จับตา8กุมภาฯ ทบ.วางมาตรการรับมือ สถานการณ์ไม่คาดฝัน หลังกัมพูชาผลัดกำลังพล

จับตา8กุมภาฯ ทบ.วางมาตรการรับมือ สถานการณ์ไม่คาดฝัน หลังกัมพูชาผลัดกำลังพล

จับตา8กุมภาฯ ทบ.วางมาตรการรับมือ สถานการณ์ไม่คาดฝัน หลังกัมพูชาผลัดกำลังพล

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.23 น.

โฆษกกองทัพบก ระบุ ท่าทีกัมพูชาในปัจจุบันที่เกิดสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดจากการสับเปลี่ยนกำลังพล ส่งผลให้เกิดความหย่อนวินัย ยืนยัน ยังพอรับฟังเหตุผลได้ จากท่าทีที่ไม่ก้าวร้าว เชื่อมั่น หากในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ เกิดเหตุ แต่ละหน่วยมีแนวทางรับมือ

พลตรี วินธัย  สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวสรุปภาพรวมภารกิจการพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ว่าเป็นการดำเนินการเมื่อเห็นว่าสภาพแวดล้อมเริ่มปลอดภัย จากก่อนหน้านี้ที่แม้สื่อมวลชนจะเคยลงพื้นที่รายงานสถานการณ์ แต่ก็ไม่สามารถเข้าบางพื้นที่ได้ โดยการพามาครั้งนี้มีจุดประสงค์หลัก 2 ข้อ คือ 1. ต้องการให้สัมผัสกับผู้บังคับหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่าย เนื่องจากสภาพพื้นที่ เป็นพื้นที่กึ่งชุมชน พร้อมกันนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายไทยปฏิบัติการอยู่ในกรอบกติกา และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย คือไม่มีประชาชนและพลเรือนได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย และ ข้อ 2 พื้นที่แห่งนี้ ด้วยปัจจัยทางกายภาพพื้นที่และยุทโธปกรณ์ สื่อมวลชนจึงอาจมองและเข้าใจว่าปฏิบัติการได้สะดวกและง่ายดาย แต่ในความเป็นจริงปัจจัยและขั้นตอนในการปฏิบัติต่าง ๆ อยู่ รวมทั้งผู้ปฏิบัติก็ต้องมีปฏิภาณไหวพริบในการดำเนินกลยุทธ์และยุทธวิธี เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ จนสามารถสถาปนาความมั่นคง และวางแนวทางสร้างความปลอดภัยกับกำลังพลได้

ส่วนถ้าจะเปรียบเทียบ สถานการณ์ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง มองว่าปัจจัยสำคัญ คือเรื่องการวางกำลัง จากสภาพพื้นที่ที่เป็นป่าเขา ส่วนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏข่าวเป็นระยะ เช่น เสียงระเบิด เสียงจากอาวุธ อย่างเครื่องยิงลูกระเบิด เกิดจากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ้าง แต่ไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่มีเป้าประสงค์จะคุกคามต่อปฏิบัติการทางทหาร โดยมองว่าเป็นเรื่องวินัยกำลังพลหย่อนยานมากกว่า ซึ่งเกิดจากที่ฝ่ายกัมพูชามีการสับเปลี่ยนกำลัง ทำให้กำลังพลที่มาใหม่อาจจะไม่มีความคุ้นเคย หรืออีกมุมหนึ่ง ที่เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นการยั่วยุ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่ากังวล จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อการทำงาน หรือการปฏิบัติการทางทหารของไทย

ส่วนกรณีที่มีข้อกังวลว่าหากในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ทหารกัมพูชาเสียวินัย และก่อสถานการณ์ขึ้นอีก โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ต้องพิจารณาเป็นพื้นที่ไป เนื่องจากหน่วยในแต่ละพื้นที่ ก็จะต้องมีช่องทางในการที่จะติดต่อสื่อสาร ถ้าหน่วยพิจารณาและมองว่าไม่ได้รับความร่วมมือ หรือไม่ตั้งใจที่จะรักษาข้อตกลงหยุดยิงให้อยู่ในกรอบกติกา คาดว่าในแต่ละหน่วยคงจะมีมาตรการดำเนินการตามสถานการณ์ นอกจากนี้ ในระดับนานาชาติก็จับตามองท่าทีของไทยและกัมพูชาอยู่ด้วยเช่นกัน ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานมา ถือว่าไทยได้รับคำชื่นชม และจะต้องคงมาตรฐานเช่นนี้ไว้ แต่ยืนยันว่าไม่ต้องกังวล หากสิ่งไหนที่พิจารณาว่าควรจะตอบโต้ ก็ต้องตอบโต้ หากมองว่าการกระทำนั้น ๆ ไม่สามารถให้คำตอบกับฝ่ายไทยได้อย่างสมเหตุสมผล 

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ที่ฝ่ายกัมพูชาสะดุดแฟลร์ หรือยิงลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐานไทย แล้วใช้เหตุผลว่าเสียวินัย ถือเป็นข้ออ้างหรือไม่นั้น มองว่าก็เป็นไปได้ แต่หากว่าฝ่ายกัมพูชามีทัศนคติที่ไม่ดีเช่นนั้นจริง เมื่อเวลาผ่านไปความจริงก็ต้องปรากฏ แต่ในขณะนี้ ยังสามารถมองได้ว่ามีความสมเหตุสมผลอยู่ พร้อมระบุว่า ในท่าทีของการประสานงาน สามารถมองออกว่า เป็นไปด้วยความก้าวร้าวหรือเป็นไปด้วยความนอบน้อม ถ้าเป็นไปด้วยความก้าวร้าว ก็คงต้องปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าถ้าเป็นไปด้วยความสมเหตุสมผล มีลักษณะท่าทีในลักษณะท่าทีที่ไม่ได้แข็งกร้าวหรือก้าวร้าว

เพื่อไทยจัดเต็ม! ปูพรมจอ LED ทั่วประเทศ ชูแคมเปญ ยศชนันทำได้ ปลุกพลังโค้งสุดท้าย

เพื่อไทยจัดเต็ม! ปูพรมจอ LED ทั่วประเทศ ชูแคมเปญ ยศชนันทำได้ ปลุกพลังโค้งสุดท้าย

เพื่อไทยจัดเต็ม! ปูพรมจอ LED ทั่วประเทศ ชูแคมเปญ ยศชนันทำได้ ปลุกพลังโค้งสุดท้าย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.18 น.

“เพื่อไทย” ปูพรมจอ LED ทั่วไทย ชู “ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่ เลือกเพื่อไทยสองใบให้ชนะขาด”

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคเพื่อไทย สร้างแรงสั่นสะเทือนในช่วงโค้งสุดท้าย เดินเกมสื่อสารดิจิทัลแบบจัดเต็มด้วยการปูพรมโฆษณาผ่านจอ LED และจอดิจิทัลบิลบอร์ดหลายร้อยจุดทั่วประเทศ และทั่วทุกภาคของประเทศไทย ภายใต้แคมเปญ “ยศชนันทำได้” ของ พรรคเพื่อไทย และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ปรากฏโฉมบนจุดยุทธศาสตร์สำคัญทุกทิศทาง เช่น กรุงเทพฯ ขอนแก่น โคราช นครศรีธรรมราช สงขลา เชียงใหม่ และ ลำปาง เป็นต้น  

ตอกย้ำการ “ยกเครื่องประเทศไทย” และสื่อสารตรงถึงคนเมืองและคนทุกรุ่นในทุกจังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจ และ การจดจำสูงสุดก่อนวันเข้าคูหาเลือกตั้ง

โดยปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย จะจัดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เวลา 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ณ สนามเทพหัสดิน 

จับตาพรุ่งนี้! ขบวนรถตู้คอนเทนเนอร์ 20 คันมุ่งหน้าตราด กัน จอมพลัง เผยแผนป้องกันพื้นที่รอยต่อชายแดน

จับตาพรุ่งนี้! ขบวนรถตู้คอนเทนเนอร์ 20 คันมุ่งหน้าตราด กัน จอมพลัง เผยแผนป้องกันพื้นที่รอยต่อชายแดน

จับตาพรุ่งนี้! ขบวนรถตู้คอนเทนเนอร์ 20 คันมุ่งหน้าตราด กัน จอมพลัง เผยแผนป้องกันพื้นที่รอยต่อชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.09 น.

สะเทือนชายแดน! “กัน จอมพลัง” สั่งเคลื่อนทัพตู้คอนเทนเนอร์ 20 คัน บุกตราด เสริมเกราะกันจีนเทา-ทหารเขมรก่อกวน ลั่นภารกิจด่วนเพื่อความมั่นคง

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่บ้านหนองจาน ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว นาย กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์  หรือ กัน จอมพลัง เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 ก.พ.69 ) จะมีขบวนรถขนตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 20 คันมุ่งหน้าไปที่ชายแดน จ.ตราด โดยตนได้มีการประสานไปที่ ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการหน่วยนาวิกโยธินและผู้บังคับการจังหวัดตราด ซึ่งเราเคยทำงานร่วมกันมาก่อนเรียบร้อยแล้ว โดยในวันพรุ่งนี้ (6 ก.พ. 69) ท่านจะช่วยส่งกำลังพลเข้ามาดูแลในเรื่องของความปลอดภัยให้กับทีมงานที่จะนำตู้คอนเทนเนอร์ไปลง เพราะตอนนี้อย่างที่ทราบดีว่ามีทั้งจีนเทาและจีนดำและเกรงว่าจะมีทหารกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่เพื่อก่อกวน

โดยทางกองทัพเรือได้จัดกำลังเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปสร้างตู้คอนเทนเนอร์ และอีกส่วนหนึ่งต้องขอบคุณผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตราด ซึ่งท่านจะดูแลในเรื่องของการอำนวยการจราจร เพราะว่ารถขนตู้คอนเทนเนอร์มีจำนวนมาก วิ่งบนถนนในเวลาเดียวกันก็มีโอกาสจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้หรืออาจก่อให้เกิดการจราจรติดขัดในพื้นที่ ตนก็ต้องขออภัยกับพี่น้องประชาชนที่ใช้ถนนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย เพราะตนนำตู้คอนเทนเนอร์ไปก็เพื่อปกป้องทหารและพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่จ.ตราด

นอกจากนี้เราไม่รู้ว่าทางกัมพูชาจะมีการจัดฉากเหมือนที่ทาง จ.สระแก้วเคยเจอหรือไม่ ที่มีการนำมวลชนเข้ามายั่วยุ และพยายามยั่วยุ เพื่อนำภาพทหารที่อ้างว่าจะทำร้ายประชาชนไปเผยแพร่ ซึ่งทหารเราไม่ทำอยู่แล้ว การที่ทหารพกอาวุธปืนเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นอาวุธประจำกาย ที่อยู่ริมชายแดน แค่นี้ทางกัมพูชาก็หาว่าเรานำปืน ไปจ่อเขาแล้ว ซึ่งพยายามจะสร้างสถานการณ์อยู่ตลอด ทางเราก็พยามจะดูแลดูแลในทุกด้านให้งานทุกอย่างราบรื่นและสำเร็จ 

เปิดภาพล่าสุด! กองทัพบกพาสื่อลงพื้นที่ บ้านหนองจาน หลังรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำชายแดนเรียบร้อย

เปิดภาพล่าสุด! กองทัพบกพาสื่อลงพื้นที่ บ้านหนองจาน หลังรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำชายแดนเรียบร้อย

เปิดภาพล่าสุด! กองทัพบกพาสื่อลงพื้นที่ บ้านหนองจาน หลังรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำชายแดนเรียบร้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.17 น.

“กองทัพบก” พาสื่อดูบ้านหนองจาน รื้อสิ่งปลูกสร้างกัมพูชาที่รุกล้ำไทยเรียบ อึ้งเจอตึกคอลเซ็นเตอร์ 2 แห่ง ใช้ลวงคนไทย

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. พลตรี วินธัย สุวารี หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และโฆษกกองทัพบก พร้อมด้วยคณะศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก และกองกำลังบูรพา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่มาบริเวณ บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยมีพันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 บรรยายรายละเอียดปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่บ้านหนองจาน บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา 

โดยระบุว่า สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการ ในช่วงสถานการณ์การสู้รบ วันที่ 8-26 ธันวาคม พบว่าฝ่ายกัมพูชามีการจัดตั้งที่มั่นดัดแปลงแข็งแรงตลอดแนวถนนสาย 58 หรือเส้น K5 ในลักษณะรูปตัว L มีบังเกอร์รวมกว่า 29 แห่ง ทั้งในแนวถนนและบริเวณใกล้สระน้ำ UN โดยพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นบ้านเรือนของประชาชนทั้งหมด ก่อนถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชา

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 อธิบายว่า การเข้ายึดพื้นที่มีข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจากเส้นทางเข้าพื้นที่มีเพียงเส้นเดียว ต้องผ่านจุดแยกคอขวดและพื้นที่โล่ง ทำให้กำลังพลต้องใช้ยุทธวิธี “คืบคลาน” เข้ายึดพื้นที่เป็นระยะ ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้ในครั้งเดียว พร้อมเร่งสร้างที่มั่น หลุมบุคคล และบังเกอร์ เพื่อรองรับการยิงสนับสนุนของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งในวันแรกของการปฏิบัติ กำลังพลต้องเผชิญการยิงจรวด BM-21

จนถึงวันที่ 26 ธันวาคม กองทัพไทยได้ระดมกำลังจากหลายหน่วย โดยมีหน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 เป็นกำลังหลัก ร่วมกับทหารราบยานเกราะ ทหารม้ารถถัง ทหารม้าลาดตระเวน หน่วยปฏิบัติการพิเศษ และการสนับสนุนทางอากาศ รวมถึงปืนใหญ่สนาม เครื่องบินโจมตีทางอากาศทั้งหมด 24 เที่ยว รวมถึงโดรนโจมตี และโดรนทิ้งระเบิด ทำลายบังเกอร์ฝ่ายกัมพูชาจนสิ้นสภาพ ก่อนเข้าควบคุมพื้นที่เป้าหมายได้ทั้งหมดตามแผน อย่างไรก็ตาม ในวันดังกล่าวยังคงถูกตอบโต้ ส่งผลให้มีกำลังพลเสียชีวิต 3 นาย บริเวณถนน K5

ภายหลังการยึดคืนพื้นที่ หน่วยเฉพาะกิจได้วางกำลังรอบพื้นที่ สถาปนาแนวป้องกันหลายชั้น เสริมที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง และขุดคูดักรถถังตลอดแนวเพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว รวมถึงได้รื้อถอนบ้านที่รุกล้ำเข้ามาในอธิปไตยไทยทั้งหมดกว่า 100 หลัง

พันเอกชัยณรงค์ ยังชี้แจงกรณีข้อกังวลเรื่องหลักเขตแดนว่า หลักเขตบริเวณดังกล่าวไม่มีปัญหา เนื่องจากมีพิกัดชัดเจนจากการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา ตั้งแต่ปี 2549–2550 โดยพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาทเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์จากความแตกต่างของแนวตีความเส้นเขตแดน

นอกจากนี้ ระหว่างการเข้าควบคุมพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตรวจพบร่องรอยการกระทำผิดของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยพบอาคารลักษณะโกดังและที่พัก ตำนวน 2 อาคาร ซึ่งตั้งชื่อว่า “โกดังจีนเทา” กับ “โกดังรีสอร์ท” รวมถึงการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 19 เครื่อง ซิมการ์ด 4 ชุด สมุดบัญชีธนาคาร 61 เล่ม อุปกรณ์อินเทอร์เน็ต เราเตอร์ไวไฟ และร่องรอยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ สอดคล้องกับการใช้เป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการหลอกลวงออนไลน์

พันเอกชัยณรงค์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายหลังการตรวจยึดพยานหลักฐานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้ส่งหลักฐานทั้งหมดให้ส่วนกลางตรวจสอบ พบความเชื่อมโยงการกระทำผิดเป็นคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจำนวนกว่า 161 Case ID โดยเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดถึงการดำเนินการของขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่ ไม่พบผู้กระทำความผิดอยู่ภายในจุดต้องสงสัย พบเพียงตัวอาคารและพยานหลักฐานที่ถูกทิ้งไว้ อาทิ บัตรประชาชน สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและขยายผล

สำหรับตำแหน่งที่ตั้งของฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พันเอกชัยณรงค์ ระบุว่า อยู่ในพื้นที่ที่กัมพูชารุกล้ำมาที่บ้านหนองจาน โดยปัจจุบันได้มีการรื้อถอนและทำลายสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดแล้ว ทำให้พื้นที่หลังแนวเส้นอ้างอิงเขตแดนโล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหลงเหลือ

ทั้งนี้ พื้นที่ต้องสงสัยดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 จุดหลัก จุดแรกเป็นลักษณะอาคารที่พัก ส่วนจุดที่สองพบพยานหลักฐานสำคัญจำนวนมาก ทั้งสมุดบัญชีและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเสาส่งสัญญาณโทรคมนาคม สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ต้องพึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก

พันเอกชัยณรงค์ ย้ำว่า การเข้ายึดพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานปฏิบัติการ พร้อมยืนยันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงจะเดินหน้าประสานส่วนกลางเพื่อขยายผลดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว พันเอกชัยณรงค์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณว่าฝ่ายกัมพูชาจะใช้กำลังเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ แต่กองทัพยังคงเตรียมความพร้อมและไม่ประมาท พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันได้เสริมสร้างที่มั่นแข็งแรงเพียงพอในการป้องกันการโจมตีซ้ำในอนาคต

‘เพื่อไทย’ ยื่น กกต.สอบคลิปหลุดเมืองกาญจน์ ยันหลักฐานแน่นปึ้ก

‘เพื่อไทย’ ยื่น กกต.สอบคลิปหลุดเมืองกาญจน์ ยันหลักฐานแน่นปึ้ก

‘เพื่อไทย’ ยื่น กกต.สอบคลิปหลุดเมืองกาญจน์ ยันหลักฐานแน่นปึ้ก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.04 น.

“พรรคเพื่อไทย”ยื่น‘กกต.’สอบคลิปหลุดเมืองกาญจน์ฯกระทบการหาเสียงของพรรคชัดเจน ยันการระบุผลเลือกตั้งออกมาอย่างไรก็เป็นฝ่ายค้านและไม่ได้รับการสนับสนุน ชี้หลักฐานแน่นเพราะคนในคลิปยืนยันและ ยินดีมาให้ข้อมูล    

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569  ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต.ขอให้ตรวจสอบคลิปเสียงกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง สส. ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยยื่นใน  3  ประเด็น คือ ประเด็นแรกคำพูดเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของพรรคและผู้สมัครของบพรรคเพื่อไทย ประเด็นที่สอง เป็นการสัญญาว่าจะให้ในเรื่องของตำแหน่งต่างๆ และประเด็นที่สาม ผู้พูดใช้อำนาจในฐานะที่เป็นข้าราชการ  เป็นรัฐมนตรี  เข้าข่ายเป็นแทรกแซงหรือไม่ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวมีโทษหนักหากมีความผิดจำคุก 1- 10  ปี  เพิ่มถอนสิทธิ 20  ปี  

“ประเด็นนี้กระทบต่อคะแนนนิยมของพรรค เพราะมีการพูดถึงว่าพรรคได้รับเลือกตั้งมาอย่างไร ก็เป็นได้แค่ฝ่ายค้าน และเมื่อเป็นฝ่ายค้านก็จะไม่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งก็กระทบกับผู้สมัครที่กำลังหาเสียงอยู่ รวมทั้งยังมีการพูดว่าอย่างให้การสนับสนุนผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย  แต่ให้ไปสนับสนุนพรรคการเมืองของผู้ที่พูด คือพรรคภูมิใจไทย”

เมื่อถามว่าคิดว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักแค่ไหน นายนรวิชญ์ กล่าวว่า เบื้องต้นเราเชื่อโดยสุจริต ว่าหลักฐานค่อนข้างแน่นหนาพอสมควร  เพราะนอกจากคลิปที่ปรากฎตัวคนที่สนทนา กับบุคคลที่เข้าข่ายกระทำผิด เราก็ไปยืนยันว่าตัวเขาคือเสียงอยู่ในคลิปนั้น  เราจึงมั่นใจว่าเรามีหลักฐานที่หนักแน่พอสมควร ที่จะเสนอให้ กกต.พิจารณาได้  

เมื่อถามต่อว่ามองอย่างไรที่มีการระบุว่าเป็นคลิปตัดต่อ เป็นAI นั้น  นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ก็เป็นธรรมดาของแต่ละคน เขาก็ต้องพยายามปฎิเสธ  ถือเป็นเรื่องปกติ  เมื่อถามต่อว่าหลังมีคลิปหลุดมีบุคคลที่ถูกอ้างว่าเป็นเสียงในคลิปติดต่อมาที่พรรคหรือไม่ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ตั้งแต่มีการเผยแพร่คลิปทางพรรคก็พยายามสืบหาที่มาของคลิปนี้ เพราะว่ามีผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคและผู้สมัคร และสืบว่าใครมีส่วนอยู่ในคลิปบ้าง จนได้พบตัวและเขาก็ยินดีมาให้ข้อมูลและยืนยันส่งมอบคลิป ว่าถ้อยคำที่ปรากฎอยู่ในคลิปเป็นจริง 

นายนรวิชญ์ กล่าวอีกว่า เดี๋ยวนี้มีข่าวการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเยอะ แม้ในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา  ก็มีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอยู่เยอะเช่นกัน อยากให้ กกต.ทำการตรวจสอบ  ส่งสายสืบลงพื้นที่สอบสวนอย่างเข้มงวดเพื่อให้ได้การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม

วงการบันเทิงสั่นสะเทือน? เอ ศุภชัย ทาบทามลุงป้อมเล่นละคร เจ้าตัวรีบตอบ เป็นนักชิมดีกว่า

วงการบันเทิงสั่นสะเทือน? เอ ศุภชัย ทาบทามลุงป้อมเล่นละคร เจ้าตัวรีบตอบ เป็นนักชิมดีกว่า

วงการบันเทิงสั่นสะเทือน? เอ ศุภชัย ทาบทามลุงป้อมเล่นละคร เจ้าตัวรีบตอบ เป็นนักชิมดีกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.50 น.

“ลุงป้อม ชวนชิม”เข้าตา “พี่เอ ศุภชัย”ชวนถ่ายคลิปขายาว  พร้อมทาบทามเข้าวงการบันเทิง ล่าสุด บุกย่านบรรทัดทอง ชิมอาหารร้าน “ครัวบ้านเอ” ชมเปาะ รสชาติอาหารกลมกล่อม อร่อยทุกเมนู

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.69 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยทีมผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรค พากันมารับประทานอาหารที่ร้าน “ครัวบ้านเอ” ย่านบรรทัดทอง 

โดยมี “เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร” ผู้จัดการดาราชื่อดัง ในฐานะเจ้าของร้าน ให้การต้อนรับอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมเมนูอาหารหลากหลายมาให้ชิม ซึ่งลุงป้อม ชิมทุกเมนู และเอ่ยปากชมในรสชาติ ระหว่างรับประทานอาหารด้วย ทั้งนี้เอ ศุภชัย ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาชวนลุงป้อมถ่ายคลิป “ขายาว” พร้อมโชว์ผลงานคลิปวิดีโอ ทำให้ ลุงป้อม หัวเราะอย่างอารมณ์ดี พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ไม่รอดจริง ๆ”

พล.อ.ประวิตร เปิดเผยว่า ที่เลือกมาร้านนี้เพราะเห็นรีวิวในสื่อสังคมออนไลน์ และเมื่อได้มาชิมด้วยตนเองก็ชอบทุกเมนู โดยเฉพาะเมนูหมูฮ้องรสเข้มข้น พะโล้ไข่เป็ดที่มีรสชาติกลมกล่อม รวมถึงชอบการนำผลไม้ตามฤดูกาล อย่างมะยงชิดมาทำยำได้อร่อยมาก

ด้าน เอ ศุภชัย กล่าวทาบทามด้วยว่า หากลุงป้อม สนใจร่วมงานในวงการบันเทิง ก็พร้อมเปิดโอกาสให้ทันที โดยลุงป้อมหัวเราะก่อนตอบว่า “ จะให้เล่นบทอะไร เล่นละครไม่ไหวแล้ว เป็นนักชิมดีกว่า“

ขณะที่ผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคระบุว่า รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมรับประทานอาหารกับลุงป้อม และยอมรับว่าร้านอาหารที่ลุงป้อมแนะนำล้วนอร่อย พร้อมเปิดเผยว่า ได้รับกำลังใจ และคำแนะนำจากลุงป้อมให้ยึดมั่นในความจริงใจและความซื่อสัตย์ โดยเมื่อได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้ว ต้องไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง

พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.45 น.

สับไม่ยั้ง! “วิชชั่นใหม่” ชี้การเมืองเก่าใช้เงินซื้ออำนาจ 50 ล้านต่อเก้าอี้ เปิดทางทุนผูกขาดโกยกำไร ทิ้งประชาชนจมหนี้ ย้ำ “การเงินไร้ดอกเบี้ย” พรรควิชชั่นใหม่คือคำตอบ

5 ก.พ.2569 นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายประเด็นยังสะท้อนการเมืองแบบเดิมที่หมุนวนอยู่กับ “อำนาจและผลประโยชน์” มากกว่าการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

นายพิเชษฐ กล่าวถึง กระแสวิพากษ์ในพื้นที่ภาคใต้เกี่ยวกับการกว้านซื้อตัว สส.ด้วยเม็ดเงินสูงถึงหัวละ 50 ล้านบาท รวมถึงการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอระงับการออกเสียงประชามติว่าเป็นเกมการเมืองที่มุ่งเตะถ่วงสถานการณ์และช่วงชิงความได้เปรียบทางอำนาจ มากกว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์อย่างแท้จริง

“การเมืองที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับการเข้าสู่อำนาจ คือรากเหง้าของความบิดเบี้ยวทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ เพราะเมื่ออำนาจทางการเมืองถูกซื้อขายด้วยเงิน การบริหารประเทศย่อมถูกบังคับให้ถอนทุนคืนให้กลุ่มทุน ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพและดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม จนหนี้สินกลายเป็นกับดักถาวรของคนไทย” นายพิเชษฐกล่าว

นายพิเชษฐย้ำว่า เงินจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ในเกมการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่สะท้อนถึงระบบการเงินที่เอื้อให้ทุนผูกขาดสะสมกำไร ขณะที่ประชาชนฐานรากต้องจมอยู่กับหนี้สิน พร้อมชี้ว่า พรรควิชชั่นใหม่จึงเสนอแนวคิด “การเงินไร้ดอกเบี้ย” เพื่อทำลายวงจรอำนาจ–ทุน–หนี้ และเตือนว่าการแข่งขันแจกเงินโดยไม่คำนึงถึงฐานะการคลัง อาจนำประเทศไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว

สำหรับกรณีการยื่นฟ้องเพื่อขอระงับการออกเสียงประชามติ นายพิเชษฐมองว่าเป็นการชิงจังหวะทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนเสียโอกาส พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่หลายพรรคการเมืองแข่งขันกันเสนอนโยบายแจกเงิน ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานร้อยละ 70 และสร้างความกังวลให้ภาคเอกชน พรรควิชชั่นใหม่กลับเลือกเสนอแนวทางที่ไม่เพิ่มภาระการคลังของประเทศในระยะยาว

“บางพรรคคุยเรื่องกติกาอำนาจ บางพรรคคุยเรื่องกู้เงินมาแจกเพื่อคะแนนนิยม แต่พรรคเราคุยเรื่อง ‘การเงินที่ยั่งยืน’ การเข้าถึงแหล่งทุนแบบไร้ดอกเบี้ยคือการเสริมพลังให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้จริง โดยไม่ผลักภาระหนี้ไปให้ประเทศในอนาคต”นายพิเชษฐกล่าว

นายพิเชษฐ ยังแสดงความห่วงใยต่อบรรยากาศการเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย รวมถึงปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาความโปร่งใส เพื่อให้ทุกคะแนนเสียง โดยเฉพาะของประชาชนฐานราก มีความหมายอย่างแท้จริง

“วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ อย่าให้ละครการเมืองหรือความผิดพลาดของระบบมาทำให้ประชาชนเสียสมาธิ พรรควิชชั่นใหม่พร้อมเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงให้คนตัวเล็ก เปลี่ยนคะแนนเสียงของท่านให้เป็นกฎหมายที่ปลดเปลื้องหนี้ และสร้างระบบการเงินที่ไม่มีใครต้องตกเป็นทาสดอกเบี้ยอีกต่อไป” นายพิเชษฐ กล่าว

นายกฯแถลงเอง จับบุหรี่เถื่อนหาดใหญ่ เลี่ยงภาษีพันล้าน โยงผู้สมัครส.ส.พรรคดังร่วมแก๊ง

นายกฯแถลงเอง จับบุหรี่เถื่อนหาดใหญ่ เลี่ยงภาษีพันล้าน โยงผู้สมัครส.ส.พรรคดังร่วมแก๊ง

นายกฯแถลงเอง จับบุหรี่เถื่อนหาดใหญ่ เลี่ยงภาษีพันล้าน โยงผู้สมัครส.ส.พรรคดังร่วมแก๊ง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.35 น.

“นายกฯ” ลงหาดใหญ่ ด่วน  แถลงข่าว จับบุหรี่เถื่อน 20 ล้านมวน ชี้ทำรัฐสูญรายได้กว่าพันล้าน  อึ้ง! โยงผู้สมัคร สส. จากพรรคดัง

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 14.00 น.  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยรองอธิบดีกรมการปกครอง ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อน ในพื้นที่ จ.สงขลา ทั้งหมด 4 จุด ตามหมายค้นศาลจังหวัดสงขลา ณ ที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ก.พ.69 พนักงานฝ่ายปกครองได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดสงขลา เพื่อเข้าตรวจสอบสถานที่เป้าหมายในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งผลการปฏิบัติการพบของกลางเป็นบุหรี่หนีภาษี จำนวนกว่า 2,000 ลัง คิดเป็น 20,000,000 มวน (ยี่สิบล้านมวน) และสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 14 ราย

ทั้งนี้จากการประเมินมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้น พบว่ารัฐต้องสูญเสียรายได้ไปมากกว่า 67 ล้านบาท และค่าปรับทางภาษีมากกว่า 1,000 ล้านบาท  โดยได้ยึดรถที่ใช้ในการกระทำความผิดจำนวน 11 คัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ดังนี้

1. มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ตามมาตรา 203 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

2. ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ตามมาตรา 204 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

3. นำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเคลื่อนย้ายของออกไปจากยานพาหนะ คลังสินค้าทัณฑ์บน โรงพักสินค้า ท่าเรือรับอนุญาต หรือเขตปลอดอากร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร ตามมาตรา 242 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560

4. ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิด ตามมาตรา 246 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560
และได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ สภ.ทุ่งลุง และ สภ.คลองหอยโข่ง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม การจับกุมบุหรี่เถื่อนรายใหญ่ครั้งนี้ มีผู้ต้องหา 14 รายอยู่ในเครือข่าย “เจ๊แมว” และมีหุ้นส่วนเป็นผู้สมัคร สส. ในจังหวัดสงขลา ซึ่งมีอักษรย่อ “บ.”  จากพรรคการเมืองดังด้วย
 

ผบ.ฉก.อรัญฯ สั่งเข้มชายแดน! พร้อมรับมือทุกสถานการณ์-ตอบโต้ขั้นสูงสุด

ผบ.ฉก.อรัญฯ สั่งเข้มชายแดน! พร้อมรับมือทุกสถานการณ์-ตอบโต้ขั้นสูงสุด

ผบ.ฉก.อรัญฯ สั่งเข้มชายแดน! พร้อมรับมือทุกสถานการณ์-ตอบโต้ขั้นสูงสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.02 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พาสื่อมวลชนทั้งสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ ลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อดูผลการปฎิบัติการทางทหารในการทวงคืนอธิปไตยไทย โดยได้ไปดูพื้นที่ ซึ่งเดิมทีชาวกัมพูชาเคยสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย แต่ภายหลังการปฎิบัติการทางทหาร ฝ่ายทหารไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ และรื้อถอนทำลายบ้านเรือนชาวกัมพูชาจนหมดสิ้น จำนวน 42 หลัง และเพิงอีก 6 หลัง รวม 48 หลัง

พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ได้รายงานสถานการณ์ว่า การปะทะรอบล่าสุดเราสามารถยึดคืนพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วได้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งความยากของพื้นที่นี้ คือพื้นที่ปฏิบัติการไม่ได้กว้างมาก มีความยาว 270 เมตร กว้าง 350 เมตร เพียงแต่ขณะนั้น เมื่อยึดคืนพื้นที่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ เนื่องจากจะถูกระดมยิงจากฝ่ายกัมพูชา จึงมีการขอถอนกำลังไปอยู่ในที่มั่นที่แข็งแรง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงระหว่างไทยกับกัมพูชา ในห้วงเวลาของการหยุดยิง แต่สุดท้ายแล้วเราก็สามารถควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมสถาปนาความมั่นคง โดยปัจจุบันได้มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง พร้อมกับวางตู้คอนเทนเนอร์ควบคู่กันไป และมีการขุดคูเลต 3 แนว พร้อมนำรถถังมาเสริมความมั่นคง อีกทั้งมีการก่อสร้างถนนเพิ่มเติม

“ปัจจุบันมีความพร้อมแล้ว ที่จะปฏิบัติภารกิจในอนาคต หากมีการปะทะรอบที่ 3 หรือรอบที่เท่าไหร่ก็แล้วแต่ เรามีความพร้อม” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าว

พ.อ.ชัยณรงค์ ยังกล่าวยอมรับว่า มีความพยายามของชาวกัมพูชาที่จะเข้ามาในพื้นที่ แต่เราสามารถควบคุมตัวได้ โดยอ้างว่าจะเข้ามาเอาทรัพย์สินที่อยู่ภายในบ้าน จึงได้มีการจับกุมตัว ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดี

พ.อ.ชัยณรงค์ ยังชี้แจงถึงกระแสดรามา หลังที่ชาวกัมพูชานำรถทหารไทยไปทำคอนเทนต์ เนื่องจากว่า ในวันนั้น รถทหารคันดังกล่าวได้นำสิ่งของกระสอบทราย และรั้วลวดหนามหีบเพลงมาส่ง เพียงแต่รถวิ่งเร็ว และเลยพื้นที่ จึงส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชายิงตอบโต้เข้ามา ผู้ขับรถจึงต้องสละรถเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งจากนี้เราจะใช้วิธีการเจรจาต่อรองเพื่อนำอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ของกองทัพกลับคืนมา

ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาขณะนี้ ก็มีการขุดคูเลตเสริมสร้างความมั่นคงเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้มีความแข็งแรง เทียบเท่ากับถนน K5 และมีการขุดคูเลตที่มีลักษณะซิกแซ็ก ซึ่งคาดว่า เกิดจากความกังวลว่า ทหารไทยจะลุกเข้าไปถึงพื้นที่

ทั้งนี้ ในพื้นที่หนองหญ้าแก้ว โอกาสที่กัมพูชาจะนํากําลังเข้ามาปฏิบัติต่อฝ่ายเราค่อนข้างยาก เพราะในพื้นที่ตั้งมั่น มีที่ตั้งรับแข็งแรง และมีกําลังทหารราบยานเกราะทั้งกองพัน แต่เราก็ไม่ประมาท ได้เตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี หากเขาบุกเข้ามา ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า เรามีความเตรียมพร้อม

จากนั้นได้ลงพื้นที่ไปดูแนวรั้วลวดหนาม และตู้คอนเทนเนอร์ รวมไปถึงไปดูบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการปะทะ ซึ่งเป็นบ้านที่เพิ่งก่อสร้างได้ไม่นาน ที่เตรียมสร้างไว้เพื่อให้ลูกอยู่ เพราะลูกเพิ่งเกิดได้เพียง 10 เดือน แต่ก็ได้รับความเสียหาย

ด้าน นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง กล่าวถึงการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า สำหรับบ้านที่ได้รับความเสียหายไม่เกิน 49,500 บาท ทางอำเภอได้ดำเนินการจ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2569 ส่วนหลังที่เกิน 49,500 บาท ทางกองทุนสำนักนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินมาแล้ว พรุ่งนี้จะเชิญผู้ที่ได้รับความเสียหายเกินจาก 49,500 บาท มาร่วมประชุมที่อำเภอ แล้วจะแจ้งหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน และพร้อมจ่ายเงินตามที่ได้ประเมินไว้

พร้อมยืนยันว่า จ่ายตามความเสียหายจริงที่ได้รับการประเมินไว้ สำหรับบ้านหลังที่เกิน 230,000 บาท มีด้วยกัน 10 หลัง ซึ่งก็มีงบประมาณจากเหล่ากาชาดจังหวัด และในส่วนที่ทางจังหวัดขอเพิ่มเติมไป ก็ได้รับการจัดสรรมาตามนั้น

ส่วนพรุ่งนี้เรียกประชาชนมาพูดคุยรายละเอียดเรื่องหลักเกณฑ์ คาดว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ นายอำเภอโคกสูง กล่าวว่า ถ้าพูดคุยเรื่องหลักเกณฑ์เสร็จ คาดว่าสัปดาห์หน้าก็จ่ายเงินให้กับผู้ได้รับผลกระทบได้ ส่วนจ่ายเป็นก้อน หรือจ่ายเป็นงวด ให้รอฟังจาก ปภ.จังหวัด

สำหรับประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายเรื่องที่อยู่อาศัย ตอนนี้จัดสรรให้เขาอยู่อย่างไร ให้อย่างไร นายอำเภอโคกสูง กล่าวว่า เท่าที่ตรวจสอบเขาอยู่กับญาติพี่น้อง และรอที่จะทำบ้านหลังใหม่ ถ้าเงินมาก็จะรีบดำเนินการ

ส่วนที่ทางการจีนบริจาคสิ่งของช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ของเหล่านั้นมาถึงพื้นที่แล้วหรือไม่ นายอำเภอโคกสูง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานจาก ปภ.จังหวัด

ส่องบรรยากาศการหาเสียง 4 ภาควันนี้ แกนนำพรรคประชาชน ลงพื้นที่รัวๆ ก่อนวันปราศรัยใหญ่

ส่องบรรยากาศการหาเสียง 4 ภาควันนี้ แกนนำพรรคประชาชน ลงพื้นที่รัวๆ ก่อนวันปราศรัยใหญ่

ส่องบรรยากาศการหาเสียง 4 ภาควันนี้ แกนนำพรรคประชาชน ลงพื้นที่รัวๆ ก่อนวันปราศรัยใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.00 น.

ปชน. กระจายกำลังทั่วไทยส่งท้ายคาราวานประชาชน “ศิริกัญญา-พิธา-ปิยบุตร-วิโรจน์” แท็กทีมใหญ่ปราศรัยขอนแก่น “ธนาธร” เคลื่อนไปฉะเชิงเทรา “พิจารณ์-ช่อ” ปราศรัยสมุทรสงครามเย็นนี้ “โรม” ลุยหาเสียงแม่ฮ่องสอน   

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 คาราวานรถแห่เลือกอนาคตของพรรคประชาชนเดินหน้าต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 หลังจากคาราวานสายภาคใต้และสายภาคเหนือสิ้นสุดลง คงเหลือจำนวน 4 สายในวันนี้ ทุกสายได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีประชาชนโบกมือทักทาย นำอาหารและเครื่องดื่มมาให้เพื่อเป็นกำลังใจ

สำหรับคาราวานสายอีสานใต้ “คมแฝก” เดินทางไปที่จังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ก่อนที่ช่วงเย็นจะมารวมกับคาราวานสายอีสานเหนือ “นายฮ้อยทมิฬ” ที่จังหวัดขอนแก่นเพื่อปราศรัยใหญ่ที่ตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ของพรรคประชาชน, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียง

ด้านคาราวานภาคตะวันออก “ลูกน้ำเค็ม” นำโดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียง เดินทางไปที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส. ช่วงหนึ่ง นายธนาธรได้พบประชาชนหลากหลายกลุ่มที่นำอาหารมามอบให้เป็นกำลังใจ ประชาชนคนหนึ่งกล่าวกับนายธนาธรด้วยความตื้นตันว่า ติดตามมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ครั้งนี้ขอให้ไปได้ไกล 

ขณะที่คาราวานภาคกลาง “มนต์รักลูกทุ่ง” นำโดย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรค ช่วงเช้าเดินทางไปที่จังหวัดสมุทรสาครเพื่อช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส. โดย นายพิจารณ์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง 2566 ประชาชนมอบความไว้วางใจให้พรรคก้าวไกลมาแล้ว ครั้งนี้ขอความไว้วางใจอีกครั้ง เลือกพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบให้ถล่มทลายเพื่อให้เรามีเสียงมากเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลประชาชน ทั้งนี้ ช่วงเย็นจะมีการปราศรัยที่ลานหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นำโดย นายพิจารณ์, นายกรุณพล และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียง  

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เดินทางไปที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส. ของพรรคทั้ง 2 เขต ช่วงเช้าไปที่ อ.เมือง และช่วงบ่ายไปที่ อ.แม่สะเรียง โดยขึ้นรถแห่รอบเมือง มีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาขอถ่ายรูปอย่างคึกคัก ทำให้คาราวานของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถเดินทางไปครบ 77 จังหวัดก่อนปิดท้ายที่เวทีปราศรัยใหญ่ ณ ศูนย์เยาวชน ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพมหานครในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569