นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็นฮับมอเตอร์สปอร์ต

นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็นฮับมอเตอร์สปอร์ต

นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็นฮับมอเตอร์สปอร์ต

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็น “ฮับมอเตอร์สปอร์ต” ในภูมิภาค หลังเป็นเจ้าภาพ 7 ปีซ้อน

1 มีนาคม 2569 เวลา 09.45 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา , นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ , นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีไปตามสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ออกเดินทางจาก บน.6 ไปจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดและมอบรางวัลการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี พ.ศ. 2569 “PT Grand Prix of Thailand 2026” ณ สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

สำกรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี (MotoGP) ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้เป็นสนามแรก ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพสนามเปิดฤดูกาล “MotoGP 2026“ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 นอกจากนี้ วันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ไทยยังรับหน้าที่สนามทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล (Pre-Season Test) อย่างเป็นทางการ โดยประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP เป็นปีที่ 7 และได้เป็นสนามเปิดฤดูกาล 2 ปีติดต่อกัน เป็นการตอกย้ำการเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “ฮับมอเตอร์สปอร์ต” ในภูมิภาคอีกด้วย

นายกฯเรียกถก สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ

นายกฯเรียกถก สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ

นายกฯเรียกถก สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

“นายกฯ”เรียกประชุม สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ สั่ง ทอ.เร่งประสานเครื่องบิน อพยพคนไทยเร็วที่สุด มอบ”เอกนิติ”ดูแลผลกระทบน้ำมัน-พลังงาน

1 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.50 น.ที่ท่ากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ว่า ตั้งแต่เมื่อคืนตนได้รับการรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการต่างประเทศ และได้สั่งการเตรียมการช่วยเหลืออพยพคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ และได้ประสานกับกองทัพอากาศ โดยหากหารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ การเตรียมความพร้อมอากาศยาน ที่จะไปรับคนไทย ซึ่งลําดับแรกคือคนไทยที่พักอาศัยอยู่ที่ประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่อันตรายที่สุด เปิดไล่เรียงไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีเหตุสู้รบว่าจะหาช่องทางให้เขากลับมาได้อย่างไร ซึ่งเรื่องอากาศยานไม่น่ามีปัญหา เพราะหากใช้เครื่องบินทหาร อาจต้องแวะเติมน้ํามันหลายที่ ก็จะพิจารณาการเช่าเหมาลํา เพื่อให้ดําเนินการได้เร็วที่สุด พร้อมทั้งยังต้องตรวจสอบเรื่องการปิดน่านฟ้า ว่าจะต้องอพยพคนไทยไปยังประเทศที่สามแล้วจะรับตัวเขากลับมาอย่างไร

เมื่อถามว่า เครื่องบินจะไปรับและเร็วที่สุดเมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ทางเราพร้อมตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ที่สําคัญคือปลายทาง โดยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม จะใช้โค้ดการบินของรัฐบาล เพื่อจัดเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องแวะเติมน้ํามัน บินรวดเดียวเลยเพื่อ ไปรับได้หรือไม่ ขอยืนยันรัฐบาลไทยจะทําทุกวิถีทาง ที่จะทําให้คนไทยเหล่านั้นอยู่ในความปลอดภัยสูงสุด หากเขาประสงค์จะกลับมา เราต้องเตรียมพร้อมที่จะไปรับ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สําหรับการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจ ได้ให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว คลัง เตรียมรับสถานการณ์ ถึงอย่างไรเรื่องเศรษฐกิจต้องได้รับผลกระทบแน่นอน ไม่ว่าจะค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน ต้นทุนพลังงาน เราต้องหาวิธีทําให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

เมื่อถามว่า จําเป็นต้องมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการประชุมสมชในวันที่ 2 มีนาคมเวลา 10.00 น.และต่อด้วยการประชุมทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หอการค้า และฝ่ายที่จะต้องดูแลเรื่องการส่งออกนําเข้า มาตรการการพยุงราคา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้บริโภคในประเทศไทย

เมื่อถามว่า ประเมินว่าสถานการณ์จะลุกลามหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือ อย่าให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบที่รุนแรง หากมีผลกระทบอย่างไรก็ขอให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดม จึงต้องเตรียมความพร้อมในทุกภาคส่วน

เมื่อถามถึงตัวเลขคนไทยในพื้นที่อิหร่าน นายกฯ กล่าวว่า มีการรายงานภาพรวมคนไทย ในพื้นที่ที่มีการปะทะประมาณ 7 หมื่นคน แต่รายละเอียดคงต้องไปสอบถามแต่ละกระทรวง ถามอีกว่า จะบอกอะไรกับคนไทยที่ขณะนั้ยังไม่อยากจะกลับ นายกฯ บอกว่า แต่ละประเทศคงมีมาตรการ ด้วยความปลอดภัยกับประชาชนของเขารวมถึงคนต่างชาติในประเทศนั้นด้วย จึงขอให้ติดตามคำแนะนําและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตของประเทศไทยในประเทศต่างๆ ได้เปิดสายด่วนและศูนย์ปฏิบัติ เพื่อให้การช่วยเหลือตลอดเวลา

รัฐบาลแนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค.69

รัฐบาลแนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค.69

รัฐบาลแนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค.69

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.44 น.

1 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 ให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ 1 ปี

โดยคนต่างด้าว นายจ้าง และสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสารและหลักฐาน และชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แรงงานต่างด้าวจะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้อีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 นั้น

แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนามตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ประสงค์จะอยู่และทำงานต่อในราชอาณาจักรจะต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตเดิมจะสิ้นสุดพร้อมทั้งดำเนินการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง รวมถึงตรวจลงตราวีซ่าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

โดยมีแนวทางการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ดังนี้

1.นายจ้างต้องยื่นคำขอต่ออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด อาทิ ใบรับรองแพทย์ เอกสารประกันสุขภาพหรือประกันสังคม และเอกสารนายจ้าง ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และชำระค่าธรรมเนียมค่ายื่นคำขอฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานฉบับละ 900 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

2.เมื่อนายทะเบียนพิจารณาอนุญาตแล้ว คนต่างด้าวจะสามารถทำงานในราชอาณาจักรต่อได้เป็นระยะเวลา 1 ปี ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยในระหว่างนี้สามารถใช้ทะเบียนใบอนุญาตทำงานเป็นหลักฐานแทนใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน

3.คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 28 กันยายน 2569 จะได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปถึง 31 มีนาคม 2570 และแนบเอกสารประกอบในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน

“นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวต้องเร่งดำเนินการทุกขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดมิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกกฎหมาย เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด หากกรมการจัดหางานตรวจสอบพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดทั้งนายจ้างคนไทยและลูกจ้างต่างชาติ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

เขต 1 พะเยาเปิดหน่วยให้ลงคะแนนใหม่แล้ว ตั้งเป้าออกมาใช้สิทธิ์ร้อยละ 50

เขต 1 พะเยาเปิดหน่วยให้ลงคะแนนใหม่แล้ว ตั้งเป้าออกมาใช้สิทธิ์ร้อยละ 50

เขต 1 พะเยาเปิดหน่วยให้ลงคะแนนใหม่แล้ว ตั้งเป้าออกมาใช้สิทธิ์ร้อยละ 50

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.47 น.

เขต 1 พะเยาเปิดหน่วยให้ลงคะแนนใหม่แล้ว  กกต.จังหวัดฯเร่งประชาสัมพันธ์ให้ออกเลือกตั้ง ตั้งเป้าออกมาใช้สิทธิ์ร้อยละ 50 

1 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการออกเสียงลงคะแนน สส.ใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 4  ตำบลท่าวังทองอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา พบว่ามีประชาชนทยอยเดินทางมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง หลังกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ในเวลา 8.00 น.

นางปนัดดา จันทร์โชติญาณ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพะเยา ให้สัมภาษณ์ถึงการออกเสียงลงคะแนน สส.ใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ว่าสำนักงาน กกต.และกกต.พะเยา ได้เตรียมความพร้อมในการลงคะแนนออกเสียงใหม่ในวันนี้  โดยมีการประชุมซักซ้อม เจ้าหน้าที่และมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นไปตามมติ กกต.ที่อยากได้กรรมการที่จะมาทำหน้าที่ซึ่งมีประสบการณ์

นางปนัดดา กล่าวย้ำว่ามีความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมาลงคะแนนในวันนี้ ซึ่งมีผู้มีสิทธิ์จำนวน 439 คน คาดว่าจะมาใช้สิทธิ์ประมาณร้อยละ 50 พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ในทุกช่องทาง ส่วนการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ที่นำบัตรเลือกตั้งไปใส่ในหีบบัตรเลือกตั้งนั้น

นางปนัดดา กล่าวว่า ก็ได้มีการดำเนินการแล้ว 2 ส่วน โดยทางอาญาได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และสำนักงาน กกต. ได้มอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนดำเนินการตามระเบียบ กกต.

ผู้สื่ข่าวรายงานว่า สำหรับการลงคะแนนใหม่ครั้งนี้  เนื่องจากตามคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังพบว่ามี กปน. รายหนึ่งฉีกบัตรเลือกตั้ง ออกจากต้นขั้ว 14 ใบ แบ่งเป็นแบบแบ่งเขต 7 ใบและบัญชีรายชื่อ 7 ใบ ลงคะแนนแล้วแอบนำไปหย่อนในหีบบัตรเลือกตั้ง แต่ถูกจับได้ 

เปิดผลสำรวจ สี่พรรค ร่วมรัฐบาล คนส่วนใหญ่ค้าน ปชน.-กล้าธรรม-ปชป. จับมือภูมิใจไทย

เปิดผลสำรวจ สี่พรรค ร่วมรัฐบาล คนส่วนใหญ่ค้าน ปชน.-กล้าธรรม-ปชป. จับมือภูมิใจไทย

เปิดผลสำรวจ สี่พรรค ร่วมรัฐบาล คนส่วนใหญ่ค้าน ปชน.-กล้าธรรม-ปชป. จับมือภูมิใจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.07 น.

1 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.35 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 34.05 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 40.84 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.14 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 28.55 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.11 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.90 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 36.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.30 สมรส และร้อยละ 2.06 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.38 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 20.46 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.51 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.62 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 29.92 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 6.11 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.46 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.34 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.52 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.69 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 14.81 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.07 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 6.11 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 21.37 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.74 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.97
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.83
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.67
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.61
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.46
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.02 ไม่ระบุรายได้

ผลโพลชี้ ดัชนีการเมืองไทยขยับขึ้น คนไทยลุ้นรัฐบาลใหม่แก้จน แต่ยังหวั่นนักการเมืองหน้าเดิม

ผลโพลชี้ ดัชนีการเมืองไทยขยับขึ้น คนไทยลุ้นรัฐบาลใหม่แก้จน แต่ยังหวั่นนักการเมืองหน้าเดิม

ผลโพลชี้ ดัชนีการเมืองไทยขยับขึ้น คนไทยลุ้นรัฐบาลใหม่แก้จน แต่ยังหวั่นนักการเมืองหน้าเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.35 น.

1 มีนาคม 2569 สรุปผลการสำรวจ : “ดัชนีการเมืองไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2569”สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,277 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ เฉลี่ย 4.30 คะแนนเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2569 ที่ได้ 3.91 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนได้คะแนนเฉลี่ย 4.95 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้คะแนนเฉลี่ย 3.66คะแนน ทั้งนี้ความเห็นต่อการเมืองไทย ณ วันนี้ คือ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะบริหารประเทศได้ดี ช่วยให้คนไทยรวยขึ้น ร้อยละ 24.06 รองลงมาคือ มองว่าการเมืองไทยยังคงเหมือนเดิม ได้นักการเมืองหน้าเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 23.65 การเมืองไทยวุ่นวาย พรรคการเมืองแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย ร้อยละ 20.21

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ภาพรวมคะแนนดัชนีการเมืองไทยปรับเพิ่มขึ้นสะท้อนว่าประชาชนเริ่มมองเห็นทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้งแต่การที่มิติพื้นฐานอย่างการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพลดลงเล็กน้อย สะท้อนความรู้สึกของสังคมไทยว่า “มีความหวังแต่ยังไม่วางใจ” เนื่องจากตั้งความหวังสูงต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งยังเป็นโจทย์หลักที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีความเชื่อมั่น ต่อการเมืองไทยมากขึ้นโดยฝ่ายรัฐบาลแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่จากผลงานของการดำเนินนโยบายก่อนหน้านี้ที่ โดดเด่น ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สามารถปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาได้ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นรัฐบาลได้คะแนนนิยมจนได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทำให้ประชาชนคาดหวังกับการสานต่อนโนบายผ่านการบริหารโดยมืออาชีพและส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น

ขณะที่ฝ่ายค้านมีผลงานการตรวจสอบที่โดดเด่นจากพรรคประชาชนและการกลับมาของพรรคประชาธิปัตย์ที่คาดว่าจะเป็นฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นร่วมกับพรรคประชาชนจึงส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายค้านเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการเลือกตั้งโดย กกต.ที่มีปัญหาในหลายพื้นที่ที่ประชาชนเห็นว่าไม่มีความโปร่งใสและไม่เป็นธรรมรวมทั้งความกังวลใจของประชาชนที่มีต่อการจัดการเลือกตั้งที่อาจไม่เป็นความลับและอาจนำไปสู่โมฆะได้นั้นส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองด้านการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อนุทิน สั่งด่วน! เตรียมรับคนไทยในอิหร่าน พร้อมปฏิบัติภารกิจ 24 ชั่วโมง

อนุทิน สั่งด่วน! เตรียมรับคนไทยในอิหร่าน พร้อมปฏิบัติภารกิจ 24 ชั่วโมง

อนุทิน สั่งด่วน! เตรียมรับคนไทยในอิหร่าน พร้อมปฏิบัติภารกิจ 24 ชั่วโมง

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.21 น.

1 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ

สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถึงแม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งครั้งนี้ แต่เราก็มีพี่น้องประชาชนของเราหลายหมื่นคนที่ไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพอยู่ในประเทศต่างๆในแถบนี้

รัฐบาลไทยถือว่าความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่กำลังพำนักอยู่ในประเทศอิหร่านและอิสราเอล

รัฐบาลจะเร่งดำเนินการทุกวิถีทางที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัยและได้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้ผมได้ประสานงานและหารืออย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้บัญชาการทหารอากาศเพื่อเตรียมอากาศยานของเราไปรับพี่น้องชาวไทยที่ติดอยู่ในประเทศอิหร่านให้ออกมาก่อนเป็นลำดับแรก

กระทรวงต่างประเทศ โดยท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้สั่งการให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ และจัดเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องชาวไทยอย่างเต็มที่ และตัวผมเองก็ได้รับทราบรายงานและติดตามความเป็นไปของสถานการณ์จากหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วย พร้อมทั้งได้สั่งการให้กระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจนี้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างแน่นอน แต่รัฐบาลจะเตรียมการทุกวิถีทางที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในสภาวะฟื้นตัวเช่นนี้ ผมและทีมงานจะติดตามสถานการณ์และเร่งดำเนินการทุกอย่างที่จะพลิกวิกฤติการณ์ในตะวันออกกลางมาเป็นโอกาสแก่ประเทศไทยให้มากที่สุด

ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ร่วมกันกราบอาราธนาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพบูชาของพวกเรา ตลอดจนพระสยามเทวาธิราชและพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงดลบันดาลประทานพรและปกป้องคุ้มครองให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบอยู่ในขณะนี้ ให้มีความปลอดภัย แคล้วคลาดจากภยันตรายทุกสิ่ง ไม่ให้พวกเขาได้รับผลกระทบใดๆจากสถานการณ์ที่กำลังอุบัติขึ้นในขณะนี้

ผมขอให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ภารกิจในการให้ความช่วยเหลือดูแลพี่น้องชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่สู้รบในตะวันออกกลางในขณะนี้ได้สำเร็จลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลด้วยเวลาที่รวดเร็วที่สุดครับ

อนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี

#ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
#คนไทยไม่มีวันทอดทิ้งกัน

ติดGPSรถน้ำมันไปลาว ทัพ2เข้มห้ามมุดเข้าเขมร

ติดGPSรถน้ำมันไปลาว ทัพ2เข้มห้ามมุดเข้าเขมร

ติดGPSรถน้ำมันไปลาว ทัพ2เข้มห้ามมุดเข้าเขมร

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ติดGPSรถน้ำมันไปลาว ทัพ2เข้มห้ามมุดเข้าเขมร

ทภ.2 งัดมาตรการเข้มคุมเกมส่งออกน้ำมันไปลาว สั่งตรวจยิบ6 ผู้ส่งออก-10 บริษัทปลายทางบังคับรถขนส่งทุกคันติด GPS ตามตัวถึงคลัง สกัดพวกสวมรอยส่งต่อประเทศที่สาม ด้าน “บิ๊กกุ้ง” เชื่อกัมพูชาไม่กล้าขนจรวดพิสัยไกลประชิดชายแดน ชี้เสี่ยงถูกตรวจจับ โดนสอยร่วงได้ง่าย

วันที่ 28 ก.พ. 2569 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตามที่ได้มีการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนลาว และเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และสอดคล้องกับแนวทางด้านความมั่นคงนั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงว่าได้มีการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา และปัจจุบันกองทัพบกได้อนุมัติกรอบแนวทางการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมที่เหมาะสมและรัดกุม

ในห้วงที่ผ่านมาหน่วยได้จัดประชุมชี้แจงและประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงส่วนราชการในพื้นที่และตัวแทนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านด่านศุลกากรช่องเม็ก เพื่อตรวจสอบข้อมูลความต้องการส่งออกของผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งมีตัวแทนจำนวน 6 ราย จากบริษัทจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง 3 บริษัท

นอกจากนี้ ได้ประสานตรวจสอบผู้ประกอบการฝั่ง สปป.ลาว จำนวน 10 บริษัท โดยแขวงจำปาสักได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าบริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างถูกต้องตามกฎหมายของ สปป.ลาว และไม่มีการส่งออกไปยังประเทศที่สามแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เพื่อให้การส่งออกเป็นไปอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ กองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดมาตรการควบคุมเพิ่มเติม ได้แก่ การติดตามระบบ GPS รถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง การจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบชนิด ปริมาตร และยานพาหนะที่ใช้ขนส่งให้ตรงตามที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนกำหนดให้มีการรับรองการขนถ่าย ณ คลังปลายทางใน สปป.ลาว และรายงานผลต่อ กองกำลังสุรนารีทุกครั้ง กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่าจะดำเนินการภายใต้มาตรการควบคุมที่เหมาะสม คำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ ความโปร่งใส และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

ด้าน พล.อ.บุญสิน พาดกลาง หรือ “แม่ทัพกุ้ง” ที่ปรึกษา ผบ.ทบ.และอดีตแม่ทัพภาค 2 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคลิปแชร์ในเน็ตว่ากัมพูชาขยับจรวด PHL-03 ซึ่งมีระยะยิงไกลถึง 130 กิโลเมตรมาใกล้ชายแดนไทย โดยระบุว่าต้องเช็คข่าวให้ชัวร์ก่อนว่าของจริงหรือแค่ปั่นกระแสเพราะตามหลักอาวุธชนิดนี้ยิงได้ไกลมาก ไม่มีความจำเป็นต้องเอามาตั้งจ่อชายแดนให้ไทยตรวจจับพบและตกเป็นเป้าถูกทำลายได้ง่ายๆ

นอกจากนี้ พล.อ.บุญสิน ยังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นในฝั่งกัมพูชาขณะนี้ด้วยว่า ดูแล้วไม่ปกติ เพราะเกิดขึ้นบ่อยจนเกินคำว่าธรรมชาติ หรือสงสัยว่าอาจจะเป็นการจงใจเผาโดยทหารกัมพูชาหรือไม่ จึงอยากให้กองทัพไทยประท้วงไปยังกัมพูชาเพื่อให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ นายแพทย์ชวมัย สืบนุการณ์ ผอ.รพ.สุรินทร์ แถลงอาการล่าสุดของพลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ หรือ น้องเป๊ก สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ที่ประสบอุบัติเหตุเหยียบทุ่นระเบิดขณะออกลาดตระเวนป้องกันอธิปไตย ณ ฐานปฏิบัติการเอราวัณ จ.สุรินทร์ จนเป็นเหตุให้เสียขาขวาและบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดตามร่างกาย โดยระบุว่าขณะนี้น้องเป๊กพ้นขีดอันตรายแล้ว อาการดีขึ้นตามลำดับและมีกำลังใจดีเยี่ยม สามารถชู 2 นิ้วสู้ตายให้กับผู้ที่มาเยี่ยม

นางอำคา ตรีคำ มารดาของน้องเป๊ก กล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า ดีใจที่ลูกชายรอดชีวิต และรู้สึกเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้และขาเทียมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปชน.เดือดปลุกด้อมส้มลุกสู้ ตลบหลัง‘กกต.’ดำเนินคดีกลับแจ้งความเท็จ

ปชน.เดือดปลุกด้อมส้มลุกสู้ ตลบหลัง‘กกต.’ดำเนินคดีกลับแจ้งความเท็จ

ปชน.เดือดปลุกด้อมส้มลุกสู้ ตลบหลัง‘กกต.’ดำเนินคดีกลับแจ้งความเท็จ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชน.เดือดปลุกด้อมส้มลุกสู้ ตลบหลัง‘กกต.’ ดำเนินคดีกลับแจ้งความเท็จ รับไม่ได้ปิดปากชาวบ้าน กกต.แฉทำเป็นขบวนการ

พรรคประชาชน รับไม่ได้ กกต.ดำเนินคดีผู้ซูมบาร์โค้ด ถอดรหัสบัตร ชี้เป็นการคุกคามปิดปาก ปลุกดอมส้มลุกสู้ เอาคืน ฟาดกลับข้อหา แจ้งความเท็จ ด้านกกต.แจงคนเหล่านี้ ทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่ในฐานะประชาชนทั่วไป มุ่งเซาะกร่อนบ่อนทำลายอำนาจและการทำหน้าที่จัดเลือกตั้งของ กกต.ซ้ำยังปั่นกระแสในโซเชียล ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ด้าน“นิพิฏฐ์”แนะผู้ถูกกล่าวหาสารภาพ

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พรรคประชาชน โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความระบุว่า กกต. ควรตอบข้อสงสัยประชาชนโดยการชี้แจงและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ ไม่ใช่ตอบโต้ประชาชนโดยการดำเนินคดีกับประชาชน-สื่อมวลชนด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่ได้สัดส่วนและเสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก

การเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นการจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยและข้อครหาจากประชาชนถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการรายงานผลการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ของ กกต. ที่มีความล่าช้า, การพบใบขีดนับคะแนนเลือกตั้ง (สส. 5/11) ในพื้นที่ลักษณะคล้ายกองขยะ, ผลการนับคะแนนรายหน่วยที่ไม่ตรงกันในบางหน่วยระหว่างใบขีดนับคะแนน (สส. 5/11) กับรายงานผลการนับคะแนน (สส. 5/18), การรับรองผลการเลือกตั้ง สส. เขต ก่อนที่จะมีการประกาศคะแนน 100% หรือการเปิดเผยจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง, การนับคะแนนใหม่ในบางหน่วยที่นำไปสู่คะแนนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ, รวมไปถึงการออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรและทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าเป็นบัตรที่ลงคะแนนโดยใคร

แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาแทนที่ กกต.จะเลือกใช้วิธีการสื่อสารและชี้แจงกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ตั้งข้อสังเกตอย่างสม่ำเสมอและในรูปแบบที่เปิดให้มีการถาม-ตอบได้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย กกต. กลับเลือกใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวผ่านเอกสารแถลงการณ์ที่ไม่สามารถคลายข้อสงสัยในหลายประเด็นได้ โดยล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (27 ก.พ.) ทาง กกต.ได้ ออกแถลงการณ์ยืนยันกระแสข่าว ว่ากกต.ได้ดำเนินการแจ้งความกองบังคับการปราบปราม เพื่อฟ้องประชาชนที่ได้ดำเนินการตรวจสอบ กกต. เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในวันที่ 22 ก.พ. ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15กรุงเทพมหานคร โดยรายชื่อที่ถูก กกต.แจ้งความดำเนินคดี คาดว่าประกอบไปด้วย นักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชนและ พริษฐ์ วัชรสินธุ-ไอติม -Parit Wacharasindhu โฆษกพรรคประชาชน

ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อประชาชนและสื่อมวลชน ทางพรรคประชาชนขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจดังกล่าวของ กกต.

แนะควรชี้แจงมากกว่าฟ้อง

หากประชาชนมีการตั้งคำถามและตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐโดยสุจริต หน่วยงานรัฐควรชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนทำทุกอย่างให้โปร่งใส พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการตรวจสอบ

แต่ทาง กกต. กลับเลือกใช้วิธีการดำเนินคดีด้วยข้อกล่าวหาที่ดูจะขัดแย้งและไม่ได้สัดส่วนกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายการ “ฟ้องปิดปาก” (SLAPP : Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการพิสูจน์ว่าได้เกิดการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา แต่มีเจตนาหลักในการเพิ่มภาระเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงข่มขู่หรือสร้างสภาพแวดล้อมของความหวาดกลัว เพื่อหวังจะปิดกั้นและหยุดยั้ง
การตรวจสอบ

เสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญต่อการปกป้องประโยชน์สาธารณะ และเป็นสิทธิเสรีภาพที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย โดยหน่วยงานรัฐเสียเอง

ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ทางพริษฐ์ ได้เดินทางไปที่ศูนย์รับแจ้งความ ตำรวจ สอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 27 ก.พ. เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และได้เรียกร้องให้ กกต. สื่อสารให้ชัดเจนว่าได้แจ้งความตนด้วยข้อกล่าวหาอะไรและข้อเท็จจริงประการใด โดยทางพริษฐ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตนมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย

เอาคืนกกต.แจ้งความเท็จ

ในส่วนของข้อเท็จจริง พริษฐ์ให้ข้อมูลว่าตนได้เดินทางไปสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งกระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อหน้าสาธารณะโดยโปร่งใสอยู่แล้ว โดยตนยืนยันว่าไม่ได้มีการกระทำใดๆ ที่เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และ
ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ กกต. คนใดที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่เข้ามาตักเตือนหรือแสดงความเห็นในทางที่สื่อว่าตนกำลังกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ทั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน ยืนยันว่าหากข้อเท็จจริงในการแจ้งความดำเนินคดีของ กกต. มีการแจ้งความอันเป็นเท็จที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน หรือมีการแจ้งความทั้งที่รู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดกฎหมาย ทางพรรคจะดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. เป็นการต่อไป

ท่ามกลางข้อสงสัยและความคลางแคลงใจของประชาชนต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทางพรรคประชาชนเห็นว่า หาก กกต. ต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. สิ่งที่ กกต.ควรทำ ต้องไม่ใช่การหวังปกป้องตนเองผ่านการดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่คือการปกป้องตนเองด้วยการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสิ้นข้อสงสัย

กกต.ยันไม่ได้คุกคามสื่อ

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีมีการนำเสนอข่าวว่า การที่กกต.แจ้งความกองบังคับการปราบปรามเป็นการฟ้องประชาชนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือ กกต. คุกคามสื่อนั้นไม่เป็นความจริง

สำหรับบุคคลหรือสื่อมวลชนที่ดำเนินการตั้งกล้องวิดีโอหรือถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ดำเนินการขานคะแนนหรือนับคะแนน พร้อมทั้งแสดงภาพบัตรเลือกตั้งที่วินิจฉัยแล้วให้ประชาชนทราบสามารถกระทำได้ หรือการถ่ายวิดีโอหรือถ่ายภาพบรรยากาศของประชาชนมาใช้สิทธิลงคะแนนสามารถกระทำได้และไม่มีความผิดตามกฎหมายแต่ต้องไม่กระทบ (1) สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (2) ไม่กระทบหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน.

(3) กกต.มีหน้าที่ในการดูแลกระบวนการและผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้ทุกขั้นตอน ดังที่ปรากฏในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือการลงคะแนนใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 แต่หากการตรวจสอบ (การใช้สิทธิเสรีภาพ) ไปละเมิด (3 ข้อข้างต้น)กกต.ก็ต้องดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ ไม่อาจละเว้นได้

“เป็นการดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่ร่วม และแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการ กกต. ไม่ได้ดำเนินการกับผู้ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง และดำเนินการแจ้งความไปตามข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และในวันที่22 กุมภาพันธ์ 2569 มีสื่อมวลชนและประชาชน กว่า 100 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ จะเห็นได้ว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการร้องทุกข์แต่อย่างใด และได้ตระหนักถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง และการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ”

แฉทำเป็นขบวนการ

โดย กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหา กลุ่มบุคคลที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนี้ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์2569 ปรากฏว่ามีการกระทำของกลุ่มบุคคล / หรือความผิดเฉพาะบุคคลที่ตั้งกล้องวิดีโอตั้งแต่เช้า ถ่ายภาพประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งการลงคะแนน และต่อเนื่องไปจนถึงการนับคะแนน และมีการกระทำซึ่งหน้าบริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งที่มีกลุ่มบุคคลพยายามถอดรหัสให้ได้ว่าบัตรลงคะแนนที่ถ่ายภาพและบันทึกภาพไว้เป็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งการลงคะแนนตามกฎหมายต้องเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

“แต่กลุ่มบุคคลนี้ มีความพยายามที่จะเปิดเผย หรืออาจถูกเปิดเผยที่จะดำเนินการ โดยอ้างว่ามาทำการพิสูจน์อะไรบางอย่าง เพราะข้อมูลการลงคะแนนในครั้งนี้จะต้องนำผลการลงคะแนนไปใช้จริง เป็นการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ รวมถึงภารกิจของ กกต.ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยวิธีการที่มิอาจถือว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริตได้”

ซึ่งหากเป็นกรณีการเลือกตั้งจำลอง ที่ผลคะแนนไม่ได้นำมาใช้ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การกระทำที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหากลุ่มบุคคล ดังนี้

 1.ขัดขวางการดำเนินงาน ของ กกต. เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางรายไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากทราบว่าจะมีการติดตั้งกล้องเพื่อสังเกต การณ์ในเรื่องนี้ และบางคนที่มาใช้สิทธิ เลือกตั้งพอมาถึงหน้าหน่วยเลือกตั้งเห็นกล้องในลักษณะถ่ายวิดิโอตั้งอยู่ จึงตัดสินใจไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีการนำเสนอข่าวว่าจะนำภาพของประชาชนที่ถ่ายไว้ไปเข้าขบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อสามารถระบุตัวตนจากภาพถ่ายได้ โดยมีเป้าหมายคือ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว

2.การกระทำที่จะอ่านบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใครเป็นการกระทำที่ทุจริตตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และเป็นความปรากฏ กกต. จึงมีอำนาจและหน้าที่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย 3.การอ้างว่า กกต.เอาผิดหรือฟ้องประชาชนไม่เป็นความจริง ในอดีต กกต.ไม่เคยดำเนินคดีกับบุคคลใดๆ ปัจจุบันมีการดำเนินคดีเป็นรายแรกที่จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นการกระทำของบุคคลกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีเจตนาไม่สุจริต ไม่ใช่การดำเนินการในฐานะประชาชนทั่วไป

กระทบความมั่นคงต่อชาติ

4.กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต.ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามสำนัก งานตำรวจแห่งชาติ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ มีหลักฐานการนำเสนอข้อมูลร่วมกัน มีรูปถ่าย และมีหลักฐานอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

5.กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต.ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการที่จะเปิดเผยสิ่งที่ได้ทำในเวทีสาธารณะ แต่ไม่ได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุนั้น พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนร่วมในขบวนการเช่นกัน

6.มีการลงในสื่อ Social Media โดยตลอด ทั้งจากบุคคลในกลุ่มขบวนการ ที่ประมวลเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แต่ใช้วิธีการไม่สุจริต และมีขบวนการปั่นกระแสในรูปแบบต่างๆ ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศได้

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังยืนยันว่า การจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 85 อย่างเคร่งครัด การออกเสียงต้องโดยตรงและลับ กำกับทุกขั้นตอนให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยุติธรรมต่อทุกฝ่ายโดยไม่มีข้อยกเว้นไม่มีสองมาตรฐาน เพราะทุกคะแนนเสียงมีความหมาย และต้องได้รับการเคารพอย่างแท้จริง โดย กกต.ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กกต.จะรักษาความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อคะแนนเสียงของประชาชน เพื่อพิทักษ์เจตนารมณ์ของประชาธิปไตยไว้อย่างดีที่สุด

หนุนกกต.ฟ้องพวกป่วน

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ สมาชิกผู้สมัคร สส.กทม. เขต 22 พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า

“ปชต.แพ้ได้ ด้อยค่าไม่ได้ เหมาะสมแล้วครับ.. การฟ้องกลับของกกต.เย็นนี้ สู้กันตามกระบวนการ กับทีมงานฝ่ายค้านและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวม 6 ราย ซึ่งพึ่งมีการฟ้องม.157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ กับกกต.ในเช้าวันเดียวกัน

อย่างที่ผมได้เคยให้ความเห็นไว้หากการเลือกตั้งตามปชต.ต้องถูกด้อยค่าวาทกรรม “นับกาก = นับโกง” จากขบวนการสื่อสารที่ตั้งใจบิดข้อมูลเท็จจนปชช.มึนงงหลงโกรธไปด้วย เป็นการทำร้ายประชาธิปไตยทั้งระบบ ไม่งั้นวันหน้าพรรคไหนแพ้งอแง พามวลชนล้มเลือกตั้ง โมฆะท่าเดียว

ท่านจำทฤษฎีสมคบคิดมากมายได้มั้ย.. รูปถ่ายการรวมคะแนนไม่เป็นทางการ, การบวกเลขพลาดจาก humanerror ความผิดพลาดมนุษย์ อาสา กปน.,เฟคนิวส์จำนวนบัตรเขย่งที่ไม่ใช่ 3.2 แสนแต่เป็นบัตรเขียว 37,389 ใบ บัตรชมพู 56,664 ใบ

การเอาภาพจากคูหานึง อย่างถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด (ซึ่งเค้าอธิบายว่าคลุมตั้งแต่ก่อนนับคะแนน เพราะกล้องมองเห็นจุดที่คนกากากบาทในคูหา) ไปใช้แสดงความผิดปกติทั้งประเทศ โดยลืมไปว่าทั้งประเทศมีหน่วยเลือกตั้งถึง 99,487 หน่วย

ที่ตลกสุดคือ QR Code ที่โชว์สรุปว่าเป็นเพียงเลข Serial number ของเล่มใบเลือกตั้ง ไม่ใช่รหัสลับ ย้อนกลับไปส่องคะแนนที่คนลงแต่ละใบได้ แบบที่เซียนอินเตอร์เน็ต พยายามทำทฤษฎีสมคบคิดกันเลอะเทอะวันนี้กกต.เริ่มที่จะไฟว้กลับมีการฟ้อง พ.ร.บ.คอม ม.14 ข้อมูลเท็จกลับ, มาตรา 322เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล, ม.116 ปลุกปั่น ..ไปจนถึงข้อหาอั้งยี่ ซึ่งแฟร์ๆ ในความเห็นผมน่าจะไม่เข้ากรอบขนาดนั้น

เรื่องนี้ว่ากันตามหลักฐานข้อเท็จจริงเลยครับ ลอรี่ เป็นผู้สมัครไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่เราสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม ให้ศาลพิพากษาตามจริง.. อย่าให้ความเท็จเป็นใหญ่ อย่าให้ประชาธิปไตยไทยถูกด้อยค่า”

ไม่ขอสู้คดีกับกกต.

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า ขอโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี

กกต. แจ้งความพลเมือง 6 คน (ผมใช้คำว่าพลเมือง ในขณะที่สื่อใช้คำว่าประชาชน) เป็นพลเมืองที่พยายามค้นคว้าหาความจริง ว่า การลงคะแนนเลือกตั้งสส.ครั้งที่ผ่านมา ถือเป็นความลับ ตามรธน.มาตรา 85 หรือไม่

ความจริงพลเมืองทั้ง 6 คน ถือเป็นรุ่นน้องผม เพราะผมถูกกกต.แจ้งความมา ตั้งแต่ปี 2562 กรณีวิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของกกต. มีน้องๆทั้งอัยการ, ผู้พิพากษา, ทนายความ, ตำรวจ โทรมาให้กำลังใจและแนะนำให้ผมสู้คดีกับกกต.

ผมรับไว้ด้วยความขอบคุณ แต่ใจผม ไม่คิดสู้แล้ว หากไปศาล ผมจะรับสารภาพ และขอให้ศาลพิพากษาไปได้เลย จะจำคุกกี่วัน กี่เดือน ก็ว่าไป

ผมไม่อยากผิดคำพูดกับครอบครัว 13 คดีในการไปศาลในฐานะจำเลย ข้อหาหมิ่นประมาท ผมชนะคดีหมด แต่คดีที่ 14 นี้ ใจผมไม่คิดสู้ขึ้นมาเฉยๆ เพราะการต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีความสุจริต ทุกอย่างกลับมาที่เดิมหมด และกำลังถอยหลังเสียด้วยซ้ำ

ผมจะรับสารภาพว่า ไม่มีการซื้อเสียงไม่มีการเก็บบัตร/ถ่ายบัตรประชาชน

กกต.ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นผมสำคัญผิดไปเอง บัดนี้ ผมสำนึกผิดในการกระทำแล้วการเลือกตั้งในประเทศนี้ สุจริตและเที่ยงธรรม ประชาชนเป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้ ไม่มีการซื้อสิทธิ-ขายเสียงขอโอกาสให้ผมกลับตัวเป็นพลเมืองดีเถอะ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การที่ประชาชนบอกให้นับใหม่มันผิดตรงไหน เพื่อให้มันชัวร์ สื่อมวลชนก็ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน ดังนั้น การไปฟ้องแบบนี้กระทำไปเพื่ออะไร”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย