คาราวานสีแดงสนั่นเมือง ยศชนัน จุลพันธ์ ขึ้นรถจี๊บหมายเลข 9 แห่หาเสียงโค้งสุดท้าย

คาราวานสีแดงสนั่นเมือง ยศชนัน จุลพันธ์ ขึ้นรถจี๊บหมายเลข 9 แห่หาเสียงโค้งสุดท้าย

คาราวานสีแดงสนั่นเมือง ยศชนัน จุลพันธ์ ขึ้นรถจี๊บหมายเลข 9 แห่หาเสียงโค้งสุดท้าย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.34 น.

วันที่ 7 ก.พ. 69  นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นรถจี๊บสีแดงหมายเลข 9 แห่หาเสียงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ขอคะแนนชาวกรุงเทพมหานคร ให้พรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 เดินหน้าประเทศไทยไปด้วยกันกับนายกรัฐมนตรีชื่อ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แกนนำพรรคและผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทยร่วมคาราวานรถแห่ปราศรัยหาเสียง เส้นทางกรุงเทพฯชั้นใน จากสถานีรถไฟหัวลำโพง – บรรทัดทอง – ยมราช – ทำเนียบรัฐบาล – ถนนราชดำเนิน – อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ชวนคนออกไปเลือกตั้งวันพรุ่งนี้ 8 กุมภาพันธ์ เข้าคูหากาเบอร์ 9 

ตามเส้นทางผ่านสองข้างทางมีประชาชนโบกมือทักทายให้กำลังใจ มีแม่ค้าวิ่งมาขอเซลฟี่ ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านขอจับมือ รถยนต์ที่ขับผ่านเปิดกระจกทักทาย สิ้นสุดคาาาวานแห่หาเสียงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

ยศชนัน

จากนั้น นายยศชนันเดินทางต่อไปยัง ซอยเสรีไทย 13 เขตคันนายาว ขึ้นรถแห่พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 15 เบอร์6 และนายยศชนัน จะพูดคุยผ่านรายการ “ยศชนันและจุลพันธ์ทักครับ!” เวลา 16.30น. ทาง facebook และ youtube ของพรรคเพื่อไทย ก่อนยุติการหาเสียงในช่วงเวลา 18.00 น.

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

NT นำทีม กกต ตรวจจุดตั้งห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้งปี 69

NT นำทีม กกต ตรวจจุดตั้งห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้งปี 69

NT นำทีม กกต ตรวจจุดตั้งห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้งปี 69

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.14 น.

พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ให้การต้อนรับ นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง และคณะ พร้อมนำชมศูนย์เฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนภารกิจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม อาคาร 20 ชั้น 4 สำนักงานแจ้งวัฒนะ

​โดย NT ได้รับมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของ กกต. เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเลือกตั้ง ปี 2569 ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ถูกต้อง และเชื่อถือได้ ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ในครั้งนี้ NT พร้อมปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ครอบคลุมการให้บริการระบบเครือข่าย การสื่อสาร และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ กกต. สามารถดำเนินการตรวจสอบและกำหนดแนวทางในการป้องกันและรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในการนี้ได้นำเทคโนโลยีด้าน Cybersecurity ที่ได้มาตรฐานสากลมาใช้ในการตรวจจับ วิเคราะห์ และรับมือกับเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของข้อมูลและระบบสำคัญในช่วงการเลือกตั้งตลอด 24 ชั่วโมง

NT
NT

ส่งใจจากนิวยอร์ก จินนี่ อ้อนชาวไทยเลือกพไทยสร้างไทย เบอร์ 48 กำหนดอนาคตประเทศ

ส่งใจจากนิวยอร์ก จินนี่ อ้อนชาวไทยเลือกพไทยสร้างไทย เบอร์ 48 กำหนดอนาคตประเทศ

ส่งใจจากนิวยอร์ก จินนี่ อ้อนชาวไทยเลือกพไทยสร้างไทย เบอร์ 48 กำหนดอนาคตประเทศ

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.55 น.

นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ น้องจินนี่ ส่งใจตรงจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่กลับไปสอบที่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) โดยน้องจินนี่ระบุว่าแม้ภารกิจการเรียนจะทำให้ต้องอยู่ห่างไกลคนละซีกโลก แต่ความห่วงใยที่มีต่ออนาคตประเทศไทยยังคงเต็มเปี่ยม จึงขอใช้พื้นที่ส่วนตัวออกมาเชิญชวนพี่น้องชาวไทยให้ช่วยกันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้เพื่อกำหนดทิศทางใหม่ให้กับประเทศ

 น้องจินนี่ได้เน้นย้ำความมั่นใจในพรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 พร้อมระบุเหตุผลที่อยากให้เลือกพรรคว่า เป็นพรรคที่รวมตัวคนทำงานสุจริต ที่มีประสบการณ์สูง มีความเก๋าเกมและพิสูจน์ผลงานสำเร็จมาแล้วมากมาย ที่สำคัญคือมีจุดยืนชัดเจนเรื่องความโปร่งใสและไม่โกงบ้านเมือง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการนำพาประเทศให้ไปต่อได้อย่างยั่งยืน จึงขอฝากเบอร์ 48 ไว้ในอ้อมใจโหวตเตอร์ทุกคน เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นพรรคที่ไว้วางใจได้และพร้อมจะดูแลประชาชนอย่างจริงจังในทุกมิติ 

น้องจินนี่
น้องจินนี่
น้องจินนี่

รทสช. ลุยทั่วกรุง พีระพันธุ์ หนุน พลัฏฐ์ ขอคะแนนคนเยาวราช

รทสช. ลุยทั่วกรุง พีระพันธุ์ หนุน พลัฏฐ์ ขอคะแนนคนเยาวราช

รทสช. ลุยทั่วกรุง พีระพันธุ์ หนุน พลัฏฐ์ ขอคะแนนคนเยาวราช

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.44 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายอดิศร โพธิ์อ่าน รองโฆษกพรรค ลงพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์ บริเวณถนนเยาวราช เพื่อช่วย นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 1 (พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ และบางรัก) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากถนนเยาวราชเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่ต่างให้การต้อนรับนายพีระพันธุ์ พร้อมร่วมทักทายและให้กำลังใจตลอดเส้นทางการลงพื้นที่

รทสช.

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติได้ตระเวนลงพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวก่อนการเลือกตั้ง พร้อมย้ำว่า การหาเสียงของพรรคเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ และยึดแนวทางการพบปะประชาชนโดยตรง ไม่ใช้วิธีการอื่นที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นแนวทางที่ตนยึดถือมาตั้งแต่เข้าสู่การเมือง

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า การเดินพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่เยาวราช นอกจากได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบของผู้ประกอบการแล้ว ยังได้พบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบรรยากาศเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ช่วยให้การค้าขายคึกคัก พร้อมขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้การต้อนรับและกำลังใจ และเชิญชวนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ขอให้เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6 ทั้งประเทศ

รทสช.
รทสช.
รทสช.
รทสช.
รทสช.

เตือนระวังบัตรเสีย เปิดโผ 18 ผู้สมัครเขต 31 บัญชีรายชื่อ ถูกตัดสิทธิ์โค้งสุดท้าย

เตือนระวังบัตรเสีย เปิดโผ 18 ผู้สมัครเขต  31 บัญชีรายชื่อ ถูกตัดสิทธิ์โค้งสุดท้าย

เตือนระวังบัตรเสีย เปิดโผ 18 ผู้สมัครเขต 31 บัญชีรายชื่อ ถูกตัดสิทธิ์โค้งสุดท้าย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.07 น.

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทั่วประเทศ ว่าวันพรุ่งนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่มีการเลือกตั้งสส.และออกเสียงประชามติในที่เดียวกัน โดยหน่วยเลือกตั้ง 99,538 หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 52 ล้านคน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนให้พร้อมในการออกไปใช้สิทธิ์โดยตรวจสอบสถานที่ไปใช้สิทธิ หมายเลขผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตและหมายเลขพรรคที่จะเลือก รวมถึงตอบประเด็นออกเสียงประชามติ  และเอกสารหลักฐานที่ใช้ในการแสดงตน ได้แก่บัตรประชาชน หรือใบขับขี่ หรือบัตรประจำตัวผู้พิการ หรือเอกสารที่ทางราชการออกให้ รวมถึงเอกสารแสดงตนดิจิทัล

กกต.

พร้อมกันนี้ รองเลขาธิการ กกต. ระบุว่าศาลฎีกาได้มีคำสั่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต จำนวน  18 คน ได้แก่

1.นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ จ.นครราชสีมา เขต 13 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม

2.น.ส.ชญานันท์ จินดาเจี่ย  จ.ราชบุรี เขต 3 หมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย

3.นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ จ.ตาก เขต 3 หมายเลข 6 พรรคประชาชน

4.นายพสิษฐ์ คำชัย จ.ชัยภูมิ เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม

5.นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์จ.ภูเก็ต เขต 2 หมายเลข 1 พรรคกล้าธรรม

6.น.ส.วันใหม่ ทรงศิลสอาด จ.ระยอง เขตที่ 4 หมายเลข 4 พรรคพลังประชารัฐ

7.นายกิตษณัฐ อินทร์พรหม จ.นครศรีธรรมราช เขต 3 หมายเลข 4 พรรคเพื่อไทย

8.นายปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ ผู้สมัครเขต 3 นครศรีธรรมราช หมายเลข 9 พรรคพลวัต

9.นายบุญเสริม หัตถยานนท์ จ.นครศรีธรรมราช เขต 4 หมายเลข 9 พรรคเพื่อบ้านเมือง

10.นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ จ.นครศรีธรรมราช เขต 7 เบอร์ 3 พรรคกล้าธรรม

11.น.ส.ณัฐธัญรดี ปรีณาภาชัยสิริ จ.ชลบุรี เขต 6 หมายเลข 12 พรรค ไทยสร้างไท

12 นายหร้าหมาน  คลเรียน จ.พังงา เขต 1หมายเลข 6 พรรคพลวัต

13.นายสมชัย นันทาภิรัตน์ จ.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม

14.นายกิตติพัทธ์ แก้วใส จ.อุตรดิตถ์ เขต 1 หมายเลข 7 พรรคพลังประชารัฐ

15.นายณัฐพงษ์ สาโรจน์ จ.สุราษฎร์ธานี เขต 6 เขต 6 หมายเลข 7 พรรคไทยก้าวใหม่

16.นายชาติชาย จันทร์สวย จ.อุดรธานี เขต 10 หมายเลข 6 พรรคประชาธิปัตย์

17.นายสิทธิ โสพสิงห์ จ.อำนาจเจริญ เขต 2 หมายเลข 1 พรรคพลังประชารัฐ

18.นายชัยยุตต์  เกิดหลำ จ.สระบุรี เขต 2 หมายเลข 6 พรรคกล้าธรรม

บัตรเสีย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อดังกล่าว เพราะหากไปกากบาทในช่องเลือกผู้สมัครรายดังกล่าวก็จะทำให้กลายเป็นบัตรเสีย ซึ่งในส่วนของประชาชนที่ได้เลือกบุคคลที่ถูกถอนชื่อทั้ง 18 รายไปแล้วในการเลือกตั้งล่วงหน้า บัตรเลือกตั้งดังกล่าวก็จะกลายเป็นบัตรเสียทันที นอกจากนี้ ศาลฎีกายังมีคำสั่งถอนรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 31 ราย

1.นายสมโชค จันทร์ทอง  ผู้สมัคร สส.บัญ ชีรายชื่ออันดับที่ 2 พรรคพลังธรรมใหม่

2.นายสมัครสุนทรเวทย์ ปรีชาชัยวัฒน์  ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 59 พรรคไทยก้าวใหม่

3.นายโชคชัย จันทร์วิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญ ชีรายชื่ออันดับที่ 9 พรรคเป็นธรรม

4.นายสมพร ขวัญเนตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 7 พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย

5.น.ส.ชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 3 พรรครวมพลังประชาชน

6.นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 40 พรรคไทยก้าวใหม่

7.นายไชยยศ จิระเมธากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 29 พรรคประชาธิปัตย์

8.นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 20 พรรครักชาติ

9.สิบตรี สมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 17 พรรคครูไทยเพื่อประชาชน

10.นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 23 พรรคปวงชนไทย

11.นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญีรายชื่อลำดับที่ 4  พรคไทยพร้อม

12.นายไพบูลย์ ลิ่มรัตนะมงคล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 32 พรรคใหม่

13.นายรพี ขาวทอง ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 17 พรรคทางเลือกใหม่

14. พลเอก เดชนิธิศ  เหลืองงามขำ  ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 พรรคกล้าธรรม

15.นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 98 พรรคกล้าธรรม

16.นายพุทธชาติ  ช่วยราม  ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 พรรคพลังประชารัฐ

17.นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่7  พรรคไทยพร้อม

18.นายวุฒิไกร  ศรีจันไชย  ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 49  พรรคเศรษฐกิจ

19.ว่าที่ ร.ต.ธนุ  วงษ์จินดา  ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 31 พรรคกล้าธรรม

20.น.ส.พนัชกรณ์  ตุลานนท์   ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 38  พรรครวมไทยสร้างชาติ

21.น.อ. พิเศษ ปริญ ไชยเสวกวิ    ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 53 พรรคเศรษฐกิจ

22. นายกัมชัย อภิโชครตนกุล    ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที่ 7พรรคไทยธรรม

23. นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์  ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที  9 พรรคฟิวชั่น

24. นายวชิรชัย คงชัย    ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที่ 22  พรรคปวงชนไทย

25. นายพร้อมพณ  ทินวงศ์   ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที่ 26 พรรคปวงชนไทย  

26. นางสาววาเลน ชื่นโชคสันต์  ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที่ 64 พรรครวมไทยสร้าง ชาติ 

27. นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที่ 20 พรรคไทยชนะ 

28. นายโยธิน วรารัศมี  ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที่ 70 พรรคกล้าธรรม 

29. นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์  ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที่ 2 พรรคไทยรวมไทย 

30. นางสาววริสรา พังงา ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที่ 18  พรรครักชาติ 

31. นายเศรษฐศิษฎ์ ณุวงค์ศรี   ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ  ลำดับที่ 3พรรคครูไทยเพื่อ ประชาชน 

สำหรับผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อจะไม่กระทบกับการลงคะแนนเลือกพรรค เพราะกฎหมายกำหนดให้ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคละ 1 บัญชี ไม่เกิน 100 รายชื่อ  ดังนั้น การถอนรายชื่อผู้สมัครรายใดก็ไม่กระทบกับพรรค ยังสามารถเลือกพรรคได้ตามปกติ ทั้งนี้ได้มีการประสานไปยัง กกต.จังหวัดให้ดำเนินการประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อออกหน้าหน่วยรวมถึงบนบัตรเลือกตั้งจะขีดฆ่ารายชื่อผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิออก เพราะหากประชาชนไปกากบาทเลือกในช่องดังกล่าวก็จะกลายเป็นบัตรเสีย

พร้อมเน้นย้ำว่าหากเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ แล้ว ไม่ได้ไปใช้สิทธิ จะไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้  เนื่องจากขาดจากการเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงในหน่วยเลือกตั้งเดิมที่มีชื่ออยู่  แต่ยังสามารถไปออกเสียงประชามติได้ตามปกติ  อย่างไรก็ตามหากประชาชนที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไม่สำเร็จ ไม่มีชื่อปรากฏในการเลือกตั้งเมื่อวันที่1กุมภาพันธ์ ก็สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ณ หน่วยเลือกตั้งตามที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน  

ส่วนกรณีที่เกิดข้อสงสัยในสังคมว่าหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติเป็นคนละที่กันนั้น รองเลขาธิการ กกต.  ชี้แจงว่าหากประชาชนไม่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและประชามตินอกเขต หน่วยเลือกตั้งก็ยังคงเป็นหน่วยเดียวกัน จะเป็นคนละหน่วยเฉพาะกรณีลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ที่หน่วยเลือกตั้งกลาง แต่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต หรือกรณีลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด ก็จะทำให้หน่วยออกเสียงเป็นคนละที่กัน  ส่วนกรณีบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ติดหน้าหน่วยที่พบว่ามีสีซีดจางอ่านไม่ออกนั้นในวันเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ก็จะนำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งชุดใหม่ไปติดประกาศไว้ที่หน้าหน่วยแทน ซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง  เน้นย้ำกฎหมายว่าตั้งแต่วันที่ 18.00 น.  ก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลา 18.00 น.  ของวันเลือกตั้ง ห้ามขาย จำหน่ายจ่ายแจกหรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตพื้นที่หรือทั้งประเทศ  พร้อมขอให้พึงระมัดระวังเพราะฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย ของฝากก็ยังผู้สมัครและพรรคการเมืองว่า  18.00 น. ในวันนี้ห้ามผู้ใดทำหาเสียงการหาเสียงทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อผู้สมัคร จึงขอฝากไปยังประชาชนทุกคนเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ผู้สื่อขาวรายงานว่าสำหรับผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตที่ถูกศาลชื่อนั้น พบว่าเป็นผู้สมัครพรรคกล้าธรรม 6 คน  พรรคเพื่อไทย 2 คน  พลังประชารัฐ 3 คน   พลวัต 2 คน   พรรคประชาชน 1 คน ประชาธิปัตย์ 1 คน  ไทยสร้างไทย 1 คน พรรคเพื่อบ้านเมือง 1 คน  ไทยก้าวใหม่ 1 คน 

ขณะที่ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อที่ถูกถอดรายชื่อ พบ พรรคพลังธรรมใหม่ 1 คน  ไทยก้าวใหม่ 2 คน พรรคกล้าธรรม 4 คน พรรคเป็นธรรม 1 คน พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย 1 คน  พรรครวมพลังประชาชน 1 คน ปวงชนไทย 3 คน พรรครักชาติ 2 คน ครูไทยเพื่อประชาชน 2 คน พรรคไทยพร้อม 2 คน  พรรคเศรษฐกิจ 2 คน  รวมไทยสร้างชาติ 2 คน  พลังประชารัฐ 1 คน พรรคใหม่ 1 คน พรรคทางเลือกใหม่ 1 คน  พรรคฟิวชั่น 1 คน  พรรคไทยธรรม 1 คน  พรรคไทยรวมไทย 1 คน  พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน และพรรคไทยชนะ 1 คน 

กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.

8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง

8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง

8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.03 น.

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแข่งขันกันของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง หากแต่เป็นการเผชิญหน้ากันของกรอบความคิดสองแบบที่ต่างกันต่ออนาคตของประเทศอย่างชัดเจน

กรอบหนึ่งซึ่งถูกเสนอโดย บางพรรคการเมือง เชื่อว่าประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยน ต้องจัดการกับโครงสร้างเดิม ต้องก้าวออกจากสิ่งที่เป็นอยู่โดยเร็ว ขณะที่อีกกรอบหนึ่งมองว่าการเปลี่ยนต้องเกิดขึ้นบนฐานที่ประเทศยังยืนอยู่ได้ ไม่ใช่การผลักทุกอย่างออกไปพร้อมกันในคราวเดียว

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ถ้อยคำที่ได้ยินบ่อยครั้ง คือการย้ำว่าปัจจุบันของประเทศไทยกำลังเสี่ยง หากไม่เปลี่ยน ประเทศจะล้าหลัง ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และไม่มีที่ยืนในโลกยุคใหม่

ถ้อยคำเหล่านี้ฟังดูหนักแน่น แต่สิ่งที่ยังขาด คือภาพที่ชัดว่าความเสี่ยงนั้นอยู่ตรงไหน เกิดจากอะไร และปลายทางของการเปลี่ยนที่ถูกพูดถึงคืออะไร

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะที่รัฐหยุดทำงาน ผู้คนยังดำรงชีวิตได้ สังคมยังมีพื้นที่ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ และใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปัญหา มีความไม่พอใจ และมีความเห็นต่างทางการเมือง แต่ประเทศก็ยังเดินมาได้ภายใต้โครงสร้างที่มีอยู่

การเหมารวมว่าปัจจุบันทั้งหมดคือภาวะที่ต้องหลีกหนี จึงเป็นข้อเสนอที่ควรถูกตั้งคำถาม ไม่ใช่รับมาเชื่อโดยไม่อธิบายให้ชัด

แนวคิดทางการเมืองที่ถูกผลักดันอย่างเข้มข้นในช่วงนี้ ตั้งต้นจากความเชื่อว่าสถาบันและกลไกหลักของสังคมไทยจำนวนมากไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยในแบบที่ควรจะเป็น และจำเป็นต้องถูกจัดการ ปรับเปลี่ยน หรือจัดวางใหม่ให้ทันสมัย

ข้อเสนอเช่นนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่นโยบายรายเรื่อง หากกำลังตั้งคำถามกับฐานคิดของรัฐไทยทั้งชุด ตั้งแต่ระบบกฎหมาย โครงสร้างอำนาจ ไปจนถึงบทบาทของสถาบันหลักที่ประเทศยึดถือมาอย่างยาวนาน

แกนของแนวคิดนี้ไม่ได้เสนอการปรับทีละจุด หากแต่เชื่อว่าการขยับพร้อมกันหลายด้านคือคำตอบ โดยตั้งต้นจากสมมติฐานว่า ฐานเดิมของรัฐและสังคมไทยไม่เพียงพออีกต่อไป

ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง พวกเขาเพียงไม่เลือกการเปลี่ยนที่กระแทกทุกฐานพร้อมกัน เพราะประสบการณ์ของสังคมไทยคือการปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป บนหลักที่ยังยึดโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

หลักของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทำหน้าที่เป็นทั้งโครงสร้างของรัฐและที่ยึดทางจิตใจ การรักษาหลักเหล่านี้ไม่ได้ขัดกับการพัฒนา แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การเปลี่ยนไม่พาประเทศเสียศูนย์และแตกแยกไปมากกว่าที่เป็นอยู่

อีกเหตุผลหนึ่งที่ถูกหยิบมาอธิบายความจำเป็นของการเปลี่ยน คือแนวคิดเรื่องระเบียบโลกใหม่ โลกที่ความขัดแย้งลดลง โลกที่กำลังทหารหมดความสำคัญ และโลกที่การเมืองขับเคลื่อนด้วยการเจรจามากกว่าการใช้พลังอำนาจ

แต่เมื่อมองไปยังสถานการณ์จริงบนเวทีโลก ภาพเหล่านี้ยังห่างจากความเป็นจริง ความขัดแย้งยังปะทุในหลายภูมิภาค กำลังทหารยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และรัฐมหาอำนาจยังแสดงแสนยานุภาพอย่างเปิดเผย

ในโลกเช่นนี้ ความมั่นคงของชาติยังเป็นฐานสำคัญของการดำรงอยู่ของประเทศ การมีกองทัพ การเตรียมพร้อม และการรักษาอธิปไตย ไม่ใช่ของล้าสมัย แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่รอดในระบบโลกที่ยังเต็มไปด้วยแรงปะทะ

ประเทศไทยไม่อยู่ในสถานะที่จะทดลองแนวคิดใหญ่ระดับโครงสร้างโดยไม่คิดถึงต้นทุน ประเทศไม่ใช่มหาอำนาจ และไม่อาจรับแรงกระแทกจากความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ได้ง่าย

คำถามจึงไม่ใช่ว่าโลกควรเป็นแบบใด แต่คือโลกที่กำลังเผชิญอยู่จริงเป็นอย่างไร และประเทศไทยควรวางตัวอยู่บนเงื่อนไขนั้นอย่างไร

เมื่อมองทั้งหมดร่วมกัน การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกบุคคลหรือพรรคการเมือง แต่คือการเลือกกรอบความคิดที่จะกำหนดทิศทางของประเทศในระยะยาว

กรอบหนึ่งเชื่อว่าสิ่งที่ประเทศยึดอยู่คือปัญหา ต้องจัดการ ต้องปรับ และต้องเร่ง ขณะที่อีกกรอบหนึ่งเชื่อว่าประเทศต้องเดินต่อบนสิ่งที่พยุงสังคมไว้ แล้วค่อยแก้ ค่อยปรับ โดยไม่ทำให้โครงสร้างหลักสั่นคลอน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ จึงเป็นวันที่ประชาชนต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเลือกการเปลี่ยนที่เดิมพันสูง หรือเลือกเส้นทางที่ประเทศยืนอยู่ได้จริง และพาไทยผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาแล้ว

การตัดสินใจครั้งนี้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมา เพราะบางทางเลือกอาจฟังดูยิ่งใหญ่ในคำพูด แต่หากพลาด ราคาที่ต้องจ่ายคือทั้งประเทศ

ในวันที่ต้องกาบัตร คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าถ้อยคำแบบใดดึงความสนใจได้มากกว่า แต่คือแนวคิดแบบใดทำให้ประเทศอยู่รอด และไม่ถูกผลักเข้าสู่ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

และนี่คือเหตุผลที่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่สังคมไทยต้องคิดให้หนักว่า จะพาประเทศเดินต่อไปบนเส้นทางแบบใด.

เช็กความพร้อม ประธาน กกต ลุยนครปฐม สังเกตการณ์ส่งมอบบัตรเลือกตั้ง

เช็กความพร้อม ประธาน กกต ลุยนครปฐม สังเกตการณ์ส่งมอบบัตรเลือกตั้ง

เช็กความพร้อม ประธาน กกต ลุยนครปฐม สังเกตการณ์ส่งมอบบัตรเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.59 น.

ที่จ.นครปฐม วันนี้ (7 ก.พ. 69)  นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (ประธาน กกต.) รับฟังสรุปภาพรวมการดำเนินงานและสังเกตการณ์การส่งมอบบัตรเลือกตั้ง วัสดุอุปกรณ์ จำนวน 213 หน่วย  รวมทั้งการเตรียมการจัดหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครปฐม ณ สำนักงานเทศบาลตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนคร ปฐม โดยมี นายสมยศ บุญทาน ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย พนักงานและลูกจ้างของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดนครปฐม ให้การต้อนรับ

ขณะที่บรรยากาศที่สำนักงานเทศบาลตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครประจำหน่วยเลือกตั้ง ตรวจนับอุปกรณ์การเลือกตั้งโดยคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ต้องทำอย่างละเอียดก่อนและหลังการลงคะแนน โดยตรวจสอบหีบบัตร คูหา สายรัด ถุงบรรจุบัตรเลือกตั้ง และแบบพิมพ์ต่างๆ ให้ครบถ้วนตามรายการที่ได้รับ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามขั้นตอนของ กกต.

ประธาน กกต.
ประธาน กกต.
ประธาน กกต.
ประธาน กกต.
ประธาน กกต.
ประธาน กกต.
ประธาน กกต.

ชัยวุฒิ บวงสรวงใหญ่ ประกาศศึกคนโกง ทุนเทา ยันไม่แก้รัฐธรรมนูญ

ชัยวุฒิ บวงสรวงใหญ่ ประกาศศึกคนโกง ทุนเทา ยันไม่แก้รัฐธรรมนูญ

ชัยวุฒิ บวงสรวงใหญ่ ประกาศศึกคนโกง ทุนเทา ยันไม่แก้รัฐธรรมนูญ

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.35 น.

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการบริหารพรรค แลัทีมพรรครักชาติ ได้ร่วมพิธีประกอบพิธีบวงสรวงศาลพระพิฆเนศ ณ ที่ทำการพรรครักชาติ  เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จ และขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งในช่วงท้ายหลังจบพิธีการ 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ได้ร่วมกันกรวดน้ำคว่ำขัน เพื่อแสดงเจตจำนงแน่วแน่ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองประเทศ และขจัดจัดกลุ่มคนที่คิดร้ายต่อบ้านเมือง

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงทิศทางการเมืองไทยก่อนเลือกตั้งว่า คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราพรรครักชาติต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมือง ไม่ได้ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องการร่วมกันทำให้บ้านเมืองเดินหน้าอย่างมั่นคง ปลอดภัย และทำให้ประชาชนอยู่ด้วยความสุขโดยไม่แตกแยก ขณะนี้มีพรรคการเมืองหนึ่งที่ประกาศอุดมการณ์แน่วแน่ ชัดเจนแม้แต่บนเสื้อยังเขียนว่าคิดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส ล้มล้างการปกครอง แล้วพรรคแบบนี้จะเปลี่ยนประเทศให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้อย่างไร 

ชัยวุฒิ

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงพรรคการเมืองที่ประกาศต่อสู้การทุจริตและทุนสีเทา แต่เลือกตรวจสอบเฉพาะฝ่ายตรงข้าม ไม่แตะบุคคลหรือเครือข่ายที่ถูกมองว่าอยู่ฝ่ายเดียวกัน จึงสะท้อนว่าไม่ได้มองปัญหาทุจริตอย่างรอบด้าน และอาจนำไปสู่ความวุ่นวายและความแตกแยกของประเทศในที่สุด

“อาเจ็กซื้อเครื่องบินด้วยเงินทุนเทาจากกัมพูชาไม่เคยพูดถึง นายใหญ่นายน้อยก็เกี่ยวข้องกับทุนเทาไม่เคยพูดถึง เพราะอะไรครับ เพราะเป็นพวกเดียวกัน แล้วมันจะแก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นได้ยังไงครับ คุณยังไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงของการทุจริต สุดท้ายคนเหล่านี้ก็จะมารวมกัน ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ประเทศแตกแยกอย่างแน่นอน” นายชัยวุฒิ กล่าว

ชัยวุฒิ

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกพรรคการเมืองที่เคยเป็นรัฐบาล ก็มีประวัติการทุจริตคอร์รัปชัน และย้ำว่า “นายใหญ่” ยังมีความเกี่ยวข้องกับพรรคดังกล่าวในทุกจุด พร้อมกล่าวหาว่าที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงปัญหาโกง แต่ยังทำให้เกิดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาและผลประโยชน์ทับซ้อน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เคยขอโทษประชาชน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดน ทั้งยังตั้งคำถามว่าพรรคการเมืองอีกฝั่งหนึ่งไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้ เพราะมุ่งจับมือจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์

“ผมถามว่าวันนี้ ‘นายใหญ่’ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคนี้จริงๆ เหรอครับ เขาเกี่ยวข้องกับพรรคในทุกๆ จุดเลยครับ ทุกๆ คนคือคนของเขา ไม่เกี่ยวข้องตรงไหน เอาปากกามาวงได้เลย ไม่มี” หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าว

ชัยวุฒิ

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังกล่าวถึงพรรคสีฟ้าที่ประกาศทวงคืนคะแนนเสียงจากภาคใต้ โดยตั้งคำถามว่าประชาชนภาคใต้เห็นด้วยหรือไม่ และชี้ว่า ที่ผ่านมาเคยต่อสู้กับระบอบทักษิณมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันกลับไม่พูดถึงประเด็นดังกล่าว ที่สำคัญ วันนี้ถ้า ส้ม-แดง-ฟ้า จับมือกัน แล้วไปขับเคลื่อนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ประเทศจะเป็นอย่างไร อีกคนหนึ่งอยากล้มล้าง อีกคนหนึ่งขายชาติ อีกคนไม่เอาทหาร ขายฝันไปวันๆ มาจับมือกันเป็นรัฐบาลแล้วจะแก้รัฐธรรมนูญ ประเทศไปไม่ได้ บ้านเมืองมีวิกฤตแน่นอน

นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงพรรคสีน้ำเงินว่าเป็น “พรรคประโยชน์นิยม” และเรียกร้องให้แสดงจุดยืนให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาหลายเรื่องจนประชาชนไม่ไว้วางใจ อีกทั้งยังวิจารณ์ถึงกรณีที่ต้องการมาดึงคะแนนเสียงจากฐานเดิมของ “ลุงตู่” แต่กลับสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปราบโกง 

ชัยวุฒิ

“วันนี้คุณพยายามจะดึงคะแนนของ ‘ลุงตู่’ แต่คุณกลับไปพูดว่า เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปราบโกงของลุงตู่ ใครก็รับไม่ได้ครับ มันไม่มีอุดมการณ์ที่มีความชัดเจน” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงจุดยืนของพรรครักชาติ โดยยืนยันว่า ”พรรครักชาติ“ ตัวตึงหลังตรง ตรงไปตรงมา ไม่เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญปราบโกงต้องคงอยู่ พร้อมประกาศแนวทางทำการเมืองที่ยึดความถูกต้อง “ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ทำการเมืองเพื่อคนรุ่นใหม่ คนที่มีอุดมการณ์  เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่และผู้มีอุดมการณ์เข้ามาทำงานการเมือง โดยเชิญชวนประชาชนร่วมกันสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง ให้การเมืองมี “น้ำดี” เข้าไปแทน “น้ำเสีย” และร่วมกันเปลี่ยนประเทศให้มั่นคง เข้มแข็ง เพื่อคนไทยทุกคน จึงอยากเรียกร้องให้มาช่วยกันรักชาติ เพราะรักชาติไม่ใช่แค่เพียงคำพูด เรามาสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน ให้การเมืองดี ให้มี ‘น้ำดี’ เข้ามาไล่ ‘น้ำเสีย’ ในการเมือง และผมเชื่อว่าพวกเราสามารถเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองนี้ให้ดีขึ้นได้

ชัยวุฒิ
ชัยวุฒิ

ประชาธิปัตย์บุกเมือง 3 คาราวานรถแห่ อภิสิทธิ์ นำทีม มั่นใจเป็นทางรอดที่ปลอดภัย

ประชาธิปัตย์บุกเมือง 3 คาราวานรถแห่ อภิสิทธิ์ นำทีม มั่นใจเป็นทางรอดที่ปลอดภัย

ประชาธิปัตย์บุกเมือง 3 คาราวานรถแห่ อภิสิทธิ์ นำทีม มั่นใจเป็นทางรอดที่ปลอดภัย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.35 น.

7 ก.พ.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการปล่อยแถวขบวนรถแห่หาเสียง วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ โดย นาการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯและแคนดิเดตนายกฯ ไปเข้าขบวนระหว่างทาง พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และแกนนำพรรคฯ พร้อมผู้สมัคร สส.กทม.

โดยนายอภิสิทธิ์ เริ่มด้วยการสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม​ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรคฯ ก่อนปล่อยแถว​ขบวนรถแห่รณรงค์หาเสียง​ วันสุดท้าย​ 3 เส้นทาง คาราวานแรก เคลื่อนตัวหาเสียงเส้นทาง กทม.ชั้นใน นำทัพคาราวานโดยนายอภิสิทธิ์ เริ่มต้นจากพรรคประชาธิปัตย์ เข้าซอยอารีย์ มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผ่าน ถ.พญาไท เลี้ยวเข้าเส้นทางพระราม 4 สู่ ถ.เยาวราช ตรงไปต่อที่เสาชิงช้า ผ่าน ถ.บำรุงเมือง และ ถ.กรุงเกษม กลับเข้า ถ.พระราม 4 เข้าสู่ ถ.สีลม จากนั้นออกสู่ ถ.เจริญกรุง เลี้ยวเข้า ถ.จันทน์ ออกสู่ ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ เลี้ยวไปที่ ถ.พระราม 3 ผ่านหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มุ่งหน้าสู่ ถ.สุขุมวิท และสิ้นสุดที่ตึก True Digital Park

ประชาธิปัต​ย์

คาราวานที่ 2 เส้นทาง กทม.ชั้นนอกนำทีมโดย นายกรณ์ โดยเริ่มต้นจากพรรคประชาธิปัตย์ ออกทางแยกประดิพัทธ์ ตรงยาวถ.พหลโยธิน เลี้ยวเข้า ถ.สายไหมที่แยก คปอ. มุ่งหน้า ถ.สุขาภิบาล 5  ออกสู่ ถ.วัชรพล ผ่าน ถ.รามอินทรา มุ่งหน้า ถ.นวมินทร์ เลี้ยวเข้าสู่ ถ.รามคำแหง  มุ่งหน้าแยกคลองตัน ออกสู่ ถ.สุขุมวิท สิ้นสุดที่ตึก True Digital Park 

คาราวานที่ 3 มุ่งสู่เส้นทางฝั่งธน นำโดย นางการดี เริ่มต้นจากพรรคประชาธิปัตย์ วิ่งไปตามเส้นทาง ถ.พระราม 6 ผ่านสวนจตุจักร มุ่งสู่สะพานประชานุกูล ออกสู่ ถ.จรัญสนิทวงศ์ และเลี้ยวสู่ถ.เพชรเกษม เลี้ยวเข้าถ.บางแค และมุ่งหน้าไปตาม ถ.เทอดไท และมุ่งหน้าไปสู่วงเวียนใหญ่  ผ่านทาง ถ.ลาดหญ้า และสิ้นสุดที่ Icon Siam 

ประชาธิปัต​ย์

สำหรับบรรยากาศก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะขึ้นรถแห่ง เป็นไปอย่างครึกครื้น เพราะมีการเปิดเพลงประจำพรรค ถึงขั้นทำให้นายอภิสิทธิ์ออกสเต็ปเต้นเบา ๆ หยอกล้อกับผู้สื่อข่าว พี่บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครื้น

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมถาษณ์ก่อนเคลื่อนขบวนว่า กรณีเวทีปราศรัยเมื่อคืนวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประกาศว่าถ้าแพ้พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็บอกว่า อยากให้ประชาชนเลือกให้มาก เพื่อที่จะเข้าไปคุมเกมเป็นรัฐบาล ในการแก้ปัญหาทุจริตคุมเทา ตรงนี้คือสิ่งที่ย้ำก็คือว่า ประชาธิปัตย์ไม่ไปไหน เรากลับมาแล้ว และก็อยู่พร้อมทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ประชาธิปัต​ย์

“ผมก็ยังเชื่อมั่น ว่าประชาชนจะให้โอกาสเรา เติมพลังเรา ให้เป็นผู้คุมเกมรัฐบาล นั่นหมายถึงว่ารัฐบาลที่มีเราร่วม ก็จะทำให้พี่น้องมั่นใจว่าเรามีทางรอดที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนแล้ว ปลอดภัยจากการโกง จากความจน จากความเหลื่อมล้ำ จากความขัดแย้ง จากปัญหาภายนอกทั้งหมด แต่ในกรณีที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล เราก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ตรวจสอบเต็มที่ แล้วตัวผมเอง เมื่อทางพรรคฯบอกว่าจะอย่างไรก็ตามต้องการให้ผมทำงานต่อ ผมก็ยืนยันว่าแม้อยู่คนเดียว ถ้ามีใครมาโกงกินทุจริต ผมก็เต็มที่ เพราะฉะนั้นอยากให้มั่นใจว่าประชาธิปัตย์กลับมาแล้ว แล้วก็อยู่ต่อไปคู่กับพี่น้องประชาชน แล้วก็จะทำหน้าที่ดีที่สุด สถานะใดก็ตามเราคือทางรอดที่ปลอดภัยของทุกคน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า นอกเหนือจากทางรอดที่ปลอดภัยแล้ว อยากจะฝากอะไรถึงประชาชน เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการหาเสียง เพื่อที่จะทำให้ประชาชนได้ตัดสินใจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งกัน และไปลงประชามติด้วย ของหให้ไปใช้สิทธิกันมาก ๆ ใช้สิทธิโดยอย่าเห็นแก่เรื่องของอามิสสินจ้าง มาทำการเมืองสุจริต เพราะจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการเมืองที่ดี เศรษฐกิจที่ดี สังคมที่ดี 

พลังหญิงบุกบางกะปิ ซาบีดา ควง โอ๋ ลุยลำสาลี มั่นใจกระแสภูมิใจไทยเบอร์ 37

พลังหญิงบุกบางกะปิ ซาบีดา ควง โอ๋ ลุยลำสาลี มั่นใจกระแสภูมิใจไทยเบอร์ 37

พลังหญิงบุกบางกะปิ ซาบีดา ควง โอ๋ ลุยลำสาลี มั่นใจกระแสภูมิใจไทยเบอร์ 37

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.32 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ก.พ. มัสยิดยามิอุ้ลมุตตากีน (ลำสาลี) น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางมาช่วย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือโอ๋ ผู้สมัคร สส. เขตวังทองหลาง เฉพาะแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ , เขตบางกะปิ ในการหาเสียงกับกลุ่มเพื่อนหญิงพลังหญิงตั้งเป้าไว้อย่างไร ว่า เท่าที่ลงมาในพื้นที่เขตนี้เรียกพี่โอ๋ทั้งซอย ไม่ใช่สุดซอย หลายคนบอกว่าเลือกอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเสียงตอบรับดีมากและกระแสพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37ดีมาก

เมื่อถามว่าอยากจะอ้อนคนกรุงอย่างไรบ้างให้เลือกคนทำงานของพรรคภูมิใจไทย น.ส.ซาบีดากล่าวว่า อยากฝากประชาชนชาวกรุงเทพฯ ขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยและสส.เขตของพรรค เพราะพรรคเราพูดแล้วทำ และที่สำคัญเราเป็นคนทำเป็น มีประสบการณ์ และตั้งใจทำงาน เข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี จึงอยากฝากขอคะแนนให้พวกเราได้มาเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนทำหน้าที่แทนท่าน เราจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

ซาบีดา

เมื่อถามว่า ครั้งนี้จะขอเสียงประชาชนอย่างไรให้เลือกแบบเสียงไม่แตก น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า ความจริงไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนก็แล้วแต่ เราก็เป็นพรรคที่รักประชาธิปไตยเช่นกันและที่สำคัญพรรคภูมิใจไทยมีเจตนารมณ์ที่จะเข้ามาดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้านทุกวัยทุกสาขาอาชีพ เพราะทุกคนถือเป็นส่วนสำคัญของสังคมนี้ ที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมองข้ามและไม่เคยละเลย ดังนั้นจึงขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยรวมพลังสร้างปรากฏการณ์สีน้ำเงินในวันที่ 8 ก.พ. เราจะทำงานเต็มที่เพื่อให้ประเทศไทยได้ไปต่อ

ด้าน น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า ส่วนตัวมีความตั้งใจในการอาสามาทำหน้าที่เป็นผู้แทนให้กับประชาชนในเขตบางกะปิ วังทองหลาง เนื่องจากตนเกิดและเติบโตอยู่ในเขตพื้นที่อยู่แล้ว ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะเห็นถึงความตั้งใจและนโยบายดีๆของพรรคภูมิใจไทย ที่มีมาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อพิจารณา ไม่ว่าจะเรื่องผู้บริหารมืออาชีพ รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่เรามี รวมถึง น.ส.ซาบีดา ที่จะมาเป็นตัวแทนพี่น้องชาวมุสลิม ที่จะมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาล

ซาบีดา
ซาบีดา
ซาบีดา