คลองสามวาพร้อม100% ตรวจเข้มอุปกรณ์-บัตรเลือกตั้ง ความปลอดภัยเข้มงวด

คลองสามวาพร้อม100% ตรวจเข้มอุปกรณ์-บัตรเลือกตั้ง ความปลอดภัยเข้มงวด

คลองสามวาพร้อม100% ตรวจเข้มอุปกรณ์-บัตรเลือกตั้ง ความปลอดภัยเข้มงวด

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.15 น.

คลองสามวาพร้อม 100%! ตรวจเข้มอุปกรณ์-บัตรเลือกตั้ง ท่ามกลางการอารักขาความปลอดภัยเข้มงวด

7 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศโค้งสุดท้ายของการเตรียมงานเลือกตั้งคึกคัก สำนักงานเขตคลองสามวาโชว์ความพร้อม ตรวจเช็กอุปกรณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งครบถ้วน พร้อมรับศึกเลือกตั้งใหญ่ ย้ำมาตรการความปลอดภัยสูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำการสำนักงานเขตคลองสามวา เจ้าหน้าที่ประจำเขตได้เร่งดำเนินการตรวจสอบความเรียบร้อยของวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ในหน่วยเลือกตั้งอย่างละเอียด ประกอบด้วยบัตรเลือกตั้ง ตรวจนับจำนวนตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ , หีบบัตรเลือกตั้ง ตรวจสอบสภาพความแข็งแรงและการซีลล็อก , วัสดุอุปกรณ์สนับสนุน อาทิ ปากกา บอร์ดประชาสัมพันธ์ และอุปกรณ์ประจำคูหา

การตรวจสอบในครั้งนี้เป็นไปอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ 100% ก่อนจะมีการส่งมอบไปยังหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ในพื้นที่

ในด้านการรักษาความปลอดภัย มีรายงานว่าทางสำนักงานเขตฯ ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด โดยมีการวางกำลังอารักขาบริเวณจุดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งและหีบบัตรเพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากระบวนการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรร

สำหรับพี่น้องประชาชนในเขตคลองสามวา สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่ตั้งหน่วยเลือกตั้งของท่านได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมการปกครอง หรือที่บอร์ดประชาสัมพันธ์ ณ สำนักงานเขตคลองสามวา

ห้วยขวางคึกคัก อนุทิน ขึ้นรถแห่ มั่นใจนโยบายพรรคภูมิใจไทย

ห้วยขวางคึกคัก อนุทิน ขึ้นรถแห่ มั่นใจนโยบายพรรคภูมิใจไทย

ห้วยขวางคึกคัก อนุทิน ขึ้นรถแห่ มั่นใจนโยบายพรรคภูมิใจไทย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.44 น.

จากนั้นเวลา 08.40 น.วันที่ 7 ก.พ.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตลาดประชาราษฎร์ บำเพ็ญ 24 เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัครสส.กทม. เขตห้วยขวาง-วังทองหลาง พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 4 โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมลงพื้นที่หาเสียงด้วย

โดยเมื่อเดินทางถึง มีประชาชนมาขอถ่ายภาพโดยนายอนุทิน ได้ทำท่าพลัส ก่อนที่ชาวบ้านถามเปิดด่านไหม นายอนุทินตอบว่า ไม่มี จากนั้นนายอนุทินเดินแวะร้านขนมหวานซึ่งเป็นรถพ่วง ซื้อรวมมิตร 4 แก้ว โดยระหว่างที่นายอนุทินเดินหาเสียงในตลาดได้มีประชาชนเปิดกระจกรถยนต์ พร้อมพูดว่าขอให้สำเร็จ และเลือกพรรคภูมิใจไทย ก่อนเดินแวะร้านขายเบเกอรี่ สวมบทนักรีวิวแนะนำร้านขนมปังเด็ดด้วย

อนุทิน

ต่อมานายอนุทิน ได้เดินแวะไปยังร้านซักแห้งโดยสอบถามเจ้าของร้านว่า เป็นธุรกิจครอบครัวใช่หรือไม่ ธุรกิจนี้ตนเคยใฝ่ฝันว่าอยากทำ ทั้งนี้ ก่อนขึ้นรถแห่หาเสียงประชาชนได้มอบปฏิทินกวนอู เป็นที่ระลึกด้วย โดยนายอนุทินได้หยิบปฏิทินขึ้นมาชูขนาดขึ้นรถแห่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างขึ้นรถแห่หาเสียงตลอดทางนายอนุทิน ได้ขอคะแนนเสียง และขอให้ได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง โดยระหว่างทางปรากฎได้มีรถแห่หาเสียงของผู้สมัครสส.เขตวังทองหลาง พรรคประชาชน (ปชน.)ขับสวนรถแห่หาเสียงของนายอนุทิน โดยผู้สมัครสส.คนดังกล่าวทักทายและพูดว่า “สวัสดีนายกฯหนู” โดยนายอนุทิน ยิ้มตอบรับ  จากนั้นนายอนุทิน เดินตลาดเช้าปากซอยพุ่มอุไร ทักทายมีประชาชน ซึ่งมี ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของภายในตลาดหลายคนให้กำลังใจนายอนุทินบริหารประเทศ

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

มธ กาง 4 จุดแข็ง มัดใจยักษ์ชิป ASML ปักฐานผลิต

มธ กาง 4 จุดแข็ง มัดใจยักษ์ชิป ASML ปักฐานผลิต

มธ กาง 4 จุดแข็ง มัดใจยักษ์ชิป ASML ปักฐานผลิต

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.41 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ไทยมี 4 จุดแข็งดึง “ASML” ยักษ์ใหญ่ด้านชิปที่สุดของโลกมาลงทุน แนะรัฐบาลใหม่เร่งทำ “Grand strategy” เชื่อมต่อทุกอุตสาหกรรม “ผลิต-ส่งออก-ขายในประเทศ” ชูสร้างฐานการผลิตในไทยคุ้มทุนไวที่สุด หนุนเสริมอุตฯ เซมิคอนดักเตอร์เข้มแข็งระยะยาว พร้อมชงปรับแก้กฎระเบียบเปิดช่องเกิด “Venture Capital” เอื้อนำความรู้ที่ได้ต่อยอดสร้างนวัตกรรม-ธุรกิจต่อ
 
ศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่บริษัท ASML ซึ่งเป็นผู้นำด้านผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ มีความสนใจและได้เข้ามาหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการสร้างซัพพลายเชนในประเทศไทย มาจากปัจจัยหลัก 2 ส่วน คือ 1. ไทยมีจุดแข็งที่มีความศักยภาพมากพอจนได้รับความสนใจ 2. ยุทธศาสตร์ของทาง ASML เองที่ต้องการกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาจากจีน

มธ

สำหรับจุดแข็งของไทย แม้หลายฝ่ายจะมองไทยเป็นประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ทั้งในทางการเมือง และเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ล่าสุดที่ Financial times ยังวิเคราะห์ว่าไทยเป็นคนป่วยของเอเชีย (Sickman of Asia) แต่หากมองให้ลึกลงไป ไทยยังมีจุดเด่นที่หลายคนอาจจะมองข้ามและเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจาก ASML 

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยค่อนข้างมีศักยภาพที่ดี ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คือ การประกอบ และทดสอบชิป รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น power sensor แผงวงจรพิมพ์ (PCB) หรือฮาร์ดดิสก์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องพิมพ์ต่างๆ 2. มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับการทำงานของเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้า และมีเสถียรภาพมากกว่าประเทศใกล้เคียง เช่น เวียดนาม 3. ไทยไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงจะเกิดสงครามในระดับภาพใหญ่ 4. ฐานการผลิตของไทยเป็นน่าเชื่อถือ (Trusted Production Base) หากมาลงทุนสร้างฐานการผลิตที่ไทย ความลับทางธุรกิจของบริษัทเหล่านั้นจะไม่รั่วไหล เพราะไทยเคารพในทรัพย์สินทางปัญญาที่นำเข้ามา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ หรือ BOI ควรจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ (Grand strategy) ของประเทศไทยในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทางเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์แห่งอนาคต และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด เพื่อทำให้บริษัทต่างชาติใหม่ๆ ที่จะมาลงทุนในไทยเห็นภาพว่ามีการผลิตที่สามารถส่งออก และขายในประเทศได้ด้วย และทำให้บริษัทเหล่านั้นเกิดความคุ้มทุนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความดึงดูดให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติอื่นๆ ให้ความสนใจไทยมากขึ้นอีก

“จุดที่ดึงดูดที่สุดคือทำให้นักลงทุนมองว่าการลงทุนในประเทศไทยมีความคุ้มทุนเร็วที่สุด การคุ้มทุนตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ เช่น ยกเว้นภาษี 10 – 20 ปี เท่านั้นแต่ถ้าไทยมี Grand strategy และทำไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดก็จะช่วยสร้างให้เกิดทิศทางทางนโยบายที่เข้มแข็ง รวมถึงจะส่งผลให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เราเติบโตได้จริงในระยะยาว ที่สำคัญคือต้องไม่มีการเปลี่ยนนโยบายที่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ  ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยแรงจากฝ่ายการเมืองด้วย เพราะถ้าเกิดการย้ายฐานการผลิตแล้วจะไม่มีการย้อนกลับมาที่ไทยอีกเลย” ศ. ดร.อาชนัน กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า หาก ASML เข้ามาลงทุนในไทยเพื่อสร้างซัพพลายเชนจริงๆ คาดว่าจะเป็นการทำชิ้นส่วนประกอบบางชิ้น ไม่ใช่เครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งเครื่อง และการหวังให้บริษัทข้ามชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ก็คงเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะเทคโนโลยีถือเป็นหัวใจสำคัญของความอยู่รอดของธุรกิจ ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหวังให้บริษัทถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ แต่คือการสร้างความรู้ให้กับคนที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งซัพพลายเชน หรือต่อยอดความรู้นั้นไปสู่นวัตกรรม หรือธุรกิจต่อไป ซึ่งรัฐบาลใหม่และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรจะต้องสร้างสภาพแวดล้อม และอำนวยความสะดวกเพื่อช่วยให้คนกลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่ให้คนเหล่านั้นใช้ความรู้ไปกับบริษัทข้ามชาติเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น การปรับแก้กฎระเบียบให้เกิดการเปิดให้สามารถระดมทุนเพื่อสร้างธุรกิจ (Venture Capital) ซึ่งที่ผ่านมา Venture Capital ของไทยส่วนใหญ่ผูกกับบริษัทใหญ่ๆ หรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งยังไม่ใช่บทบาท Venture Capital จริงๆ ที่กล้าเสี่ยงตั้งแต่เห็นแนวความคิดเกี่ยวกับธุรกิจ และกล้าปล่อยในส่วนที่ไปต่อไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาไทยมีแต่การอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างบุคคล (Personal Connection) ส่วนคนที่ไม่รู้จักใครก็ไปต่อไม่ได้ 

เอกสิทธิ์เช็กอินสวนลุมฯ หาเสียงโค้งสุดท้าย มัดใจทาสหมาแมวเบอร์ 23

เอกสิทธิ์เช็กอินสวนลุมฯ หาเสียงโค้งสุดท้าย มัดใจทาสหมาแมวเบอร์ 23

เอกสิทธิ์เช็กอินสวนลุมฯ หาเสียงโค้งสุดท้าย มัดใจทาสหมาแมวเบอร์ 23

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.31 น.

ฟิตไปให้สุด! “หน.เอกสิทธิ์“ นำผู้สมัครพรรคปวงชนไทย จูงน้องหมูเด้ง เดินออกกำลังสวนลุมฯ ขอคะแนนคนรักสัตว์เททั้งใจให้เบอร์ 23  

7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 06.00 น. เป็นอีกหนึ่งพรรคที่ทำงานเต็มที่ ใช้เวลาจนถึงวินาทีสุดท้ายในการรณรงค์หาเสียงขอคะแนนจากพี่น้องประชาชน  ก่อนถึงวันเลือกตั้ง โดยเช้าวันนี้ 
นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 23 นำคณะผู้สมัครสส.กทม.ทั้ง 24 เขต และผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ร่วมสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กราบขอพรให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้  ก่อนจะพาน้องๆ เดินออกกำลังกายโดยรอบสวนลุมพินี และทักทายขอคะแนนพี่น้องประชาชน ที่มาเดินและวิ่งออกกำลังกายในช่วงเช้าวันหยุด ซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 

โดยหัวหน้าอาร์ท เอกสิทธิ์ ได้พาน้อง “หมูเด้ง” สุนัขพันธุ์เชาเชา สีดำขนฟูๆ มาเดินออกกำลังกายหาเสียงที่ สวนลุมพินีด้วย สร้างความชื่นชอบให้กับประชาชนที่มาวิ่งและเดินออกกำลังกายเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ผู้สมัครสส.ของพรรคปวงชนไทย ก็ได้พาน้องสุนัขสัตว์เลี้ยงคู่ใจมาเดินออกกำลังกายที่สวนลุมพินีด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก 

นายเอกสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้คนไทยเป็นคนที่รักสัตว์มาก เลี้ยงน้องหมาน้องแมวเป็นสมาชิกในครอบครัว ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายก็ค่อนข้างสูง นโยบายบัตรทองเพื่อน้องหมาแมวของพรรคปวงชนไทยต้องการอยากจะดูแลเจ้าของลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจะมีการเปิดลงทะเบียนฝังชิพและมอบบัตรทองให้ โดยจะได้รับสิทธิ์ฉีดวัคซีนและทำหมันฟรี ผ่านคลินิกสัตวแพทย์ชุมชน รวมถึงมีการจัดโซนนิ่ง สร้างศูนย์รับฝากเลี้ยงสุนัขและแมวหากเจ้าของต้องไปทำงานที่อื่นเป็นการลดภาระจัดระเบียบปัญหาประชากรสุนัขและแมวจรจัด เมื่อเจ้าของภาระไม่สูงมากก็สามารถเลี้ยงต่อได้ ไม่ต้องนำสัตว์ไปปล่อยทิ้ง

นอกจากนี้ นายเอกสิทธิ์ ฝากถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้จัดการเลือกตั้งให้ได้มาตรฐาน โปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรม ขอให้ปราบปรามและป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมือง 

พร้อมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของตัวเองกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยกัน 

“วันนี้หากเลือกแบบเดิมก็จะเป็นเหมือนเดิม จึงขอโอกาสพรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 เข้ามาแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจ ดูแลคนทำงานแรงงานทั้งในและนอกระบบ ถึงเวลาอวสานหนี้ เพิ่มรายได้ให้คนไทย สู้แล้วรวยทั้งประเทศได้ทันที มั่นใจ พรรคปวงชนไทย ตัวจริงทำเป็นล้านเปอร์เซ็นต์” นายเอกสิทธิ์ ย้ำ

จัดหนักโค้งสุดท้าย ไทยก้าวใหม่ ปูพรม LCD 39 จุดทั่วกรุง

จัดหนักโค้งสุดท้าย ไทยก้าวใหม่ ปูพรม LCD 39 จุดทั่วกรุง

จัดหนักโค้งสุดท้าย ไทยก้าวใหม่ ปูพรม LCD 39 จุดทั่วกรุง

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.09 น.

7 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงของ พรรคไทยก้าวใหม่ ในช่วงโค้งสุดท้ายเป็นไปอย่างเข้มข้น  โดยพรรคได้เดินหน้าใช้กลยุทธ์การสื่อสารครบทุกมิติ ทั้งการลงพื้นที่พบประชาชน การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียของพรรค และการโฆษณาผ่านจอ LCD และจอดิจิทัลบิลบอร์ดในพื้นที่สำคัญทั่วกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดทั่วประเทศ

โดยพรรคได้ขึ้นจอ LCD และบิลบอร์ดดิจิทัล รวม 39 จุดทั่วกรุงเทพฯ ตอกย้ำหมายเลขพรรค บัตรสีชมพู เบอร์ 49 พร้อมสโลแกน “เลือกเบอร์ 49 พรรคไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” และชูนโยบายหลัก “เปลี่ยนการศึกษาไทย” เป็นหัวใจสำคัญในการสื่อสารกับประชาชนช่วงก่อนวันเลือกตั้ง

ไทยก้าวใหม่

การสื่อสารผ่านจอ LCD ครั้งนี้ เน้นพื้นที่เศรษฐกิจ ย่านธุรกิจ แยกสำคัญ และเส้นทางคมนาคมหลัก เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง สะท้อนความพยายามของพรรคในการเร่งสร้างการจดจำหมายเลขพรรคและแนวนโยบายหลักในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการตัดสินใจทางการเมือง

สำหรับ จอ LCD และดิจิทัลบิลบอร์ดของพรรคไทยก้าวใหม่ทั้ง 39 จุดในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย

1. ทางด่วนเฉลิมมหานคร ท่าเรือ–บางนา

2. ทางด่วนเฉลิมมหานคร เลียบทางด่วนพระราม 4–บ่อนไก่

3. สามเหลี่ยมดินแดง

4. อโศก–สุขุมวิท

5. รัชดาภิเษก (ห้วยขวาง)

6. สาทร

7. QNSCC–พระราม 4 คลองเตย

8. สุขุมวิท–King & I

ไทยก้าวใหม่

9. อโศก–เพชรบุรี

10. ทองหล่อ

11. อโศก–สุขุมวิท 2

12. แยกรัชดาภิเษก–อโศก (FORTUNE)

13. RCA มุ่งหน้าสนามบินสุวรรณภูมิ

14. BALCONY

15. แยกมิตรสัมพันธ์

ไทยก้าวใหม่

16. ดินแดง–อนุเสาวรีย์

17. สามแยกคลองเตย

18. เชิงสะพานอโศก มุ่งหน้ารัชดาภิเษก

19. ยมราช

20. สะพานไทย–เบลเยี่ยม

21. ทางลงทางด่วนอนุเสาวรีย์ฯ

22. ถนนเยาวราช

23. ทางลงทางด่วนสีลม

ไทยก้าวใหม่

24. อาคารเสริมมิตร อโศก

25. พระราม 4 สะพานไทย–ญี่ปุ่น

26. รับรถจากพระราม 4 มุ่งหน้าคลองเตย (A)

27. อาคารย่านประตูน้ำ ด้าน A (ขาออก)

28. ตึก MD Clinic เลียบทางด่วนรามอินทรา

29. เกษตรนวมินทร์ มุ่งหน้าแยกเกษตร (Big Apple)

30. สี่แยกไฟแดงไปมีนบุรี

31. ถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า)

ไทยก้าวใหม่

32. ถนนอโศก เยื้องอาคาร GMM Grammy (มศว.)

33. อาคารมีสุข เรสิเดนซ์ (แยกพงษ์เพชร)

34. ถนนพระราม 4 ทางด่วนเชื้อเพลิง แยกไทย–เบลเยี่ยม คลองเตย

35. สี่แยก อสมท. หน้า C ดินแดง มุ่งหน้ารามคำแหง

36. ถนนพัฒนาการ ซอย 22

37. อาคารจัสมินซิตี้ ถนนสุขุมวิท 23

38. สี่แยกสะพานเหลือง ถนนพระราม 4

39. สี่แยกเจริญผล ถนนพระราม 1 (บรรทัดทอง)

ไทยก้าวใหม่

ทั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ย้ำว่า การสื่อสารเชิงรุกในช่วงโค้งสุดท้าย มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนถึงจุดยืนและแนวนโยบายของพรรค โดยเฉพาะการปฏิรูปและยกระดับ การศึกษาไทย ซึ่งพรรคมองว่าเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันประเทศให้ “ก้าวใหม่” อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ไทยก้าวใหม่

สาทรคึกคัก อนุทิน ลงพื้นที่สวนแต้จิ๋ว ช่วย พัชรินทร์ หาเสียงโค้งสุดท้าย

สาทรคึกคัก อนุทิน ลงพื้นที่สวนแต้จิ๋ว ช่วย พัชรินทร์ หาเสียงโค้งสุดท้าย

สาทรคึกคัก อนุทิน ลงพื้นที่สวนแต้จิ๋ว ช่วย พัชรินทร์ หาเสียงโค้งสุดท้าย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.04 น.

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สวนสุขภาพแต้จิ๋ว เขตสาทร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วย น.ส.พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคภูมิใจไทย (เขตสาทร ปทุมวัน ราชเทวี) พบปะพี่น้องประชาชนและหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

บรรยากาศที่สวนสุขภาพแต้จิ๋วเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนที่มาออกกำลังกายและอาศัยอยู่ในพื้นที่เข้ามาทักทายและขอถ่ายรูปกับนายอนุทินเป็นจำนวนมาก โดยนายอนุทินได้เน้นย้ำถึงนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยทำสำเร็จมาแล้ว และพร้อมที่จะเดินหน้าต่อทันทีหากได้รับโอกาสเป็นรัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

แวดวงนักปกครอง : 7 กุมภาพันธ์ 2569

แวดวงนักปกครอง : 7 กุมภาพันธ์ 2569

แวดวงนักปกครอง : 7 กุมภาพันธ์ 2569

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

10 กุมภาพันธ์ วันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบ 72 ปีปีนี้จัดเต็ม! สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กว่าพันนายร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงประจำกองอาสารักษาดินแดน ณ วิทยาลัยการปกครอง จ.ปทุมธานี กล่าวนำโดย นายกองใหญ่ อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เป็นประธานในพิธีพร้อมมอบเครื่องหมาย “รักษาดินแดนยิ่งชีพ” เข็มอาสารักษาดินแดนสดุดี รางวัลกองร้อยดีเด่น กองร้อยมาตรฐาน และรางวัล อส.ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมกล่าวสดุดี

ขอแสดงความยินดีกับกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเลยที่ 2กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอบ้านกรวดที่ 5 และรางวัลกองร้อยบังคับการและบริการ กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดลำพูน และทุกกองร้อยกับรางวัลกองร้อยอาสารักษาดินแดนดีเด่นประจำปี 2568 “ปวงข้า อส. ขอตั้งสัจจาจะปกป้องพาราจนสิ้นใจ” พร้อมเชิญชวนร่วมรับชมรับฟังการอ่านสารของผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เนื่องในวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดนครบรอบ 72 ปี ในวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

“อำเภอพึ่งได้” ของจริง! ครูผวา–ร้านน้ำท่อมถือปืนขู่ นายอำเภอเดชอุดมสั่งจับทันที นายจักรพงษ์ พันธุ์โชติ นายอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี เปิดปฏิบัติการปราบน้ำกระท่อมใกล้โรงเรียน หลังครูแจ้งพบนักเรียนหนีเรียนไปมั่วสุมในร้านอาหารพร้อมพฤติกรรมข่มขู่ด้วยอาวุธ จนท.บุกตรวจพบนักเรียน 17 คนในร้าน ยึดน้ำกระท่อม22 ขวด จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ส่งดำเนินคดีทันที สะท้อนภาพ “อำเภอพึ่งได้”เดินหน้าปกป้องเด็กตัดวงจรยาเสพติด ไม่ปล่อยภัยใกล้รั้วโรงเรียน!

นายจักรพงษ์ พันธุ์โชติ

นายอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี

นายพุฒ พงศ์รพีพร

นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา

“นายอำเภอพาเดิน–วิ่ง” นำทีมต้าน Stroke ป่าโมกขยับทั้งอำเภอ!นายปิตุพงศ์ เทพวีระพงศ์ นายอำเภอป่าโมก จ.อ่างทอง เปิดโครงการ“นายอำเภอ พาเดิน วิ่ง Walk Run ต้าน Stroke Season 2” ณ อุทยานสวรรค์หนองเจ็ดเส้น ต.สายทอง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ระดมพลังทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนการออกกำลังกายจริงจัง งานนี้มุ่งส่งเสริมสุขภาพประชาชน และรณรงค์ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำบทบาทนายอำเภอในฐานะผู้นำสุขภาพที่พา “ทั้งอำเภอขยับ…เพื่อชีวิตที่แข็งแรงกว่าเดิม”

โคราชเอาจริง! นายพุฒ พงศ์รพีพร นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา นำทัพสู้ไฟป่า-ลด PM2.5 เปิดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ณ ท่าอากาศยานนครราชสีมา บ้านพิมาน ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ งานนี้ผนึกกำลังทุกภาคส่วนกว่า 300 คน เดินหน้าแบบบูรณาการปล่อยขบวนรถลาดตระเวน สาธิตอุปกรณ์ดับไฟป่า ไปจนถึงร่วมแรงสร้างแนวกันไฟรอบรั้วสนามบิน ภายใต้แนวคิด “คนโคราชร่วมใจ สร้างแนวกันไฟ ยับยั้งไฟป่า ลดค่า PM2.5”

อย่าลืม !!! 8 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ ร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศด้วยพลังเสียงของทุกท่าน แสดงตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชน (หากบัตรหมดอายุสามารถใช้ได้) หรือบัตรที่มีรูปถ่ายและเลขบัตรประชาชน(พาสปอร์ต หรือใบขับขี่) หรือบัตรประชาชนบนแอปพลิเคชัน ThaiD

นาย..อำเภอน้อย

สุริยะ’ยอมรับ ซื้อเครื่องบิน‘เบน สมิธ’จริง ราคากว่า832ล้านบาท

สุริยะ’ยอมรับ ซื้อเครื่องบิน‘เบน สมิธ’จริง ราคากว่า832ล้านบาท

สุริยะ’ยอมรับ ซื้อเครื่องบิน‘เบน สมิธ’จริง ราคากว่า832ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สุริยะ’ยอมรับ ซื้อเครื่องบิน‘เบน สมิธ’จริง ราคากว่า832ล้านบาท ยันแจ้งปปช.แค่30ล้าน

ที่เหลือญาติลงขันซื้อ ปัดใช้ลำเลียงกระสุน

“สุริยะ” แจงแล้ว ซื้อเครื่องบินจาก “เบน สมิธ” จริง แจ้งป.ป.ช.แค่ 30 ล้านบาท ที่เหลือญาติช่วยกันลงขัน ปัดใช้ลำเลียงกระสุนทางการเมืองช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง “เรืองไกร” จี้กกต.ตรวจสอบ ที่มาเครื่องบินหรู “สุริยะ” ใช้หาเสียงเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ชี้แจงกรณีเพจCSI LAระบุว่า มีนักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรีชื่อย่อ Big ส ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิธ มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้านบาท แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท และมีการใช้เครื่องบินลำนี้ลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน

โดยนายสุริยะกล่าวว่าตอนนั้นอยากได้เครื่องบินไว้ใช้งาน และมีการพูดคุยกับเพื่อน จนเพื่อนแนะนำว่า นายเบน สมิธ กำลังจะขาย เลยนำไปสู่การซื้อขายช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2567 เรื่องมีแค่นั้น ซึ่งเครื่องบิน Gulfstream G550 ลำดังกล่าว มีมูลค่ารวม 862,191,500 บาท นำเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 โดยใช้ทำภารกิจต่างๆ ในระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ใช้บินครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568

นายสุริยะยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการชี้แจงทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ว่า ตนถือครองทรัพย์สินในเครื่องบินลำนี้ตามสัดส่วนมูลค่า 30 ล้านบาท และได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ส่วนมูลค่าที่เหลืออีกกว่า 832 ล้านบาท เป็นการถือครองโดยกลุ่มญาติพี่น้องตามสัดส่วน

ส่วนกรณีที่ CSI LA ระบุว่าเครื่องบินดังกล่าวลำเลียง “กระสุน” ไปยังพื้นที่เป้าหมายทางภาคเหนือและภาคอีสาน นายสุริยะกล่าวว่า เป็นการโจมตีและกล่าวหาทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เพื่อทำลายความเชื่อมั่น ยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจริงอย่างแน่นอน

คำชี้แจงของนายสุริยะสอดคล้องกับคำชี้แจงของนาย นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้สมัครสส.กทม.เขต 29 พรรคเพื่อไทย รองโฆษกพรรคเพื่อไทยในฐานะอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม

1. ราคาและการเสียภาษี: เครื่องบิน Gulfstream G550 ลำดังกล่าว มีมูลค่ารวม 862,191,500 บาท โดยได้นำเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา

2. การแจ้งบัญชีทรัพย์สิน: นายสุริยะถือครองทรัพย์สินในเครื่องบินลำนี้ตามสัดส่วนมูลค่า 30 ล้านบาท ซึ่งได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ปปช. ครบถ้วนชัดเจนแล้วว่า ส่วนมูลค่าที่เหลืออีกกว่า 832 ล้านบาท เป็นการถือครองโดยกลุ่มญาติพี่น้องตามสัดส่วน

3. ข่าวลือเรื่องการใช้งาน: ข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีการใช้ลำเลียงกระสุนนั้น “ไม่เป็นความจริง” เป็นการบิดเบือนข้อมูลอย่างสิ้นเชิง เพราะครั้งสุดท้ายที่นายสุริยะใช้เครื่องบินลำนี้คือ ต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

ผมขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร และตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลจากผู้ไม่หวังดีครับ

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ กกต. รีบตรวจสอบนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ว่ามีการใช้เครื่องบินเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงหรือไม่ ได้แจ้งการใช้เครื่องบินดังกล่าวทุกครั้งหรือไม่ และมีการใช้เครื่องบินไปในทางที่อาจจะเข้าข่ายฝ่าฝืน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ปรากฏในเว็บไซต์ไทยโพสต์ วันที่ 5 ก.พ. 2569 ระบุว่ามีเพจดังแฉนักการเมือง ระดับ รมต. ชื่อย่อ ‘บิ๊ก ส.’ ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิธ มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้าน แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท บนตัวเครื่องยังมีอักษรย่อชื่อ-นามสกุล SRJ

และมีสายข่าวแจ้งว่า เครื่องบินลำนี้ถูกใช้งานบินลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเส้นทางการได้มาของเครื่องบินส่วนตัวดังกล่าวว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับนายทุนเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายหรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า จากข้อเท็จจริงตามข่าวดังกล่าว มีเหตุต้องไปตรวจดูบัญชีทรัพย์สิน ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ยื่นต่อป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่งรมว.คมนาคม วันที่ 24 ก.ย.2568 นายสุริยะ แจ้งมียานพาหนะ 1 รายการ เป็นเครื่องบิน Gulfstream G550 ได้มาวันที่ 17 ก.ย. 2567 มูลค่า 30,000,000 บาท โดยไม่มีการแจ้งรายจ่ายรายการนี้แต่อย่างใด

และเมื่อย้อนดูบัญชีทรัพย์สิน ของนายสุริยะ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย วันที่ 6 ก.ย. 2567 ก็แจ้งว่ามียานพาหนะ 1 รายการ เป็นเครื่องบิน Gulfstream G550 ไม่ระบุวันที่ได้มา แต่แจ้งเป็น (ค่ามัดจำ) มูลค่า 30,000,000 บาท โดยไม่มีการแจ้งรายจ่ายรายการนี้แต่อย่างใด

ซึ่งจากข้อมูลการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต่อ ป.ป.ช. จึงมีข้อสังเกตว่า ราคามัดจำกับราคาเครื่องบินเท่ากัน จึงควรตรวจสอบว่าราคาเครื่องบินมีมูลค่าตลาดที่แท้จริงเท่าใด เพราะในข่าวแจ้งมูลค่าถึง 800 ล้านบาท แต่แจ้ง ป.ป.ช. ไว้เพียง 30 ล้านบาท

โดยในวันที่พ้นตำแหน่งประธานกรรมการฯ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 67 ได้แจ้งว่าเป็นค่ามัดจำเครื่องบิน 30 ล้านบาท และในวันที่พ้นตำแหน่งรองนายกฯ แจ้งว่า ได้เครื่องบินมาเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 67 มูลค่าเครื่องบิน 30 ล้านบาท ซึ่งอาจต่ำกว่าราคาตลาดมาก จึงมีข้อสังเกตที่ควรตรวจสอบว่า การแจ้งราคาเครื่องบินเป็นไปตามความจริงหรือไม่ แต่ยังไม่พบว่า ป.ป.ช. ตรวจสอบเรื่องนี้แล้วหรือไม่

เนื่องจากจะมีการเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ข้อเท็จจริงตามข่าวข้างต้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต. เข้าตรวจสอบการใช้เครื่องบินดังกล่าวโดยด่วนว่า มีการใช้ในการหาเสียงหรือไม่ มีการใช้ไปทั้งหมดที่ครั้ง ไปที่ไหนบ้าง และมีการใช้ไปในทางที่มิชอบตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

โดยขอให้ กกต. ดำเนินการโดยเร่งด่วนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอให้ กกต. ส่งข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไปให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไปด้วย ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 221

กกต.พร้อมเลือกตั้ง ชวนคนไทยใช้สิทธิ์ ลุยสอบซื้อเสียง ยันไร้2มาตรฐาน

กกต.พร้อมเลือกตั้ง ชวนคนไทยใช้สิทธิ์ ลุยสอบซื้อเสียง ยันไร้2มาตรฐาน

กกต.พร้อมเลือกตั้ง ชวนคนไทยใช้สิทธิ์ ลุยสอบซื้อเสียง ยันไร้2มาตรฐาน

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.พร้อมเลือกตั้ง ชวนคนไทยใช้สิทธิ์ ลุยสอบซื้อเสียง ยันไร้2มาตรฐาน

ประธานกกต.เผยพร้อมจัดเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ทั่วประเทศ ยันไม่มี 2 มาตรฐาน ตรวจสอบซื้อเสียง ดำเนินการทุกเรื่อง ด้าน รองเลขาฯ กกต.ชี้แจงผู้มีสิทธิเข้าใจคลาดเคลื่อน หลังโซเชียลแห่ให้ตรวจสอบสิทธิ์ เลือกตั้ง-ประชามติอยู่คนละที่ ส่วนสวมเสื้อบอลมีหมายเลขอยู่ที่เจตนา หากจูงใจอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ผู้แทนทูตและองค์กรระหว่างประเทศจาก 17 ประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติ และการเลือกตั้ง สส. ของไทย ด้าน “แสวง” โดดป้อง กปน. ยกเป็นผู้เสียสละ ไม่ควรถูกกล่าวหาด้วยความเท็จ “ศลต.ตร.” เปิดสถิติคดีเลือกตั้ง พุ่ง 119 คดี “ทำลายป้าย-ใส่ร้าย-คุกคาม”

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กล่าวถึงการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ.นี้ว่าในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา กกต. และกรรมการประจำหน่วย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความบกพร่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการกรอกรหัสเขตที่หน้าซองบัตรเลือกตั้งผิดพลาดจนเป็นข่าวใหญ่โต แต่ตรวจสอบพบว่ามีเพียง 100 ซองเท่านั้น และมีการคัดแยกใหม่เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะส่งไปพร้อมนับคะแนนในวันที่ 8 ก.พ.นี้ แต่ก็น้อมรับในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และนำมาปรับให้การเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. มีความเรียบร้อยสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะ ฉะนั้นยืนยันว่า กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง และขอเชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันมาออกเสียงใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 08.00 น.- 17.00 น. พร้อมฝากถึงนักการเมืองและพรรคการเมือง ขอให้ดำเนินการหาเสียงอยู่ในกรอบของกฎหมาย

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงทั้งในพื้นที่ภาคอีสานและพื้นที่อื่นๆ นายณรงค์ กล่างว่า เรื่องนี้ กกต. ติดตามตลอดในภาพรวม แต่ไม่ได้ออกข่าว เพราะอยู่ในช่วงที่อาจจะมีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ กกต. ก็รับดำเนินการทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้อร้องเรียนหรือความปรากฏ ยืนยันว่า ไม่ได้เพิกเฉย

นายณรงค์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมาต่อว่า กกต. เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการซื้อสิทธิ์ขายเสียง 2 มาตรฐาน เพราะตรวจสอบเฉพาะเด็กที่ทำคลิป 2,000 บาท แต่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการเบิกเงินสดผิดปกติ 250 ล้านบาทกลับไม่ตรวจสอบนั้น ในข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่ ยืนยันว่าตั้งแต่รู้ก็ได้ประชุม กกต. และขอความร่วมมือให้ธนาคารส่งข้อมูลมาให้ และให้สำนักงาน กกต. ตรวจสอบทุกเส้นเงินที่ได้รับข้อมูลมา พร้อมย้ำว่า กกต. ไม่ได้สองมาตรฐาน เพราะเป็นผู้รักษากติกา ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายทุกเรื่อง

ด้านว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงขั้นตอนหลังปิดหีบเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ว่า หลังจากปิดหีบในเวลา 17.00 น. จะมีการนับคะแนนพร้อมกัน 3 กระดาน ทั้งการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ สส.แบบแบ่งเขต และการออกเสียงประชามติ

โดยในส่วนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจะมีจุดนับคะแนนที่กำหนดไว้ แยกออกมา ส่วนบัตรออกเสียงประชามติ นอกเขตจะนับคะแนนรวมในหน่วยเลย ส่วนการจัดเลือกตั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ก็ได้มีการประชุมร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและตำรวจ ซึ่งได้มีการควบคุมในแต่ละพื้นที่ โดยส่งกำลังเข้าไปดูแล ซึ่งเราได้กำชับกรรมการประจำหน่วย รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ดูแล เบื้องต้นยังไม่พบปัญหาอะไร สามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ได้แน่นอน

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดียให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้ง เนื่องจากหน่วยที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกับหน่วยที่จะไปออกเสียงประชามติอยู่คนละที่กันนั้น ว่าที่ร้อยตรีภาสกร ยืนยันว่า เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งแม้กฎหมายจะคนละตัวกัน แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้ออกเสียงประชามติในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง สส. ดังนั้น การลงคะแนนเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติจะอยู่ในหน่วยเดียวกัน กระบวนการจะไหลลื่นไปตามขั้นตอนในหน่วย โดยจะต้องเลือกตั้ง สส. ก่อนแล้วจึงไปออกเสียงประชามติ ยืนยันว่าไม่มีการแยกกัน

ส่วนกรณีมีข้อกังวลเกี่ยวกับการสวมใส่เสื้อฟุตบอลที่มีหมายเลขเข้าไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงมติ จะสามารถทำได้หรือไม่นั้น รองเลขาธิการกกต. กล่าวว่า ต้องดูที่เจตนาว่าต้องการจะสื่ออะไร โดยทั่วไปหากไม่ได้ซื้ออะไรหรือแฝงอะไรก็สามารถสวมใส่ได้ แต่ถ้าเป็นการสื่อเพื่อจูงใจก็อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ย้ำว่าอยู่ที่เจตนา

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) ร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และนายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด ร่วมปล่อยขบวนรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่ลงคะแนนแล้ว ทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร กระจายสู่ 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ด้วยรถขนส่งกว่า 1,200 คัน และเจ้าหน้าที่บริษัทไปรษณีย์ไทย 5,000 คัน ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนับคะแนน พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลังปิดลงคะแนนในเวลา 17.00 น. โดยได้เริ่มขนส่งบัตรเลือกตั้งไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ และในวันนี้เป็นการขนส่งบัตรเลือกตั้งไปในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยาและจังหวัดราชบุรี เป็นล็อตสุดท้าย

วันเดียวกัน ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กรรมการการเลือกตั้ง พร้อมนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง เข้าร่วมกิจกรรมสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. ของผู้แทนองค์กรจัดการเลือกตั้งต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม ว่าวันนี้มีการประชุมชี้แจง ให้กับคณะทูตและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ให้เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ซึ่งจัดในวันเดียวกัน เป็นหนึ่งในกิจกรรมสังเกตการณ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และกิจกรรมสังเกตการณ์เลือกตั้งได้จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2544 รวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 16 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน และการชี้แจงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงให้เกิดความ รู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการดำเนินการ ออกเสียงประชามติ ซึ่งกำหนดให้การออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นครั้งแรกที่กฎหมายกำหนดให้ ทั้งสองกระบวนการเกิดขึ้นในวันเดียวกัน นับเป็นภารกิจที่สำคัญและท้าทายของ กกต.ที่ต้องเตรียมการและดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยความเรียบร้อยโปร่งใสเป็นธรรมและต้องดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมการสังเกตการณ์ฯ ทั้งหมด 44 คน จาก 17 ประเทศ และ 1 องค์กร เป็นผู้แทนจากองค์กรจัดการเลือกตั้งต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ เครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐเบลารุส บรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐโคลอมเบีย จอร์เจีย สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สหรัฐเม็กซิโก มองโกเลีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สหพันธรัฐรัสเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต สาธารณรัฐตุรกี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ International IDEA

สำหรับกิจกรรมการสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ของผู้แทนองค์กรเราจัดการเลือกตั้งต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทยที่จัดระหว่างวันที่ 5 – 9 ก.พ. 2569 ประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้ 1.วันที่ 6 ก.พ. 2569 การบรรยายสรุปเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2.วันที่ 7 ก.พ. 2569 การสังเกตการณ์การรับวัสดุอุปกรณ์เลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ 3.วันที่ 8 ก.พ. 2569 การสังเกตการณ์การเปิดหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติ การลงคะแนนเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ และการปิดหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ 4.วันที่ 9 ก.พ. 2569 การสรุปผลการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ

พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่ากิจกรรมในครั้งนี้เป็นเรื่องที่องค์กรจัดการเลือกตั้งระหว่างประเทศ และอีกหลายประเทศให้ความร่วมมือและสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลที่ประจำอยู่ในประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย เชื่อว่า การตอบรับเข้าร่วมสังเกตการณ์ขององค์การนานาชาติ สะท้อนถึงความสนใจการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและการออกเสียงประชามติของไทย ซึ่งการสังเกตการณ์เป็นไปตามหลักสากล และเป็นกระบวนการที่ทำขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เชื่อมั่นว่า จะเรียกความเชื่อมั่นการจัดการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติของ กกต. กลับมาได้

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โพสต์ข้อความ ปกป้องความจริง กปน. อาสาสมัครเพื่อประชาธิปไตย ทำงานตรงนี้ งานแบบนี้ มีเพื่อน คือ กฎหมายและความจริง เท่านั้นจริงๆ กฎหมาย คือ ต้องทำให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเที่ยงตรง ความจริง คือ สิ่งที่ทำไป ทำอย่างไรก็ได้รับผลตามนั้น งานตรงนี้ มีคนที่จะมาทำให้เกิดผลสำเร็จ คือ กปน. หรือ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เป็นอาสาสมัคร หรือผู้มีจิตอาสา กปน. เป็นประชาชนในเขตเลือกตั้ง ความรู้ ความสามารถก็เหมือนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เราๆ ท่านๆ โดยทั่วไป แต่ที่ต่างจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปคือ จิตใจที่เป็นอาสา ถือเป็นอาสาสมัครเพื่อประชาธิปไตยเลือกตั้ง ไม่มี กปน. การเลือกตั้งจะสำเร็จไม่ได้เลย

ในการเลือกตั้ง สส. แต่ละครั้ง ต้องใช้จิตอาสามาเป็น กปน.ร่วมเกือบ 2 ล้านคน คนจำนวนขนาดนี้ใช้ใจจิตอาสา ในการทำงาน มาทำงานบริการให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 53 ล้านคน คนมาเจอกันขนาดนี้เกือบทั้งประเทศ ย่อมมีความผิดพลาดอยู่บ้าง ที่ผ่านมามีหน่วยเลือกตั้งประมาณ 1 แสนหน่วย ก็จะมีข้อผิดพลาดไม่เกิน 50 หน่วย ทั้งที่ทำงานท่ามกลางแรงเสียดทาน และทำเป็นระยะเวลานานกว่า 15 ชม. ติดต่อกันโดยไม่มีเวลาพักเลย

แต่การกล่าวหาคนทำงานที่เป็นจิตอาสาอันปราศจากความจริง ย่อมไม่เป็นธรรมกับผู้มีจิตอาสา อย่างแน่นอน กระทบถึงความรู้สึกและจิตใจคนทำงาน ที่เขาทำงานถูกต้อง และยังให้แสดงความรับผิดชอบต่อข้อกล่าวหาที่ตั้งขึ้น ทั้งที่ยังเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีข้อเท็จจริงมารองรับ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้น เรามีหน้าที่ปกป้องความจริง และปกป้องคนทำงาน พอตรวจสอบเบื้องต้นแล้วออกมาชี้แจงความจริงว่าไม่มีเรื่องตามที่มีการกล่าวหาก็เบี่ยงเบนประเด็นไปเป็นเรื่องอื่น กลับไม่แสดงความรับผิดชอบต่อการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2569 ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.2568 ถึงวันที่ 5 ก.พ.2569 โดย ศลต.ตร. พบว่า การกระทำความผิดในหลายข้อหาทั้งทำลายป้ายหาเสียง, ใส่ร้ายด้วยความเท็จ, ทำให้เกิดความกลัว, ร้องเรียนลักทรัพย์, หมิ่นประมาท, ร้องเรียน กกต.ดูหมิ่นซึ่งหน้า, จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมทั้งหมด 119 คดี โดยแบ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล 15 คดี กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 22 คดี, ภาค 2 จำนวน 7 คดี, ภาค 3 จำนวน 8 คดี, ภาค 4 จำนวน 15 คดี, ภาค 5 จำนวน 15 คดี, ภาค 6 จำนวน 4 คดี, ภาค 7 จำนวน 20 คดี รวมคดีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย และผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 5 เบอร์ 3 พรรคภูมิใจไทย แจ้งความตำรวจ สภ.สังขละบุรี เอาผิดคนปล่อยคลิปเสียงที่เหมือนเป็นเสียงตนเองคุยกับนักการเมืองท้องถิ่นให้ช่วยเหลือเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 ก.พ.69, ภาค 8 จำนวน 9 คดี และภาค 9 จำนวน 4 คดี

‘สุชาดา’ อดีต เลขานุการ รมว.ดีอี ป้อง ‘ศุภจี’ ไม่ได้สื่อสารผิดกรณี E-Document

'สุชาดา' อดีต เลขานุการ รมว.ดีอี ป้อง 'ศุภจี' ไม่ได้สื่อสารผิดกรณี E-Document

‘สุชาดา’ อดีต เลขานุการ รมว.ดีอี ป้อง ‘ศุภจี’ ไม่ได้สื่อสารผิดกรณี E-Document

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.15 น.

ระบุ เป็นการชี้ถึงบริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานภาครัฐแบบ Real time สวนเพื่อไทยทำ MOU ไม่ฟังข้อทักท้วงของอัยการสูงสุด พบความผิดปกติหลายอย่าง ทำให้ รมว.ดีอี ต้องรอบคอบก่อนเซ็นเอกสาร

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันํธ์ 2569 น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ในฐานะอดีตเลขานุการ รมว.กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์” ชี้แจงกรณีที่มีประเด็นเรื่อง E-Document หลังการดีเบตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ว่า สิ่งที่นางศุภจีสื่อสารไม่ได้ผิดอย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน เพราะไม่ได้พูดถึงแค่เรื่อง E-Office และ E-Saraban ที่กระทรวงดีอีกำลังดำเนินการอยู่ แต่นางศุภจีพูดถึง “บริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อบูรณาการข้อมูลเป็นรัฐบาลดิจิทัล ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแบบ Real time ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานที่เชื่อมโยงแล้ว 22 หน่วยงาน โดยสามารถยกเลิกการเรียกเอกสารนิติบุคคลจากประชาชนได้จริง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้สามารถเช็คข้อมูลบัญชีได้ด้วย

ผลจากการเชื่อมโยงข้อมูล ทำให้การจดทะเบียน “ม้านิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง” ลดลงอย่างชัดเจน หลังมาตรการมีผลใช้เมื่อ 1 มกราคม 2569 เหลือเพียง 1 บริษัท จากเดิมช่วง 1 มกราคม – 30 กันยายน 2568 มี 478 บริษัท สะท้อนว่าการใช้เทคโนโลยีสามารถสกัดการนำม้านิติบุคคลไปใช้หลอกลวงประชาชนและภาคธุรกิจได้

ขณะเดียวกัน ขอเรียนให้ชัดว่า ภารกิจเรื่อง E-Document ไม่ใช่กระทรวงดีอีกระทรวงเดียวที่ขับเคลื่อน มีฐานจากพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 (มีผลใช้ 10 มกราคม 2566) สมัยรัฐบาลลุงตู่และเป็นภารกิจต่อเนื่องของทุกรัฐบาล (จริงๆ มี พรบ.เรื่องรัฐบาลดิจิทัลตั้งแต่ปี 62 ด้วยซ้ำ) การยกระดับรัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ควรถูกนำมาอ้างเป็นผลงานของใครเพียงฝ่ายเดียว เพราะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำอยู่แล้ว โดยตัวเลขระบบ E-Office ล่าสุดจะแนบไว้ด้านล่างค่ะ ตามข้อมูลทางราชการ

ตอบคำถาม 
มาถึงเรื่องที่รัฐมนตรีดีอีไม่เซ็นเอกสารช่วงธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมา เป็นเรื่องจริงครึ่งเดียว เอกสารที่เป็น Routine เฉพาะที่ทราบรายละเอียดทั้งหมดได้เซ็นตามปกติ ส่วนที่มาที่ไปของการเซ็นเอกสารที่ต้องปริ้นและนำมาลงนามข้างนอกก็เพราะ

1.ข้อมูลจากส่วน E-Saraban จะไม่เห็นต้นเรื่องทั้งหมดและความเห็นที่นำเสนอขึ้นมาจะไม่มีรายละเอียด การที่รัฐมนตรีจะเซ็นเอกสารจะต้องรอบคอบระมัดระวังเพื่อไม่ให้มีการผูกพันกับรัฐบาลหน้า 
2.นอกจากนี้ ที่รัฐมนตรีดีอีต้องละเอียดรอบคอบมาก เพราะมีการตรวจสอบภายใน พบข้อเชื่อมโยงที่มาจากรัฐมนตรีท่านเก่า ลงนามทราบในการทำ MOU ที่ทำกับกลุ่มทุนต่างชาติ ทำให้มีข้อกังขาหลายอย่าง ทั้งการใช้ระยะเวลาอันสั้นมากแค่ 3 วัน ในการตรวจสอบรายละเอียดของ MOU และลงนามโดยมีรัฐมนตรีเป็นพยานมากกว่า  1 กระทรวง ทำให้รัฐมนตรีในรัฐบาลภูมิใจไทยต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและยกเลิก เพราะการตรวจสอบพบความผิดปกติร้ายแรงในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นขัดระเบียบกฎหมายและอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง และยังพบว่า มีพฤติการณ์ “เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของอัยการสูงสุดและมีคำสั่งปิดข่าว”  จะเซ็นอะไรในกระทรวงก็คงต้องมีความละเอียดรอบคอบหน่อย ไม่อย่างนั้นอาจเป็นเหตุให้โดน DSI ตรวจสอบเพราะเข้าข่ายทำความผิดต่อประเทศชาติบ้านเมืองได้ 

สำหรับเรื่อง Cloud First Policy ขอชี้แจงว่า
1. ในนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้ายังไม่มีความชัดเจนและมีมติเมื่อ 1 กันยายน 2568 ให้ชะลอการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์ ทำให้หลายหน่วยงานดำเนินการไม่ได้และงบประมาณล่าช้า รัฐบาลปัจจุบันซึ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงผ่อนปรนเบื้องต้นในปี 2569 เพื่อให้หน่วยงานเดินหน้าต่อได้ 
2. ยังไม่มีความชัดเจนตามมติ ครม ของรัฐบาลเดิมในการเก็บชั้นความลับของข้อมูล ซึ่งโดยหลัก Data Center ของภาครัฐควรต้องอยู่ในประเทศไทย เพราะมีเรื่องของ Data Sovereignty จึงมีการให้กระทรวงดีอีและ DGA ไปหาแนวทางร่วมกัน เพื่อให้การใช้ทรัพยากร Cloud เกิดประโยชน์สูงสุด และมีราคาเหมาะสมที่สุด และที่สำคัญคือความปลอดภัยของข้อมูลของทางราชการ

แนะนำว่าอดีตรองเลขาธิการและอดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประเสริฐอาจจะลองขยายเวลาการทำงานให้ช้ากว่านี้หน่อยเพื่อความรอบคอบไม่ให้ชาติบ้านเมืองมีความเสี่ยงในการเสียประโยชน์ ดำเนินการตามระเบียบที่ต้องเอาเรื่องเข้า ครม.ให้พิจารณาก่อนอาจจะดีกว่าทำงานแบบเร็วๆ แล้วมีผลกระทบระยะยาว และข้อมูลที่ออกสื่อควรครอบคลุมไม่ใช่มองแค่ข้อมูลจากด้านเดียวกระทรวงเดียว

ข้อมูลแนบ
ปัจจุบันมีการใช้ระบบ E-Document, E-Saraban, E-Office จาก 2 หน่วยงานคือ DGA และ กระทรวงดีอี

จากกระทรวงดีอี
ตัวเลขปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เปิดใช้งานระบบ E-Officeแล้ว จำนวน 4,411 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 246,125 บัญชีผู้ใช้งาน และมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดใช้งานระบบเพิ่มเติม จำนวน 2,169 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 1,716,107 บัญชีผู้ใช้งานรวมทั้งสิ้นมีหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในกระบวนการใช้งานระบบ E-Office จำนวน 6,580 หน่วยงาน และมีบัญชีผู้ใช้งานรวม 1,962,232 บัญชี (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569)