พท.อ้อนขอคะแนนให้วิรัตน์ ชูนโยบาย 30 บาท AIระบบขนส่งสาธารณะ

พท.อ้อนขอคะแนนให้วิรัตน์ ชูนโยบาย 30 บาท AIระบบขนส่งสาธารณะ

พท.อ้อนขอคะแนนให้วิรัตน์ ชูนโยบาย 30 บาท AIระบบขนส่งสาธารณะ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

พท.ขอคะแนนให้วิรัตน์  เขต 1 นนท์ชนะขาด ชูนโยบาย 30 บาท AI  ระบบขนส่งสาธารณะ

27 มค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันที่ 26 มค. นางสาวนภาดา เพ็ชร์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เเละนายวิรัตน์ เกียรติสันดิกุล ผู้สมัครสส.เขต1 นนทบุรี เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย  ลงพื้นที่ตลาดต้นสัก ต.บางกระสอ อ.เมืองโดยมีนายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครนนทบุรี ได้มาช่วยเเนะนำนายวิรัตน์เเละนโยบายพรรคต่อประชาชนด้วย

นางสาวนภาดากล่าวว่านายวิรัตน์ ทำงานในพื้นที่มายาวนาน เป็นผู้ช่วย สส. 2 สมัย เเละเป็น สจ. นนทบุรี 4 สมัย  จึงเข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี ขณะที่การเเก้ปัญหาเเละพัฒนาเขต1 นนทบุรีนั้น   สส.ต้องประสานหน่วยราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน ผู้นำชุมชนด้วย  ดังนั้นพรรคเพื่อไทยเเละตน จึงมั่นใจว่านายวิรัตน์จะเป็นตัวเเทนประชาชน เขต1นนทบุรีไปสะท้อนสิ่งที่ประชาชนต้องการได้   

“ขอโอกาส และขอคะแนนเสียงให้ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคเบอร์ 9 และให้นายวิรัตน์ เบอร์ 4 เขต 1 นนทบุรี ชนะขาดเพราะสิ่งที่พรรค และผู้สมัคร สส.หาเสียงไว้ จะดำเนินการให้ทันทีหลังวันที่ 8 กพ. ตามสโลเเกน “เพื่อไทยทำได้” “นางสาวนภาดากล่าว

นางสาวนภาดายังย้ำว่า วันที่ 8 กพ.นี้ ประชาชนจะได้บัตรสามใบ  ประกอบด้วย บัตรสีเหลือง คือ ประชามติเเก้รัฐธรรมนูญ   บัตรสีเขียวคือ เลือกสส.เขต บัตรสีชมพูคือ เลือกสส.บัญชีรายชื่อ  ดังนั้นประชาชนอย่าจำสับสน 

นางสาวนภาดากล่างว่า  ส่วนนโยบายพรรคเพื่อไทยที่สอดคล้องกับพื้นที่เขต 1 นนทบุรี ที่มีประชาชนอาศัยหนาเเน่น ทั้งนโยบายที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคือ นโยบายพรรคที่ดำเนินการตั้งเเต่ปี 2544 จนถึงวันนี้ยังมีการดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะ นโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค ด้วย AI เชื่อมโยงข้อมูลรักษาต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งพรรคพร้อมเดินหน้ายกระดับระบบสาธารณสุขไทย ผ่าน 3 วิธีการ คือ 30 บาทรักษาทุกที่ : เจ็บป่วยเล็กน้อยไปร้านยา-คลินิก ทำฟันได้ ป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลได้เลย ยกระดับด้วย AI : เชื่อมฐานข้อมูลสุขภาพทุกโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน ลดภาระ : ลดเอกสาร ลดเวลารอคอย เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

นางสาวนภาดากล่าวว่า  ชาวนนทบุรี จำนวนหนึ่งอาศัยในพื้นที่ เเต่เกือบทั้งสัปดาห์ต้องเดินทางไปทำงานในกทม. นอกเหนือจากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายและรถเมล์ติดเเอร์10บาทที่พรรคมั่นใจว่าหากได้ตั้งรัฐบาลแล้วทำได้น้้น พรรคจะสนับสนุนการเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่นๆเข้าสู่ระบบตั๋วร่วมทั้งหมด  คือ รถสองแถว เรือด่วน รถตู้ เป็นต้น  ซึ่งในกลไกของพรบ.ตั๋วร่วม ได้วางกรอบของการใช้เงินกองทุนไว้ให้สามารถนำมาส่งเสริมขนส่งสาธารณะต่างๆเหล่านี้ในการเข้าสู่ระบบตั๋วที่เป็นมาตรฐานกลางได้ มั่นใจว่าหากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง

ครม.ไฟเขียว บำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ จนท.ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด อัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา

ครม.ไฟเขียว บำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ จนท.ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด อัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา

ครม.ไฟเขียว บำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ จนท.ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด อัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

ครม. อนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่ จนท. ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในอัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา จากจำนวนกำลังพล จำนวน 610,978 คน

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในอัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา หรือในอัตราไม่เกินร้อยละ 4.5 จากจำนวนกำลังพลผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด จำนวน 610,978 คน ดังนี้

1) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3.0 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง จำนวน 367,443 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 11,023 อัตรา
2) เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดจำนวน 243,535 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 3,653 อัตรา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้มีการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2546 และจากสถิติย้อนหลัง 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2567) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษฯ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 4 จากจำนวนกำลังพลผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด 

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ ยธ. รับความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) ไปดำเนินการด้วย เช่น ให้ ยธ. ทบทวนปรับลดการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดประเภทเกื้อกูลเท่าที่จำเป็น และควรมีการพิจารณาคัดเลือกและจัดสรรอัตราบำเหน็จความชอบที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง 

ในการนี้ ยธ. แจ้งว่า งบประมาณในการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษในครั้งนี้จะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของส่วนราชการต้นสังกัดของผู้ที่ได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้ตั้งงบประมาณไว้แล้ว และทุกหน่วยงานสามารถบริหารวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในการจัดสรรบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดได้ และมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับเพียงพอ

โพลนำ สนามแผ่ว คะแนนไหล ภาพ ‘พรรคส้ม’ ก่อนวันเลือกตั้ง

โพลนำ สนามแผ่ว คะแนนไหล ภาพ ‘พรรคส้ม’ ก่อนวันเลือกตั้ง

โพลนำ สนามแผ่ว คะแนนไหล ภาพ ‘พรรคส้ม’ ก่อนวันเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตคนแบกรับภาระรอบด้าน ข้าวของแพง งานฝืด ค่าใช้จ่ายไล่กดดัน ความกังวลรายวันกลายเป็นเรื่องหลัก

การเมืองรอบนี้จึงถูกมองในฐานะเครื่องมือจัดการปัญหา มากกว่างานปลุกอารมณ์ ใครคุมเกมได้ ใครประคองสถานการณ์เป็น ใครทำงานต่อเนื่องได้ กลายเป็นเกณฑ์ที่คนใช้ตัดสิน

นอกจากปัญหาปากท้อง เรื่องความมั่นคงของประเทศเริ่มถูกหยิบขึ้นมาคิดควบคู่กันมากขึ้น สถานการณ์รอบบ้าน ความตึงเครียดตามแนวชายแดน และความไม่แน่นอนในภูมิภาค ทำให้คำถามเรื่องความพร้อมของรัฐไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ในจังหวะแบบนี้ ความคาดหวังของคนจำนวนหนึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิพากษ์หรือการตั้งคำถาม หากขยับมาที่ความสามารถในการดูแลความปลอดภัยของประเทศ เมื่อสถานการณ์ตึงจริง ใครจะคุมเกม ใครจะประสาน ใครจะรับมือโดยไม่ทำให้ประเทศเสียหลัก

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้การเมืองที่อาศัยเสียงเชียร์เดินยาก เวทีอาจยังจัดเต็ม แสงสียังมา แต่แรงดึงดูดลดลง คนฟังไม่ลุกตาม เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ใช่ความสะใจ หากเป็นความมั่นใจว่าเมื่อเรื่องยากมา ใครจัดการได้จริง

ภาพนี้เห็นชัดกับ “พรรคส้ม” หรือ พรรคประชาชน ที่ยังนำแทบทุกโพล ทั้งโพลสำนักวิจัยและโพลสื่อออนไลน์ ตัวเลขส่วนใหญ่ชี้ไปทางเดียวกัน ความนิยมรวมยังสูง ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม ความหมายของ “การนำในโพล” รอบนี้ เริ่มถูกตั้งคำถามจากตัวระบบการเก็บข้อมูลเอง

เมื่อวานนี้ สำนักสื่อบางแห่งออกมายอมรับว่า โพลการเมืองในปี 2569 ที่ถูกนำมาเผยแพร่และใช้วิเคราะห์นั้น อ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคคลจริงเพียงราว 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่เข้ามาร่วมทำโพลทั้งหมด

ข้อมูลส่วนที่เหลืออีกราว 75-80 เปอร์เซ็นต์ ถูกคัดทิ้ง หลังตรวจพบพฤติกรรมเข้าข่ายบัญชีอัตโนมัติหรือบัญชีปลอม ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้เข้ามากดตอบแบบสอบถามซ้ำ ๆ ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งไม่สะท้อนการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจริง

ในทางปฏิบัติของงานสื่อ พฤติกรรมลักษณะนี้ถูกเรียกว่า “ดัมพ์โพล” และทำให้ผลสำรวจที่ปรากฏต่อสาธารณะ ไม่ได้หมายความว่ามีผู้สนับสนุนในระดับเดียวกับจำนวนผู้ที่เข้ามากดตอบทั้งหมด หากเป็นเพียงผลจากกลุ่มตัวอย่างส่วนน้อยที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเท่านั้น

ข้อเท็จจริงนี้ทำให้โพลจำนวนไม่น้อยในช่วงโค้งสุดท้าย ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสนาม หากกลายเป็นพื้นที่ต่อสู้ทางการเมืองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตัวเลขบนหน้าจออาจห่างจากพฤติกรรมจริงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากกว่าที่เคยคิด

เมื่อวางข้อมูลนี้คู่กับภาพการเมืองในสนามจริง การที่พรรคส้มยังนำในแบบสอบถาม ส่วนหนึ่งจึงเป็นผลจากลักษณะของโพลที่สะท้อนทัศนะ มากกว่าการตัดสินใจลงคะแนน คนที่มีจุดยืนชัดและติดตามการเมืองใกล้ชิดมักตอบได้ทันที ขณะที่กลุ่มที่ยังลังเลหรือรอดูสถานการณ์จำนวนมากไม่ปรากฏในตัวอย่าง

ขณะเดียวกัน การเก็บข้อมูลจำนวนมากยังวนอยู่กับกลุ่มเดิม ทั้งคนเมือง คนตื่นการเมือง และผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคส้มแข็งอยู่แล้ว

เสียงจากกลุ่มที่เงียบกว่า ช้ากว่า หรือยังไม่ตัดสินใจจึงถูกสะท้อนออกมาน้อย แม้กลุ่มนี้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในบรรยากาศการเมืองจริง

ตัวเลขนำรอบนี้จึงไม่พาบรรยากาศให้คึกเหมือนปี 2566 คลื่นอารมณ์ที่เคยพาคนใหม่เข้ามาหายไป ความตื่นเต้นในสนามลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ผลโพลจะออกมาดีต่อเนื่อง

สิ่งที่เริ่มเห็นคือการตัดสินใจของผู้สนับสนุนไม่แน่นเหมือนเดิม จากที่เคยเลือกแบบมั่นใจ กลายเป็นรอดู จากที่เคยออกแรง กลายเป็นเงียบ จากที่เคยพร้อมออกมาใช้สิทธิ์ กลายเป็นชะลอ

คะแนนจึงไม่รวมตัวเป็นก้อนเดียวเหมือนที่ผ่านมา แต่ค่อย ๆ กระจายและไหลออกตามจังหวะความลังเล

พรรคส้มมีฐานจริง และฐานนั้นเติบโตจากกระแส ฐานแบบนี้เคยทำงานหนักมากในปี 2566 เพราะอารมณ์สังคมพุ่ง การเลือกตั้งถูกมองเป็นโอกาสเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนเกม

ปี 2569 บริบทเปลี่ยนเป็นการเมืองที่คนคิดรอบคอบขึ้น ภาระค่าครองชีพและความไม่แน่นอนรอบตัว ทั้งด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ความมั่นคง ทำให้หลายคนชะลอการตัดสินใจ เมื่อพลังขับเคลื่อนทางการเมืองแบบเดิมไม่พอ ฐานที่เคยขยายเร็วเริ่มหด และคะแนนที่เคยรวมแน่นค่อย ๆ ไหลออก

เวทีปราศรัยวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ย้ำภาพนี้ แกนนำขึ้นพร้อมหน้า ทีมที่เคยเป็นตัวขายถูกจัดเต็ม แต่เวทีผ่านไปแบบเรียบ ไม่มีประเด็นที่ลากเกมต่อ ไม่มีแรงต่อเนื่องในวันถัดมา

เมื่อแรงจูงใจลด การออกมาใช้สิทธิ์ของกลุ่มที่เคยตื่นตัวสูงย่อมลดตาม กลุ่มที่ลังเลไม่ถูกดึงเพิ่ม และกลุ่มที่เฉยยังคงเฉย ภาพรวมจึงเปลี่ยนจากการรวมคะแนนแน่น ไปเป็นการแตกคะแนน

โพลสะท้อนความเห็นในช่วงเวลา แต่ไม่วัดการถอยของความตื่นตัว ไม่วัดการแตกของคะแนนในวันจริง และไม่วัดการตัดสินใจเงียบ ๆ ของคนจำนวนมาก

บทสรุปอยู่ตรงนี้ ภาพรวมของพรรคส้มไม่เหมือนปี 2566 ความได้เปรียบที่เคยมีลดลง บรรยากาศในสนามไม่เร่ง และจังหวะการเมืองไม่พาให้เกมพุ่งเหมือนที่ผ่านมา 

พรรคที่เติบโตจากกระแส เมื่อกระแสไม่ทำงาน ย่อมต้องเผชิญสนามที่หนักขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ภูมิใจไทยลุยหาเสียง มุสลิมเมืองกรุง ซาบีดา อ้อนผลงานชัด ทำฮัจญ์ถูกลง คุณภาพไม่ลด

ภูมิใจไทยลุยหาเสียง มุสลิมเมืองกรุง ซาบีดา อ้อนผลงานชัด ทำฮัจญ์ถูกลง คุณภาพไม่ลด

ภูมิใจไทยลุยหาเสียง มุสลิมเมืองกรุง ซาบีดา อ้อนผลงานชัด ทำฮัจญ์ถูกลง คุณภาพไม่ลด

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

ขุนพลกทม. ขนดรีมทีมภท. ลุยหาเสียง มุสลิมเมืองกรุง “ซาบีดา” อ้อนผลงานชัด ทำฮัจญ์ถูกลง คุณภาพไม่ลด แซวกลับชาวบ้านถามหา “ชาดา” บอกเอา “ชาดา” ใส่วิกไปก่อน” ได้ไหมค่ะ ก่อนช่วย “ดร.ส้ม พัชรินทร์” ลุยขอคะแนน กทม.เขต 2

วันที่ 26 มกราคม 2569 ดรีมทีมภูมิใจไทย นำโดย นายไชยชนก ชิดชอบ , นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ , นายวราวุธ ศิลปอาชา พร้อมด้วยขุนพล กทม. นำโดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ลงพื้นที่หาเสียงช่วย นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต2 ปทุมวัน-สาทร-ราชเทวี ลงพื้นที่ย่านชุมชนมุสลิม ศูนย์มูลนิธิดารุ้ลฟะละห์ รวมถึงเดินหาเสียง พบปะประชาชนบริเวณชุมชนบ้านครัว

ขณะที่นางสาวซาบีดา ระบุว่า ตั้งใจมาหาพี่น้องชาวมุสลิมในเขตกรุงเทพฯ และผลงานที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเรื่องราคาฮัจญ์สามารถลดลงได้จริงๆ โดยการขับเคลื่อนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เน้นย้ำว่าพี่น้องชาวมุสลิมจะต้องเข้าถึงการทำฮัจญ์ได้ง่ายที่สุด ในราคาที่ถูกลง แต่คุณภาพไม่ลด หวังว่าผลงานที่เราทำฝากไว้ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมฝาก นางสาวพัชรินทร์ เบอร์ 4 ไว้กับชาวมุสลิม กทม. 

ทั้งนี้การลงพื้นที่ครั้งนี้ นางสาวซาบีดา และคณะ ได้เดินตามตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อทักทายประชาชนตามบ้านเรือน ซึ่งชาวบ้านให้การตอบรับอย่างดี บ้างก็ออกมาขอถ่ายรูป พร้อมให้กำลังใจตลอดเส้นทาง   โดยช่วงหนึ่งมีชาวบ้านแซวว่า นายชาดา ไม่มาด้วยหรือ ด้านนางสาวซาบีดา ตอบทันทีว่า เอาชาดา ใส่วิกไปก่อนได้ไหมค่ะ 

นายกฯอนุทิน เขียนคำปณิธาน จะรับใช้ชาติและประชาชนทุกวันตลอดชีวิต

นายกฯอนุทิน เขียนคำปณิธาน จะรับใช้ชาติและประชาชนทุกวันตลอดชีวิต

นายกฯอนุทิน เขียนคำปณิธาน จะรับใช้ชาติและประชาชนทุกวันตลอดชีวิต

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

“อนุทิน” เขียนปณิธาน รับใช้ราชวงศ์จักรีตลอดชีวิต

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับฟังภาพรวมโครงการ “หนึ่งความดี ล้านความรัก ภูมิใจภักดิ์พระพันปีหลวง” จากน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม โดยนายอนุทิน ร่วมเขียนปณิธานทำความดีประดับต้นไม้แห่งความดี เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม ว่า “ข้าพเจ้าจะรับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ด้วยความสามารถทุกสิ่งที่มีอยู่ จะเทิดทูลและจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีตลอดชีวิต และทำประโยชน์ให้ประชาชนไทยทุกวัน“ 

จากนั้นได้เยี่ยมชมการสาธิตการจัดทำริบบิ้นแสดงความอาลัย การประดิษฐ์ดอกไม้ในพระนามาภิไธย “ควีนสิริกิติ์” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้มีรัฐมนตรีลาประชุม 10 คนประกอบด้วย นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม นางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์  นายนเรศ ธํารงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธารณสุข 

 

ไม่ขายฝัน! พิพัฒน์ มั่นใจ ดิสนีย์แลนด์ ประเทศไทย ทำได้จริง

ไม่ขายฝัน! พิพัฒน์ มั่นใจ ดิสนีย์แลนด์ ประเทศไทย ทำได้จริง

ไม่ขายฝัน! พิพัฒน์ มั่นใจ ดิสนีย์แลนด์ ประเทศไทย ทำได้จริง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

ไม่ขายฝัน! “พิพัฒน์” มั่นใจ  “ดิสนีย์แลนด์ ประเทศไทย” ทำได้จริง ชี้ความต่อเนื่องคือ “กุญแจ” ปลดล็อกโครงการระดับโลก พร้อมกางแผนดัน EEC รองรับคอนเสิร์ต-กีฬา สู่ฮับบันเทิงระดับสากล ยืนยันไร้กาสิโน ถอดบทเรียนความสำเร็จ Phuket Sandbox สู่ Disneyland Thailand “พิพัฒน์” หยัดได้ 

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะผู้กำกับดูแลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวถึงข้อสังเกตต่อแนวคิดการดำเนินโครงการ “สวนสนุกดิสนีย์แลนด์” ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่  โดยยืนยันว่า ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาโครงการระดับโลกอย่าง “ดิสนีย์แลนด์” ของไทยได้จริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดในจินตนาการหรือขายฝัน แต่โครงการนี้ยังต่อยอดไปไกลกว่าสวนสนุก ด้วยแผนพัฒนาคอนเสิร์ต ฮอลล์​ สนามกีฬามาตรฐานโลก ซึ่งมีความจุไม่ต่ำกว่า 80,000 ที่นั่ง เพื่อรองรับคอนเสิร์ตระดับโลก การแข่งขันกีฬานานาชาติ และมหกรรมอีเวนต์ขนาดใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องมีกาสิโนอยู่ในนั้น ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน EEC เริ่มทำการศึกษาโครงการแล้ว ซึ่งคาดว่ารูปแบบการลงทุนจะเป็นลักษณะ PPP (Public–Private Partnership) เพื่อผสานความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเงินลงทุนจากเอกชนระดับโลก ควบคู่กับการกำกับดูแลเชิงนโยบายของรัฐอย่างรอบคอบ ซึ่งการเลือกพื้นที่ EEC เป็นการวางยุทธศาสตร์บนฐานโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมที่สุดของประเทศ ทั้งสนามบินนานาชาติ ระบบราง รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก และการเชื่อมต่อเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ พัทยา และระยอง 

“โครงการ Disneyland Thailand ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสวนสนุก แต่เป็น Entertainment & Lifestyle Hub ระดับโลก ที่จะสร้างผลเชิงบวกเป็นลูกโซ่ ทั้งการจ้างงาน การดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และการเพิ่มรายได้ต่อหัว ตลอดจนเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ไทยบนเวทีโลก ทั้งในฐานผู้สร้าง ผู้จัด และผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นการยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของ Music & Sport Tourism ที่สามารถดึงศิลปินระดับโลก แฟนกีฬา และนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่จากทั่วโลกเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า  Disneyland Thailand ใน EEC ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ความสนุก แต่คือโอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่รัฐบาลต้องการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางกิจกรรมระดับโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

“คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าดิสนีย์แลนด์ในไทยทำได้จริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนทำให้จบ ซึ่งโครงการแบบนี้ถ้าพร้อมก็ต้องเดินหน้า ไม่ใช่รอให้โอกาสผ่านไป เพราะความต่อเนื่องคือกุญแจของโครงการระดับโลก” นายพิพัฒน์ กล่าวและว่า หากเลือกตน เลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแน่นอน  

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับฝ่ายนโยบาย  เปิดเผยว่า โครงการดิสนีย์แลนด์ในพื้นที่ EEC ไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเพียงแนวคิดระยะยาว แต่มีการเตรียมโรดแมปการดำเนินงานเอาไว้แล้วในระดับหนึ่ง
หากฝ่ายบริหารชุดถัดไปได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษารายละเอียดเชิงลึก การเปิดเจรจากับนักลงทุนเอกชนระดับโลก ไปจนถึงการกำหนดกรอบการลงทุนในรูปแบบ PPP อย่างเป็นรูปธรรม และด้วยโครงสร้างของ EEC ที่มีกฎหมายเฉพาะและกลไกสนับสนุนพร้อมอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถต่อยอดจากงานที่ได้เริ่มไว้ และเร่งเครื่องได้ทันทีที่มีอำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ที่สำคัญในช่วงวิกฤตโควิด-19 นายพิพัฒน์คือผู้อยู่เบื้องหลัง Phuket Sandbox โมเดลเปิดประเทศที่ทั่วโลกจับตามอง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในวันที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด เช่นเดียวกับโครงการ Disneyland Thailand หากมีคน “คิดเป็นและทำเป็น” ก็สามารถเกิดขึ้นจริงได้

ธรรมนัส ฟาด ไอซ์ รักชนก เหยียบพะเยาวันเดียวอย่ามโนว่ารู้ดี อย่าสำคัญตัวผิด

ธรรมนัส ฟาด ไอซ์ รักชนก เหยียบพะเยาวันเดียวอย่ามโนว่ารู้ดี อย่าสำคัญตัวผิด

ธรรมนัส ฟาด ไอซ์ รักชนก เหยียบพะเยาวันเดียวอย่ามโนว่ารู้ดี อย่าสำคัญตัวผิด

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม(กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินสายหาเสียงว่า ก็เหนื่อยดีแต่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี แต่เสียงตอบรับกับคะแนนต้องไปว่ากันอีกทีหลังวันที่ 8 ก.พ.ว่าจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าตอนนี้เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว กังวลว่าจะมีการเล่นเกมใต้ดินโจมตีพรรคกล้าธรรมหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เวลาพรรคกล้าธรรมโดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์เราไม่โทษพรรคอื่น เราต้องดูตัวเราเอง ผู้สมัครทุกคนต้องดูตัวเองว่าคุณสมบัติมีความพร้อมสำหรับสมัครสส.หรือไม่ ถ้ายังไม่พร้อม ไม่อยู่ในกรอบระเบียบตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนดก็ต้องโทษตัวเองไม่ใช่ไปโทษคนอื่น 

ธรรมนัส พรหมเผ่า

“อะไรที่ผิดกฎหมายสมัคร สส. ไม่ได้ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง ไม่ได้มีใครไปแกล้ง เพราะก็ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว ไม่โดนวันนี้ หลังเลือกตั้งก็โดนเหมือนกัน เรามีบทเรียนในเรื่องนี้เยอะแล้ว ดังนั้นต้องดูตัวเองเป็นหลักอย่าไปโทษคนอื่น ไม่ว่าใครทำผิดกฎหมายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ตัวเองให้ได้ ไม่อย่างนั้นอยู่เวทีการเมืองไม่ได้ เป็นนักการเมืองต้องทำใจ บางคนพอโดนหน่อยก็โอดครวญ เหมือนพรรคบางพรรค ที่ว่าแต่คนอื่นไม่ดูตัวเอง”

เมื่อถามถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม แต่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าบอกจับมือได้กับทุกขั้ว มองอย่างไร  ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มองอย่างไร ตอนนี้มองตัวเองก่อน ไม่ได้มองคนอื่น พรรคกล้าธรรม มีหลักการชัดเจนไม่ต้องเปลี่ยนคำพูดบ่อยครั้ง ว่าพรรคใดก็ตามที่มีเจตนารมณ์แก้รัฐธรรมนูญในหมวด 1 หมวด 2 เราไม่เอาเด็ดขาด เรามีหลักการณ์แค่นี้ 

ธรรมนัส พรหมเผ่า

เมื่อถามว่า ควรออกมาเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่อยากแก้รัฐธรรมนูญออกมาแสดงจุดยืนหรือไม่  ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่าไม่ต้องไปเรียกร้องเพราะพรรคกล้าธรรมประกาศจุดยืนชัดเจนไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่ตนเข้าสู่เวทีการเมือง อะไรก็ตามที่เข้าไปยุ่งกับเสาหลักของบ้านเมือง ชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ เราไม่เอาเด็ดขาด 

เมื่อถามว่าการที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กลับมาช่วยหาเสียงมองว่าจะเป็นการปลุกกระแสไม่เอาทหารที่เคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่หรอก กองทัพก็อยู่ในส่วนของกองทัพอย่าดึงกองทัพมายุ่งกับการเมืองโดยเด็ดขาด พอเวลาการเมืองไม่คุยกันชอบทะเลาะกันท้ายที่สุดก็ต้องมีกรรมการกลางเข้ามาเบรกไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็จะเสียหาย ตนจบสถาบันทหารบางครั้งยามบ้านเมืองวิกฤตก็มีทหารออกมาแก้ปัญหา 

ธรรมนัส พรหมเผ่า

เมื่อถามถึงกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ไปหาเสียงที่พะเยา แล้วมีประชาชนมาต้อนรับจำนวนมากหวั่นไหวหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนแทบไม่ได้อยู่พะเยาเลยเพราะไม่ได้ลงสมัครในพื้นที่ 

“จริงๆชาวบ้านเขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร อย่าสำคัญตัวเองผิด”

ธรรมนัส พรหมเผ่า

เมื่อถามว่า น.ส.รักชนก บอกว่าคนพะเยาอยากเปลี่ยน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “คุณไปวันเดียวแล้วรู้เรื่องอะไร อย่าหลอกตัวเอง” 

เมื่อถามว่าพะเยาถือเป็นหัวใจสำคัญของพรรคกล้าธรรมใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่าเราทำอะไรที่พะเยามาเยอะจากเมืองทางผ่านมาเป็นเมืองรอง ตอนนี้แทบจะเป็นเมืองหลักอยู่แล้วขาดอย่างเดียวคือสนามบินที่ต้องมีการศึกษา เมื่อศึกษาและสร้างเสร็จ เมืองพะเยาก็จะเป็นเมืองหลักได้เลย 

ธรรมนัส พรหมเผ่า

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork, เฟซบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut, เฟซบุ๊ก

แม่ทัพกุ้ง มองสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อยู่ในขั้นหยุดยิง รอเจรจา ชี้ การยั่วยุ อาจมีบ้าง

แม่ทัพกุ้ง มองสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อยู่ในขั้นหยุดยิง รอเจรจา ชี้ การยั่วยุ อาจมีบ้าง

แม่ทัพกุ้ง มองสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อยู่ในขั้นหยุดยิง รอเจรจา ชี้ การยั่วยุ อาจมีบ้าง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

“แม่ทัพกุ้ง” มองสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อยู่ขั้นหยุดยิง รอเจรจา บอก การยั่วยุ อาจมีบ้าง แนวชายแดนกว้างกว่า 1000 กิโล แต่ส่วนใหญ่ทหารกัมพูชาเป็นคนเริ่มก่อน

วันที่ 27 มกราคม 2569  ที่โรงเรียนเตรียมทหาร จังหวัดนครนายก พลเอก บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 มองสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เวลานี้ ว่า ยังคงรอการเจรจาให้มันเรียบร้อย ตอนนี้อยู่ในขั้นของการหยุดยิง ตรึงกำลัง ซึ่งต้องรอผู้มีอำนาจของสองรัฐบาลคุยกันว่าจะเดินหน้าสันติภาพอย่างไร

ส่วนที่มีคลิปทหารกัมพูชา ยั่วยุ จะเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นั้น พลโท บุญสิน กล่าวว่า ตอนแนวชายแดนกว้างกว่า 1,000 กิโลเมตร มันก็อาจจะมีบ้าง เหตุการณ์ที่ทหารทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กัน บางส่วนก็มีความสัมพันธ์ที่ดี บางจุดอาจจะมีทหารที่เสียวินัย ซึ่งทหารไทยก็พยายามรักษากติกา ดังนั้นคลิปที่ออกมาส่วนใหญ่จะเป็นการเริ่มต้นของฝ่ายทหารกัมพูชาเป็นหลัก  ซึ่งก็เป็นการพยายามเตือนไม่อยากให้เกิดเรื่อง

ขยายผลเครือข่าย สจ.เนย์ รุทธพล ยันลุยต่อ10นักการเมือง

ขยายผลเครือข่าย สจ.เนย์ รุทธพล ยันลุยต่อ10นักการเมือง

ขยายผลเครือข่าย สจ.เนย์ รุทธพล ยันลุยต่อ10นักการเมือง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

“รุทธพล” เผย คืบหน้าคดี 2 สจ.โยงพนันออนไลน์ หนีออกนอกประเทศแล้ว บอกยังเปิดเผยชื่ออีกรายไม่ได้ เหตุยังไม่ถูกออกหมายจับ ส่วนผู้สมัคร 10 นักการเมือง  ยังอยู่ในกระบวนการสืบสวน ยันไม่เกี่ยวข้องเรื่องการเมือง 

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการออกหมายจับนายปฐนัญ จันดอน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือ สจ.เนย์ และภรรยา ว่าจากการตรวจสอบพบว่าเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ส่วน สจ. อีก 1 คน ก็ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้วเช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดำเนินการหาหลักฐาน จะได้ดำเนินการในกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อว่า  สำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 1 คน ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ และขอไม่ตอบว่าเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหรือไม่ เนื่องจากถ้ายังไม่สามารถออกหมายจับ แม้จะมีหลักฐานก็ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เพราะจะถูกฟ้องร้องได้ แต่ยืนยันว่าเราพยายามอย่างเต็มที่ 
     
เมื่อถามว่าที่เคยบอกว่ามี 10 นักการเมืองที่เกี่ยวข้องด้วยจะสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า อยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งจะมีเรื่อยๆ พร้อมยกตัวอย่างว่า เราเคยค้นบ้าน สจ.ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีหลักฐานแค่ออกหมายค้น แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่จะทำการจับกุมได้ ก็เลยไม่เคยเป็นข่าว เพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา จึงไม่อยากให้ถูกพูดว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งกรณีของสจ.เนย์ เราขอออกหมายจับถึง 2 ครั้ง แต่ศาลได้ให้ความเป็นธรรม เพราะครั้งแรกหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะออกหมายจับ จึงมีการยกคำร้อง ซึ่งเห็นชัดว่าเราให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สธ.แจงมติปลด หมอสุภัทร ออกจากราชการ เซ่นจัดซื้อ ATK จำนวน 5 ครั้ง เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ.

สธ.แจงมติปลด หมอสุภัทร ออกจากราชการ เซ่นจัดซื้อ ATK จำนวน 5 ครั้ง เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ.

สธ.แจงมติปลด หมอสุภัทร ออกจากราชการ เซ่นจัดซื้อ ATK จำนวน 5 ครั้ง เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ.

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.05 น.

“พัฒนา“ แจงมติปลด “หมอสุภัทร”ออกจากราชการเซ่นจัดซื้อ ATK ภายหลัง 5 ครั้ง ยัน เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ. ชี้ ราคาถูกสุดหรือไม่ ต้องดูว่าเทียบกับอะไร ยันไร้วาระทางการเมือง ย้ำทุกอย่างเป็นตามวงรอบการประชุมวาระปกติ

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต2 พรรคประชาชน ออกจากราชการถูกมองเป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรม ว่า ยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้ง เป็นไปตามที่คณะกรรมการสอบสวนและนำเข้าที่ประชุม อ.ก.พ. ตามวาระปกติ ไม่ใช่วาระเร่งด่วน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและข้อเท็จจริง ตามที่มีการสอบสวนมา โดยมีการเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจง 

เมื่อถามว่า นพ.สุภัทร ออกมาระบุว่าไม่มีการเรียกเข้าไปชี้แจง นายพัฒนา กล่าวว่า มีการเรียกเข้ามาตามขั้นตอนปกติ 

เมื่อถามว่า ข้อเท็จจริงการจัดซื้อผิดระเบียบราชการใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ในรายละเอียดมีหลายอย่าง แต่การจัดซื้อจัดจ้างและข้อเท็จจริงอยู่ในข้อเท็จจริง คือ มีการไปตรวจโควิด โดยเอาATKมาใช้ และมีการจัดซื้อจัดจ้างในภายหลังหลายครั้ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะนั้น และ การจัดซื้อจัดจ้างหากตนจำไม่ผิดมีทั้งหมดจำนวน 5 ครั้ง 

เมื่อถามว่า มีการเบิกATKออกมาใช้ และจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลังใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่ได้เบิกของหลวง แต่ตนไม่แน่ใจว่าเอามาจากไหน แต่รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการสอบสวน และการทำหน้าที่ของ อ.ก.พ. ทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่ ซึ่งตนเป็นประธาน 

เมื่อถามว่ามีการระบุว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างราคาถูก แต่ถูกลงโทษ ไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า คำว่าถูกต้องไปดูว่านำไปเปรียบเทียบกับอะไร และการจัดซื้อATKในตอนนั้นตนทราบว่ามีการจัดซื้อในหลายแหล่งที่มา ซึ่งอันนี้เป็นแหล่งหนึ่ง แต่จะถูกที่สุดหรือไม่ ไปว่ากันในคณะกรรมการสอบสวน

เมื่อถามว่า นพ.สุภัทร ยังสามารถอุทธรณ์มติได้ใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ตามกฏหมายน่าจะเป็นอย่างนั้น ส่วนจะใช้ระยะเวลาอีกนานหรือไม่ต้องดูตามกฎหมาย ตนไม่ได้ลงรายละเอียดในประเด็นนี้ ตนทำหน้าที่ในฐานะประธาน อ.ก.พ. หน้าที่เราก็คือเมื่อคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งตั้งขึ้นมานานแล้ว และมีข้อสรุปมาระยะหนึ่ง กระทั่งมีการตรวจสอบ และนำเข้าที่ประชุมข้อเท็จจริงก็พิจารณาตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า มีการมองว่ามีการตัดขาพรรคประชาชน ที่อาจหาผู้สมัครแทนไม่ทัน นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ และการประชุมเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีวาระนี้ในวาระเร่งด่วน และไม่ใช่วาระเดียวยังมีวาระอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาวินัยอีกเกือบ 20 รายการ ซึ่งเป็นวาระประจำของการประชุม อ.ก.พ. อยู่แล้ว