดำเนินคดีฟ้องร้องปิดปาก ไม่ว่าพวกเรามีบาดแผลสักเท่าไหร่ เกิดเป็นส้มมันต้องอดทน ความอดทน ความมั่นคงในหลักการ ความเชื่อในการเมืองของประชาชน นี่แหละทำให้พวกเรารัก และศรัทธากันและกันมาถึงทุกวันนี้

ก่อนไปถึงสถานีปลายทางที่เราเรียกว่าสถานีประชาชนนั้น เรายังต้องเดินทางผ่านอีกหลายสถานี ยกตัวอย่าง การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ การจัดการทุจริต การทลายทุนผูกขาด การพัฒนาหัวเมืองรอง การแก้ปัญหารัฐพันลึก เอาทหารออกจากการเมือง เอาตั๋วออกจากตำรวจ ทุกสถานีที่ตนบอกเมื่อสักครู่นี้ ไม่ง่าย แต่เชื่อว่าพวกเราทำได้ ทำได้ด้วยเสียงของประชาชนทุกคน

ก่อนที่เราจะมีโอกาสมุ่งหน้าสู่สถานีถัดไป สถานีแรกที่เรามีนัดหมายกันคือ 8 ก.พ.ใช่หรือไม่ สถานีต่อไปที่พวกเราต้องช่วยกันเปลี่ยน กาเพื่อเปลี่ยน จาก 14 ล้านเสียง เป็น 20 ล้านเสียง กาให้ถล่มทลาย กาให้ถึง 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจของประชาชนไม่ได้อีก

การที่เราเดินหน้าสู่ 20 ล้านเสียง พวกเราต้องสื่อสารถึงคนทุกกลุ่มในประเทศนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นปู่ รุ่นย่า รุ่นตา รุ่นยาย หรือคนในวัยเกษียณ อยากให้พวกท่านเหล่านี้กาเพื่อจุดไฟในตัวลูกหลานพวกเขาอีกหนึ่งครั้ง จุดไฟแห่งความหวังของพวกเขา ให้กลับมาลุกโชนอีกหนึ่งครั้ง เหมือนที่ไฟของพวกเขาเคยลุกโชนด้วยความหวัง เมื่อไทยเคยอยู่ในสถานะเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย อยากฝากคนวัยทำงาน หรือรุ่นเดียวกับตน ให้กาเพื่อลูกหลาน ให้สังคมไทยดีกว่านี้ ให้ทุกคนเกิดและเติบโตมาในประเทศนี้ มีโอกาสประสบความสำเร็จเท่า ๆ กัน ไม่ต้องจ่ายส่วย สินบน เงินใต้โต๊ะ หรือไม่ต้องเกิดในครอบครัวที่รวยกว่า ถึงประสบความสำเร็จในชีวิตได้

อยากขอคะแนนเสียงจากวัยรุ่น เยาวชนทุกคน หลายคนมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต อยากขอแรงสนับสนุน จากคนที่เป็นเยาวชนทุกคน กาเพื่ออนาคตของตัวท่านเอง ช่วยกันบอกต่อไปยังคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ย่าตายายของพวกเรา ให้ช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง

การเลือกตั้งครั้งนี้หมดเวลาแล้วสำหรับการเมืองแบบอดีต แบ่งการเมืองเป็นกลุ่มก้อน ถึงเวลารวมพลังประชาชนให้เป็นหนึ่ง สถาปนาการเมืองประชาชนขึ้นมาใหม่ มีตัวเลือก 2 แบบ ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. แบบแรก  ถ้าภารกิจเราไม่สำเร็จ ประชาชนบางกลุ่มบางก้อน ยังรู้สึกลังเล หวาดระแวงในการเมืองแบบที่พวกเราอยากทำ เขาตัดสินใจกาพวกเราให้แค่ครึ่งใจ นั่นคือลงคะแนนบัญชีรายชื่อให้ ปชน. แล้วบัตรแบ่งเขตเลือกแบบเดิม ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ บอกได้เลย ว่าหลังวันที่ 8 ก.พ. เราก็คงได้หน้าตารัฐบาลแบบเดิม ๆ ไม่ต่างกับ 2 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา แบบนี้เอาหรือไม่ กับตัวเลือกอีกแบบ เทคะแนนเสียงให้กับพวกเราหมดใจ ให้เรามี สส.เกินครึ่งสภาฯ ให้พวกเขาปฏิเสธการตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้อีกใช่หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ในทุกเวทีปราศรัย ต้องบอกตามตรง เคอะเขินเวลาเรียกนายกฯ ไม่ใช่ว่าไม่พร้อมนะ พร้อมเป็นนายกฯ เพียงแต่ว่าความเชื่อมั่น เครดิตที่ทุกคนมอบให้ในวันนี้ สร้างมาด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ อยากขอเสียงปรบมือให้ทุกคนนิดหนึ่ง ขอปรบมือให้อดีตตัวแทนของพวกเรา พร้อมกรรมการบริหารพรรคก่อนหน้านี้ทุก ๆ คน สัญญาว่าจะไม่เขิน ถ้า 8 ก.พ.ได้เป็นนายกฯ จะไม่เขินอีกเลย

วันนี้ไม่ใช่แค่ตนมีความพร้อม พรรค ปชน.เรามีความพร้อมอย่างยิ่งในการตั้งรัฐบาลประชาชน ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมในเรื่องจุดยืนและหลักการ ความพร้อมในส่วนผู้สมัคร และทีมบริหาร รวมถึงความพร้อมในส่วนนโยบาย ที่เปรียบเสมือนเป็นพิมพ์เขียวของไทย ความพร้อมเรื่องจุดยืนและหลักการ เราจะไม่เอารัฐมนตรีทุจริต เราจะไม่เอาการเมืองแบบเดิม ๆ ที่ไปแบ่งโควตา แบ่งงบประมาณกันกิน เราจะไม่เอาวิธีการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต่างคนต่างทำ แต่เราจะเอาภารกิจนำ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวด้วยว่า ผู้สมัคร สส.ของเราก็มีความพร้อม ทั้ง 498 คน พร้อมกับทีมบริหารพรรค ความพร้อมด้านนโยบายที่เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของประเทศ 200 กว่านโยบาย ภายใน 1 ปีแรก ต้องเห็นผลลัพธ์ เราจะเริ่มทำตั้งแต่ 3 เดือนแรก ที่ส่งมอบนโยบายต่าง ๆ และภายใน 4 ปี ภายใน 1 สมัยขอให้คำมั่นสัญญา ว่าเราจะมุ่งปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน กู้คืนเงินของพี่น้องประชาชนกว่าแสนล้านบาท มาทำสวัสดิการที่ก้าวหน้า คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน นอกจากกาส้มทั้ง 2 ใบ อย่าลืมเรายังเหลือบัตรอีก 1 ใบ กาเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. องค์กรอิสระ ปล้นอำนาจของประชาชนไปอีก

“8 ก.พ.ย้ำอีกครั้ง อำนาจในปลายปากกาของทุกคน เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะอยู่ในไทยที่มีอนาคตแบบไหน อนาคตที่การเมืองถูกผูกขาด เศรษฐกิจถูกผูกขาด และโอกาสลูกหลานของพวกเราถูกผูกขาด หรือการเมืองที่เป็นของประชาชน เศรษฐกิจ เพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย โอกาสเท่าเทียมกันของทุกคน อนาคตที่ดีต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่แค่ตนกำหนด อยู่ที่ตัวพวกคุณทุกคนกำหนด อยากให้วันที่ 8 ก.พ. ทุกคนกาพรรค ปชน. 2 ใบ กาเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเปลี่ยนอนาคตในวันที่ 9 ก.พ. 2569 ให้เป็นอนาคตใหม่ที่ดีของลูกหลาน สร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้า ก้าวไกล กว่าเดิม” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจบการปราศรัย หัวหน้าพรรค ปชน. พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรคทั้งปัจจุบัน และในอดีต ตัวแทนประชาชนทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ปชน. ร่วมกันสาบาน ก่อนเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ขอให้พี่น้องประชาชนไว้วางใจให้พวกเราเข้าสู่ชัยชนะจัดตั้งรัฐบาล พวกเราทุกคนสาบานต่อหน้าประชาชน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในไทย สาบานว่าจะซื่อสัตย์ ไม่เป็นตัวแทนของใคร ไม่เป็นรัฐบาลของคน 1% จะเป็นรัฐบาลของคน 99% จะเป็นรัฐบาลที่รับใช้ประชาชนทุกคน นี่คือที่มาของคำว่า รัฐบาลประชาชน นี่คือแสงสว่างจะนำพาประเทศไทยไปข้างหน้า นำพารัฐบาลประชาชนเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล

ยศชนัน ลั่น พร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 ทำให้ไทยยืนสง่า บนเวทีโลกในยุคเทคโนโลยี

ยศชนัน ลั่น พร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 ทำให้ไทยยืนสง่า บนเวทีโลกในยุคเทคโนโลยี

ยศชนัน ลั่น พร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 ทำให้ไทยยืนสง่า บนเวทีโลกในยุคเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.04 น.

“ยศชนัน” ประกาศลั่น! ขอเปลี่ยนความหวังความฝัน ของคนไทยให้เป็นความจริง แจงยิบสิ่งที่จะส่งมอบให้ในอีก 4 ปี

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.00 น. ที่สนามเทพหัสดิน  เวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย  นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัย “ยศชนันทำได้ เพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้” โดยปราศรัยว่า 

หลายคน อาจจะคิด แต่ไม่กล้าฝันว่าวันนี้ เกษตรกรจะเป็นอาชีพที่มีรายได้สูง , ประเทศไทยจะไร้คอรัปชั่น , คนไทยทุกคนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด , ประเทศไทยจะเป็นเมืองที่อากาศสะอาด ปลอดภัย สำหรับลูกหลานของเรา , เด็กไทยทุกคน อยากเรียนต้องได้เรียนในสิ่งที่ดีที่สุด , ครู ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร จะมีรายได้ เพียงพอกับรายจ่าย และกลับมาเป็นอาชีพในฝันของเด็กๆ อีกครั้ง , เราจะมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง และพร้อมที่จะยืนบนลำแข้งตัวเอง มีศักดิ์ศรีบนเวทีโลก ในยุคสงครามทางเทคโนโลยี อย่างสง่างาม  และหลายคน อาจจะคิด แต่ไม่กล้าฝันว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นายยศชนัน กล่าวยืนยันว่า “ผมเชื่อเสมอว่า สำหรับประเทศไทย หากเราช่วยกัน ทุกอย่างต้องเป็นไปได้ และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ผมยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมแล้ว ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของชาวไทย ที่จะเปลี่ยนแปลงความฝัน ความหวัง ของพี่น้องคนไทย ให้เป็นความจริงครับ”

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ปี 2551 ผมเริ่มเส้นทางการต่อสู้เพื่ออธิปไตยทางเทคโนโลยีให้กับคนไทย จากคำถามที่ว่าทำไมประเทศไทยไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองเลย  ทำไมประเทศไทย ไม่มีแม่กระทั่งเครื่องมือแพทย์ดีๆ ที่จะใช้รักษาชีวิตของคนไทย  ทำไมคนพิการไทย ไม่ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน   17 ปี บนเส้นทางสู่การต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยทางเทคโนโลยีเพื่อคนไทย วันนี้ผมพิสูจน์แล้วครับว่า หากได้รับการสนับสนุนที่ดี คนไทยก็ทำได้ คนไทยไม่แพ้ใครครับ คนไทยต้องไปได้ไกลกว่านี้ 

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ปี 2557 ผมเริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยความมุ่งมั่น ที่จะสานต่อให้คนไทยได้ใช้สิ่งดีๆ จากคนไทย แต่ปัญหามีมากกว่าที่คิด  ในขณะที่เรากำลังถามถึงอนาคตคนไทย หลายคนยังถามหาข้าวมื้อต่อไป  คนไทย 3.4 ล้านคน ยังมีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 3,000 บาท หลายคนคือผู้ป่วยติดเตียง ผมเห็นความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ เห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กที่อยู่ในเมืองและนอกเมืองอย่างชัดเจน  เห็นหลายครอบครัวล้มลงจากปัญหายาเสพติด 

ถึงแม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนั้น ผมจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน จากความอยุติธรรมทางการเมือง แต่ผมเข้าใจแล้วครับว่า เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากปราศจากหัวใจ ในสิ่งที่เข้าใจ ในความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และหากผมได้รับโอกาสอีกครั้ง ผมพูดกับตัวเองเสมอว่าพร้อมที่จะทำอีกครั้งด้วยความเข้าใจ ในปัญหาของประชาชน

และปี 2568 ผมก็ได้รับโอกาสอีกครั้ง ครั้งนี้ ผมพร้อมแล้วที่จะบอกกับทุกคนว่า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย  พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความหวังของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนให้เป็นความจริง

ความหวังของ เกษตรกร ที่ผลผลิตทางการเกษตรจะมีราคาที่ดีขึ้น , ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ทำการเกษตรแล้วจะได้กำไร , เกษตรกร จะไม่ต้องล้มลง จากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง , คนค้าขาย ที่รอคอยกำลังซื้อ ที่รอการกลับมาของนักท่องเที่ยว , SME / Startup ที่กำลังแข่งขันกับต่างประเทศ , คนทำประมง , ครู ข้าราชการ ที่วันนี้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย , ประชาชนที่จะเข้าถึงการรักษาที่ดี แม้จะอยู่ในที่ห่างไกล , การเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสม, ที่จะมีน้ำประปาที่สะอาด ไฟฟ้าส่องสว่างทุกๆที่ บนผืนแผ่นดินไทย , ที่ลูกหลานจะอยู่อย่างปลอดภัยจากยาเสพติด , จะได้รับการดูแลจากรัฐ ในวันที่เขาต้องล้มลง

นายยศชนันยังกล่าวถึงสิ่งที่จะส่งมอบให้คนไทยทุกคนในอีก 4 ปีข้างหน้า จะดึงเศรษฐกิจนอกระบบ เข้าสู่ระบบ เพิ่มฐานรายได้ให้ประเทศ ประเทศไทยจะยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผยในเวทีโลก ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะให้โอกาสคนที่ล้มลงได้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง  แก้หนี้ทั้งระบบ และดูแลกลุ่มเปราะบางให้ดีที่สุด และจะขยายฐานเกษตร มูลค่าสูง อุตสาหกรรมสะอาด มูลค่าสูง และบริการ การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ด้วยการยกระดับ เศรษฐกิจสุขภาพ เศรษฐกิจ ฐานนวัตกรรม และเศรษฐกิจการเงิน วางโครงสร้างพื้นฐานทุกมิติ เพื่อคนไทย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นขอประเทศไทยในเวทีโลก บริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติทั้งระบบ ประเทศไทยต้องไร้คอรัปชั่นด้วยรัฐบาลดิจิตอล ดูและประชาชนด้วยวิทยศาสตร์ข้อมูลอย่างเป็นธรรม

และที่สำคัญที่สุด ประเทศไทยจะต้องดำรงไว้ ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายยศชนัน กล่าวปิดท้าย ว่า ”วันที่ 8 กุมภา นี้ ขอโอกาสพรรคเพื่อไทย ดูแลคนไทยทุกคนอีกครั้ง ผม ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมแล้ว ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย เพื่อประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนแปลงความหวังความฝัน ของพ่อแม่พี่น้องคนไทย ให้เป็นความจริงครับ“

อภิสิทธิ์ประกาศลั่น! กลับมารอบนี้เพื่อชนะ ขออาสาพาประเทศออก 5 จุดตาย

อภิสิทธิ์ประกาศลั่น! กลับมารอบนี้เพื่อชนะ ขออาสาพาประเทศออก 5 จุดตาย

อภิสิทธิ์ประกาศลั่น! กลับมารอบนี้เพื่อชนะ ขออาสาพาประเทศออก 5 จุดตาย

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.54 น.

‘อภิสิทธิ์’ ขออาสาเป็นทางรอดแก้ 5 จุดตายประเทศไทย ขออาสาเป็นทางรอด ย้ำเงื่อนไขร่วมรัฐบาล ไม่เอา ‘ทุนเทา-สร้างขัดแย้ง’ สอนมวยปลุกเร้าความโกรธเพื่อเปลี่ยน ไม่ยั่งยืน แนะใช้ศิลปะ ดึงแนวร่วมอย่าดูถูกคน ‘แก่-โง่-จน’ ประกาศลั่นตั้งใจชนะ ถึงจะเป็น ‘ฝ่ายค้าน’ เหลือคนเดียวจะพูดให้รัฐบาลชี้โกงล้มได้

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วันแบงค็อก ฟอรัม  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์” ตอนหนึ่งว่า เหลืออีก 2 วัน การตัดสินใจของประชาชนจะส่งผลต่ออนาคตของประชาชน และประเทศ ซึ่งการขึ้นเวทีในช่วงโค้งสุดท้าย ตนไม่อ้อนขอคะแนนให้ตน แต่ตนมาขอคะแนนให้ประเทศไทยหลังจากที่เผชิญกับวิกฤตที่เป็นจุดตายของการพัฒนา  คือ 1.ทุนเทา การทุจริต ที่ทำลายทุกอย่างในประเทศ ไม่มีนักลงทุนเข้ามาเพราะมองว่าการแข่งขันไม่เป็นธรรม เป็นการแข่งขันจากเส้นสาย เหมือนเป็นประเทศขี้โกง ตนอายเพราะไม่ใช่นิสัยของคนไทย เป็นแค่คนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ขี้โกง และทำลายประเทศอนาคตของลูกหลาน 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 2.เศรษฐกิจโตต่ำ พรรคประชาธิปัตย์ทำนโยบาย 200 กว่านโยบาย ไม่ใช่ 8 นโยบาย ซึ่งจำนวนของนโยบายนั้น ไม่ใช่ว่านโยบายมากแล้วจะทำไม่ได้ หรือ นโยบายน้อย แล้วจะทำสำเร็จ เพราะบางอย่างพูดแล้วไม่ทำ เช่น กัญชาเพื่อการแพทย์ กัญชาเสรี ซึ่งตนมองว่าการผ่าตัดเศรษฐกิจใหญ่ต้องมีแนวทาง โดยการเสนอนโยนายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่การหาเสียงที่ไม่ได้เขียนในนโยบายนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะที่ภาคใต้พบว่าพูดแต่โครงการใหญ่ สรุปจะทำหรือไม่ หรือแค่พูด 

“ไปภาคใต้บอกว่าจะทำแลนด์บริดจ์  คนเชียร์ก็สนับสนุน แต่ในนโยบายไม่ได้เขียนไว้ นักวิชาการก็บอกว่าดีแล้ว ซึ่งผมอยากจะถามแต่ไม่มาดีเบตสักที ทำได้หรือไม่ ผมกังวลว่าเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผมเป็นนายกฯ กรณ์ เป็น รมว.คลัง จำคำสบประมาทได้หรือไม่ว่าเด็ก 2 คนนี้จะแก้ได้หรือ แต่ไทยเป็นประเทศที่ฟื้นตัวเร็วที่สุด ทั้งนี้นโยบายที่ทำมานั้นพร้อมทำให้ไทยรอดจากความจนและเศรษฐกิจที่ตกต่ำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 3. เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ ที่มองไม่เห็นอนาคตว่ากลุ่มเปราะบาง  กลุ่มที่มีรายได้ไม่พอจะฟื้นได้อย่างไร ทั้งนี้ตนมองว่าชีวิตของประชาชนต้องมีหลักประกัน  4.จุดตายเรื่องการเมือง ทั้งนี้มีฝ่ายการเมืองชี้หน้าว่าพรรคนี้รักชาติ พรรคนี้ไม่รักชาติ ตนอยากบอกว่าหากรักชาติจริงต้องไปดูปัญหาทุจริตในพรรคของตัวเองก่อน อีกฝ่ายหนึ่งมีความอึดอัด เสนอให้รื้อด้วยความโกรธ ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้นจะสร้างกลุ่มผู้ร้ายว่าเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ จึงปรากฎการณ์ด้อยค่ากองทัพ สถาบันหลักของชาติ และบอกให้ประชาชนเลือกข้าง ซึ่งทางเลือกของประเทศไทยควรมีทางเลือกที่ดีกว่านี้

“หากผูกขาดความรักชาติ จะทำให้เกิดกรณีที่ในที่สุดมีคนชังชาติ ความจริงไม่เป็นแบบนั้นเพราะเป็นข้ออ้างจากคนที่ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งไม่แก้ปัญหาระยะยาว ส่วนอีกฝ่ายที่บอกว่ารื้อทุกอย่างเอาความไม่พอใจเป็นทุนทางการเมือง ผมเคยทำงานการเมือง 30 ปี มีส่วนเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมาหลายครั้ง ซึ่งรู้ว่าไม่ง่ายเพราะมีคนได้และเสียประโยชน์ ลำพังการปลุกเร้าจากความไม่พอใจ และบอกให้รื้อจะไม่ยั่งยืน การปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องมีศิลปะ ดึงคนมีส่วนร่วมให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่า ตนเองจะเป็นคนเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่คนอื่น แก่ โง่ จน ทั้งนี้การทำงานกับพรรคการเมืองไหนต้องรับเงื่อนไขคือหยุดแตกแยก และสงวนจุดร่วม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามความแตกแยก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า และ 5. จุดตายที่เกิดจากภายนอก ทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา  ชายแดนเมียนมาร์ ที่อาจส่งผลกระทบระหว่างไทยกับเมียนมาร์ รวมถึงชายแดนใต้ นอกจากนั้นแล้วยังมีความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ ที่ทำให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นเหมือนเบี้ยบนกระดาน

“การเลือกตั้งที่กำหนดอนาคตของประเทศ แข่งขันเรื่องเก่าๆ ว่า ปลุกเร้าอารมณ์ร่วมเพื่อต่อสู้กัน การซื้อเสียงท่ีใครใช้เงินมากกว่ากัน พรรคประชาธิปัตย์เสนอตัวเป็นมากกว่าทางเลือก คือ เป็นทางรอดจากปัญหาที่หนักหน่วง ซึ่งผมเชื่อว่าแก้ไขได้ และปิดได้หมดด้วยพรรคประชาธิปัตย์ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า การประกาศไม่ร่วมงานกับบางพรรคการเมืองมาจากการพิจารณาข้อมูลจากคดีในอดีต ทั้งนี้ประเด็นทาการเมืองที่มีประเด็นเรื่อง ชั้น 14 คลิปอังเคิล ทุกคดีหรือทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัญหาจริยธรรม ถูกมองว่าเป็นเรื่องนิติสงคราม ตนไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยกับบทบัญญัติของกฎหมายที่มี และอยากแก้ไข  แต่หากหากเห็นจริงว่ากระทำผิดแล้วไม่ดำเนินการเพราะอ้างว่า กระบวนการใช้ไม่ได้ อยากมีทางรอดที่ปลอดภัยจากการโกง ต้องเอาคนยึดถือเรื่องดังกล่าวที่จริงและพร้อมพูดความจริง และต่อสู้ทุกเวที

“ผมขอวัดใจประชาชน หลังมีคนบอกว่า กระสุนทำให้กระแสแพ้ มีบางโพลบอกว่ากระแสประชาธิปัตย์เกิน 50% แต่อาจแพ้เลือกตั้ง ผมขอวัดใจประชาชนว่าจะเลือกคนที่ถูกอายัดทรัพย์จากคดีสแกมเมอร์หรือไม่ ทั้งนี้ผมขอยืนยันว่าผมมีไฟทำสิ่งต่างๆ เช่นเคย แต่จุดต่างคือ มีเวลาน้อยลง ผมเดินหน้าเต็มที่ทุกเรื่องเพราะเป็นความตั้งใจกลับมา และจะไม่มีการกลับมาครั้งต่อไป เพราะเป็นโอกาสที่ต้องคว้าและใช้ให้เกิดประโยชน์และต้องจบเที่ยวนี้ ไม่ได้หมายความว่าไปไหน เพราะมีมติกรรมการบริหารพรรคห้ามไม่ให้ไปไหน ต่อให้ผมแพ้ครั้งนี้ ผมยังอยู่เป็นฝ่ายค้านในสภาฯ จัดการคนโกง ที่เอาเปรียบบ้านเมือง เหลือคนเดียวจะพูดให้รัฐบาลชี้โกงล้มได้ ทั้งนี้ผมไม่ตั้งใจแพ้ แต่จะชนะ วันนี้ผมเปิดใจหมดแล้วว่าผมตั้งใจเต็มที่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อนุทิน สุดมั่นใจ กวาด สส.เกิน 150 ส่วนยกเลิก MOU 44 ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้ว

อนุทิน สุดมั่นใจ กวาด สส.เกิน 150  ส่วนยกเลิก MOU 44 ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้ว

อนุทิน สุดมั่นใจ กวาด สส.เกิน 150 ส่วนยกเลิก MOU 44 ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้ว

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.45 น.

“อนุทิน” ลั่นประกาศยกเลิก เอ็มโอยู 44 เกิดเหตุเป็นนโยบาย ภท.ต้องการ บอก ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้ว ส่วน เอ็มโอยู 43 อ้างสองฝ่ายยอมรับ ไม่มีข้อขัดแย้ง หากคนไทยไม่ได้ประโยชน์ พร้อมปรับเปลี่ยน โวพรรคน้ำเงินขึ้น เชื่อกวาดสส.เกิน 150  

เมื่อเวลา 20.45 น. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประกาศยกเลิก เอ็มโอยู 44 ทันที หากได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า ถือเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยต้องการที่จะทําเพื่อให้สิ่งที่ไม่คืบหน้าถูกยกเลิก และจะใช้วิธี เงื่อนไข กฎเกณฑ์ใหม่เข้ามาคุยเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายเรียบร้อยแล้วใช่ นายอนุทิน กล่าวว่า” ครับ” 

ถามอีกว่า เอ็มโอยู 43 ทําไมถึงไม่ประกาศยกเลิก นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนั้นยังมีเรื่องของการปักปันเขตแดน ที่มีความคืบหน้ามาระดับหนึ่งแล้ว และสิ่งที่เราได้ดําเนินการภายใต้เอ็มโอยู 43 ก็เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย ไม่ได้มีข้อขัดแย้งใดๆ แต่ในส่วนที่เราเคลือบแคลงสงสัย ส่วนใหญ่เราก็เข้าไปควบคุมพื้นที่ไว้หมดแล้ว 

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาการปะทะกับกัมพูชาทั้งสองครั้ง ทําให้ทหารและคนไทยได้รับผลกระทบสูง ยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจยกเลิกเอ็มโอยู 43 อีกหรือ นายอนุทิน ตอบว่า มันมีสิ่งที่กําลังดําเนินการ แต่ถ้าไม่เป็นไปในแนวทางที่ไม่ป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย กับประชาชนคนไทย เราก็พร้อม ที่จะต้องมีการปรับปรุง หรือปรับเปลี่ยน การดําเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ 

เมื่อถามต่อว่า ที่ประกาศว่าพรรคภูมิใจไทยจะโตขึ้นอีกเท่าตัว แสดงว่าคาดหวัง 150 ที่นั่งขึ้นไปใช่หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ” ผมว่ามากกว่านั้น” 

เมื่อถามว่า การปราศรัยใหญ่ครั้งนี้คาดหวังอะไรบ้าง นายอนุทิน ตอบว่า ทุกครั้ง เราเป็นพรรคที่ต้องการสื่อสารกับประชาชนของเราตลอดเวลา เพื่อให้ได้รับทราบในเจตนารมณ์และนโยบาย พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยบริหารประเทศจะพร้อมทั้งเรื่องนโยบายและบุคลากร และพร้อมที่จะประสานงานกับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุด 

เมื่อถามว่า ทําไมบนเวทีปราศรัยพรรคภูมิใจไทยถึงไม่มีการพูดถึงนโยบายการปราบปรามการทุจริต นายอนุทิน ตอบว่า บอกแล้วว่าถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยเข้าไป ความเสี่ยงการทุจริตคอร์รัปชั่นจะไม่มี 

ถามต่อว่า ถ้าหากมีการทุจริตจากคนในรัฐบาล จะทําอย่างไร นายอนุทิน ไม่ตอบคําถามดังกล่าว พร้อมส่งสัญญาณมือว่าพอแล้ว 

เมื่อถามต่อว่า ที่พรรคภูมิใจไทยเน้นไม่สร้างศัตรู แต่สร้างมิตรภาพ แสดงว่าสามารถจับได้กับทุกพรรคทุกสีใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมจับมือกับทุกคนได้ถ้าเราไปในทิศทางเดียวกัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน พร้อมยอมรับในนโยบาย พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่พูดว่ายอมรับนโยบายของทุกพรรค ถ้าเชื่อว่านโยบายต่าง ๆ เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เดี๋ยวก็จะเป็นปัญหาว่ารับกาสิโนหรือเปล่า ถ้าเป็นนโยบายที่มีความเห็นแตกแยกชัดเจน อันนี้ไม่รับ”

เมื่อถามว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล คิดว่าจะสามารถ รวบรวมเสียงในสภามาไว้ในมือได้เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า ” เรื่องพวกนี้รอวันมะรืน อีก 48 ชั่วโมงจะมาตอบ”

เมื่อถามต่อว่า พรุ่งนี้(7ก.พ.)จะเป็นวันสุดท้ายของการหาเสียงพรรคภูมิใจไทยจะมีหมัดเด็ดอะไรออกมาอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้สรุปแล้ว พรุ่งนี้เดินสายขอบคุณพี่น้องประชาชน ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เชื่อว่าพี่น้องประชาชนรับทราบ ในสิ่งที่เราต้องการนําเสนอ และเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทย 

เมื่อถามถึง กระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย สั่งกองทัพ ใกล้ช่วยเหลือในการเลือกตั้งครั้งนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบคําถามดังกล่าว เพัยงก้มหน้าและเดินออกจากวงสัมภาษณ์ไปทันที 

วิโรจน์ ชูปฏิรูป ทหาร-ตำรวจ-ศาล ลั่นรัฐบาลประชาชนจะพา ปวีณ ที่ลี้ภัยกลับบ้าน

วิโรจน์ ชูปฏิรูป ทหาร-ตำรวจ-ศาล ลั่นรัฐบาลประชาชนจะพา ปวีณ ที่ลี้ภัยกลับบ้าน

วิโรจน์ ชูปฏิรูป ทหาร-ตำรวจ-ศาล ลั่นรัฐบาลประชาชนจะพา ปวีณ ที่ลี้ภัยกลับบ้าน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.31 น.

‘วิโรจน์’ ชูปฏิรูป ‘ทหาร-ตำรวจ-ศาล’ เอาลายพรางทุจริตขึ้นศาลพลเรือน เลิกตั๋วช้าง-ส่วย ลั่นรัฐบาล ปชน.พา ‘พล.ต.ต.ปวีณ’ กลับไทย เลิกแทรกแซงดุลพินิจผู้พิพากษา สวนพวกเรารู้ดี ‘ทหารมีไว้ทำไม’

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้าฟังปราศรัย

โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ได้เวลารัฐบาล ปชน.จัดทำหลักนิยมใหม่ โฟกัสเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โฟกัสที่ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ลดการเสี่ยง การสูญเสียของกำลังพล พี่น้องของพวกเรา ให้ลดลงให้มากที่สุด ได้เวลาที่เราส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ได้เวลาที่เราจะใช้ยานเกราะ ที่เราผลิตเอง ได้เวลาใช้โดรนที่เราทำเองภายในประเทศ มีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี ที่สามารถปฏิบัติการรบร่วมกันของเหล่าทัพต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวิโรจน์ กล่าวว่า หลายคนรู้ว่า การรบที่เกิดขึ้นเรามีความสูญเสีย ได้เวลาที่เราจะต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรา มีอธิปไตยด้านซอฟต์แวร์ ควบคุมกำกับยุทโธปกรณ์ของเราเอง ไม่ให้การสูญเสียเกิดขึ้น หน้าที่สละชีพเพื่อชาติ ตนทำงานกับทหาร ทุกคนท่องไว้ขึ้นใจ แต่หน้าที่ของรัฐบาล ปชน.ต้องทำให้หน้าที่การเสียสละชีพเพื่อชาติ ให้เกิดกับฝั่งตรงข้าม แล้วพาพี่น้องเรากลับบ้านอย่างปลอดภัย

“ได้เวลาที่เราต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรา พี่น้องกองทัพเรือ เรารู้ดีว่าเรือฟรีเกตของท่าน ท่านมีความจำเป็นอย่างมาก และกองทัพเรือพยายามอย่างมากต้องการต่อเรือฟรีเกตในประเทศ ยืนยันว่า รัฐบาล ปชน. กระทรวงกลาโหมภายใต้รัฐบาล ปชน. ตนจะชวนกองทัพเรือมาต่อเรือฟรีเกตภายในประเทศด้วยกัน เราจะมีกองเรือฟรีเกตที่ต่อได้ด้วยน้ำมือของคนไทย ของพวกเราเอง ได้เวลาลูกหลานของพวกเรา ได้งานทางเทคโนโลยีป้องกันประเทศไทย ได้เวลาพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ได้เวลาพลเรือน และกองทัพสัมพันธ์ และเข้าอกเข้าใจกัน นี่คือรัฐบาล ปชน.” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า พูดถึงทหาร เราไม่อยากให้ทหารของเราสูญเสีย แต่ถ้าจำเป็น ต้องเจ็บ ต้องตาย มันต้องเกิดจากคมอาวุธ จากอริราชศัตรู รัฐบาล ปชน.เราจะไม่ทนอีกต่อไป กับการเจ็บ การตายของทหารชาติเดียวกัน ที่ต้องเจ็บ ต้องตายด้วยน้ำมือของฝ่ายเดียวกันเอง จะต้องไม่มีทหารคนไหนตายในค่ายทหาร ในแผ่นดินของตัวเราเองอีกต่อไป ไม่มีใครใช้ดาวบนบ่า มาทำร้ายใครได้อีกต่อไป ภายใต้รัฐบาล ปชน.

ได้เวลาปฏิรูปศาลทหาร ได้เวลาทำกองทัพของพวกเราให้มีความโปร่งใส ได้เวลาเอาคดีทุจริตในค่ายทหาร ในกองทัพขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ เหมือนกระทรวงอื่น ๆ และทหารมีหน้าที่รบกับศัตรู ไม่ได้มีหน้าที่ทำร้าย ไม่ได้มีหน้าที่รังแกเข่นฆ่าประชาชน ดังนั้นคดีอาญาที่ทหารทำกับประชาชน ได้เวลานำขึ้นสู่ศาลพลเรือน ทำกองทัพให้เป็นกองทัพ ให้ทันสมัย โฟกัสเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรา นี่คือกองทัพในรัฐบาล ปชน.

ในส่วนตำรวจ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนความก้าวหน้าให้กับตำรวจที่ดี และคืนตำรวจที่ดีให้กับประชาชน นี่คือจุดสำคัญที่สุด รัฐบาลประชาชน ต้องไม่มีระบบตั๋ว ไม่มีระบบส่วย ไม่ต้องเก็บเงินส่งให้นาย หรือใครหน้าไหนอีกต่อไป ตำรวจได้เวลาเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ได้เวลานายกฯคนใหม่ที่ชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ใช้หลักเกณฑ์อาวุโส ให้ตำรวจทุ่มเททำงาน ให้ตำรวจมีประสบการณ์ ให้ตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ถูกข้ามหัวข้ามห้วย จนหมดกำลังใจ ได้เติบโตเสียที

“นายกฯจะใช้กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 130 ในการให้นายตำรวจเติบโต เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ต้องไม่มีนายตำรวจร่ำรวยผิดปกติ ได้รับเงินรับทอง มีแหล่งรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมาย รับเงินสีเทา จนร่ำรวยเป็น 100 ล้าน เราจะป้องกันไม่ให้ตำรวจแบบนี้เติบโตเป็นผู้กำกับ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ เป็นตำรวจถูกรถชนตายปี 2555 แม้แต่ตำรวจด้วยกันยังไม่ปกป้อง เปลี่ยนหลักฐาน เปลี่ยนความเร็วรถ เหตุการณ์อัปยศทำร้ายจิตใจพี่น้องตำรวจ จะต้องไม่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาล ปชน.” นายวิโรจน์ กล่าว 

นายวิโรจน์ กล่าวถึงตำรวจน้ำดีอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ว่า ดำเนินคดีค้ามนุษย์ตรงไปตรงมา กล้าออกหมายจับนายทหารระดับสูง ถูกโทรศัพท์ข่มขู่ ถูกสายลึกลับบีบคั้นให้ปล่อยมือวางจากคดี แต่ตำรวจน้ำดีอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ ยืนยันว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย เขามีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย เขาก็จะใช้ แต่สุดท้ายตำรวจน้ำดีอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ได้เวลารัฐบาล ปชน.พา พล.ต.ต.ปวีณ กลับบ้าน ได้เวลาคืนความยุติธรรมให้ พล.ต.ต.ปวีณ เหตุการณ์อัปยศแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

เราเคยมีตำรวจที่ดี ตำรวจที่พึ่งของประชาชน ตำรวจที่ประชาชนรัก และนับถือ ย้อนกลับไปเมื่อ 33 ปีก่อน ในยุคที่ตำรวจมีอธิบดีกรมตำรวจชื่อ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ตอนนั้นเราได้ ผบช.น. ยศ พล.ต.ท.ฉายาหน้ากากเสือ บ่อนในเมืองหลวงราบ ยาเสพติดทุกตรอกราบ เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลสยบ เราจะเอาตำรวจดี ๆ แบบนั้น กลับมาในยุคนายกฯชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

“พี่น้องตำรวจทั้งหลายที่ฟังอยู่ นึกถึงรุ่นพี่ของท่านที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เจ้าของฉายาตำรวจตงฉิน เสือยิ้มยาก ฉายาบรมครู อาจารย์คง พล.ต.ต.คงเดช ชูศรี มีวลีที่ตนประทับใจมาก ๆ ท่านบอกว่า “หากตำรวจยังเกรงกลัวผู้มีอิทธิพล แล้วประชาชนจะอยู่กันได้อย่างไร” ตนต้องพูดถึงตำรวจน้ำดี พล.ต.ต.คงเดช เคยไปจับบ่อน ถูก พล.ต.อ.ยศชั้นสูงกว่าผลักอก พล.ต.ต.คงเดช ปัดมือ แล้วบอกว่า “ผมจะจับโจร คุณจะทำอย่างไร” เราต้องการตำรวจมือปราบแบบนั้นกลับมาอีกทีใช่หรือไม่” นายวิโรจน์ กล่าว 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า พี่น้องตำรวจทุกท่าน รู้ดีถึงความเจ็บปวดที่ต้องควักกระเป๋าสตางค์จ่ายเงินเพื่อทำคดีเอง รู้ว่าค่าสำนวนที่จ่ายให้กับพนักงานสอบสวนคงที่มา 34 ปีแล้ว ได้เวลาปรับเพิ่มค่าสำนวนให้ตำรวจน้ำดีทำงานอย่างสบายใจ ไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองในการทำงาน ได้เวลาทำให้กองทุนสืบสวนสอบสวนคดีอาญา มีความโปร่งใส ใช้งานอย่างถูกวัตถุประสงค์ ใช้งานเพื่อสนับสนุนพนักงานสอบสวน และตำรวจทุกคน

นี่คือการปฏิรูปตำรวจ ที่พวกเราต้องการ ไม่ได้ยาก แต่ที่ผ่านมา ถ้านายกฯยังมีตั๋ว ยังต้องส่งส่วยให้นาย ความฝันที่เราจะเห็นตำรวจที่ดี เป็นไปไม่ได้เลย สุดท้ายเหตุการณ์ในปี 2562-2563 กับผู้พิพากษาที่ชื่อว่าคณากร เพียรชนะ เราจะไม่ยอมให้ผู้พิพากษาถูกแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอีกต่อไป คุกจะต้องไม่มีไว้ขังเฉพาะคนจน ได้เวลาคืนอิสรภาพ คืนดุลพินิจให้กับผู้พิพากษาทุกคน เลิกแทรกแซง เลิกโทรศัพท์ลึกลับ เลิกกระดาษใบน้อยที่คุกคามผู้พิพากษา การกระทำแบบนี้จะไม่มีในยุครัฐบาลประชาชน

“นโยบายด้านความมั่นคงไม่มีอะไรยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน ทำได้ ถึงบอกว่าได้เวลาแล้ว คำพูดที่เราได้ยินบ่อย ๆ ความมั่นคงของชาติ ประชาชนจะได้เข้าใจเสียทีว่า ความมั่นคงของชาติก็คือความมั่นคงของประชาชนทุกคน ได้เวลาทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ได้เวลาทำให้กฎหมายมีความเสมอภาคกัน ไม่มี 2 มาตรฐาน ได้เวลาทำบ้านเมืองให้มีขื่อมีแป ได้เวลาคืนความยุติธรรมให้กับทุกคน วันที่ 8 ก.พ.ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ทุกวันนี้ตำรวจที่ดีหมดกำลังใจ เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาจะทำงานอย่างหนักเพื่ออะไร ทำงานให้ตายสุดท้ายคนที่มาเป็นนาย ก็มาเติบโตกับการซื้อขายตำแหน่ง” นายวิโรจน์ กล่าว 

ทหารที่ดีทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ ทุกวันนี้ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง เขาก็ต้องทนเห็นการทุจริตคอร์รัปชัน ทำได้แค่มองตาปริบ ๆ ทหารชั้นผู้น้อยเวลาถูกรังแกกดขี่ ถูกทำร้าย ไม่รู้ว่าแบกหน้าไปพึ่งใครที่ไหน แนวรบของเราก็ต้องทนใช้ยุทโธปกรณ์ที่รู้ทั้งรู้ว่านายตัวเองกินเงินทอน แล้วใช้ไม่ได้ ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง แล้วให้บางพรรคโหนกระแสนิยมทางการเมือง

+ตอกกลับ พวกเรารู้ดี ‘ทหารมีไว้ทำไม’
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า แม้แต่ผู้พิพากษาอยากใช้ดุลพินิจตัวเองตัดสินให้ความเป็นธรรมยังไม่กล้า ต้องรอสายโทรศัพท์ ผู้พิพากษาบางคน อาจารย์คณะนิติศาสตร์บางคน ไม่กล้ากลับไปมองหน้าลูกศิษย์ตัวเอง 8 ก.พ.กาให้ความมั่นคงของชาติเป็นของประชาชน ให้กฎหมายเป็นกฎหมาย ให้มีขื่อมีแป กา ปชน. 2 ใบ

“ทุกวันนี้ใครบอกว่า วิโรจน์ พรรค ปชน.รู้ยังว่า ทหารมีไว้ทำไม ให้พวกเราตอบเขาว่า เวลาทหารตัวเล็กตัวน้อยถูกกระทืบ ถูกรังแกจนตาย พอพรรคการเมืองรู้เบื้องหลังเป็นคนมีดาวบนบ่า เป็นนายพลนายพันชั้นยศใหญ่ เขาหนีหายไปไหน ทำไมมีแต่ ปชน.ที่ยืนเคียงข้างนายทหารชั้นผู้น้อย ลูกหลานของพวกเรา เพราะพวกเรารู้ว่าทหารมีไว้ทำไม รู้ว่าจะส่งเสริมทหารดีอย่างไร และเรารู้ว่าเราจะจัดการปราบปรามทหารที่ทุจริตอย่างไร” นายวิโรจน์ กล่าว

อนุทิน ประกาศถ้า เป็นนายกฯ ภูมิใจไทย จอง คลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ ใครแย่งไม่ได้ ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที

อนุทิน ประกาศถ้า เป็นนายกฯ ภูมิใจไทย จอง คลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ ใครแย่งไม่ได้ ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที

อนุทิน ประกาศถ้า เป็นนายกฯ ภูมิใจไทย จอง คลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ ใครแย่งไม่ได้ ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.10 น.

‘อนุทิน’อ้อนคนไทยขอทำงานจริง 4 ปี  รับภูมิใจได้ขนานนามเป็นพรรคบ้านใหญ่ ดูแลคนทุกพื้นที่   หวัง อีกไม่กี่วันร่วมฉลองชัย ซัด ‘ประชานิยม’แจกเงินส่งผลเสียประเทศระยะยาว แลกความได้เปรียบทางการเมืองระยะสั้น  สุดท้ายคนไทยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถูกเช็คบิล  ลั่นประเทศรอไม่ได้ เลือก ‘ภท.’ ประเทศไม่ต้องเสี่ยง กร้าวประเทศไม่ใช่ที่ฝึกงาน-ทดลองงานของมือใหม่  ประกาศ ‘อนุทิน’นั่งนายกฯ ภท.จอง 3 กระทรวง‘คลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ’ใครแย่งไม่ได้ ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.40 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีใหญ่ปิดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทยได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก“  ว่า สวัสดีคนมีความเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย ด้วยความเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยต้องกราบเรียนว่าไม่เคยตื่นเต้นเท่าวันนี้ หวังว่าอีกไม่กี่วันพวกเราคงจะได้มาฉลองชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยด้วยกัน พรรคภูมิใจไทยรับใช้บ้านเมือง ประเทศ พี่น้องประชาชน มา 17 ปีแล้ว เราทราบดีว่าในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา ปีนี้หนักกว่าเพื่อน เพราะปีนี้เล่นเกมเป็นนายกฯ 

นายอนุทิน กล่าวว่า พวกตนจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้คนไทยทุกคนได้ยินว่าพวกเราดีพอคู่ควรในการเป็นพรรคการเมืองหลักที่จะเป็นที่พึ่งพิงของพี่น้องประชาชนชาวไทยได้ เชื่อว่าพี่น้องได้ทราบอย่างชัดเจนพรรคภูมิใจไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตนเป็นหัวหน้าพรรคมา เกือบ 15 ปีแล้ว พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเล็กลง มีแต่ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง มีข้อยกเว้นอยู่ข้างเดียวคือในครั้งนี้จะใหญ่มากขึ้นมากกว่าหนึ่งเท่าตัว ความพยายามในการพัฒนาตัวเองและยกระดับการทำงานของพรรคภูมิใจไทยทั้งในมิติด้านนโยบาย วิธีคิด วิธีปฏิบัติ และการจัดวางตัวบุคลากรเพื่อมาบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้คนไทยเห็นว่าความเป็นพรรคภูมิใจไทย เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการพัฒนาบ้านของเราซึ่งก็คือประเทศไทย ให้เป็นบ้านที่ทุกคนต้องมีความภาคภูมิใจไปด้วยกัน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยจึงขอมาพบกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำเสนอสรุปในสิ่งที่ได้ทำมาร่วมกันออกไปทั่วประเทศบนเวทีแห่งนี้ เพื่อขอการสนับสนุนความไว้วางใจจากพี่น้องให้เลือกพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ทั้งนายสีหศักดิ์ นายเอกนิติ และนางศุภชัยจี วันนี้ได้นำเสนอสิ่งที่เป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะกระทำเมื่อได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยก็ต้องถามว่าพวกท่านพอใจหรือไม่ พวกเขาทำการบ้านดีไหมครับที่ผ่านมา พวกเขาทำให้พวกเรามีความผิดหวังตรงไหนหรือไม่ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยในการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติได้หรือไม่

“นี่แหละครับคือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทย ทดลองงานมา 4 เดือน ขอทำงานจริงอีก 4 ปี ก่อนจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน วันนี้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมาตรงนี้เพื่อบอกกับพี่น้องประชาชนว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เหมือนเดิมแน่นอน สิ่งที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนไปมากๆ คือวิธีคิดและวิธีการทำงานของพวกเรา จากที่ใครเคยพูดว่าพรรคภูมิใจไทยเราเป็นแค่พรรคบ้านใหญ่ ไม่เถียงครับ พวกเขาพูดไม่ผิด แต่พวกเขาคิดผิด พวกเขาคิดเพียงว่าพรรคบ้านใหญ่ก็มาช่วยคน มาดูแลคนในพื้นที่แล้วจบกัน คิดในเชิงโครงสร้างไม่เป็น แต่ทั้ง 3 คนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโครงสร้างพรรคภูมิใจไทยคิดให้กับประเทศไทยมันแน่นยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก 50 ชั้น
ความจริงบางอย่างคือเราดูแลพี่น้องในพื้นที่ประจำ ไม่ขาดตกบกพร่อง สส.ของเราไม่มีวันเป็นเจ้าคนนายคน ส.ส.ของเรา ผู้สมัครทุกคนยังต้องมีหน้าที่ไปเอาใจใส่กับชาวบ้านในทุกกิจกรรมที่เป็นชีวิตประจำวันของพวกเขา เราอยู่กับพี่น้องประชาชนตลอดเวลาและมีความภาคภูมิใจว่าที่ได้ขนานนามว่าเป็นพรรคบ้านใหญ่ ”นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า นโยบายประชานิยมในอดีตไม่ตอบโจทย์และตนเชื่อว่านโยบายประชานิยมแจกเงินอย่างเดียวกำลังจะส่งผลเสียต่อประเทศไทยในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ถูกทำมาเพียง เพื่อแลกกับประโยชน์และความได้เปรียบทางการเมืองในระยะสั้น  สุดท้ายคนที่จะต้องจ่ายคนที่จะต้องถูกเช็คบิลคือประชาชนคนไทยที่ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่อะไรกับเขาด้วย หากทุกพรรคยังคงนำเสนอนโยบายที่เน้นรายจ่ายแบบประชานิยมมากกว่าการสร้างรายได้ มากกว่าการหาโอกาสใหม่ๆให้ประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน ประเทศไทยก็ประสบปัญหาด้านการเงินการคลังมากขึ้น จนเราไปต่อไม่ได้ พรรคภูมิใจไทยจึงเน้นการนำเสนอนโยบายสร้างโอกาสให้ประชาชน มีรายได้มากขึ้น มีความมั่นคงทางอาชีพมากขึ้น ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเชื่อในทฤษฎีหาเบ็ดให้คนไปตกปลา ไม่ใช่หาปลาแจกให้คน การใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8  ก.พ.การตัดสินใจของพวกเราเป็นปัจจัยที่ตนขอให้ท่านได้กรุณาพิจารณาคือสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันและในอนาคตที่กำลังถูกล้อมถูกกดดันในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ถ้าท่านเลือกคนทำงานได้นักบริหารมืออาชีพที่มีความรู้มีประสบการณ์ความพร้อมและเคยทำงาน ประสบผลสำเร็จมาแล้วโอกาสที่เขาจะทำงานนำความสำเร็จต่อไปให้กับประเทศไทยตนรับรองว่าจะมีมากกว่าคนที่ไม่เคยทำและมีประสบการณ์ 

“ประเทศไทยของเราประเทศนี้ไม่ใช่ที่ฝึกงาน ไม่ใช่ที่ทดลองงานของมือใหม่ ที่ไม่เคยทำงานระดับประเทศมาก่อน เราจะฝากอนาคตของประเทศและอนาคตของพวกเราไว้กับมือใหม่หรือฝากไว้กับมืออาชีพที่มีความพร้อม วันนี้เที่ยวนี้พรรคภูมิใจไทยเราพร้อมนำเสนอมืออาชีพมาให้พี่น้องพิจารณาการมีผู้บริหารใหม่บุคลากรใหม่ คนใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในพรรคภูมิใจไทย ทั้งเป็นภาพที่มาจากภาคนักวิชาการและภาคนักการเมืองเข้ามาร่วมงานกันเป็นจำนวน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ทำให้วิธีคิดและวิธีการทำงานของคนในพรรคภูมิใจไทยได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เรามีพลังมากขึ้นเราคิดกว้างขึ้น และเราคิดใหญ่ขึ้น วันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้ และประเทศไทยเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว เมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้ามาทำงานประเทศไทยจะไม่เสี่ยงตกขบวนโลก และไม่เสี่ยงกลับไปสู่วงจรของความขัดแย้งเหมือนเดิม และจะไม่เสี่ยงกับผู้บริหารประเทศที่ด้อยประสบการณ์ จะไม่เสี่ยงกับการทุจริตคอรัปชันและจะไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย“นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ชาวไทยที่เคารพทั้งหลายเลือกพรรคภูมิใจไทยประเทศไทยไม่ต้องเสี่ยง และไม่ใช่ทุกคนที่จะบริหารได้ นโยบายพรรคไหนก็เขียนได้ แต่มีกี่คนที่ทำได้ แต่พรรคภูมิใจไทยได้พิสูจน์เห็นว่าเราพูดแล้วทำ เราได้ทำและเราทำได้ หลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้  รัฐบาลที่ทำเรื่องนี้ได้ ก็เป็นรัฐบาลที่มีมือในสภาเพียงพอ เป็นคนบริหารที่ประสานได้ 10 ทิศ มีมิตรมาก ไม่มีศัตรู และสร้างความน่าเชื่อถือสามารถบริหารข้าราชการทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายประจำได้อย่างราบรื่นและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนานาอารยะประเทศทั่วโลกได้ คุณสมบัตินี้ขอประกาศตรงนี้ให้ทุกท่านได้รับทราบว่าพรรคภูมิใจไทยของท่านมีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วน และวันนี้คนไทยจะทะเลาะกันเองไม่ได้แล้วประเทศไทยแบกความเสี่ยงอะไรไม่ได้อีกแล้ว หากพี่น้องเลือกพรรคภูมิใจไทยประเทศไทยก็จะไม่มีความเสี่ยงเหล่านี้ ประเทศไทยต้องการความร่วมมือความสามัคคีการทำงานที่เป็นเอกภาพของทุกฝ่ายและตนจะทำงานอย่างสุดความสามารถกับทีมของตนให้สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับประเทศของเรา

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยทำให้เราได้แผ่นดินไทยที่เคยถูกรุกรานและยึดของไปนานแบบ 10 ปีคือมาได้ทั้งหมด วันนี้ข้อตกลงหยุดยิงที่รัฐบาลที่ทำเรามุ่งเน้นในเงื่อนไข ณ วันที่ ใครอยู่ตรงไหนต้องอยู่ตรงนั้น ห้ามรุกล้ำเขาอีกมและที่ยิ่งไปกว่านี้ไม่ต้องห่วงว่าจะมีรอบ 3 จนทำให้ไม่ได้เลือกตั้งต้องยืนยันว่าการเลือกตั้งมะรืนนี้มีแน่นอน รัฐบาลไม่ได้ยืนอยู่บนความประมาท เราได้จัดเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบไว้แล้ว ขอให้พวกท่านออกไปเลือกตั้งกันเยอะๆ ให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่นชัยชนะความภาคภูมิใจหลังการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความใสสะอาด ขอให้ไว้วางใจนายอนุทินให้ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยในเรื่องนี้ ขอให้ลงคะแนนให้เบอร์ 37 เพื่อให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยยังคงปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาพื้นแผ่นดินไทย เลือกพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีประเทศใดรุกรานประเทศไทยได้อีก จะเอารัฐบาลที่เขมรกลัว หรือรัฐบาลที่กลัวเขมร ถ้าอยากได้สิ่งแรกให้เลือกพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ไหนจะจบแล้วจะเอาข่าวดีบอกท่านว่าขอประกาศตรงนี้เลย ถ้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาลนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกฯและรมว.คลัง กระทรวงนี้ตนจะจองแล้วใครเข้ามาไม่ได้ เชื่อมั่นว่าถ้าอนุทินได้เป็นนายกฯมาทั้ง 4 คนและมาแล้วรัฐบาลของตนจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที ไม่มีคำว่า 50 -50 ไม่มีคนละครึ่ง สำหรับคนไทยไม่ใช่กัมพูชาแบ่งกัน 50-50 ยืนยันได้เลยพูดได้เลยประเทศไทยประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบเสียดินแดนภายใต้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยวันที่ 8 ก.พ. ตนสัญญาและสัญญาของตนเชื่อถือได้ ตนสัญญาจะทำให้ท่านภูมิใจกับความเป็นคนไทยของท่านการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าของพวกเราทุกคน พรรคภูมิใจไทยจะมุ่งมั่นสร้างประโยชน์และนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืนวันที่ 8 ก.พ.เลือกพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 และเลือกสส.ของพรรคภูมิใจไทยในเขตนั้นๆ เลือกให้มากพอที่ได้จะนำพาประเทศไทย ออกจากความไร้ เสถียรภาพทางการเมือง ออกจากความขัดแย้ง ออกจากภัยทางเศรษฐกิจ ออกจากภัยความมั่นคงที่รุมเร้าประเทศมานานแล้ว เลือกพรรคภูมิใจไทยไม่เสียเวลาไม่เสียโอกาสแม้แต่นาทีเดียว พรรคภูมิใจไทยเป็นมืออาชีพที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางด้านการเมือง และการบริหารราชการเข้าไปทำงานให้ท่านเลือกพรรคภูมิใจไทยเพื่อให้ได้ผู้รับใช้ภักดีกับประชาชน 

เปิดภาพฝันเพื่อไทย จุลพันธ์ ชู อาจารย์เชน นายกฯ ผู้นำพาไทยพ้นความขัดแย้ง

เปิดภาพฝันเพื่อไทย จุลพันธ์ ชู อาจารย์เชน นายกฯ ผู้นำพาไทยพ้นความขัดแย้ง

เปิดภาพฝันเพื่อไทย จุลพันธ์ ชู อาจารย์เชน นายกฯ ผู้นำพาไทยพ้นความขัดแย้ง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.07 น.

จากนั้น เวลา 19.55 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ปราศรัยว่า “การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับบางคนอาจเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต สำหรับหลายคน อาจเป็นเพียงการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่สำหรับผม การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การหย่อนบัตร ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางการเมือง เพราะผลของมันจะเปลี่ยนประเทศไทยไปอีกยาวนาน“

ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ปีที่แล้ว ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเป็นอีกครั้ง ที่นายกรัฐมนตรีของเราถูกปลดด้วยอำนาจที่ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนและการเมืองไทยยังคงบิดเบี้ยวเมื่อพรรคประชาชนที่มีจำนวน สส. มากที่สุดในสภากลับไปยกมือให้พรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมากมายมหาศาล แต่พรรคการเมือง ซึ่งเข้าร่วมอยู่ใน MOA กลับลอยตัว ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

จุลพันธ์

ความบิดเบี้ยวและสัญญาณอันตรายนี้ ไม่ได้อยู่ตรงที่พรรคเพื่อไทย ต้องกลายมาเป็นฝ่ายค้าน แต่เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

สิ่งที่เราเห็นคือการเปิดทางให้การเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมาแข็งแรง เราเห็นการโยกย้ายข้าราชการอย่างขนานใหญ่เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง คดีสำคัญ อย่างฮั้ว สว. เขากระโดงถูกบิดเบือน การเอื้อประโยชน์ด้านงบประมาณ เช่น เรื่อง MotoGP สื่อ นักวิชาการและฝ่ายค้านผู้เลือกเขาเข้ามากลับเลือกปิดปากอย่างยินยอมพร้อมใจ อำนาจอนุรักษ์นิยมเติบโตแผ่ซ่าน วันนี้อนุทินใช้ความรักชาติ มาแบ่งแยกประชาชน “หนิมจะบอกหนูว่า ประขาชนทุกคนรักชาติ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ เค้าไม่ได้รักหนู คนที่รักหนูจนสุดใจมีแต่พรรคประชาชนเท่านั้นแหล่ะหนู”

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า หลังจากมีการยุบสภา เพื่อนร่วมทางของเราบางคนเลือกที่จะเดินจากไป พรรคเพื่อไทยถูกตราหน้าจากสังคม บางคนบอกว่าพรรคเพื่อไทยเลือดจะไหลหมดตัว บางคนบอกว่า เราจะกลายเป็นพรรคเล็กมี สส. ไม่ถึง 100 คน บางคนถึงกับบอกว่าถ้ามีการเลือกตั้งอีกครั้งพรรคเพื่อไทยจะสูญพันธุ์

ในวันที่พรรคกำลังลำบากที่สุด ผมได้รับความไว้วางใจจากพรรค ให้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค และยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย  การได้เป็นหัวหน้าของพรรคเพื่อไทย คือเกียรติและความรับผิดชอบสูงที่สุดที่ ผมเคยถามตัวเองว่า ผมจะพาพรรคกลับมาแข็งแกร่งและลบทุกคำสบประมาทได้หรือไม่และในที่สุด ผมก็ได้คำตอบครับ คำตอบนั้นเรียบง่ายมาก ‘นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราโดนกระทำ’ แต่เราลุกขึ้นได้ทุกครั้งด้วยพลังของประชาชน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ตลอดเวลากว่า 20 ปี  ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน มาถึงพรรคเพื่อไทย พวกเราโดนรัฐประหาร เราโดนยุบพรรค เพื่อนของเราโดนสังหารกลางถนน เราโดนนิติสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า หลายครั้งเราต้องยอมถอย เราต้องกลืนเลือด เราต้องทำ แม้จะต้องเผชิญกับการถูกต่อว่า แม้ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่บิดเบี้ยว แต่เราไม่เคยถอยออกนอกเส้นทางการต่อสู้  เรายังคงสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง สู้อย่างที่เราทำมาตลอด เหมือนที่ “เชน-ยศชนัน” เคยพูดว่า “เราแค่ต้องไม่ตาย”

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่มีทางลัด เรารู้ว่า ความหวังจะมีค่า ประชาธิปไตยจะมีความหมายก็เมื่อประชาชน กินอิ่ม นอนหลับ มีงานทำ มีรายได้ เศรษฐกิจมั่งคั่ง ประเทศมั่นคง ประชาชนจะต้องแข็งแรง ภาพของประชาชนทั่วประเทศไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของพวกเราเลย เรารู้ดีว่าประชาชนไม่เคยทิ้งเรา และพรรคเพื่อไทยก็จะไม่มีวันทิ้งประชาชน บางพรรคบอกว่าเพื่อไทยละทิ้งคนเสื้อแดง บางพรรคพยายามเคลมความเป็นเสื้อแดงไปจากพวกเรา ในวันที่เราเจ็บปวด ในวันที่เราถูกเรียกว่าควาย ในวันที่เราไม่กล้าใส่เสื้อแดงเพร่ะโดนดูถูกดูแคลน ในวันที่เราวิ่งหลบกระสุนร่วมกันกับประชาชน พวกคุณยังสะใจกับความตายของคนเสื้อแดงอยู่เลย
 
แต่ในวันนี้ คนเสื้อแดงสามารถกลับมามีเสียงมีที่ยืนในสังคม คนเสื้อแดงสามารถยืดอก ภูมิใจในตัวตนของเราอีกครั้ง นี่คือวันที่ผมมั่นใจ ว่าพรรคเพื่อไทยกลับมาแล้ว กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ยังคงเป็นความหวังให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งชาติ การเลือกตั้งที่จะถึง ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนในประเทศนี้ที่พูดถึงนโยบายมากเท่าพรรคเพื่อไทย เรายังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน

ผมอยากให้ทุกคนลองหลับตา แล้วนึกภาพตามผมดูนะครับ

-วันที่พี่น้องเจ็บป่วย 30 บาทรักษาทุกโรค จะรักษาได้ทุกที่ ไม่ต้องเดินทางไกลอีกต่อไป

-วันที่ต้องขึ้นรถเมล์ร้อน กลิ่นควันเต็มเมืองจะกลายเป็นรถเมล์แอร์เย็น ราคาเพียง 10 บาท

-วันที่ต้นทุนการเดินทางไม่เป็นภาระ เพราะรถไฟฟ้าราคา 20 บาทตลอดสาย

-วันที่หนี้สินของผู้สูงอายุและประชาชนจะไม่ใช่โซ่ตรวนอีกต่อไป

-วันที่เกษตรกร ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง ไม่ต้องลุ้นกับต้นทุนเพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีกำไรอย่างน้อย 30%

-วันที่การเสี่ยงโชคไม่ใช่ภาระต่อรายได้ แต่เป็นเงินออมที่สะสมไว้ มีกินมีใช้ยามเกษียณ

-วันที่ยาเสพติดและแก๊งสแกมเมอร์จะไม่สามารถทำลายลูกหลานของเราได้อีกต่อไป

-วันที่เด็กไทยที่มีความสามารถอยากไปเรียนต่างประเทศ จะได้โอกาส ไม่ต้องกังวลเรื่องทุน เพราะเรามี ODos

– วันที่ศิลปะได้รับการให้คุณค่าและเด็กไทยสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

– วันที่คนไทยไม่ต้องเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านแต่สามารถสูดอากาศได้เต็มปอดทุกวัน

– วันที่ประกันสังคม ตอบโจทย์พี่น้องภาคแรงงาน มีการลงทุนโดยมืออาชีพ มีสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น 

– วันที่คนไทยไร้จน มีเงินในกระเป๋า มีรายได้อย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

และทั้งหมดนี้จะชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยรัฐบาลดิจิทัล ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ ตรงจุดผ่านนโยบายเศรษฐีเงินล้าน นำประชาชน เข้าสู่ระบบด้วยความเต็มใจ นี่คือความฝันของพวกเราทุกคนที่นี่ คือภาพประเทศไทยที่พวกเราอยากเห็น วันนี้ ลูกสาวผมอยู่ในที่นี้ พ่อคนนี้จะส่งมอบสังคมที่ดีให้กับลูก พรรคเพื่อไทยจะสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าให้คนไทย มาร่วมสร้างมันไปพร้อมๆ กัน ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาล ส่ง “เชน-ยศชนัน” ไปเป็นนายกรัฐมนตรี

พี่น้องครับ หลังจากที่ #genzforpheuthai น้องๆออกมาแสดงความคิดเห็นมากมาย ผมขอขอบคุณน้องๆ Gen Z ที่เปิดใจรับฟังพรรคเพื่อไทย หนึ่งเสียงของน้องมีค่าเท่ากับทุกเสียงในประเทศนี้ ทุกการเลือกทุกการตัดสินใจเป็นของเราจงภูมิใจในเสียงของตัวเอง เราได้เรียนรู้ร่วมกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต ทำไมคนจำนวนมากถึงยังรักเพื่อไทย ทำไมพวกเราถึงภูมิใจที่ได้เลือกเพื่อไทย 

แดงเพื่อไทยทั้งหลาย ผมเห็นสัญญาณที่ชัดเจน ว่าเราโอบรับความแตกต่าง ฝเราไม่ตัดสินกัน เราเปิดพื้นที่ให้กัน เราไม่สร้างความแตกแยก ประชาธิปไตยไม่ใช่เวทีให้ประกาศว่า ใครที่คิดไม่เหมือนเรามันคือศัตรู เราไม่ทำทุกอย่างเพื่อชนะบนโลกโซเชียล แต่มาแพ้ในโลกแห่งความเป็นจริง ประชาชนไม่ได้เลือกเพื่อไทยเพราะโง่ อย่างที่เจากล่าวหา แต่เพราะเรามีนโยบายจากชีวิตจริง เราเสนอทางออกต่อปัญหาแบบจับต้องได้

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ประชาธิปไตย ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงข้อนี้ ไม่ใช่เหยียบหัวคนส่วนใหญ่ แล้วเรียกตัวเองว่าก้าวหน้า เพื่อไทยไม่ขายความสะใจ ไม่เหยียบคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดี ไม่ใช้ความโกรธเป็นแรงขับเคลื่อน แต่เราเลือกทำในสิ่งที่ยากกว่า คือ ความอดทนของประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่ยาวิเศษ มันต้องใช้เวลา มันต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

พรรคเพื่อไทยต่อสู้มายาวนาน เราล้ม แต่เราลุกขึ้นมาได้ เพราะประชาชนโอบอุ้มเราเอาไว้ทุกครั้ง และวันนี้ จะเป็นวันที่พรรคเพื่อไทย พาพี่น้องประชาชนเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เดินไปข้างหน้าเถิดประชาชนเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าท่านจะเดินไปไกลเพียงไหน หากท่านหันกลับมา พรรคเพื่อไทยจะอยู่ตรงนั้นเคียงข้างท่านเสมอไป หากท่านล้มลง พรรคเพื่อไทยจะโอบอุ้มท่านเอาไว้ และเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องประชาชนตลอดไป ความหวังและอนาคตของพี่น้องประชาชนพรรคเพื่อไทยจะรับมันไว้และทำให้มันเป็นจริง

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะสื่อสารไปยังแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อ. เชน ผมผู้จักเชน ตอนสมัคร สส. เชียงใหม่ ครั้งแรก 

เมื่อปี พ.ศ. 2557  และ 50 กว่าวันที่ผ่านมายิ่งทำให้ผมได้เห็นตัวตนของเชน อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เชนเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับอย่างไร้ข้อกังขาในระดับโลก เป็นผู้คิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคนพัฒนาประเทศ เชนเป็นผู้นำ ที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ใช้เวลาค่อนชีวิตคิดหาวิธีช่วยเหลือคนพิการและมุ่งมั่นทำจนสำเร็จ ที่โลกออนไลน์พูดว่า “วันนี้คุณเติมเชนแล้วหรือยัง” สะท้อนถึงการส่งพลังบวกสะท้อนถึงการส่งความหวัง และความเชื่อมั่น และสำคัญที่สุด คือ เชนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยกดใครให้ต่ำ เพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น ไม่ทะเลาะกับใคร ไม่เล่นวาทกรรม ผมเชื่อจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่นำพาประเทศออกจากความขัดแย้ง จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

“หนิมอยากจะบอกเชนว่า เชนเอ้ย เชนเป็นคนมีความสามารถ เชนเป็นคนมุ่งมั่นทุ่มเท กล้าที่จะ “คิดใหม่ ทำใหม่” เชนเป็นผู้โอบรับความแตกต่าง มองไปข้างหน้า โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เชนเป็นความหวังและอนาคตของคนไทยทุกคน…

 หนิมอยากจะบอกเชนว่า จงอย่าแปรเปลี่ยนตัวตน จงอย่าเปลี่ยนความตั้งใจ จงเป็นเชนอย่างที่เป็นอยู่ แม้แต่หนิม ก็กำลังโดนเชนเปลี่ยนไปทีละน้อย ประเทศไทยและประชาชนคนไทยก็กำลังจะถูกเปลี่ยนโดยเชนเช่นเดียวกัน“

”เชนเอ้ย จงโอบรับความฝัน จงแบกรับความหวังและนำพาพวกเราก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ผมมั่นใจอย่างที่สุดว่า “เชน-ยศชนัน” จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด สำหรับคนไทยทุกคน“

นายจุลพันธ์ ทิ้งท้ายว่า ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่ เรามาร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการเปลี่ยน “อ.เชน” เป็น “นายกฯ เชน” และชวนประชาชนเปล่งเสียงพร้อมกัน  ให้ก้องทั้งเทพหัสดิน “นายกเชน!” “นายกเชน!” “นายกเชน!” 

เพื่อไทย อ้อนขอพลังคนเสื้อแดง เลือก สส ให้ถึง 200 เสียง มั่นใจมาที่หนึ่ง

เพื่อไทย อ้อนขอพลังคนเสื้อแดง เลือก สส ให้ถึง 200 เสียง มั่นใจมาที่หนึ่ง

เพื่อไทย อ้อนขอพลังคนเสื้อแดง เลือก สส ให้ถึง 200 เสียง มั่นใจมาที่หนึ่ง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.57 น.

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 6 ก.พ.69 ที่สนามเทพหัสดิน พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย  นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และแคนดิเดตนายกฯ บรรยากาศคนเสื้อแดงทุกกลุ่มทั้งแฟนคลับพันธุ์แท้และเลือดใหม่มารอฟังปราศรัยคึกคักเต็มสนาม นายยศชนันเดินเข้าสนามท่ามกลางประชาชนห้อมล้อมทักทายถ่ายรูปให้กำลังใจ 

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ขึ้นเวทีให้กำลังใจร่วมถ่ายภาพกับ 3 แคนดิเดตรัฐมนตรี พร้อมกรรมการบริหารพรรค และ ผู้สมัคร สส.กทม. / นนทบุรี / ปทุมธานี/ สมุทรปราการ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

เพื่อไทย

เวทีปราศรัยเริ่มด้วย การยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระพันปีหลวง  จากนั้นแนะนำตัวผู้สมัคร สส. กทม. ผู้สมัคร สส.นนทบุรี ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ และแกนนำพรรคปราศรัย อาทิ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองเลขาธิการพรรค และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ น.ส.จิราพร สินธุไพร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ และ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ

“สุริยะ” ขอพลังแดงเพื่อไทย เลือกสส.ให้ถึง 200 เสียง ประกาศมั่นใจมาที่หนึ่ง ทำทุกนโยบายได้จริงใน 4ปี ไม่ได้เขียนหล่อเอาเท่

เพื่อไทย

เวลา 19.30 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เริ่มปราศรัยโดยขอเสียง “แดงเพื่อไทย” ดัง ๆ ให้คนทั้งประเทศไทยได้ยิน ขอเสียงที่อยากได้ อาจารย์เชนเป็นนายกฯ ขอเสียงที่คิดว่า พรรคเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับหนึ่ง และขอให้พลังงานดีๆนี้ “ไปถึงวันที่ 8” แบบไม่ตก ไม่แผ่ว เข้าคูหากาเบอร์9 และบอกว่า

วันนี้ผมมาในฐานะ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ขอเป็นตัวแทนของผู้สมัคร สส.เขต และ ปาร์ตี้ลิสต์ ทั้ง 500 คนมาพูดกับพี่น้องประชาชนตรงนี้  ผมนานๆ พูดที แต่รอบนี้ขอพูดจากใจ อย่างแรก ขอบคุณพี่น้องประชาชนจากใจจริง ขอบคุณทุกเสียงตอบรับ ทุกกำลังใจ ขอบคุณที่พี่น้องยังรักพรรคเพื่อไทย ยังเอา “ความหวังในชีวิต” มาฝากไว้กับพวกเรา

เพื่อไทย

การเมืองที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่ายทุกคนเจอความเหนื่อย เจอความผิดหวัง เจอคำถาม เจอความไม่แน่ใจ แต่การที่วันนี้ ทุกท่านยังอยู่ตรงนี้ ยังพร้อมจะเชื่อ ยังพร้อมจะเดินทางไปกับพวกเรา สำหรับพวกผมในฐานะนักการเมือง มันคือ เกียรติสูงสุด อยากให้พี่น้องจำไว้ ทุกความรัก ทุกความหวัง ทุกนโยบายที่เราประกาศไว้ เราจะทำเต็มที่ ทำให้ได้

และยังกล่าวว่า มั่นใจว่าจะมาที่ 1 หลายโพล นักวิเคราะห์บอกว่าเรามาที่ 3 แต่คนที่ได้โพลที่ 1 กับที่ 2 รวมทั้งกองเชียร์ ดูจะอยู่กันไม่ค่อยสุข พยายามจะบอกว่ามีแค่สองพรรค แต่ด่าเราไม่หยุดเช้าเย็นมันแปลว่าจริงๆ แล้วเขากลัวเรา จะมาที่ 1 ผมยังเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

เพื่อไทย

อย่างที่สอง ถ้าอยากได้นโยบายเพื่อไทย ต้องให้เพื่อไทยทำเท่านั้น ไม่มีให้พรรคอื่นมาทำนโยบายพรรคเพื่อไทย หลายคนพูดว่า “นโยบายเพื่อไทยรอบนี้ ดีที่สุดนะ ดีกว่าทุกพรรค” แต่ก็มีคนลังเล แล้วพูดต่อว่า “แต่กลัวว่าเพื่อไทยจะทำไม่ได้” ขอพูดตรง ๆ แบบไม่ต้องเกรงใจ ว่า กลัวเพื่อไทยทำไม่ได้ แต่ถ้าให้คนที่ “ไม่เคยทำ” “ทำไม่เป็น” หรือ “คนไม่เคยคิดจะทำสิ่งใหม่” มาทำแทน มันยิ่งน่ากลัวกว่า ถ้าไม่ใช่เพื่อไทย แล้วคิดว่าใครจะทำได้ เพราะนโยบายมันคิดยาก ลอกง่าย แต่ทำยาก  

บางพรรคก็เอานโยบายคล้าย ๆ กันมาปรับชื่อ ปรับคำ บางพรรคก็มีนโยบาย “สั้นมาก” มีอยู่แค่บนป้าย บางพรรคก็หยิบสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยวางรากฐานไว้แล้ว มาพูดเหมือนเป็นของตัวเอง แต่ผมไม่ได้โกรธ ดีใจด้วยซ้ำ แปลว่านโยบายเพื่อไทย “มันมาถูกทาง” จนคนต้องตาม

เพื่อไทย

เราเคยเป็นทั้ง รัฐบาลพรรคเดียว รัฐบาลผสม ฝ่ายค้าน เห็นทุกมุม รู้ทุกจังหวะ เคยเจออุปสรรค เคยเจอโจทย์ยาก ฉะนั้น รอบนี้เราถึงออกแบบนโยบายแบบละเอียดไม่ใช่แค่ประกาศแล้วจบ แต่คิด “ขั้นตอน”  “กลไก”  “การทำงานกับระบบจริง” และ บางอย่างอาจทำไม่ครบทุกเรื่องทันใน 4 ปี เพราะมีข้อจำกัด มีขั้นตอน มีระบบที่ต้องแก้ แต่ถ้าอยากให้ “ทำได้เร็ว ทำได้เต็ม ทำได้ครบ” ถ้าพี่น้องอยากให้ทุกนโยบายเกิดขึ้นภายใน 4 ปี เลือกเพื่อไทยให้ถึง 200 เสียง

อย่างที่สาม ตลอด 25 ปีบนเส้นทางการเมืองของผม วันนี้โลกมันเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน การแข่งขันเปลี่ยน โจทย์ใหม่ไม่ใช่แค่ “ทำให้พออยู่ได้” แต่คือ “ทำให้ประเทศไปได้ไกลกว่าเดิม” เราจะพาประเทศไปไกลด้วยด้วยความรู้ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น คิดบนข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก แก้ปัญหาที่สาเหตุ ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ วัดผลได้ ปรับปรุงได้ ทำให้ดีขึ้นได้จริง

เพื่อไทย

นายสุริยะ ยังบอกว่า นักธุรกิจก็เคยแล้ว ทหารก็เคยแล้ว รอบนี้ขอลอง “นักวิทยาศาสตร์” เป็นนายกฯ บ้างได้ไหม อาจารย์เชนเป็นคนเก่ง มีวิสัยทัศน์ มองปัญหา “เป็นภาพจริง” ไม่ใช่ภาพฝัน จริงใจ กล้าตัดสินใจบนเหตุผล เข้าใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และที่สำคัญ เข้าใจระบบราชการ รู้ว่าถ้าจะทำให้เกิด ต้องขับเคลื่อนผ่านกลไกไหน ต้องปลดล็อกตรงไหน ต้องประสานอะไร ต้องทำให้ “งานเดิน” ยังไง

ประเทศไม่ได้ต้องการแค่ “คนพูดเก่ง” ประเทศต้องการ “คนทำเป็น” ต้องการผู้นำที่จัดระบบได้ ทำงานเป็นทีมได้ ทำให้ความหวังของประชาชนกลายเป็น “ผลลัพธ์จริง” ได้

เพื่อไทย

สุดท้ายนายสุริยะ กล่าวว่า “ถ้ารักนโยบายเพื่อไทย เลือกเพื่อไทยครับ ถ้าอยากให้ทำได้เร็ว ทำได้เต็ม ทำได้จริง เลือกเพื่อไทยให้ถึง 200 เสียงครับ และถ้าอยากเห็นประเทศไทยยืนบนความรู้ เท่าทันโลก และก้าวนำอนาคต เลือกอาจารย์เชนเป็นนายกฯ ครับ เลือกพรรคเพื่อไทยให้เป็นอันดับหนึ่งครับ ”

เพื่อไทย
เพื่อไทย

พิธา เสียงสั่น บอกจะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไร ขอสำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ

พิธา เสียงสั่น บอกจะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไร ขอสำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ

พิธา เสียงสั่น บอกจะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไร ขอสำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.40 น.

‘พิธา’ เสียงสั่นขอบคุณลูกสาวคอยเป็นกำลังใจ บอกพ่อจะสู้เพื่อหนูและคนรุ่นหนู   ชี้ยังไม่สายเกินไปเข้าคูหากาเพื่อเปลี่ยนส่ง นายกฯ เท้งเข้าทำเนียบฯ จะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไร สำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ 

เมื่อเวลา19.30 น. วันที่ 6 กุมภาพันธื 2569  ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้ามาจับจองที่นั่งฟังปราศรัยตั้งแต่ช่วง 14.00 น.เป็นต้นมา

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ขึ้นเวทีปราศรัยโดยตั้งคำถามว่า “ว่าไงประชาชน” ส่งเสียงดัง ๆ ยาว ๆ ให้พวกเขารู้ว่าตัดสิทธิ์ยุบพรรคได้แต่ทำลายความหวังของประชาชนไม่ได้ ส่งเสียงดัง ๆ ยาว ๆ ให้เขารู้ว่าความสำเร็จอยู่แค่เอื้อมมือ และครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม พอกันทีกับ 14 ล้านเสียงที่ไม่มีความหมาย ส่งเสียงดัง ๆ ยาว ๆ ให้เขาได้ยินว่าความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนต้องการ ความเปลี่ยนแปลงที่เชื่อถือได้ ความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนถวิลหามาถึงแล้ว จะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไรสำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ 

พอได้แล้วกับความพ่ายแพ้ พอได้แล้วกับความอยุติธรรม พอได้แล้วกับประเทศไทยที่อยู่ที่เดิม ผมยืนอยู่หน้าทุกท่าน 2 ปีหลังจากที่โดนตัดสิทธิ์ยุบพรรค เดินทางไปทั่วโลกเจอกับผู้คนมากมาย สรุปได้สั้น ๆ ว่าโลกปรับไทยต้องเปลี่ยน ยังไม่สายเกินไป ถ้าเราตั้งรัฐบาลประชาชนที่ประเทศของเราโดดเด่นในเวทีโลก 

นายพิธา กล่าววต่อว่า ตนเดินทางไปที่ไหนทุกคนพูดแต่ปัญหามากกว่าศักยภาพ อยากจะรู้เหลือเกินว่าเหตุใดผลการเลือกตั้งกับการตั้งรัฐบาลไม่ตรงกัน เขาต้องการมาลงทุนในประเทศไทย แต่ประเทศของคุณมันซับซ้อนเกินไป  อยากจะเชียร์ก็เชียร์ไม่ขึ้น อยากจะกลับมาลงทุนก็ลงทุนไม่ได้ มันซับซ้อนเกินกว่าที่คนทั่วโลกจะเข้าใจ เต็มไปด้วยเงินไทยไม่ไหลออก เงินนอกไม่ไหลเข้า  เงินเทาเต็มประเทศ 

ประเทศไทยเป็นคนห่วยของเอเชีย ช่วงเวลาเดียวกันนี้เวียดนามโต 40% ประเทศเราโตแค่ 5% เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ตอนนี้โตรั้งท้าย เราจะกลายเป็นประเทศที่แก่ก่อนรวยเพราะอายุเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 40 กว่าปี ปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 75 ปีที่อัตราการเกิดของไทยน้อยที่สุด กำลังการผลิตลดลงไป 20% ภายในรอบ 5 ปี ยังไม่สายเกินไป ถ้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จะเข้าคูหากาเพื่อเปลี่ยน เลือกหมายเลข 46 ส่งนายกฯ เท้ง เข้าทำเนียบรัฐบาล 

และยังไม่สายเกินไปที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่คนไทยภูมิใจและโดดเด่นในเวทีโลก ในเวลาที่ระเบียบโลกเป็นโลกที่ไร้ระเบียบ แต่ก่อนความชอบธรรมคืออำนาจแต่ตอนนี้อำนาจคือความชอบธรรม จำเป็นที่จะต้องมีรัฐบาลที่มีความชัดและความพร้อมเข้าไปเปลี่ยนประเทศไทยให้ไม่เหมือนเดิม ให้นายกฯ เท้ง เข้าไปทำให้การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต 

ตนอยากจะขอบคุณพรรคอนาคตใหม่ที่ยอมจุดไฟในสายลม เมื่อไฟจุดติดแล้วประชาชนจะไม่มีวันยอมให้ไฟนั้นดับ ขอบคุณพรรคก้าวไกล เพื่อน ๆ ทุกคน อาสาสมัคร สมาชิก ประชาชนที่ให้การสนับสนุนตลอดมา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างนี้มีคนตะโกนว่า “ส้มรักพ่อ” นายพิธา จึงตอบกลับว่า “พ่อก็รักส้มครับ” ซึ่งเรียกเสียงกรี๊ดได้สนั่นฮอล์ ก่อนจะกล่าวถึงคนที่คิดถึงมากที่สุดคือน้องพิพิม ลูกสาวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้พ่อตลอดมา พ่อจะสู้เพื่อหนูและคนรุ่นหนูทุกคน“

นายพิธา กล่าวทิ้งท้ายว่า การปราศรัยครั้งนี้เป็นการปราศรัยครั้งสุดท้าย มั่นใจว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะได้ชัยชนะ มั่นใจว่าไม่เคยจะชนะเยอะขนาดนี้มาก่อน ขอให้ฉลองกันอย่างเต็มที่ ”คิดถึงผมจนกว่าเราจะพบกันใหม่ครับ“ 

ศุภจี ชู ทีมไทยแลนด์ บุกตลาดใหม่ แก้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม

ศุภจี ชู ทีมไทยแลนด์ บุกตลาดใหม่ แก้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม

ศุภจี ชู ทีมไทยแลนด์ บุกตลาดใหม่ แก้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.31 น.

6 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 18.50 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวปราศรัยใหญ่พรรคภูมิใจไทยโค้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งวันที่8ก.พ.69 ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก #ทีมไทยแลนด์” ว่า วันนี้การที่ตนได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งนึง ตนไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ที่มีเพื่อนๆครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน 

การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออกมัน ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเราและการค้าก็เหมือนกัน 

ศุภจี

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (นายสีหศักดิ์ นายเอกนิติ นางศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวังชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว 

นางศุภจี กล่าวอีกว่า และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6%  ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานวามร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้ 

ศุภจี

นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศว่า มาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้ 3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านบ้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านบ้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่4นั้น ต้องทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่ 

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเขาเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น 

ศุภจี

นางศุภจี กล่าวว่า ที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา การแก้การกระจุกที่หนึ่ง ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1.เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้ ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่นเครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ 

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ 

ศุภจี

ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงกับการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจากหล่มได้ 

นางศุภจี กล่าวด้วยว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ เราต้องยอมรับความจริงว่าอะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดหากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคงเศรษฐกิจการค้า ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

ศุภจี

“แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ แต๋มทำเต็มที่ ทำเต็ม 100 ยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่แต๋มมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย แต๋มมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง” นางศุภจี กล่าว

ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี