จับตา ข้อเรียกร้องเลื่อนเลือกตั้ง 8 กพ หลัง สนธิญา ยื่น กกต สอบปมพิรุธงบ 450 ล้านบาท

จับตา ข้อเรียกร้องเลื่อนเลือกตั้ง 8 กพ หลัง สนธิญา ยื่น กกต สอบปมพิรุธงบ 450 ล้านบาท

จับตา ข้อเรียกร้องเลื่อนเลือกตั้ง 8 กพ หลัง สนธิญา ยื่น กกต สอบปมพิรุธงบ 450 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.55 น.

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้พิจารณาเลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ออกไป 1-2 เดือน  พร้อมระบุเหตุผลว่าส่วนตัวรู้สึกไม่สบายใจเพราะการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งไม่มีประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. โดยบางพื้นที่เจ้าหน้าที่แจ้งกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ว่า ผู้สมัครถูกถอนชื่อ และยังมีการจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้งผิดพลาด สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริต 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรูปแบบการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ที่จะมีการออกเสียงลงประชามติด้วย ทำไมถึงไม่ให้บัตร 3 ใบพร้อมกัน เพราะเกรงว่าผู้มีสิทธิออกเสียง โดยเฉพาะสูงอายุจะสับสน เกิดความวุ่นวาย และรัฐธรรมนูญก็ได้ระบุไว้ว่า การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยลับ แต่หากในหน่วยเลือกตั้งมีการเดินสวนกันไปมาระหว่างผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส. กับผู้ออกเสียงประชามติ ก็จะส่งผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ และไม่สุจริต เที่ยงธรรม 

สนธิญา

ขณะเดียวกัน กกต. ได้ยื่นคำร้องศาลฎีกา ให้ตัดสิทธิ์ผู้สมัคร สส. รวมประมาณ 28-30 ราย ซึ่งหากศาลมีคำสั่งให้ตัดสิทธิ์จริง ในส่วนนี้หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรค ที่เป็นผู้ลงนามให้สมัคร สส. ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะใช้เอกสารเท็จ และประมาทเลินเล่อ ทำให้ระบบราชการเสียหาย เป็นการทำผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองและฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ดังนั้นหัวหน้าพรรคที่ผู้สมัคร สส.ถูกศาลพิพากษาสิทธิ ต้องถูกยื่นตรวจสอบจริยธรรม   เพราะหากเข้าไปเป็นรัฐบาล ก็จะกลายเป็นรัฐบาลสีเทา สีดำ 

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เกี่ยวกับการเบิกเงินสดผิดปกติ 2 ครั้ง รวม 450 ล้านบาท โดยเน้นเป็นธนบัตรย่อย ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ และส่วนตัวได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้ร่วมตรวจสอบกับ ธปท. แล้ว ว่า มีการถอนเงินมากี่ครั้ง แล้วนำไปใช้ทำอะไรเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางการเมืองหรือไม่ แต่นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า สามารถเตรียมเงินได้ แต่อย่าซื้อเสียงนั้น ถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้ว และขาดคุณธรรมจริยธรรม 

สนธิญา

นายสนธิญา ระบุว่าส่วนตัวอยากให้ กกต. ดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง และตรวจสอบทุกเรื่องข้างต้นโดยละเอียด เพราะเชื่อว่า หาก กกต. ไม่ดำเนินการ พรรคการเมืองและบุคคลที่เสียสิทธิ์ รวมถึงตนเองก็จะดำเนินการฟ้องร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ และอาจเป็นจนทำให้การเลือกตั้งล่าช้า และเสียงบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาทไปโดยใช่เหตุ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นแล้วใครจะรับผิดชอบ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ออกไปก่อน พร้อมยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้มีอคติกับ กกต. แต่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม ซึ่งการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปอาจจะเป็นการเสียเงินงบประมาณเพิ่มเติมก็เสียน้อยมาก เพราะ กกต. สามารถประกาศได้เลย ว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนมีนาคมหรือเมษายน 

นายสนธิญา ยังเปิดเผยข้อมูลการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร  โดยอ้างว่า มีการจดชื่อประชาชนในพื้นที่ไป แต่ยังไม่ได้แจกเงิน เพราะส่วนตัวได้ไปแจ้งข้อมูลกับ กกต.ฝ่ายสอบสวนในเขตพื้นที่แล้ว ทำให้เกิดการป้องปราม จึงยังไม่กล้าแจก แต่ยอมรับว่าส่วนตัวมีความกังวลว่าก่อนถึงวันเลือกตั้ง 1 วัน หรือในช่วงเช้าของวันเลือกตั้ง จะมีการตระเวนแจกเงิน ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลแล้วไม่ต่ำกว่า 2 พรรค ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว โดยซื้อเสียงหัวละตั้งแต่ 200-500 บาทต่อหัว 

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ ก้องเกียรติ ผู้สมัคร สส.กล้าธรรม ชี้ขาดคุณสมบัติ เหตุเคยโดนคดีลักทรัพย์

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ ก้องเกียรติ ผู้สมัคร สส.กล้าธรรม ชี้ขาดคุณสมบัติ เหตุเคยโดนคดีลักทรัพย์

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ ก้องเกียรติ ผู้สมัคร สส.กล้าธรรม ชี้ขาดคุณสมบัติ เหตุเคยโดนคดีลักทรัพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.42 น.

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิ์ บิ๊กโอ ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีฯ กธ. อีกรายชี้เคยต้องโทษจำคุกขาดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง  สนามหลวงศาลได้มีคำวินิจฉัยคดีดำที่ ลต.สขข. 16/2569 คดีแดงที่ ลต.สขข. 20/2569 คดีที่คณะกรรมการเลือกตั้งถอนชื่อ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือโอ ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 7 พรรคกล้าธรรม (กธ.)  ออกจากการประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จากกรณีที่นายก้องเกียรติ เคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีความผิดฐานลักทรัพย์ คดีถึงที่สุด นายก้องเกียรติจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12)

คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ตามรายชื่อที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ประกาศ ต่อมานายสมคิด หวานเหลือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้คัดค้านมีคำวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เพราะเหตุที่ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ความผิดฐานลักทรัพย์ และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12)

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของผู้คัดค้านดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากหนังสือของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ระบุว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ขัดแย้งกับหนังสือของกรมคุมประพฤติ เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและออกหนังสือรับรองประวัติการคุมประพฤติ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ระบุว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 65/2552 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เพียงเท่านั้น พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านรับฟังมาไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 257/2569 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 และขอให้เพิ่มชื่อผู้ร้องในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.นครศรีธรรมราชด้วย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เนื่องจากผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3677/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา คดีถึงที่สุดแล้ว คำวินิจฉัยของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายแล้วขอให้ยกคำร้อง

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) ซึ่งบัญญัติห้ามบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา สมัครรับเลือกตั้ง

จากการพิจารณาคำร้อง คำคัดค้าน เอกสารประกอบ และการไต่สวนพยาน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องคือ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ เคยถูกดำเนินคดีอาญาที่ 1462/54 ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และต่อมาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,500 บาท โดยรอการลงโทษจำคุก 2 ปี และให้คุมความประพฤติ ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่าตนเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีดังกล่าว เนื่องจากเอกสารบางส่วนถูกทำลาย และมีหนังสือของกรมคุมประพฤติที่ปรากฏเพียงประวัติคดีอื่น แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลจากสถานีตำรวจ ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งข้อมูลทะเบียนราษฎร เลขประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด และคำเบิกความของผู้ร้องเองแล้ว เห็นว่าข้อมูลทั้งหมดสอดคล้องต้องตรงกันว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงมีคำวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 7 จ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม โดยชอบด้วยกฎหมาย

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ฉลอง ผู้สมัคร สส. กล้าธรรม เขต 13 โคราช เคยต้องโทษจำคุก พ.ร.บ.ป่าไม้

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ฉลอง ผู้สมัคร สส. กล้าธรรม เขต 13 โคราช เคยต้องโทษจำคุก พ.ร.บ.ป่าไม้

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ฉลอง ผู้สมัคร สส. กล้าธรรม เขต 13 โคราช เคยต้องโทษจำคุก พ.ร.บ.ป่าไม้

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.30 น.

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งถอนชื่อ ฉลอง ผู้สมัคร สส.กธ.เขต13 โคราชออกจากผู้สมัคร สส.เคยต้องโทษจำคุก3ปีเศษปี60 ผิดพ.ร.บ.ป่าไม้

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 256ผู้สื่อข่าวรายงายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลได้อ่านคำสั่งคดีหมายเลขคดีดำ ลต สสข10/2569คดีแดงลต สสข12/2569ระหว่างผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมาผูู้ร้อง กับนายฉลอง เเสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้สมัคร สส.เขต13 พรรคกล้าธรรม(กธ) จ.นครราชสีมา ผู้คัดค้าน เรื่องขอให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

โดยผ้ร้องยื่นคําร้องและแก้ไขคําร้องว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตัง ต่อมาผู้ร้องตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้คัดค้าน ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจ๋าคุกในคดีความผิดต่อพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้ฯตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1821/2558ของศาลจังหวัดสีคิ้ว พ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560ซึ่งยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง  

ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

จึงขอให้ศาลถอนชื่อผู้คัดค้านออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมา 

ผู้คัดค้านไม่ยื่นคําคัดค้านโดยในวันนัดพร้อม ผู้คัดค้านแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านได้กระทําความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้ ได้รับโทษจําคุก 3 ปี4เดือน 15 วัน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2764/2558 ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560โดยไม่คัดค้านคําร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาคําร้อง  และคําแถลงของผู้คัดค้านในวันนัดพร้อมแล้ว เห็นว่าคดีไม่จําเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐานให้งดการไต่สวน

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อนายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้ค้ดค้านเป็น ผู้สมัครรับเลือกตังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที 13จ.นครราชสีมา ของพรรคกล้าธรรม แต่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจําคุก3 ปี 4 เดือน 15 วัน  ในความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติและความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้  ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6ธันวาคม 2560

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (7) และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42บัญญัติทํานองเดียวกันว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษาฎร โดย เคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษ  มายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ” 

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านได้รับโทษจําคุก 3 ปี 4เดือน 15 วัน ในความผิด ต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อ พ ร.บ.ป่าไม้ ตามคําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้คัดค้านพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 จึงเป็นกรณี ที่ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมีให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (7) และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (9)

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงมีคําสั่งให้ถอนชื่อนายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้คัดค้าน ออกจากประกาศรายชือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตังที 13 จ.นครราชสีมาของพรรคกล้าธรรม

รัฐไม่ใช่ที่ทดลอง ส่องฉากทัศน์ พรรคส้ม ในมุมมอง ดร.สุวินัย

รัฐไม่ใช่ที่ทดลอง ส่องฉากทัศน์ พรรคส้ม ในมุมมอง ดร.สุวินัย

รัฐไม่ใช่ที่ทดลอง ส่องฉากทัศน์ พรรคส้ม ในมุมมอง ดร.สุวินัย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.20 น.

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2669 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียน และอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล : ฉากทัศน์ของรัฐไทยภายใต้อัตวิสัยนิยมทางการเมือง

ให้โอกาสผมนะครับ
ผมไม่เคยขับเครื่องบินมาก่อนในชีวิต
พี่ให้โอกาส ผมสักครั้งนะครับ
ถ้าไม่ดี พี่ค่อยไล่ผมลง
ผมไม่เคยผ่าตัดมาก่อนในชีวิต
พี่เป็นรายแรก ลองดูนะครับ
ถ้าไม่ดี คราวหน้าผมจะไม่ผ่าอีก
ผมไม่เคยเป็นรัฐบาลมาก่อน
ให้โอกาสผมสักครั้งนะครับ
ถ้าไม่ดี คราวหน้าไม่ต้องเลือกผม

บทนำ : คำถามที่ไม่เกี่ยวกับความชอบหรือไม่ชอบพรรคส้ม
คำถามเดียวที่บทความนี้ตั้งคือ
ถ้ากรอบคิดแบบพรรคส้มได้อำนาจรัฐ
โครงสร้างของประเทศจะตอบสนองอย่างไร?
เพราะรัฐ
ไม่ใช่เวทีแสดงเจตนาดี
และไม่ใช่พื้นที่ทดลองความถูกต้องทางศีลธรรม
รัฐคือระบบ
และทุกระบบตอบสนองต่อ “โครงสร้างอำนาจ” ไม่ใช่ “ความตั้งใจ”

1. จุดตั้งต้นของหายนะ : เมื่อกรอบคิดของพรรคส้มไม่รับรู้ข้อจำกัดของระบบ
กรอบคิดหลักของพรรคส้ม
ไม่ได้ตั้งอยู่บนตรรกะการจัดการระบบ
แต่ตั้งอยู่บน 主体論 (จู่ถี่หลุ่น) หรืออัตวิสัยนิยมทางการเมือง
ซึ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ถ้าเราอยู่ข้างประชาชน
ถ้าเราท้าทายอำนาจเก่า
การตัดสินใจของเราย่อมชอบธรรมโดยนิยาม”
ปัญหาไม่ใช่ศีลธรรม
แต่คือ ญาณวิทยา
เพราะรัฐ
ไม่เคยถามว่าผู้ปกครอง “ตั้งใจดีแค่ไหน”
รัฐถามเพียงว่า
การตัดสินใจนั้นทำให้ระบบเดินต่อหรือไม่?

2. วันแรกที่พรรคส้มได้เป็นรัฐบาล : เงินยังไม่หนี แต่ ‘ความเชื่อมั่น’ เริ่มรั่ว
ในช่วงแรก
จะไม่มีวิกฤตทันที
ตลาดไม่พังในหนึ่งสัปดาห์
เงินไม่ไหลออกในหนึ่งเดือน
แต่สิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นทันทีคือ
ผู้มีอำนาจเชิงโครงสร้าง “หยุดรอดู”
– ทุนใหญ่ชะลอการลงทุน
– ข้าราชการระดับบนเข้าสู่โหมดป้องกันตัว
– หน่วยงานความมั่นคงเริ่มประเมินความเสี่ยงเชิงอุดมการณ์
ไม่ใช่เพราะ “ต่อต้านประชาธิปไตย”
แต่เพราะ ไม่สามารถล่วงรู้เจตนาของรัฐบาลพรรคส้มที่ชูธงอัตวิสัยนิยมทางการเมืองได้
รัฐไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
แต่รัฐกลัวการเปลี่ยนแปลงที่ “ไม่มีกรอบหยุด”

3. ระบบราชการเกียร์ว่าง : ความเงียบที่ทำลายประเทศ
พรรคส้มเชื่อว่า
ระบบราชการคือ “อำนาจเก่า”
แต่ความจริงคือ
ระบบราชการคือ ระบบประสาทของรัฐ
เมื่อข้าราชการรับรู้ว่า
การโต้แย้งเชิงเทคนิค = ไม่ยืนข้างประชาชน
การชะลอ = สมรู้ร่วมคิด
ความระมัดระวัง = ขวางการปฏิรูป
ผลลัพธ์จะเป็นอย่างเดียว
ไม่ทำอะไรเลย คือทางรอดที่ปลอดภัยที่สุด
รัฐไม่ล่ม
แต่รัฐ “หยุดทำงาน”
นี่คือจุดเริ่มต้นของ Lost Decade
ไม่ใช่ด้วยเสียงปืน
แต่ด้วยความเงียบ

4. ทุนหนีไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะอ่านเกมออก
ทุนไม่รักใคร
ทุนอ่านโครงสร้าง
เมื่อเห็นว่า
นโยบายขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ทางศีลธรรม
กติกาเปลี่ยนตามกระแสโซเชียล
ความผิดพลาดไม่เคยถูกยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด
ทุนจะไม่เผชิญหน้า
แต่จะ ค่อย ๆ ถอนตัว
ไม่ใช่การหนีแบบแตกตื่น
แต่เป็นการ “ไม่กลับมา”
ประเทศจึงไม่พังทันที
แต่กลวงจากข้างใน

5. รัฐสูญเสียการผูกขาดการรับรู้
พรรคส้มเชี่ยวชาญการเมืองแบบอัลกอริทึม
การสร้างอารมณ์ 
การจัดเฟรมศีลธรรม 
การแบ่งโลกเป็น “ฝ่ายถูก–ฝ่ายผิด”
เมื่อได้อำนาจรัฐ
เครื่องมือเดียวกันนี้จะย้อนกลับมาทำลายรัฐเอง
เพราะ
รัฐต้องการความซับซ้อน
อัลกอริทึมต้องการความง่าย
นโยบายต้องการความอดทน
โซเชียลต้องการความโกรธ
รัฐจะถูกบังคับให้ตัดสินใจ
เพื่อเอาใจ “เสียงดัง” ไม่ใช่ “ความจริง”
นี่คือจุดที่ อำนาจรัฐ ละลายลงในอารมณ์มวลชน

6. ทุนเทา : ผู้ชนะที่แท้จริงของรัฐศีลธรรม
ในรัฐที่ศีลธรรมถูกใช้เป็นอาวุธ
ทุนโปร่งใสจะถอย
ทุนที่ต้องการกติกาจะหาย
เหลือเพียงทุนที่ “ไม่สนกติกา”
ทุนเทา
ไม่ต้องการความมั่นคงเชิงนโยบาย
ไม่ต้องการระบบ
และไม่แคร์ภาพลักษณ์
รัฐที่อ่อนแอทางโครงสร้าง
แต่มั่นใจทางศีลธรรม
คือสวรรค์ของทุนเทา
นี่คือความย้อนแย้งที่จะเกิดขึ้นแน่
เพราะทุนเทาจะยิ่งโตอย่างก้าวกระโดด ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพรรคส้ม

7. ความมั่นคง : รัฐที่ไม่สามารถคาดเดาตนเองได้
ในสายตาภายนอก
รัฐบาลพรรคส้มจะถูกมองว่า
คาดเดายาก
เปลี่ยนจุดยืนเร็ว
ขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันภายใน
ประเทศแบบนี้
ไม่ใช่เป้าหมายการรุกราน
แต่เป็น พื้นที่ให้มหาอำนาจทดลองอิทธิพล
รัฐไม่ได้เสียเอกราช
แต่เสีย “น้ำหนัก” ในการยืนหยัดเรื่องอธิปไตย

8. Point of No Return : สิ่งที่ย้อนกลับไม่ได้
ปัญหาที่อันตรายที่สุดคือ
ความเสียหายเชิงโครงสร้าง ที่ไม่สามารถย้อนกลับด้วยการเลือกตั้ง
เมื่อ
ระบบราชการเรียนรู้ว่า “อย่าคิด”
ทุนเรียนรู้ว่า “อย่ากลับมา”
คนรุ่นใหม่เรียนรู้ว่า “ความถูกต้องสำคัญกว่าผลลัพธ์”
ประเทศจะไม่พังในรัฐบาลพรรคส้มรัฐบาลเดียว
แต่จะ “ติดหล่ม” ยาวนานเป็นสิบปี
เหมือนหลายประเทศที่ฟื้นไม่ได้
แม้เปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็ตาม

○ บทสรุป : นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่คือสมการ
บทความนี้
ไม่ใช่คำทำนาย
ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ
และไม่ใช่คำขู่ให้กลัว
แต่มันคือ ตรรกะของระบบ
ประเทศไทย
อาจอยู่รอดจากรัฐบาลที่ทุจริต
อาจอยู่รอดจากรัฐบาลไร้วิสัยทัศน์
แต่ อาจไม่รอดจากรัฐบาลที่มั่นใจในตนเอง
จนไม่ยอมให้โลกจริงมีสิทธิ์เถียง
ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล
สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่เผด็จการ
แต่คือ รัฐที่ค่อย ๆ หมดความสามารถในการปกครองตนเอง
และเมื่อถึงจุดนั้น
ประวัติศาสตร์จะไม่ย้อนกลับมาให้เลือกใหม่อีกครั้ง

ไตรศุลี ยันไม่มีการปะทะ! ชี้ไฟไหม้ทำระเบิดเขมรลั่นเอง จี้จัดการด่วน

ไตรศุลี ยันไม่มีการปะทะ! ชี้ไฟไหม้ทำระเบิดเขมรลั่นเอง จี้จัดการด่วน

ไตรศุลี ยันไม่มีการปะทะ! ชี้ไฟไหม้ทำระเบิดเขมรลั่นเอง จี้จัดการด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.27 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีรายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า เกิดเหตุฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม.จำนวน 1 ลูก ตกลงในพื้นที่พลาญหินแปดก้อน โดยกระสุนตกบริเวณด้านปีกขวาของฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่อกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ โดยกำลังพลทุกนายปลอดภัย ขณะที่หน่วยที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ล่าสุด น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไฟไหม้ แล้วไปโดน ระเบิดที่วางไว้ อยู่หน้าแนว ไม่มีการปะทะกัน ค่ะ # กัมพูชาต้องจัดการระเบิดตัวเองด้วย”

‘คุณหญิงกัลยา’ ลุยเยาวราช ยายโผกอดน้ำตาคลอขอให้เป็นตัวแทนเข้าไปทำงานในสภาฯ

'คุณหญิงกัลยา' ลุยเยาวราช ยายโผกอดน้ำตาคลอขอให้เป็นตัวแทนเข้าไปทำงานในสภาฯ

‘คุณหญิงกัลยา’ ลุยเยาวราช ยายโผกอดน้ำตาคลอขอให้เป็นตัวแทนเข้าไปทำงานในสภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ขอโอกาสไทยก้าวใหม่! ‘คุณหญิงกัลยา’ ลุยเยาวราช ยายโผกอดน้ำตาคลอขอให้เป็นตัวแทนเข้าไปทำงานในสภาฯ รับปากหากเป็นรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ชู กองทุน 2 หมื่น ต่อลมหายใจ SMEs ช่วยเศรษฐกิจฐานรากเดินต่อ

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2569  ที่ตลาดเก่าเยาวราช กทม.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ผู้สมัคร สส. พรรคไทยก้าวใหม่ ประกอบด้วย ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ และ น.ส.อภิชชยา เทพโสธร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย นายกานต์ กิตติอำพน ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 1 เขตพระนคร, เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย, เขตสัมพันธวงศ์, เขตดุสิต (ยกเว้น แขวงถนนนครไชยศรี), เขตบางรัก หมายเลข 16 หาเสียงที่ตลาดเก่าเยาวราช พบปะพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย โดยคุณหญิงกัลยา พูดคุยกับประชาชนทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาท้องถิ่นอีสาน เนื่องจากตลาดเยาวราช เป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรม ผู้คนในพื้นที่มีอัตลักษณ์ที่หลากหลาย ทั้งคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้าต่างสะท้อนตรงกันถึงปัญหาเศรษฐกิจซบเซาในปัจจุบัน พร้อมฝากให้เข้าไปแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและประเทศต่อไป

ต่อมาคุณหญิงกัลยา เดินหาเสียงต่อโดยข้ามจากตลาดเก่ามาฝั่งตรงข้ามเพื่อเดินต่อไปยังสำเพ็ง ระหว่างทางพบกับยายแป๋ว อายุ 78 ปี ซึ่งขายขนมรถเข็นอยู่ในพื้นที่ ยายแป๋วได้โผเข้ากอด คุณหญิงกัลยา ทั้งน้ำตาพร้อมอวยพรให้คุณหญิงกัลยา ได้เข้าไปทำหน้าที่สภาฯ มั่นใจว่าคุณงามความดีและความซื่อสัตย์สุจริตที่ทำมาจะนำพาประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองได้แน่นอน

คุณหญิงกัลยา ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ว่า วันนี้ มีหลายคนเข้ามาทักทายบอกจำได้ บางคนบอกได้ลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่แล้ว ถือเป็นกำลังใจอย่างมากสำหรับคนทำงานการเมือง หลายคนสะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจการค้าขาย ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายที่จะช่วยผู้ค้าขายอิสระ และ SMEs ด้วยกองทุนช่วยเหลือ 2 หมื่นบาท ช่วยต่อลมหายใจให้คนทำงานด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เงื่อนไขเป็นธรรม เปลี่ยนหนี้นอกระบบเป็นเงินที่หายใจได้ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเดินต่อ

ส่วนประเด็นด้านการศึกษา คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องของเยาวชน แต่เป็นเรื่องปากท้อง เป็นเรื่องเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เรื่องของระบบแต่หมายถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะทักษะต่าง ๆ เพื่อให้คนทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ มีทางเลือกที่เพิ่มขึ้นสำหรับตลาดแรงงานของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้คนตกงานมีศักยภาพเพียงพอ มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานในยุคปัจจุบันได้

“ขอโอกาสให้พรรคไทยก้าวใหม่ในช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง ทั้ง สส. แบบแบ่งเขต และเลือกพรรคไทยก้าวใหม่เบอร์ 49 เพื่อมอบอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลาน และประเทศด้วยนโยบายด้านการศึกษาที่ทำได้จริง และทำได้เลย”คุณหญิงกัลยา กล่าว

เอ้ สุชัชวีร์ เอาบ้าง! หยิบกาโชว์ บอกอย่าลืมกาเบอร์ 49 ด้วย

เอ้ สุชัชวีร์ เอาบ้าง! หยิบกาโชว์ บอกอย่าลืมกาเบอร์ 49 ด้วย

เอ้ สุชัชวีร์ เอาบ้าง! หยิบกาโชว์ บอกอย่าลืมกาเบอร์ 49 ด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.00 น.

“เอ้ สุชัชวีร์”เอาบ้าง! หยิบกาโชว์ บอกอย่าลืมกาเบอร์ 49 ด้วย หลังลุยหาเสียงหลักสี่ ฝากถึง กกต.หากสุจริตเที่ยงธรรม ผลงานจะพิสูจน์เอง

5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เขตหลักสี่ กทม. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่หาเสียงในเขตหลักสี่ และเขตจตุจักร โดยเริ่มพบปะพี่น้องประชาชนที่ตลาดเช้าเคหะทุ่งสองห้อง และโรงเรียนเคหะทุ่งสองห้องวิทยา 1 ก่อนเดินทางต่อไปยังตลาดประชานิเวศน์ 1 เพื่อช่วย นายชญาพัฒน์ โปร่งปรีชา ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 8 หาเสียง บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดเช้าเคหะทุ่งสองห้องเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนเข้ามาทักทายนายสุชัชวีร์ พร้อมขอถ่ายภาพอย่างเป็นกันเอง

จากนั้น นายสุชัชวีร์ ได้แวะร้านขายเครื่องครัว หยิบกาต้มน้ำขึ้นมาโชว์ พร้อมปล่อยมุก “มาซื้อ ‘กา’ ร้านเจ๊ทิพย์ แล้วอย่าลืม ‘กา’ 49 นะครับ … นอนวันละ 2 ชั่วโมงก็อย่างนี้แหละครับ ขอบคุณครับ …” ทำให้ทั้งแม่ค้าและผู้สื่อข่าวมีรอยยิ้ม และเสียงเชียร์ไปเต็มๆ

นายสุชัชวีร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ กล่าวว่า กระแสตอบรับก็ดีมาก เพราะพรรคไทยก้าวใหม่เราเดินตลาดเช้าทุกวัน พ่อค้าแม่ค้าดีใจที่ได้เจอตัวจริง และหลายๆ คนก็บอกว่าเลือกอยู่แล้ว ได้กำลังใจทุกวันที่ไปเดิน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็เป็นวันชี้ชะตาจริงๆ ท่านต้องเลือกพรรคที่ทำการเมืองสร้างสรรค์ พรรคที่จะมาทำเรื่องของการศึกษา ตอนนี้การศึกษาไทยเราสู้เขาไม่ได้จริงๆ การศึกษาคือยาแก้จน การศึกษาคือปากท้องและเศรษฐกิจ และเดินตลาดจะเห็นหลายๆ ท่านมีลูกอยู่ข้างๆ ตัวด้วย เพราะฉะนั้นขอโอกาสพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ดูแลลูกหลานคนไทย ได้เรียนฟรีจริงๆ เรียนมีคุณภาพ ไม่เช่นน้้นเด็กไทยจะสู้เขาไม่ได้ และตนขออาสามาดูแลด้านการศึกษาไทยให้ประเทศไทยกลับมายืนหนึ่งอีกครั้ง หากแก้การศึกษาได้ทุกอย่างในประเทศจะดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาจากตลาดออกมาได้อย่างไรบ้าง นายสุชัขวีร์ กล่าวว่า แม่ค้าในตลาดก็บอกเป็นเสียงเดีนวกันว่า ตอนนี้ก็เงียบๆ ก็จะสะท้อนออกมาแบบนี้แทบจะทุกตลาด เพราะฉะนั้นนโยบายที่จะดูแลพ่อแม่พี่น้อง พ่อค้าแม่ค้าอาชีพอิสระคือ กองทุนไทยก้าวใหม่ 20,000 บาท เข้าถึงได้ทุกอาชีพอิสระ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ท่านสามารถนำไปใช้ก่อนได้ ดอกเบี้ยต่ำ จะได้ไม่ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ เพราะคนในตลาดบอกว่ากู้หนี้นอกระบบ 8 – 10% ตรงนี้ กองทุนไทยก้าวใหม่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้จริง

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า เชื่อว่าช่วงโค้งสุดท้ายจะมีการสาดโคลนกันในเรื่องของความขัดแย้งเป็นอย่างนี้มาตลอด 20 ปี ที่ตนเห็นมีการเลือกตั้งมา พี่น้องประชาชนไม่เบื่อหรือ สุดท้ายเป็นอย่างไรประเทศก็ถอยลงถอยลง ถ้าวันนี้ยังเลือกแบบแบบเดิมพิสูจน์แล้วว่า ประเทศก็เดินหน้าต่อไม่ได้ มันก้าวใหม่ไม่ได้จริงๆ หากเปิดหัวใจเปิดโอกาสให้พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคคนรุ่นใหม่มืออาชีพ ที่จะมาทำงานจริงๆ ให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะดูแลเรื่องการศึกษา ทุกท่านจะไม่ผิดหวัง

ส่วนกรณีที่เลขาฯ กกต.ออกมาบอกว่า หากไม่เชื่อมั่นใน กกต.ก็อย่าไปเลือกตั้ง นั้น นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนมองว่าอีกมุมหนึ่งก็ทำให้คนสนใจไปเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 กันมากยิ่งขึ้น จึงอยากเชิญชวนประชาชนให้ไปเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเป็นการชี้อนาคตของท่านและลูกหลานของท่าน เช่นเดียวกัน ตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ กกต.ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้

“ท่านไม่ต้องกลัว หากท่านเที่ยงธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ สุดท้ายแล้วผลงานของ กกต.จะพิสูจน์เอง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันเลือกตั้ง และต้องทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ดีที่สุด รวมถึงหลังการเลือกตั้งด้วยประชาชนจะได้ไม่เคลือบแคลง” นายสุชัชวีร์ กล่าว และว่า ตนเองรู้สึกมีความหวัง สังเกตว่าตนเองแทบไม่ได้นอนก็ยังสดชื่น เมื่อคืนไลฟ์สดคนติดตามดูเป็นแสน หลายคนบอกว่าควรจะเลือกเพราะอารมณ์และความขัดแย้ง แต่ตนเชื่อว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะไม่เลือกแบบนั้นแล้ว ประเทศถดถอย เศรษฐกิจตกต่ำ การศึกษาก็เหลือแค่สู้กับกัมพูชาและพม่าเท่านั้น คุณต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับการศึกษาจริงๆ เลือกคนไปเปลี่ยนประเทศ ท่านจะไม่ผิดหวัง และอีกเรื่องหนึ่งเรื่องภัยพิบัติ ช่วยเราไปหยุดน้ำท่วมซ้ำซากสักทีหนึ่ง

– 006

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ แถลงการณ์ปลุกกาไม่เห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ แถลงการณ์ปลุกกาไม่เห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ แถลงการณ์ปลุกกาไม่เห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.54 น.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ แถลงการณ์ปลุกกาไม่เห็นชอบประชามติ 8 ก.พ. ชี้เพื่อพิทักษ์รธน.-ผลประโยชน์ชาติ

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 ที่พีซทีวี ถนนรามอินทรา 40 กรุงเทพฯ กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ได้แถลงการณ์ เรื่อง การไม่ให้ความเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ ในประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 1 ง หน้า 1-2 ) ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันออกเสียงประชามติ  โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9(2) และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568

ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และได้มีการส่งเอกสาร ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แก่ประชาชน ซึ่งเอกสารดังกล่าวประกอบกับประเด็นการออกเสียงประชามติที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ก่อให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนเป็นอย่างยิ่งว่าจะออกเสียงประชามติอย่างไรและเพียงใด ทำให้มีพรรคการเมืองและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างชาติชี้นำการลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  เพื่อให้ประชาชนให้ความเห็นชอบด้วยการรณรงค์ด้วยการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จชี้นำการออกเสียงประชามติของประชาชน เช่น การกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากรัฐประหาร หรือกลไกการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาและองค์กรอิสระ

รวมทั้งการใช้อำนาจขององค์กรอิสระที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และมีอำนาจพิเศษของสมาชิกวุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีได้ เป็นต้น อีกทั้งการกล่าวว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวได้ เพราะกลไกของการแก้ไขเพิ่มเติมไม่สามารถแก้ไขได้ และจำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทั้งฉบับ

อีกทั้งไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดประเด็นที่ประสงค์จะมีการบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด อันเป็นการปิดบังเจตนาซ่อนเร้นของการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับที่มีความประสงค์จะเปลี่ยนหลักการในหมวดหรือเรื่องที่ต้องห้ามไม่แก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันได้แก่ หมวด 1 และหมวด 2 อันเกี่ยวกับรัฐ รูปแบบการปกครอง อำนาจอธิปไตย หลักการพื้นฐานของระบอบการปกครอง และสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ การใช้จ่ายงบประมาณที่ต้องห้ามมิให้มีการใช้จ่ายตามอำเภอใจโดยสมาชิกรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมือง บทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ให้ต้องรับโทษทางจริยธรรมต่อไป หรือเพื่อลบล้างนิรโทษกรรมให้แก่บรรดานักการเมืองที่ถูกตัดสินรับโทษทางมาตรฐานจริยธรรมไปแล้วไม่ให้ต้องรับโทษดังกล่าวต่อไป 

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยขอเรียนว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการบิดเบือนบริบทของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งไม่เป็นความจริงและเป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราตามเงื่อนไขที่ กำหนดในหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256  โดยไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

ดังนั้น กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยขอแถลงจุดยืนต่อพี่น้องประชาชนคนไทยรวมกันปกป้องรัฐธรรมนูญไม่ให้ถูกฉีกทำลายด้วยการจัดทำประชามติที่ฉ้อฉลปิดบังเจตนาที่แท้จริงของบรรดาพรรคการเมืองและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนบางกลุ่มที่รับทุนจากต่างชาติ มาทำลายประเทศไทยด้วยการทำลายรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มและต่างชาติที่มุงทำลายประเทศไทย ด้วยการแสดงพลังลงคะแนน กา X ไม่เห็นชอบ เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยจึงขอให้พี่น้องประชาชนไทยร่วมกันไปออกเสียงประชามติ ด้วยการออกเสียง

อนึ่ง กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยมีข้อสังเกตว่า การออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ น่าจะเป็นการจัดให้มีการออกเสียงประชามติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 เพราะในพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 มาตรา 9 ได้กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา 9(1) และกำนดกลไกของการริเริ่มแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา 10 ซึ่งต้องมีการริเริ่มและส่งเรื่องจากประธานรัฐสภาไปยังคณะรัฐมนตรี พร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยต้องมีเอกสารการอธิบายถึงเรื่องที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมไว้ให้ประชาชนได้รับทราบด้วย

 แต่การจัดทำประชามติเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ริเริ่มตั้งประเด็นคำถามขึ้นเองโดยไม่ได้มีการริเริ่มจากประธานรัฐสภา ทั้งที่การออกเสียงประชามติในครั้งนี้เป็นการตั้งคำถามเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ที่ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ: 16:7 ล้านเสียง (61.35%) และคะแนนเสียงเห็นชอบ “คำถามพ่วง” (ให้ สว. ร่วมเลือกนายกฯ): 15.1 ล้านเสียง (58.07%)  การออกเสียงประชามติครั้งนี้จึงเป็นการออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพันให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 รวมทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 44/2564

ชวน ลุยฉวางเมืองคอน ช่วยทนายเอี้ยงหาเสียง ลั่นอย่าเลือกพวกอุบาทว์

ชวน ลุยฉวางเมืองคอน ช่วยทนายเอี้ยงหาเสียง ลั่นอย่าเลือกพวกอุบาทว์

ชวน ลุยฉวางเมืองคอน ช่วยทนายเอี้ยงหาเสียง ลั่นอย่าเลือกพวกอุบาทว์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.36 น.

“ชวน”ลุยฉวางเมืองคอนช่วย “ทนายเอี้ยง” หาเสียง ลั่นอย่าเลือก “พวกอุบาทว์” ซื้อเสียงเข้าไปโกง ประเทศไม่มีวันปราบคอร์รัปชันได้ แฉตรังเสียงดี “เบี้ยพุ่ง” จาก 500 เป็น 1 พัน ขอคนใต้อย่าแลกอนาคตกับเงินสกปรก

5 กุมภาพันธ์ 2569 นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ตลาดคลองจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วย นายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ ทนายเอี้ยง ผู้สมัครสส. เขต 7 นครศรีธรรมราช เบอร์ 1 หาเสียง โดยมีการปราศรัยย่อยขอให้ประชาชนเลือกสส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อเป็นกำลังเสริมให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เข้าไปทำงานไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

โดยนายชวน กล่าวว่า กระแสภาคใต้ดี เหมือนที่ตรังเสียงก็ดีแต่ไม่รู้สู้เบี้ยได้หรือไม่ เพราะเบี้ยเพิ่มเรื่อยจาก 500 ขณะนี้เป็น 1,000 บาทแล้ว ขอประชาชนอย่าหนุนคนซื้อเสียง วงจรอุบาทว์ซื้อเสียงเข้าไปโกง รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศว่าให้คนใต้เลือกจะได้พัฒนาภาคใต้ พูดไม่ต่างจากสมัยไทยรักไทยไม่เลือกไม่พัฒนา การเมืองการปกครองผ่านมาหลายสิบปีแล้วแต่คนพวกนี้ยังคิดแบบนี้เพราะเป็นนักธุรกิจการเมือง ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพที่คิดการเมืองเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่คนพวกนี้เอาเบี้ยมาลงทุนแล้วคิดถึงกำไรที่จะได้ ขอให้ประชาชนเด็ดขาด อย่าลังเลไปเลือกพวกอุบาทว์ ไม่เช่นนั้นเราจะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไม่ได้ช่วยส่งลูกชาวบ้านไปเป็นสส. และถ้ามีฝีมือก็มีโอกาสเป็นนายกฯ เหมือนที่ผมเคยได้รับโอกาสมาแล้ว

“นายเชาว์ มีชวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พี่ชายของทนายเอี้ยงว่า เป็นคนที่มีความตั้งใจ กล้าหาญในยามที่พรรคตกต่ำออกมาสู้กับเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคที่พาพรรคไปตกต่ำก่อนที่จะลาออกไปและหัวหน้าอภิสิทธิ์กลับมาฟื้นฟูพรรค”นายชวน กล่าว

ด้านนายนิติศักดิ์ กล่าวย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์กลับมาสมกับการรอคอยของประชาชนภายใต้การนำของหัวหน้าอภิสิทธิ์ และคุณชวน กับการเมืองสุจริตที่จะปักธงที่ภาคใต้อีกครั้ง ด้วยอุดมการณ์การเมือ

อ้างหน้าตาเฉย?! กัมพูชาแจ้งกำลังพลเสียวินัย ยิง 40 มม.ตกใกล้ฐานไทย

อ้างหน้าตาเฉย?! กัมพูชาแจ้งกำลังพลเสียวินัย ยิง 40 มม.ตกใกล้ฐานไทย

อ้างหน้าตาเฉย?! กัมพูชาแจ้งกำลังพลเสียวินัย ยิง 40 มม.ตกใกล้ฐานไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.19 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพบก ได้รับแจ้งจากกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.20 น.พบการยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม.ตกใกล้ฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ ซึ่งหลังเกิดเหตุฝ่ายไทยได้เตรียมรับสถานการณ์ และเตรียมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วนยิงลูกระเบิด40มม.ตกใส่ไทย พื้นที่พลาญหินแปดก้อน กองทัพภาคที่ 2 เผย กำลังพลปลอดภัย)

ทั้งนี้ ได้มีการประสานไปยังผู้บังคับบัญชาของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ เพื่อให้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชา ระบุว่า “เป็นการเสียวินัยของกำลังพลชุดใหม่ ที่เข้ามาประจำการในพื้นที่ และได้มีการตักเตือนและกำชับกำลังพลในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว”