ตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ พิพัฒน์ปลุกคนไทย เลือกให้ชัดฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ

ตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ พิพัฒน์ปลุกคนไทย เลือกให้ชัดฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ

ตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ พิพัฒน์ปลุกคนไทย เลือกให้ชัดฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

“พิพัฒน์”ปลุกคนไทย เลือกให้ชัด”ฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ” ยัน”ภท.”ยืนเคียงข้างทหารที่ไว้ปกป้องอธิปไตยไทย ไม่ใช่มีทหารไว้ทำอะไร ย้ำตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ ทวงคืนโครงสร้างพื้นฐาน 30 ปีที่หายไป ไม่ขอก้าวก่ายปม”หมอสุภัทร” แต่รับกระทบสมัยเป็น”รมว.ท่องเที่ยว”

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ จ.พังงา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำดูแลพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ในฐานะผู้สมัคร สส.หาดใหญ่ เขต 2 พรรคประชาชน (ปชน.) ออกจากราชการ ว่า ส่วนตัวไม่ได้ทราบเรื่องอะไรมากนัก แต่อยากฝากให้พี่น้องชาวไทยและสื่อมวลชนช่วยกันแชร์ว่าการที่มีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเร่งด่วน จะต้องจัดซื้อในช่วงเดือนสิงหาคมไม่ใช่ไปจัดซื้อในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วน อีกทั้งบริษัทที่นายแพทย์สุภัทรจัดซื้อ ATK ก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทที่นำเข้า

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ กระทรวงสาธารณสุข แต่ได้รับผลกระทบในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ ขณะนั้น ที่ต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยว และน่านฟ้าประเทศไทยถูกปิดลง จึงต้องพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น คำว่าวัคซีน , ATK , RT-PCR จึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับตัวของตนเอง ซึ่งเรื่องของนายแพทย์สุภัทรขอให้เป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องไปว่ากัน ตนไม่ขอก้าวล่วง ส่วนอะไรที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบในขณะนั้น ยืนยันว่าสามารถชี้แจงได้ แต่อะไรที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ขอที่จะชี้แจง

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าในพื้นที่ 14 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ทั้งหมด 59 เขต พรรคภูมิใจไทยจะได้สส.ไม่น้อยกว่า 31 เขต และพยายามที่จะรักษาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้อยู่ครบให้ได้ ฉะนั้นหากประชาชนมีความพอใจและเข้าใจนโยบายของพรรคภูมิใจไทยก็ขอให้ช่วยกันเลือกเพื่อที่จะได้มีตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยเข้าไปในสภามากยิ่งขึ้น 30 ปี ที่หายไปของพี่น้อง 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ หากเรามีสส.เข้าไปสภาเยอะๆจะได้ไปช่วยกันอภิปรายขอหรือทักท้วงในประเด็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนใต้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตนและเพื่อนๆที่ร่วมสังฆกรรมและร่วมอุดมการณ์ทั้ง 31 คน จะต้องไปทวงคืนในสิ่งที่คนใต้ของพวกเราสูญหายไป

เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ กับ แนวคิด ลุงตู่ไม่อยู่แล้วให้เลือกลุงหนู หรือการเมืองแบบเชิงยุทธศาสตร์ นายพิพัฒน์กล่าวว่า แนวคิดนี้ เป็นแนวความคิด ตนคิดว่า ปัจจุบันนี้การเมืองควรจะเลือกฝ่าย ว่า ฝ่ายที่รักชาติกับฝ่ายที่ไม่รักชาติ ผมอยากประกาศให้คนไทยฟังชัดๆ ว่าพรรคไหนที่รักชาติ ขอให้ช่วยกันเลือก ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเขา หรือฝ่ายไหนที่มีการละเลยเมื่อเกิดสงคราม เราก็ไม่ควรไปใส่ใจและผลักดันกับพรรคนั้น ถ้าถามผม ในคำถามที่แรงก็ต้องพูดตามความจริง ความรู้สึกเฉพาะส่วนบุคคล ฉะนั้นถ้าถามผมก็ยืนตรง ผมรักชาติ ผมมีความเป็นไทย ผมเคารพในบรรพบุรุษของราชวงศ์จักรีที่สร้างประเทศไทยบนถิ่นแหลมทองแห่งนี้ การเลือกถิ่นแหลมทองแห่งนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่บรรพบุรุษของเรามีสายตาที่เฉียบคม เพราะอะไรที่เป็นภัยธรรมชาติประเทศไทยไม่เคยเจอเลย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เช่นเวียดนามเจอพายุปีหนึ่งกี่ครั้ง แต่ประเทศไทยในกี่ปีจะเจอพายุในหนึ่งครั้ง

“ผมมีความภาคภูมิในความเป็นไทย ภาคภูมิที่ได้เกิดในประเทศไทย เพราะฉะนั้น ขอฝากเพื่อนๆ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ พวกเราควรจะเลือกหรือต้องเลือก หรือต้องตัดสินใจว่า พวกเราจะเลือกใครกันแน่ ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่มีทหารไว้ทำอะไร นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสาร” นายพิพัฒน์ กล่าว

ยศชนัน ยืนยันไม่ทอดทิ้งคนใต้ พร้อมกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในฐานะนายกฯ คนที่ 33

ยศชนัน ยืนยันไม่ทอดทิ้งคนใต้ พร้อมกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในฐานะนายกฯ คนที่ 33

ยศชนัน ยืนยันไม่ทอดทิ้งคนใต้ พร้อมกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในฐานะนายกฯ คนที่ 33

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.58 น.

“ยศชนัน”นำทัพเพื่อไทยประเดิมล่องใต้ ทัวร์เมืองคอน-พัทลุง ควง”อดีตนายกฯสมชาย”สักการะ”ท่านพ่อคล้ายวาจาสิทธิ์” ยืนยันไม่ทอดทิ้งคนใต้ พร้อมกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในฐานะนายกฯ คนที่ 33

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) นำทีมเพื่อไทยออนทัวร์ปราศรัยหาเสียงที่ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.พัทลุง ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยรอต้อนรับที่สนามบินมอบดอกไม้พวงมาลัย มีมาลัยมังคุด และส้มโอมาให้นายยศชนัน มีการชูป้าย “ยินดีต้อนรับว่าที่นายกฯ คนคอน” และตะโกนบอก “เรารัก อ.เชน” บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและคึกคัก นอกจากนี้ยังมีคณะผู้สมัคร สส.ภาคใต้ หลายจังหวัด ได้เดินทางมาต้อนรับแคนดิเดตนายกฯ

จากนั้น นายยศชนัน พร้อมคณะ ได้เดินทางไปที่วัดสวนขัน (พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์) อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช มี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 ร่วมคณะเข้าสักการะท่านพ่อคล้ายวาจาสิทธิ์ ที่ตึกสมบูรณ์สามัคคีโยทิศพิศิษฐานุสรณ์ หรือ กุฏิพ่อท่านคล้าย 2497 เพื่อเสริมสิริมงคล โดยนายยศชนัน ได้อธิษฐานขอให้ประสบความสำเร็จได้มีโอกาสได้ดูแลพี่น้องประชาชนภาคใต้และประเทศไทย ซึ่งพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ถือเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังและเป็นพระครูอดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขัน เป็นที่เคารพบูชาของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่ง อ.ช้างกลาง คือภูมิลำเนาของอดีตนายกฯ คนที่ 26

ต่อมา นายยศชนัน ได้ขึ้นปราศรัยพร้อมกับอดีตนายกฯ สมชาย ผู้มาร่วมฟังปราศรัยคล้องพวงมาลัยสะตอ และดอกกุหลาบต้อนรับ โดย นายยศชนัน เริ่มต้นปราศรัยด้วยการแหลงใต้ ว่า “คิดถึงจังฮู้” รู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสกลับมาจุดกำเนิดที่เป็นบ้านของปู่กับย่า ที่ อ.ช้างกลาง และขอรายงานตัวว่าลูกหลานคนนครฯ คนนี้ พร้อมเข้าไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 แล้ว และในวันนี้รู้สึกยินดีที่มีญาติพี่น้องจากตระกูลวงศ์สวัสดิ์เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ พร้อมกล่าวว่า ภาคใต้ถือว่าเป็นแผ่นดินที่มีบุญคุณกับครอบครัววงศ์สวัสดิ์ ในวันนี้จึงมาขอโอกาสให้กับพรรคเพื่อไทยในการเข้าไปเป็นรัฐบาล เพื่อมาดูแลพี่น้องชาวไทย

นายยศชนัน กล่าวว่า จ.นครศรีธรรมราช ถือเป็นเมืองอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้ ถ้าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเป็นรัฐบาล ลูกหลานคนนครคนนี้ จะยกระดับการท่องเที่ยว ให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง โดยการเป็นศูนย์กลางกระจายความเจริญไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้ พร้อมกันนี้พรรคเพื่อไทยจะลดอำนาจรัฐ คืนอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยจะสานต่อ SML เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ ในด้านเกษตรกรรม ถ้าเป็นรัฐบาลจะทำให้ผลไม้มีราคาสูงขึ้น สำหรับยางพาราตั้งเป้าไว้ที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนพืชพันธุ์และจะมีนวัตกรรมผ่านนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% เข้ามาดูแลพี่น้องเกษตรกร

ในส่วน 30 รักษาทุกโรค ที่เปลี่ยนเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ จะยกระดับนโยบายให้เป็น 30 บาทด้วย AI ที่จะรวมศูนย์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน สำหรับการศึกษาจะสานต่อโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน หรือ ODOS เพื่อให้โอกาสเยาวชนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และกลับมาพัฒนาเพื่อชาวนครศรีธรรมราช

“นครศรีธรรมราช คือจังหวัดแรกในภาคใต้ ที่ลูกหลานคนนี้ได้เดินทางมา ยืนยันว่าไม่มีทางทอดทิ้งคนใต้แน่นอน เพราะจุดนี้คือจุดให้กำเนิด และผมจะมาอีกครั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตคนนครฯ ดีขึ้น จากลูกหลานคนนี้” นายยศชนัน กล่าว

ช่วงหนึ่ง นายสมชาย กล่าวด้วยภาษาใต้ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มาฟังการปราศรัยของ ศ.ดร.ยศชนัน ส่วนตัวอยากกลับมาเจอพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งตนถือว่าเติบโตอยู่ที่วัดสวนขันและได้เคารพบูชาท่านพ่อคล้ายมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งในวันนี้ลูกชายได้รับโอกาสเป็นแคนดิเดตนายกฯ และอยากบอกว่านี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของคนนคร

นายสมชาย ยังได้กล่าวถึงการเข้ามาเป็นแคนดิเดตของ ศ.ดร.ยศชนัน เพราะเป็นลูกอดีตนายกฯ โดยยืนยันว่า ความเป็นจริง คือความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าเขาได้รับโอกาสจากการเป็นลูกชายของอดีตนายกฯ ซึ่งในวันนี้อยากให้ชาวนครศรีธรรมราชเลือกพรรคเพื่อไทยสักครั้ง ให้ สส.เข้ามาทำหน้าที่ในสภาฯ เป็นองคาพยพให้กับ ศ.ดร.ยศชนัน เพื่อบริหารดูแลทุกข์สุขของคนไทยทั้งประเทศ

“วันนี้เรามั่นใจว่าเราจะเป็นรัฐบาลแน่ ให้ลูกหลานคนนี้ไปเป็นนายกฯ และนำความทุกข์ประชาชนไปจัดการ” อดีตนายกฯ สมชาย กล่าว

จากนั้น นายยศชนัน นำคณะเดินทางไปที่ จ.พัทลุง เพื่อเดินทางไปมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อพบปะประชาชนและพูดคุยแนวทางการจัดตั้งศูนย์การแพทย์แบบองค์รวมและแนวทางการพัฒนาพื้นที่ ร่วมกับทีมพลังพัทลุง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทักษิณ และผู้บริหารโรงพยาบาลควนขนุน และในเวลา 18.45 น.จะขึ้นปราศรัยที่สนามกีฬาสิริวัณณวรี จ.พัทลุง

– 006

อดีตรอง มทภ.2 มองชายแดนไทยกัมพูชา ปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำรัฐบาลใหม่ต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ

อดีตรอง มทภ.2 มองชายแดนไทยกัมพูชา ปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำรัฐบาลใหม่ต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ

อดีตรอง มทภ.2 มองชายแดนไทยกัมพูชา ปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำรัฐบาลใหม่ต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

‘พล.ท.กนก’ มองชายแดนไทยกัมพูชาปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ ยัน หากไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไทยต้องมีการคุมช่องทาง ลั่น กัมพูชาเข้าหาจีน-สหรัฐฯเพื่อหาผลประโยชน์

วันที่ 28 มกราคม 2569  เวลา 12.00 น. ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พล.ท.กนก เนตระคะเวลินะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนมีความกังวล สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เสี่ยงปะทะกันรอบที่ 3 เนื่องจากกัมพูชามีการขุดคูเลต รวมถึงมีการเสริมกำลังพลที่มั่นกำบัง ว่า รอบ 3 มีแน่แต่ว่าจะมีขึ้นเมื่อไหร่นั้น ก็ต้องดูด้วยว่าการที่เขาขุดคูเลตขึ้นมาเป็นการเตรียมการขั้นต้นในการตั้งรับ แต่คูเลตที่มีการขุดนั้นยังไม่แล้วเสร็จ หากขุดคูเลตเสร็จแล้วจะมีมูลดินอยู่ข้างหน้า เพื่อใช้สำหรับการป้องกันกระสุน 

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า ในส่วนบังเกอร์ที่มีภาพออกมา ที่มีลักษณะเป็นปูนหรือรูปสามเหลี่ยม ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จเช่นกัน ซึ่งหากแล้วเสร็จจะมีดินมากลบที่บังเกอร์ โดยสังเกตว่าจะเป็นการสร้างที่มั่นให้แข็งแรงในที่สุด ซึ่งการที่จะรบกันจะต้องดูว่าจะตั้งรับตรงไหน จะรบตรงไหน ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าการรบครั้งที่ 3 จะมี เพราะถ้าไม่มีเขาจะไม่ทำเช่นนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีบ้าน 3 หลัง เป็นพื้นที่โล่ง จะยากหรือไม่เพื่อจะยึดคืน พล.ท.กนก กล่าวว่า หากจะถามว่ายากหรือไม่ ให้ไปดูกรณีบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ทำไมถึงยึดคืนกลับมาได้ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับหน่วยที่คุมพื้นที่ ว่าจะทำอย่างไรซึ่งเป็นเทคนิคทางยุทธวิธี ตนมั่นใจในพื้นที่นี้เพราะเป็นพื้นที่ของนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพทางการรบสูง 

ส่วนกรณีกระแสข่าวการฝึกพร้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐและกัมพูชา ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าการฝึกรบร่วมในครั้งนี้หยุดฝึกเป็นเวลานานแล้วแต่ก็กลับมาฝึกกันอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้จะเป็นสัญญาณบอกเหตุใดหรือไม่ พล.ท.กนก กล่าวว่า การฝึกรบร่วมกัน ระหว่างสหรัฐและกัมพูชา ต้องถามกลับไปว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียนที่ไหนมา เพราะเป็นที่สังเกตว่านาย ฮุน มาเนต สำเร็จการศึกษา ด้านการทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐ West Point ซึ่งอาจจะมีเพื่อนฝูงหรือเครือข่ายในการที่จะเอามาฝึก หากจะถามว่าฝึกทำไมฐานทับเรือเรียม ที่มีการร่วมด้วยกับจีน และปัจจุบันถูกจีนกดดันในเรื่องของสแกมเมอร์ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องดึงสหรัฐเข้ามา ซึ่งตนมองว่าหลังจากนี้จีนจะไม่ไว้ใจและจะกดดันมากกว่านี้

ส่วนที่ผ่านมา นายฮุน เซน ได้มีการพูดคุยกับจีน และฝั่ง ฮุน มาเนต ได้มีการพูดคุยกับฝั่งอเมริกา ทั้งหมดนี้มองได้หรือไม่ว่าเป็นการเข้าหาทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อที่จะมาโอบล้อมไทย พล.ท.กนก กล่าวว่า เขาต้องการหาประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน เช่นจีนต้องหาประโยชน์ในด้านการลงทุน สหรัฐก็ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ขออเมริกาต้องการที่จะมาคานอำนาจจีน ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งต่างคนต่างแสวงหาประโยชน์ และกัมพูชาก็หาประโยชน์จากทั้ง 2 ประเทศ

ส่วนจะมีอะไรอยากฝากถึงรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ ที่จะมาดูแลเรื่องความมั่นคง พล.ท.กนก กล่าวว่า หลังวันที่ 8 ก.พ. 69 หากมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาแล้ว ขอให้มีความเข้าใจในเรื่องของกองทัพและสถานการณ์ชายแดน ว่าจะต้องเติมเต็มอะไรให้กับกองทัพให้มีความพร้อมในการทำหน้าที่ในการป้องกันประเทศ เพราะนักการเมืองไม่ได้เรียนมาแบบทหาร ไม่รู้ว่าต้องรบแบบไหน เพราะฉะนั้นต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับผู้นำของกองทัพ โดยใช้วิธีเปิดอกคุยกันเพราะเราต้องเร็วกว่ากัมพูชา เพราะกองทัพของเราเดินได้ด้วยงบประมาณ และงบประมาณต้องผ่านสภา เสร็จแล้วกระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์อยู่ที่การจัดซื้อจัดจ้างแต่กัมพูชาใช้เงินสแกมเมอร์ใช้การซื้อหาทางใต้ดิน เพราะฉะนั้นหากการสู้รบครั้งต่อไปเราก้าวไม่ทันกัมพูชาเราจะเสียเปรียบ

นอกจากนี้ปัจจุบันหลายพรรคการเมืองชูในเรื่องของทหารอาสา แต่ก็มีหลายพรรคการเมืองแย้งขึ้นมา ว่าทหารอาสาในหลาย ๆ ประเทศ ยกเลิกไปแล้ว เพราะเวลารบจริงกำลังพลไม่พอนั้น พล.ท.กนก กล่าวว่า ต้องดูความเป็นจริง ทหารอาสามีมาสมัยตั้งแต่ตนเป็นผู้พัน เป็นระยะเวลา 30 กว่าปีแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาคือคนที่อาสาเข้ามาแล้ว ก็อยากที่จะมีการพัฒนาในหน้าที่ในอนาคตให้มีการก้าวต่อไป แต่ติดปัญหาในเรื่องของการจัดระบบหน่วยของกองทัพ 

อย่างไรก็ตาม หากจะไม่ให้มีทหารขาขาดหรือมีทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ เราจะต้องมีการคุมช่องทาง ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต่อไปต้องทำความเข้าใจ และสนับสนุนทุกวิถีทางด้วยความรวดเร็ว กองทัพถึงจะเข้มแข็ง 

3 กูรูกองทัพ ชำแหละวาทกรรม ‘ทหารมีไว้ทำไม’ พร้อมโต้ภาพนายพลรวย

3 กูรูกองทัพ ชำแหละวาทกรรม 'ทหารมีไว้ทำไม' พร้อมโต้ภาพนายพลรวย

3 กูรูกองทัพ ชำแหละวาทกรรม ‘ทหารมีไว้ทำไม’ พร้อมโต้ภาพนายพลรวย

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

ม.รามคำแหง จัดเวทีเสวนา ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ ด้าน ‘พล.อ.นพนันต์–วันวิชิต’ โต้ภาพนายพลรวย ย้ำ บทบาทกองทัพคู่การเมือง–ความมั่นคงต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้อง 501 อาคารศรีศรัทธา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ ทหารมีไว้ทำไม ? : วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้านกองทัพของพรรคการเมืองไทย

นำเสวนาโดย พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก , พล.ท.กนก เนตระคะเวลินะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกอง กำลังสุรนารี , ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

โดยช่วงหนึ่ง พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพ กล่าวว่า นายพลรวย รวยยังไง และตนเองพึ่งเกษียณบ้านก็ยังไม่มี รักษาแผ่นดินด้วยชีวิต เกษียณมีเงินฝากอยู่ 650,000 บาท ไม่มีทองเก็บก็ความเป็นจริงแต่แบบนี้ หลายๆอย่างที่เราได้ยินมันไม่ใช่ เพราะกองทัพ มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างเยอะ พร้อมยืนยันว่าแก้ทุกปัญหาที่สังคมไทยโต้แย้งกันอยู่ทุกวันนี้กับกองทัพ ส่วนนโยบายที่ยุบ กอ.รมน มั่นใจหรือไม่ว่ามีกฎหมายความมั่นคง จะเห็นว่าไม่มีกฎหมายกองทัพทำงานไม่ได้ ทั้งหมดมีกฎหมายสากล ต้องเข้าใจรายละเอียดในเรื่องนี้อีกเยอะจึงจะเสนอมาได้ ส่วนนโยบายเรื่องสิทธิของกำลังพลทหารก็ยินดี เป็นเรื่องที่กองทัพใฝ่ฝันมานาน แต่ทำไมถึงไปไม่ได้ แต่ขออย่างเดียวคือต้องตอบให้ได้งบประมาณมาจากไหน 

ขณะที่ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า คำถามที่ว่า ทหารมีไว้ทำไม ตนคิดว่าเป็นคำที่สร้างวาทกรรมหรือเป็นที่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามในแง่บวกและลบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าบางเรื่องทหารก็ถูกสังคมตรวจสอบ ตนเป็นพลเรือนเป็นนักวิชาการและรับตำแหน่งบทบาททางการเมือง ซึ่งทหารมีไว้ทำไมนั้นตนมองว่าก่อนที่จะมีความรักชาติมาก่อน ดังนั้นอาชีพกองทัพเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความรักชาติที่มีมานานแล้ว แต่ในรูปแบบของทหารประจำที่มีเงินเดือนนั้นความสัมพันธ์ยึดโยงกับเสาหลักของชาติ คือยึดโยงสถาบันหลักชาติ ยังไม่มีอุดมการณ์ในแง่ของการพิทักษ์รักษาอธิปไตย เป็นเรื่องที่สถาบันกองทัพผูกโยงติดกับสถาบันหลักของชาติ คือสถาบันพระมหากษัตริย์ดังนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ก็ผูกตรงนี้มาเป็น 100 ปี 

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า ทุกคนเคยได้ยินคำว่า เลี้ยงทหาร 1,000 วันเพียงใช้งานแค่วันเดียว และถ้าเรามีการเตรียมความพร้อมในการอยู่ภาคสนาม การปฏิบัติจริง ศึกสงคราม รวมถึงในเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ กองทัพเป็นหน่วยงานแรกที่ไม่ต้องรอสังคมหรือรัฐบาลสั่ง รวมถึงเรื่องของน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ในหลายพื้นที่ที่คนตั้งคำถามว่ารัฐบาลอยู่ไหนแต่ทหารได้ทำไปแล้ว อย่างไรก็ตามในยามศึกและสงบเราทำ ตนได้เห็นอย่างปัญหาชายแดนไทย มาเลเซีย ที่ผ่านมากว่าจะนิ่งกว่าจะสงบการวางกำแพงรั้ว 110 กิโลเมตรตรงชายแดนที่ไทยและมาเลเซียร่วมกันสร้างใช้เวลา 40 กว่าปี กว่าจะคุยกันรู้เรื่องและกว่าจะคืนพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาใครเป็นคนมาพูดมาจัดการสะสางปัญหานั้น กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแค่ห้วงหนึ่งเท่านั้นแต่คนที่พูดอย่างต่อเนื่อง ทำงานอย่างต่อเนื่องหรือการเจรจาทางลับต่าง ๆ คือกองทัพ 

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า คำว่าทหารมีไว้ทำไมในแง่หนึ่งคนก็บอกว่าทหารไปยุ่งกับการเมือง ซึ่งทหารก็มองว่าตัวเองไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารประเทศในช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งทหารเข้ามายึดอำนาจทำรัฐประหารเพื่อยุติความขัดแย้งหรือเป็นการชิงอำนาจของคนชั้นนำ แต่ในห้วงบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปเขาต้องขีดเส้นว่า วันหนึ่งทหารต้องอยู่ในที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่น้อมรับคำบังคับบัญชาหรือนโยบายของฝ่ายการเมืองโดยที่ปฏิเสธไม่ได้เพราะคำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือศักดิ์สิทธิ์ 

“ย้อนไปสถานการณ์ไทยกัมพูชารอบแรกที่หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่ไปโจมตีฝั่งปอยเปรต ขยายแนวร่วม ซึ่งเราไม่ต้องการขยายแต่ต้องการจำกัดวงการปะทะ และตอนนั้นฝ่ายการเมืองไม่ได้ไฟเขียวให้กองทัพปฎิบัติหน้าที่แถวจังหวัดสระแก้ว  ยืนยันว่าทหารพร้อมและใจเต็มร้อย แต่เราต้องจำกัดวงของการปะทะ เพราะหากเรารุกก่อนจะทำให้พื้นที่ในระดับสายตาการประทะไม่มีปากเขา ไม่มีบังเกอร์กำบังธรรมชาติ ทำให้ประชาชนจะได้รับอันตราย เพราะเขมรยิ่งมั่ว ”ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีรวมถึงกองทัพสามารถทำงานร่วมกันได้ เพียงแต่ว่าคนอยู่วงนอกอาจไม่รู้ ส่วนเรื่องของนโยบายทางการเมืองต่างๆที่จะเปิดให้มีทหารระบบสมัครใจ ได้เงินเดือนสูงขึ้นมีสวัสดิการที่ดีขึ้น แต่ระบบเดิมยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่นั้น ตนเห็นว่ากองทัพเข้ามาช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยในแต่ละกองร้อยหรือหน่วยทหารทั่วประเทศ พลทหารที่จับใบแดงเข้ามาหรือสมัครเป็นคนส่วนมากร้อยละ 90 คือเป็นบุคคลที่ตกออกระบบการศึกษาภาคบังคับ หลาย ๆ กองร้อยตรวจสุขภาพเจอปัสสาวะม่วง สิ่งหนึ่งที่เราเป็นห่วงคือถ้าคนสมัครแล้วแน่นอนว่าค่าตอบแทนสูงขึ้นแต่คนที่ไม่สามารถเข้ามาด้วยระบบที่เราต้องการพัฒนาขีดความสามารถ อาทิ อ่านหนังสือไม่ เขียนไม่ได้ อยู่ในพื้นที่อโคจร เราพยายามจะดึงจุดนั้นขึ้นมา โทษกองทัพไม่ได้เพราะเป็นในเรื่องของโครงสร้างของสังคม กองทัพเข้ามารับรู้ต่าง ๆ ว่าอะไรที่ไม่ดีก็ค่อยสกัดออกไป ดังนั้นในห้วงเวลาที่ผ่านมาตนได้เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม และขนาดเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ระบบการศึกษาจะทำให้คนตื่นรู้มากขึ้น

พล.ท.กนก ชี้สนามรบคือคำตอบ ทหารมีไว้ทำไม ย้ำบ้านคือประเทศ รั้วคือกองทัพ

พล.ท.กนก ชี้สนามรบคือคำตอบ ทหารมีไว้ทำไม ย้ำบ้านคือประเทศ รั้วคือกองทัพ

พล.ท.กนก ชี้สนามรบคือคำตอบ ทหารมีไว้ทำไม ย้ำบ้านคือประเทศ รั้วคือกองทัพ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

‘พล.ท.กนก’ ชี้คำตอบทหารมีไว้ทำไม ย้ำบ้านคือประเทศรั้วคือกองทัพ เตือนชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่จบ ขอรัฐบาลใหม่ต้องเข้าใจ-เติมขีดความสามารถกองทัพ ลั่น ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแล้วจะเอาใครไปรบ 

วันนี้ (28 ม.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่ห้อง 501 อาคารศรีศรัทธา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ ทหารมีไว้ทำไม ? : วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้านกองทัพของพรรคการเมืองไทย

นำเสวนาโดย พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก , พล.ท.กนก เนตระคะเวลินะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกอง กำลังสุรนารี , ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

โดยช่วงหนึ่ง พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี กล่าวว่า คำถามที่หลายคนพูดกันว่าทหารมีไว้ทำไม ตนอยากจะถามว่าเคยได้ยินคำว่าประเทศเป็นบ้านทหารเป็นรั้วหรือไม่ หน้าที่ของทหารคือป้องกันประเทศ และปกป้องแผ่นดินไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกราน ในห้วงเวลาที่ผ่านมาถ้าไม่มีการสู้รบก็จะไม่เห็นว่าทหารนั้นทำหน้าที่อย่างไร แต่เราทุกคนก็เห็นหน้าที่ของทหารจากการสู้รบครั้งที่ 1 ทำให้เรารู้ว่าพื้นที่ที่บางส่วนที่อยู่ชายแดนของเรานั้นเป็นอย่างไร เช่น  บริเวณพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จะเป็นภูเขา ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 จะเป็นพื้นที่ราบ และในชายแดนจันทบุรีตราดจะมีพื้นที่เป็นลำน้ำสลับกับภูเขา ในส่วนการสู้รบในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 นั้น ก็ดำเนินการที่จะผลักดันทหารกัมพูชาที่เข้ามาอยู่อาศัยรวมทั้งประชาชนบางส่วนในแต่ละพื้นที่ซึ่งรวมทั้งหมด 11 จุด 

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่ยังมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน อาทิ ช่องอานม้า , เนิน 677 , เนิน 500 ,เนิน 350 , ปราสาทตาควาย โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม ที่มีการเผชิญหน้ากันจนเกิดการกระทบกระทั่ง และเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 2 ซึ่งใช้เวลาในการรบมากกว่ารอบแรก และรบต่อเนื่องหลายในหลายพื้นที่ เราสามารถยึดได้หลายพื้นที่และสามารถผลักดันทหารกัมพูชาออกไปได้

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ของทัพภาคที่ 2 เราได้คุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่บนภูเขาได้ กัมพูชาลงไปอยู่ในพื้นที่ราบ แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังเผชิญหน้ากันอยู่ นี้คือคำตอบที่ชี้บอกได้ว่า กัมพูชากับไทยแต่ยังแต่ยังมีการสู้รบรอบที่ 3 เพราะในบางพื้นที่ยังไม่มีการถอนกำลังออกไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 2 คือพยายามที่จะผลักดันให้กับกัมพูชาออกไป แต่หากไม่มีการผลักดัน ปัญหาเหยียบทุ่นระเบิดทหารไทยขาขาด ปัญหาทหารกัมพูชามาลาดตระเวนยั่วยุเพื่อที่จะยึดพื้นที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีการเกิดขึ้นมาอีก 

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่จากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง จะเป็นภาพและคำตอบให้ประชาชนได้รับทราบและรับรู้ว่าได้ว่าทหารมีไว้ทำไม แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ให้ลองมองกลับไปว่าทหารคือใคร ทหารก็คือประชาชนแต่ได้เข้ารับการฝึกทางด้านยุทธวิธีทางด้านการทหารตามลำดับชั้นตามรูปแบบหน่วย ที่ฝึกหลายด้านผสมผสานเพื่อทำการรบ การรบในพื้นที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องใช้ทหารที่ฝึกออกมาในรูปแบบชำนาญการ อยากให้ลองนึกดูว่าทหารที่จะเข้าทำการตีบังเกอร์ของอีกฝ่ายที่เป็นพื้นที่มั่นนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งแค่ไหน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเสี่ยงชีวิต อีกทั้ง ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นก็จะพยายามที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จคือการผลักดันกัมพูชาออกไปยึดที่หมายให้ได้โดยให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ทั้งหมดนี้จึงย้ำให้เห็นได้ว่า นี้คือหน้าที่ของทหาร 

เมื่อถามว่านโยบายพรรคการเมืองใด ที่เหมาะสมกับทางด้านกองทัพในช่วงเวลานี้ พล.ท.กนก กล่าวว่า ทางด้านนักการเมืองอาจจะมีความรู้ความสามารถในด้านอื่น แต่อาจจะไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านของกองทัพและทหาร แม้กระทั่งการที่จะเข้าเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงกับการทำงานของกองทัพ บางส่วนเห็นว่ายังทำไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ต้องเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันว่ากองทัพต้องการ สิ่งที่กองทัพได้ใช้ไปในการสู้รบ 2 ครั้ง รัฐบาลต้องเติมเต็มในการที่จะสู้รบหากเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 3 

พล.ท.กนก กล่าวว่า ในเรื่องของการเติมเต็มในสิ่งที่ใช้ไปนั้น ในการรบเราที่เร่าใช้ก็ส่วนมากคือในด้านของกระสุนซึ่งต้องมีการเติมเต็มเข้ามาทดแทน อีกทั้ง กัมพูชาได้มีการพัฒนาอาวุธขึ้นมาใหม่เพื่อจะต่อสู้ เช่น อาวุธที่จะต่อสู้กับเครื่องบินรบ F-16  ฉะนั้นเราต้องคิดกันต่อว่า เราจะมีอาวุธอะไรไปสู้รบกับเขาอีก ไม่ใช่ที่จะใช้รูปแบบเดิมเพราะฝั่งตรงข้ามก็พัฒนาเช่นกัน หากจะถามว่าหลังจากนี้ไปจนถึงวันที่ 8 ก.พ. 2569 จะมีการสู้รบหรือไม่ ขอตอบว่าปัจจุบันนี้ยังไม่มี แต่จะให้ดูความพร้อมของกัมพูชาว่ากัมพูชามีความพร้อมขนาดไหน ซึ่งต้องเปรียบเทียบจากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า กรณีที่กัมพูชามีการขุดคูเลตที่พื้นที่ตราดนั้น เป็นการขุดคูเลตในรูปแบบซิกแซก โดยเป็นลักษณะการขุดเป็นร่องซึ่งจะทำเป็นคูเลตทางยุทธวิธี สำหรับในส่วนบังเกอร์ของทหารกัมพูชาที่มีภาพออกมานั้น มีลักษณะแผ่นปูนสามเหลี่ยมมีการวางอยู่บริเวณแนวชายแดนตรงข้ามเนิน 350 ซึ่งมีระยะห่างจากชายแดนไทยออกมา 1 กิโลเมตร ซึ่งจากที่เราเห็นว่าเป็นแผ่นปูนก็แสดงให้เห็นว่ามันยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งหากดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องมีการนำดินมากลบในพื้นที่เพื่อเป็นที่กำบัง 

พล.ท.กนก กล่าวย้ำว่า นี้เป็นสัญญาณว่าทางกัมพูชายังไม่พร้อมที่จะกับไทย และรัฐบาลใหม่หากเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว อยากจะให้มีการทำความเข้าใจกับกองทัพ และสามารถสนับสนุนกองทัพให้มีความพร้อมในการที่จะป้องกันประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจการทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน และรักษาแผ่นดินให้รุ่นต่อไปได้

โดยในช่วงหนึ่งมีนักศึกษาได้ถามถึงประเด็นสามารถยกเลิกทหารเกณฑ์ได้หรือไม่ พล.ท.กนก กล่าวว่า ถ้ายกเลิกการเกณฑ์ทหารแล้วจะเอาใครไปรบ ไม่มีพลรบแล้วจะให้ใครรักษาแผ่นดิน

ลุงป้อม ควง พี่แอ๊ด ชิมก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ระดับตำนานกว่า 60 ปี บอก ชีวิตต้องรู้จักหาความสุข

ลุงป้อม ควง พี่แอ๊ด ชิมก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ระดับตำนานกว่า 60 ปี บอก ชีวิตต้องรู้จักหาความสุข

ลุงป้อม ควง พี่แอ๊ด ชิมก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ระดับตำนานกว่า 60 ปี บอก ชีวิตต้องรู้จักหาความสุข

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“ลุงป้อมชวนชิม” ควง “พี่แอ๊ด” ลิ้มรสก๋วยเตี๋ยวเนื้อระดับตำนานกว่า 60 ปี เผยแนวคิดชีวิตต้องรู้จักหาความสุข และกล้าที่จะเปลี่ยน

วันนี้ 28 มกราคม 2569 ที่ย่านเอกมัย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ ภายหลังกระแสการวางมือจากบทบาททางการเมือง ได้ปรากฏตัวในบรรยากาศสบาย ๆ ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังระดับตำนาน “วัฒนาพานิช” พร้อมคณะผู้ติดตามราว 15 คน อาทิ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา มาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันอย่างเป็นกันเอง

พล.อ.ประวิตร เปิดใจว่า ได้ติดตามและอ่านทุกความคิดเห็นจากประชาชน พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจ และยอมรับว่าถูกใจชื่อ “ลุงป้อมชวนชิม” เป็นอย่างมาก พร้อมกล่าวติดตลกว่า แม้จะเป็นนักชิมรุ่นเดอะ แต่ก็ถือเป็นน้องใหม่ในวงการรีวิวอาหาร พร้อมฝากแนวคิดว่า“ชีวิตคนเรา ต้องรู้จักหาความสุข และต้องกล้าที่จะเปลี่ยน”

พล.อ.ประวิตร ยังเผยถึงความชื่นชอบส่วนตัวว่า ยังคงรักเมนูเนื้อและก๋วยเตี๋ยวสามารถทานได้ทุกวัน และโดยเฉพาะเกาเหลา ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องชิมคือ “น้ำซุป” เพราะก๋วยเตี๋ยวจะอร่อยน้ำซุปต้องเด็ด  ก๋วยเตี๋ยวสามารถรับประทานได้ทั้งแบบดั้งเดิมโดยไม่ต้องปรุง หรือจะเติมรสชาติให้ถูกใจก็แล้วแต่ความชอบ พร้อมเปรียบเปรยว่า ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามเต็มไปด้วยความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสด เนื้อเปื่อย ลูกชิ้น หรือเครื่องใน ทุกอย่างสามารถอยู่ร่วมกันได้ในหม้อเดียว เช่นเดียวกับสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลาย

“ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด แต่อย่าให้น้ำซุปเสีย” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า แม้จะวางมือจากการเมืองแล้ว แต่หากยังสามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ก็พร้อมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวอาหาร ที่นอกจากจะช่วยแนะนำร้านอร่อยให้ประชาชนได้รู้จักแล้ว ยังเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย

สำหรับร้าน “วัฒนาพานิช” นับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อระดับตำนานที่เปิดให้บริการมากว่า 60 ปี โดดเด่นด้วยหม้อตุ๋นเนื้อใบยักษ์หน้าร้าน น้ำซุปสีเข้ม กลิ่นหอมของสมุนไพร และเนื้อทุกชิ้นที่นุ่มละมุน เป็นเสน่ห์ความอร่อยที่ทำให้ร้านยังคงครองใจคนรักก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และเป็นหนึ่งในร้านที่สายเนื้อต้องมาลองลิ้มชิมรสสักครั้ง

เศรษฐกิจแย่ต้องแก้ทันที! หญิงหน่อย ลั่นขออาสาเป็นแม่ทัพแก้ปากท้อง

เศรษฐกิจแย่ต้องแก้ทันที! หญิงหน่อย ลั่นขออาสาเป็นแม่ทัพแก้ปากท้อง

เศรษฐกิจแย่ต้องแก้ทันที! หญิงหน่อย ลั่นขออาสาเป็นแม่ทัพแก้ปากท้อง

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

“สุดารัตน์”ลุยตลาดเติมพลังใจพ่อค้าแม่ขาย ลั่นเศรษฐกิจแย่ต้องแก้ทันที ขออาสาเป็น”แม่ทัพ”แก้ปากท้อง คืนรอยยิ้มคนตัวเล็ก วอนขอแรงเลือกไทยสร้างไทย 48 ไปหยุดวิกฤตหนี้สิน เติมทุนใหม่ให้ตั้งตัวได้ด้วย พร้อมกับหยุดสินค้าต่างชาติทุ่มตลาดด้วย”กองทุนสร้างไทยและกองทุนตั้งตัว”

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) หมายเลข 48 ลงพื้นที่ลุยหาเสียงอย่างเข้มข้น ณ ตลาดสายเนตร และตลาดหทัยมิตร ย่านคู้บอน ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นกันเองจากพ่อค้าแม่ขายและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยตลอดเส้นทางมีการเข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป และมอบอาหารขนมเพื่อเป็นกำลังใจให้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัญหาเดียวกันคือ เศรษฐกิจแย่มาก และกำลังแบกรับภาระหนี้สินอย่างหนัก ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ ยืนยันว่าเข้าใจความลำบากนี้ดี และพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นลำดับแรกเพื่อคืนรอยยิ้มให้คนตัวเล็กอีกครั้ง

พรรคไทยสร้างไทย ประกาศนโยบายอย่างชัดเจนเพื่อหยุดวิกฤตหนี้สินด้วยการพักหนี้ นาน 3 ปี สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และพ่อค้าแม่ขายรายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ย เพื่อเป็นการหยุดเลือดที่กำลังไหล ให้ประชาชนได้มีโอกาสหายใจหายคอได้คล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเติมเลือดใหม่ ผ่านกองทุนสร้างไทยและกองทุนตั้งตัว ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนกู้เงินตั้งแต่ 10,000 ไปจนถึง 100,000 บาท โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น เพื่อนำไปเป็นทุนรอนในการประกอบอาชีพและล้างหนี้นอกระบบที่กัดกินชีวิตคนไทยมานาน

นโยบายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น หากกู้เงิน 50,000 บาท จากเดิมที่ต้องเสียดอกเบี้ยนอกระบบนับหมื่นบาทต่อเดือน จะเหลือเพียง 500 บาทเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งตัวได้จริงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนช่วยกันเลือกพรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 48 ให้มากพอ เพื่อให้เราเข้าไปรับใช้และดูแลพี่น้องประชาชนให้ “หายจน หมดหนี้” และสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำชัดถึงวิกฤตการณ์สินค้าต่างชาติที่ทะลักเข้ามาทุ่มตลาดไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าการที่สินค้าเหล่านี้สามารถวางขายได้โดยไม่ต้องผ่านมาตรฐาน อย.หรือ มอก.นั้น มีต้นตอสำคัญมาจากปัญหาคอร์รัปชันของข้าราชการและนักการเมืองที่เห็นแก่ได้ ยอมรับสินบนจนละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการชาวไทยต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายและไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดเพื่อกวาดล้างวงจรทุจริตที่กัดกินประเทศ และหยุดพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจที่ฉวยโอกาสหากินบนความเดือดร้อนและความยากจนของประชาชนไทยอย่างจริงจัง

– 006

อนุทิน ไม่ได้ยินข่าว ภาคใต้ทุ่มเงินหนักหน่วง ลั่นยังเชื่อวิธีหาเสียงแบบออร์แกนิค

อนุทิน ไม่ได้ยินข่าว ภาคใต้ทุ่มเงินหนักหน่วง ลั่นยังเชื่อวิธีหาเสียงแบบออร์แกนิค

อนุทิน ไม่ได้ยินข่าว ภาคใต้ทุ่มเงินหนักหน่วง ลั่นยังเชื่อวิธีหาเสียงแบบออร์แกนิค

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

‘อนุทิน​‘ ยังไม่ได้รับรายงานลือหึ่งซื้อเสียงภาคใต้หนัก​หน่วง เผย ‘ธปท.​‘ มีหน้าที่กำกับดูแล​ หากพบธุรกรรม​-ถอนเงินสดผิดปกติจริง​ ยังเชื่อแนวทางลงพื้นที่แบบ ‘ออร์แกนิค’​

วันที่ 28 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 11.15น. ที่อยุธยา ซิตี้พาร์ค จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการซื้อเสียงอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้​ ว่า​ ตนไม่ได้ยิน​อะไร

เมื่อถามย้ำว่า แต่มีรายงานข่าวพบว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา พบความผิดปกติในการถอนเงินสด​จากธนาคาร​  ​นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ ตนยังไม่ได้รับ​รายงาน

เมื่อถามอีกว่า จำเป็นต้องให้นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายก​รัฐมนตรี ​และ​รมว.คลัง​ เข้มงวดเรื่องนี้หรือไม่​ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการดำเนินการทางธุรกรรมใดๆ ก็ตาม ทางธนาคารแห่งประเทศไทย​ (ธปท.) เป็นผู้ควบคุม​พฤติกรรมเหล่านี้อยู่แล้ว​ ซึ่งนายเอกนิติไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง​ แต่ส่วนการบริหารจัดการมีผู้ว่า ธปท.กำกับดูแลอยู่​ และหากธุรกรรมทางการเงินใดๆ ที่ผิดปกติก็จะต้องดำเนินการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ​ และปปง.​ ซึ่งก็มีกรณีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา​ในการยึดทรัพย์​และติดตามเส้นเงิน​ของผู้กระทำความผิด​ ไม่มีว่างเว้น

เมื่อถามว่า นายกฯเชื่อว่าในยุคนี้กระสุนหรือกระแสอะไรจะไปได้​ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ ตนเชื่อในเรื่องของการลงพื้นที่​ แบบออร์แกนิค​ ตนถึงทำอยู่​

มาร์ค มั่นใจกวาดเก้าอี้สนาม กทม. ชูธงคุมเกมรัฐบาลสีขาว สกัดกั้นวงจรทุจริต-ครอบงำ

มาร์ค มั่นใจกวาดเก้าอี้สนาม กทม. ชูธงคุมเกมรัฐบาลสีขาว สกัดกั้นวงจรทุจริต-ครอบงำ

มาร์ค มั่นใจกวาดเก้าอี้สนาม กทม. ชูธงคุมเกมรัฐบาลสีขาว สกัดกั้นวงจรทุจริต-ครอบงำ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

“อภิสิทธิ์”เดินขอคะแนนตลาดเดอะซัน มั่นใจกวาดที่นั่งคืนสนาม กทม. ชูธงคุมเกมรัฐบาลสีขาว สกัดกั้นวงจรทุจริต-ครอบงำ ชี้”พิธา”ช่วยหาเสียงเป็นสิทธิ

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ตลาดที่ตึกเดอะซัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมผู้สมัครลงพื้นที่ตลาดนัดตึกเดอะซัน เดินหน้าขอคะแนนเสียง “เลือกประชาธิปัตย์ 27 และกาทุกเขต” ตอกย้ำแคมเปญการเมืองสุจริตเพื่อบ้านเมืองที่โปร่งใส

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกลยุทธ์ในช่วงโค้งสุดท้าย ว่า การลงพื้นที่ในแหล่งเศรษฐกิจใจกลางเมืองเป็นการสื่อสารกับคนกรุงเทพฯ ในภาพรวม เพื่อขอแรงสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเป็นผู้คุมเกมในสภาฯ โดยย้ำจุดยืนว่ารัฐบาลชุดใหม่จะต้องไร้เงาทุจริต ไม่มีเรื่องอื้อฉาวหรือกลุ่มทุนสีเทาเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องปราศจากการครอบงำทิศทางการบริหารต้องโปร่งใสและเป็นอิสระ ลดความแตกแยกไม่ใช้นโยบายที่สร้างความร้าวฉานในสังคม

เมื่อถูกถามถึงวาทกรรมทางการเมือง “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ของบางพรรค นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังรู้สึกงงกับนิยามของคำว่า “เขาและเรา” แต่หากมองจากข้อมูลการลงพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงการสำรวจออนไลน์ จะพบว่าคู่แข่งขันในแต่ละเขตมีความหลากหลายและไม่เหมือนกัน

“ผมเชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสสูงในการช่วงชิงที่นั่งกลับคืนมาจากแชมป์เก่าในหลายเขตพื้นที่ มั่นใจว่าในกรุงเทพฯ ประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่งกลับมาไม่มากก็น้อยแน่นอน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคประชาชน (ปชน.) มีการนำแกนนำอย่าง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาชน มาช่วยหาเสียง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิอันชอบธรรมของทุกพรรคที่สามารถทำได้ตามวิถีทางประชาธิปไตย โดยพรรคประชาธิปัตย์ยังคงมุ่งเน้นการนำเสนอแนวทางที่สร้างสรรค์ และเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

– 006

อนุทิน เอาใจชาวกรุงเก่า ลั่นหากกลับมาเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

อนุทิน เอาใจชาวกรุงเก่า ลั่นหากกลับมาเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

อนุทิน เอาใจชาวกรุงเก่า ลั่นหากกลับมาเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

‘อนุทิน’ เฟิร์มหากกลับมาเป็นรัฐบาล ใช้เงินเยียวยาน้ำท่วม สร้างฟลัดเวย์ – คลองระบายน้ำ แก้ปัญหาท่วมซ้ำซากให้คนเมืองกรุงเก่า 

วันที่ 28 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 11.15น. ที่อยุธยา ซิตี้พาร์ค จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ถึงกรณีชาวพระนครศรีอยุธยาสะท้อน เรื่องเงินเยียวยาน้ำท่วมที่บางส่วนยังไม่ได้หรือไม่ว่า ต้องเรียกว่า ดำเนินการไปแล้ว 99% แต่ยังมีตกค้างอยู่น้อยมาก ส่วนไหนที่ตกค้างเรามี เงินสำรองไว้ เมื่อมาขึ้นทะเบียน เราก็จะดำเนินการจ่ายได้ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหา งบประมาณมีเพียงพอที่จะเยียวยา

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายอย่างไรในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นายอนุทินตอบทันทีว่า แน่นอน เคยพูดไปหลายรอบแล้ว งบประมาณที่เราเยียวยาไปในแต่ละปี เราสามารถสร้างฟลัดเวย์ สร้างคลองระบายน้ำได้ไม่รู้กี่เส้น หากพรรคภูมิใจไทยกลับเข้ามาบริหารประเทศ เราจะใช้เงินส่วนนี้ ไปลงทุนในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ และการระบายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม