โฆษก ทอ.ขอ ปชช.มั่นใจ กองทัพอากาศไทยสแตนด์บายพร้อมรบ

โฆษก ทอ.ขอ ปชช.มั่นใจ กองทัพอากาศไทยสแตนด์บายพร้อมรบ

โฆษก ทอ.ขอ ปชช.มั่นใจ กองทัพอากาศไทยสแตนด์บายพร้อมรบ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.34 น.

โฆษก ทอ.ขอ ปชช.มั่นใจ กองทัพอากาศไทยสแตนด์บายพร้อมรบ ปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามทุกมิติ แม้จะถูกกัมพูชายั่วยุ และละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง มองความเป็นหนึ่งเดียวของไทยทำให้รอดพ้นภัย

2 กุมภาพันธ์ 2569 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึง สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ขณะนี้กองทัพอากาศก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แนวชายแดนตามปกติ โดยมีการเฝ้าระวังตั้งแต่มีการประกาศการหยุดยิงครั้งที่ 2 ทุกเหล่าทัพ เราทำอยู่บนพื้นฐานความพร้อมตลอดเวลา เพื่อป้องกันน่านฟ้าอธิปไตยของไทย แม้ว่ายังคงถูกการยั่วยุ 2 – 3 ครั้งจากฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุด ที่อ้างว่ามีการเตะ fire winner แล้วทำให้เกิดแสงสว่างนั้น ซึ่งได้มีความพูดคุย และพยามจะรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ซึ่งพยายามบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทางประเทศไทยยอมรับไม่ได้ เนื่องจากเป็นการละเมิดในข้อตกลงที่พูดคุยกันไว้อย่างชัดเจน ซึ่งตนเองก็ไม่มั่นใจว่า หลังจากที่เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ตนเองขอยืนยันกับพี่น้องประเทศไทยว่า กองทัพอากาศไทยอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติการ ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยมั่นใจว่า กองทัพอากาศยังคงปฏิบัติงานอยู่บนพื้นฐานการปกป้องตัวเองบนความจำเป็น และความเหมาะสมกับภัยคุกคามซึ่งอยู่บนพื้นฐานของมนุษยธรรม โดยการปฎิบัติหน้าที่ของกองทัพอากาศที่ผ่านมา ก็ได้มีการโจมตีกองกำลังทหารเท่านั้น ไม่เคยมีครั้งใดที่มุ่งเป้าไปยังพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ ซึ่งสังเกตได้ว่า การรายงานข่าวของฝั่งกัมพูชาก็ไม่พบข้อมูลการเสียชีวิตของพลเรือนกัมพูชา

ส่วนเรื่องยุทธโธปกรณ์ ยังคงยืนยันว่า กองทัพอากาศมีความพร้อมในการปฏิบัติการ 2 – 3 ปี และเมื่อมีการใช้ก็ต้องมีการเติม ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างกองทัพกับรัฐบาลในการสนับสนุนกันและกัน เป็นการทำงานทุกภาคส่วนของรัฐบาลประเทศไทยเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพในความเป็นหนึ่งเดียวของวันทีมไทยแลนด์ และมองว่าความเป็นหนึ่งเดียวของเรา เป็นพื้นฐานในการอยู่รอด มีความมั่นคงของประเทศชาติ ในการถูกคุกคามทุกมิติ

สำหรับการเฝ้าระวังความปลอดภัยในช่วงระหว่างที่มีการเลือกตั้งชายแดนนั้น จะเป็นในส่วนของหน่วยงานเรื่องความมั่นคงดูแลอยู่แล้ว ส่วนเรื่องชายแดน ทุกเหล่าทัพมีการสแตนด์บาย ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2569 ในความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามประเทศไทยทุกมิติ

ดร.สุวิทย์ ยก 10 กระบวนทัศน์ เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล

ดร.สุวิทย์ ยก 10 กระบวนทัศน์ เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล

ดร.สุวิทย์ ยก 10 กระบวนทัศน์ เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.19 น.

2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หากผมเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง…

ผมจะไม่ให้สัญญาที่เกินจริงว่าทุกปัญหาจะมลายหายไปในวาระเดียว แต่ผมจะให้คำมั่นว่า “ประเทศไทยจะไม่หยุดนิ่ง” ในวันที่โลกหมุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ความเสี่ยงที่แท้จริงของไทยไม่ใช่แค่เศรษฐกิจถดถอย แต่คือการที่เรายังพยายามใช้ “ซอฟต์แวร์รัฐยุคเก่า” บริหารประเทศในวันที่อำนาจและโอกาสย้ายไปอยู่บนโลกใบใหม่แล้ว

หน้าที่ของผู้นำจึงไม่ใช่แค่การ “ซ่อม” สิ่งที่พัง แต่คือการกล้าทำ 3 ภารกิจขนานกัน: รื้อถอนโครงสร้างเดิม, เปลี่ยนวิธีเล่นในเกมโลก และกำหนดทิศทางอารยธรรม ผ่าน 10 กระบวนทัศน์ที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล

I. รื้อถอนโครงสร้างเดิม (The Structural Reform)

SHIFT 1: จาก “รัฐดับเพลิง” สู่ “รัฐสถาปนิก”

• วิพากษ์: รัฐไทยเชี่ยวชาญการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ล้มเหลวในการวางรากฐาน เพราะการรื้อระบบใหม่มักสั่นคลอนผลประโยชน์เดิม

• วาระเร่งด่วน: จัดตั้ง “ศูนย์ออกแบบระบบแห่งชาติ” (National System Design Center) เพื่อบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และกำหนดให้ทุกกฎหมายใหม่ต้องผ่านการทดสอบว่า “แก้ที่ต้นตอ” ไม่ใช่แค่ “ปะผุ” พร้อมโยกงบประมาณ 10% จากการเยียวยาสู่การป้องกันและวางระบบโครงสร้าง

SHIFT 2: จาก “รัฐแจกจ่าย” สู่ “รัฐติดอาวุธทักษะ”

• วิพากษ์: การแจกเงินโดยไม่พัฒนาคน คือการทำให้ประชาชนต้องพึ่งพิงรัฐตลอดไป และเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

• วาระเร่งด่วน: เปลี่ยนงบสงเคราะห์เป็น “กระเป๋าเงินทักษะดิจิทัล” (Skill Wallet) ให้ประชาชนเลือกเรียนในสิ่งที่ตลาดต้องการ รัฐจะเลิกจ้างทำสัมมนาไร้ทิศทาง แต่จะจ่ายเงินให้ผู้สอนตาม “ผลลัพธ์” คือผู้เรียนต้องมีงานทำจริงในอุตสาหกรรม AI, พลังงานสะอาด หรือเศรษฐกิจ BCG

SHIFT 3: จาก “แรงงานราคาถูก” สู่ “ทุนทางปัญญา”

• วิพากษ์: ประเทศที่ขายค่าแรงจะไม่มีวันกำหนดราคาตัวเองได้ในตลาดโลก

• วาระเร่งด่วน: มอบสิทธิภาษีพิเศษแก่บริษัทที่สร้าง “ทรัพย์สินทางปัญญา” (IP) ของตนเอง พลิกโฉม SMEs จากผู้รับจ้างผลิตสู่เจ้านวัตกรรม และปฏิรูปมหาวิทยาลัยให้เป็น “Sandbox” ที่เชื่อมโยงไอเดียจากห้องเรียนสู่โลกธุรกิจจริง

II. เปลี่ยนวิธีเล่นในเกมโลก (The Global Agency)

SHIFT 4: จาก “นโยบายกระดาษ” สู่ “ระบบเปลี่ยนพฤติกรรม”

• วิพากษ์: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไทยไร้วินัย แต่อยู่ที่ระบบให้รางวัลคนผิดและลงโทษคนถูก นโยบายส่วนใหญ่จึงสวยแค่ในรายงานแต่ล้มเหลวในทางปฏิบัติ

• วาระเร่งด่วน: ใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ (Incentives) เช่น ภาษีคาร์บอน หรือแต้มต่อทางสังคม เพื่อจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมโดยสมัครใจ สร้าง “Policy Lab” เพื่อทดสอบนโยบายกับกลุ่มตัวอย่างก่อนบังคับใช้จริงทั่วประเทศ

SHIFT 5: จาก “นิ่งเฉยเพื่อเป็นกลาง” สู่ “ผู้เล่นเชิงกลยุทธ์”

• วิพากษ์: การทำตัวเป็นกลางแบบไม่ขยับตัวเลย จะทำให้เรากลายเป็นเพียงสนามเด็กเล่นที่มหาอำนาจเข้ามาตักตวง

• วาระเร่งด่วน: ประกาศจุดยืนและผลประโยชน์ของไทยให้ชัดเจน เลือกจับพันธมิตรรายประเด็น (Issue-based Alliance) ไม่ผูกขาดขั้วอำนาจ พร้อมสร้างนักการทูตพันธุ์ใหม่ที่เชี่ยวชาญทั้งภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี

SHIFT 6: จาก “ผู้ตามกฎ” สู่ “ผู้ร่วมร่างกติกา”

• วิพากษ์: หากเราไม่อยู่บนโต๊ะในวันที่เขาร่างกฎหมายโลก เราก็จะเป็นเพียงคนจ่ายรอบวงเสมอ

• วาระเร่งด่วน: ส่งตัวแทนไทยเข้าสู่เวทีมาตรฐานโลกด้านอาหารและการเกษตร ใช้พลังของอาเซียนเป็นตัวคูณอำนาจต่อรอง (Multiplier Effect) เพื่อสร้างมาตรฐานที่ไทยเป็นผู้นำให้กลายเป็นบรรทัดฐานของภูมิภาค

III. กำหนดอนาคตและอารยธรรม (The Legacy)

SHIFT 7: จาก “สร้างภาพลักษณ์” สู่ “พลังแห่งเรื่องเล่า”

• วิพากษ์: Branding ที่ดีต้องมาจากความจริง ไม่ใช่โฆษณาที่ฉาบฉวย

• วาระเร่งด่วน: นิยาม “คุณค่าที่ไทยมอบให้โลก” (Thailand’s Value Proposition) เช่น ความมั่นคงทางอาหารหรือสุขภาพระดับโลก ผูกเรื่องราวของประเทศเข้ากับผลงานนโยบายที่จับต้องได้ วัดผลด้วย “ความเชื่อมั่น” แทนยอด Reach ของโฆษณา

SHIFT 8: จาก “พลังซอฟเพาเวอร์” สู่ “พลังทางปัญญา”

• วิพากษ์: Soft Power อาจดึงดูดใจคน แต่การกุม “พลังทางความคิด” (Cognitive Power) คือการกำหนดว่าโลกควรจะเดินไปทางไหน

• วาระเร่งด่วน: ลงทุนในทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ของเยาวชน สร้างสถาบันวิจัยที่ผลิต “ชุดความคิด” และ “ตำรา” ของคนไทยเอง ยกระดับพื้นที่สื่อให้เป็นลานปัญญา ไม่ใช่เพียงพื้นที่แย่งชิงความสนใจ

SHIFT 9: จาก “รัฐบาลชั่วคราว” สู่ “วิถีแห่งรัฐ”

• วิพากษ์: ประเทศที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล คือประเทศที่ไม่มีวันเห็นเส้นชัย

• วาระเร่งด่วน: วางกลไกให้ยุทธศาสตร์สำคัญมีความต่อเนื่องข้ามขั้วการเมือง ตั้งสภาที่ปรึกษาหลากรุ่นเพื่อมองข้ามวาระการเลือกตั้ง และแยกนโยบายคุณภาพชีวิตพื้นฐานออกจากเกมการเมืองรายวัน

SHIFT 10: จาก “คะแนนเสียง” สู่ “ความก้าวหน้าของอารยธรรม”

• วิพากษ์: ประชานิยมที่มุ่งแค่ผลการเลือกตั้ง คือการขโมยทรัพยากรจากอนาคตของลูกหลานมาปรนเปรอวันนี้

• วาระเร่งด่วน: ทุกนโยบายต้องตอบคำถามพื้นฐานว่า “เด็กที่เกิดวันนี้จะขอบคุณเราไหมในอีก 20 ปีข้างหน้า” สร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ยกย่องผู้นำที่ “กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง” มากกว่าแค่ “ทำสิ่งที่ถูกใจ”

~ บทสรุป

ในโลกที่การไม่เลือก คือการปล่อยให้คนอื่นเลือกแทนประเทศไทย ประเทศไทยต้องเลิก “ประคองตัว” แล้วเริ่ม “นำหน้า”

10 กระบวนทัศน์นี้ไม่ใช่เพียงนโยบายหาเสียง แต่คือคำเชิญชวนให้คนไทยร่วมกันสร้างชาติที่ High Tech, High Touch และ High Trust ผมไม่ได้มาเพื่อขอแค่คะแนนเสียง แต่ขอ “เจตจำนงร่วมกัน” เพื่อให้ทุกคนเป็นสถาปนิกผู้ร่วมออกแบบอนาคตของไทย

~ หมายเหตุ

ผมไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “พวกเราทุกคน” คือผู้ตัดสินอนาคตของประเทศ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่ามองหาเพียงคนที่สัญญาว่าจะให้อะไร แต่จงมองหาคนที่คิดเป็นระบบ กล้ารื้อโครงสร้าง และพร้อมออกแบบอนาคตจริงๆ เพราะเราจะไม่พึงพอใจกับสิ่งที่ “หวัง” แต่เราจะได้ในสิ่งที่เรา “เลือก”
ประเทศไทยจะได้ “สถาปนิกแห่งอนาคต” หรือเป็นเพียง “ช่างซ่อมในอดีต”… คำตอบอยู่ในมือของพวกเรา

กิมหยงแตก!!! มาร์คขนทัพ ปชป.ช่วยจูรี จิบชาคุยเอกชนฟื้นฟูหาดใหญ่

กิมหยงแตก!!! มาร์คขนทัพ ปชป.ช่วยจูรี จิบชาคุยเอกชนฟื้นฟูหาดใหญ่

กิมหยงแตก!!! มาร์คขนทัพ ปชป.ช่วยจูรี จิบชาคุยเอกชนฟื้นฟูหาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.59 น.

กิมหยงแตก! “อภิสิทธิ์”ลุยโค้งสุดท้าย ช่วย”จูรี” FC นำรูปสมัยเลือกตั้ง ปี 44 เก็บไว้บนหัวนอน มาขอลายเซ็น พร้อมจิบชายามเช้าคุยภาคธุรกิจ หาแนวทางฟื้นฟูหาดใหญ่หลังวิกฤตน้ำท่วม

2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) , นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ , นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค พร้อมกับ นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 และ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 จิบชายามเช้าที่ร้านฮัจยีสัน ร้านชาชื่อดังของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ดื่มชา รับประทานข้าวเหนียวไก่ทอด และโรตี พร้อมพูดคุยกับภาคธุรกิจในพื้นที่ รับฟังเสียงสะท้อนหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อปลายปีที่ 2568 โดยภาคธุรกิจต้องการให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยมากขึ้น

ขณะเดียวกันมีพี่น้องชาวหาดใหญ่นำลูกหลานมาร่วมถ่ายรูป และนำโปสเตอร์ภาพนายอภิสิทธิ์สวมสูท ซึ่งใช้ในการหาเสียงเมื่อปี 2544 ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุข้อความว่า “โปรดเลือกพรรคประชาธิปัตย์ กาเบอร์ 16 ทั้ง 2 ใบ” มาให้นายอภิสิทธิ์ เซ็นด้วย จากนั้น นายอภิสิทธิ์เดินทางไปที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่มารับบริการ

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปเดินตลาดกิมหยง ซึ่งทันทีที่ถึงตลาดประชาชนแห่รุมล้อมขอถ่ายเซลฟี มอบดอกกุหลาบ คล้องพวงมาลัยดาวเรือง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวตลาดกิมหยงร้องเพลง “ปักษ์ใต้บ้านเรา” ต้อนรับคณะของนายอภิสิทธิ์ สร้างสีสันการหาเสียงเป็นอย่างดี และยังมีประชาชนนำรูปเมื่อสมัย 20 ปีก่อนของนายอภิสิทธิ์ มาขอลายเซ็น พร้อมบอกว่า ชอบนายอภิสิทธิ์ตั้งแต่สมัยตนเองอยู่ ม.ต้น ขณะเดียวกันบรรดาแม่ค้าส่งเสียงกรี๊ด บอกเอารักมาฝาก พร้อมกับตะโกนเรียกเป็นภาษาใต้ ว่า “พี่มาร์ค ไม่พัก ต้องขายของแล้ว คนหล่อมาพันนี้” (แปลว่าไม่ทำอะไรแล้ววันนี้ คนหล่อมาๆ) และบอกว่า นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังยืนงง บรรยากาศบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างกรูกันเข้ามาขอถ่ายรูป ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ จะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่หน้าห้างโรบินสัน เทศบาลนครหาดใหญ่ ในเวลา 18.00 น.

– 006

ศุภชัย สวน ษัษฐรัมย์ ​อย่าปลุกม็อบ! ยันภูมิใจไทยพร้อมหนุนผู้ประกันตน

ศุภชัย สวน ษัษฐรัมย์ ​อย่าปลุกม็อบ! ยันภูมิใจไทยพร้อมหนุนผู้ประกันตน

ศุภชัย สวน ษัษฐรัมย์ ​อย่าปลุกม็อบ! ยันภูมิใจไทยพร้อมหนุนผู้ประกันตน

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.22 น.

“ศุภชัย”สวน”ษัษฐรัมย์”​อย่าปลุกม็อบ! ยัน”ภูมิใจไทย”พร้อมหนุนผู้ประกันตน แต่ต้องปกป้องพรรคจากข้อกล่าวหาเป็นต้นตอ”ทุจริต” ยินดีรับฟังหากไร้เจตนาทำลายชื่อเสียง

2 กุมภาพันธ์ 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณี นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะกรรมการประกันสังคม ในสัดส่วนผู้ประกันตน ออกมายอมรับกลัวพรรคภูมิใจไทยฟ้องกลับ ว่า อย่าปลุกม็อบ! พรรคภูมิใจไทย ไม่มีปัญหากับผู้ประกันตน และเห็นด้วยที่จะต้องมีการปรับปรุงการทำงานของกองทุนประกันสังคมให้ผู้ประกันตนได้ประโยชน์สูงสุด โดยในช่วง 2 ปีที่ท่านอยู่ในบอร์ดประกันสังคม มีโอกาสที่จะทำให้ดีขึ้นได้ ถ้าทำอย่างเต็มที่  พรรคภูมิใจไทย พร้อมร่วมสู้เพื่อผู้ประกันตนกับท่านแน่นอน

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ประเด็นที่จะจะดำเนินคดีกับท่านคือ การที่ท่านกล่าวหาว่า “คนในพรรคภูมิใจไทย” เป็นต้นตอการทุจริตของกองทุนประกันสังคม พรรคภูมิใจไทยต้องปกป้องตนเองจากการถูกกล่าวหาโดยไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง ถ้ามีหลักฐาน พรรคภูมิใจไทย พร้อมจะตรวจสอบ และจะร่วมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดด้วย

“ขอยืนยันว่า ท่านไม่ต้องกลัว ถ้าเรื่องที่พูดเป็นเรื่องจริง เว้นแต่ เป็นเรื่องไม่จริง ผมพร้อมรับฟัง ถ้าไม่เจตนาจะทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหาย ก็มาทำความเข้าใจกัน พรรคภูมิใจไทยจะไม่ดำเนินคดี” นายศุภชัย กล่าว

วัส ติงสมิตร ไขข้อข้องใจ ทำไมเลือกตั้งล่วงหน้าได้ แต่ลงประชามติล่วงหน้าไม่ได้?

วัส ติงสมิตร ไขข้อข้องใจ ทำไมเลือกตั้งล่วงหน้าได้ แต่ลงประชามติล่วงหน้าไม่ได้?

วัส ติงสมิตร ไขข้อข้องใจ ทำไมเลือกตั้งล่วงหน้าได้ แต่ลงประชามติล่วงหน้าไม่ได้?

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.10 น.

2 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมเลือกตั้งล่วงหน้าได้… แต่ “ลงประชามติล่วงหน้า” ไม่ได้?

หลายคนสงสัย! เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา หลายคนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า แต่กลับไม่มีบัตรลงประชามติให้กา ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติเหมือนกัน!

วันนี้เรามาถอดรหัสกันว่า “ติดขัดที่ตรงไหน” และ “จะแก้ยังไง” ให้การเมืองไทยก้าวหน้ากว่าเดิม

*ข้อขัดข้อง: ทำไมถึงทำไม่ได้ในตอนนี้?

(1)กฎหมายตัวแม่ไม่ได้เขียนไว้: พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ไม่ได้ระบุเรื่อง “การลงคะแนนล่วงหน้า” ไว้ชัดเจนเหมือนกฎหมายเลือกตั้ง สส. ทำให้ กกต. ไม่สามารถจัดวันลงคะแนนล่วงหน้า 1 สัปดาห์ได้

(2) ระบบการจัดการที่ต่างกัน: การลงประชามติเน้นการลงคะแนนในวันเดียวทั่วประเทศ เพื่อป้องกันความสับสนและลดภาระในการเก็บรักษาหีบบัตรนานหลายวัน

(3) งบประมาณและการรักษาความปลอดภัย: การเพิ่มวันลงคะแนนล่วงหน้าหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และความกังวลเรื่องความโปร่งใสในการเก็บรักษาบัตรก่อนจะถึงวันนับคะแนนจริง

*แนวทางแก้ไข: ทำอย่างไรให้ประชาชนสะดวกขึ้น?

เพื่อให้การลงประชามติสะท้อนเสียงประชาชนได้จริง เราอาจต้องมองไปที่การแก้ไขกฎหมายและระบบ ดังนี้:

1. แก้ไขกฎหมายประชามติให้ “ล่วงหน้า” ได้: บรรจุข้อกำหนดเรื่องการลงคะแนนล่วงหน้าให้สอดคล้องกับการเลือกตั้ง สส. เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน และลดความสับสนของประชาชน

2. นำเทคโนโลยีมาใช้: การเปิดให้ลงคะแนนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือผ่านแอปพลิเคชันที่ระบุตัวตนได้ชัดเจน จะช่วยลดข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา

*เพื่อนๆ คิดเห็นยังไงกันบ้าง?

คุณคิดว่า “การลงคะแนนล่วงหน้า” จำเป็นแค่ไหนสำหรับการลงประชามติในยุคปัจจุบัน? หรือถึงเวลาที่จะออกสียงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้? (ปัจจุบันกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้อยู่แล้ว) หรือควรคงไว้แบบเดิมเพื่อความประหยัดและโปร่งใส? .
คอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันได้ด้านล่างนี้เลยครับ!

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
2/2/69
#เลือกตั้งล่วงหน้า #ลงประชามติล่วงหน้า #ประชาธิปไตย #การเมืองไทย69 #สิทธิประชาชน

กทม. เผยยอดใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก นอกเขต 87.60% ในเขต 96.47%

กทม. เผยยอดใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก นอกเขต 87.60% ในเขต 96.47%

กทม. เผยยอดใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก นอกเขต 87.60% ในเขต 96.47%

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.05 น.

กทม. เผยผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก นอกเขต 87.60% ในเขต 96.47% ชื่นชมพลังการมีส่วนร่วม พร้อมน้อมรับข้อเสนอแนะพัฒนาการจัดการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2569 นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ณ สถานที่เลือกตั้งกลางของกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 จุด โดยภาพรวมการดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่สามารถบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้อย่างเหมาะสม

สำหรับภาพรวมผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 845,853 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 740,966 คน คิดเป็นร้อยละ 87.60 ขณะที่ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จำนวน 2,747 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 2,650 คน คิดเป็นร้อยละ 96.47 สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ สถานที่เลือกตั้งกลางที่มีร้อยละของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่

1. สำนักงานเขตหนองแขม มีผู้มาใช้สิทธิ 10,953 คน จากผู้ลงทะเบียน 11,893 คน คิดเป็นร้อยละ 92.10

2. สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ มีผู้มาใช้สิทธิ 2,106 คน จากผู้ลงทะเบียน 2,305 คน คิดเป็นร้อยละ 91.37

3. ลานจอดรถสำนักงานเขตพระนคร มีผู้มาใช้สิทธิ 5,188 คน จากผู้ลงทะเบียน 5,717 คน คิดเป็นร้อยละ 90.75

4. วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เขตบางกอกใหญ่ มีผู้มาใช้สิทธิ 8,017 คน จากผู้ลงทะเบียน 8,835 คน คิดเป็นร้อยละ 90.74

5. สำนักงานเขตราชเทวี มีผู้มาใช้สิทธิ 20,268 คน จากผู้ลงทะเบียน 22,403 คน คิดเป็นร้อยละ 90.47

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งที่มากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่

1. โครงการตะวันนาบางกะปิ (ตะวันนา 2) เขตบางกะปิ มีผู้มาใช้สิทธิ 50,184 คน จากผู้ลงทะเบียน 58,665 คน คิดเป็นร้อยละ 85.54

2. มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เขตจตุจักร มีผู้มาใช้สิทธิ 45,619 คน จากผู้ลงทะเบียน 51,826 คน คิดเป็นร้อยละ 88.02

3. ลานจอดรถสำนักงานเขตลาดกระบัง (ชั่วคราว) มีผู้มาใช้สิทธิ 32,798 คน จากผู้ลงทะเบียน 38,548 คน คิดเป็นร้อยละ 85.08

4. บริเวณสำนักงานเขตห้วยขวาง มีผู้มาใช้สิทธิ 28,525 คน จากผู้ลงทะเบียน 32,462 คน คิดเป็นร้อยละ 87.87

5. อาคารกีฬาเวสน์ 1 และอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย–ญี่ปุ่น) เขตดินแดง มีผู้มาใช้สิทธิ 25,753 คน จากผู้ลงทะเบียน 29,090 คน คิดเป็นร้อยละ 88.53

ทั้งนี้ ซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งจากทุกหน่วย ของ กทม. ได้ถูกส่งมอบให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว โดยไปรษณีย์ไทยฯ จะดำเนินการจัดส่งไปยังเขตเลือกตั้งตามภูมิลำเนาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการนับคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หน่วยนับคะแนนกลางที่ภูมิลำเนาของผู้มีสิทธิ พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปต่อไป

กทม. ขอขอบคุณประชาชนทุกท่านที่สละเวลาออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า รวมถึงเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ส่งผลให้การดำเนินงานโดยภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พร้อมกันนี้ กทม. ได้ติดตามความคิดเห็นของประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างใกล้ชิด พบว่าส่วนใหญ่เป็นเสียงสะท้อนเชิงบวก โดยเฉพาะด้านการอำนวยความสะดวก ความเป็นระเบียบ และความใส่ใจของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเดินทางและสภาพการจราจรในบางพื้นที่ ซึ่ง กทม. ขอน้อมรับทุกความคิดเห็น เพื่อนำไปปรับปรุงให้การเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก และครอบคลุมยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 08.00–17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีรายชื่อ เพื่อร่วมใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย และร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไปพร้อมกัน

อดีตบิ๊ก ศรภ. สับพรรคส้ม แค่ยืนเคารพเพลงชาติยังทำไม่ได้ จะมาบริหารประเทศ

อดีตบิ๊ก ศรภ. สับพรรคส้ม แค่ยืนเคารพเพลงชาติยังทำไม่ได้ จะมาบริหารประเทศ

อดีตบิ๊ก ศรภ. สับพรรคส้ม แค่ยืนเคารพเพลงชาติยังทำไม่ได้ จะมาบริหารประเทศ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.25 น.

อดีตบิ๊ก ศรภ. สับพรรคส้มเละ ซัดแค่ยืนเคารพเพลงชาติยังทำให้เหมาะสมไม่ได้ จะอาสามาบริหารประเทศไทย ลั่นสงสารคนไทยบ้างเถอะ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “สงสารพวกกู..คนไทยบ้างเถอะ!

ธงชาติไทยนั้นมีความหมายมากมาย ลึกซึ้งถึงเลือดเนื้อ จิตวิญญาณ และการเสียสละของบรรพชนชาวไทย การยืนเคารพเพลงชาตินั้น จึงส่อความหมายมากกว่าการยืนตรงธรรมดา มันเป็นการแสดงความเคารพต่อมาตุภูมิ ถิ่นกำเนิดที่ให้โอกาสเราเติบโตจนมายืนอยู่ตรงจุดนี้ (ไม่ต้องมาอ้างว่าไม่อยากเกิดสักหน่อย เพราะทางการแพทย์พิสูจน์ชัดแล้วว่า ตัวอะไรที่มันกระสันวิ่งเข้ามาชิงกันเกิด โดยไม่มีใครบังคับเลย)

นอกจากนี้ การยืนเคารพธงชาติ ยังเป็นทั้งมารยาทสากลที่พึ่งกระทำกับเพลงชาติของทุกประเทศ และยังเป็นการให้เกียรติตัวเองอีกด้วย ว่าตนเป็นชาวอารยะ มีถิ่นฐาน มีเชื้อชาติ มีสัญชาติที่ชัดเจน ไม่ใช่คนเร่ร่อน ไร้สัญชาติ นอกจากนั้น ถ้าเป็นบุคคลที่เสนอตัวขึ้นมา ขอเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยด้วย ย่อมจะต้องตระหนักดีว่า “กูอยากจะไปเป็นตัวแทนของคนชาติไหน “

แต่แค่การยืนเคารพเพลงชาติตัวเอง ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรถึงจะเหมาะ จะควร คงไม่รู้กระมังว่า การยืนเคารพเพลงชาติไทย ร่วมกับคนไทยทุกคนนั้น เท่ากับเป็นการแสดงออกถึงความเคารพประชาชนที่ยืนร้องเพลงชาติกันทุกๆคนในที่นั้นด้วย หรือเห็นประชาชนเหล่านั้น เป็นแค่บันไดปีนขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองเท่านั้น จะพูดอย่างไร จะปั่นเรื่องราวหลอกมันอย่างไรก็ได้ ถ้าเกิดพูดพลาด เดี๋ยวก็ตะแบงรอดไปได้ เหมือนที่ทำอยู่ทุกวันนี้

เช่น เพิ่งมารู้ว่าทหารมีไว้ทำไม ก็บอก พูดมาตั้งหลายปีแล้ว ตัดงบประมาณทหารเอามาพูดหาเสียงแบบโก้ๆเลย สารพัด แม้ก็อุตส่าห์ด่าเขามาเกือบ 5 ปีแแล้ว ถ้าไม่มีเลือกตั้งก็ไม่ออกมาแก้ตัวเป็นพัลวันแบบนี้หรอก แล้วที่ยุให้เด็กไปติดคุกแต่ลูกๆกูต้องได้ดี หรือ “มีเทาไม่มีเรา” เพราะคัดกรองอย่างดี ตอนนี้พูดอึกอักเพราะมันมีเทาเต็มไปหมด เรื่องปากท้องก็อีก จะมาแก้เศรษฐกิจอะไรได้ แค่“ขายข้าว”ตามปกติยังไม่รู้วิธีขายเลย นี่ไม่ต้องพูดถึงคำว่า“บริหารจัดการข้าว” ซึ่งต้องมีกลยุทธสูงกว่านั้นมาก

น้ำท่วมหาดใหญ่ ตอนประชาชนเดือดร้อนหายหัวกันไปหมด พอน้ำลดออกมาถ่ายภาพ ด่ารัฐบาลว่าไม่ช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ รู้ดีไปหมด ที่ ภูเก็ต สมุทรปราการ กรุงเทพฯ มี ส.ส.เต็มจังหวัด ทุกแห่งไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยนอกจากเล่นแบบทางลัด เช่น ไปโหนเขา หรือไปแอบอ้างผลงานคนอื่นโดยเฉพาะการไปยืนถ่ายรูปกับป้ายโครงการต่าง ซึ่งเป็นงานที่ถนัดมาก กับแรงงานเขมร /พม่า ก็เหมือนกัน ไม่รู้เป็นอะไรหนักหนา จะต้องการยกชั้นให้มีสิทธิเท่ากับเทียมกับคนไทยให้ได้ ฯลฯ

สิ่งสำคัญก็คือพรรคการเมืองที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยแบบนี้จะเข้ามาบริหารประเทศไทยในภาวะวิกฤติเหมือนในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร เมื่อไรจะเริ่มรู้จัก เคารพให้เกียรติคนอื่นบ้าง หันมามองตัวเองว่า ยังเป็นปกติชนทั่วๆไปในสังคมไทยหรือเปล่า หรือทรนงตนว่าสูงส่งจนเท้าไม่ติดดิน จนดูแคลนคนทั่วหล้าว่าล้าสมัยบ้างหละ ตกยุคบ้างหละ ถ้าอยากให้ประชาชนเค้าชื่นชม ก็ต้องหัดหันมามองตัวเองบ้างนะครับ เพราะพ่อแม่ก็ไม่กล้าสอนพวกคุณอยู่แล้ว หลังจากเรียนรู้ด้วยจิตใจที่มีจริยะแล้ว ค่อยมาอาสาขอโอกาสบริหารประเทศนะครับ… สงสารพวกกู..คนไทยบ้าง เถอะ”

เถกิง ลั่นผิดหวังกับ บรรยง พงษ์พานิช หลังเชื่อเมียเลือกกาส้ม 2 ใบ

เถกิง ลั่นผิดหวังกับ บรรยง พงษ์พานิช หลังเชื่อเมียเลือกกาส้ม 2 ใบ

เถกิง ลั่นผิดหวังกับ บรรยง พงษ์พานิช หลังเชื่อเมียเลือกกาส้ม 2 ใบ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.08 น.

‘เถกิง’ลั่นผิดหวังกับ’บรรยง พงษ์พานิช’ หลังเชื่อเมียเลือกกาส้ม 2 ใบ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 นายเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโสของไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมนี่ผิดหวังคุณบรรยง พงษ์พานิช หลายเรื่องจริงๆ

1 คุณบรรยง ไปบรรยายให้กับชาวประชาธิปัตย์ฟัง น่าสนใจมาก

2 คุณบรรยง บอกว่า แกเคยเป็นแฟนประชาธิปัตย์มาตลอด แต่คราวก่อนไปเป็นด้อมส้ม

3 มาคราวนี้ ตัดสินใจเป็นด้อมส้มอีก กาให้ 2 ใบเลย

4 เหตุที่กาให้ 2 ใบ เพราะคนที่บ้านตัดสินใจให้

5 แม้จะถาม Ai ไปเยอะแยะ แต่คนที่ตัดสินใจ คือ คนที่บ้าน

6 แต่นั่นเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ Ai ไม่สามารถควบคุมได้

7 ต่อให้ Ai เก่งแค่ไหน คงเปลี่ยน ผบ ที่บ้านได้ยาก

8 แต่ที่ผมผิดหวังจริงๆคือ ผมนั่งฟังคุณบรรยง บรรยายที่พรรคประชาธิปัตย์หลายรอบมาก

9 เก็บความไปเล่าในระหว่างเดินทางท่องเที่ยวให้ชาวทัวร์ฟังหลายทริป คือ ชอบมากจนต้องเก็บไปเล่า แนะนำให้ใครต่อใครฟัง

10 คุณบรรยง บรรยายว่าการเมืองต้องนิ่งไม่รุนแรงไม่สร้างปัญหา บ้านเมืองมันถึงจะพัฒนา

11 แล้วคุณบรรยง ไปเชื่อเมีย กา 2 ใบ ให้ส้ม แต่กลับบอกว่ารัฐบาลฟ้ากับส้มคือรัฐบาลในฝัน

12 คุณบรรยง มองไม่ออกเหรอว่า วิธีการหาเสียงหรือแนวคิด ของส้ม มันสร้างศัตรูมากมาย สร้างความแตกแยกเยอะแยะ

13 มันไม่เกิดสังคมสงบ หรือการเมืองสันติแน่นอน ถ้าส้มได้เป็นรัฐบาล

14 นั่นหมายความว่า ประเทศจะไม่เดินหน้า ต่อให้ส้มชนะเกินครึ่ง เพราะไอ้ความรุนแรงในการหาเสียงหรือที่ตั้งใจจะทำถ้ามีอำนาจมาก มันล้วนแต่จะสร้างความแตกแยกทะเลาะกันอีก

15 ทำไมคุณบรรยง มองไม่ออก.> ความแตกแยกทางการเมือง มันไม่ใช่แค่เรื่องรัฐประหาร มันเกิดจากพรรคการเมืองที่เห็นๆนี่ก็ได้

16 เฮ้อ。เสียเวลาเปิดฟังบรรยายซะหลายรอบ

17 คุณบรรยง คงจำเรื่องที่ตัวเองบรรยายเอาไว้ได้แน่นอน

18 แต่โหวตส้ม 2 ใบ มันสวนทางกับสิ่งที่อยากเห็นไหมล่ะแม้จะมีหลายเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ

19 แล้วยังบอกว่า อยากเห็นรัฐบาลส้มผสมฟ้า แต่ลงให้ส้มทุกใบ..<

20 อ่านจากบนลงล่างอีกที…

21 ….และนี่คือสิ่งที่คุณบรรยง เขียนในเพจตัวเอง

ผมจะเลือกพรรคประชาชน ทั้ง 2 ใบ…

หลังจากที่ติดตามดูและฟังนโยบายของพรรคต่างๆ รวมทั้งวิเคราะห์ถึงโอกาสในทางปฏิบัติและความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสถานการณ์เลวร้ายต่างๆตามมา ผมตัดสินใจกาให้พรรคส้มทั้ง 2 ใบ หลังจากที่ลังเลอยู่นาน ระหว่างสีส้มกับสีฟ้า

ขอบอกเลยว่า รัฐบาลผสมส้มฟ้า คือความฝันของผม

สำหรับเหตุผล 3 ข้อของผม มีดังนี้ครับ

1.ผมเชื่อและพูดตลอดมา ทุกครั้งที่มีโอกาสว่า ปัญหาที่เป็นตัวถ่วงประเทศมานาน คือ ปัญหาเชิงสถาบัน 5 ด้าน คือ ประชาธิปไตยไม่จริง(Democracy) ชิงกันโกง(Corruption) ทางโล่งทุนใหญ่(Economic freedom) ไม่ใฝ่การเรียน(Education) เซียนคุมศาล(Rule of Law) …ซึ่งถ้าดูดัชนีเปรียบเทียบ(Indexes) จะเห็นว่าประเทศเราเสื่อมถอยลงเรื่อยๆทั้ง 5ด้าน นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ และสังคมได้

หลังจากที่ได้พิจารณานโยบายของพรรคใหญ่ที่ประกาศออกมา ผมพบว่า มีแค่นโยบายของสองพรรค ที่มุ่งเน้นปรับปัจจัยทางสถาบันเหล่านี้อย่างครบด้านที่สุด คือพรรคฟ้าและพรรคส้ม พรรคแดงยังมุ่งเน้นประชานิยมระยะสั้น ส่วนพรรคน้ำเงิน ผมเห็นว่ามุ่งขายแต่ว่าจะทำให้ดีขึ้นในบริบทเดิมๆ ไม่เน้นแตะโครงสร้างเชิงสถาบันเหล่านี้

2.ปัจจัยที่สองที่ผมใช้ประกอบการตัดสินใจ คือโอกาสที่จะเปลี่ยนนโยบายให้เป็นผลในทางปฏิบัติ ซึ่งในความเห็นของผม รัฐบาลที่จะทำได้ จะต้องมีจำนวนสส.มากเพียงพอ และจะต้องสามารถลดอุปสรรคโดยเฉพาะ จากองค์กรอิสสระ และสว. ซึ่งจะมาได้ก็ต่อเมื่อมีการยกร่าง รธน.ใหม่เท่านั้น ซึ่งถึงแม้พรรคส้มจะมีประสบการณ์น้อยในการบริหารรัฐบาล แต่การที่มีการระดมมืออาชีพที่มีประสบการณ์ด้านต่างๆจะช่วยลดปัญหาได้ ส่วนพรรคฟ้า ถึงแม้จะมีประสบการณ์สูงแต่โอกาสที่จะได้เสียงมากขึ้นมาถึงร้อยคนแทบไม่มี (ผมก็ยังหวังว่าจะได้ร่วมมือกันทำงาน)

3.ปัจจัยด้านความเสี่ยงที่จะเกิดความวุ่นวายรุนแรงในสังคมจากผลการเลือกตั้ง ถึงแม้ถ้าพิจารณาแล้ว การที่พรรคส้มขึ้นมา อาจเสี่ยงที่ฝ่ายอนุรักษ์อาจจะต่อต้านจนสร้างความวุ่นวายขึ้นมาได้ แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้อาจจะลดโอกาสวุ่นวายรุนแรงในระยะสั้น แต่ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ก็จะเท่ากับสร้างแรงกดดันสะสม ซึ่งในที่สุด จะเกิดความรุนแรงวุ่นวายหนักยิ่งกว่าในระยะยาวได้ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เกิดหายนะยิ่งใหญ่กว่า ทำให้อนาคตชาติสูญหายไปเป็นชั่วอายุคนได้

นั่นคือเหตุผลที่ผมใช้ในการพิจารณาตัดสินใจครับ

อย่างไรก็ดี ผมได้ปรึกษาปัญญาประดิษฐ์(Chat GPT) ถึงการวิเคราะห์ทั้ง 3 ปัจจัย ซึ่งขอให้AIให้ความเห็นทั้ง 3 ปัจจัย โดยในคำถามแรก ผมใช้ prompt ดังนี้ครับ

Prompt ที่ผมใช้ครับ:

1. For this upcoming Thai election, I want you to help evaluate which party’s policies help most with our structural, institutional problems. I will tell you the problems, then you can go research policies of parties.

2. Only 3 parties are likely important enough (the top 3). You can also include smaller ones (1-2 others) if they have effective policies worthy of inclusion. Here’s the 5 problems: Democracy, Corruption, Economic-Freedom, Education, Rule of Law. ปัญหาโครงสร้าง/สถาบัน พวกนี้คือตัวถ่วงของประเทศ.​ นโยบายพรรคไหน มุ่งแก้ปัญหาเหล่านี้มากที่สุด

3. To help you research better. I’ll turn on Agent Mode. Now please do it again to get more complete information. ลองอีกที.

4. แปลไทยด้วย

5. แปลตัวรายงานด้วย ใส่ในคำตอบตรงนี้เลย ไม่ต้อง click ไปอ่าน

6. สรุปสั้นๆ เทียบ 3 พรรคให้ดูง่ายๆ พรรคไหนตอบโจทย์ ขอคะแนนถ่วงน้ำหนัก

ซึ่ง Chat GPT ก็ได้ตอบโดยให้คะแนนดังนี้ ประชาชน 92 เพื่อไทย 72 ปชป.66 ภูมิใจไทย (58

ส่วนด้านปัจจัยที่สอง โอกาสทำได้จริงในภาคปฏิบัติ เขาตอบมาแบบนี้ครับ 1. ภูมิใจไทย 2.เพื่อไทย 3. ประชาชน 4.ปชป.

และในคำถามสุดท้ายเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดวุ่นวาย เขาตอบมาว่า ประชาชนเสี่ยงสุด รองลงมาก็เพื่อไทย

จะเห็นได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุด แต่ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่มีโอกาสเปลี่ยนประเทศมาก ทั้งในแง่เปลี่ยนให้ดีขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย

สุดท้าย ผมถามผู้บัญชาการสูงสุดที่บ้าน เธอตอบสั้นๆว่า “ส้มสองใบ กาเห็นชอบ” “

ไอซ์ รักชนก โวยเลือกตั้งล่วงหน้าพิรุธบาน เหน็บกกต.อย่าลืมลงชื่อเป็นผู้ช่วยหาเสียง

ไอซ์ รักชนก โวยเลือกตั้งล่วงหน้าพิรุธบาน เหน็บกกต.อย่าลืมลงชื่อเป็นผู้ช่วยหาเสียง

ไอซ์ รักชนก โวยเลือกตั้งล่วงหน้าพิรุธบาน เหน็บกกต.อย่าลืมลงชื่อเป็นผู้ช่วยหาเสียง

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.45 น.

‘ไอซ์ รักชนก’โวยเลือกตั้งล่วงหน้าพิรุธบาน แซะเหมือนกกต.กำลังเตะตัดขาบางพรรค-ทำไม่รู้ไม่เห็นซื้อเสียง เหน็บอย่าลืมใส่ชื่อในบัญชีผู้ช่วยหาเสียง

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.2569 และลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตและนอกเขตเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ.2569 เวลา 08.00-17.00 น. โดยมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแบบในเขต 8,610 คน นอกเขตเลือกตั้ง 2,261,384 คน ผู้พิการทุพพลภาพและผู้สูงอายุ 1,666 คน ซึ่งพบความผิดพลาดในหลายจุด อาทิ คิวอาร์โค้ดผิดพลาด บางจังหวัดไม่มีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของบางพรรคการเมือง รวมถึงเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัครไปโผล่อยู่เขตอื่น เป็นต้น

ล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “เหลี่ยมทุกดอกแล้วบอกโปร่งใส

1) ไม่ติดชื่อผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ที่บอร์ดดูรายชื่อ ลำปาง ชลบุรี เชียงราย นครปฐม อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี กทม อันนี้แค่เฉพาะที่ได้รับการร้องเรียนอันที่ยังไม่รายงานไม่รู้อีกไม่รู้เท่าไหร่

2) หลายเขตติดป้ายชื่อ ไม่ว่า ผิดพลาดกันได้เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อประชาชนถามว่า สส. พรรคประชาชนเบอร์อะไร บัตรหายไปไหน เจ้าหน้าที่ กกต. กลับให้ข้อมูลว่า ‘ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว‘ !!

3) ในกรุงเทพมหานคร สแกนป้ายแจ้งรายชื่อผู้สมัคร พบว่าปรากฏเป็นรายชื่อของการเลือกตั้งปี 66

4) หลังจากที่ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว กกต.จะต้องใส่รหัสเขตเพื่อส่งไปนับที่เขตนั้นๆ หลายเขตกรอกผิด ประชาชนทักท้วงแล้วแต่ไม่เป็นผล หลายเขตไม่ได้กรอกรหัส เป็นความจงใจทำให้ คะแนนไปผิดที่หรือไม่

5) มีเจ้าหน้าที่ กกต. บอกให้เขียนชื่อตัวเองบนบัตร! ซึ่งนั่นจะทำให้กลายเป็นบัตรเสียทันที!!

6) ค่ายทหารหลายค่าย ให้เลือกตั้งล่วงหน้า มีการเรียกเข้าห้องประชุม พูดปลุกใจ พูดว่าไม่ให้เลือกพรรคที่ด้อยค่าทหาร พรรคที่รักชาติ บิดเบือนข้อมูลว่าประชาชนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิก 112 ซึ่งไม่เป็นความจริง

7) ในค่ายทหารมีแค่เจ้าหน้าที่ กกต. ทหารชั้นผู้ใหญ่และทหารชั้นผู้น้อย ไม่มีบุคคลที่สามสามารถเข้าไปสังเกตการณ์ได้ บางค่ายมีการเดินเข้าไปมองในคูหาเลือกตั้ง

8 )เลือกตั้งนอกราชการอาณาจักร ก็ปัญหาอีกร้อยแปดพันประการ หลายคนกังวลว่าคะแนนจะมาไม่ถึง เหมือนปีที่ผ่านๆมา

ทุกคนเจออะไร ตั้งกล้องถ่ายคลิปไว้ให้หมด เจ้าหน้าที่คนไหนทำอะไรถ่ายให้เห็นหน้าเห็นการกระทำชัดๆ ทุกคะแนนมีความหมาย กว่าเราจะหามาได้แสนยากลำบาก แต่เสียไปง่ายๆด้วยความสะเพร่าของเจ้าหน้าที่ กกต.
จำได้ไหม กทม. เขต 33 แพ้แค่ 4คะแนน ลองคิดดูว่าถ้าประชาชนเขากาให้เราแล้ว แต่ความผิดพลาดมันเกิดจาก กกต. ทำให้คะแนนมันหายไป ใครจะรับผิดชอบ?

บางอย่างเข้าใจได้ว่ามันเกิดจากความผิดพลาด แต่บางอย่างเข้าใจไม่ได้จริงๆ กกต. มีไว้ทำไม? กกต. ย่อมาจากอะไร?

อย่าท้าทายกับความโกรธแค้นของประชาชนมากนัก ที่ผ่านมาอย่าคิดว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอย่าคิดว่าคนเค้าจำไม่ได้ เค้าทบต้นทบดอกในใจ วันไหนที่ความโกรธปะทุขึ้นมาแล้วควบคุมไม่ได้ คนมีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังก็ระวังจะไม่มีเงาหัว

ค. = คร้าบบบบบบบบ”

จากนั้นได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ดูเหมือน กกต. พยายามจะเตะตัดขาบางพรรคและปิดหูปิดตามองไม่เห็นการซื้อเสียงของบางพรรค เอางี้ถ้าเก็บทรงไม่อยู่จริงๆ อยากเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคไหน อย่าลืมใส่ชื่อ ในบัญชีผู้ช่วยหาเสียงให้เรียบร้อย ทำให้มันถูกต้อง ให้มันชัดเจนไปเลย ประชาชนเค้าจะได้รู้ๆ “

สมชัย ตำหนิแรง กกต. Human error ปมจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต

สมชัย ตำหนิแรง กกต. Human error ปมจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต

สมชัย ตำหนิแรง กกต. Human error ปมจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.09 น.

2 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Human error กับการจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต

การออกแบบการจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ที่ให้เจ้าหน้าที่เขียนจ่าหน้าซองและยกภาระให้ประชาชนต้องตรวจสอบว่าส่งกลับถูกเขตหรือไม่ สะท้อนถึงการไร้ความคิดของ กกต. ที่สมควรได้รับการตำหนิ

เป็นการออกแบบงานที่เปิดช่องให้กับ “ความผิดพลาดของมนุษย์” (Human error) มากมาย

– จนท. จำรหัสผิด

– จนท. เขียนเลขไม่ชัดเจน

– ประชาชนไม่รู้รหัส ไม่สามารถตรวจสอบ

– จนท. ตรวจสอบและคัดแยกผิด ฯลฯ

ลด Human error ได้โดยเอา Machine มาแทนที่ เช่น ไม่ต้องให้คนเขียนจ่าหน้า แต่ ใช้ลอกสติ้กเกอร์ ที่ใส่ ชื่อจังหวัด เลขเขต รหัสเขต หรือแม้กระทั่ง bar code ที่พิมพ์ไว้เรียบร้อย เพียงตรวจบัตรประชาชนว่า เขาใช้สิทธิของเขตใด ก็ลอกมาปะหน้าซอง แล้วให้ประชาชนตรวจและเซ็นชื่อกำกับ

จะไม่มีปัญหาจำผิด ไม่รู้ เขียนไม่ชัด การแยกซองก็ใช้เครื่องคัดแยก อ่าน bar code ส่งกลับเขตได้แม่นยำ ครบ 100%

เรื่องนี้ กกต.หากทำไม่เป็น จ้าง shoppee , lazada มาทำก็ได้ เขาส่งของข้ามประเทศยังไม่มีผิดพลาด คนในโลกเขาทำเป็นหมดแล้ว ยกเว้น กกต. ไทย

เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของมนุษย์ (Human error) จริงครับ มนุษย์ที่ชื่อ กกต.