เฟิร์น จี้ถาม กกต ปมเอาผิดคนขอตรวจหีบบัตร ท้าเอาหลักฐานสู้กันในศาล

เฟิร์น จี้ถาม กกต ปมเอาผิดคนขอตรวจหีบบัตร ท้าเอาหลักฐานสู้กันในศาล

เฟิร์น จี้ถาม กกต ปมเอาผิดคนขอตรวจหีบบัตร ท้าเอาหลักฐานสู้กันในศาล

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.43 น.

เมื่อวันที่ 12 ก.พ.69 เวลา 10.30 น. เฟิร์น กนกวัลย์ ในฐานะตัวแทนกลุ่มประชาชนเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ของการเลือกตั้ง สส. ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แถลงว่า ในส่วนที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีประชาชนที่มาเรียกร้องสิทธิ ต้องกราบขอบพระคุณมากที่มอบข้อหาให้ ขอตั้งคำถามถึงผู้ใหญ่ว่า ตั้งใจใช้วิธีนี้ปิดปากประชาชนหรือไม่ หรือเพื่อให้หยุดการกระทำตรวจสอบการทำงานของท่านหรือไม่ แล้วเหตุใดจึงไม่พูดถึงเรื่องหลักฐานที่อยู่ในพื้นที่เลย ก่อนหน้านี้มีการกล่าวหาว่าหลักฐานของประชาชนไม่เพียงพอ และไม่มีที่มาที่ไป

หากยังสงสัยเรื่องเอกสารหลักฐานของเรา ซี่งเป็นเอกสารราชการที่มีลายเซ็น ซึ่งหากยังไม่แน่ใจก็ขอให้ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดว่า มีประชาชนท่านใดนำหลักฐานเข้ามาในสถานที่แห่งนี้หรือไม่ ตั้งแต่เกิดเหตุขึ้นมาเคยมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนคนของท่านเองหรือไม่ เห็นได้ชัดในมาตรา 157 ที่หีบบัตรเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ถูกทำลาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานโดยไม่สุจริต ได้ดำเนินการแล้วหรือยังก่อนจะมาแจ้งข้อกล่าวหากับประชาชน ได้ถามไถ่คนของท่านหรือยัง

เฟิร์น กนกวัลย์

“ท่านใช้วิธีนี้ปิดปากเราไม่ได้หรอก ผู้ที่แจ้งข้อกล่าวหาเราอาจจะถูกแก้ความกลับเหมือนกัน เนื่องจากแจ้งความเท็จเพราะเราไม่ได้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่เลย แต่ ณ วันนั้นทำไมเจ้าหน้าที่จึงนำหีบบัตรเลือกตั้งออกไปไม่ได้เพราะเราเห็นความผิดปกติซึ่งหน้า ประชาชนอย่างเราเห็นแล้วว่ากากบาทเล็ก ๆ ของเราไม่ปลอดภัย เราได้ตั้งคำถามขอคำชี้แจงจากพวกท่านแล้วว่า ทำไมจึงเป็นแบบนี้ ทำไมหีบจึงอยู่บนรถที่ไม่มีความปลอดภัย”

ถามประชาชนว่าหากมาเห็นกับตาว่าหีบบัตรเลือกตั้งไม่สมบูรณ์แบบจะยอมปล่อยออกไปได้หรือไม่ จะช่วยกันรักษาหีบหรือไม่ในสถานการณ์นั้น มีทั้งปลัด นายอำเภอ ผอ. กกต. และรองเลขาธิการ กกต. ก็มาถึงพื้นที่ และยังบอกด้วยว่าจะอยู่เฝ้าหีบไปด้วยกัน แล้วเป็นการขัดขวางตรงไหน รองเลขาฯ กกต. ที่เข้ามาก็ยังไม่มีการไล่ประชาชนออกไปเลย ซึ่งย้อนแย้งกับข้อกล่าวหา

เฟิร์น กนกวัลย์

เรื่องราวทั้งหมดเกิดจากเพจหนึ่งที่เต้าข่าวว่า จะมีการนับคะแนนในเวลา 18:00 น. เราจึงพากันมา ซึ่งเราอาจจะดำเนินคดีกับเหตุดังกล่าวนั้นด้วย และการติดต่อประชาชนอย่างนี้เป็นเรื่องดีจริง ๆ หรือ จะหยุดยั้งปัญหาที่ยืดเยื้อมาขณะนี้ได้จริงหรือ ถ้าท่านคิดว่าจะนำเรื่องนี้ขึ้นสู่กระบวนการศาล ก็อยากให้ กกต. นำหลักฐานมาชี้แจงในชั้นศาลเหมือนกัน การที่ประชาชนรวมตัวกันมา มันผิดมากเลยหรือกับการที่เราต้องการให้ท่านทำหน้าที่อย่างยุติธรรมต่อประชาชน

ส่วนหาก กกต. มีมติว่าไม่ให้นับคะแนนใหม่ จะมีแนวทางอย่างไรต่อไปนั้น เฟิร์นระบุว่า การปกป้องสิทธิเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอยู่แล้ว หาก กกต. ไม่ให้นับใหม่ ก็จะถามพี่น้องประชาชนว่า ทุกคนจะยอมหรือไม่ ทุกคนจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพราะตอนนี้พวกเราเองก็ถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว หากทุกคนอยากรักษาสิทธิ์ของตัวเอง และยังไม่มาปกป้องหีบของตัวเองอีก ก็แล้วแต่ประชาชนทุกคนเลย

เฟิร์น กนกวัลย์
เฟิร์น กนกวัลย์

นายกฯ มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ค่าของแผ่นดิน ปี 67 เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ต้นแบบความดีของชาติ

นายกฯ มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ค่าของแผ่นดิน ปี 67 เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ต้นแบบความดีของชาติ

นายกฯ มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ค่าของแผ่นดิน ปี 67 เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ต้นแบบความดีของชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.28 น.

“​นายกฯ” มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ “ค่าของแผ่นดิน” ปี 67 เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ย้ำเป็นพลังสำคัญ-ต้นแบบความดีของชาติ

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ “ค่าของแผ่นดิน” ประจำปี 2567 โดยมีบุคคล หน่วยงาน และโครงการผ่านการคัดเลือกจำนวน 18 ราย แบ่งเป็นผู้ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ 10 ราย และได้รับใบประกาศเกียรติคุณ 8 ราย

นายกฯ กล่าวว่า ยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาในพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ”ค่าของแผ่นดิน”ประจำปี 2567 ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน ทุกหน่วยงานและโครงการที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าและภาคภูมิใจนี้ รางวัลนี้ล้วนเป็นผลจากความตั้งใจมุ่งมั่นทุ่มเท ตลอดจนการนำความรู้ความสามารถและการสร้างสรรค์ผลงานจนได้เป็นที่ยอมรับและก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการยกย่องในฐานะค่าของแผ่นดิน ตนขอชื่นชมทุกท่านที่ได้รับผลการพิจารณาได้รับการคัดเลือกด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การส่งเสริมและพัฒนาสาธารณสุข ตลอดจนการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา ซึ่งทุกผลงานล้วนเปี่ยมไปด้วยคุณค่า ทุกท่านทุกหน่วยงานและทุกโครงการที่ได้รับรางวัลนี้นับเป็นผลงานสำคัญของชาติและเป็นแบบอย่างที่สำคัญของสังคม ผลงานที่ท่านได้สร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่องนับเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเป็นแนวทางนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อคุณงามความดีสู่ลูกหลานไทยของเรา

จากนั้นนายกฯ ได้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการ ที่บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี

รมว.นฤมล ลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ผอ.รร.พะตงฯ

รมว.นฤมล ลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ผอ.รร.พะตงฯ

รมว.นฤมล ลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ผอ.รร.พะตงฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“รมว.นฤมล”ลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ “ผอ.ศศิพัชร”ให้กำลังใจ ครู-นักเรียน เหยื่อเหตุบุกยิงโรงเรียนพะตงฯ พร้อมติดตามมาตรการความปลอดภัยใกล้ชิด

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อแสดงความอาลัยและให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งเยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนที่ชิงมาจากตำรวจบุกเข้าไปก่อเหตุในโรงเรียนบ้านพะตงประธานคีรีวัฒน์

โดย ศ.ดร.นฤมล จะเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากนั้นจะลงพื้นที่โรงเรียนบ้านพะตงประธานคีรีวัฒน์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์และติดตามมาตรการดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ

และในเวลา 16.00 น. ศ.ดร.นฤมล จะเดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง จังหวัดสงขลา เพื่อแสดงความอาลัยและให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นายกฯ นำ ข้าราชการมหาดไทย ร่วมพิธีมงคลสมัย 9 ปีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

นายกฯ นำ ข้าราชการมหาดไทย ร่วมพิธีมงคลสมัย 9 ปีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

นายกฯ นำ ข้าราชการมหาดไทย ร่วมพิธีมงคลสมัย 9 ปีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.48 น.

นายกฯนำขรก.มหาดไทยร่วมพิธี ’สมเด็จพระสังฆราช’ทรงตักบาตรพระสงฆ์ 108 รูป ถวายพระกุศล ‘สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า-ในหลวง -พระราชินี ‘เนื่องในมงคลสมัย 9 ปี แห่งพระราชพิธีสถาปนาฯ  

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงบริเวณลานวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในการทรงบำเพ็ญพระกุศล ทรงตักบาตรถวายพระกุศล แด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และถวายพระกุศลแด่พระบูรพาจารย์ เนื่องในมงคลสมัย 9 ปี นับแต่พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี  นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อาทิ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 108 รูป และนำผู้เข้าร่วมพิธี เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในมงคลสมัยฯ ดังกล่าวด้วย

โดนแล้ว!!! ผอ.เลือกตั้งเขต 1 ชลบุรี แจ้งความ สาวบุกรุกเปิดหีบเลือกตั้ง

โดนแล้ว!!! ผอ.เลือกตั้งเขต 1 ชลบุรี แจ้งความ สาวบุกรุกเปิดหีบเลือกตั้ง

โดนแล้ว!!! ผอ.เลือกตั้งเขต 1 ชลบุรี แจ้งความ สาวบุกรุกเปิดหีบเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.30 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับ นางสาวเบญจพร ซึ่งได้มีพฤติการณ์กระทำการเปิดหีบเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี หรือเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ในความผิดฐาน เปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และความผิดฐานบุกรุก เหตุเกิดที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี

ข้อหาดังกล่าว ต้องระวังโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Lakchaya Supason

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แจ้งจับ 2 สาวป่วนเมืองชล! บุกรุกขัดขวาง-ชิงใบรวมคะแนน ผอ.เขต 1 ฮึ่มดำเนินคดีถึงที่สุด

6 ตัวแทนเฝ้าหีบ แถลงโต้ กกต. ปมกล่าวหาปลอมเอกสารใบขีดคะแนน ชลบุรี เขต 1

เดือด! อ.อัจฉราวดี ตอกพวกขอนับคะแนนใหม่ คือกฎหมู่ เตือนสติอย่าเป็นเบี้ยให้เขาปั่นไปติดคุก

เดือด! อ.อัจฉราวดี ตอกพวกขอนับคะแนนใหม่ คือกฎหมู่ เตือนสติอย่าเป็นเบี้ยให้เขาปั่นไปติดคุก

เดือด! อ.อัจฉราวดี ตอกพวกขอนับคะแนนใหม่ คือกฎหมู่ เตือนสติอย่าเป็นเบี้ยให้เขาปั่นไปติดคุก

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.52 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า

เห็นชัดๆ ว่าเป็นกระบวนการปั่น มีเฟคนิวส์ตัดแปะข่าวและสถานที่ กระพือความสงสัย ปลุกให้เกิดความโกรธ ส่งเสียงเป็น Echo Chamber เหมือนเสียงก้องในอุโมงค์สะท้อนไปมา คนตรงนี้เลือก ภท.ไม่ยอมให้ กกต. ทำตามเสียงข่มขู่ทางโซเชียล ทุกครั้งที่มีการนับคะแนนที่คูหา จะมีประชาชนเป็นประจักษ์พยานตรงหน้าอยู่แล้ว ไม่ใช่มีแต่เจ้าหน้าที่นับกันเอง การเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั้งหมด คือการข่มขู่ ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย กกต.ควรต้องประกาศรับรอง สส.เขต 95% ส่วนจะให้นับใหม่ในเขตที่มีหลักฐานที่สงสัยชัดเจนก็ทำไปตามสิทธิเรียกร้อง

**ความเด็ดขาดทำตามกฎหมายเท่านั้น จึงจะหยุดแก๊งปั่นและพวกคนเลวได้ เราเรียนรู้พอแล้วจากยุค 3 นิ้ว ใครที่เรียกร้องแล้วไม่ได้ดังใจ ให้ลงแรงไปแจ้งความร้องเรียน อย่าทำแค่พิมพ์แล้วโพสต์ 1 นาทีเพื่อให้ได้แสง เราต้องไม่ปล่อยให้ชาติขับเคลื่อน ด้วยแก๊งปลุกระดมปั่นเบี้ยให้ไปติดคุก

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Lakchaya Supason

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
12 กุมภาพันธ์ 2569

ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ

ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ

ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.39 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า  ฤาพรรคส้ม คือ “พระราชาที่แก้ผ้า” ในนิทานเด็ก

กาลครั้งหนึ่ง
มีพระราชาพระองค์หนึ่ง
ผู้ไม่ต้องการเป็นเพียงกษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมือง
พระองค์ต้องการเป็น
“กษัตริย์ผู้ทรงศีลธรรมเหนือใครทั้งหมด”
ไม่ใช่แค่ถูกต้อง
แต่ต้อง ถูกกว่า
ไม่ใช่แค่ดี
แต่ต้อง ดีกว่า
และที่สำคัญ
ต้องไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม
วันหนึ่ง ช่างตัดเสื้อสองคนเดินทางเข้ามา
พวกเขาไม่ได้เสนอผ้าที่สวยที่สุด
แต่เสนอผ้าที่ ฉลาดที่สุด
ผ้าที่มองไม่เห็นสำหรับคนโง่
ผ้าที่ไม่ปรากฏแก่ผู้ล้าหลัง
และจะมีตัวตนเฉพาะต่อผู้ที่
“ตื่นรู้ คู่ควร และอยู่ฝั่งประวัติศาสตร์” เท่านั้น
พระราชายิ้ม
เพราะผ้านี้
ไม่เพียงปกปิดร่างกาย
แต่ปกปิดคำถามทั้งหมด

● ด้อมศรัทธาแห่งราชสำนัก
เมื่อข่าวผ้าวิเศษแพร่สะพัด
ไม่ได้มีแค่ขุนนาง
แต่เกิดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งขึ้นรอบราชสำนัก
พวกเขาเรียกตนเองว่า
“ผู้เข้าใจผ้า”
หน้าที่ของพวกเขา
ไม่ใช่ดูว่าผ้ามีจริงหรือไม่
แต่คือการคอยสอดส่องว่า
ใคร “ไม่เห็น”
ใคร “ลังเล”
ใคร “ตั้งคำถามผิดจังหวะ”
เมื่อมีคนถามว่า
“ผ้านี้ใช้ได้จริงไหมเวลาอากาศหนาว?”
ด้อมจะตอบว่า
“คุณคิดแคบเกินไป”
เมื่อมีคนถามว่า
“ผ้านี้กันฝนได้หรือเปล่า?”
ด้อมจะตอบว่า
“คุณยังไม่ตื่นรู้พอจะเข้าใจ”
และเมื่อมีใครพูดว่า
“ข้าไม่เห็นอะไรเลย”
ด้อมจะรุมล้อม บูลลี่ เอาทัวร์ลง
ไม่ใช่เพื่ออธิบาย
แต่เพื่อพิพากษาทางศีลธรรม
“เพราะเจ้าเป็นสลิ่ม”
“เพราะเจ้าแก่”
“เพราะเจ้าจน”
“เพราะเจ้าโง่”
“เพราะเจ้าล้าหลัง”
“เพราะเจ้าอยู่ผิดฝั่ง”
ด้อมไม่ได้ปกป้องพระราชา
แต่ปกป้อง ความหมายของผ้า
เพราะถ้าผ้าไม่มีอยู่จริง
ตัวตนของพวกเขาก็จะพังทลายไปพร้อมกันด้วย

● วันที่พระราชาเสด็จออกขบวน
เมื่อถึงวันสำคัญ
พระราชาทรง “สวมผ้า”
แล้วเสด็จออกขบวนกลางเมือง
ด้อมศรัทธาเดินนำหน้า
ตะโกนชื่นชมความงาม
ชี้ให้ดูในสิ่งที่ไม่มีใครเห็น
ประชาชนจำนวนมาก
ไม่ได้เห็นผ้า
แต่เห็น “แรงกดดัน”
แรงกดดันที่บอกว่า
ถ้าไม่เห็น = มีปัญหา
ถ้าไม่ปรบมือ = น่าสงสัย
ถ้าไม่ร่วมชื่นชม = อันตราย
เมืองทั้งเมืองจึงเงียบ
ไม่ใช่เพราะเชื่อ
แต่เพราะไม่อยากถูกเลือกเป็นเหยื่อรายต่อไป
จนกระทั่ง
เด็กคนหนึ่งพูดขึ้น
“พระราชาไม่ได้ใส่อะไรเลย”

● สิ่งที่นิทานไม่เคยเล่า แต่เกิดขึ้นจริง
หลังเด็กพูด
สิ่งแรกที่ขยับ
ไม่ใช่พระราชา
แต่คือด้อม
พวกเขาไม่ได้ถามว่าเด็กพูดจริงหรือไม่
แต่ถามว่า
“เด็กคนนี้เป็นใคร”
“พ่อแม่สอนมายังไง”
“อยู่ฝั่งไหนของเมือง”
ทันทีที่ความจริงปรากฏ
ด้อมไม่ปกป้องผ้าอีกต่อไป
แต่ปกป้อง ระบบที่ทำให้ผ้าไม่ถูกตั้งคำถาม

● ถอดรหัสนิทาน : พรรคส้มคืออะไรในเรื่องนี้?
พรรคส้มคือ ตัวพระราชา
และพรรคส้มก็คือ “ผ้า” ที่เป็นตัวแทนของ ลัทธิศาสนาการเมือง
หรือสิ่งที่ถูกอ้างว่า
งดงาม
บริสุทธิ์
เหนือการเมืองแบบเก่า
แต่ไม่สามารถ
สวมใส่ในโลกของการบริหารจริง
รับมือกับต้นทุนของรัฐ
หรือรับผิดชอบผลลัพธ์ที่ไม่สวยงาม
ได้เลย
ด้อมส้มคือใคร?
คือระบบคุ้มกันความหมาย
ที่ทำให้การตั้งคำถามกลายเป็นบาป
และการไม่เชื่อกลายเป็นความผิดทางศีลธรรม
ถ้าใครถามว่า “ทำได้จริงไหม”
เขาจะถูกกล่าวหาทันทีว่าไม่เข้าใจอุดมการณ์
ถ้าใครถามว่า “ถ้าพังใครรับผิดชอบ”
เขาจะถูกบอกว่าคิดแบบเก่า
ถ้าใครไม่เห็นด้วย
เขาจะถูกตัดสินว่าไม่ดีพอจะ “เห็นผ้า”
พรรคส้มไม่ได้อันตรายเพราะความคิดใหม่
แต่อันตรายเพราะ
ถูกห่อหุ้มด้วยลัทธิศาสนาการเมือง
ที่ทำให้ความคิดนั้น
ห้ามแตะ
ห้ามถาม
และห้ามพิสูจน์

● หลังเด็กพูดแล้ว…ใครยังเลือกปรบมืออยู่
หลังจากเด็กพูดว่า
“พระราชาไม่ได้ใส่อะไรเลย”
ความจริงก็ไม่ได้ซับซ้อนอีกต่อไป
ไม่มีผ้าให้ถก
ไม่มีอุดมการณ์ให้ตีความ
ไม่มีศีลธรรมชั้นสูงให้ซ่อนตัว
เหลือเพียงคำถามเดียวคือ
ใครยังเลือกจะปรบมืออยู่ ทั้งที่รู้แล้วว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
คนกลุ่มนี้
ไม่ใช่ผู้ถูกหลอกอีกต่อไป
แต่คือ
ผู้สมรู้ร่วมคิดกับความเท็จ
เพราะความเท็จนั้น
ทำให้ตนเอง รู้สึกดีกว่า คนอื่น
พวกเขาไม่ได้กลัวว่าจะคิดผิด
แต่กลัวว่าจะเสียสถานะ
กลัวว่าจะต้องยอมรับว่า
ตัวเองเคยเชื่อ เพราะอยากเชื่อ

หลังเด็กพูดแล้ว
ความเงียบจึงไม่ใช่ความบริสุทธิ์
แต่คือการเลือกข้าง
การปรบมือ
จึงไม่ใช่ความหวัง
แต่คือการปกป้องอัตตา
และการตะโกนดังกว่าเดิม
ไม่ใช่พลัง
แต่คืออาการของคนที่รู้แล้วว่า
ถ้าหยุดพูด
ทุกอย่างจะพังลงตรงหน้า

นิทานไม่ได้จบที่พระราชา
แต่มันจบที่ประชาชน
ว่าหลังจากเห็นความจริงแล้ว
ยังจะใช้ชีวิตอยู่กับการแสร้งเชื่อ
หรือจะยอมเสียหน้า
เพื่อกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกครั้ง
เพราะการยอมรับว่า “เคยหลง”
ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
ความพ่ายแพ้ที่แท้จริงคือ
การรู้แล้วว่าไม่มีผ้า
แต่ยังเลือกจะปรบมือ
เพียงเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกโง่ในอดีต

ซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ของผม
ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อชนะใคร
แต่มันถูกเขียนขึ้น
เพื่อให้คนที่ยังเหลือสติ
หยุดปรบมือ
แล้วถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์สักครั้งว่า
เรากำลังยืนอยู่ต่อหน้าความจริง
หรือกำลังยืนเฝ้าอัตตาของตัวเองกันแน่
เพราะประเทศนี้
ไม่อาจถูกปกครองด้วยผ้าที่ไม่มีอยู่จริง
และสังคม
ไม่อาจเดินต่อได้
ถ้าคนส่วนหนึ่ง
เลือกจะโกหกตัวเอง
ดังขึ้นเรื่อย ๆ
เพื่อกลบเสียงของเด็กคนเดียว
ที่กล้าพูดความจริง
“ซีรีส์ชำแหละพรรคส้ม”
แค่ทำหน้าที่เหมือนเด็กในนิทานเท่านั้นเอง
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย

หมายเหตุ : ในทางสังคมศาสตร์ พฤติกรรมของพรรคส้มและด้อมส้ม เรียกว่า Moral Policing
Moral Policing คือพฤติกรรมหรือกลไกทางสังคมที่ คนหรือกลุ่มคนตั้งตนเป็น “ผู้ตรวจศีลธรรม” แล้วคอยเฝ้าระวัง ตัดสิน ลงโทษ หรือกดดันผู้อื่นให้คิด–พูด–เชื่อ–ยืนอยู่ในกรอบศีลธรรมแบบเดียวกับตน
โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายหรืออำนาจรัฐ ก็สามารถทำให้คน “เงียบ ยอม หรือถอย” ได้

● แก่นแท้ของ Moral Policing
ไม่ใช่การถกเถียงว่า อะไรถูกหรือผิด
แต่คือการทำให้ ความเห็นต่าง = ความผิดทางศีลธรรม
มันทำงานผ่านคำถามแบบนี้
“คุณเป็นคนดีพอจะพูดเรื่องนี้หรือยัง?”
“คุณยืนอยู่ฝั่งไหน?”
“คุณยังไม่ตื่นรู้พอ”
เมื่อคำถามถูกตั้งแบบนี้
การโต้แย้งด้วยเหตุผลจะ เป็นไปไม่ได้ทันที

● Moral Policing ทำงานอย่างไร (กลไก 4 ขั้น)?
1. ตั้งกรอบศีลธรรมสูงส่ง
ใครเห็นด้วย = คนดี / คนตื่นรู้ / คนก้าวหน้า
ใครไม่เห็นด้วย = ล้าหลัง / เห็นแก่ตัว / มีปัญหาทางศีลธรรม
2. แปลงความเห็นเป็น ตัวตน
ไม่ใช่ “คุณคิดต่าง”
แต่เป็น “คุณเป็นคนแบบนี้” (ตีตราว่าเป็น สลิ่ม)
3. ลงโทษทางสังคม
บูลลี่
ทัวร์ลง
ประจาน
ตัดออกจากวงสนทนา
โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าผิดจริงหรือไม่
4. ทำให้คนอื่นเรียนรู้ที่จะเงียบ
คนที่เห็นเหตุการณ์จะไม่กล้าพูด
ไม่ใช่เพราะเชื่อ
แต่เพราะไม่อยากโดนลงโทษ
นี่แหละคือเหตุผลที่กระแสสังคม “ดูเหมือนเห็นพ้อง” ทั้งที่จริง ๆ แค่ กลัว

● จุดอันตรายของ Moral Policing
มันทำลาย 3 อย่างพร้อมกัน
1. เหตุผล
เพราะคำถามเชิงนโยบายถูกแทนที่ด้วยการตัดสินตัวตน
2. การเรียนรู้ร่วมกัน
เพราะการตั้งคำถามกลายเป็นบาป
3. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
เพราะคนเริ่มตัดสินกันด้วยศีลธรรมเดียวกับที่ใช้ตัดสินศัตรู

● Moral Policing ต่างจากการวิจารณ์เชิงศีลธรรมอย่างไร?
การวิจารณ์ศีลธรรมที่ปกติ = ถกเถียง การกระทำ
Moral Policing = พิพากษา ความเป็นคน
วิจารณ์ปกติ:
“นโยบายนี้มีผลเสียแบบนี้ เพราะเหตุผลนี้”
Moral Policing:
“คนที่สนับสนุนนโยบายนี้ เป็นคนไม่ดี / ไม่รู้ / ไม่ตื่น”

● สรุป
Moral Policing คืออำนาจที่ไม่ต้องมีตำแหน่ง
แต่ทำให้คนจำนวนมากกลัวจะคิดต่าง
มันไม่ต้องการให้คุณ “ผิด”
แค่ต้องการให้คุณ เงียบ
และเมื่อสังคมเงียบเพราะกลัว
ศีลธรรมก็ไม่ใช่เครื่องมือของความดีอีกต่อไป
แต่กลายเป็น อาวุธของการควบคุม
~ สุวินัย ภรณวลัย

ให้นับใหม่หมดใช้อะไรคิด อดีตคนเดือนตุลาซัดแรง พวกหน้าเก่าพรรคเดิม

ให้นับใหม่หมดใช้อะไรคิด อดีตคนเดือนตุลาซัดแรง พวกหน้าเก่าพรรคเดิม

ให้นับใหม่หมดใช้อะไรคิด อดีตคนเดือนตุลาซัดแรง พวกหน้าเก่าพรรคเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.35 น.

ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดสำหรับสถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นกระแสร้อนแรงที่ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางทั่วทั้งเมืองในขณะนี้

ล่าสุดวันนี้ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ชัยวัฒน์ สุรวิชัย นักวิชาการและปัญญาชนคนสำคัญ อดีตแกนนำนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างดุเดือด โดยมีข้อความระบุว่า “หน้าเก่าพรรคเดิมคนเดิม เรียงหน้าออกมา กล่าวหา กกต. โดย นำเสนอด้านเดียว ไม่นำเสนอภาพรวมของการเลือกตั้งทั้งหมด ,ไม่แยกแยะ ” ให้ทำเรื่องผิด” ยึดกฏหมาย อต่เหมารวม ให้ “นับคะแนนใหม่หมด ” ใช้ อะไรคิด? , ความจริง ควรออกมาเตือนเยาวชนพรรคตน ที่คิดอคติ ทำผิด”

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

หลังจากโพสต์ดัของ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อมุมมองของชัยวัฒน์อย่างเผ็ดร้อน เช่น

“เห็นด้วยกับพี่เลยแล้วเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายตามด้วยการประท้วงทั่วประเทศถามว่ากำลังคิดจะทำอะไรหรือยั่วให้เกิดการปฏิวัติ”

“เข้าข่ายขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย มีหวังโดนยุบพรรคอีก และคงโดนคดีกันอีก”

“เฒ่าทารก…”

“???”

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

ทั้งนี้ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย คือ นักวิชาการและปัญญาชนคนสำคัญ ที่มีบทบาทในแวดวงการเมืองไทยมานาน เป็นที่รู้จักในฐานะ อดีตแกนนำนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา และยังคงเคลื่อนไหวในฐานะนักวิชาการ นักวิเคราะห์การเมือง สนับสนุนการปฏิรูปประชาธิปไตย การสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบการทำงานรัฐบาล และส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองให้ประชาชน. 

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Chaiwat Suravichai

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม, เฟซบุ๊ก Chaiwat Suravichai

‘ประชาคมแพทย์’ ชี้ปมโดมถล่ม คือบททดสอบภาวะผู้นำของว่าที่นายกฯ

'ประชาคมแพทย์' ชี้ปมโดมถล่ม คือบททดสอบภาวะผู้นำของว่าที่นายกฯ

‘ประชาคมแพทย์’ ชี้ปมโดมถล่ม คือบททดสอบภาวะผู้นำของว่าที่นายกฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.19 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า จากโดมถล่ม…สู่บททดสอบภาวะผู้นำของว่าที่นายก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดเหตุหลังคาโดมขนาดใหญ่ภายในศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบทักษะของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) บริเวณบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พังถล่มลงมาในช่วงที่มีสภาพอากาศแปรปรวนและลมพายุค่อนข้างแรง โครงสร้างดังกล่าวเป็นงานก่อสร้างของ Sino-Thai Engineering and Construction หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ซิโน-ไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ

เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ แต่ภาพโครงสร้างขนาดใหญ่พังถล่มก็สร้างความกังวลในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญเหตุโครงสร้างก่อสร้างเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งในระยะหลัง

คำชี้แจงของบริษัท บริษัทซิโน-ไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า โครงสร้างดังกล่าวออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานวิศวกรรม เหตุการณ์เกิดจากแรงลมพายุที่รุนแรงผิดปกติ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริง สาระสำคัญของคำชี้แจงคือการยืนยันว่าเหตุเกิดจาก “ปัจจัยทางธรรมชาติ” มากกว่าความบกพร่องด้านคุณภาพการก่อสร้าง

บททดสอบ…หรือลางร้ายของว่าที่ผู้นำ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในจังหวะที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านผู้นำ คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่โครงสร้างพังเพราะอะไร แต่ขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า — ภาวะผู้นำจะรับมืออย่างไร สำหรับผู้ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งในอดีตเคยมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับซิโน-ไทยผ่านครอบครัว แม้จะยืนยันว่าได้แยกบทบาททางธุรกิจมานานแล้วก็ตาม นี่จึงเป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง บางคนมองว่านี่คือ “บททดสอบ” บางคนมองว่านี่คือ “ลางร้าย” แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ — จะจัดการอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่า การตรวจสอบจะโปร่งใสและเป็นอิสระจริง

ประเด็นที่สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีผู้เสียชีวิตแต่คำถามที่ควรถามคือถ้ามีผู้บาดเจ็บ หรือมีผู้เสียชีวิตล่ะ?โครงสร้างสาธารณะไม่ได้มีไว้ตั้งโชว์มันมีไว้รองรับชีวิตผู้คนถ้าในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่กำลังฝึกงานอยู่ถ้ามีแรงงานกำลังปฏิบัติงานถ้ามีประชาชนอยู่ในพื้นที่ผลลัพธ์อาจแตกต่างอย่างสิ้นเชิงการบริหารประเทศไม่ใช่การรอให้เกิดโศกนาฏกรรมก่อนแล้วค่อยปฏิรูปภาวะผู้นำที่แท้จริงคือการมองเห็น “ความเสี่ยงที่ยังไม่เกิด” แล้วจัดการมันก่อน

ภาวะผู้นำวัดกันที่อะไร ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้นำมีทางเลือกอยู่สามแบบ

1. เงียบ และปล่อยให้บริษัทชี้แจงเอง
2. รีบออกมาปกป้องก่อนผลสอบจะชัด
3. แสดงจุดยืนชัดเจนเรื่องการตรวจสอบอิสระและมาตรฐานความปลอดภัย

ตัวเลือกที่สามเท่านั้นที่สร้างความเชื่อมั่นระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่คำอธิบายว่า “ลมแรง” แต่คือความมั่นใจว่า ถ้ามีความบกพร่อง จะมีความรับผิดชอบ ถ้ามีช่องโหว่ จะมีการแก้ไข และถ้ามีความเสี่ยง จะไม่ปล่อยให้เกิดซ้ำ

บทสรุป

เหตุการณ์นี้อาจไม่ใช่ลางร้ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กมันคือช่วงเวลาที่ผู้นำต้องพิสูจน์ว่าเมื่อมาตรฐานสาธารณะเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ส่วนตัวจะเลือกยืนข้างอะไรเพราะภาวะผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้วัดตอนวันที่ไม่มีปัญหาแต่วัดในวันที่ยังไม่มีใครเสียชีวิตแล้วคุณตัดสินใจทำอะไรกับความเสี่ยงนั้น.

แอดมิน ประชาคมแพทย์ 12 กพ.2569

คำนูณ ลั่น ยกเลิก MOU 44 เป็นก้าวที่ใช่ของ ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’ แนะบรรจุในนโยบายรัฐบาลใหม่

คำนูณ ลั่น ยกเลิก MOU 44 เป็นก้าวที่ใช่ของ 'อนุทิน-สีหศักดิ์' แนะบรรจุในนโยบายรัฐบาลใหม่

คำนูณ ลั่น ยกเลิก MOU 44 เป็นก้าวที่ใช่ของ ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’ แนะบรรจุในนโยบายรัฐบาลใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.52 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ยกเลิก MOU 44 ก้าวที่ใช่ของอนุทิน-สีหศักดิ์” 

พูดกันมาเยอะแล้วสำหรับข้อดีข้อเสียของ MOU 44 โดยเฉพาะการไม่สมควรยอมรับเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ผ่ากลางเกาะกูดเข้ามาอยู่ในเอกสารทางการใด ๆ ของราชการไทย แม้จะเพียงเพื่อเป็นกรอบเจรจาก็ตาม ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก แต่จะขอย้ำถึงเหตุผลชี้ขาดคือพฤติกรรมของกัมพูชาเองที่เสมือนฉีกทิ้ง MOU 44 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565
แต่ก่อนจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม 2565 เรามาทบทวนหลักการของ MOU 44 ก่อนสักนิด

ว่ากันอย่างกระชับที่สุด

นวัตกรรมสำคัญของ MOU 44 คือการแบ่งเขตพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (OCA) ออกเป็น 2 ส่วนโดยใช้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่ง แล้วเขียนล็อคไว้อย่างแน่นหนาว่าให้เจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลในพื้นที่ส่วนบนเส้น 11 และกำหนดให้พื้นที่ใต้เส้น 11 เป็นเขตพัฒนาร่วม (JDA) เพื่อเจรจาร่วมกัเงื่ผลิตและแบ่งผลประโยชน์ในปิโตรเลียม เงื่อนไขบังคับคือการเจรจาทั้ง 2 ส่วนจะต้องทำไปพร้อมกัน (to simultaneously) อย่างไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ (as an indivisible package)

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหา 2 ด้านพร้อมกันไป

หนึ่ง – ให้ทั้งไทยและกัมพูชามีโอกาสได้ใช้ปิโตรเลี่ยมใต้อ่าวไทยในขณะที่ยังเจรจาตกลงแบ่งเขตแดนทางทะเลกันได้ไม่ครบทั้งหมด

สอง – แก้ปัญหาเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของกัมพูชาที่รุกล้ำอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยบริเวณเกาะกูด การเจรจาแบ่งเขตแดนเฉพาะส่วนนี้ต้องจบลงพร้อมกับการเจรจาแบ่งปิโตรเลียม

ข้อหนึ่งเป็นความต้องการของทั้งไทยและกัมพูชา ที่ต่างก็ต้องการใช้ปิโตรเลียมเหมือนกัน ส่วนข้อสองต้องกล่าวว่าเป็นปัญหาเฉพาะของไทย ที่แม้ชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของเราแน่ ๆ ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) และดำเนินการแสดงสิทธิชัดเจนทุกประการตั้งแต่ปี 2516 แต่ก็ยังคงไม่สบายใจที่มีเส้นไหล่ทวีปนอกกฎหมายของกัมพูชามารบกวน หากทำให้หายไปเสียได้ก็ดี

ฝ่ายไทยแสดงอาการลิงโลดมากที่กัมพูชายอมลงนามใน MOU 44

แต่เอาเข้าจริง กัมพูชากลับมีเจตนารมณ์แน่วแน่เหมือนเดิมตั้งแต่ปี 2538 ในการเจรจากับไทยครั้งแรกยุคระบอบฮุนเซน

กัมพูชาจะเอาแต่ได้ เอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความเป็นมิตรประเทศที่ดี

จะไม่ยอมเสียอะไรสักอย่าง

ผลประโยชน์จากปิโตรเลี่ยมใต้อ่าวไทยก็จะเอา โดยจะขอแบ่ง 50:50 เต็มพื้นที่ OCA รวมกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่เฉพาะแค่เขต JDA พื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตรที่กำหนดไว้ใน MOU 2544 เท่านั้น และเกาะกูดก็ยังจะเอาอยู่ หรืออย่างน้อยก็จะยังคงคาการอ้างสิทธิไว้อยู่ จึงจะไม่ยอมเจรจาให้เสียเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของตนแม้แต่น้อย

หลักฐานปรากฏชัดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565

วันนั้น ประธาน JTC ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายกัมพูชา) เข้าเยี่ยมคารวะและหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธาน JTC ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) สารัตถะของการหารือได้มีการเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการนำปิโตรเลียมใต้อ่าวไทยในเขต OCA ทั้งหมดขึ้นมาใช้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรพลังงาน โดย “ละทิ้ง” การเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเอาไว้ก่อน กำหนดให้สัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์เป็น “50:50” ในวันเดียวกันนั้นมีการเจรจาหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง JTC ของทั้ง 2 ประเทศในกรุงเทพฯ คณะทำงานฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นร่างข้อตกลงเป็นฉบับภาษาอังกฤษมีเนื้อหา 3 ข้อให้กับคณะทำงานฝ่ายไทยเพื่อพิจารณาให้เป็นผลการประชุมของ JTC ด้วย

ร่างข้อตกลงมีสั้น ๆ หน้าเดียว 3 ข้อ แต่ที่สำคัญคือข้อ 1 และข้อ 2

เฉพาะข้อ 1 เปิดเผยธาตุแท้กัมพูชาอย่างชัดเจน และเสมือนเป็นการฉีกทิ้ง MOU 44 ในทางปฏิบัติ เพราะกำหนดให้ไทยกับกัมพูชาดำเนินการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียมภายในพื้นที่ OCA ทั้งหมด (the entire area of OCA) โดยให้ละทิ้งประเด็นการแบ่งเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน (…leave the issue of maritime boundary delimitation for later)

ส่วนข้อ 2 ระบุให้แบ่งผลประโยชน์กันอย่างเท่าเทียม 50:50 ทั้ง ๆ ที่แหล่งปิโตรเลียมอยู่ใกล้ฝั่งไทยมากกว่าฝั่งกัมพูชา ทั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2560

เท่ากับเป็นการทำลายหัวใจของ MOU 44 เพราะจะไม่มีการแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนืออีกต่อไป มีแต่การแบ่งผลประโยชน์เต็มพื้นที่ OCA ทั้งหมด ซึ่งกินอาณาบริเวณมากกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และประชิดติดเกาะกูด ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนพื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตรใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเท่านั้น

ถามว่าที่กัมพูชากล้าเสนอหักดิบข้อตกลงเดิมเช่นนี้ เพราะได้รับสัญญาณจากการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับฝ่ายไทยไม่ว่าในระดับใดด้วยหรือเปล่า เพราะก็ไม่เป็นที่ปิดบังหรอกว่าหน่วยงานไทยบางหน่วยที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ผู้หลักผู้ใหญ่ในฝ่ายการเมืองบางคน รวมทั้งภาคเอกชนบางส่วน ก็มีแนวคิดใกล้เคียงกันประมาณนี้ คือต้องการแยกเจรจาเฉพาะเรื่องพัฒนาปิโตรเลียมให้นำขึ้นมาใช้โดยพักเรื่องเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน หรือสรุปคำถามนี้ให้สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าฝ่ายไทยรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือเปล่า

มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ช่วงปี 2557 – 2566 รวมทั้งเอกสารประกอบแวดล้อมต่าง ๆ พอจะบอกเล่าความจริงเป็นคำตอบได้ในระดับสำคัญ แต่จะยังไม่ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บในวันนี้

เอาเป็นว่ากระทรวงการต่างประเทศยืนหยัดคัดค้านเต็มที่

โดยทำหนังสือเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 ว่าไม่ควรรับข้อเสนอของกัมพูชา ยกเหตุผลหลายประกอบด้วยภาษาที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น

เริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลพื้นฐานว่านี่ไม่ใช่ของใหม่อะไร หากเป็นไปตามข้อเสนอเดิมของกัมพูชาตั้งแต่ครั้งประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2538 อันเป็นครั้งแรกในยุคที่ฮุนเซนเถลิงอำนาจขึ้นมาแล้ว เป็นความต้องการสูงสุด (Maximum Claim) ก่อนจะปรับท่าทีลดลงมาตามเนื้อหาที่ปรากฎใน MOU 2544 ในอีก 6 ปีถัดมา

ในเหตุผลข้อสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศเสนอไว้อย่างหนักแน่นว่า…

“…ในการกำหนดพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ระหว่างไทยกับกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าจะต้องสามารถอธิบายให้กับประชาชน นักวิชาการ ผู้มีส่วนได้เสีย และภาคประชาสังคมได้ และรัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบด้วย รวมทั้งจะต้องเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

หน่วยงานเจ้าของเรื่องให้ความเห็นหนักแน่นแบบนี้ รัฐบาลไหนจะกล้าไม่เชื่อบ้างล่ะ ?

ประกอบกับช่วงเวลานั้นก็ใกล้เลือกตั้งทั่วไปมากแล้ว

ร่างข้อตกลงเถยจิตของกัมพูชาจึงพับไป

ประเด็นนี้ต้องขอชื่นชมกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพลังงานในช่วงปี 2559 – 2560 ที่ยืนหยัดต่อสู้แนวคิดพักการเจรจาเรื่องเขตแดนไว้ก่อนมาหลายปีก่อนหน้าการเสนอความเห็นครั้งสุดท้ายต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566

ณ วันนี้ MOU 44 ถึงมีไว้ก็เหมือนไม่มี

ข้อดีที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เค้นมันสมองคิดค้นออกแบบไว้เมื่อ 25 ปีไร้ผลโดยสิ้นเชิง

ถือเป็น “ก้าว(แรก)ที่ใช่” ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุลและรัฐมนตรีต่างประเทศสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วที่พูดชัดถ้อยชัดคำเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าจะยกเลิก MOU 44 จะไม่ยอมเสียเขตแดนทางทะเล และจะไม่แบ่งปิโตรเลียม

นายกรัฐมตรีอนุทิน ชาญวีรกุลยังมี “ก้าว(สอง)ที่ใช่” ตามมาอีกในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมสำหรับการยกเลิก MOU 44 ในรัฐบาลหน้า

ผมขอเสนอ “ก้าว(สาม)ที่ใช่” ด้วยการให้ท่านกรุณาเขียนบรรจุไว้ให้ชัดเจนในนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะแถลงต่อรัฐสภาในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ซึ่งสิ่งที่จะได้มาคือมุมมองและความเห็นจากสมาชิกรัฐสภาในการอภิปราย