นาทีชีวิต! อาร์ต ถึงแก่น พักหาเสียง วิ่งฝ่าควันช่วยยาย-หลานหนีไฟไหม้

นาทีชีวิต! อาร์ต ถึงแก่น พักหาเสียง วิ่งฝ่าควันช่วยยาย-หลานหนีไฟไหม้

นาทีชีวิต! อาร์ต ถึงแก่น พักหาเสียง วิ่งฝ่าควันช่วยยาย-หลานหนีไฟไหม้

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

นาทีระทึก! “อาร์ต ถึงแก่น” พักหาเสียง พุ่งเข้าช่วยยาย-หลาน หนีไฟไหม้ นาทีนั้นไม่มีคำว่าเบอร์ 10… มีแต่คำว่า “ต้องรอด! ทุกคนต้องปลอดภัย!”

เพจเฟซบุ๊ก ทีมสุดซอย-ทุบทุนเทา ได้โพสต์เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เวลาประมาณ 15.00 น. ขณะที่ อาร์ต ถึงแก่น อรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง – Art Anthitchan Kuharuengrong #ทีมสุดซอย ผู้สมัคร ส.ส. พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 10 กำลังลงพื้นที่หาเสียงบริเวณซอยสมเด็จพระปิ่นเกล้า 13 เขตบางกอกน้อย แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุไฟไหม้ในชุมชนอย่างกะทันหัน จึงตัดสินใจหยุดหาเสียงทันที วิ่งฝ่าควันเข้าไปช่วยคุณยายและหลานสาวที่กำลังอยู่ในอาการตกใจสุดขีด ท่ามกลางเสียงระเบิดเป็นระยะๆ โดยในบ้านมีเพียงผู้สูงอายุและเด็ก และทางเข้าที่คับแคบทำให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความลำบาก

เปิดใจ “อาร์ต ถึงแก่น” กับวินาทีตัดสินใจ:
“ผมเห็นชาวบ้านวิ่งออกมาตะโกนเรียก ‘คนหาเสียงช่วยหน่อย!’ ผมรีบวิ่งเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกไฟไหม้ แล้วผมก็ได้ยินเสียงระเบิดดัง บึ้ม บึ้ม! ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือต้องช่วยคนออกมาก่อน”
“คุณยายพยายามจะวิ่งกลับเข้าไปหาแมว ทั้งที่ตัวเริ่มแดงและมีแผลพุพองแล้ว ผมต้องใช้เสียงดุและเข้มงวดมาก ล็อกตัวน้องและคุณยายไว้ บอกให้ห่วงชีวิตตัวเองก่อน พอเหตุการณ์สงบผมรีบไปขอโทษน้องเขาที่ต้องดุ เพราะนาทีนั้นถ้าล้มหรือหมดสติไป มันจะช่วยยากมากครับ”

อาร์ตถึงแก่น ได้รีบเข้าช่วยเหลือ และแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางขุนนนท์,บวรมงคล ถึงที่เกิดเหตุภายใน 10 นาที และควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านข้างเคียง โดยคุณอาร์ตกล่าวขอบคุณและชื่นชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที 

หลังเกิดเหตุ คุณอาร์ตตัดสินใจ “ยุติการหาเสียงทันที” เพื่อดูแลผู้บาดเจ็บ, โดยได้ประสานรถฉุกเฉินและติดตามไปดูแลคุณยายต่อที่โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งลูกชายของคุณยายเดินทางมาถึง นอกจากนี้ยังช่วยประสานเรื่องประวัติการรักษาและยาโรคประจำตัว (เบาหวาน-ความดัน) ที่ถูกไฟไหม้ไปพร้อมกับบ้าน เพื่อให้คุณยายมีใช้ต่อเนื่อง

ถอดบทเรียนจากกองเพลิง:
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นปัญหาความแออัดในชุมชนและทางเดินที่แคบมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระงับเหตุ #อาร์ตถึงแก่น #ทีมสุดซอย ย้ำว่าในสังคมไทยเราต้องเป็นหูเป็นตา ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และอยากให้ทุกคนตั้งสติให้ดีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเช่นนี้

ไม่เลือกเราเขามาแน่! ศุภมาส วอน ปชช.เลือกมุมน้ำเงิน อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ ตาอยู่เอาไปกิน

ไม่เลือกเราเขามาแน่! ศุภมาส วอน ปชช.เลือกมุมน้ำเงิน อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ ตาอยู่เอาไปกิน

ไม่เลือกเราเขามาแน่! ศุภมาส วอน ปชช.เลือกมุมน้ำเงิน อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ ตาอยู่เอาไปกิน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

“ศุภมาส”ประกาศโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง วอนประชาชนเลือกมุมน้ำเงิน ชี้วันนี้มีแค่สองฝั่ง ซ้าย-ขวา ลั่นไม่เลือกเราเขามาแน่ อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ”ตาอยู่เอาไปกิน”

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงความพร้อมการจัดเวทีปราศรัยใหญ่พื้นที่กรุงเทพมหานครครั้งแรก
ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 17.30 – 20.00 น.ที่บริเวณสวนลุมพินี ว่า จะนำโดยหัวหน้ามุมน้ำเงิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมดรีมทีมเศรษฐกิจ ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย รวมไปถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะขึ้นเวทีปราศรัยทางการเมืองเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่อาจไม่เหมือนกับเวทีอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีนโยบายหรือหมัดเด็ดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ขอให้รอ ฟังจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่าจะมีสิ่งดีดีอะไรมาเล่าให้ฟังอีกบ้าง

เมื่อถามว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ยังไม่สงบ มองว่านายอนุทิน ดีกว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคอื่นอย่างไร น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่นำไปเปรียบเทียบกับพรรคอื่น แต่อุดมการและสิ่งที่เราทำที่ผ่านมาหลายปี ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ในการเทิดทูนสถาบัน และดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งจะได้เห็นท่าทีที่เด็ดเดี่ยวของนายอนุทินในการปกป้องอธิปไตย พร้อมย้ำว่า เราไม่ยอมเสียเปรียบ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) กลับมาปลุกกระแส จะส่งผลต่อคะแนนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า เราจะไม่วิจารณ์พรรคอื่น ทั้งในแง่ตัวบุคคลและนโยบาย แต่ยอมรับว่านายพิธามีฐานแฟนคลับ แต่ในครั้งนี้ไม่ได้มาในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว รวมทั้งยังไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานทำให้แฟนคลับรอคอย และอยากมาเจอ ส่วนจะทำให้กระแสดีขึ้นหรือไม่นั้น ก็น่าจะอยู่ที่การนำเสนอนโยบายในช่วงโค้งสุดท้ายมากกว่า ทั้งนี้ นโยบายของแต่ละพรรคก็คล้ายกันหมด อาทิ นโยบายเกี่ยวกับคนละครึ่ง ลดค่าไฟ และค่ารถไฟ แต่พรรคภูมิใจไทย ก็ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ จึงเชื่อว่าประชาชนจะเลือกพรรคภูมิใจไทย เข้ามาบริหารต่ออีก 4 ปี

เมื่อถามว่า ประชาชนควรที่จะเลือกในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อไม่ให้เสียงแตกหรือไม่ น.ส.ศุภมาส ย้ำว่า ตนและนายอนุทิน ได้พูดมาหลายเวทีแล้ว

“รอบนี้จริงๆ มีแค่สองฝั่ง ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา ก็มีแค่ฝั่งเราคือมุมน้ำเงิน กับอีกมุมนึงเท่านั้น อย่างที่บอก ไม่เลือกเราเขามาแน่ ฉะนั้น ขอร้องพี่น้องทุกคน ถ้าอยู่ฝั่งเรา ซึ่งประกอบไปด้วยหลายสีด้วยกัน เลือกสีอื่นไปคะแนนแตกเสียงหาย คะแนนทิ้งน้ำแน่นอน ยังไงก็ขอให้ทุกท่านที่อยู่ฝั่งเรา อย่าให้เสียงแตก มาเลือกภูมิใจใช้เพื่อให้ได้อยู่ฝั่งน้ำเงิน เพราะหัวหน้ามุมดำเนินก็คืออนุทิน”

น.ส.ศุภมาส กล่าวอีกว่า ถ้าท่านไม่ชอบเรามาก แต่ก็ไม่ชอบอีกฝั่งหนึ่งอีกมุมหนึ่งมากกว่า ก็ขอให้ท่านมาช่วยเลือกเรา ไม่งั้นเสียงแตกแน่นอน สุดท้ายก็คือฝั่งเราแพ้ อีกฝั่งหนึ่งเป็น “ตาอยู่” ก็จะเอาไปกิน พร้อมย้ำว่า ไม่เลือกเราเขามาแน่ ฉะนั้น ขอโอกาสเชิงมุมน้ำเงินเพื่อให้เป็นแชมป์ต่อสู้กับอีกมุมนึง

เมื่อถามย้ำว่า วันนี้ยังมั่นใจใช่ไหมว่ากระแสสีน้ำเงินจะชนะสีส้ม น.ส.ศุภมาศ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ประชาชนมอง แต่เราในฐานะอมวลก็นำเสนอนโยบายและตัวบุคคล รวมถึงผลงานและวิธีคิดทุกมิติอย่างดีที่สุดแล้ว และก็เชื่อว่าครั้งนี้เราน่าจะได้รับความไว้วางใจกับประชาชน พร้อมมั่นใจว่าในพื้นที่กรุงเทพจะได้เก้าอี้ สส.ส่วนจะได้เท่าไหร่ก็อยู่ที่ประชาชน

ศุภจี ขึ้นเวทีปราศรัยแรก อ้อนคิดฮอด ชาวอุบลฯขอโอกาสกลับมาเป็น รมต.

ศุภจี ขึ้นเวทีปราศรัยแรก อ้อนคิดฮอด ชาวอุบลฯขอโอกาสกลับมาเป็น รมต.

ศุภจี ขึ้นเวทีปราศรัยแรก อ้อนคิดฮอด ชาวอุบลฯขอโอกาสกลับมาเป็น รมต.

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

ศุภจี ขึ้นเวทีปราศรัยแรก อ้อนคิดฮอด ชาวอุบลฯขอโอกาสกลับมาเป็น รมต. สานต่อราคาข้าวหอม ปลุกเลือก ภท.เยอะๆ ดู ก.เกษตรฯ-อุตฯ จัดการราคาวัว-อ้อย 

27 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 17.40 น. ที่ลานที่ว่าการอําเภอศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือกานต์ ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 8 เบอร์ 1 พรรคภูมิใจไทย โดยนางศุภจี กล่าวว่า คิดฮอตพี่น้อง คิดฮอดหลายๆ กราบสวัสดีทุกท่าน วันนี้ดีใจมากที่ได้มาอยู่ตรงนี้ ต่อหน้าพี่ๆ น้องๆ จังหวัดอุบลราชธานี ถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ําของเรา ปีนี้ข้าวหอมมะลิราคาดีหรือไม่ อยากให้ดีต่อไปหรือไม่ งั้นขออนุญาตกลับมาทํางานให้อีกสักรอบ พี่น้องขายข้าวหมดแล้ว ก่อนที่ข้าวราคาดีขึ้น เดี๋ยวจะช่วยพยุงกลไกตลาดราคา จะให้สส.เข้าไปช่วยดูในชุมชน ขาดเหลืออะไรให้ช่วยทําตลาดบอกมา จะได้ช่วยทําให้ราคาข้าวสูงแบบนี้ขึ้นไปเรื่อย ๆ 

นางศุภจี กล่าวว่า ตอนนี้ราคามันสําปะหลังก็กําลังดีขึ้นใช่หรือไม่ เราปิดด่านตามที่นายกรัฐมนตรีสั่ง ทําให้มันสำปะหลังเราปิดด่านด้วย ตนไปขายของต่างประเทศ ก็เอามันสําปะหลังของเราไปแปรรูปขายให้กับซาอุดิอาระเบีย ปีนี้เขาก็ตั้งใจจะซื้อเราเพิ่มมากขึ้น เพื่อทําให้ราคามันสําปะหลังมีราคาสูงขึ้น ขอโอกาสให้ดูแลเรื่องนี้ด้วย 

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ตอนนี้ราคาวัวต่ำใช่หรือไม่ เพราะว่าไม่ได้อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ต้องขอเลือกท่านนายกฯ เลือกภูมิใจไทยเยอะๆ จะได้ดูกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ด้วย อ้อยก็ไม่ได้อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ แต่อยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม เลือกเบอร์ท่านนายกฯเยอะๆจะได้ไปช่วยดูให้ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง เราจะช่วยกันเต็มที่ ทําให้ราคาสินค้าเกษตรของเรามั่นคง ในเรื่องของการหาตลาด เราจะไปหาตลาดให้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ฝาก สส กานต์ เบอร์ 1 ทุกท่านไว้ ช่วยกันเลือกภูมิใจไทย และเลือกนายกอนุทินเบอร์ 37

พ่อเมืองสมุทรปราการ เซ็นคำสั่งปลด ทรงชัย นกขมิ้น พ้นนายกฯอบต.ราชาเทวะ ปมไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่

พ่อเมืองสมุทรปราการ เซ็นคำสั่งปลด ทรงชัย นกขมิ้น พ้นนายกฯอบต.ราชาเทวะ ปมไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่

พ่อเมืองสมุทรปราการ เซ็นคำสั่งปลด ทรงชัย นกขมิ้น พ้นนายกฯอบต.ราชาเทวะ ปมไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.28 น.

“พ่อเมืองสมุทรปราการ”เซ็นคำสั่งปลด”ทรงชัย นกขมิ้น” พ่อ”ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย” พ้น”นายกฯอบต.ราชาเทวะ” ปมไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังศาลประทับฟ้อง ไม่รายงาน”คดีจัดซื้อเสากินรี”ให้”ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ”รับทราบ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เซ็นคำสั่งเห็นชอบให้ นายทรงชัย นกขมิ้น พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ตามคำสังจังหวัดสมุทรปราการ ที่77/ 2569 เรื่อง ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะพ้นจากตำแหน่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงตามความเห็นและหลักฐานว่านายอำเภอบางพลีได้มีคำสั่งลับ 323 /2568 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน นายทรงชัย นกขมิ้น ตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ โดยกล่าวหาว่า การกระทำของ นายทรงชัย นกขมิ้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามหรือจงใจปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญาและไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และหรือจงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญา ตามมาตรา 93 ประกอบมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 น่าเชื่อว่ามีเจตนาส่อไปในทางละเลยไม่ปฏิบัติการตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยผลการสอบสวนปรากฏ ดังนี้

1.คณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏรายละเอียดว่า กรณีนี้มีมูลอันเป็นความผิดมาจากการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และ หรือจงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญา คณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาแล้วพบว่า พยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหารับฟังได้ แต่ไม่เพียงพอที่จะหักล้างข้อกล่าวหาคณะกรรมการสอบสวน มีความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด ในกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดผู้บริหารท้องถิ่นรองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น แล้วส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา กับบุคคลดังกล่าว และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้ว บุคคลดังกล่าวไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 81 ประกอบมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 อีกทั้งมีการปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบ

1.1 ประเด็นข้อกล่าวหาว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ มีการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และ/หรือจงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญาปรากฏข้อเท็จจริงว่า

1.1.1 กรณีมีการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ประกอบกับไม่มีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานอื่นประกอบให้เชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่

1.1.2 เมื่อวันที่ 16  กรกฎาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำสั่งประทับฟ้องตามคดีหมายเลขดำที่ อท.72/2568 ระหว่างอัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 โจทก์ กับนายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 9 คน โดยที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 93 วรรคสองบัญญัติให้นำเรื่องการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 81 มาใช้บังคับกับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยโดยอนุโลม

ดังนั้น เมื่อศาลประทับฟ้องโดยไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จำเลยจึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษาสำนักงาน ป.ป.ช.จึงแจ้งคำสั่งประทับฟ้องดังกล่าวแก่ผู้ถูกกล่าวหาเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย

1.2 ประเด็นข้อกล่าวหาว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ จงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญา ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหามีการปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบ ซึ่งกรณีนี้มีมูลอันเป็นความผิดมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับเรื่องกล่าวหานายทรงชัย นกขมิ้นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ กับพวก กรณีจัดทำโครงการ เสาไฟฟ้ากินรีไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 91-1-410/2564 คดีหมายเลขแดงที่ 038 4-1-50/2567 และมีมติขี้มูลและส่งเรื่องให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบภาค 1 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เลขคดีหมายเลขดำที่ อท.72/2568 ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 1 ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งประทับฟ้องดังกล่าวไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้ นายทรงชัย นกขมิ้น หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 93 วรรคสอง ประกอบมาตรา 81 และมีหนังสือแจ้งคำสั่งประทับฟ้องดังกล่าวไปยัง นายทรงชัย นกขมิ้น ด้วยแล้ว สำหรับการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นให้ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นตามที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งเวียนให้ปฏิบัติ

2.คณะกรรมการสอบสวนได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานบุคคลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ประกอบคำชี้แจงของ นายทรงชัย นกขมิ้น ผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า นายทรงชัย นกขมิ้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ผู้ถูกกล่าวหา มีพฤติกรรมอันเชื่อได้ว่า มีการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะและหรือจงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญา การกระทำของ นายทรงชัย นกขมิ้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ผู้ถูกกล่าวหา จึงเป็นการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ อีกทั้งมีการปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบจึงรายงานผลการสอบสวนและความเห็นดังกล่าวข้างตนเพื่อเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการพิจารณาและสั่งให้นายทรงชัย นกขมิ้น ผู้ถูกสอบสวน พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562

3.นายอำเภอพิจารณาแล้ว เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบสวนอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 จึงให้ นายทรงชัย นกขมิ้น พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ

อนึ่ง การโต้แย้งคำสั่งนี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครอง หรือส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน ไปยังศาลปกครองที่มีเขตอำนาจ ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำสั่ง ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2562

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

รายงานข่าวแจ่งว่า สำหรับนายทรงชัย ถือเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ และยังเป็นบิดา นายจาตุรนต์ นกขมิ้น ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับ 63 อีกด้วย

– 006

ราชภัฏสงขลาโพล เผยผลสำรวจเจาะสนามสงขลา แบ่งเค้ก ปชป.4 ภท.4 กธ.1

ราชภัฏสงขลาโพล เผยผลสำรวจเจาะสนามสงขลา แบ่งเค้ก ปชป.4 ภท.4 กธ.1

ราชภัฏสงขลาโพล เผยผลสำรวจเจาะสนามสงขลา แบ่งเค้ก ปชป.4 ภท.4 กธ.1

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา รศ.บูฆอรี ยีหมะ ในฐานะ ผู้อำนวยราชภัฏสงขลาโพล แถลงข่าวร่วมกับ ดร.ไชยา เกษารัตน์ รองคณบดีฝ่ายบริหารและวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา รายงานผลการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง จังหวัดสงขลา ในการเลือกตั้งส.ส.โดยได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจำนวน 3,709 ตัวอย่างครอบคลุมทั้ง 16 อำเภอ ทุกอายุและอาชีพ โดยมี 3 คำถามให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตอบ ประกอบด้วย ท่านจะเลือกพรรคการเมืองใด ท่านจะเลือกผู้สมัครส.ส.คนใด และท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ผลการสำรวจทั้งจังหวัดพบว่ายังมีประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจจำนวน 877 คนหรือคิดเป็นร้อยละ 23.65 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 1,375 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 37.07 พรรคประชาชน 534 คน คิดเป็นร้อยละ 14.40 พรรคภูมิใจไทย จำนวน 391 คนคิดเป็นร้อยละ 10.5 พรรคเพื่อไทยจำนวน 161 คนคิดเป็นร้อยละ 4.34 พรรคกล้าธรรม จำนวน 157 คน คิดเป็นร้อยละ 4.23 พรรคประชาชาติ จำนวน 86 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 2.32 เป็นต้นส่วนคำถามเรื่องเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ประชาชนร้อยละ 37.13 ไม่เห็นชอบร้อยละ 24 ยังไม่ตัดสินใจและร้อยละ 38.85 เห็นชอบ

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 ร้อยละ 26.15 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 18.16 พรรคภูมิใจไทย  ร้อยละ 12.57 เลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 33.93 ยังไม่ตัดสินใจ

ส่วนแบบแบ่งเขต ร้อยละ 29.54 เลือก นายสรรเพชญ บุญญามณี จากพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 14.97 เลือกนาย พิเชฐ พัฒนโชติ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.98 เลือกนายนายสักกพันธุ์ อนันตพงศ์ พรรคประชาชน ที่เหลือเป็นพรรคอื่นๆร้อยละ 6.39 ร้อยละ 40.12 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 2 เลือก พรรคประชาชน ร้อยละ 30.77 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 23.08 และพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 19.35 ที่เหลือพรรคอื่นๆร้อยละ 15.15 ร้อยละ 11.66 ยังไม่ตัดสินใจ

ส่วนแบบแบ่งเขตเลือกนายจุรี นุ่มแก้ว ปชป.ร้อยละ 27.27  นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากพรรคประชาชนร้อยละ 26.57 และนายศาสตรา ศรีปาน พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 21.45 ประชาชนร้อยละ 13.5 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 3  เลือกพรรคประชาธิปัตย์  ร้อยละ 35.47 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 11.33 และ พรรคประชาชนร้อยละ 9.36 ร้อยละ 37.68 ยังไม่ตัดสินใจ

ส่วนแบบแบ่งเขต เลือกนายทนายอาร์ม สุวรรณรักษา พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 24.14  นายสมยศ พลายด้วง พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 17.73 นพ.นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ ร้อยละ 9.61 ร้อยละ 44.09 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 4 ร้อยละ 32.41 ยังไม่ตัดสินใจเลือก พรรคพรรคกล้าธรรม ร้อยละ 10.13 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 8.84

ส่วนแบบแบ่งเขต เลือก นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 26.15 นายสิทธิพัฒน์ เสนเนียม พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 15.47 นายโยธิน ทองเนื้อแข็ง พรรคภูมิใจไทยร้อยละ 10.13 นายชัยวัฒน์ อินศรีไกร พรรคประชาชน ร้อยละ9.21 ร้อยละ 33.70 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 5 ร้อยละ 44 57 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 20.82 เลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 26.98 ยังไม่ตัดสินใจ

ส่วนแบบแบ่งเขตนายปรีชา สุขเกษม จากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 26.39 นายสุวรรณ อ่อนรักษ์ จากพรรคประชาชนร้อยละ 18.77 และนายวงศ์วชิระ ขาวทอง จากพรรคกล้าธรรม ร้อยละ 9.68 ร้อยละ 41.64 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 6 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 49.88 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 11.55 พรรคประชาชน ร้อยละ 9.09 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 6.88 อื่นๆร้อยละ 6.63 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 6.14 และพรรคกล้าธรรม ร้อยละ 5.90 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 3.93

ส่วนแบบแบ่งเขต นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 35.63 นายพิพัฒน์ เจือละออง พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 17.20 นายบารมี ขาวทอง พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 16.22 เลือกอื่นๆร้อยละ 14.50 และ นายสมพร แซ่ลิ่ม พรรคประชาชนร้อยละ 11.30 ร้อยละ 5.16 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 7 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 40.10 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 12.44 และพรรคประชาชนร้อยละ 7.61 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 32.23

ส่วนแบบแบ่งเขต เลือกนายณัฐนนท์ ศรีก่อเกื้อ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 36.29 นายศิริโชคโสภาร้อยละ 22.0 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 27.92

เขตเลือกตั้งที่ 8 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 51.14 พรรคประชาชนร้อยละ 16.44  พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 9.36 และ พรรคกล้าธรรมร้อยละ 6.85 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 10.50

ส่วนแบบแบ่งเขต นายบังลี ฆอซาลี พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 30.14 นายธีรพงศ์ ดนสวี พรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 16.89 พล.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 14.16 นายกรธัช พัชนี พรรคประชาชนร้อยละ 13.24 ประชาชน ร้อยละ 20.09 ยังไม่ตัดสินใจตัดสินใจเลือก

เขตเลือกตั้งที่9 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 50.80 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 8.40 พรรคภูมิใจไทยร้อยละ 7.60 พรรคประชาชนร้อยละ 6.80 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 18.80

แบบแบ่งเขตประชาชน นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง พรรคประชาธิปัตย์  ร้อยละ 46.00 นายธนธร แก้วอนุรักษ์ พรรคประชาชน ร้อยละ 7.60 พันเอกสนิท บุญวงศ์ พรรคเพื่อไทยร้อยละ 6.80 พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 6.00 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 29.60

อนุทิน ควง ศุภจี หาเสียงอุบลฯ ปชช.แห่ต้อนรับ บอกถ้าได้เป็นนายกฯให้กลับมาบ่อยๆ

อนุทิน ควง ศุภจี หาเสียงอุบลฯ ปชช.แห่ต้อนรับ บอกถ้าได้เป็นนายกฯให้กลับมาบ่อยๆ

อนุทิน ควง ศุภจี หาเสียงอุบลฯ ปชช.แห่ต้อนรับ บอกถ้าได้เป็นนายกฯให้กลับมาบ่อยๆ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.56 น.

“อนุทิน”ควง”ศุภจี”หาเสียงอุบลฯ ปชช.แห่ต้อนรับ บอกถ้าได้เป็นนายกฯให้กลับมาบ่อยๆ เดินช้อปอุดหนุนน้ำอ้อย ขณะคนรุมเรียก”ศุภจี”บอกขวัญใจเลย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย 2 เขต ได้แก่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 8 และ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 7 โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายอนุทิน ร่วมคณะด้วย

โดยนายอนุทิน เดินทางด้วยรถยนต์โตโยต้าเวลไฟร์ ทะเบียนป้ายแดง บ 6091 กรุงเทพมหานคร มาจุดแรกที่ตลาดเทศบาลพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี หาเสียงช่วย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 8 เมื่อมาถึง นายอิสสระ สมชัย อดีต สส.อุบลราชธานี หลายสมัย ซึ่งเป็นบิดา น.ส.บุณย์ธิดา มาต้อนรับ พร้อมมีประชาชนมาขอถ่ายภาพเซลฟี่ ขอจับมือและเข้าสวมกอดนายอนุทิน ช่วงหนึ่งมีประชาชนกล่าวกับนายอนุทินว่า ถ้าได้เป็นนายกฯอีกให้มาบ่อยๆ ก่อนนายอนุทินเขียนลายเซ็นบนหมวกให้ประชาชนที่มารอให้กำลังใจ

จากนั้น นายอนุทิน เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตลาด ระหว่างเดินได้แวะร้านน้ำอ้อยสด สั่ง 2 แก้ว ของตนเองและให้นางศุภจีด้วย นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ซื้อน้ำเขียว ที่ทำจากเครื่องทำน้ำอัดลมวุ้น ช่วงหนึ่งนายอนุทินยังได้ร่วมถ่ายรูปแบบบูมเมอแรงกับเด็กนักเรียนที่มาขอถ่ายด้วย ขณะเดียวกันในการลงพื้นที่ประชาชนและเด็กๆ ยังให้ความสนใจมาขอถ่ายภาพกับนางศุภจี พร้อมบอกว่าเป็นขวัญใจเลย จนช่วงหนึ่งนายอนุทินถึงกับแซวนางศุภจีว่า ดังมากเลย

– 006

จ่อขอหมายแดง-ยึดทรัพย์ เลขาฯสมช.แจงฟ้อง ฮุนเซน-ฮุนมาเนต

จ่อขอหมายแดง-ยึดทรัพย์ เลขาฯสมช.แจงฟ้อง ฮุนเซน-ฮุนมาเนต

จ่อขอหมายแดง-ยึดทรัพย์ เลขาฯสมช.แจงฟ้อง ฮุนเซน-ฮุนมาเนต

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

เลขาฯสมช.ระบุยื่นฟ้องฮุนเซน-ฮุน มาเนต ทั้งแพ่งอาญา จ่อขอหมายแดง-ยึดทรัพย์ในประเทศ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้อธิบายเพิ่มเติมกับ “แนวหน้าออนไลน์” เรื่องที่ระบุว่า ได้เดินทางไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อฟ้องร้องฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดน ว่ายื่นฟ้องต่อศาลไทยทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดยให้ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับความเสียหายแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจท้องที่ จากนั้นสำนักงานอัยการสูงสุดได้รวบรวมทำสำนวนส่งฟ้องศาล

นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า หากมีการออกหมายจับก็จะมีการยื่นเรื่องให้ออกเป็นหมายแดงอินเตอร์โพล ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่ถูกออกหมายจับเดินทางไปต่างประเทศได้ยาก ส่วนทางแพ่งหากผู้ถูกออกหมายจับมีทรัพย์สินอยู่ในเมืองไทยเราสามารถยึด อายัด นำไปสู่การขายทอดตลาดเพื่อแปลงเป็นเงินมาเป็นค่าชดเชยกับผู้ได้รับความเสียหาย

รุมจวก กูรูไพศาล ลงภาพกองเชียร์บอลเกาหลี บอกโคราชแลนด์สไลด์

รุมจวก กูรูไพศาล ลงภาพกองเชียร์บอลเกาหลี บอกโคราชแลนด์สไลด์

รุมจวก กูรูไพศาล ลงภาพกองเชียร์บอลเกาหลี บอกโคราชแลนด์สไลด์

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

ชาวเน็ตจับผิด”กูรูไพศาล” ลงภาพอ้างโค้งสุดท้ายสีแดงแลนด์สไลด์ที่โคราช ที่แท้เป็นภาพกองเชียร์ฟุตบอลเกาหลีใต้ นัดเจอสเปนปี 2002

นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายที่ได้รับการตั้งฉายากูรูการเมืองไทย ซึ่งช่วงหลังแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ค ลงภาพคนสวมเสื้อสีแดงจำนวนมาก พร้อมระบุข้อความ “ช่วงโค้งสุดท้ายก็แลนสไสด์” ต่อเนื่องจากโพสซ์ก่อนหน้านั้นที่ได้ลงคลิปการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่นครราชสีมา

อย่างไรก็ตาม ภาพที่นายไพศาล ระบุว่า “ช่วงโค้งสุดท้ายก็แลนสไสด์” ได้มีชาวเน็ตมาคอมเมนต์จำนวนมาก โดยต่อว่านายไพศาล ไม่ตรวจสอบข้อมูลก่อนโพสต์

เช่น “อย่าอวยกันจนเกินจริงเลยครับนี่มันแข่งขันฟุตบอลโลก เกาหลีใต้ VS สเปน, รอบก่อน รองชนะเลิศ, ฟุตบอลโลก FIFA ปี 2002 ไม่เนียนเลยนะครับไอ้คนเชื่อแม่งก็โง่ไม่ลืมหูลืมตา โทรศัพท์มันก็ค้นหารูปภาพได้ในกูเกิ้ล”

“สถานที่: ลานหน้าศาลาว่าการกรุงโซล (Seoul City Hall Plaza หรือปัจจุบันคือ Seoul Plaza) ประเทศเกาหลีใต้
เหตุการณ์: เป็นการรวมตัวกันของแฟนบอลชาวเกาหลีใต้ที่เรียกตัวเองว่า “Red Devils” (ปีศาจแดง) เพื่อชมการถ่ายทอดสดและเชียร์ทีมชาติเกาหลีใต้ในศึกฟุตบอลโลกปี 2002 (2002 FIFA World Cup) ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกัน
วันที่: ภาพลักษณะนี้ถูกถ่ายไว้หลายครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2002 โดยเฉพาะในแมตช์สำคัญๆ เช่น นัดที่เจอกับอิตาลี (18 มิถุนายน 2002) หรือสเปน ซึ่งในยุคนั้นปรากฏการณ์ “ทะเลสีแดง” (Red Wave) บนท้องถนนในกรุงโซลโด่งดังไปทั่วโลก เพราะมีผู้คนออกมาเชียร์รวมกันนับล้านคน”

นอกจากนี้ แนวหน้าออนไลน์ได้ตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพกองเชียร์ฟุตบอลเกาหลีใต้ ร่วมกันเชียร์ฟุตบอลนัดที่เกาหลีใต้พบกับสเปน ในรองก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 2002

ศุภชัย ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้าย ภท. ยัน สจ.เนย์ ไม่เคยสังกัดภูมิใจไทย

ศุภชัย ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้าย ภท. ยัน สจ.เนย์ ไม่เคยสังกัดภูมิใจไทย

ศุภชัย ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้าย ภท. ยัน สจ.เนย์ ไม่เคยสังกัดภูมิใจไทย

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

“ศุภชัย”ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้ายลาม”ภูมิใจไทย” ยัน”สจ.เนย์”ผู้ต้องหาคดีเว็บหวยเป็นอดีตสมาชิกเพื่อไทย ไม่เคยสังกัด ภท. ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด เตือนคนแชร์ผิดด้วย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า กรณีที่กระทรวงยุติธรรมแถลงข่าวการออกหมายจับเจ้าของเว็บไซต์หวยออนไลน์รายใหญ่ ฉายา “สจ.เนย์ กาฬสินธุ์” ชื่อจริงคือ นายปฐนัญ จันดอน ซึ่งได้หลบหนีออกนอกประเทศแล้วพร้อมกับภรรยา โดยบุคคลดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ใน จ.กาฬสินธุ์ และเป็นทีมงานใกล้ชิดของ สส.พลากร พิมพะนิตย์ หรือ สส.บอล จ.กาฬสินธุ์ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับ นายวิรัช พิมพ์พะนิตย์ หรือ สส.หมู ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.)

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ผู้ถูกออกหมายจับรายดังกล่าวเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และเพิ่งลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 21 ม.ค.69 หรือเพียง 6 วันที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า สจ.เนย์ ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด แต่วันนี้มีอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย ใช้ชื่อ “อาร์ต ตะวันโฟโต้” ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook และ TikTok ซึ่งตนได้ดำเนินคดีที่ใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จกับภูมิใจไทยมาก่อนหน้านี้ แต่วันนี้มาลงข้อความว่า “ผู้ถูกออกหมายจับไม่ได้สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค และย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย”

“การโพสต์ดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพราะบุคคลนี้ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และทำงานอยู่กับ สส.พรรคเพื่อไทย มาโดยตลอด ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับ “อาร์ต ตะวันโฟโต้” ซึ่งถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันไปหลายคดีแล้ว และยังไม่ยุติพฤติกรรมการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ขอเตือนว่าวันนี้กำลังจะถูกหมายจับ ขออย่าหลบหนีไปเสียก่อน” นายศุภชัย กล่าว

ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า ขอให้ยุติการแชร์ข้อมูลเท็จดังกล่าว หากใครยังแชร์ต่อจะมีความผิด และพรรคจะดำเนินคดีกับคนทุกคน

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัด ‘แจกเงินล้าน’ ประชานิยมสุดโต่ง เตือนระวัง ‘โรแมนซ์สแกมการเมือง’

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัด ‘แจกเงินล้าน’ ประชานิยมสุดโต่ง เตือนระวัง ‘โรแมนซ์สแกมการเมือง’

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัด ‘แจกเงินล้าน’ ประชานิยมสุดโต่ง เตือนระวัง ‘โรแมนซ์สแกมการเมือง’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

“เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย” ซัดแรง “แจกเงินล้าน” ประชานิยมสุดโต่ง เตือนคนไทย ระวัง “โรแมนซ์สแกมการเมือง” หลอกให้รัก-ให้เลือก สุดท้ายขายฝัน ยัน “ประชาประโยชน์“ ทำปท.ยั่งยืนกว่า

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 23 แสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกแคมเปญหาเสียงของบางพรรคที่จะแจกเงินล้านทุกวัน ว่า เป็นนโยบาย ประชานิยมแบบสุดโต่ง ตนไม่เห็นด้วย เพราะการจะให้ประชาชนมีเงินได้นั้น ต้องมีการพัฒนาคนด้วย ไม่ใช่ประชานิยมแจกไปอย่างเดียว ซึ่งการแจกแบบนี้จะคล้ายกับ  “โรแมนซ์สแกมเมอร์” หรือ สแกมเมอร์การเมือง คือการหลอกให้รักหลอกให้หลง หลอกให้เลือกลงคะแนนให้พรรคนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรแต่ยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังด้วยซ้ำ ในเรื่องนี้พรรคปวงชนไทยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง  

“เราไม่เห็นด้วยกับประชานิยมแบบนี้ แต่เน้นนโยบายประชาประโยชน์ สร้างประเทศไทยให้ยั่งยืนทำให้ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ควบคู่กับการมีรายได้ที่สูงขึ้นทำให้เกิดความยั่งยืน”

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ระบุด้วยว่า การเลือกตั้งทุกครั้ง มีการใช้เงินซื้อเสียง หลายเขตใช้เงินเป็นหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน มองได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ต้องการเข้ามาทุจริตคอร์รัปชัน ถ้านักการเมืองคนไหนใช้เงินจำนวนมากแบบนี้ในการเลือกตั้ง แสดงว่ามีเป้าหมายที่จะเข้ามากอบโกยถอนทุนคืนจากประเทศและพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน  

”ขอฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทย อย่าไปรับเงิน หรือหากรับไปแล้ว ก็อย่าเลือกพรรคนั้นโดยเด็ดขาด การเลือกตั้งทุกคนสำคัญมาก เรามีสิทธิ์คนละหนึ่งเสียงเท่ากัน ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีมานานแล้ว ขอให้ทุกคนร่วมกันหยุดเรื่องนี้ให้ได้ ต้องอย่ารับเงินเหล่านี้ เพื่ออนาคตของประเทศไทยต่อไป“

นายเอกสิทธิ์ ย้ำว่า หลายปีที่ผ่านมามีแต่นโยบายประชานิยม ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้จริง เลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา เลือกมาหลายพรรคแล้ว แต่ปัญหาเศรษฐกิจก็ยังไม่ดีขึ้น ประชาชนยังลำบากและมีหนี้สินเหมือนเดิม วันนี้ พรรคปวงชนไทย ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ไม่ใช่นักธุรกิจการเมืองที่ต้องการเข้ามาหาผลประโยชน์ ซึ่งตนเองมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจสำเร็จมาแล้ว จึงขออาสาเข้ามาแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน